ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. จุลลโพธิชาดก
ชาดกที่ ๔๔๓ · ทสกนิบาตชาดก

จุลลโพธิชาดก

ว่าด้วยความโกรธ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๓๖๗ · บรรทัด ๕๖๑๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากจุลลโพธิชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุมักโกรธรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า โย เต อิมํ วิสาลกฺขึ ดังนี้.

ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้นแม้บวชในพระพุทธศาสนา ที่จะนำออกจากทุกข์ ก็ไม่สามารถเพื่อจะข่มความโกรธได้ เป็นคนมักโกรธ มากไปด้วยความเคียดแค้นเสมอ เมื่อถูกกล่าวว่าเพียงเล็กน้อย ก็ขุ่นแค้นโกรธมุ่งร้ายหมายขวัญ ดังนี้แหละ พระศาสดาทรงทราบว่า ภิกษุรูปนั้นมักโกรธ จึงรับสั่งให้เรียกเธอมาแล้ว ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นคนมักโกรธจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้าดังนี้ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่าความโกรธ เธอควรจะห้ามเสียอันความโกรธเห็นปานนี้ ที่จะทำประโยชน์ให้ในโลกนี้และโลกหน้าเป็นไม่มี เธอบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าที่ไม่โกรธแล้ว เหตุไรจึงยังโกรธเล่า ? จริงอยู่โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้บวชแล้วในลัทธินอกพุทธศาสนา ก็ยังไม่ทำความโกรธ ดังนี้แล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติ อยู่ในพระนครพาราณสี ณ นิคมของชาวกาสีแห่งหนึ่ง มีพราหมณ์คนหนึ่ง เป็นผู้มั่งคั่ง มีโภคทรัพย์มาก แต่ไม่มีบุตร นางพราหมณีภรรยาของเขาอยากได้บุตร คราวนั้นพระโพธิสัตว์จุติจากพรหมโลก มาบังเกิดในท้องนางพราหมณี ในวันตั้งชื่อกุมารนั้น ญาติทั้งหลายตั้งชื่อว่า โพธิกุมารครั้นเจริญวัยแล้ว ไปเมืองตักกศิลาเรียนศิลปะทุกอย่างสำเร็จแล้วกลับมา มารดาบิดาได้นำกุมาริกา ผู้มีตระกูลเสมอกันมาให้เขาผู้ซึ่งยังไม่ปรารถนาเลย แม้กุมาริกานั้นก็จุติจากพรหมโลกเหมือนกัน มีรูปร่างงามเลิศเปรียบด้วยเทพอัปสร โพธิกุมารกับนางกุมาริกาต่างไม่ปรารถนาเป็นสามีภรรยากัน ญาติทั้งหลายก็จัดการอาวาหวิวาหมงคลให้ก็ชนแม้ทั้งสองนั้นไม่เคยมีความฟุ้งซ่านด้วยกิเลส เพียงแต่จะแลดูกันด้วยอำนาจแห่งราคะก็มิได้มี ขึ้นชื่อว่าเมถุนธรรม ไม่เคยประสบแม้ในฝัน ทั้งสองได้เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ด้วยประการฉะนี้.

ต่อมาภายหลัง เมื่อมารดาบิดาถึงแก่กรรมแล้ว พระมหาสัตว์ได้จัดการปลงศพของท่านทั้งสองเสร็จเรียบร้อยแล้ว เรียกนางกุมาริกามาสั่งว่า ที่รัก เธอจงรับทรัพย์ ๘๐ โกฏินี้ไว้เลี้ยงชีพให้เป็นสุขเถิด นางกุมาริกาถามว่า ข้าแต่ลูกเจ้าก็ตัวท่านเล่า ? พระมหาสัตว์ตอบว่า ฉันไม่มีกิจด้วยทรัพย์ ฉันจักเข้าไปถิ่นหิมพานต์ บวชเป็นฤาษีทำที่พึ่งแก่ตนนางกุมาริกาถามว่า ข้าแต่ลูกเจ้า ก็การบรรพชานั้น ควรแก่พวกบุรุษเท่านั้นหรือ ? พระมหาสัตว์ตอบว่า แม้พวกสตรีก็ควร ที่รัก. นางกุมาริกาจึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ฉันจักไม่รับเขฬะที่ท่านถ่มทิ้งไว้ แม้ฉันก็ไม่มีกิจด้วยทรัพย์ ถึงฉันก็จักบวช พระมหาสัตว์ก็รับรองว่า ดีแล้ว. ที่รักเขาทั้งสองได้ให้ทานเป็นการใหญ่ แล้วออกไปสร้างอาศรม ในภูมิประเทศที่น่ารื่นรมย์ บวชแล้วเที่ยวแสวงหาผลาผลเลี้ยงชีพ อยู่ในที่นั้นประมาณ ๑๐ ปี ฌานสมาบัติก็มิได้เกิดขึ้นแก่เขาทั้งสองนั้นเลยฤาษีทั้งสองอยู่ในที่นั้น ๑๐ ปี ด้วยความสุขเกิดแต่บรรพชาเท่านั้น เพื่อต้องการจะเสพรสเค็มรสเปรี้ยว จึงเที่ยวจาริกไปตามชนบท ถึงพระนครพาราณสีโดยลำดับ อาศัยอยู่ในพระราชอุทยาน.

อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาทอดพระเนตรเห็นบุรุษเฝ้าสวน ถือเครื่องบรรณาการมาเฝ้า จึงตรัสว่า เราจักไปชมสวน เจ้าจงชำระสวนให้สะอาด ดังนี้แล้ว จึงเสด็จไปยังพระราชอุทยานที่นายอุทยานบาลนั้นชำระสะอาดเรียบร้อยแล้ว พร้อมด้วยบริวารจำนวนมาก. ขณะนั้นชนทั้งสองแม้เหล่านั้นนั่งให้กาลล่วงไป ด้วยความสุขอันเกิดแต่บรรพชาอยู่ ณ ด้านหนึ่งของพระราชอุทยาน. ลำดับนั้น พระราชาเสด็จประพาสพระราชอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเห็นชนแม้ทั้งสองนั้นผู้นั่งอยู่แล้ว เมื่อทรงแลดูนางปริพพาชิกาผู้มีรูปร่างงามเลิศน่าเลื่อมใสยิ่ง ก็มีพระทัยปฏิพัทธ์ พระองค์ทรงสะท้านอยู่ด้วยอำนาจแห่งกิเลส ทรงพระดำริว่า เราจักถามดูก่อน นางปริพพาชิกานี้จะเป็นอะไรกันกับดาบสนี้ แล้วเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ ตรัสถามว่า ข้าแต่บรรพชิตนางปริพพาชิกานี้เป็นอะไรกันกับท่าน. พระดาบสตอบว่ามหาบพิตรไม่ได้เป็นอะไรกัน เป็นแต่บวชด้วยกันอย่างเดียว ก็แต่ว่า เมื่อครั้งเป็นคฤหัสถ์ นางนี้ได้เป็นบาทบริจาริกาของอาตมภาพ พระราชาได้ทรงสดับดังนี้แล้ว ทรงพระดำริว่า นางนี้มิได้เป็นอะไรกันกับพระดาบสนั้นแต่เป็นบาทบริจาริกาเมื่อครั้งเป็นคฤหัสถ์ ก็ถ้าเราจักพาเอานางนี้ไปด้วยกำลังความเป็นใหญ่ไซร้ พระดาบสนี้จักทำอย่างไรหนอ แลเราจักสอบถามดาบสนั้นดูก่อน ดังนี้แล้ว จึงเข้าไปใกล้ กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าจะมีบุคคลมาพาเอา นางปริพพาชิกา ผู้มีนัยน์ตากว้างงามน่ารัก มี ใบหน้าอมยิ้ม ของท่านไปด้วยกำลัง ท่านจะ ทำอย่างไรเล่า ?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สํสิลหาสินึ ได้แก่ผู้มีใบหน้ายิ้มเล็กน้อย. บทว่า พลา คจฺเฉยฺย ได้แก่พาเอาไปด้วยพลการ. บทว่ากึ นุ กยิราสิ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจะทำอย่างไรแก่บุคคลนั้น.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ได้ฟังพระดำรัสของพระราชานั้นแล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

ถ้าความโกรธ เกิดขึ้นแก่อาตมภาพแล้ว ยังไม่เสื่อมคลายไป เมื่ออาตมภาพยังมีชีวิตอยู่ ก็ยังไม่หาย อาตมภาพ จะห้ามมันเสียโดยพลัน ทีเดียว ดังฝนห่าใหญ่ชำระล้างธุลี ฉะนั้น. พึงทราบเนื้อความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นดังนี้ :-

ข้าแต่มหาบพิตร ถ้าเมื่อใคร ๆ พานางนี้ไป ความโกรธพึงเกิดขึ้นแก่อาตมภาพในภายใน ความโกรธนั้นครั้นเกิดขึ้นแก่อาตมภาพในภายในแล้ว ไม่พึงเสื่อมคลายไป จะไม่พึงเสื่อมคลายไป ตราบเท่าที่อาตมภาพยังมีชีวิตอยู่ อาตมาภาพก็จักไม่ให้ความโกรธนั้นตั้งอยู่ข้างในโดยการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนได้โดยที่แท้แล อาตมภาพจะข่มห้ามกันเสียด้วยเมตตาภาวนาโดยพลัน เหมือนเมล็ดฝนห่าใหญ่ ชำระล้างธุลีที่เกิดขึ้นแล้วโดยพลัน ฉะนั้น.

พระมหาสัตว์ได้บันลือสีหนาทอย่างนี้. ฝ่ายพระราชาแม้ได้ทรงสดับถ้อยคำของพระมหาสัตว์แล้ว ก็ไม่อาจจะห้ามพระทัยของพระองค์ที่ทรงปฏิพัทธ์ได้เพราะเป็นอันธพาล ทรงบังคับอำมาตย์คนหนึ่งว่า เธอจงนำนางปริพพรชิกานี้ไปยังพระราชนิเวศน์ อำมาตย์นั้นรับพระราชบัญชาแล้ว ได้พานางปริพพาชิกาผู้คร่ำครวญอยู่ว่า อธรรมกำลังเป็นไปในโลกไม่สมควรเลย ดังนี้เป็นต้นไปแล้ว พระโพธิสัตว์สดับเสียงคร่ำคราญของนาง แลดูครั้งเดียวแล้ว ไม่ได้แลดูอีก พวกราชบุรุษก็นำนางผู้ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ไปสู่พระราชนิเวศน์แล้ว พระราชาพาลแม้นั้นก็มิได้เนิ่นช้าอยู่ในพระราชอุทยาน รีบเสด็จไปพระราชวังรับสั่งให้หานางปริพพาชิกานั้นมา แล้วเชื้อเชิญด้วยยศอันยิ่งใหญ่ แต่นางได้พรรณนาโทษของยศและคุณของบรรพชาอยู่เรื่อย พระราชาทรงใช้วิธีการต่าง ๆก็ไม่สามารถจะผูกใจนางไว้ได้ จึงรับสั่งให้ขังนางไว้ในห้องหนึ่ง แล้วทรงริดำว่า นางปริพพาชิกานี้ มีศีลมีกัลยาณธรรม ไม่ปรารถนายศเห็นปานนี้ แม้พระดาบสนั้น เมื่อคนเขาพานางที่ดีเห็นปานนี้ไปก็มิได้แลดูด้วยความโกรธ แต่ธรรมดาบรรพชิตย่อมมีมายามาก ประกอบอะไร ๆ ขึ้นแล้วจะพึงทำความพินาศให้แก่เรา เราจะไปดูให้รู้ก่อนว่าแกนั่งทำอะไรอยู่ ดำริดังนี้แล้ว ก็ไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้จึงเสด็จไปพระราชอุทยาน.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ได้นั่งเย็บจีวรอยู่ พระราชาพร้อมด้วยบริวารเล็กน้อย ค่อย ๆ เสด็จเข้าไปไม่ให้มีเสียงพระบาท พระโพธิสัตว์ไม่ได้แลดูพระราชา เย็บจีวรเรื่อยไป พระราชาเข้าพระทัยว่า พระดาบสนี้โกรธจึงไม่ปราศรัยกับเรา แลด้วยทรงสำคัญว่า ดาบสโกงนี้ ทีแรกอวดอ้างว่า จักไม่ให้ความโกรธเกิดขึ้น แม้ที่เกิดขึ้นแล้วก็จักข่มเสียโดยเร็วบัดนี้เป็นผู้กระด้างด้วยความโกรธ ไม่ปราศรัยกับเรา ดังนี้ จึงตรัสคาถาที่ ๓ ว่า :-

ท่านกล่าวอวดอ้างไว้ในวันก่อนอย่างไร หนอ วันนี้เป็นเหมือนว่ามีกำลัง ทำเป็นไม่ เห็น นั่งนิ่งเย็บสังฆาฏิอยู่ในบัดนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พลมฺหิว อปสฺสิโต คือเป็นเหมือนว่าอาศัยกำลัง. บทว่า ตุณฺหีกโต ได้แก่ ไม่พูดคำอะไร ๆ. บทว่า สิพฺพมจฺฉสิ เท่ากับ สิพฺพนฺโต อจฺฉสิ แปลว่า เย็บอยู่.

พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงคิดว่า พระราชานี้เข้าพระทัยว่าที่เราไม่ปราศรัยก็ด้วยอำนาจความโกรธ เราจักทูลความที่เราไม่ลุอำนาจความโกรธที่เกิดขึ้นให้ทรงทราบในบัดนี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-

ความโกรธเกิดขึ้นแก่อาตมภาพแล้ว ยัง ไม่เสื่อมคลายไป เมื่ออาตมภาพยังมีชีวิตอยู่ก็ ยังไม่หาย แต่อาตมภาพได้ห้ามกันแล้วโดย พลัน เหมือนฝนห่าใหญ่ชำระล้างธุลี ฉะนั้น. พึงทราบเนื้อความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่า :-

ข้าแต่มหาบพิตร ความโกรธเกิดขึ้นแล้วแก่อาตมภาพ ความโกรธนั้นครั้นเกิดขึ้นแล้ว ยังไม่เสื่อมคลายไปจากอาตมภาพอีกอาตมภาพไม่ได้ให้ความโกรธนั้น เข้าไปตั้งอยู่ในหทัยได้ เมื่ออาตมภาพยังมีชีวิตอยู่ ความโกรธนั้นก็ยังไม่ตายด้วยประการฉะนี้ แต่อาตมภาพได้ห้ามกันแล้วโดยฉับพลัน เหมือนเมล็ดฝนห่าใหญ่ชำระล้างธุลีฉะนั้น.

พระราชาทรงสดับ ดังนั้นแล้วทรงดำริว่า ดาบสนี้พูดหมายถึงความโกรธเท่านั้น หรือหมายถึงศิลปะอะไร ๆ อย่างอื่นด้วย เราจักถามท่านดูก่อน เมื่อจะตรัสถาม ได้ตรัสคาถาที่ ๕ ว่า :-

ความโกรธเกิดขึ้นแก่ท่านแล้ว ยังไม่ เสื่อมคลายไปเป็นอย่างไร เมื่อท่านยังมีชีวิต อยู่ ความโกรธก็ยังไม่หายเป็นอย่างไร ท่าน ได้ห้ามกันความโกรธ เหมือนฝนห่าใหญ่ชำระ ล้างธุลีฉะนั้น เป็นไฉน ?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กินฺเต อุปฺปชฺชิโน มุญฺจิ ความว่าความโกรธเกิดขึ้นแก่ท่านด้วยยังไม่เสื่อมคลายไปแล้วด้วย เป็นอย่างไร ?

พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้ว กล่าวว่า มหาบพิตร ความโกรธมีโทษมากมายอย่างนี้ เพราะประกอบด้วยความพินาศใหญ่ ความโกรธชนิดหนึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่อาตมภาพ แต่ว่าอาตมภาพได้ห้ามกันความโกรธที่เกิดขึ้นแล้วได้ด้วยเมตตาภาวนา ดังนี้แล้ว เมื่อจะประกาศโทษในความโกรธ จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-

เมื่อความโกรธเกิดขึ้นแล้ว บุคคลย่อม ไม่เห็นประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่น เมื่อความ โกรธไม่เกิดขึ้น บุคคลย่อมเป็นได้ดี ความ โกรธนั้นเกิดขึ้นแก่อาตมภาพแล้ว ยังไม่เสื่อม คลายไป ความโกรธเป็นอารมณ์ของคนไร้ ปัญญา. ชนทั้งหลายย่อมยินดีด้วยความโกรธที่ เกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่าเป็นศัตรูแก่ตัวเอง หาความ ทุกข์ใส่ตัว ความโกรธนั้นเกิดขึ้นแก่อาตมภาพ แล้ว ยังไม่เสื่อมคลายไป ความโกรธเป็น อารมณ์ของคนไร้ปัญญา. อนึ่ง เมื่อความโกรธเกิดขึ้น บุคคล ย่อมไม่รู้จักประโยชน์ตน ความโกรธนั้นเกิด ขึ้นแก่อาตมภาพแล้ว ยังไม่เสื่อมคลายไป ความโกรธเป็นอารมณ์ของคนไร้ปัญญา. ผู้ที่ถูกความโกรธครอบงำแล้ว ย่อมละ ทิ้งกุศลเสีย และจะซัดส่ายประโยชน์แม้มา มายได้ เขาประกอบด้วยเสนาคือกิเลสหมู่ใหญ่ ที่น่ากลัว มีกำลังสามารถปราบผู้อันให้อยู่ใน อำนาจได้ ความโกรธนั้นยังไม่เสื่อมคลายไป จากอาตมภาพ ขอถวายพระพร. ธรรมดาไฟย่อมเกิดขึ้นที่ไม้สีไฟอัน บุคคลสีอยู่ ไฟเกิดขึ้นแต่ไม้ใด ย่อมเผาไม้ นั้นเองให้ไหม้. ความโกรธย่อมเกิดขึ้นแก่คนพาล ผู้ โฉดเขลาไม่รู้จริง เพราะความแข็งดี แม้เขา ก็ถูกความโกรธนั้นแหละเผาลน. ความโกรธย่อมเจริญขึ้นแก่ผู้ใด ดุจไฟ เจริญขึ้นในกองหญ้าแลไม้ฉะนั้น ยศของ บุคคลนั้นย่อมเสื่อมไป เหมือนพระจันทร์ข้าง แรม ฉะนั้น. ความโกรธของผู้ใดสงบลงได้ ประดุจ ไฟที่ไม่มีเชื้อฉะนั้น ยศของผู้นั้นย่อมเต็ม เปี่ยม เหมือนพระจันทร์ข้างขึ้น ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ปสฺสติ คือ ย่อมไม่เห็นแม้กระทั่งประโยชน์ตน จะป่วยกล่าวไปใยถึงประโยชน์ผู้อื่น. บทว่า สาธุ ปสฺสติ ได้แก่ ย่อมเห็นประโยชน์ทั้ง ๒ คือประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่นได้ดี. บทว่า ทุมฺเมธโคจโร คือ เป็นสถานที่รองรับของบุคคลผู้ไร้ปัญญาทั้งหลาย. บทว่า ทุกฺขเมสโน คือ อยากได้ทุกข์ใส่ตัว.

บทว่า สทตฺถํ ได้แก่ สิ่งที่เป็นประโยชน์ของตน คือความเจริญทั้งโดยอรรถและโดยธรรม. บทว่า ปรกฺกเร ได้แก่ ทำประโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้วอย่างไพบูลย์ให้เป็นของคนอื่น ท่านทั้งหลายจงนำออกไปอาตมภาพไม่ต้องการสิ่งนี้.

บทว่า ส ภีมเสโน ความว่า เขาประกอบด้วยเสนาคือกิเลสหมู่ใหญ่ที่จะให้ภัยเกิดขึ้น. บทว่า ปมทฺที คือ เพราะค่าที่ตนเป็นผู้มีเสนาคือกิเลสหนา จึงเป็นผู้สามารถที่จะจับสัตว์ทั้งหลายแม้เป็นอันมากมาปราบปรามด้วยการกระทำให้อยู่ในอำนาจของตนได้. บทว่า น เม อมุญฺจิตฺถ ความว่า ไม่ได้หลุดพ้นไปจากสำนักของอาตมภาพ อีกอย่างหนึ่ง ความว่า ไม่ตั้งอยู่ในหทัยของอาตมภาพ ดุจน้ำนมไม่ตั้งอยู่โดยความเป็นนมส้ม เพียงชั่วครู่ฉะนั้น ดังนี้ก็มี.

บทว่า กฏฺสฺมึ มตฺถมานสฺมึ ได้แก่ อัน บุคคลสีอยู่ด้วยไม้สีไฟ

บาลีว่า มตฺถมานสฺมึ ดังนี้ ก็มี. บทว่า ยสฺมา ความว่า ไฟเกิดขึ้นแต่ไม้ใด ก็เผาไม้อันนั้นเอง. ไฟชื่อว่า คินิ.

บทว่า พาลสฺส อวิชานโต เท่ากับ พาลสฺส อวิชานนฺตสฺส แปลว่า ผู้โง่เขลา ไม่รู้จริง. บทว่า สารมฺภา ชายเต ความว่า ความโกรธย่อมเกิดขึ้นแก่คนผู้ทำการฉุดมาฉุดไปว่า ฉันว่าท่านเพราะความแข็งดี อันมีเพราะทำให้เกินกว่าเหตุเป็นลักษณะ ดุจไฟป่าเกิดขึ้นเพราะการเสียดสีแห่งไม้สีไฟ ฉะนั้น.

บทว่า โสปิ เตเนว ความว่า แม้เขาคือคนพาล ก็ถูกความโกรธนั่นแหละเผาลน ดุจไม้ถูกไฟเผาอยู่ฉะนั้น. บาทคาถาว่า อนินฺโท ธูมเกตุว แปลว่า ดุจไฟที่ไม่มีเธอฉะนั้น. บทว่า ตสฺส เป็นต้น ความว่ายศที่บุคคลผู้ประกอบด้วยอธิวาสนขันตินั้นได้แล้ว ย่อมเต็มเปี่ยมเหมือนพระจันทร์ข้างขึ้น ฉะนั้น.

พระราชาทรงฟังธรรมกถาของพระมหาสัตว์แล้ว ทรงยินดีรับสั่งให้อำมาตย์คนหนึ่งนำนางปริพพาชิกามา แล้วตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญโดยที่ไม่มีความโกรธ ขอท่านทั้งสองจงดำรงอยู่ด้วยความสุข เกิดแต่บรรพชาอยู่ในพระราชอุทยานนี้เถิด ข้าพเจ้าจะช่วยพิทักษ์รักษาโดยชอบธรรมแก่ท่านทั้ง ๒ ครั้นแล้วได้ขอขมาโทษนมัสการแล้วเสด็จหลีกไป บรรพชิตทั้งสองนั้นได้ อยู่ ณ พระราชอุทยานนั่นเอง ต่อมานางปริพพาชิกาถึงมรณภาพ พระโพธิสัตว์ เมื่อนางปริพพาชิกาถึงมรณภาพแล้วก็เข้าถิ่นหิมพานต์ไป ทำอภิญญาและสมาบัติให้เกิด เจริญพรหมวิหาร ๔ แล้วไปสู่พรหมโลก.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจจะ ภิกษุมักโกรธได้ดำรงอยู่ในอนาคามิผลพระทศพลทรงประชุมชาดกว่า นางปริพพาชิกาในครั้งนั้น ได้มาเป็นมารดาพระราหุลในบัดนี้ พระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ในบัดนี้ ส่วนปริพพาชกได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล.

จบ อรรถกถาจุลลโพธิชาดกที่ ๕

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๘๑๘–๘๓๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทสกนิบาตชาดก · ๔๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Cullabodhijātakaṃ

yo te imaṃ visālakkhinti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ kodhanabhikkhuṃ ārabbha kathesi.

So kira bhikkhu niyyānike buddhasāsane pabbajitvāpi kodhaṃ niggahetuṃ nāsakkhi. Kodhanova ahosi upāyāsabahulo. Appampi vutto samāno abhisajji kuppi byāpajji patiṭṭhiyīti. Satthā taṃ tassa kodhanabhāvaṃ sutvā pakkosāpetvā saccaṃ kira tvaṃ bhikkhu kodhanoti pucchitvā saccaṃ bhanteti vutte bhikkhu kodho nāma vāretabbo evarūpo hi idha loke ca paraloke ca atthakārako nāma natthi tvaṃ nikkodhassa buddhassa sāsane pabbajitvā kasmā kujjhasi porāṇaka- paṇḍitā hi bāhirakasāsane pabbajitvāpi kodhaṃ na kariṃsūti vatvā atītaṃ āhari

atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente aññatarasmiṃ kāsī- nigame eko brāhmaṇo addho mahaddhano mahābhogo aputtako ahosi. Tassa brāhmaṇī puttaṃ pattheti. Tadā bodhisatto brahmalokā cavitvā tassā kucchiyaṃ nibbatti. Tassa nāmaggahaṇa- divase bodhikumāroti nāmaṃ kariṃsu. Tassa vayappattakāle takkasilaṃ gantvā sabbasippāni uggaṇhitvā pacchāgatassa anicchamānasseva mātāpitaro samānajātikaṃ kumārikaṃ ānesuṃ. Sāpi brahmalokā Cutāva uttamarūpadharā devaccharapaṭibhāgā. Tesaṃ anicchamānaññeva aññamaññaṃ āvāhavivāhaṃ kariṃsu. Ubhinnampi pana tesaṃ kilesa- samudācāro nāma na bhūtapubbo sarāgavasena aññamaññassa olokanaṃ nāma nāhosi supinepi methunadhammo nāma na diṭṭhapubbo evaṃ parisuddhasīlā ahesuṃ. Athāparabhāge mahāsatto mātāpitūsu kālakatesu tesaṃ sarīrakiccaṃ katvā taṃ pakkositvā bhadde tvaṃ imaṃ asītikoṭidhanaṃ gahetvā sukhena jīvāhīti āha. Tvaṃ pana ayyaputtāti. Mayhaṃ dhanena kiccaṃ natthi himavantappadesaṃ pavisitvā isipabbajjaṃ pabbajitvā attano patiṭṭhaṃ karissāmīti. Kiṃ pana ayyaputta pabbajjā nāma purisānaññeva vaṭṭatīti. Itthīnampi vaṭṭati bhaddeti. Tenahi ahaṃ tayā chaḍḍitaṃ kheḷaṃ na gaṇhissāmi mayhampi dhanena kiccaṃ natthi ahampi pabbajissāmīti. Sādhu bhaddeti. Te ubhopi mahādānāni datvā nikkhamitvā ramaṇīye bhūmibhāge assamaṃ katvā pabbajitvā uñchāya phalāphalehi yāpenti tattha dasamattāni saṃvaccharāni vasiṃsu. Jhānampana nesaṃ na tāva uppajjati. Te tattha pabbajjāsukheneva dasa saṃvacchare vasitvā loṇambilasevanatthāya janapadacārikaṃ carantā anupubbena bārāṇasiṃ patvā rājuyyāne vasiṃsu. Athekadivasaṃ rājā uyyānapālaṃ paṇṇākāraṃ ādāya āgataṃ disvā uyyānakīḷaṃ kīḷissāmi uyyānaṃ sodhehīti vatvā tena sodhitaṃ sajjitaṃ uyyānaṃ mahantena parivārena agamāsi. Tasmiṃ khaṇe te ubhopi janā uyyānassa ekasmiṃ passe pabbajjāsukhena vītināmentā nisinnā honti. Atha rājā uyyāne vicaranto te ubhopi nisinnake disvā paramapāsādikaṃ uttamarūpadharaṃ paribbājikaṃ olokento paṭibaddhacitto ahosi. So kilesavasena kampento pucchissāmi tāva ayaṃ paribbājikā imassa kiṃ hotīti bodhisattaṃ upasaṅkamitvā pabbajita ayante paribbājikā kiṃ hotīti pucchi. Mahārāja kiñci na hoti kevalaṃ ekapabbajjāya pabbajitā apica kho pana me gihikāle pādaparicārikā ahosīti. Taṃ sutvā rājā ayaṃ kira tassa kiñci na hoti apica kho pana gihikāle pādaparicārikā kirassa ahosi sace panāhaṃ imaṃ issariyabalena gahetvā gaccheyyaṃ kiṃ nu kho esa karissati pariggaṇhissāmi tāva nanti cintetvā upasaṅkamitvā paṭhamaṃ gāthamāha

yo te imaṃ visālakkhiṃ piyaṃ saṃsilahāsiniṃ

ādāya balā gaccheyya kiṃ nu kayirāsi brāhmaṇāti.

Tattha saṃsilahāsininti mandahasitahāsiniṃ. Balā gaccheyyāti balakkārena ādāya gaccheyya. Kiṃ nu kayirāsīti tassa tvaṃ brāhmaṇa kiṃ kareyyāsīti.

Athassa kathaṃ sutvā mahāsatto dutiyaṃ gāthamāha

uppajji me na muñceyya na me muñceyya jīvato

rajaṃva vipulā vuṭṭhi khippameva nivārayeti.

Tassattho mahārāja sace imaṃ gahetvā gacchante kismiñci Mama abbhantare kodho uppajjeyya so me anto uppajjivā na muñceyya yāvāhaṃ jīvāmi tāva me na muñceyya nāssa anto ghanasannivāsena patiṭṭhātuṃ dassāmi atha kho yathā uppannaṃ rajaṃ vipulā meghavuṭṭhi khippaṃ nivāreti tathā khippaṃ mettābhāvanāya niggahetvā vāreyyāmīti.

Evaṃ mahāsatto sīhanādaṃ nadi. Rājā panassa kathaṃ sutvāpi andhabālatāya paṭibaddhaṃ attano cittaṃ nivāretuṃ asakkonto aññataraṃ amaccaṃ āṇāpesi imaṃ paribbājikaṃ rājanivesanaṃ nehīti. So sādhūti paṭisuṇitvā adhammo loke vattati ayuttanti ādīni vatvā paridevamānaññeva taṃ ādāya pāyāsi. Bodhisatto tassā paridevanasaddaṃ sutvā ekavāraṃ oloketvā puna na olokesi. Taṃ rodantiṃ paridevantiṃ rājanivesanaṃ nayiṃsu. Sopi bālarājā uyyāne papañcaṃ akatvā sīghaṃ sīghaṃ gantvā taṃ paribbājikaṃ pakkosāpetvā mahantena yasena nimantesi. Sā pana yasassa aguṇaṃ pabbajjāyaeva ca guṇaṃ kathesi. Rājā kenaci pariyāyena tassā manaṃ alabhanto taṃ ekasmiṃ gabbhe kāretvā cintesi ayaṃ paribbājikā sīlavatī kalyāṇadhammā evarūpaṃ yasaṃ na icchati lopi tāpaso evarūpaṃ mātugāmaṃ gahetvā gacchante kujjhitvā olokitamattampi na akāsi pabbajitā kho pana bahumāyā honti kiñci payojetvā anatthampi me kareyya gacchāmi tāva jānāmi kiṃ karonto nisinnoti saṇṭhāretuṃ asakkonto uyyānaṃ agamāsi. Bodhisattopi cīvaraṃ Sibbanto nisīdi. Rājā mandaparivāro mahāpadasaddaṃ akaronto saṇikaṃ upasaṅkami. Bodhisatto rājānaṃ anoloketvā cīvarameva sibbi. Rājā ayaṃ kujjhitvā mayā saddhiṃ na sallapatīti maññamāno ayaṃ kūṭatāpaso kodhassa uppajjituṃ na dassāmi uppannampi naṃ khippameva niggahissāmīti paṭhamameva gajjitvā idāni kodhanena thaddho hutvā mayā saddhiṃ na sallapatīti saññāya tatiyaṃ gāthamāha

yaṃ nu pubbe vikatthito balamhiva apassito

svājja tuṇhīkato dāni saṅghāṭiṃ sibbamacchasīti.

Tattha balamhiva apassitoti balanissito viya hutvā. Tuṇhīkatoti kiñci avadanto. Sibbamacchasīti sibbanto acchasi.

Taṃ sutvā mahāsatto ayaṃ rājā kodhavasena maṃ nālapatīti maññati kathessāmi dānissa uppannassa kodhassa vasaṃ agatabhāvanti cintetvā catutthaṃ gāthamāha

uppajji me na muñcittha na me muñcittha jīvato

rajaṃva vipulā vuṭṭhi khippameva nivārayinti.

Tassattho mahārāja uppajji me uppajjitvā na puna me muñcittha nāssa pavisitvā hadaye ṭhātuṃ adāsiṃ iti so mama jīvato na muñcittha rajaṃva vipulā viya khippameva nivārayinti.

Taṃ sutvā rājā kinnu kho esa kodhameva sandhāya vadati udāhu aññaṃ kiñci sippaṃ sandhāya katheti pucchissāmi tāva nanti cintetvā pucchanto pañcamaṃ gāthamāha

Kinte uppajji no muñci kinte na muñci jīvato

rajaṃva vipulā vuṭṭhi katamaṃ tvaṃ nivārayīti.

Tattha kinte uppajji no muñcīti kiṃ tava uppajji ceva na muñci.

Taṃ sutvā bodhisatto mahārāja evaṃ kodho anekādīnavo mahāvināsatāya kodho eko mama uppajji uppannaṃ pana mettā- bhāvanāya nivāresinti kodhe ādīnavaṃ pakāsento

yamhi jāte na passati ajāte sādhu passati

so me uppajji no muñci kodho dummedhagocaro.

Yena jātena nandanti amittā dukkhamesino

so me uppajji no muñci kodho dummedhagocaro.

Yasmiñca jāyamānasmiṃ sadatthaṃ nāvabujjhati

so me uppajji no muñci kodho dummedhagocaro.

Yenābhibhūto kusalaṃ jahāti

parakkare vipulañcāpi atthaṃ

sa bhīmaseno balavā pamaddī

kodho mahārāja na me amuñcittha.

Kaṭṭhasmiṃ matthamānasmiṃ pāvako nāma jāyati

tameva kaṭṭhaṃ ḍahati yasmā so jāyate gini.

Evaṃ mandassa posassa bālassa avijānato

sārambhā jāyate kodho sopi teneva ḍayhati.

Aggīva tiṇakaṭṭhasmiṃ kodho yassa pavaḍḍhati

nihīyati tassa yaso kāḷapakkheva candimā.

Anindo dhūmaketuva kodho yassupasammati

āpūrati tassa yaso sukkapakkheva candimāti imā gāthā āha.

Tattha na passatīti attatthaṃpi na passati pageva paratthaṃ. Sādhu passatīti attatthaṃ paratthaṃ ubhayatthaṃ sādhu passati. Dummedhagocaroti nippaññānaṃ ādhārabhūto karoti. Dukkhamesinoti dukkhaṃ icchanto. Sadatthanti attano atthabhūtaṃ atthato ceva dhammato ca vuḍḍhiṃ. Parakkareti vipulaṃpi atthaṃ uppannaṃ parato kāreti apanetha na me iminā atthoti vadati. Sa bhīmasenoti so imāya bhayajananiyā mahatiyā kilesasenāya samannāgato. Pamaddīti attano bahulabhāvena uḷārepi satte gahetvā attano vase karaṇena maddanasamattho. Na me amuñcitthāti mama santikā mokkhaṃ na labhi hadaye vā pana me khīraṃ viya muhuttaṃ dadhibhāvena na patiṭṭhayitthātipi attho. Kaṭṭhasmiṃ matthamānasminti araṇisahitena matthiyamāne. Maddamānasmintipi pāṭho. Yasmāti yato kaṭṭhā jāyati tameva ḍahati. Ginīti aggi. Bālassa avijānatoti bālassa avijānantassa. Sārambhā jāyateti ahaṃ tvanti ākaḍḍhanavikaḍḍhanaṃ karontassa kāraṇuttariya- lakkhaṇā sārambhā araṇimatthanā viya pāvako kodho jāyati. Sopi tenevāti sopi bālo teneva kodhena kaṭṭhaṃ viya agginā Ḍayhati. Anindo dhūmaketuvāti anindano aggi viya. Tassāti tassa adhivāsanakkhantiyā samannāgatassa puggalassa sukkapakkhe cando viya laddho yaso aparāparaṃ āpūrati.

Rājā mahāsattassa dhammakathaṃ sutvā tuṭṭho ekaṃ amaccaṃ āṇāpetvā paribbājikaṃ āharāpetvā bhante nikkodhatāya te ubhopi tumhe pabbajjāsukhena vītināmentā idha uyyāne vasatha ahaṃ vo dhammikārakkhāvaraṇaguttiṃ karissāmīti vatvā khamāpetvā vanditvā pakkāmi. Te ubhopi tattheva vasiṃsu. Aparabhāge paribbājikā kālamakāsi. Bodhisatto tassā kālakatāya himavantaṃ pavisitvā abhiññā ca samāpattiyo ca nibbattetvā cattāro brahmavihāre bhāvetvā brahmalokaparāyano ahosi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne kodhano bhikkhu anāgāmiphale patiṭṭhahi. Tadā paribbājikā rāhulamātā ahosi rājā ānando paribbājako pana ahamevāti.

Cullabodhijātakaṃ pañcamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๔๒. สังขชาดกชาดกถัดไป๔๔๔. มัณฑัพยชาดก