มัณฑัพยชาดก
ว่าด้วยความรักที่มีต่อบุตร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๓๘๐ · บรรทัด ๕๖๔๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สตฺตาหเมวาหํ ดังนี้ ส่วนเนื้อเรื่องจักมีแจ้งในกุสราชชาดก. ๑. บาลี เป็น มัณฑัพยชาดก.
พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอกระสันจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ดังนี้ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อครั้งพระพุทธเจ้ายังไม่เกิดขึ้น โบราณกบัณฑิตได้บวชในลัทธินอกพุทธศาสนา ไม่มีความยินดี ยังประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้กว่า๕๐ ปี ไม่แสดงความที่ตนกระสันให้ปรากฏแก่ใคร ๆ เพราะกลัวหิริโอตตัปปะจะทำลายเธอบวชในศาสนาที่จะนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ ตั้งอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าผู้เป็นครูเช่นเรา เหตุไรจึงทำความกระสันให้ปรากฏในท่ามกลางบริษัท ๔ เหตุไรจึงไม่รักษาหิริโอตตัปปะของตนไว้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่า โกสัมพิกะ ครองราชสมบัติอยู่ในพระนครโกสัมพีแคว้นวังสะ ครั้งนั้น นิคมแห่งหนึ่งมีพราหมณ์สองคนมีสมบัติคนละ ๘๐ โกฏิ เป็นสหายรักกันเห็นโทษในกามคุณให้ทานเป็นการใหญ่ แล้วทั้ง ๒ ก็ละกาม ทั้ง ๆ ที่มหาชนกำลังร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ได้ออกไปสร้างอาศรมบวชอยู่ในถิ่นหิมพานต์เที่ยวแสวงหาเผือกมันผลไม้เลี้ยงชีพอยู่ ๕ ปี ยังไม่สามารถทำฌานให้เกิดขึ้นได้ ครั้นล่วงไป ๕๐ ปี เพื่อต้องการจะเสพรสเค็มรสเปรี้ยวจึงเที่ยวไปตามชนบทถึงแคว้นกาสี. ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในแคว้นกาสีนั้น ท่านทีปายนดาบสมีสหายคฤหัสถ์อยู่คนหนึ่ง ชื่อมัณฑัพยะ ทั้งสองดาบสได้ไปเยี่ยมเขา เขาเห็นสองดาบสนั้นแล้วก็มีความยินดี สร้างบรรณศาลาถวายแล้วบำรุงด้วยปัจจัย ๔ สองดาบสอยู่ที่นั้น ๓ , ๔พรรษา แล้วลานายมัณฑัพยะ เที่ยวจาริกไปถึงเมืองพาราณสี อาศัยอยู่ในอธิมุตติกสุสาน ทีปายนดาบสอยู่ ณ ที่นั้นพอควรแก่อัธยาศัยแล้ว ก็กลับไปสู่สำนักสหายนั้นอีก แต่มัณฑัพยะดาบสยังอยู่ที่ป่าช้านั่นเอง.
อยู่มาวันหนึ่ง โจรคนหนึ่งขโมยของภายในเมือง ถือเอาทรัพย์ออกไป เมื่อเจ้าของเรือนและเจ้าหน้าที่ตื่นขึ้นรู้ว่าขโมย ก็พากันตามจับจึงหนีออกทางท่อน้ำ รีบวิ่งเข้าป่าช้าทิ้งห่อทรัพย์ไว้ที่ประตูบรรณศาลาแห่งพระดาบสแล้วหนีไป พวกมนุษย์ที่ตามจับเห็นห่อทรัพย์เข้าจึงคุกคามว่า ไอ้ชฎิลร้าย กลางคืนเจ้าเที่ยวขโมยเขา กลางวันทำถือเพศดาบสอยู่ ทุบตีแล้วจับตัวนำส่งพระราชา พระราชาไม่ทรงพิจารณาก่อนรับสั่งให้ราชบุรุษเอาตัวไปเสียบหลาวเสีย พวกราชบุรุษนำตัวไปเสียบหลาวไม้ตะเคียนที่ป่าช้านั้น เสียบหลาวไม่เข้า จึงเปลี่ยนเอาหลาวไม้สะเดาเสียบก็ไม่เข้าอีก เอาหลาวเหล็กเสียบก็ไม่เข้า ดาบสจึงใคร่ครวญดูบุพกรรมของตน ลำดับนั้น ท่านก็เกิดญาณเครื่องระลึกชาติได้ ใช้ญาณนั้นใคร่ครวญดูก็ได้รู้แล้ว ถามว่า ก็อะไรเป็นบุพกรรมของท่านตอบว่า การเอาหนามไม้ทองหลางเสียบแมลงวัน เป็นบุพกรรมของท่าน นัยว่า ในภพก่อนท่านเกิดเป็นบุตรนายช่างไม้ ไปถากไม้กับบิดา จับแมลงวันมาตัวหนึ่งแล้วเอาหนามไม้ทองหลางมาเสียบ บาปกรรมนั้นเองมาถึงเข้า ท่านรู้ตัวว่า ไม่อาจพ้นบาปกรรมนี้ได้ จึงได้กล่าวกะราชบุรุษว่า ถ้าท่านต้องการจะเอาหลาวเสียบเราจงเอาหลาวไม้ทองหลาง พวกราชบุรุษก็การทำตามเสียบเข้าแล้วก็วางคนซุ่มรักษาอยู่แล้วหลีกไป พวกที่ซุ่มรักษาอยู่ได้คอยดูผู้ที่จะมาหาดาบส.
ครั้งนั้น ทีปายนดาบสคิดว่า เราไม่ได้พบสหายนานแล้ว จึงมาสำนักของท่านมัณฑัพยะดาบส ได้ฟังข่าวในระหว่างทางในวันนั้นเองว่ามัณฑัพยะดาบสถูกหลาวเสียบ ก็ไป ณ ที่นั้นแล้วยืนอยู่ ส่วนข้างหนึ่งถามว่า เพื่อน ! ท่านได้ทำผิดอย่างไรหรือ ? เมื่อดาบสนั้นตอบว่า เราไม่ได้ทำผิด จึงถามว่า ท่านอาจจะรักษาใจตนไม่ให้มีความขุ่นเคืองได้หรือไม่ ? มัณฑัพยะดาบสตอบว่า เพื่อน ! ผู้ที่จับเรามาส่งพระราชาเรามิได้มีใจขุ่นเคืองเลยทีปายนดาบสกล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นร่มเงาของผู้มีศีลเช่นท่านเป็นความสุขสำหรับเรา แล้วเข้าไปนั่งพิงหลาวอยู่ หยาดโลหิตที่ออกจากตัวมัณฑัพยะดาบสก็หยดลงต้องทีปายนดาบส หยาดโลหิตเหล่านั้นหยดลงที่สรีระอันมีสีดุจทอง แห้งดำไปทั้งตัวตั้งแต่นั้นมา ท่านจึงได้นามเริ่มต้นว่ากัณหทิปายนะ ท่านนั่งพิงหลาวนั้นเองตลอดคืนยังรุ่ง วันรุ่งขึ้นพวกคนรักษาจึงไปกราบทูลเหตุการณ์นั้นแต่พระราชา พระราชาทรงพระดำริว่า เรื่องนี้เราทำลงไปโดยไม่พิจารณา จึงรีบเสด็จไปที่นั้น แล้วตรัสถามทีปายนดาบสว่า ดูก่อนบรรพชิต เหตุไรท่านจึงนั่งพิงหลาวอยู่ ? ทีปายนดาบสตอบว่า มหาบพิตร อาตมภาพนั่งรักษาดาบสนี้อยู่ ก็มหาบพิตรทรงทราบแล้วหรือว่าดาบสนี้ทำผิดหรือไม่ได้ทำผิด จึงได้ลงพระราชอาญาอย่างนี้ พระราชาตรัสบอกว่าลงโทษไปโดยไม่พิจารณา พระดาบสจึงกล่าวแก่พระราชาว่ามหาบพิตร ธรรมดาพระราชาควรจะพิจารณาก่อนแล้วจึงการทำดังนี้แล้วแสดงธรรมว่า คฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ถ้าเป็นคนเกียจคร้านแล้วไม่ดีดังนี้เป็นต้น.
พระราชาทรงทราบว่า มัณฑัพยะดาบสไม่มีความผิดจึงรับสั่งให้ถอนหลาวออก พวกราชบุรุษไม่สามารถจะถอนหลาวออกได้ มัณฑัพยะกราบทูลพระราชาว่า มหาบพิตร อาตมภาพถึงความพินาศย่อยยับอย่างนี้ด้วยอำนาจกรรมที่ได้ทำไว้แต่ปางก่อน ไม่มีใครอาจถอนหลาวออกจากตัวอาตมภาพได้ ถ้าพระองค์มีพระราชประสงค์จะพระราชทานชีวิตแก่อาตมภาพไซร้ ก็จงโปรดให้เอาเลื่อยมาตัดหลาวนี้ให้เสมอหนังพระราชารับสั่งให้การทำตามนั้น ภายในร่างกายได้มีหลาวอยู่ภายในเรื่อยมา.
ได้ยินว่า ครั้งนั้น ดาบสนั้นเอาหนามทองหลางเรียว ๆ เสียบก้นแมลงวัน หนามทองหลางติดอยู่ในตัวแมลงวัน แต่แมลงวันไม่ตายเพราะถูกเสียบ ตายเมื่อหมดอายุของตน ฉะนั้น ดาบสนี้จึงไม่ตาย พระราชาทรงนมัสการพระดาบสทั้งสองให้ขมาโทษแล้ว นิมนต์ให้อยู่ในพระราชอุทยาน ทรงบำรุงแล้ว ตั้งแต่นั้นมามัณฑัพยะดาบสได้ชื่อเติมหน้าว่า อาณิมัณฑัพยะท่านอาศัยพระราชาอยู่ในพระราชอุทยานนั้น ส่วนทีปายนดาบสรักษาแผลมัณฑัพยดาบสหายดีแล้ว ไปสำนักนายมัณฑัพยะผู้เป็นสหายคฤหัสถ์ของตน.
บุรุษผู้หนึ่งเห็นทีปายนดาบสนั้นเข้าไปสู่บรรณศาลา จึงบอกแก่นายมัณฑัพยะผู้เป็นสหาย นายมัณฑัพยะนั้นได้ฟังข่าวก็ยินดี พาบุตรภรรยาถือเครื่องสักการะมีของหอมดอกไม้และเครื่องลูบไล้เป็นต้น เป็นอันมากไปสู่บรรณศาลา ไหว้ทีปายนดาบสแล้ว ล้างเท้าทาน้ำมันให้ถวายน้ำปานะให้ดื่มแล้วนั่งฟังข่าวอาณิมัณฑัพยะดาบส ครั้งนั้นบุตรของเขาชื่อยัญญทัตตกุมารเล่นลูกข่างอยู่ในที่สุดที่จงกรม ก็ที่จอมปลวกแห่งหนึ่งใกล้บรรณศาลานั้น มีอสรพิษตัวหนึ่งอาศัยอยู่ลูกข่างที่กุมารปาเหนือพื้นดินได้เข้าไปตกถูกศีรษะอสรพิษในโพรงจอมปลวก กุมารนั้นไม่รู้จึงเอามือล้วงเข้าไปในโพรง ครานั้นอสรพิษเดือดดาลเขาจึงกัดเอามือ เขาสลบล้มลง ณ ที่นั้นด้วยกำลังอสรพิษ ลำดับนั้น มารดาบิดารู้ว่าลูกถูกอสรพิษกัดจึงยกกุมารขึ้นแล้วอุ้มมาที่พระดาบสให้นอนลงแทบเท้าแล้วกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ธรรมดาบรรพชิตย่อมจะรู้โอสถหรือปริต ขอท่านได้โปรดทำบุตรของข้าพเจ้าให้หายโรคเถิด พระดาบสกล่าวว่า เราไม่รู้โอสถ เราเป็นบรรพชิตจักทำเวชกรรมไม่ได้ พระดาบสถูกเขาขอร้องว่า ถ้าเช่นนั้น ขอท่านได้ตั้งเมตตาในกุมารทำสัตยาธิษฐานเถิด จึงรับว่า ดีแล้วเราจักทำสัจกิริยาแล้ววางมือลงที่ศีรษะยัญญทัตตกุมาร จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
เราเป็นผู้มีความต้องการบุญ ได้มีจิต เลื่อมใสประพฤติพรหมจรรย์อยู่เพียง ๗ วัน เท่านั้น ต่อจากนั้นมา แม้เราจะไม่มีความใคร่ บรรพชา ก็ทานประพฤติพรหมจรรย์ของเราอยู่ รู้ถึง ๕๐ กว่าปี ด้วยความสัตย์อันนี้ ขอความ สวัสดีจงมีแก่ยัญญทัตตกุมาร พิษจงคลายออก ยัญญทัตตกุมารจงรอดชีวิตเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อถาปรํ ยํ จริตํ ความว่าเพราะฉะนั้น ต่อจาก ๗ วันนั้นมาแม้เราจะได้มีความใคร่ ก็ทนประพฤติพรหมจรรย์ของเราอยู่ได้. บทว่า อากามโก วาปิ คือไม่ปรารถนาบรรพชาเลย. บทว่า เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ ความว่า ถ้าว่าความที่แห่งใคร ๆ เป็นผู้อันเราผู้ทนอยู่ด้วยความไม่พอใจถึง ๕๐ กว่าปีไม่บอกแล้วเป็นสัจจะไซร้ ด้วยความสัตย์นั้น ขอความสวัสดีจงมีแก่ยัญญทัตตกุมาร ขอยัญญทัตตกุมารจงกลับได้ชีวิตเถิด.
พร้อมกับสัจกิริยา พิษในกายตอนบนของยัญญทัตตกุมารก็ตกเข้าแผ่นดินหมด กุมารลืมนัยน์ตาขึ้นดูมารดาบิดาเรียกว่า แม่ แล้วพลิกนอน. ลำดับนั้น กัณหทีปายนดาบสจึงกล่าวกะบิดาของกุมารนั้นว่า กำลังของเรา เราทำได้เท่านั้น ท่านจงทำกำลังของตนบ้างเถิด เขากล่าวว่าเราจักทำสัจกิริยาบ้าง แล้ววางมือลงที่หน้าอกบุตร จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
เพราะเหตุที่เราเห็นแขกในเวลาที่มาถึง บ้านเพื่อจะพักอยู่ บางครั้งไม่พอใจจะให้พัก เลย แม้สมณพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูต ก็ไม่ทราบ ความไม่พอใจของเรา แม้เราไม่ประสงค์จะให้ ก็ให้ได้ ด้วยความสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงมี แก่ยัญญทัตตกุมาร พิษจงคลายออก ยัญญทัตต กุมารจงรอดชีวิตเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาสกาเล คือในเวลาที่แขกมาถึงบ้านเพื่อต้องการจะพักอยู่. บทว่า น จาปิ เม อปฺปิยตํ อเวทุํ ความว่า ก็แม้สมณพราหมณ์ที่เป็นพหูสูตก็ไม่ทราบเหตุ. คืออาการอันไม่เป็นที่พอใจนี้ของเราว่า ผู้นี้ไม่พอใจจะให้ ผู้นี้ไม่พอใจพวกเราด้วยคำนี้บิดาของกุมารย่อมแสดงว่า เราคงแลดูด้วยสายตาอันแสดงความรักอยู่. บทว่า เอเตน สจฺเจน อธิบายว่า ถ้าเราแม้ให้ทานก็ไม่เธอผลของทานให้ด้วยความไม่พอใจของตน และชนเหล่าอื่นก็ไม่ทราบเหตุคืออาการอันไม่เป็นที่พอใจของเราไซร้ ด้วยความสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ยัญญทัตตกุมารเถิด.
เมื่อบิดาทำสัจกิริยาอย่างนี้แล้ว พิษในกายตอนเหนือสะเอวก็ตกเข้าแผ่นดิน กุมารลุกขึ้นนั่งได้แต่ยังยืนไม่ได้ ลำดับนั้น บิดาได้กล่าวกะมารดาของกุมารนั้นว่า ที่รัก เราได้ทำกำลังของเราแล้ว ทีนี้เจ้าจงทำสัจกิริยาให้บุตรลุกขึ้นเดินได้ มารดากล่าวว่า ข้าแต่นายความสัตย์ของฉันก็มีอยู่อย่างหนึ่งแต่ไม่อาจกล่าวต่อหน้านาย บิดากล่าวว่า อย่างไร ๆก็กล่าวไปเถอะที่รัก จงทำบุตรของเราให้หายโรค นางรับคำว่า ดีแล้วเมื่อกระทำสัจกิริยา จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ลูกรัก อสรพิษที่ออกจากโพรงกัดเจ้า นั้นมีเดชมาก ไม่เป็นที่รักของแม่ในวันนี้เลย อสรพิษนั้นกับบิดาของเจ้า ไม่แปลกกันเลย ด้วยความสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงมีแก่ ยัญญทัตตกุมาร พิษจงคลายออก ยัญญทัตต กุมารจงรอดชีวิตเถิด. มารดาร้องเรียกบุตรว่า ตาต ในคาถานั้น.
บทว่า ปหูตเตโช คือมีพิษกล้า. บทว่า พิฬารา คือจากช่อง. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า อุทฺธจฺจ คือออกแล้วอธิบายว่า เลื้อยขึ้นมาจากโพรงจอมปลวก. บทว่า ปิตรญฺจ เต คือในบิดาของเจ้าถึงในอรรถกถา บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน.
ข้อนี้มีอธิบายว่า แน่ะลูกยัญญทัตต อสรพิษนั้นก็ไม่แปลกอะไรกับบิดาของเจ้า โดยไม่เป็นที่รักของแม่เลยเหมือนกัน ก็แหละเว้นความไม่เป็นที่รักนั้นเสีย ความแปลกอะไรที่แม่เคยให้เจ้ารู้ย่อมไม่มีในวันนี้ถ้าข้อนี้เป็นความสัตย์ไซร้ ด้วยความสัตย์อันนี้ขอความสวัสดีจงมีแก่เจ้าเถิด.
พร้อมกับสัจกิริยา พิษทั้งหมดก็ตกลงเข้าแผ่นดิน ยัญญทัตตเมื่อร่างกายหมดพิษแล้วลุกขึ้นเริ่มจะเล่นต่อไป เมื่อบุตรลุกขึ้นได้แล้วอย่างนี้ นายมัณฑัพยะเมื่อถามถึงอัธยาศัยของทีปายนดาบส จึงได้กล่าว
นักพรตทั้งหลายเป็นผู้สงบระงับ ฝึก ฝนตนแล้ว ย่อมเว้นรอบนอกจากท่านกัณหะ แล้วที่จะเป็นผู้ทนฝืนใจประพฤติพรหมจรรย์ ไม่มีเลย ดูก่อนท่านทีปายนะ ท่านเกลียดชัง อะไร ? จึงสู้ฝืนใจประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้. พึงทราบความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่า
อิสรชนทั้งหลายมีกษัตริย์เป็นต้น เหล่าใดเหล่าหนึ่งละกามเสียแล้วจึงบวชในโลกนี้ ชนเหล่านั้น นอกจากท่านกัณหะ คือชนเหล่าอื่นเว้นท่านกัณหะผู้เจริญ ที่ชื่อว่าจะเป็นผู้ทนฝืนใจประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มีก็ท่านเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่าเป็นผู้สงบเพราะระงับกิเลสด้วยฌานภาวนา ชื่อว่าเป็นผู้ฝึกแล้ว เพราะฝึกจักษุทวารเป็นต้นให้พ้นจากพยศหมดพิษ ยินดียิ่งแล้วจึงประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้ ท่านทีปายนะผู้เจริญ ก็ท่านเกลียดชังความชั่วเพราะเหตุอะไร จึงสู้ฝืนใจประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้ ทำไมจึงไม่สึกมาครองเรือนเล่า ?
เมื่อพระดาบสจะบอกเรื่องราวแก่เขา จึงได้กล่าวคาถาที่ ๕ ว่า :บุคคลออกบวชด้วยศรัทธาแล้ว กลับเข้า บ้านอีก เป็นคนเหลวไหล เป็นคนกลับกลอก เราเกลียดต่อถ้อยคำเช่นนี้ จึงสู้ฝืนใจประพฤติ พรหมจรรย์อยู่นี้เป็นฐานะที่วิญญูชนสรรเสริญ และเป็นฐานะของสัตบุรุษทั้งหลาย เราเป็นผู้ กระทำบุญด้วยประการฉะนี้. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่งคำเป็นคาถานั้นว่า :-
เราเกลียดถ้อยคำเช่นนี้ว่า บุคคลเชื่อกรรมอันคำและผลแห่งกรรม ละสมบัติเป็นอันมากออกบวชแล้วกลับมาเพื่อสิ่งที่ตนละอีก บุคคลนี้นั้นเป็นคนเหลวไหลหนอ เป็นคนกลับกลอกเหมือนเด็กชาวบ้านหนอแม้จะไม่ปรารถนาเพราะกลัวหิริและโอตตัปปะของตนจะทำลาย ก็ต้องทนประพฤติพรหมจรรย์ไป ก็ธรรมดาว่าบรรพชาและบุญนั้นแม้นิดหน่อย ก็เป็นฐานะที่วิญญูชนทั้งหลาย คือบัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นสรรเสริญอย่างยิ่ง และเป็นฐานะที่อยู่ของสัตบุรุษทั้งหลายเหล่านั้น เราเป็นผู้กระทำบุญด้วยประการฉะนี้ คือด้วยเหตุแม้นี้ แม้จะร้องไห้จนน้ำตานองหน้า ก็ฝืนใจประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้.
พระดาบสครั้นบอกอัธยาศัยของตนอย่างนี้แล้ว เมื่อจะย้อนถามนายมัณฑัพยะ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :-
ท่านเลี้ยงดูสมณพราหมณ์ และคนเดิน ทาง ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำและภิกษาหาร เรือนของท่านนี้บริบูรณ์ด้วยข้าวและน้ำ เป็นเหมือนบ่อน้ำ เออ ก็ท่านเกลียดต่อถ้อยคำ อะไรแม้ไม่ประสงค์ก็ให้ทานนี้ได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิกฺขํ คือให้ภิกษาหารอย่างอุดมสมบูรณ์แก่สมณพราหมณ์และคนเดินทางทั้งหลายผู้เที่ยวไปอยู่. บทว่า โอปานภูตํว คือเหมือนบ่อน้ำสาธารณะซึ่งเขาขุดไว้ในทางหลวง ๔แพร่ง.
ลำดับนั้น นายมัญฑัพยะเมื่อจะบอกอัธยาศัยของตน จึงกล่าวคาถาที่ ๗ ว่า :-
บิดา มารดาและ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา เป็นคนมีศรัทธาเป็นทานบดี รู้หลักนักปราชญ์ เราอนุวัตรตามธรรมเนียมของตระกูลนั้น กำ หนดใจไว้ว่า อย่าได้เป็นคนตัดธรรมเนียม แห่งตระกูลภายหลัง เราเกลียดถ้อยคำเช่นนี้ แม้ไม่ประสงค์ก็ให้ทานนี้ได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสุํ สัมพันธ์กับ บทว่า สทฺธา นี้ อธิบายว่า ได้เป็นผู้มีศรัทธาแล้ว. บทว่า อหุ เป็นต้น ความว่าเป็นผู้มีศรัทธายิ่งกว่านั้น ยิ่งเป็นใหญ่ในทานด้วย เป็นผู้ส่องเนื้อความแห่งคำที่ท่านกล่าวว่า ขอท่านทั้งหลายจงกล่าว จงกระทำดังนี้ให้แจ่มแจ้งด้วย. บทว่า ตํ กูลวตฺตํ คือตามธรรมเนียมของตระกูลนั้น ถึงในอรรถกถาก็มีบาลีอย่างนี้ เหมือนกัน. บาทคาถาว่า มาหํ กุเล อนฺติมคนฺธิโน อหุํ ความว่า นายมัณฑัพยะแสดงว่า เรากำหนดใจไว้ว่าขอเราอย่าได้เป็นคนสุดท้ายเขาทั้งหมดในตระกูลของตนด้วย อย่าได้เป็นคนตัดธรรมเนียมแห่งตระกูลด้วยดังนี้ เกลียดวาทะว่าเป็นคนตัดธรรมเนียมแห่งตระกูลภายหลังนั้น แม้ไม่ประสงค์เลย ก็ให้ทานนี้ได้.
ก็แหละ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว นายมันฑัพยะเมื่อจะถามภรรยาของตน จึงได้กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :-
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๘๓๔–๘๕๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทสกนิบาตชาดก ๘๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๘๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
กณฺหทีปายนชาตกํ
สตฺตาหเมวาหนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ อุกฺกณฺฐิต- ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุ ปน กุสราชชาตเก อาวีภวิสฺสติ ฯ
สตฺถา ตํ ภิกฺขุํ สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ อุกฺกณฺฐิโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจนฺติ วุตฺเต ภิกฺขุ โปราณกปณฺฑิตา อนุปฺปนฺเน พุทฺเธ พาหิรก- ปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อติเรกปญฺญาสวสฺสานิ อนภิรตา พฺรหฺมจริยํ จรนฺตา หิโรตฺตปฺปเภทภเยน อตฺตโน อุกฺกณฺฐิตภาวํ กสฺสจิ น กเถสุํ ตฺวํ กสฺมา เอวรูเป นิยฺยานิกสาสเน ปพฺพชิตฺวา มาทิสสฺส ครุโน พุทฺธสฺส สมฺมุเข ฐตฺวา จตุปริสมชฺเฌ อุกฺกณฺฐิตภาวํ อาวีกโรสิ กิมตฺถํ อตฺตโน หิโรตฺตปฺปํ น รกฺขสีติ วตฺวา อตีตํ อารหิ
อตีเต วํสกรฏฺเฐ โกสมฺพิยํ โกสมฺพิโก นาม ราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตทา อญฺญตรสฺมึ นิคเม เทฺว พฺราหฺมณา อสีติโกฏิธน- วิภวา อญฺญมญฺญํ ปิยสหายกา กาเมสุ โทสํ ทิสฺวา มหาทานํ ปวตฺเตตฺวา อุโภปิ กาเม ปหาย มหาชนสฺส โรทนฺตสฺส ปริเทวนฺตสฺส จ นิกฺขมิตฺวา หิมวนฺตปฺปเทเส อสฺสมปทํ กตฺวา ปพฺพชิตฺวา อุญฺฉาจริยาย วนมูลผลาผเลน ยาเปนฺตา ปณฺณาสวสฺสานิ วสึสุ ฌานํ อุปฺปาเทตุํ นาสกฺขึสุ ฯ เต ปณฺณาสวสฺสจฺจเยน โลณมฺพิลเสวนตฺถาย ชนปทํ จรนฺตา กาสิกรฏฺฐํ สมฺปาปุณึสุ ฯ ตตฺเรกสฺมึ นิคมคาเม ทีปายนตาปสสฺส คิหิสหาโย มณฺฑพฺโย นาม อตฺถิ ฯ เต อุโภปิ ตสฺส สนฺติกํ อคมํสุ ฯ โส เต ทิสฺวาว อตฺตมโน ปณฺณสาลํ กาเรตฺวา อุโภปิ จตูหิ ปจฺจเยหิ อุปฏฺฐหิ ฯ เต ตตฺถ ตีณิ จตฺตาริ วสฺสานิ วสิตฺวา ตํ อาปุจฺฉิตฺวา จาริกํ จรนฺตา พาราณสึ ปตฺวา อธิมุตฺติกสุสาเน วสึสุ ฯ ตตฺถ ทีปายโน ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา ปุน ตสฺเสว สหายกสฺส สนฺติกํ คโต ฯ มณฺฑพฺยตาปโส จ ตตฺเถว วสิ ฯ อเถกทิวสํ เอโก โจโร อนฺโต- นคเร โจริกํ กตฺวา ธนสารํ อาทาย นิกฺขมนฺโต โจโรติ ญตฺวา ปฏิพุทฺเธหิ ฆรสามิเกหิ เจว อารกฺขมนุสฺเสหิ จ อนุพนฺธนฺโต นิทฺธมเนน นิกฺขมิตฺวา เวเคน สุสานํ ปวิสิตฺวา ตาปสสฺส ปณฺณ- สาลทฺวาเร ภณฺฑิกํ ฉฑฺเฑตฺวา ปลายิ ฯ มมุสฺสา ภณฺฑิกํ ทิสฺวา อเร ทุฏฺฐชฏิล ตฺวํ รตฺตึ โจริกํ กตฺวา ทิวา ตาปสรูเปน จรสีติ ตชฺเชตฺวา โปเถตฺวา ตํ อาทาย เนตฺวา รญฺโญ ทสฺสยึสุ ฯ ราชา อนุปปริกฺขิตฺวาว คจฺฉถ นํ สูเล อุตฺตาเปถาติ อาห ฯ ตํ สุสานํ เนตฺวา ขทิรสูเล อาโรปยึสุ ฯ ตาปสสฺส สรีเร สูลํ น ปวิสติ ฯ ตโต นิมฺพสูลํ อาหรึสุ ตํปิ น ปวิสติ ฯ อยสูลํ อาหรึสุ ตํปิ น ปวิสติ ฯ ตาปโสปิ กึ นุ โข เม ปุพฺพกมฺมนฺติ โอโลเกสิ ฯ อถสฺส ชาติสฺสรญาณํ อุปฺปชฺชิ เตน ปุพฺพกมฺมํ โอโลเกนฺโต อทฺทส ฯ กึ ปนสฺส ปุพฺพกมฺมนฺติ โกวิลารสูเลน มกฺขิกาเวธนํ ฯ โส กิร ปุริมภเว วฑฺฒกิปุตฺโต หุตฺวา ปิตุ รกฺขตจฺฉนฏฺฐานํ คนฺตฺวา เอกํ มกฺขิกํ คเหตฺวา โกวิลารสฺส กณฺฐกาย สูเล วิชฺฌิ ฯ ตเมว ปาปกมฺมํ อิมํ ฐานํ ปตฺวา คณฺหิ ฯ โส น สกฺกา อิโต ปาปา มยา มุญฺจิตุนฺติ ญตฺวา ราชปุริเส อาห สเจ มํ สูเล อุตฺตาเปตุกามา โกวิลารสูลํ อาหรถาติ ฯ เต ตถา กตฺวา ตํ สูเล อุตฺตาเปตฺวา อารกฺขํ ทตฺวา ปกฺกมึสุ ฯ อารกฺขิกา ปฏิจฺฉนฺนา หุตฺวา ตสฺส สนฺติกํ อาคจฺฉนฺเต โอโลเกนฺติ ฯ ตทา ทีปายโน จิรํ ทิฏฺโฐ เม สหาโยติ มณฺฑพฺยสฺส สนฺติกํ อาคจฺฉนฺโต สูเล อุตฺตาสิโตติ ตํ ทิวสํเยว อนฺตรามคฺเค สุตฺวา ตํ ฐานํ คนฺตฺวา เอกมนฺตํ ฐิโต กึ สมฺม การโกสีติ ปุจฺฉิตฺวา อการโกมฺหีติ วุตฺเต อตฺตโน มโนปโทสํ รกฺขิตุํ น สกฺขีติ ปุจฺฉิ ฯ สมฺม เยหิ อหํ คหิโต เนว เตสํ น รญฺโญ อุปริ มยฺหํ มโนปโทโส อตฺถีติ ฯ เอวํ สนฺเตปิ ตาทิสสฺส สีลวโต ฉายา มยฺหํ สุขาติ วตฺวา ทีปายโน สูลํ นิสฺสาย นิสีทติ ฯ อถสฺส มณฺฑพฺยสฺส สรีรโต โลหิตพินฺทูนิ ปตึสุ ฯ ตานิ สุวณฺณวณฺเณ สรีเร ปติตานิ สุกฺขิตฺวา กาฬกานิ สมฺปชฺชึสุ ฯ ตโต ปฏฺฐาย จ โส กณฺหทีปายโน นาม อโหสิ ฯ โส สพฺพรตฺตึ ตตฺเถว นิสีทิ ฯ ปุนทิวเส อารกฺขปุริสา คนฺตฺวา ตํ ปวตฺตึ รญฺโญ อาโรเจสุํ ฯ อถ ราชา อนิสาเมตฺวา เม กตํ กมฺมนฺติ เวเคน ตตฺถ คนฺตฺวา ปพฺพชิต กสฺมา สูลํ นิสฺสาย นิสินฺโนสีติ ทีปายนํ ปุจฺฉิ ฯ มหาราช อิมํ ตาปสํ รกฺขนฺโต นิสินฺโนมฺหิ กึ ปน ตฺวํ อิมสฺส การกภาวํ วา อการกภาวํ วา ญตฺวา เอวํ กโรสีติ ฯ โส กมฺมสฺส อโสธิตภาวํ อาจิกฺขิ ฯ อถสฺส โส มหาราช รญฺญา นาม นิสมฺมการินา ภวิตพฺพํ อลโส คิหี กามโภคี น สาธูติ อาทีนิ วตฺวา ธมฺมํ เทเสสิ ฯ ราชา มณฺฑพฺยสฺส นิทฺโทสภาวํ ญตฺวา สูลํ อาหรถาติ อาณาเปสิ ฯ สูลํ หรนฺตา หริตุํ นาสกฺขึสุ ฯ มณฺฑพฺโย อาห มหาราช อหํ ปุพฺเพ กตกมฺมวเสน เอวรูปํ อนยพฺยสนํ สมฺปตฺโต มม สรีรโต สุลํ หริตุํ น สกฺกา สเจปิ มยฺหํ ชีวิตํ ทาตุกาโม กกจฺจํ อาหราเปตฺวา อิมํ สูลํ จมฺมสมํ ฉินฺทาเปหีติ ฯ ราชา ตถา การาเปสิ ฯ อนฺโตสรีเร สูโล อนฺโตเยว อโหสิ ฯ ตทา กิร โส สุขุมํ สลิกหีรํ คเหตฺวา มกฺขิกาย วจฺจมคฺคํ ปเวเสสิ ฯ ตํ ตสฺส อนฺโตสรีเรเยว อโหสิ ฯ โส เตน การเณน อมริตฺวา อตฺตโน อายุกฺขเยเนว มริ ตสฺมา อยํปิ น มรีติ ฯ ราชา ตาปเส วนฺทิตฺวา ขมาเปตฺวา อุโภปิ อุยฺยาเน วสาเปนฺโต ปฏิชคฺคิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย มณฺฑพฺโย อาณิมณฺฑพฺโย นาม ชาโต ฯ โส ราชานํ อุปนิสฺสาย ตตฺเถว วสิ ฯ ทีปายโน ปน ตสฺส วณํ ผาสุกํ กตฺวา อตฺตโน คิหิสหายกสฺส มณฺฑพฺยสฺส สนฺติกเมว คโต ฯ ตํ ปณฺณสาลํ ปวิสนฺตํ เอโก ปุริโส ทิสฺวา สหายกสฺส อาโรเจสิ ฯ โส สุตฺวาว ตุฏฺฐจิตฺโต สปุตฺตทาโร พหุคนฺธมาลาวิเลปนาทีนิ อาทาย ตํ ปณฺณสาลํ คนฺตฺวา ทีปายนํ วนฺทิตฺวา ปาเท โธวิตฺวา เตเลน มกฺเขตฺวา ปานกํ ปาเยตฺวา อาณิมณฺฑพฺยสฺส ปวตฺตึ สุณนฺโต นิสีทิ ฯ อถสฺส ปุตฺโต ยญฺญทตฺตกุมาโร นาม จงฺกมนโกฏิยํ เคณฺฑุเกน กีฬิ ฯ ตตฺร เจกสฺมึ วมฺมิเก อาสีวิโส วสติ ฯ กุมารสฺส ภูมิยํ ปหตเคณฺฑุโก คนฺตฺวา วมฺมิกพิเล อาสีวิสสฺส มตฺถเก ปตติ ฯ โส อชานนฺโต พิเล หตฺถํ ปเวเสสิ ฯ อถ นํ กุทฺโธ อาสีวิโส หตฺถํ ฑํสิ ฯ โส วิสเวเคน มุจฺฉิโต ตตฺเถว ปติ ฯ อถสฺส มาตาปิตโร สปฺเปน ทฏฺฐภาวํ ญตฺวา กุมารกํ อุกฺขิปิตฺวา ตาปสสฺส สนฺติกํ อาเนตฺวา ปาทมูเล นิปชฺชาเปตฺวา ภนฺเต ปพฺพชิตา นาม โอสถํ วา ปริตฺตํ วา ชานนฺติ ปุตฺตกํ โน วิโรคํ กโรถาติ อาหํสุ ฯ อหํ โอสถํ น ชานามิ นาหํ เวชฺชกมฺมํ กริสฺสามิ ปพฺพชิโตติ ฯ เตนหิ ภนฺเต อิมสฺมึ กุมาเร เมตฺตํ กตฺวา สจฺจกิริยํ กโรถาติ วุตฺโต ตาปโส สาธุ สจฺจกิริยํ กริสฺสามีติ วตฺวา ยญฺญทตฺตสฺส สีเส หตฺถํ ฐเปตฺวา ปฐมํ คาถมาห
สตฺตาหเมวาหํ ปสนฺนจิตฺโต
ปุญฺญตฺถิโก อาจริ พฺรหฺมจริยํ
อถาปรํ ยํ จริตํ มมยิทํ
วสฺสานิ ปญฺญาส สมาธิกานิ
อกามโก วาปิ อหํ จรามิ
เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ
หตํ วิสํ ชีวตุ ยญฺญทตฺโตติ ฯ
ตตฺถ อถาปรํ ยํ จริตนฺติ อถ ตสฺมา สตฺตาหํ อุตฺตริ ยํ มม พฺรหฺมจริยํ ฯ อกามโก วาปีติ ปพฺพชฺชํ อนิจฺฉนฺโตเยว ฯ เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตูติ สเจ อติเรกปญฺญาส วสฺสานิ อนภิรติวาสํ วสนฺเตน มยา กสฺสจิ อนาโรปิตภาโว สจฺโจ เอเตน สจฺเจน ยญฺญทตฺตกุมารสฺส สุวตฺถิ โหตุ ชีวิตํ ปฏิลภตูติ ฯ
สห สจฺจกิริยาย ยญฺญทตฺตกุมารสฺส นิปฺปเทสโต อุทฺธํ วิสํ ภสฺสิตฺวา ปฐวึ ปาวิสิ ฯ กุมาโร อกฺขีนิ อุมฺมิเลตฺวา มาตาปิตโร โอโลเกตฺวา อมฺมาติ วตฺวา ปริวตฺเตตฺวา นิปชฺชิ ฯ อถสฺส ปิตรํ กณฺหทีปายโน อาห มยา ตาว มม พลํ กตํ ตฺวํปิ อตฺตโน พลํ กโรหีติ ฯ โส อหํปิ สจฺจกิริยํ กริสฺสามีติ ปุตฺตสฺส อุเร หตฺถํ ฐเปตฺวา ทุติยํ คาถมาห
ยสฺมา ทานํ นาภินนฺทิ กทาจิ
ทิสฺวานาหํ อติถึ วาสกาเล
น จาปิ เม อปฺปิยตํ อเวทุํ
พหุสฺสุตา สมณพฺราหฺมณา จ
อกามโก จาปิ อหํ ทโทสฺมิ
เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ
หตํ วิสํ ชีวตุ ยญฺญทตฺโตติ ฯ
ตตฺถ วาสกาเลติ วสนตฺถาย เคหํ อาคตกาเล ฯ น จาปิ เม อปฺปิยตํ อเวทุนฺติ พหุสฺสุตาปิ ปน สมณพฺราหฺมณา จ อยํ เนว ทานํ อภินนฺทติ น อมฺเหติ อิมํ มม อปฺปิยภาวํ เนว ชานึสุ ฯ อหญฺหิ ปิยจกฺขูหิเยว โอโลเกมีติ ทีเปติ ฯ เอเตน สจฺเจนาติ สเจ อหํ ทานํ ททมาโนปิ วิปากํ อสทฺทหิตฺวา อตฺตโน อนิจฺฉาย ทมฺมิ อนิจฺฉนภาวญฺจ มม ปเร น ชานนฺติ เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตูติ อตฺโถ ฯ
เอวํ เตน สจฺจกิริยาย กตาย กฏิโต อุทฺธํ วิสํ ภสฺสิตฺวา ปฐวึ ปาวิสิ ฯ กุมาโร อุฏฺฐาย นิสีทิ ฐาตุํ ปน น สกฺโกติ ฯ อถสฺส ปิตา มาตรํ อาห ภทฺเท มยา อตฺตโน พลํ กตํ ตฺวํ อิทานิ สจฺจกิริยํ กตฺวา ปุตฺตสฺส อุฏฺฐาย คมนภาวํ กโรหีติ ฯ สามิ อตฺถิ มยฺหํ เอกํ สจฺจํ ตว ปน สนฺติเก กเถตุํ น สกฺกาติ ฯ ภทฺเท ยถาตถา เม ปุตฺตํ อโรคํ กโรหีติ ฯ สา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา สจฺจํ กโรนฺตี ตติยํ คาถมาห
อาสีวิโส ตาต ปหูตเตโช
โย ตํ อฑํสี พิฬารา อุทฺธจฺจ
ตสฺมิญฺจ เม อปฺปิยตาย อชฺช
ปิตรญฺจ เต นตฺถิ โกจิ วิเสโส
เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ
หตํ วิสํ ชีวตุ ยญฺญทตฺโตติ ฯ
ตตฺถ ตาตาติ ปุตฺตํ อาลปติ ฯ ปหูตเตโชติ พลววิโส ฯ พิฬาราติ วิวรา ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ อุทฺธจฺจาติ อุทฺธริตฺวา วมฺมิกพิลโต อุฏฺฐายาติ อตฺโถ ฯ ปิตรญฺจ เตติ ปิตริ จ เต ฯ อฏฺฐกถายํ ปน อยเมว วา ปาโฐ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ตาต ยญฺญทตฺต อสฺมิญฺจ อาสีวิเส ตว ปิตริ จ อปฺปิยภาเวน มยฺหํ โกจิ วิเสโส นตฺถิ ตญฺจ ปน อปฺปิยภาวํ ฐเปตฺวา อชฺช มยา โกจิ ชานาปิตปุพฺโพ นาม นตฺถิ สเจ เอตํ สจฺจํ เอเตน สจฺเจน ตว สุวตฺถิ โหตูติ ฯ
สห สจฺจกิริยาย สพฺพวิสํ ภสฺสิตฺวา ปฐวึ ปาวิสิ ฯ ยญฺญทตฺโต นิพฺพิเสน สรีเรน อุฏฺฐาย กีฬิตุํ อารทฺโธ ฯ เอวํ ปุตฺเต อุฏฺฐิเต มณฺฑพฺโย ทีปายนสฺส อชฺฌาสยํ ปุจฺฉนฺโต จตุตฺถํ คาถมาห
สนฺตา ทนฺตาเยว ปริพฺพชนฺติ
อญฺญตฺร กณฺหา นตฺถิ อกามรูปา
ทีปายน กิสฺส ชิคุจฺฉมาโน
อกามโก จรสิ พฺรหฺมจริยนฺติ ฯ
ตสฺสตฺโถ เยเกจิ ขตฺติยาทโย กามํ ปหาย อิธ โลเก ปพฺพชนฺติ เต อญฺญตฺร กณฺหา ภวนฺตํ กณฺหํ ฐเปตฺวา อญฺเญ อกามรูปา นาม นตฺถิ สพฺเพ ฌานภาวนาย กิเลสานํ สมิตตฺตา สนฺตา จกฺขาทีนิ ทฺวารานิ ยถา นิพฺพิเสวนานิ โหนฺติ ตถา เตสํ ทมิตตฺตา ทนฺตา หุตฺวา อภิรตา จ พฺรหฺมจริยํ จรนฺติ ตฺวํ ปน ภนฺเต ทีปายน กึการณา ปาปํ ชิคุจฺฉมาโน อกามโก หุตฺวา พฺรหฺมจริยํ จรสิ กสฺมา ปุน อคารเมว อชฺฌาวสสีติ ฯ
อถสฺส โส การณํ กเถนฺโต ปญฺจมํ คาถมาห
สทฺธาย นิกฺขมฺม ปุน นิวตฺโต
โส เอฬมูโค จ ปโล วตายํ
เอตสฺส วาทสฺส ชิคุจฺฉมาโน
อกามโก จรามิ พฺรหฺมจริยํ
วิญฺญูปสฏฺฐญฺจ สตญฺจ ฐานํ
เอวํ อหํ ปุญฺญกโร ภวามีติ ฯ
ตสฺสตฺโถ กณฺหกมฺมญฺจ ผลญฺจ สทฺทหิตฺวา ตาว มหนฺตํ วิภวํ ปหาย อคารา นิกฺขมิตฺวา ยํ ปชหิ ปุน ตทตฺถเมว นิวตฺโต โส อยํ ลาลมุโข วต คามทารโก วิย จ ปโล วตาติ อิทํ วาทํ ชิคุจฺฉมาโน อหํ อตฺตโน หิโรตฺตปฺปเภทภเยน อนิจฺฉมาโนปิ พฺรหฺมจริยํ จรามิ ฯ กิญฺจิ ภิยฺโยว ปพฺพชฺชาปุญฺญญฺจ นาเมตํ วิญฺญูหิ พุทฺธาทีหิ ปสฏฺฐํ เตสญฺเญว จ สตํ นิวาสนฏฺฐานํ เอวํ อิมินาปิ การเณน อหํ ปุญฺญกโร ภวามิ อสฺสุมุโขปิ รุทมาโน พฺรหฺมจริยํ จรามิเยวาติ ฯ
เอวํ โส อตฺตโน อชฺฌาสยํ กเถตฺวา ปุน มณฺฑพฺยํ ปุจฺฉนฺโต ฉฏฺฐํ คาถมาห
สมเณ ตฺวํ พฺราหฺมเณ อทฺธิเก จ
สนฺตปฺปยาสิ อนฺนปาเนน ภิกฺขํ
โอปานภูตํว ฆรํ ตวยิทํ
อนฺเนน ปาเนน อุเปตรูปํ
อถ กิสฺส วาทสฺส ชิคุจฺฉมาโน
อกามโก ทานมิมํ ททาสีติ ฯ
ตตฺถ ภิกฺขนฺติ จรนฺตานํ ภิกฺขญฺจ สมฺปาเทตฺวา ททาสิ ฯ โอปานภูตํวาติ จตุมหาปเถ ขนิตสาธารณโปกฺขรณี วิย ฯ
ตโต มณฺฑพฺโย อตฺตโน อชฺฌาสยํ กเถนฺโต สตฺตมํ คาถมาห
ปิตโร จ เม อาสุ ปิตามหา จ
สทฺธา อหุ ทานปตี วทญฺญู
ตํ กูลวตฺตํ อนุวตฺตมาโน
มาหํ กุเล อนฺติมคนฺธิโน อหุํ
เอตสฺส วาทสฺส ชิคุจฺฉมาโน
อกามโก ทานมิมํ ททามีติ ฯ
ตตฺถ อาสุนฺติ ปทสฺส สทฺธาติ อิมินา สมฺพนฺโธ ฯ สทฺธา อเหสุนฺติ อตฺโถ ฯ อหูติ สทฺธา หุตฺวา ตโต อุตฺตรึ ทานเชฏฺฐกา เจว วเทถ กโรถาติ วุตฺตวจนสฺส อตฺถโชตนกา จ อเหสุํ ฯ ตํ กูลวตฺตนฺติ ตํ กุเล วตฺตํ ฯ อฏฺฐกถายํ ปน อยเมว วา ปาโฐ ฯ มาหํ กุเล อนฺติมคนฺธิโน อหุนฺติ อหํ อตฺตโน กุเล สพฺพปจฺฉิมโก เจว กุลปลาโป จ มา อหุนฺติ สลฺลกฺเขตฺวา เอตํ กุลนฺติมา กุลปลาโปติ วาทํ ชิคุจฺฉมาโน อหํ อนิจฺฉมาโนว อิทํ ทานํ ททามีติ ทีเปติ ฯ
เอวญฺจ ปน วตฺวา มณฺฑพฺโย อตฺตโน ภริยํ ปุจฺฉนฺโต อฏฺฐมํ คาถมาห
ทหรึ กุมารึ อสมตฺถปญฺญํ
ยนฺตานยึ ญาติกุเล สุคตฺเต
น จาปิ เม อปฺปิยตํ อเวทิ
อญฺญตฺร กามา ปริจารยนฺตา
อถ เกน วณฺเณน มยา หิ โภติ
สํวาสธมฺโม อหุ เอวรูโปติ ฯ
ตตฺถ อสมตฺถปญฺญนฺติ กุฏุมฺพํ วิจาเรตุํ อปฺปฏิพลปญฺญํ อติตรุณิญฺเญว สมานํ ฯ ยนฺตานยินฺติ ยํ ตํ อานยึ ยํ อหํ ทหริเมว สมานํ ตํ ญาติกุลโต อาเนสินฺติ วุตฺตํ โหติ ฯ อญฺญตฺร กามา ปริจารยนฺตาติ เอตฺตกํ กาลํ วินา กาเมน อนิจฺฉาย มํ ปริจารยนฺตาปิ อตฺตโน อปฺปิยภาวํปิ มํ น ชานาเปสิ สมฺปิยาย- มานรูปาว มํ ปริจริ ฯ เกน วณฺเณนาติ เกน การเณน ฯ โภตีติ ตํ อาลปติ ฯ เอวรูโปติ อาสีวิสสมานปฏิกูลภาเวน มยา สทฺธึ ตว สํวาสธมฺโม เอวรูโป ปิยสํวาโส วิย กถํ ชาโตติ ฯ
อถสฺส สา กเถนฺตี นวมํ คาถมาห
อารา ทูเร นยิธ กทาจิ อตฺถิ
ปรํปรา นาม กุเล อิมสฺมึ
ตํ กูลวตฺตํ อนุวตฺตมานา
มาหํ กุเล อนฺติมคนฺธินี อหุํ
เอตสฺส วาทสฺส ชิคุจฺฉมานา
อกามกา ปฏฺฐ จรามิ ตุยฺหนฺติ ฯ
ตตฺถ อารา ทูเรติ อญฺญมญฺญเววจนํ ฯ อติทูเรติ ตํ ทสฺเสนฺตี เอวมาห ฯ อิธาติ นิปาตมตฺตํ น กทาจีติ อตฺโถ ฯ ปรํปราติ ปุริสปรํปรา ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ สามิ อิมสฺมึ อมฺหากํ ญาติกุเล ทูรโต ปฏฺฐาย ยาว สตฺตมา กุลปริวฏฺฏา ปุริสปรํปรา นาม นตฺถิ ฯ เอกิตฺถิยาปิ สามิกํ ฉฑฺเฑตฺวา อญฺโญ ปุริโส คหิตปุพฺโพ นาม นตฺถีติ ฯ ตํ กูลวตฺตนฺติ อหํปิ ตํ กุลวตฺตํ กุลปฺปเวณึ อนุวตฺตมานา อตฺตโน กุเล ปจฺฉิมิกา ปลาลภูตา มา อสฺสนฺติ สลฺลกฺเขตฺวา เอตํ กุลนฺติมา กุลคนฺธินีติ วาทํ ชิคุจฺฉมานา อกามกาปิ ตุยฺหํ ปฏฺฐ จรามิ เวยฺยาวจฺจการิกา ปาทปริจาริกา ชาตมฺหีติ ฯ
เอวญฺจ ปน วตฺวา มยา สามิกสฺส สนฺติเก อภาสิตพฺพํ ตุยฺหํ ภาสิตํ กุชฺเฌยฺยาปิ เม อยํ อมฺหากํ กุลุปกตาปสสฺส สมฺมุเขเยว นํ ขมาเปสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ขมาเปนฺตี ทสมํ คาถมาห
มณฺฑพฺย ภาสิสฺสํ อภาสเนยฺยํ
ตํ ขมตํ ปุตฺตเหตุ มมชฺช
ปุตฺตเปมํ นยิธ ปรตฺถิ กิญฺจิ
โส โน อยํ ชีวติ ยญฺญทตฺโตติ ฯ
ตตฺถ ตํ ขมตนฺติ ตํ ขมยตุ ฯ ปุตฺตเหตุ มมชฺชาติ ตํ มม ภาสิตํ อชฺช อิมสฺส ปุตฺตสฺส เหตุ ขมยตุ ฯ โส โน อยนฺติ ยสฺส ปุตฺตสฺส การณา มยา เอตํ ภาสิตํ โส โน ปุตฺโต ชีวติ อิมสฺส ชีวิตลาเภเนว เม ขมาหิ อชฺชโต ปฏฺฐาย ตว วสวตฺตินี ภวิสฺสามีติ ฯ
อถ นํ มณฺฑพฺโย อุฏฺเฐหิ ภทฺเท ขมามิ เต อิโต ปฏฺฐาย มา ผรุสจิตฺตา อโหสิ อหํปิ เต อปฺปิยํ น กริสฺสามีติ อาห ฯ โพธิสตฺโต มณฺฑพฺยํ อาห อาวุโส ตยา ทุสฺสํฆรธนํ สํหริตฺวา กมฺมญฺจ ผลญฺจ อสทฺทหิตฺวา ทานํ เทนฺเตน อยุตฺตํ กตํ อิโต ปฏฺฐาย ทานํ สทฺทหิตฺวา ทเทยฺยาสีติ ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา โพธิสตฺตํ อาห ภนฺเต ตยา อมฺหากํ ทกฺขิเณยฺยภาเว ฐตฺวา อนภิรเตน พฺรหฺมจริยํ จรนฺเตน อยุตฺตํ กตํ อิโต ปฏฺฐาย อิทานิ ยถา ตยิ กตการา มหปฺผลา โหนฺติ เอวํ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา สุทฺธจิตฺโต ฌานาภิรโต หุตฺวา พฺรหฺมจริยํ จราหีติ ฯ เต มหาสตฺตํ วนฺทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา อคมํสุ ฯ ตโต ปฏฺฐาย ภริยา สามิเก สุเสฺนหา อโหสิ ฯ มณฺฑพฺโย ปสนฺนจิตฺโต สทฺธาย ทานํ อทาสิ ฯ โพธิสตฺโต อนภิรตึ วิโนเทตฺวา ฌานาภิญฺญา อุปฺปาเทตฺวา พฺรหฺม- โลกปรายโน อโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา มณฺฑพฺโย อานนฺโท อโหสิ ภริยา วิสาขา ปุตฺโต ราหุโล อาณิมณฺฑพฺโย สารีปุตฺโต กณฺหทีปายโน ปน อหเมวาติ ฯ
กณฺหทีปายนชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗