ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. นิโครธชาดก
ชาดกที่ ๔๔๕ · ทสกนิบาตชาดก

นิโครธชาดก

ว่าด้วยการคบคนดี

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๓๙๐ · บรรทัด ๕๖๙๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากนิโครธชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนาเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า น จาหเมตํ ชานามิ ดังนี้.

ได้ยินว่า วันหนึ่งภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภาถึงเรื่องพระเทวทัต ที่ภิกษุทั้งหลายตักเตือนว่า ดูก่อนท่านเทวทัต พระศาสดาทรงมีพระอุปการะแก่เธอมา เพราะเธอได้อาศัยพระองค์ จึงได้บรรพชาอุปสมบท ได้เรียนพระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎก และได้ฌานแม้ลาภสักการะของเธอก็เกิดแต่พระทศพลทั้งนั้น พระเทวทัตยังยกสลากหญ้าขึ้นประกาศว่า อุปการคุณแม้เพียงเท่านี้เราก็ไม่แลเห็นว่าพระสมณโคดมกระทำให้แก่เรา ดังนี้ พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายมิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พระเทวทัตเป็นอกตัญญูประทุษร้ายมิตร แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็เป็นคนอกตัญญูประทุษร้ายเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล พระเจ้ามคธราชครองราชสมบัติอยู่ในนครราชคฤห์ครั้งนั้นเศรษฐีเมืองราชคฤห์ได้ขอธิดาของเศรษฐีในชนบทมาให้เป็นภรรยาของบุตรตน นางนั้นเป็นหญิงหมัน ต่อมาภายหลังตระกูลนั้นก็เสื่อมลาภสักการะลง เขาพูดกันให้นางนั้นได้ยินว่า เมื่อหญิงหมันมาอยู่เรือนลูกชายเรา วงศ์ตระกูลจักเจริญได้อย่างไร นางได้ฟังคำนั้นจึงคิดว่าช่างเถอะ เราจักทำมีครรภ์ลวงคนเหล่านี้ แล้วกล่าวถามหญิงพี่เลี้ยงที่ไว้วางใจ ถึงวิธีการของหญิงมีครรภ์ว่า ธรรมดาหญิงที่มีครรภ์จะต้องทำอย่างไรบ้าง ? ครั้นได้ฟังแล้ว เมื่อถึงคราวมีระดูก็ปกปิดเสีย แสดงกิริยาของหญิงแพ้ท้อง มีชอบของเปรี้ยวเป็นต้น ในเวลาที่มือเท้าบวมจึงทุบหลังมือหลังเท้าให้นูน เอาผ้าเก่าพันท้องให้โตขึ้นทุกวัน ๆ ทำหัวนมให้ดำ แม้จะทำสรีรกิจก็ไม่ทำต่อหน้าคนอื่นนอกจากหญิงพี่เลี้ยงคนนั้น แม้สามีก็ได้ช่วยบริหารครรภ์แก่นางอยู่มาได้ ๙ เดือนด้วยอาการอย่างนี้นางจึงลาพ่อผัวแม่ผัวจะไปคลอดบุตร ณ เรือนบิดาในชนบท แล้วก็ขึ้นรถออกจากเมืองราชคฤห์เดินทางไปด้วยบริวารใหญ่.

ข้างหน้านาง มีพวกเกวียนไปพวกหนึ่ง นางไปถึงที่ซึ่งพวกเกวียนหยุดพักแล้วไปในเวลาอาหารเช้า วันหนึ่งหญิงเข็ญใจคนหนึ่งที่อาศัยไปในพวกเกวียนนั้น ตลอดบุตรที่โคนต้นไทรต้นหนึ่งในกลางคืน ครั้นรุ่งเช้าเมื่อพวกเกวียนออกเดินทาง จึงคิดว่า เราเว้นพวกเกวียนเสียแล้วไม่อาจไปได้ แลเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ก็อาจที่จะได้บุตร ดังนี้แล้วจึงเอารถและครรภมลทินมาราดลงที่ควงข่ายต้นไทรแล้วทิ้งบุตรไป เทวดาได้มาอารักขาทารกไว้ เพราะทารกนั้นไม่ใช่สัตว์สามัญ คือองค์พระโพธิสัตว์ทีเดียว แลครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้มาถือปฏิสนธิเช่นนั้น.

เวลาเช้า หญิงหมันได้ไปถึงที่นั้นในเวลาอาหารเช้า คิดว่าจักทำสรีรกิจจึงไปที่โคนต้นไทรกับหญิงพี่เลี้ยงนั้น เห็นทารกมีวรรณะดังทองจึงพูดกับพี่เลี้ยงว่า กิจของเราสำเร็จแล้ว แล้วก็แก้ผ้าพ้นท้องออก เอาโลหิตและครรภมลทินทาหน้าขาแล้วบอกว่าตนคลอดบุตร ทันใดนั้นพวกบริวารชนต่างพากันร่าเริงยินดี ช่วยกันเอาม่านกั้นให้นาง แล้วมีหนังสือส่งไปนครราชคฤห์ ลำดับนั้น พ่อผัวแม่ผัวของนางมีหนังสือส่งไปว่าเมื่อคลอดแล้วก็ไม่ต้องไปตระกูลบิดาจงกลับมาที่นี้เถิด นางจึงกลับเข้านครราชคฤห์ทันที เมื่อจะรับขวัญตั้งชื่อทารก ญาติทั้งหลายตั้งชื่อให้ว่า นิโครธกุมาร เพราะเกิดที่โคนต้นไทร ในวันเดียวกันนั้นหญิงสะใภ้ของอนุเศรษฐีก็ไปตระกูลบิดามารดาเพื่อจะคลอดบุตร ได้คลอดบุตรที่ใต้กิ่งไม้แห่งหนึ่งในระหว่างทาง พวกญาติได้ตั้งชื่อให้ทารกนั้นว่าสาขกุมาร และในวันเดียวกันนั้น ภรรยาของช่างชุนที่อาศัยมหาเศรษฐีอยู่ ก็คลอดบุตรที่ระหว่างกองผ้าขี้ริ้ว พวกญาติจึงตั้งชื่อให้ทารกนั้นว่าโปติกะ.

มหาเศรษฐีทราบว่า ทารกทั้งสองคนนั้นเกิดในวันที่นิโครธกุมารเกิด จึงนำมาบำรุงเลี้ยงไว้ร่วมกับนิโครธกุมาร กุมารทั้งสามนั้นเติบโตมาพร้อม ๆ กัน ครั้นเจริญวัยแล้วจึงไปเมืองตักกศิลาเรียนศิลปะสองบุตรเศรษฐีให้ทรัพย์เป็นค่าสอนแก่อาจารย์คนละพัน แต่โปติกกุมารคอยรับเรียนศิลปะในสำนักนิโครธกุมาร เมื่อกุมารทั้งสามสำเร็จการศึกษาแล้ว จึงลาอาจารย์ออกเที่ยวไปตามชนบท ถึงเมืองพาราณสีโดยลำดับ นอนอยู่ ณ โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง.

ครั้งนั้น เป็นคราวที่พระเจ้าพาราณสีเสด็จสวรรคตได้เจ็ดวันพวกเสนามาตย์ให้ตีกลองประกาศทั่วนครว่า วันพรุ่งนี้จักเสี่ยงบุศยราชรถ ขณะที่เพื่อนรักทั้ง ๓ พากันนอนหลับอยู่ที่โคนต้นไม้ โปติกะลุกขึ้นเวลาเช้ามืด นั่งนวดฟั้นเท้านิโครธกุมารอยู่ บนต้นไม้นั้นมีไก่นอนอยู่สองตัว ไก่ตัวบนถ่ายอุจจาระลงถูกไก่ตัวล่าง ลำดับนั้น ไก่ตัวล่างจึงถามไก่ตัวบนว่า ใครถ่ายอุจจาระ ไก่ตัวบนตอบว่า เพื่อนอย่าโกรธเลยเราไม่รู้จึงถ่ายลง ไก่ตัวล่างต่อว่าไก่ตัวบนว่า เจ้าสัตว์ร้าย เจ้าเข้าใจว่าตัวข้าเป็นที่ถ่ายอุจจาระของเจ้าหรือ เจ้าไม่รู้จักความดีของข้าหรือ ? ไก่ตัวบนกล่าวกะไก่ตัวล่างนั้นว่า เจ้าสัตว์ร้าย เมื่อข้าซึ่งเป็นผู้ไม่รู้ยอมรับแล้วว่าถ่ายเอง เจ้ายังโกรธอยู่อีก อะไรนะที่เป็นความดีของเจ้า ไก่ตัวล่างตอบว่า ผู้ใดฆ่าเราแล้วกินเนื้อ ผู้นั้นจะได้ทรัพย์พันหนึ่งแต่เช้าทีเดียว ฉะนั้นข้าจึงถือตัวนัก ไก่ตัวบนกล่าวกะไก่ตัวล่างนั้นว่า เจ้าสัตว์ร้าย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เจ้ายังถือตัวได้ เรานี่สิถ้าใครฆ่าแล้วกินเนื้อกล้ามของเรา เขาจะได้เป็นพระราชาแต่เช้าทีเดียว คนที่กินเนื้อกลาง ๆจะได้เป็นเสนาบดี คนที่กินเนื้อติดกระดูก จะได้เป็นขุนคลัง โปติกะได้ยินถ้อยคำของไก่ทั้งสองนั้น จึงคิดว่าจะเป็นประโยชน์อะไรด้วยทรัพย์พันหนึ่ง ราชสมบัติเท่านั้นประเสริฐ จึงค่อย ๆ ขึ้นต้น ไม้ไปจับไก่ตัวที่นอนบนลงมาฆ่า ย่างบนถ่านไฟแล้วฉีกเนื้อกล้ามให้นิโครธกุมาร ให้เนื้อกลาง ๆ แก่สาขกุมาร ตัวเองบริโภคเนื้อติดกระดูก ก็แลครั้นบริโภคกันแล้ว โปติกะจึงพูดว่า เพื่อนนิโครธ วันนี้ท่านจักได้เป็นพระราชาเพื่อนสาขะ วันนี้ท่านจักได้เป็นเสนาบดี ส่วนเราจักได้เป็นขุนคลัง ถูกสองสหายถามว่า ท่านรู้ได้อย่างไร ? จึงเล่าเรื่องราวให้ฟังทุกประการ.

สามสหายนั้น ครั้นถึงเวลาบริโภคอาหารเช้า ก็พากันเข้าเมืองพาราณสี บริโภคข้าวปายาสที่ระคนด้วยเนยใสและน้ำตาลกรวดที่เรือนพราหมณ์คนหนึ่ง แล้วออกจากเมืองเข้าพระราชอุทยาน นิโครธกุมารนอนบนแผ่นศิลา สองกุมารนอนข้างนอก ขณะนั้นพวกเสนามาตย์ทั้งหลายได้เอาเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์วางไว้ ภายในบุศยราชรถแล้วปล่อยไป ความพิสดารของการเรื่องบุศยราชรถนั้น จักมีแจ้งในมหาชนกชาดก บุศยราชรถไปถึงพระราชอุทยานก็หันกลับหยุดอยู่ ประหนึ่งว่าเตรียมการคอยท่าให้คนขึ้น ปุโรหิตคิดว่า สัตว์ผู้มีบุญคงจะมีในพระราชอุทยาน จึงเข้าพระราชอุทยาน เห็นกุมารเข้าก็เลิกผ้าปลายเท้าขึ้นพิจารณาลายลักษณ์ที่เท้าทั้งสอง ก็ทราบชัดว่า ราชสมบัติเมืองพาราณสียังคงดำรงอยู่ต่อไป กุมารนี้สมควรเป็นราชาธิราชใหญ่ยิ่งทั่วชมพูทวีปจึงสั่งให้ประโคมขึ้น.

นิโครธกุมารตื่นขึ้น เลิกผ้าคลุมหน้าออก แลเห็นคนประชุมกันมาก พลิกกลับมานอน ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปอีกหน่อยหนึ่ง แล้วลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิบนแผ่นศิลา ลำดับนั้น ปุโรหิตคุกเข่าลงกล่าวกะนิโครธกุมารนั้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพราชสมบัติถึงแก่พระองค์แล้ว เมื่อนิโครธกุมารกล่าวว่า ดีแล้ว ก็จัดราชพิธีให้นั่งเหนือกองแก้วณ ที่นั้น แล้วอภิเษกตามราชประเพณี นิโครธกุมารนั้นครองราชสมบัติแล้ว พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่ราชกุมาร แล้วเสด็จเข้าพระนครด้วยสักการะใหญ่ แม้โปติกะก็ตามเสด็จเข้าไปด้วย จำเดิมแต่นั้นมา พระมหาสัตว์ได้ครองราชสมบัติในนครพาราณสีโดยธรรม วันหนึ่งพระองค์ทรงระลึกถึงมารดาบิดา จึงกล่าวกะสาขะว่า แน่ะเพื่อนเราไม่อาจอยู่โดยปราศจากมารดาบิดาได้ ท่านพร้อมด้วยบริวารใหญ่จงไปหามารดาบิดาของเรามา. สาขเสนาบดีทูลปฏิเสธว่า ข้าพระองค์ไม่มีกิจที่จะต้องไปในที่นั้น ต่อจากนั้นพระราชารับสั่งโปติกะให้ไปรับ โปติกกุมารรับพระราชบัญชาว่า ได้พระเจ้าข้า แล้วก็ไป ณ ที่นั้น เข้าไปหาพระชนกชนนีของพระเจ้านิโครธราช แจ้งว่า นิโครธกุมารบุตรของท่านได้ราชสมบัติแล้ว มาเถิดท่านเราจักไป ณ ที่นั้น พระชนกชนนีจึงห้ามว่า อย่าให้เราไปเลยสมบัติของเราก็มีอยู่แล้ว. โปติกกุมารจึงมาบอกมารดาบิดาของสาขเสนาบดี ท่านทั้งสองนั้นก็ไม่ยอมไป จึงได้มาหามารดาบิดาของตน อ้อนวอนจะให้ไปอยู่ด้วย ท่านทั้งสองนั้นก็ห้ามเสียว่า ลูกรัก เราจักขอเป็นอยู่ด้วยทำการชุนเช่นนี้ อย่าให้เราต้องไปเลยโปติกะกุมารครั้นไม่ได้มารดาบิดาไปแล้ว ก็กลับมายังเมืองพาราณสี คิดว่าจะไปพักที่เรือนของเสนาบดีให้หายเหนื่อย แล้วจึงจะเข้าเฝ้าพระเจ้านิโครธราชต่อภายหลัง จึงไปที่ประตูเรือนเสนาบดี กล่าวกะนายประตูว่าจงไปบอกท่านเสนาบดีว่า นายโปติกะสหายของท่านมาหานายประตูได้ทำตามนั้น.

ฝ่ายสาขเสนาบดีผูกเวรในโปติกุมารว่า โปติกะนี้ไม่ให้ราชสมบัติแก่เรา ไปให้แก่นิโครธกุมารผู้สหายเสีย พอสาขเสนาบดีได้ฟังคำนั้นเท่านั้นก็โกรธออกมาว่าว่า ใครเป็นสหายของไอ้คนนี้ มันเป็นคนบ้า ลูกอีทาสี จงจับมันไปแล้วให้บ่าวใช้มือเท้าศอกเข่าทุบถองจับคอใสออกไป โปติกกุมารนั้นคิดว่า ไอ้สาขะมันได้ตำแหน่งเสนาบดีก็เพราะเรามันยังอกตัญญูประทุษร้ายมิตร ให้คนทุบถองขับไล่เรา แต่ท่านนิโครธเป็นบัณฑิตกตัญญู เป็นสัตบุรุษ เราจักไปเฝ้าท่าน แล้วไปยังประตูพระราชวัง ให้นายประตูเข้าไปกราบทูลแด่พระราชาว่า นัยว่าพระสหายของพระองค์ชื่อว่าโปติกะมาเฝ้าอยู่ที่ประตู พระราชารับสั่งให้เข้ามา ครั้นทอดพระเนตรเห็นนายโปติกะมา ก็เสด็จลุกจากพระราชอาสน์ออกต้อนรับทรงปฏิสันถาร ตรัสสั่งให้ช่างกัลบกมาแต่งผมและหนวด แล้วไห้ประดับเครื่องสรรพาภรณ์ และให้บริโภคโภชนะอันประณีตที่มีรสอันเลิศ แล้วประทับตรัสด้วยถามฉันมิตรกับโปติกะ ตรัสถามถึงข่าวคราวของพระชนกชนนี ทรงทราบว่าท่านไม่ยอมมา.

แม้สาขเสนาบดีก็คิดว่า นายโปติกะคงทำลายเราในสำนักพระราชา แต่เมื่อเราไปเฝ้าเขาคงไม่อาจกล่าวโทษอะไร ๆ คิดดังนี้แล้วจึงไปเฝ้าณ พระราชสำนักนั้นแหละ นายโปติกะได้กราบทูลพระราชาต่อหน้าสาขเสนาบดีนั้นแลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์เหน็ดเหนื่อยมาตามทาง คิดว่าจะไปเรือนท่านสาขะพักผ่อนแล้วจักเข้าเฝ้า แต่ท่านสาขะกล่าวกะข้าพระองค์ว่า จำข้าพระองค์ไม่ได้ให้คนทุบถองจับคอไสออกไป ขอพระองค์ได้ทรงเชื่อดังนี้เถิด แล้วกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :-

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงนามว่านิโครธ ท่าน สาขะเสนาบดีพูดว่า เราไม่รู้จักคนนี้เลยว่า เป็นใครกัน หรือเป็นเพื่อนของใคร พระองค์ จะทรงเข้าพระทัยอย่างไร. ลำดับนั้น บุรุษผู้ทำตามคำของท่านสาขะ เสนาบดีเข้าจับคอ ตบหน้าข้าพระองค์ขับไส ออกไป. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชานิกร กรรมอันไม่ประเสริฐเช่นนี้อันท่านสาขะเสนาบดีผู้เป็นเพื่อนเก่าของพระองค์ เป็นคนมีความ คิดทราม เป็นคนอกตัญญูประทุษร้ายมิตร ได้ กระทำแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กินฺติ มญฺสิ ความว่า ท่านสาขเสนาบดีได้กล่าวกะข้าพระองค์อย่างใด พระองค์จะทรงเข้าพระทัยอย่างนั้นหรือไม่ อธิบายว่า ท่านสาขเสนาบดีกล่าวอย่างนี้กะข้าพระองค์พระองค์จงทรงเชื่อหรือไม่ ?

บทว่า คลวินีเตน คือ จบที่คอ. บทว่า ทุพฺภินา ได้แก่ผู้ประทุษร้ายมิตร.

พระเจ้านิโครธราชได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสพระคาถา ๔ พระคาถาว่า :-

ดูก่อนสหาย เรื่องนี้เราไม่รู้เลย แม้ใคร ๆ ก็มิได้บอกเรา ท่านมาบอกเราแล้วว่า ท่าน สาขะเสนาบดีฉุดคร่าท่าน. ท่านเป็นคนทำเพื่อนให้มีชีวิตอยู่สบายดี ท่านเป็นคนให้อิสริยยศ คือความเป็นใหญ่ใน หมู่มนุษย์แก่เรา และแก่สาขะเสนาบดีทั้ง ๒ คน เราได้รับความสำเร็จเพราะท่าน ในข้อนี้ เราไม่มีความสงสัยเลย. กรรมที่บุคคลทำในอสัตบุรุษ ย่อม ฉิบหายไม่งอกงามเหมือนพืชที่บุคคลหว่านลง ในไฟย่อมถูกไฟไหม้ไม่งอกงาม ฉะนั้น. ส่วนธรรมที่บุคคลทำในคนกตัญญู มีศีล มีความประพฤติประเสริฐ ย่อมไม่ฉิบหายไป เหมือนพืชที่บุคคลหว่านลงในนาดี ฉะนั้น.

บรรดาเหล่านั้น บทว่า สํสติ แปลว่า บอกกล่าว. บทว่า กฑฺฌนํ กตํ ได้แก่ ทำการฉุดคร่า กล่าวคือ การฉุดมาฉุดไปโดยโบยและทุบตี. บทว่า สขีนํ สาชีวงฺกโร ความว่า ดูก่อนโปติกะผู้สหาย ท่านเป็นคนทำเพื่อนให้มีชีวิตอยู่สบาย. คือเป็นผู้ให้ความอยู่เกิดขึ้นแก่เพื่อน. บทว่า มม สาขสฺส จูภยํ คือ แก่เราและแก่สาขเสนาบดีผู้เป็นเพื่อนกันทั้ง ๒ คน. บทว่า ตฺวํ โนปิสฺสริยํ ความว่า อนึ่ง ท่านเป็นผู้ให้อิสริยยศแก่พวกเรา คือพวกเราได้อิสริยยศนี้เพราะท่าน. บทว่า มหคฺคตํ ความว่า คือความเป็นใหญ่.

แลเมื่อพระเจ้านิโครธราชกำลังตรัสอยู่อย่างนี้ สาขเสนาบดีได้ยืนอยู่ ณ ที่นั่นเอง ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสถามเขาว่า ท่านสาขะท่านจำโปติกะนี้ได้ไหม ? สาขเสนาบดีได้นั่งอยู่ พระองค์เมื่อจะลงพระราชอาญาแก่เขา ได้ตรัสพระคาถาที่ ๘ ว่า :-

ราชบุรุษทั้งหลาย จงฆ่าสาขะเสนาบดี ผู้ ชั่วช้ามักหลอกลวง มีความคิดอย่างอสัตบุรุษ คนนี้เสียด้วยหอกทั้งหลาย เราไม่อยากให้มัน มีชีวิตอยู่เลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชมฺมํ แปลว่า ผู้เลวทราม. บทว่า เนกติกํ แปลว่า ผู้หลอกลวง.

นายโปติกะได้ฟังดังนั้น คิดว่า ไอ้คนพาลนี้จงอย่าฉิบหายเพราะเราเลย จึงกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :-

ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์ได้โปรด อดโทษให้แก่เขาเถิด ชีวิตของคนตายแล้วไม่ อาจจะนำกลับคืนมาได้ ขอได้ทรงโปรดอดโทษ แก่อสัตบุรุษเถิดพระพุทธเจ้าข้า พระองค์ไม่ อยากให้ฆ่าเขา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขมตสฺส คือ ขมตทสฺส ความว่าขอพระองค์ได้โปรดอดโทษให้แก่อสัตบุรุษนี้เถิด. บทว่า ทุปฺปฏิอานยา คือ อันชีวิตของคนที่ตายอันใคร ๆ ไม่อาจที่จะนำกลับคืนมาได้.

พระราชาได้ทรงสดับถ้อยคำของโปติกะแล้ว ก็ทรงยกโทษให้สาขะ พระองค์ประสงค์จะพระราชทานตำแหน่งเสนาดีแก่นายโปติกะแต่เขาไม่ประสงค์ ลำดับนั้น พระองค์จึงทรงพระราชทานตำแหน่งขุนคลัง เพิ่มอำนาจให้มีหน้าที่ตรวจตราราชการทั้งหมด ได้ยินว่า ฐานันดรเช่นนั้น แต่ก่อนไม่เคยมีเพิ่งมีขึ้นแต่นั้นมา ต่อมาท่านขุนคลังโปติกะเจริญด้วยบุตรธิดา กล่าวสอนบุตรธิดาของตนด้วยคาถาสุดท้ายว่า :-

ควรคบแต่ท่านนิโครธเท่านั้น ไม่ควร เข้าไปคบเจ้าสาขะอยู่ ตายเสียในสำนักท่าน นิโครธประเสริฐกว่า เป็นอยู่ในสำนักเจ้าสาขะ จะประเสริฐอะไร.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนาเรื่องนี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อน. ภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็เป็นคนอกตัญญูอย่างนี้แหละ แล้วทรงประชุมชาดกว่า สาขเสนาบดีในครั้งนั้นได้มาเป็นพระเทวทัตในบัดนี้ โปติกะขุนคลังในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ในบัดนี้ ส่วนพระเจ้านิโครธราชในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคตฉะนี้แล.

จบ อรรถกถานิโครธชาดกที่ ๗

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๘๕๓–๘๖๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทสกนิบาตชาดก · ๓๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Nigrodhajātakaṃ

na cāhametaṃ jānāmīti idaṃ satthā jetavane viharanto devadattaṃ ārabbha kathesi.

Ekadivasaṃ hi bhikkhū tena āvuso devadatta satthā tava bahupakāro tvaṃ hi satthāraṃ nissāya pabbajjaṃ labhi upasampadaṃ labhi tepiṭakaṃ buddhavacanaṃ uggaṇhi jhānaṃ uppādesi lābhasakkāropi Te dasabalasseva santakoti bhikkhūhi vutte tiṇasalākaṃ ukkhipitvā ettakaṃpi samaṇena gotamena mayhaṃ kataṃ guṇaṃ na passāmīti vutte dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ. Satthā āgantvā kāya nuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva pubbepi devadatto akataññū mittadubbhīti vatvā atītaṃ āhari

atīte rājagahe magadharājā nāma rajjaṃ kāresi. Tadā rājagahaseṭṭhī attano puttassa janapadaseṭṭhino dhītaraṃ ānesi. Sā vañjhā ahosi. Athassa aparabhāge sakkāro parihāyi. Amhākaṃ puttassa gehe vañjhitthiyā vasantiyā kathaṃ kulavaṃso vaḍḍhissatīti yathā sā naṃ suṇāti evaṃpi kathaṃ samuṭṭhāpenti. Sā taṃ sutvā hotu gabbhinīālayaṃ katvā ete vañcessāmīti cintetvā attano atthacārikaṃ dhātiṃ āha amma gabbhiniyo nāma kiñca karontīti gabbhinīparihāraṃ pucchitvā taṃ sutvā utunīkāle paṭicchādetvā ambilādirucikā hutvā hatthapādānaṃ uddhumāyanakāle hatthapādapiṭṭhiyo koṭāpetvā bahalaṃ kāresi divase divase pilotikaveṭṭhanena ca udaravaḍḍhanaṃ dassesi thanamukhāni kāḷakāni kāresi sarīrakiccaṃ karontīpi aññatra tassā dhātiyā aññesaṃ pamukhe na karoti. Sāmikopi tassā gabbhaparihāraṃ adāsi. Evaṃ nava māse vasitvā idāni janapade pitu gharaṃ gantvā vijāyissāmīti sassusassure āpucchitvā rathaṃ abhiruyha mahantena parivārena rājagahā nikkhamitvā Maggaṃ paṭipajji. Tassā pana purato eko sattho gacchati. Satthena vasitvā gataṭṭhānaṃ esā pātarāsakāle pāpuṇāti. Athekadivasaṃ tasmiṃ satthe ekā duggatitthī rattiṃ ekasmiṃ nigrodhamūle puttaṃ vijāyitvā pātova satthe gacchante ahaṃ vinā satthena gantuṃ na sakkhissāmi sakkā kho pana jīvantiyā puttaṃ labhitunti nigrodha- mūlajāle jalābuñceva gabbhamalañca attharitvā puttaṃ chaḍḍetvā agamāsi. Dārakassapi devatā ārakkhaṃ gaṇhiṃsu. So hi na yo vā so vā satto bodhisattoyeva. So pana tadā tādisaṃ paṭisandhiṃ gaṇhi. Itarā pātarāsakāle taṃ ṭhānaṃ patvā sarīrakiccaṃ karissāmīti tāya dhātiyā saddhiṃ nigrodhamūle gatā suvaṇṇavaṇṇaṃ dārakaṃ disvā amma nipphannaṃ no kiccanti pilotikāyo apanetvā uccaṅgappadesaṃ lohitena ca gabbhamalena ca makkhitvā attano gabbhavuṭṭhānabhāvaṃ ārocesi. Tāvadeva naṃ sāṇiyā parikkhipitvā haṭṭhatuṭṭho parijano rājagahaṃ paṇṇaṃ pesesi. Athassā sassusassurā vijātakālato paṭṭhāya pitu kule kiṃ karissati idheva āgacchatūti pesayiṃsu. Sā paṭinivattitvā rājagahameva pāvisi. Tattha taṃ sampaṭicchitvā dārakassa nāmaṃ karontā nigordhamūle jātattā nigrodha- kumāroti nāmaṃ kariṃsu. Taṃdivasaññeva anuseṭṭhisuṇisāpi vijāyanatthāya kulagharaṃ gacchantī antarāmagge ekissā rukkhasākhāya heṭṭhā puttaṃ vijāyi. Tassa sākhakumāroti nāmaṃ kariṃsu. Taṃdivasaññeva seṭṭhiṃ nissāya vasantassa tunnakārassa bhariyā pilotikantare puttaṃ vijāyi. Tassa potikoti nāmaṃ kariṃsu. Mahāseṭṭhī ubhopi te dārake nigrodha- kumārassa jātadivase jātāti ānetvā teneva saddhiṃ saṃvaḍḍhesi. Te ekatova vaḍḍhitvā vayappattā takkasilaṃ gantvā sippaṃ uggaṇhiṃsu. Ubhopi seṭṭhiputtā ācariyassa dve kahāpaṇasahassāni adaṃsu. Nigordhakumāro potikassa attano santike sippaṃ paṭṭhapesi. Te nipphannasippā ācariyaṃ āpucchitvā nikkhantā janapadacārikaṃ carissāmāti anupubbena bārāṇasiṃ patvā ekasmiṃ rukkhamūle nipajjiṃsu. Tadā bārāṇasīrañño kālakatassa sattamo divaso. Sve pussarathaṃ yojissāmāti nagare bheriñcārāpesuṃ. Tesu piyasahāyesu rukkhamūle nipajjitvā niddāyantesu potiko paccūsakāle uṭṭhāya nigrodha- kumārassa pāde parimajjanto nisinno hoti. Tasmiṃ rukkhe dvīsu nivuṭṭhakukkuṭesu uparikukkuṭo heṭṭhākukkuṭassa sarīre vaccaṃ pātesi. Atha naṃ so kenetaṃ pātitanti āha. Samma mā kujjhi mayā ajānantena pātitanti āha. Are tvaṃ mama sarīraṃ attano vaccaṭṭhānaṃ maññesi kiṃ mama pamāṇaṃ na jānāsīti. Atha naṃ itaro are tvaṃ ajānantena me katanti vuttepi kujjhasiyeva kiṃ pana te pamāṇanti āha. Yo maṃ māretvā maṃsaṃ khādati so pātova sahassaṃ labhati tasmā ahaṃ mānaṃ karissāmīti. Atha naṃ itaro āha are ettakamattena tvaṃ mānaṃ karosi maṃ pana māretvā yo thūlamaṃsaṃ khādati so pātova rājā hoti yo majajhimamaṃsaṃ khādati so senāpati hoti yo aṭṭhinissitaṃ Khādati so bhaṇḍāgāriko hotīti āha. Potiko tesaṃ kathaṃ sutvā kinno sahassena rajjameva varanti saṇikaṃ rukkhaṃ abhirūhitvā uparisayitakukkuṭaṃ gahetvā māretvā aṅgāresu pacitvā thūlamaṃsaṃ nigordhassa adāsi majjhimamaṃsaṃ sākhassa adāsi aṭṭhimaṃsaṃ attanā khādi. Taṃ khāditvā ca pana samma nigrodha tvaṃ ajja rājā bhavissasi samma sākha tvaṃ senāpati bhavissasi ahaṃ pana bhaṇḍāgārikoti vatvā kathaṃ jānāsīti puṭṭho taṃ pavattiṃ ārocesi. Te tayopi pātarāsavelāya bārāṇasiṃ pavisitvā ekassa brāhmaṇassa gehe sappisakkarayuttaṃ pāyāsaṃ bhuñjitvā nagarā nikkhamitvā uyyānaṃ pavisiṃsu. Nigrodhakumāro silāpaṭe nipajji. Itare dve bahi nipajjiṃsu. Tasmiṃ samaye pañca rājakakudhabhaṇḍāni anto ṭhapetvā pussarathaṃ vissajjesuṃ. Tassa vitthārakathā mahājanaka- jātake āvībhavissatīti. Pussaratho uyyānaṃ gantvā nivattitvā ārohanasajjo hutvā aṭṭhāsi. Purohito uyyāne puññavatā sattena bhavitabbanti uyyānaṃ pavisitvā kumāraṃ disvā pādantato sāṭakaṃ apanetvā pādesu lakkhaṇāni upadhāretvā tiṭṭhatu tāva bārāṇasīrajjaṃ sakalajambudīpasāmi adhipatirājā bhavituṃ yuttoti sabba- tālāvacare paggaṇhāpesi. Nigrodhakumāro pabujjhitvā mukhato sāṭakaṃ apanetvā mahājanaṃ oloketvā parivattitvā nipanno thokaṃ vītināmetvā silāpaṭe pallaṅkena nisīdi. Atha naṃ purohito jaṇṇunā patiṭṭhāya rajjante deva pāpuṇātīti vatvā sādhūti Vutte tattheva ratanarāsimhi ṭhapetvā abhisiñci. So rajjaṃ patvā sākhassa senāpatiṭṭhānaṃ datvā mahantena sakkārena nagaraṃ pāvisi. Potikopi tena saddhiṃyeva agamāsi. Tato paṭṭhāya mahāsatto bārāṇasiyaṃ dhammena rajjaṃ kāresi. So ekadivasaṃ mātāpitūnaṃ saritvā sākhaṃ āha samma na sakkā mātāpitūhi vinā vattituṃ mahantena parivārena gantvā mātāpitaro no ānehīti. Sākho na me tattha gamanakammaṃ atthīti paṭikkhipi. Tato potikaṃ āṇāpesi. So sādhūti tattha gantvā nigrodhassa mātāpitaro putto te rajje patiṭṭhito etha sāmi tattha gacchāmāti āha. Te atthi no vibhavamattaṃ nālaṃ tattha gamanenāti paṭikkhipiṃsu. Sākhassa mātāpitaro ārocesi. Tepi na icchiṃsu. Attano mātāpitaro avoca. Mayaṃ tāta tunnakārakammena jīvissāma alanti paṭikkhipiṃsu. So tesaṃ gamanaṃ alabhitvā bārāṇasimeva paccāgantvā senāpatissa ghare maggakilamathaṃ vinodetvā pacchā nigrodhaṃ passissāmīti cintetvā tassa nivesanadvāraṃ gantvā sahāyako kira te potiko nāmāgatoti senāpatissa ārocehīti dovārikaṃ āha. So tathā akāsi. Sākho pana ayaṃ mayhaṃ rajjaṃ adatvā sahāyassa nigrodhassa adāsīti tasmiṃ veraṃ bandhi. So taṃ kathaṃ sutvāva kuddho āgantvā ko imassa sahāyo ummattako dāsīputto gaṇhatha nanti vatvā hatthapādajāṇukappurehi Koṭāpetvā gīvāyaṃ gāhāpetvā nīharāpesi. So cintesi sākho mama santikā senāpatiṭṭhānaṃ labhitvā akataññū mittadubbhi maṃ koṭāpetvā nīharāpesi nigrodho pana paṇḍito kataññū sappuriso tasseva santikaṃ gamissāmīti rājadvāraṃ gantvā potiko kira nāma te sahāyo dvāre ṭhitoti rañño ārocāpesi. Rājā pakkosāpetvā taṃ āgacchantaṃ disvā āsanā vuṭṭhāya paccuggantvā paṭisanthāraṃ katvā massukammādīni kāretvā sabbābharaṇa- paṭimaṇḍitena paribhuttanānaggarasabhojanena tena saddhiṃ sukhanisinno mātāpitūnaṃ pavattiṃ pucchitvā anāgamanabhāvaṃ suṇi. Sākhopi potiko maṃ rañño santike paribhindeyyāti mayi pana gate kiñci vattuṃ na sakkhissatīti tattheva agamāsi. Potiko tassa santikeyeva rājānaṃ āmantetvā deva ahaṃ maggakilamanto sākhassa gehaṃ gantvā visamitvā idha āgamissāmīti āgamiṃ atha maṃ sākho nāhantaṃ jānāmīti vatvā koṭāpetvā gīvāyaṃ gāhāpetvā nīharāpesīti saddaheyyāsi tvaṃ etanti vatvā tisso gāthā abhāsi

na cāhametaṃ jānāmi kovāyaṃ kassa cāri vā

yathā sākho vadi evaṃ nigrodha kinti maññasi.

Tato galavinītena purisā nīhariṃsu maṃ

datvā mukhappahārāni sākhassa vacanaṃ karā.

Etādisaṃ dummatinā akataññena dubbhinā

kataṃ anariyaṃ sākhena sakhinā te janādhipāti.

Tattha kinti maññasīti yathā maṃ sākho avadi kiṃ tvaṃpi evameva maññasi udāhu na maññasi maṃ sākho evaṃ vadeyyāsi kiṃ saddahasi na saddahasīti adhippāyo. Galavinītenāti galaggāhena. Dubbhināti mittadubbhinā.

Taṃ sutvā nigrodho catasso gāthā abhāsi

na cāhametaṃ jānāmi napi me koci saṃsati

yaṃ me tvaṃ samma akkhāsi sākhena kaḍḍhanaṃ kataṃ.

Sakhīnaṃ sājīvaṅkaro mama sākhassa cūbhayaṃ

tvaṃ nopissariyaṃ dātā manussesu mahaggataṃ

tayamhā labhitā iddhi ettha me natthi saṃsayo.

Yathāpi vījaṃ aggimhi ḍayhati na virūhati

evaṃ kataṃ asappurise nassati na virūhati.

Kataññumhi ca posamhi sīlavante ariyavuttine

sukkhette viya bījāni kataṃ tamhi na nassatīti.

Tattha saṃsatīti ācikkhati. Kaḍḍhanaṃ katanti ākaḍḍhanavikaḍḍhana- pothanakoṭanasaṅkhātaṃ kaḍḍhanaṃ katanti attho. Sakhīnaṃ sājīvaṅkaroti samma potika tvaṃ sahāyakānaṃ suājīvaṅkaro jīvikāya uppādetā. Mama sākhassa cūbhayanti mayhañca sākhassa ca ubhinnaṃ sakhīnanti attho. Tvaṃ nopissariyanti tvaṃ no api issariyaṃ dātā tava santikā imaṃ amhehi laddhaṃ. Mahaggatanti mahantabhāvaṃ.

Evaṃ pana ettakaṃ kathaṃ kathente nigrodhe sākho tattheva Aṭṭhāsi. Atha naṃ rājā sākha imaṃ potikaṃ sañjānāsīti pucchi. So tuṇhī ahosi. Athassa rājadaṇḍaṃ āṇāpento aṭṭhamaṃ gāthamāha

imañca jammaṃ nekatikaṃ asappurisacintitaṃ

hanantu sākhaṃ sattīhi nāssa icchāma jīvitunti.

Tattha jammanti lāmakaṃ. Nekatikanti vañcanakaṃ.

Taṃ sutvā potiko mā esa bālo maṃ nissāya nassatūti cintetvā navamaṃ gāthamāha

khamatassa mahārāja pāṇā duppaṭiānayā

khama asappurisassa nāssa icchāmahaṃ vadhanti.

Tattha khamatassāti khamatadassa etassa asappurisassa khamathāti attho. Duppaṭiānayāti matassa nāma pāṇā ānetuṃ na sakkā.

Rājā tassa vacanaṃ sutvā dosaṃ sākhassa khami senāpatiṭṭhānaṃpi potikasseva dātukāmo ahosi. So pana na icchi. Athassa sabbasenīnaṃ vicāraṇārahaṃ bhaṇḍāgārikaṭṭhānaṃ nāma adāsi. Pubbe kiretaṃ ṭhānantaraṃ nāhosi. Tato paṭṭhāya jātaṃ. Aparabhāge potikabhaṇḍāgāriko puttadhītāhi vaḍḍhamāno attano puttadhītānaṃ ovādavasena osānagāthamāha

nigrodhameva seveyya na sākhamupasaṃvase

nigrodhasmiṃ mataṃ seyyo yañce sākhasmi jīvitanti.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā evaṃ bhikkhave devadatto Pubbepi akataññūyevāti vatvā jātakaṃ samodhānesi tadā sākho devadatto ahosi potiko ānando nigrodho pana ahamevāti.

Nigdhojātakaṃ sattamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๔๔. มัณฑัพยชาดกชาดกถัดไป๔๔๖. ตักกลชาดก