ตักกลชาดก
ว่าด้วยการเลี้ยงดูบิดามารดา
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๔๐๐ · บรรทัด ๕๗๑๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภบุรุษผู้เลี้ยงบิดาคนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า น ตกฺกลา สนฺติ ดังนี้.
ได้ยินว่า บุรุษนั้นเป็นลูกคนสุดท้องในตระกูลยากจนตระกูลหนึ่ง เมื่อมารดาตายแล้ว เขาลุกขึ้นแต่เช้า ทำการปฏิบัติบิดามีให้ไม้สีฟันแลน้ำบ้วนปากเป็นต้น จัดอาหารมีข้าวยาคูแลภัตเป็นอาทิ โดยสมควรแก่ทรัพย์ที่ตนได้มาด้วยการรับจ้างและการไถ บำรุงเลี้ยงบิดาครั้งนั้น บิดาพูดกะเขาว่า ลูกรัก เจ้าคนเดียวทำการงานทั้งภายในภายนอก พ่อจักนำนางกุลทาริกามาให้เจ้าสักคนหนึ่ง นางจักได้ช่วยทำการงานในเรือน. เขากล่าวว่า ข้าแต่พ่อ ขึ้นชื่อว่าสตรีมาเรือนแล้ว คงจักไม่ทำความสุขใจให้แก่ฉันและพ่อได้ ขอพ่ออย่าได้คิดเช่นนี้เลยฉันจักเลี้ยงดูพ่อจนตลอดชีวิต เมื่อพ่อล่วงลับไปแล้วฉันจักบวช. ลำดับนั้นบิดาได้นำนางกุลทาริกาคนหนึ่งมาให้ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ต้องการเลย นางได้มีอุปการะและเคารพยำเกรงต่อพ่อผัวและผัว ฝ่ายผัวก็ยินดีต่อนางว่า เป็นผู้อุปการะต่อบิดาของตน จึงนำของที่ชอบ ๆ ใจ ซึ่งได้มา ๆ มามอบให้แม้นางก็ได้น้อมนำเข้าไปให้พ่อผัวทั้งสิ้น.
ต่อมา นางคิดว่า สามีของเราได้อะไรมา ก็มิได้ให้แก่บิดา ให้แก่เราผู้เดียวเท่านั้น เขาคงไม่มีความรักในบิดาเป็นแน่ เราจักใช้อุบายอย่างหนึ่งทำตาแก่นี้ให้เป็นที่เกลียดชังแห่งสามีเรา แล้วให้ขับเสียจากเรือน. ตั้งแต่นั้นมา นางก็ได้ทำเหตุที่ยั่วให้พ่อผัวโกรธ เป็นต้นว่าเมื่อจะให้น้ำ ก็ให้น้ำเย็นเกินไปบ้าง ร้อนเกินไปบ้าง ให้อาหารเค็มจัดบ้างจืดไปบ้าง ให้ภัตดิบ ๆ สุก ๆ บ้าง แฉะเกินไปบ้าง ดังนี้ เมื่อพ่อโกรธ นางก็กล่าวคำหยาบว่า ใครจักอาจปฏิบัติตาแก่นี้ได้. แล้วก่อการทะเลาะขึ้น แลแกล้งขากก้อนเขฬะเป็นต้น ในที่ทั่ว ๆ ไป แล้วฟ้องสามีว่า ท่านจงดูการกระทำของบิดา เมื่อฉันกล่าวว่า พ่ออย่าทำอย่างนี้ ๆ พ่อก็โกรธ ท่านจะให้พ่ออยู่ในเรือนนี้หรือจะให้ฉันอยู่. เขาได้กล่าวกะนางว่า น้องรัก เจ้ายังเป็นยาวอยู่อาจที่จะเป็นอยู่ในที่ใด ๆ ก็ได้พ่อของฉันแก่แล้ว เมื่อเจ้าไม่อาจอดกลั้นแกได้ ก็จงออกจากบ้านนี้ไปนางมีความกลัวหมอบลงแทบเท้าพ่อผัวขอขมาโทษว่า ตั้งแต่นี้ไปฉันจักไม่ทำอย่างนี้อีก. แล้วนางก็เริ่มปฏิบัติตามปกติดังก่อน.
ลำดับนั้น อุบาสกตั้งแต่วันที่ถูกภรรยารบกวนบิดาให้เดือดร้อนก็มิได้ไปฟังธรรมในสำนักพระศาสดา ต่อเมื่อภรรยาดำรงเป็นปกติแล้วจึงได้ไป ที่นั้นพระศาสดาตรัสถามเขาว่า อุบาสก เหตุไร ? ท่านจึงไม่มาฟังธรรมถึง ๗ วัน. เขาได้กราบทูลเหตุการณ์ให้ทรงทราบ. พระศาสดาตรัสว่า ในกาลนี้เท่านั้นที่ท่านไม่เชื่อถ้อยคำของภรรยา ไม่ขับบิดาออกจากเรือน แต่ในกาลก่อนท่านเชื่อถ้อยคำของภรรยาของท่านนำบิดาไปป่าช้าผีดิบขุดหลุมฝังบิดา เราตถาคตเกิดเป็นบุตรมีอายุ ๗ ขวบแสดงคุณของมารดาบิดา ห้ามการฆ่าบิดาได้ในเวลาที่จะตาย คราวนั้นท่านเชื่อฟังถ้อยคำของเรา ปฏิบัติบิดาจนตลอดชีวิต แล้วไปเกิดในสวรรค์ โอวาทที่เราให้ไว้นี้นั้น แม้ท่านไปเกิดในภพอื่นก็ไม่ละวางด้วยเหตุนี้ท่านจึงไม่เชื่อถ้อยคำของภรรยา ไม่ขับไล่บิดาออก ในบัดนี้อุบาสกนั้นทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว พระองค์จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี. ณ บ้านของชาวกาสีตำบล ๑ ตระกลแห่ง ๑ มีบุตรน้อยคนเดียว ชื่อสวิฏฐกะ เขาบำรุงเลี้ยงมารดาบิดาอยู่ ต่อมาเมื่อมารดาล่วงลับไปแล้ว ก็บำรุงเลี้ยงบิดา เรื่องทั้งหมดต่อไปนี้ เหมือนเนื้อเรื่องปัจจุบันนั่นแหละ ในที่นี้จะกล่าวแต่เนื้อความที่แปลก ดังต่อไปนี้ครั้งนั้น หญิงนั้นกล่าวว่า ท่านจงดูการกระทำของบิดาเถิด เมื่อฉันกล่าวว่า อย่าทำอย่างนี้ ๆ ก็โกรธ. แล้วกล่าวต่อไปว่า ข้าแต่นาย บิดาของท่านดุกับหยาบคาย ก่อการทะเลาะอยู่เรื่อยแกแก่คร่ำคร่า พยาธิเบียดเบียน ไม่ช้าก็จักตาย ฉันไม่อาจอยู่ร่วมเรือนกับแกได้ ในวันสองวันนี้แกต้องตายแน่ ท่านจงนำแกไปป่าช้าผีดิบขุดหลุมแล้วเอาแกใส่เข้าไปในหลุม เอาจอบทุบศีรษะให้ตาย เอาฝุ่นกลบข้างบนแล้วจงมา.
นายสวิฏฐกะถูกภรรยารบเร้าอยู่บ่อย ๆ จึงกล่าวว่า แน่ะหล่อนขึ้นชื่อว่าการฆ่าคน เป็นกรรมหนัก ฉันจักฆ่าบิดาอย่างไรได้. นางกล่าวว่า ฉันจักบอกอุบายแก่ท่าน นายสวิฏฐกะกล่าวว่า จงบอกมาก่อนนางจึงบอกว่า ข้าแต่นาย ท่านจงไปที่บิดานอน ในเวลาเช้ามืด ทำเสียงดังให้คนทั้งหมดได้ยิน แล้วกล่าวว่า ข้าแต่พ่อ ลูกหนี้ของพ่อมีอยู่ที่บ้านโน้น เมื่อฉันจะไปแต่ลำพังเขาจะไม่ให้ เมื่อพ่อล่วงลับไปแล้วเงินจักสูญ พรุ่งนี้เรานั่งบนยานไปด้วยกันแต่เช้าทีเดียว. ดังนี้แล้วนายจงลุกขึ้นตามเวลาที่บิดาบอกไว้ เทียมยานให้แกนั่งบนยานแล้วนำไปป่าช้าผีดิบ ขุดหลุมแล้วทำเป็นเสียงโจรปล้น ฆ่าแกแล้วผลักลงหลุมทุบศีรษะแล้วอาบน้ำมาเรือน. นายสวิฏฐกะคิดว่า อุบายนี้เข้าที. จึงรับคำของนางแล้วตระเตรียมยานที่จะไป ก็นายสวิฏฐกะมีบุตรอยู่คนหนึ่งมีอายุ๗ ขวบ เป็นเด็กฉลาดเฉียบแหลม. เขาฟังคำของมารดา จึงคิดว่า มารดาของเรามีธรรมลามกยุบิดาเราให้ทำปิตุฆาต เราจักไม่ให้บิดาเราทำปิตุฆาต. แล้วก็ค่อย ๆ ย่องเข้าไปนอนอยู่กับปู่. ครันได้เวลาที่บิดาบอกไว้นายสวิฏฐกะเทียมยานแล้วกล่าวว่า มาเถิดพ่อ เราไปสะสางลูกหนี้กันเถิด. แล้วให้บิดานั่งบนยาน กุมารได้ขึ้นยานก่อนแล้ว นายสวิฏฐกะไม่อาจห้ามบุตรได้ จึงต้องพาไปป่าช้าผีดิบด้วย ให้บิดาและกุมารพักอยู่ณ ที่แห่งหนึ่งกับยาน ตนเองลงถือจอบและตะกร้า เริ่มจะขุดหลุม ๔เหลี่ยม ณ ที่ลับแห่งหนึ่ง แม้กุมารก็ลงแล้วไปสำนักบิดาทำเป็นไม่รู้เริ่มคำพูดกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ข้าแต่พ่อ มันนก มันเทศ มันมือเสือ และ ผักทอดยอด ก็มิได้มี พ่อต้องการอะไร จึง ขุดหลุมอยู่คนเดียวในป่ากลางป่าช้าเช่นนี้เล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตกฺกลา สนฺติ ได้แก่ มันนกก็ไม่มี. มันเทศ ชื่อว่า อาลุปานิ. มันมือเสือ ชื่อว่า วิลาลิโย. ผักทอดยอด ชื่อว่า กลมฺพานิ.
ลำดับนั้น บิดาได้กล่าวคาถาที่ ๒ ตอบบุตรว่า :แน่ะพ่อ ปู่ของเจ้าทุพพลภาพมากแล้ว ถูกกองทุกข์อันเกิดจากโรคภัยหลายอย่างเบียด เบียน วันนี้พ่อจะฝังปู่ของเจ้านั้นเสียในหลุม เพราะพ่อไม่ปรารถนาจะให้ปู่ของเจ้ามีชีวิตอยู่ อย่างลำบากเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเนกพฺยาธีหิ คือ ถูกทุกข์อันเกิดจากพยาธิหลายอย่างเบียดเบียนแล้ว. บทว่า น หิสฺส ตํ ความว่าเพราะว่า พ่อไม่ปรารถนาจะให้ปู่ของเจ้านั้นมีชีวิตอยู่อย่างลำบากเช่นนั้นพ่อเข้าใจว่า ความตายของปู่เท่านั้นประเสริฐกว่ามีชีวิตอยู่เห็นปานนี้จึงจักฝังปู่ของเจ้านั้นเสียในหลุม.
กุมารได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวกึ่งคาถาว่า:พ่อได้ความดำริอันลามกนี้แล้ว กระทำ กรรมที่หยาบช้า อันล่วงเสียซึ่งประโยชน์.
พึงทราบความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่า ข้าแต่พ่อท่านคิดว่าเราจักเปลื้องบิดาออกจากทุกข์ จึงผูกไว้ด้วยมรณทุกข์ ชื่อว่า กระทำกรรมอันหยาบช้า อันล่วงเสียซึ่งประโยชน์ เพราะได้ความดำริอันลามกนี้ และเพราะก้าวล่วงประโยชน์ด้วยอำนาจแห่งความดำรินั้นตั้งอยู่.
ก็แหละ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วก็ฉวยจอบจากมือบิดา ตั้งท่าจะขุดหลุมอีกหลุมหนึ่งในที่ใกล้ ๆ กัน. ลำดับนั้น บิดาจึงเข้าไปถามกุมารนั้นว่า ลูกรัก เจ้าจะขุดหลุมทำไม ? เมื่อกุมารจะตอบบิดา ได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ข้าแต่พ่อ เมื่อพ่อแก่ลง ก็จักได้รับกรรม เช่นนี้จากลูกบ้าง แม้ลูกเองก็จะอนุวัตรตาม เยี่ยงตระกูลนั้น จักฝังพ่อเสียในหลุมบ้าง.
พึงทราบเนื้อความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่าข้าแต่พ่อแม้ลูกก็จักฝังพ่อเสียในหลุมอีกหลุมหนึ่ง ในเวลาที่พ่อแก่บ้าง อธิบายว่า พ่อเพราะเหตุนี้แล เมื่อพ่อแก่ลง ก็จักได้รับกรรมเช่นนี้ ในหลุมที่ขุดไว้นี้จากตัวลูกบ้าง แม้ลูกเองก็จะอนุวัตรตามเยี่ยงตระกูลนั้น คือ ที่พ่อให้เป็นไปแล้วนั้น คือเมื่อเจริญวัยแล้ว อยู่กินกับภริยา ก็จักฝังพ่อเสียในหลุมบ้าง.
ลำดับนั้น บิดาได้กล่าวคำถาที่ ๔ แก่กุมารว่า :แน่ะพ่อ เจ้ามากล่าวกระทบกระเทียบขู่เข็ญพ่อด้วยวาจาหยาบคาย เจ้าเป็นลูกที่เกิด แต่อกของพ่อ แต่หาได้มีความอนุเคราะห์เกื้อกูลแก่พ่อไม่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกุพฺพมาโน แปลว่า ขู่เข็ญ. บทว่า อาสชฺช แปลว่า กระทบกระเทียบ.
เมื่อบิดากล่าวอย่างนี้แล้วกุมารผู้เป็นบัณฑิต จึงกล่าวคาถา ๓คาถา คือคาถาโต้ตอบคาถา ๑ คาถา อุทาน ๒ คาถาว่า :-
ข้าแต่พ่อ มิใช่ว่าฉันจะไม่มีความเกื้อกูล อนุเคราะห์แก่พ่อ แม้ฉันก็มีความเกื้อกูลอนุเคราะห์แก่พ่อ แต่เพราะฉันไม่กล้าจะห้ามพ่อ ผู้ทำบาปกรรมโดยตรงได้ จึงได้พูดกระทบกระเทียบเช่นนั้น. ท่านสวิฏฐกะ ผู้ใดเป็นคนมีธรรมอัน ลามก เบียดเบียนมารดาหรือบิดา ผู้ไม่ประ ทุษร้าย ผู้นั้นครั้นตายไปภายหน้า ย่อมเข้าถึง นรกโดยไม่ต้องสงสัย. ท่านสวิฏฐกะ ผู้ใดบำรุงเลี้ยงมารดาบิดา ด้วยข้าวน้ำ ผู้นั้นครั้นตายไปภายหน้า เข้าถึง สุคติโดยไม่ต้องสงสัย.
บิดาครั้นได้ฟังธรรมกถาของบุตรดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๘ว่า :-
แน่ะพ่อ เจ้าจะเป็นผู้ไม่มีความเกื้อกูล อนุเคราะห์แก่พ่อก็หาไม่ เจ้าชื่อว่าเป็นผู้มี ความเกื้อกูลอนุเคราะห์แก่พ่อแล้ว แต่พ่อถูก แม่ของเจ้าว่ากล่าว จึงได้กระทำกรรมที่หยาบคายเช่นนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหญฺจ เต มาตรา คือ อหํปิ เต มาตรา อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน.
กุมารได้ฟังดังนั้นแล้ว กล่าวว่า ข้าแต่พ่อ ธรรมดาสตรีเมื่อเกิดโทสะขึ้นข่มไว้ไม่ได้เลย จึงทำชั่วบ่อย ๆ ควรที่พ่อจะขับแม่ของฉันไปเสียไม่ให้ทำชั่วเช่นนี้อีกได้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :-
หญิงชั่วผู้เป็นเมียของพ่อ เป็นแม่บังเกิดเกล้าของตัวฉัน พ่อจงขับไล่ไปเสียจาก เรือนของตน เพราะแม่จะนำทุกข์อย่างอื่นมา ให้พ่ออีก.
นายสวิฏฐกะได้ฟังคำของบุตรผู้เป็นบัณฑิตแล้ว มีความโสมนัสกล่าวว่า เราไปกันเถิดลูก แล้วขึ้นนั่งบนยานกับบุตรและบิดาไปบ้าน.
ฝ่ายหญิงอนาจารนั้นก็ร่าเริงยินดีว่า คนกาลกรรณีออกจากเรือนเราไปแล้ว. จึงเอามูลโคสดมาทาเรือนหุงข้าวปายาสแล้วคอยแลดูทางที่ผัวจะมา ครั้นเห็นมาทั้ง ๓ คนก็โกรธว่า พาคนกาลกรรณีที่ออกไปกลับมาอีกแล้ว. จึงคำว่า เจ้าคนร้าย เจ้าพาคนกาลกรรณีที่ออกไปแล้วกลับมาอีกทำไม ? นายสวิฏฐกะไม่พูดอะไร ๆ ปลดยานแล้วจึงพูดว่าคนอนาจาร เจ้าว่าอะไร ? แล้วทุบนางนั้นเสียเต็มที่ กล่าวว่า แต่นี้ไปเจ้าอย่าเข้ามาเรือนนี้ แล้วจับเท้าลากออกไป ครั้นไล่ภรรยาไปแล้ว ก็อาบน้ำให้บิดากับบุตร แม้ตนเองก็อาบ แล้วบริโภคข้าวปายาสพร้อมกันทั้ง ๓ คน หญิงใจบาปนั้นไปอยู่เรือนผู้อื่นได้ ๒ , ๓ วัน.
ในกาลนั้น บุตรกล่าวกะบิดาว่า ข้าแต่พ่อแม่ฉันคงยังไม่รู้สำนึกด้วยการถูกลงโทษเพียงเท่านี้ พ่อจงแกล้งพูดว่า จะไปขอลูกสาวลุงในตระกูลโน้นมาปรนนิบัติตัวกับบิดาและบุตร เพื่อทำให้แม่ฉันเก้อ แล้วถือเอาของหอมและดอกไม้เป็นต้นขึ้นยานไปเที่ยวอยู่ตามท้องนา แล้วกลับมาเวลาเย็น. นายสวิฏฐกะได้กระทำตามทุกประการ สตรีในตระกูลที่คุ้นเคยบอกหญิงนั้นว่า ได้ยินว่า ผัวของเธอไปบ้านโน้น เพื่อนำหญิงอื่นมาเป็นภริยา.
หญิงนั้นสะดุ้งกลัวว่า ฉิบหายละเราคราวนี้ เราไม่มีโอกาสอีกแน่ คิดว่า จะอ้อนวอนบุตรดูสักครั้ง. จึงแอบไปหาบุตร หมอบลงแทบเท้ากล่าวว่า ลูกรัก เว้นเจ้าเสียแล้ว คนอื่นไม่เป็นที่พึ่งของแม่ได้ตั้งแต่นี้ไปแม่จะปฏิบัติพ่อและปู่ของเจ้าราวกะพระเจดีย์ที่ประทับไว้ เจ้าจะช่วยให้แม่ได้เข้ามาอยู่ในเรือนนี้อีก. กุมารกล่าวว่า ดีแล้วแม่ ถ้าแม่ไม่ทำเช่นนี้อีก ฉันจักช่วย แม่อย่าประมาท. ครั้นเวลาบิดามา. ได้กล่าวคาถาที่ ๑๐ ว่า :-
หญิงชั่วผู้เป็นเมียของพ่อ เป็นแม่บังเกิดเกล้าของตัวฉัน ซึ่งมีใจบาปนั้น ถูก ทรมานดังช้างพังที่นายควาญฝึกให้อยู่ในอำนาจ แล้ว จงกลับมาเรือนเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาต เป็นต้น ความว่า ข้าแต่พ่อบัดนี้ หญิงชั่วผู้เป็นเมียของพ่อ ซึ่งก่อเหตุวุ่นวายนั้น ถูกทรมานดังช้างพังที่นายควาญฝึกให้อยู่ในอำนาจ สิ้นพยศแล้ว. บทว่า ปุนราวชาตุคือ จงกลับมาสู่เรือนนี้อีกเถิด.
กุมารนั้นครั้นแสดงธรรมแก่บิดาดังนี้แล้ว ก็ไปนำมารดามานางขอขมาโทษผัวและพ่อผัวแล้ว ตั้งแต่นั้นมาก็ประกอบด้วยธรรมเครื่องข่ม ปฏิบัติผัวพ่อผัวและลูกเป็นอย่างดี สองผัวเมียตั้งอยู่ในโอวาทของลูก ทำบุญมีทานเป็นต้น แล้วได้ไปเกิดในสวรรค์.
พระบรมศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจธรรม บุรุษผู้เลี้ยงบิดา ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า บิดาบุตรและหญิงสะใภ้ในครั้งนั้น ได้มาเป็นบิดาบุตรและหญิงสะใภ้ในบัดนี้ ส่วนกุมารผู้เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาตักกลชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๘๖๘–๘๗๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทสกนิบาตชาดก ๖๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๖๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ตกฺกลชาตกํ
น ตกฺกลา สนฺตีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ ปิตุโปสกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส กิร เอกสฺมึ ทลิทฺทกุเล ปจฺฉาชาโต มาตริ กาลกตาย ปาโตว อุฏฺฐาย ทนฺตกฏฺฐมุโขทกาทีนิ กโรนฺโต ภตึ วา กสึ วา กตฺวา ลทฺธวิภวานุรูเปน ยาคุภตฺตาทีนิ สมฺปาเทตฺวา ปิตรํ โปเสสิ ฯ อถ นํ ปิตา อาห ตาต ตฺวํ เอกโกว อนฺโต จ พหิ จ กตฺตพฺพํ กโรสิ เอกนฺเต กุลทาริกํ อาเนสฺสามิ สา เคเหว กตฺตพฺพํ กริสฺสตีติ ฯ ตาต อิตฺถิโย นาม ฆรํ อาคตา เนว มยฺหํ น ตุมฺหากํ จิตฺตสุขํ กริสฺสนฺติ มา เอวรูปํ จินฺตยิตฺถ อหํ ยาวชีวํ ตุมฺเห โปเสตฺวา ตุมฺหากํ อจฺจเยน ปพฺพชิสฺสามีติ ฯ อถสฺส ปิตา อนิจฺฉมานกสฺเสว เอกํ กุลทาริกํ อาเนสิ ฯ สา สสฺสุรสฺส จ สามิกสฺส จ อุปการิกา อโหสิ นีจวุตฺติ ฯ สามิโกปิสฺสา มม ปิตุ อุปการิกาติ ตุสฺสิตฺวา ลทฺธํ ลทฺธํ มนาปํ มนาปํ อาหริตฺวา เทติ ฯ สาปิ ตํ สสฺสุรสฺเสว อุปนาเมติ ฯ สา อปรภาเค จินฺเตสิ มยฺหํ สามิโก ลทฺธํ ลทฺธํ ปิตุ อทตฺวา มยฺหเมว เทเตว อทฺธา ปิตริ นิเสฺนโห ชาโต อิมํ มหลฺลกํ เอเกนุปาเยน มม สามิกสฺส ปฏิกูลํ กตฺวา เคหา นีหราเปสฺสามีติ สา ตโต ปฏฺฐาย อุทกํ อติสีตลํ วา อจฺจุณฺหํ วา อาหารํ อติโลณํ วา อโลณํ วา ภตฺตํ อุตฺตณฺฑุลํ วา อติกิลินฺนํ วาติ เอวมาทีนิ ตสฺส โกธุปฺปตฺติการณานิ กตฺวา ตสฺมึ ภุชฺฌนฺเต โก อิมํ มหลฺลกํ อุปฏฺฐาตุํ สกฺขิสฺสตีติ ผรุสานิ วตฺวา กลหํ วฑฺเฒติ ฯ ตตฺถ ตตฺถ เขฬปิณฺฑาทีนิ ฉฑฺเฑตฺวาปิ สามิกํ อุชฺฌาเปสิ ปสฺส ปิตุกมฺมํ อิทญฺจิทญฺจ มา กรีติ วุตฺเต กุชฺฌติ อิมสฺมึ เคเห ปิตรํ วา วาเสหิ มํ วาติ ฯ อถ นํ โส ภทฺเท ตฺวํ ทหรา ยตฺถกตฺถจิ ชีวิตุํ สกฺขิสฺสสิ มยฺหํ ปิตา มหลฺลโก ตฺวํ เอตสฺส อสหนฺตี อิมมฺหา เคหา นิกฺขมาหีติ อาห ฯ สา ภีตา อิโต ปฏฺฐาย เอวํ น กริสฺสามีติ สสฺสุรสฺส ปาเทสุ นิปติตฺวา ขมาเปตฺวา ปกตินิยาเมเนว ปฏิชคฺคิตุํ อารภิ ฯ อถ โส อุปาสโก ปุริมทิวเสสุ ตาย อุพฺพาฬฺโห สตฺถุ สนฺติกํ ธมฺมสฺสวนาย อคนฺตฺวา ตสฺสา ปกติยา สณฺฐิตกาเล อคมาสิ ฯ อถ นํ สตฺถา กึ อุปาสก สตฺต ทิวสานิ ธมฺมสฺสวนาย นาคโตสีติ ปุจฺฉิ ฯ โส ตํ การณํ กเถสิ ฯ สตฺถา อิทานิ ตาว ตสฺสา กถํ อคเหตฺวา ปิตรํ น นีหราเปสิ ปุพฺเพ ปน เต เอติสฺสา กถํ สุตฺวา คเหตฺวา ปิตรํ อามกสุสานํ เนตฺวา อาวาฏํ นิกฺขนิตฺวา ตตฺถ นํ ปกฺขิปิตฺวา มรณกาเล อหํ สตฺตวสฺสิโก หุตฺวา มาตาปิตูนํ คุณํ กเถตฺวา ปิตุฆาตกมฺมํ นิวาเรสึ ตทา ตฺวํ มม กถํ สุตฺวา ตว ปิตรํ ยาวชีวํ ปฏิชคฺคิตฺวา สคฺคปรายโน ชาโต สฺวายํ มายา ทินฺนโอวาโท ภวนฺตรคตมฺปิ ตํ น วิชหติ อิมินา การเณน ตสฺสา กถํ อคเหตฺวา อิทานิ ตยา ปิตา น นีหโตติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต อญฺญตรสฺมึ กาสิกคาเม เอกสฺส กุลสฺส เอกปุตฺตโก อโหสิ นาเมน สวิฏฺฐโก นาม ฯ โส มาตาปิตโร ปฏิชคฺคนฺโต อปรภาเค มาตริ กาลกตาย ปิตรํ โปเสสีติ สพฺพํ วตฺถุํ ปจฺจุปฺปนฺนวตฺถุนิยาเมเนว กเถตพฺพํ ฯ อยํ ปเนตฺถ วิเสโส ตทา สา อิตฺถี ปสฺสสิ ปิตุ กมฺมํ อิทญฺจิทญฺจ มา กรีติ วุตฺเต กุชฺฌตีติ วตฺวา สามิ ปิตา เต จณฺโฑ ผรุโส นิจฺจํ กลหํ กโรติ ชราชิณฺโณ พฺยาธิปีฬิโต น จิรสฺเสว มริสฺสติ อหํ เอเตน สทฺธึ เอกเคเห วสิตุํ น สกฺโกมิ อยํเปส กติปาเหน มริสฺสเตว ตฺวํ เอตํ อามกสุสานํ เนตฺวา อาวาฏํ ขนิตฺวา ตตฺถ นํ ปกฺขิปิตฺวา กุทฺทาเลน สีสํ ภินฺทิตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา อุปริ ปํสุนา ฉาเทตฺวา อาคจฺฉาติ อาห ฯ โส ตาย ปุนปฺปุนํ วุจฺจมาโน ภทฺเท ปุริสมรณํ นาม ภาริยํ กถํ นํ มาเรสฺสามีติ ฯ อหํ เต อุปายํ อาจิกฺขิสฺสามีติ ฯ อาจิกฺข ตาวาติ ฯ สามิ ตฺวํ ปจฺจูสกาเลปิ ปิตุ นิปนฺนฏฺฐานํ คนฺตฺวา ยถา สพฺเพ สุณนฺติ เอวํ มหาสทฺทํ กตฺวา ตาต อสุกคาเม ตุมฺหากํ อุทฺธารณโก อตฺถิ มยิ คเต น เทติ ตุมฺหากํ อจฺจเยน นสฺสเตว เสฺว ยานเก นิสีทิตฺวา ปาโตว คจฺฉิสฺสามาติ วตฺวา เตน วุตฺตเวลายเมว อุฏฺฐาย ยานกํ โยเชตฺวา ตตฺถ นํ นิสีทาเปตฺวา อามกสุสานํ อาเนตฺวา อาวาฏํ นิกฺขนิตฺวา โจเรหิ อจฺฉินฺนสทฺทํ กตฺวา มาเรตฺวา อาวาเฏ ปกฺขิปิตฺวา สีสํ ภินฺทิตฺวา นหายิตฺวา อาคจฺฉาติ ฯ สวิฏฺฐโก อตฺเถโส อุปาโยติ ตสฺสา วจนํ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ยานกํ คมนสชฺชํ อกาสิ ฯ ตสฺส ปเนโก สตฺตวสฺสิโก ปุตฺโต อตฺถิ ปณฺฑิโต พฺยตฺโต ฯ โส มาตุ วจนํ สุตฺวา มยฺหํ มาตา ปาปธมฺมา ปิตรํ เม ปิตุฆาตกมฺมํ กาเรสิ อหมสฺส ปิตุฆาตกมฺมํ กาตุํ น ทสฺสามีติ สณิกํ คนฺตฺวา อยฺยเกน สทฺธึ นิปชฺชิ ฯ สวิฏฺฐโก จ ปิตรา วุตฺตเวลาย ยานกํ โยเชตฺวา เอหิ ตาต อุทฺธารํ โสเธสฺสามาติ ปิตรํ ยานเก นิสีทาเปสิ ฯ กุมารโกปิ ปฐมตรํ ยานกํ อภิรูหิ ฯ สวิฏฺฐโก ตํ นิวาเรตุํ อสกฺโกนฺโต เตเนว สทฺธึ อามกสุสานํ คนฺตฺวา ปิตรญฺจ กุมารญฺจ ยานเกน สทฺธึ เอกมนฺเต ฐเปตฺวา สยํ โอตริตฺวา กุทฺทาลปิฏกํ อาทาย เอกสฺมึ ปฏิจฺฉนฺนฏฺฐาเน จตุรสฺสอาวาฏํ ขนิตุํ อารภิ ฯ กุมารโกปิ โอตริตฺวา ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา อชานนฺโต วิย กถํ สมุฏฺฐาเปตฺวา ปฐมํ คาถมาห
น ตกฺกลา สนฺติ น อาลุปานิ
น วิลาลิโย น กลมฺพานิ ตาต
เอโก อรญฺญมฺหิ สุสานมชฺเฌ
กิมตฺถิโก ตาต ขนาสิ กาสุนฺติ ฯ
ตตฺถ น ตกฺกลา สนฺตีติ วิณฺฑาลุกนฺทา น สนฺติ ฯ อาลุปานีติ อาลุกกนฺทา ฯ วิลาลิโยติ วิลาลิวลฺลิกนฺทา ฯ กลมฺพานีติ ตาลกนฺทา ฯ
อถสฺส ปิตา ทุติยํ คาถมาห
ปิตามโห ตาต สุทุพฺพโล เต
อเนกพฺยาธีหิ ทุกฺเขน ผุฏฺโฐ
ตมชฺชหํ นิกฺขนิสฺสามิ โสพฺเภ
น หิสฺส ตํ ชีวิตํ โรจยามีติ ฯ
ตตฺถ อเนกพฺยาธีหีติ อเนเกหิ พฺยาธีหิ อุปฺปนฺเนน ทุกฺเขน ผุฏฺโฐ ฯ น หิสฺส ตนฺติ อหํ หิ อสฺส ตว ปิตามหสฺส ตํ ทุชฺชีวิตํ น อิจฺฉามิ เอวรูปา ชีวิตา มรณเมวสฺส วรนฺติ มญฺญมาโน ตํ โสพฺเภ นิกฺขนิสฺสามีติ ฯ
ตํ สุตฺวา กุมารโก อุปฑฺฒคาถมาห
สงฺกปฺปเมตํ ปฏิลทฺธปาปกํ
อจฺจายิกกมฺมํ กโรสิ ลุทฺธนฺติ ฯ
ตสฺสตฺโถ ตาต ตฺวํ ปิตรํ ทุกฺขา ปโมจิสฺสามีติ มรณทุกฺเขน โยเชนฺโต เอตํ ปาปํ สงฺกปฺปํ ปฏิลทฺธํ ตสฺส จ สงฺกปฺปสฺส วเสน หิตํ อติกฺกมฺม ฐิตตฺตา อจฺจายิกกมฺมํ กโรสิ ลุทฺธนฺติ ฯ
เอวญฺจ ปน วตฺวา ปิตุ หตฺถโต กุทฺทาลํ คเหตฺวา อวิทูเร อญฺญํ อาวาฏํ ขนิตุํ อารภิ ฯ อถ นํ ปิตา อุปสงฺกมิตฺวา กสฺมา ตาต อาวาฏํ ขนสีติ ปุจฺฉิ ฯ โส ตสฺส กเถนฺโต ตติยํ คาถมาห
มยาปิ ตาต ปฏิลจฺฉเส ตฺวํ
เอตาทิสํ กมฺมชรูปนีโต
ตํ กูลวตฺตํ อนุวตฺตมาโน
อหํปิ ตํ ขนิสฺสามิ โสพฺเภติ ฯ
ตสฺสตฺโถ ตาต อหํปิ เอกสฺมึ โสพฺเภ ตํ มหลฺลกกาเล นิกฺขนิสฺสามีติ ฯ อิติ โข ตาต มยาปิ นิกฺขนิเต อิมสฺมึ โสพฺเภ ตุวํ ชรูปนีโต เอตาทิสํ กมฺมํ ปฏิลจฺฉเส ตํ เอตํ ตยา ปวตฺติตํ กุลวตฺตํ อนุวตฺตมาโน วยปฺปตฺโต ภริยาย สทฺธึ วสนฺโต อหํปิ ตํ นิกฺขนิสฺสามิ โสพฺเภติ ฯ
อถสฺส ปิตา จตุตฺถคาถมาห
ผรุสาหิ วาจาหิ ปกุพฺพมาโน
อาสชฺช มํ ตฺวํ วทเส กุมาร
ปุตฺโต มม โอรสโก สมาโน
อหิตานุกมฺปิ เม ตฺวํสิ ปุตฺตาติ ฯ
ตตฺถ ปกุพฺพมาโนติ อภิภวนฺโต ฯ อาสชฺชาติ ฆฏฺเฏตฺวา ฯ
เอวํ วุตฺเต ปณฺฑิโต กุมาโร เอกํ ปฏิวจนคาถํ เทฺว อุทานคาถาติ ติสฺโส คาถา อภาสิ
น ตาหํ ตาต อหิตานุกมฺปี
หิตานุกมฺปิ โว อหํปิ ตาต
ปาปญฺจ ตํ กมฺมปกุพฺพมานํ
อรหามิ โน วารยิตุํ ตโต หิ ฯ
โย มาตรํ ปิตรํ วา สวิฏฺฐ
อทูสเก หึสติ ปาปธมฺโม
กายสฺส เภทา อภิสมฺปรายํ
อสํสยํ โส นิรยํ ปุเรติ ฯ
โย มาตรํ ปิตรํ วา สวิฏฺฐ
อนฺเนน ปาเนน อุปฏฺฐหาติ
กายสฺส เภทา อภิสมฺปรายํ
อสํสยํ โส สุคตึ ปุเรตีติ ฯ
อิมํ ปน ปุตฺตสฺส ธมฺมกถํ สุตฺวา ปิตา อฏฺฐมํ คาถมาห
น เม ตฺวํ ปุตฺต อหิตานุกมฺปี
หิตานุกมฺปิ เม ตุวํสิ ปุตฺต
อหญฺจ เต มาตรา วุจฺจมาโน
เอตาทิสํ กมฺม กโรมิ ลุทฺธนฺติ ฯ
ตตฺถ อหญฺจ เต มาตราติ อหํปิ เต มาตรา ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ
ตํ สุตฺวา กุมาโร ตาต อิตฺถิโย นาม อุปฺปนฺเน โทเส อนิคฺคยฺหมานาว ปุนปฺปุนํ ปาปํ กโรนฺติ มม มาตา ยถา ปุน เอตํ ปาปํ น กโรติ ตถา นํ ปณาเมตุํ วฏฺฏตีติ นวมํ คาถมาห
ยา เต สา ภริยา อนริยรูปา
มาตา มเมสา สกิยา ชเนตฺตี
นิทฺธาปเย ตํ สกา อคารา
อญฺญํปิ เต สา ทุกฺขมาวเหยฺยาติ ฯ
สวิฏฺฐโก ปณฺฑิตปุตฺตสฺส กถํ สุตฺวา โสมนสฺสชาโต หุตฺวา คจฺฉาม ตาตาติ สทฺธึ ปุตฺเตน จ ปิตรา จ ยานเก นิสีทิตฺวา ปายาสิ ฯ สาปิ โข อนาจารา นิกฺขนฺตา โน เคหา กาฬกณฺณีติ หฏฺฐตุฏฺฐา อลฺลโคมเยน เคหํ อุลิมฺปิตฺวา ปายาสํ ปจิตฺวา อาคมน- มคฺคํ โอโลเกนฺตี เต อาคจฺฉนฺเต ทิสฺวา นิกฺขนฺตํ กาฬกณฺณึ ปุน คเหตฺวา อาคโตติ กุชฺฌิตฺวา อเร นิกฺขนฺตํ กาฬกณฺณึ ปุนาทาย อาคโตสีติ ปริภาสิ ฯ สวิฏฺฐโก กิญฺจิ อวตฺวา ยานกํ โมเจตฺวา อนาจาเร กึ วเทสีติ ตํ สุโกฏิตํ โกเฏตฺวา อิโต ปฏฺฐาย มา อิมํ เคหํ ปาวิสีติ ปาเท คเหตฺวา นิกฺกฑฺฒิ ฯ ตโต ปิตรญฺจ ปุตฺตญฺจ นหาเปตฺวา สยํปิ นหายิตฺวา ตโยปิ ปายาสํ ปริภุญฺชึสุ ฯ สาปิ ปาปธมฺมา กติปาหํ อญฺญสฺมึ เคเห วสิ ฯ ตสฺมึ กาเล ปุตฺโต ปิตรํ อาห ตาต มม มาตา เอตฺตเกน น พุชฺฌติ ตุมฺเห มม มาตุ มงฺกุภาวกรณตฺถํ อสุกคาเม นาม โว มาตุลธีตา อตฺถิ สา มยฺหํ ปิตรญฺจ ปุตฺตญฺจ มมญฺจ ปฏิชคฺคิสฺสติ ตมาเนสฺสามีติ วตฺวา มาลาคนฺธาทีนิ อาทาย ยานเกน นิกฺขมิตฺวา เขตฺตํ อนุวิจริตฺวา สายํ อาคจฺฉถาติ ฯ โส ตถา อกาสิ ฯ ปฏิวิสฺสกกุเล อิตฺถิโย สามิโก กิร เต อญฺญํ ภริยํ อาเนตุํ อสุกคามํ นาม คโตติ ตสฺสา อาจิกฺขึสุ ฯ สา อิทานิมฺหิ นฏฺฐา นตฺถิ เม ปุน โอกาโสติ ภีตตสิตา หุตฺวา ปุตฺตเมว ยาจิสฺสามีติ สณิกํ ปุตฺตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ตสฺส ปาเทสุ นิปติตฺวา ตาต ฐเปตฺวา ตํ อญฺโญ มม ปฏิสรณํ นตฺถิ อิโต ปฏฺฐาย ตว ปิตรญฺจ ปิตามหญฺจ อลงฺกตเจติยํ วิย ปฏิชคฺคิสฺสามิ ปุน มยฺหํ อิมสฺมึ ฆเร ปเวสนํ กโรหีติ อาห ฯ โส สาธุ อมฺม สเจ ปุน น เอวรูปํ กริสฺสถ กริสฺสามิ อปฺปมตฺตา โหถาติ วตฺวา ปิตุ อาคมนกาเล ทสมํ คาถมาห
ยา เต สา ภริยา อนริยรูปา
มาตา มเมสา สกิยา ชเนตฺตี
ทนฺตา กเรณูว วสูปนีตา
สา ปาปธมฺมา ปุนราวชาตูติ ฯ
ตตฺถ กเรณูวาติ ตาต อิทานิ สา อาเนญฺชการณการิกา หตฺถินี วิย ทนฺตา วสํ อุปนีตา นิพฺพิเสวนา ชาตา ฯ ปุนราวชาตูติ ปุน อิมํ เคหํ อาคจฺฉตูติ ฯ
เอวํ โส ปิตุ ธมฺมํ กเถตฺวา คนฺตฺวา มาตรํ อาเนสิ ฯ สา สามิกญฺจ สสฺสุรญฺจ ขมาเปตฺวา ตโต ปฏฺฐาย ทนฺตธมฺเมน สมนฺนาคตา สามิกญฺจ สสฺสุรญฺจ ปุตฺตญฺจ ปฏิชคฺคิ ฯ อุโภปิ จ ปุตฺตสฺส โอวาเท ฐตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา สคฺคปรายนา อเหสุํ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน ปิตุโปสโก โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา ปิตา จ ปุตฺโต จ สุณิสา จ เอเตเยว อเหสุํ ปณฺฑิตกุมาโร ปน อหเมวาติ ฯ
ตกฺกลชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗