กุกกุฏชาดก
ว่าด้วยพ้นศัตรูเพราะรู้เท่าทัน
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๔๒๒ · บรรทัด ๕๗๘๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน ทรงปรารภความพยายามปลงพระชนม์ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า นาสฺมเส กตปาปมฺหิ ดังนี้.
ความย่อว่า ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภาถึงความไม่ดีของพระเทวทัตว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตทำอุบายเพื่อจะปลงพระชนม์พระทศพล ด้วยการวางนายขมังธนูเป็น. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่พระเทวทัตพยายามฆ่าเรา แม้ในกาลก่อนพระเทวทัตก็พยายามฆ่าเราเหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่าโกสัมพิกะครองราชสมบัติอยู่ในพระนครโกสัมพี. ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นไก่ ณป่าไผ่แห่งหนึ่ง มีไก่หลายร้อยเป็นบริวารอยู่ในป่า. เหยี่ยวตัวหนึ่งอยู่ณ ที่ใกล้ ๆ กันนั้น มันใช้อุบายจับไก่กินทีละตัว ๆ กินจนหมด นอกจากพระโพธิสัตว์อยู่ตัวเดียว เป็นผู้ไม่ประมาท เที่ยวหาอาหารตามเวลาแล้วก็เข้าไปอยู่ ณ เชิงไผ่. เหยี่ยวนั้นไม่อาจจับไก่พระโพธิสัตว์นั้นได้จึงคิดว่า เราจักใช้อุบายอย่างหนึ่งล่อลวงจับไก่นั้นกินให้ได้. แล้วเข้าไปแอบอยู่ที่กิ่งไม้ใกล้ ๆ กันนั้น กล่าวว่า แน่ะพญาไก่ผู้เพื่อน ท่านกลัวเราเพราะเหตุไร ? เราต้องการทำความคุ้นเคยกับท่าน ประเทศชื่อโน้นสมบูรณ์ด้วยอาการ เราทั้งสองไปหาอาหารกันที่นั้น แล้วจักอยู่อย่างมีความรักใคร่กันและกัน.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์กล่าวกะเหยี่ยวว่า แน่ะเพื่อนเราจะมีความคุ้นเคยกะเจ้าไม่ได้ เจ้าไปเถิด. เหยี่ยวถามว่า แน่ะเพื่อน ท่านไม่เชื่อเราเพราะเราเคยทำความชั่วมาแล้ว. ตั้งแต่นี้ไปเราจักไม่ทำเช่นนั้นอีก พระโพธิสัตว์ตอบว่า เราไม่ต้องการสหายเช่นเจ้า เจ้าจงไปเสียเถิด. พระโพธิสัตว์ห้ามเหยี่ยวทำนองนี้ถึง ๓ ครั้ง แล้วส่งเสียงขันก้องป่าว่า ใคร ๆ ไม่ควรทำความคุ้นเคยกับผู้ที่ประกอบด้วยลักษณะเช่นนี้ ดังนี้ เมื่อเทวดาทั้งหลายพากันแซ่ซ้องสาธุการ เมื่อจะเริ่มธรรมกถาได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
บุคคลไม่พึงคุ้นเคยในคนทำบาป คน มักพูดเหลาะแหละ คนมีปัญญาคิดแต่ประโยชน์ตน คนแสร้งทำสงบเสงี่ยมแต่ภายนอก. มีคนพวก ๑ มีปกติเหมือนโคกระหาย น้ำ ทำที่เหมือนจะกล้ำกลืนมิตรด้วยวาจา แต่ ไม่ใช่ด้วยการงานไม่ควรคุ้นเคยในคนเช่นนั้น. คนพวก ๑ เป็นคนชูมือเปล่า พัวพัน อยู่แต่ด้วยวาจา เป็นมนุษย์กระพี้ ไม่มีความ กตัญญู ไม่ควรนั่งใกล้คนเช่นนั้น. บุคคลไม่ควรคุ้นเคยต่อสตรีหรือบุรุษผู้ มีจิตกลับกลอก ไม่ทำความเกี่ยวข้องให้แจ้งชัดด้วยเหตุต่าง ๆ. ไม่ควรคุ้นเคยกับบุคคล ผู้หยั่งลงสู่ ธรรมอันไม่ประเสริฐ เป็นคนไม่แน่นอน กำจัดคนไม่เลือกหน้า เหมือนดาบที่เขาลับแล้ว ปกปิดไว้ ฉะนั้น. คนบางพวกในโลกนี้ คอยเพ่งโทษเข้า ไปหาด้วยอุบายต่าง ๆ ด้วยคำพูดอันคมคาย ซึ่งไม่ตรงกับน้ำใจ ด้วยสามารถแห่งคนเทียม มิตร แม้คนเช่นนี้ก็ไม่ควรคุ้นเคย. คนมีความคิดชั่วเช่นนั้น พบเห็นอามิส หรือทรัพย์เข้า ณ ที่ใด ย่อมคิดประทุษร้าย และครั้นได้แล้วก็ละสหายนั้นไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาสฺมเส แปลว่าไม่พึงคุ้นเคย อีกอย่างหนึ่ง พระบาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน มีคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า บุคคลไม่ควรคุ้นเคย. บทว่า กตปาปมฺหิ คือ ในคนทำบาปไว้ครั้งแรก. บทว่าอลิกวาทิเน คือ ไม่พึงคุ้นเคยแม้ในคนที่มักพูดเท็จ เพราะว่า ขึ้นชื่อว่าบาปที่บุคคลผู้มักพูดเท็จนั้นไม่พึงทำ ย่อมไม่มี.
บทว่า นาสฺมเส อตฺตตฺถปญฺมฺหิ ความว่า บุคคลใดมีปัญญาคิดแต่ประโยชน์ตนเท่านั้น คือ ไม่ได้คบด้วยสามารถแห่งเสน่หาแต่มีความต้องการทรัพย์เหล่านั้นจึงคบ แม้ในบุคคลผู้มีปัญญาคิดแต่ประโยชน์ตนนั้น ก็ไม่ควรคุ้นเคย. บทว่า อติสนฺเต ได้แก่ ในบุคคลผู้แสร้งทำสงบเสงี่ยมด้วยการแสดงความสงบในภายนอก ทั้ง ๆที่ความสงบในภายในไม่มีอยู่เลย คือ ในบุคคลผู้หลอกลวง ผู้ปกปิดการงาน ผู้เช่นกับอสรพิษที่ปกปิดรู.
บทว่า โคปิปาสกชาติกา คือ ราวกะมีชาติกระหายน้ำแห่งโคทั้งหลาย อธิบายว่า เป็นเช่นกับด้วยโคที่กระหายน้ำ พระโพธิสัตว์แสดงความนี้ไว้ว่า เปรียบเหมือนโคตัวที่กระหายน้ำลงสู่ท่าแล้วดื่มน้ำจนเต็มปาก แต่ไม่กระทำสิ่งที่ควรกระทำแก่น้ำอีกฉันใด บุคคลบางพวกก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทำที่จะกล้ำกลืนมิตรด้วยคำอันอ่อนหวานว่า จะทำสิ่งโน้นสิ่งนี้ให้ แต่แล้วก็ไม่กระทำสิ่งที่ควรแก่คำอันไพเราะ ความคุ้นเคยในบุคคลเช่นนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายอันใหญ่หลวง.
บทว่า สุกฺขญฺชลิปคฺคหีตา คือ เป็นคนชูมืออันเปล่า. บทว่าวาจาย ปลิคุณฺิตา คือ ปกปิดด้วยคำว่า จักให้จักทำสิ่งนั้น. บทว่า มสุสฺเผคฺคู ความว่า มนุษย์ผู้หาแก่นสารมิได้เห็นปานนี้ ชื่อว่าเป็นมนุษย์กระพี้. บทว่า นาสิเท ได้แก่ ไม่ควรนั่งใกล้คือ ไม่ควรเข้าไปใกล้ในบุคคลนั้นเห็นปานนี้.
บทว่า ยสฺมึ นตฺถิ ความว่า อนึ่ง ความกตัญญูไม่มีในบุคคลใด แม้ในบุคคลนั้น ก็ไม่ควรนั่งใกล้. บทว่า อญฺญฺจิตฺตานํ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยจิตอันไม่แน่นอน อธิบายว่า ผู้มีจิตกลับกลอก. พระโพธิสัตว์แสดงความนี้ไว้ว่า บุคคลไม่ควรคุ้นเคยต่อสตรีหรือบุรุษผู้เห็นปานนี้.
บทว่า นานา วิกตฺวา สํสคฺคํ พระโพธิสัตว์แสดงว่า แม้บุคคลใดกระทำความเกี่ยวข้องให้แจ้งชัด คือ กระทำให้มั่นด้วยเหตุต่าง ๆเพื่อจะทำอันตรายด้วยโวหารว่า ใคร ๆ ไม่อาจเพื่อไม่เข้าไปทำสิ่งที่ไม่เป็นอันตรายแก่เขาได้. ดังนี้แล้วทำอันตรายในภายหลัง บุคคลแม้เช่นนั้นก็ไม่ควรคุ้นเคย คือ ไม่ควรสนิทสนม.
บทว่า อนริยกมฺมํ โอกฺกนฺตํ ได้แก่ ผู้หยั่งลงสู่กรรมของผู้ไม่ประเสริฐ คือ ผู้ทุศีลทั้งหลายดำรงอยู่. บทว่า อิตํ ได้แก่ ผู้ไม่มั่นคง คือ ผู้มีคำพูดอันไม่แน่นอน.
บทว่า สพฺพฆาตินํ คือ ผู้ได้โอกาสแล้วทำการกำจัดบุคคลไม่เลือกหน้า. บทว่า นิสิตํว ปฏิจฺฉนฺนํ คือ เหมือนดาบที่ลับแล้ว ปกปิดไว้ด้วยฝักหรือเศษผ้าฉะนั้น. บทว่า ตาทิสํปิ ความว่า บุคคลไม่ควรคุ้นเคย คนผู้มีใช่มิตรผู้เป็นคนเทียมมิตรแม้เห็นปานนี้.
บทว่า สาขลฺเยน คือ ด้วยดาพูดอันคมคาย. บทว่า อเจตสาแปลว่า อันไม่ตรงกับน้ำใจ จริงอยู่ คำพูดของบุคคลเหล่านั้นเท่านั้นกลมกล่อม ส่วนจิตกระด้างหยาบคายคนบางพวกในโลกนี้คอยเพ่งโทษเข้าไปหาด้วยอุบายต่าง ๆ. บทว่า ตาทิสํปิ ความว่า คนใดเป็นเช่นกับด้วยคนผู้มีใช่มิตรผู้เป็นคนเทียมมิตรเหล่านั้น คนแม้เช่นนั้นก็ไม่ควรคุ้นเคย.
บทว่า อามิสํ ได้แก่ ของควรเคี้ยวและของควรบริโภค. บทว่า ธนํ ได้แก่ สิ่งของที่เหลือตั้งต้นแต่ขาเตียง. บทว่า ยตฺถ ปสฺสติ คือ เห็น ณ ที่ใดในเรือนของสหาย. บทว่า ทุพฺภึ กโรติ ได้แก่ให้จิตคิดประทุษร้ายเกิดขึ้น คือ นำทรัพย์นั้นไป. บทว่า ตญฺจ หิตฺวาน คือ ครั้นได้ก็ละสหายแม้นั้นไป.
พญาไก่ได้กล่าวคาถา ๗ คาถาด้วยประการดังนี้ :-
พระศาสดาผู้เป็นธรรมราชา ได้ทรงภาษิตอภิสัมพุทธคาถา ๔คาถาดังนี้ว่า :-
มีคนเป็นจำนวนมาก ที่ปลอมเป็นมิตร มาคบหา บุคคลพึงละบุรุษชั่วเหล่านั้นเสีย เหมือนไก่ละเหยี่ยว ฉะนั้น. อนึ่ง บุคคลใดไม่รู้เท่าเหตุที่เกิดขึ้นได้ ฉับพลัน หลงไปตามอำนาจศัตรู บุคคลนั้น ย่อมเดือนร้อนในภายหลัง. ส่วนบุคคลใดรู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นได้ ฉับพลัน บุคคลนั้นย่อมพ้นจากการเบียดเบียน ของศัตรู เหมือนไก่พ้นจากเหยี่ยว ฉะนั้น. คนผู้มีปัญญาเครื่องพิจารณา ควรเว้น บุคคลผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม มักทำการกำจัดอยู่ เป็นนิตย์ เหมือนแร้วที่เขาดักไว้ในป่า เช่นนั้น เสียให้ห่างไกล เหมือนไก่ในป่าไผ่ละเว้น ํ เหยี่ยว ฉะนั้น. เหยี่ยว ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชเห กาปุริเส เหเต ความว่าภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตพึงละบุรุษชั่วเหล่านั้นเสีย ก็ หิ อักษรในพระคาถานี้เป็นเพียงนิบาต.
บทว่า ปจฺฉา จ มนุตปฺปติ คือ ย่อมเดือดร้อนในภายหลังบทว่า กูฏมิโวฑฺฑิตํ คือ เหมือนแร้วที่เขาดักไว้ในป่าเพื่อต้องการจะให้เนื้อในป่ามาติดฉะนั้น. บทว่า นิจฺจวิธํสการินํ แปลว่า ผู้มักทำการกำจัดอยู่เป็นนิจ. บทว่า วํสกานเน แปลว่า ในป่าไผ่ นรชนผู้มีปัญญาเครื่องพิจารณา ควรเว้นบาปมิตร ผู้มักทำการกำจัดเสียเหมือนไก่ในป่าไผ่ละเว้นเหยี่ยว ฉะนั้น.
พระยาไก่นั้นครั้นกล่าวคาถาแล้ว เรียกเหยี่ยวมาขู่ว่า ถ้าเราจักอยู่ในที่นี้ เราจักตอบแทนการกระทำของเจ้า แม้เหยี่ยวก็ได้หนีจากที่นั้นไปในที่อื่น.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อนพระเทวทัตก็พยายามฆ่าเราอย่างนี้ดังนี้แล้วทรงประชุมชาดกว่า เหยี่ยวในครั้งนั้น ได้เป็นพระเทวทัตในบัดนี้ ส่วนพญาไก่ในครั้งนั้น. ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากุกกุฏชาดกที่ ๑๐
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๘๙๕–๙๐๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทสกนิบาตชาดก ๓๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
กุกฺกุฏชาตกํ
นาสฺมเส กตปาปมฺหีติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต วธาย ปริสกฺกนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ธมฺมสภายมฺหิ ภิกฺขู เทวทตฺตสฺส อคุณกถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส เทวทตฺโต ธนุคฺคหาทิปโยชเนน ทสพลสฺส วธตฺถเมว อุปายํ กโรตีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพเปส มยฺหํ วธาย ปริสกฺกติเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต โกสมฺพิยํ โกสมฺพิโก นาม ราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต เอกสฺมึ เวฬุวเน กุกฺกุฏโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา อเนกสตกุกฺกุฏปริวาโร อรญฺเญ วสติ ฯ ตสฺสาวิทูเร เอโก เสโน วสติ ฯ โส อุปาเยน เอเกกํ กุกฺกุฏํ คเหตฺวา ขาทนฺโต ฐเปตฺวา โพธิสตฺตํ เสเส ขาทิ ฯ โพธิสตฺโต เอกโกว อโหสิ ฯ โส อปฺปมตฺโต เวลาย โคจรํ คเหตฺวา เวฬุคฺคหนํ ปวิสิตฺวา วสติ ฯ โส เสโน ตํ คณฺหิตุํ อสกฺโกนฺโต เอเกน นํ อุปาเยน อุปลาเปตฺวา คณฺหิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ตสฺสาวิทูเร สาขาย นิลียิตฺวา สมฺม กุกฺกุฏราช ตฺวํ มยฺหํ กสฺมา ภายสิ อหํ ตยา สทฺธึ วิสฺสาสํ กาตุกาโม อสุโก นาม ปเทโส สมฺปนฺนโคจโร ตตฺถ อุโภปิ โคจรํ คเหตฺวา อญฺญมญฺญํ ปิยสํวาสํ วสิสฺสามาติ อาห ฯ อถ นํ โพธิสตฺโต อาห สมฺม มยฺหํ ตยา สทฺธึ วิสฺสาโส นาม นตฺถิ คจฺฉ ตฺวนฺติ ฯ สมฺม ตฺวํ มยฺหํ ปุพฺเพ กตปาปตาย น สทฺทหสิ อิโต ปฏฺฐาย เอวรูปํ น กริสฺสามีติ ฯ น จ มยฺหํ ตาทิเสน สหาเยน อตฺโถ คจฺเฉว ตฺวนฺติ ฯ อิติ นํ ยาวตติยํ ปฏิกฺขิปิตฺวา เอตฺตเกหิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ปุคฺคเลน สทฺธึ วิสฺสาโส นาม กาตุํ น วฏฺฏตีติ วนฆฏํ อุนฺนาเทนฺโต เทวตาสุ สาธุการํ ททมานาสุ ธมฺมกถํ สมุฏฐเปนฺโต อิมา คาถาโย อชฺฌภาสิ
นาสฺมเส กตปาปมฺหิ นาสฺมเส อลิกวาทิเน
นาสฺมเส อตฺตตฺถปญฺญมฺหิ อติสนฺเตปิ นาสฺมเส ฯ
ภวนฺติ เหเก ปุริสา โคปิปาสกชาติกา
ฆสนฺติ มญฺเญ มิตฺตานิ วาจาย น จ กมฺมุนา ฯ
สุกฺขญฺชลิปคฺคหีตา วาจาย ปลิคุณฺฐิตา
มนุสฺสเผคฺคู นาสิเท ยสฺมึ นตฺถิ กตญฺญุตา ฯ
น หิ อญฺญญฺญจิตฺตานํ อิตฺถีนํ ปุริสาน วา
นานา วิกตฺวา สํสคฺคํ ตาทิสํปิ หิ นาสฺมเส ฯ
อนริยกมฺมํ โอกฺกนฺตํ อฐิตํ สพฺพฆาตินํ
นิสิตํว ปฏิจฺฉนฺนํ ตาทิสํปิ หิ นาสฺมเส ฯ
มิตฺตรูเป อิเธกจฺเจ สาขลฺเยน อเจตสา
วิวิเธหิ อุปาเยหิ ตาทิสํปิ หิ นาสฺมเส ฯ
อามิสํ วา ธนํ วาปิ ยตฺถ ปสฺสติ ตาทิโส
ทุพฺภึ กโรติ ทุมฺเมโธ ตญฺจ หิตฺวาน คจฺฉตีติ ฯ
ตตฺถ นาสฺมเสติ นสฺสเส ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ น วิสฺสเสติ วุตฺตํ โหติ ฯ กตปาปมฺหีติ ปฐมํ กตปาเป ปุคฺคเล ฯ อลิกวาทิเนติ มุสาวาทิมฺหิปิ น วิสฺสเส ฯ ตสฺส หิ อกตฺตพฺพํ นาม ปาปํ นตฺถิ ฯ นาสฺมเส อตฺตตฺถปญฺญมฺหีติ อตฺตโน อตฺถายเอว ยสฺส ปญฺญา เสฺนหวเสน น ภชติ ธนตฺถิโกว ภชติ ตสฺมึ อตฺตตฺถ- ปญฺเญปิ น วิสฺสเส ฯ อติสนฺเตติ อนฺโต อุปสเม อวิชฺชมาเนเยว จ พหิ อุปสมทสฺสเนน อติสนฺเต วิย ปฏิจฺฉนฺนกมฺมนฺเตปิ พิลปฏิจฺฉนฺนอาสีวิสสทิเส กุหกปุคฺคเล ฯ โคปิปาสกชาติกาติ คุนฺนํ ปิปาสกชาติกา วิย ปิปาสิตโคสทิสาติ วุตฺตํ โหติ ฯ ยถา ปิปาสิตคาโว ติตฺถํ โอตริตฺวา มุขปูรํ อุทกํ ปิวนฺติ น ปน อุทกสฺส กตฺตพฺพยุตฺตกํ กโรนฺติ เอวเมว เอกจฺเจ อิทญฺจิทญฺจ กริสฺสามาติ มธุรวจเนน มิตฺตานิ ฆสนฺติ ปิยวจนานุจฺฉวิกํ ปน น กโรนฺติ ตาทิเสสุ วิสฺสาโส มหโต อนตฺถาย โหตีติ ทีเปติ ฯ สุขญฺชลิปคฺคหีตาติ ปคฺคหีตริตฺตตุจฺฉอญฺชลิโน ฯ วาจาย ปลิคุณฺฐิตาติ อิทํ ทสฺสาม กริสฺสามาติ วจเนน ปฏิจฺฉาทิตา ฯ มนุสฺสเผคฺคูติ เอวรูปา อสารกา มนุสฺสา มนุสฺสเผคฺคู นาม ฯ นาสิเทติ นาสิเท เอวรูเป น อุปคจฺเฉยฺย ฯ ยสฺมึ นตฺถีติ ยสฺมึ จ ปุคฺคเล กตญฺญุตา นตฺถิ ตํปิ นาสิเทติ อตฺโถ ฯ อญฺญญฺญจิตฺตานนฺติ อญฺญญฺเญน จิตฺเตน สมนฺนาคตานํ ลหุจิตฺตานนฺติ อตฺโถ ฯ เอวรูปานํ อิตฺถีนํ ปุริสานํ วา น วิสฺสเสติ ทีเปติ ฯ นานา วิกตฺวา สํสคฺคนฺติ โยปิ น สกฺกา อนุปคนฺตฺวา เอตสฺส อนนฺตรายํ กาตุนฺติ อนฺตรายกรณตฺถํ นานากรเณหิ สํสคฺคํ อาวีกตฺวา ทฬฺหํ กริตฺวา ปจฺฉา อนฺตรายํ กโรติ ตาทิสํปิ ปุคฺคลํ นาสฺมเส น วิสฺสาเสยฺยาติ ทสฺเสติ ฯ อนริยกมฺมํ โอกฺกนฺตนฺติ อนริยานํ ทุสฺสีลานํ กมฺมํ โอตริตฺวา ฐิตํ ฯ อฐิตนฺติ อถิรํ อปฺปติฏฺฐิตวจนํ ฯ สพฺพฆาตินนฺติ โอกาสํ ลภิตฺวา สพฺเพสํ อุปฆาตกรํ ฯ นิสิตํว ปฏิจฺฉนฺนนฺติ โกสิยา วา ปิโลติกาย วา ปฏิจฺฉนฺนํ นิสิตํ ขคฺคมิว ฯ ตาทิสํปีติ เอวรูปํปิ อมิตฺตํ มิตฺตปฏิรูปกํ น วิสฺสาเสยฺย ฯ สาขลฺเยนาติ มฏฺฐวจเนน ฯ อเจตสาติ อจิตฺตเกน ฯ วจนเมว หิ เนสํ มฏฺฐํ จิตฺตํ ปน ถทฺธํ ผรุสํ ฯ วิวิเธหิ อุปาเยหิ โอตาราเปกฺขา อุปคจฺฉนฺติ ฯ ตาทิสํปีติ โย เอเตหิ อมิตฺเตหิ มิตฺตปฏิรูปเกหิ สทิโส โหติ ตํปิ น วิสฺสาเสยฺยาติ อตฺโถ ฯ อามิสนฺติ ขาทนีย- โภชนียํ ฯ ธนนฺติ มญฺจปฏิปาทกํ อาทึ กตฺวา อวเสสํ ฯ ยตฺถ ปสฺสตีติ สหายเคเห ยสฺมึ ฐาเน ปสฺสติ ฯ ทุพฺภึ กโรตีติ ทุพฺภิจิตฺตํ อุปฺปาเทติ ตํ ธนํ หรติ ฯ ตญฺจ หิตฺวานาติ ตญฺจ สหายกํปิ หิตฺวา คจฺฉติ ฯ อิติ อิมา สตฺต คาถา กุกฺกุฏราชา กเถสิ ฯ
มิตฺตรูเปน พหโว ฉนฺนา เสวนฺติ สตฺตโว
ชเห กาปุริเส เหเต กุกฺกุโฏ วิย เสนกํ ฯ
โย จ อุปฺปติตํ อตฺถํ น ขิปฺปมนุพุชฺฌติ
อมิตฺตวสมนฺเวติ ปจฺฉา จ มนุตปฺปติ ฯ
โย จ อุปฺปติตํ อตฺถํ ขิปฺปเมว นิโพธติ
มุจฺจเต สตฺตุสมฺพาธา กุกฺกุโฏ วิย เสนกา ฯ
ตํ ตาทิสํ กูฏมิโวฑฺฑิตํ วเน
อธมฺมิกํ นิจฺจวิธํสการินํ
อารา วิวชฺเชยฺย นโร วิจกฺขโณ
เสนํ ยถา กุกฺกุโฏ วํสกานเนติ อิติ อิมา จตสฺโส ธมฺมราเชน ภาสิตา อภิสมฺพุทฺธคาถา ฯ
ตตฺถ ชเห กาปุริเส เหเตติ ภิกฺขเว เอเต กาปุริเส ปณฺฑิโต ชเหยฺย ฯ หกาโร ปเนตฺถ นิปาตมตฺตํ ฯ ปจฺฉา จ มนุตปฺปตีติ ปจฺฉา จ อนุตปฺปติ ฯ กูฏมิโวฑฺฑิตนฺติ วเน มิคานํ พนฺธนตฺถาย กูฏปาสํ วิย โอฑฺฑิตํ ฯ นิจฺจวิธํสการินนฺติ นิจฺจํ วิทฺธํสนการกํ ฯ วํสกานเนติ วํสวเน ฯ ยถา วํสวเน กุกฺกุโฏ เสนํ วิวชฺเชติ เอวํ วิจกฺขโณ วิทฺธํสกเร ปาปมิตฺเต วิวชฺเชยฺย ฯ
โส หิ คาถา วตฺวา เสนํ อามนฺเตตฺวา สเจ อิมสฺมึ ฐาเน วสิสฺสสิ ชานิสฺสามิ เต กตฺตพฺพนฺติ ตชฺเชสิ ฯ เสโนปิ ตโต ปลายิตฺวา อญฺญตฺถ คโต ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว เทวทตฺโต ปุพฺเพปิ มยฺหํ วธาย ปริสกฺกตีติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา เสโน เทวทตฺโต อโหสิ กุกฺกุโฏ ปน อหเมวาติ ฯ
กุกฺกุฏชาตกํ ทสมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗