มัฏฐกุณฑลิชาดก
ว่าด้วยคนร้องไห้ถึงคนตายเป็นคนโง่เขลา
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๔๓๓ · บรรทัด ๕๘๑๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภกุฎุมพีผู้หนึ่งซึ่งลูกตาย จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า อลงฺกโต มฏฺกุณฑลี ดังนี้.
ได้ยินว่า ในพระนครสาวัตถี บุตรน้อยน่ารักของกุฎุมพีผู้เป็นพุทธอุปฐากคนหนึ่งได้ตายลง กุฎุมพีเพียบด้วยความเศร้าโศกถึงบุตรไม่อาบน้ำไม่บริโภคอาหาร ไม่ดูแลการงาน ไม่ไปที่บำรุงพระพุทธเจ้าบ่นเพ้ออยู่อย่างเดียวว่า ลูกรัก เจ้าจากพ่อไปก่อนแล้วเป็นต้น.
พระศาสดาตรวจดูสัตวโลกเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นอุปนิสัยโสดาปัตติผลของกุฎุมพีนั้น ครั้นรุ่งขึ้น พระองค์ทรงแวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี พอฉันเสร็จทรงส่งภิกษุทั้งหลายกลับ พระองค์ทรงมีพระอานันทเถระเป็นปัจฉาสมณะ ได้เสด็จไปที่ประตูเรือนกุฎุมพีนั้น คนทั้งหลายบอกแก่กุฎุมพีว่า พระศาสดาเสด็จมา. ลำดับนั้นคนในเรือนของกุฎุมพีได้ปูลาดอาสนะ แล้วนิมนต์พระศาสดาให้ประทับนั่ง ช่วยกันประคองกุฎุมพีมาเฝ้าพระศาสดา กุฎุมพีถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. พระศาสดาทรงใช้พระวาจาเยือกเย็นกอปรด้วยพระกรุณาทักทายแล้วตรัสถามว่า. อุบาสก ท่านเศร้าโศกถึงบุตรน้อยหรือ ? เมื่อกุฎุมพีกราบทูลว่า ถูกแล้วพระเจ้าข้า พระองค์ตรัสว่า อุบาสก โบราณกบัณฑิต เมื่อลูกตายก็เพียบด้วยความเศร้าโศกเที่ยวไป ครั้นได้ฟังถ้อยคำของบัณฑิตรู้โดยถ่องแท้ว่า เป็นฐานะที่ไม่ควรจะได้ แล้วก็มิได้เศร้าโศกแม้น้อยหนึ่งเลย กุฎุมพีนั้นทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ในพระนครพาราณสี บุตรของพราหมณ์ผู้มีสมบัติมากคนหนึ่ง เมื่ออายุได้ ๑๕, ๑๖ ปีถูกพยาธิชนิดหนึ่งเบียดเบียน ตายไปเกิดในเทวโลก ตั้งแต่บุตรนั้นตายพราหมณ์ไปป่าช้าคุ้ยเขี่ยกองฟอนคร่ำครวญอยู่ เลิกละการงานทุกอย่างเฝ้าแต่เที่ยวเศร้าโศก. เทพบุตรพิจารณาดูเห็นดังนั้น ทรงดำริว่า เราจักทำอุปมาอย่างหนึ่งระงับความโศก ครั้นเวลาพราหมณ์ไปป่าช้าคร่ำครวญอยู่จึงแปลงเพศเป็นบุตรของพราหมณ์นั้น ประดับด้วยอาภรณ์ทุกอย่างยืนอยู่ ณ ประเทศแห่งหนึ่ง เอามือทั้ง ๒ ไว้เหนือศีรษะร้องไห้ด้วยเสียงอันดัง. พราหมณ์ได้ยินเสียงจึงแลดูเทพบุตรจำแลงนั้น กลับได้ความรักในบุตร จึงได้เข้าไปใกล้เทพบุตร เมื่อจะถามว่า พ่อมาณพเหตุไรเจ้าจึงมาร้องไห้คร่ำครวญอยู่กลางป่าช้านี้ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ว่า :-
ท่านประดับแล้วด้วยอาภรณ์ต่าง ๆ มี ต่างหูเกลี้ยงเกลา ทัดทรงระเบียบดอกไม้ ลูบไล้กระแจะจันทน์สีเหลือง ท่านมีทุกข์ อะไรหรือ จึงมากอดอกคร่ำครวญอยู่ในกลาง ป่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลงฺกโต คือประดับแล้วด้วยอาภรณ์ต่าง ๆ. บทว่า มฏฺกุณฺฑลี คือประกอบด้วยต่างหูอันเกลี้ยงเกลา ซึ่งมีรูปร่างอันสำเร็จแล้ว. บทว่า มาลธารี คือทัดทรงระเบียบดอกไม้อันไพจิตร. บทว่า หริจนฺทนุสฺสโท คือลูบไล้ด้วยจันทน์มีสีดังทอง. บทว่า วนมชฺเฌ คือในกลางป่าช้า. บทว่า กึ ทุกฺขิโต ตุวํ ความว่า พราหมณ์กล่าวว่า ท่านมีความทุกข์อะไรหรือจงบอกมา เราจะให้สิ่งที่ท่านต้องการแก่ท่าน.
ลำดับนั้น มาณพเทพบุตรเมื่อจะบอกแก่พราหมณ์ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
เรือนรถงามแพรวพราว แล้วไปด้วย ทองคำของเรามีอยู่แล้ว เราหาล้อทั้ง ๒ ของ เรือนรถนั้นยังไม่ได้ ด้วยความทุกข์อันนั้น เราจักตายเป็นแน่. เมื่อพราหมณ์จะรับหาให้ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :ท่านต้องการรถชนิดไร รถทำด้วย ทองคำ แก้วมณี โลหะ หรือรูปิยะ จงบอก รถชนิดนั้นแก่เราเถิด เราจะทำรถให้แก่ท่าน จะหาล้อทั้งคู่ใส่ให้เสร็จ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาวท ความว่า ท่านต้องการรถชนิดไร ? ชอบใจรถชนิดไร ? จงบอกรถชนิดนั้นเถิด เราจะทำรถให้แก่ท่าน. บทว่า ปฏิปาทยามิ คือเราจะให้ท่านได้รับล้อทั้งคู่ที่เหมาะแก่เรือนรถ.
พระศาสดาผู้ตรัสรู้แล้ว ได้ตรัสด้วยคาถาที่มาณพฟังดังนั้นแล้วจึงได้กล่าวคาถา ว่า :-
พระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้ง ๒ งาม ผ่องใสอยู่ในวิถีทั้ง ๒ ลอยไปในอากาศ รถ ทองของเราย่อมงามด้วยพระจันทร์ และพระอาทิตย์นั้นอันเป็นคู่ล้อ. พราหมณ์ จึงกล่าวคาถาที่เหลือต่อจากนั้น ว่า :ดูก่อนมาณพ ท่านเป็นพาลแท้ ท่านได้ ปรารถนาสิ่งที่เขาไม่ปรารถนากัน เราเข้าใจ ว่าท่านนั้นจักตายเสียเปล่า ท่านจักไม่ได้ พระจันทร์และพระอาทิตย์เลย. พึงทราบอธิบายในคาถาที่พราหมณ์กล่าว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปตฺถยํ แปลว่า อันเขาไม่พึงปรารถนากัน.
ลำดับนั้น มาณพ จึงได้กล่าวคาถา ว่า :แม้ความอุทัยแลอัสดงของพระจันทร์ และพระอาทิตย์นั้นก็ยังปรากฏอยู่ สีสรร วรรณะ และวีถีทางของพระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้ง ๒ ก็ยังปรากฏอยู่ ส่วนบุคคลผู้ ล่วงลับไปแล้ว ย่อมไม่ปรากฏเลย บรรดาเรา ๒ คนผู้คร่ำครวญอยู่ ใครเล่าหนอจะเป็นคน โง่เขลายิ่งกว่ากัน ? พึงทราบอธิบายในคาถาที่มาณพกล่าว. การขึ้นและการอัสดง ชื่อว่า คมนาคมนํ ในคาถานั้น.
สีสรรนั่นแหละ ชื่อว่า วณฺณธาตุ ในคำว่า อุภเยตฺถ วีถิโยนี้ พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ คือแม้ภูมิเป็นที่ไปและเป็นที่มาของพระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้ง ๒ ย่อมปรากฏอยู่ในอากาศว่า นี้เป็นวิถีของพระจันทร์นี้เป็นวิถีของพระอาทิตย์.
บทว่า เปโต ปน ความว่า ส่วนสัตว์ผู้ไปแล้วสู่ปรโลกย่อมไม่ปรากฏเลย. บทว่า โก นุ โข ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นบรรดาเรา ๒ คนผู้คร่ำครวญอยู่ ใครเล่าหนอจะเป็นคนเขลายิ่งกว่ากัน.
เมื่อมาณพกล่าวอยู่อย่างนี้ พราหมณ์กำหนดความได้ จึงได้กล่าวคาถา ว่า :-
แน่ะมาณพ ท่านพูดจริง บรรดาเรา ทั้ง ๒ ผู้คร่ำครวญอยู่ เรานี่แหละเป็นคน โง่เขลายิ่งกว่าท่าน เราปรารถนาผู้ตายไปยัง ปรโลกแล้ว เหมือนเด็กร้องไห้อยากได้พระจันทร์ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า จนฺทํ วิย ทารโก ความว่าเด็กชาวบ้านวัยหนุ่ม พึงร้องไห้เพื่อต้องการพระจันทร์ด้วยกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงให้พระจันทร์แก่เราเถิด ดังนี้ ฉันใด แม้เราก็ปรารถนาผู้ตายไปยังปรโลกแล้วฉันนั้นเหมือนกัน.
พราหมณ์หายเศร้าโศกด้วยถ้อยคำของมาณพ เมื่อจะกล่าวชมเชยมาณพ จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-
น่าสรรเสริญ ท่านมารดเราผู้เร่าร้อนให้ สงบระงับดับความกระวนกระวายทั้งปวงได้ เหมือนบุคคลดับไฟที่ติดเปรียบด้วยน้ำฉะนั้น. ท่านได้ถอนลูกศรที่เสียบแทงหทัยของ เราออกได้แล้ว ได้บรรเทาความโศกถึงบุตร ของเราผู้ถูกความโศกครอบงำแล้วหนอ. ดูก่อนมาณพ เราเป็นผู้ถอนลูกศรได้ แล้ว ปราศจากความโศก ไม่มีความขุ่นมัว เรา จะไม่เศร้าโศก จะไม่ร้องไห้ เพราะได้ฟัง ถ้อยคำของท่าน.
ลำดับนั้น มาณพกล่าวสอนพราหมณ์ว่า ท่านพราหมณ์ท่านร้องไห้เพื่อประโยชน์แก่บุตรคนใด บุตรคนนั้นคือตัวข้าพเจ้าเป็นบุตรของท่าน ข้าพเจ้าเกิดในเทวโลกตั้งแต่นี้ท่านอย่าได้เศร้าโศกถึงเรา จงให้ทาน รักษาศีล กระทำอุโบสถกรรมดังนี้แล้ว ไปสู่วิมานของตนแม้พราหมณ์ก็ดีตั้งอยู่ในโอวาทของมาณพนั้น ทำบุญมีให้ทานเป็นต้นตายแล้วไปเกิดในเทวโลก.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศสัจธรรมเวลาจบสัจจะ กุฎุมพีดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า เทพบุตรผู้แสดงธรรมในครั้งนั้น คือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถามัฏฐกุณฑลิชาดกที่ ๑๑
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๙๐๕–๙๑๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทสกนิบาตชาดก ๕๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
มฏฺฐกุณฺฑลิชาตกํ
อลงฺกโต มฏฺฐกุณฺฑลีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ มตปุตฺตํ กุฏุมฺพิกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
สาวตฺถิยํ กิเรกสฺส พุทฺธุปฏฺฐากสฺส กุฏุมฺพิกสฺส ปิยปุตฺตโก กาลมกาสิ ฯ โส ปุตฺตโสกสมปฺปิโต น นหายติ น ภุญฺชติ น กมฺมนฺเต วิจาเรติ น พุทฺธุปฏฺฐานํ คจฺฉติ เกวลํ ปิยปุตฺตก มํ โอหาย ปฐมตรํ คโตสีติ อาทีนิ วตฺวา วิลปติ ฯ สตฺถา ปจฺจูสสมเย โลกํ โอโลเกนฺโต ตสฺส โสตาปตฺติผลูปนิสฺสยํ ทิสฺวา ปุนทิวเส ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา กตภตฺตกิจฺโจ ภิกฺขู อุยฺโยเชตฺวา อานนฺทตฺเถเรน ปจฺฉาสมเณน ตสฺส เคหทฺวารํ อคมาสิ ฯ สตฺถุ อาคตภาวํ กุฏุมฺพิกสฺส อาโรเจสุํ ฯ อถสฺส เคหชโน อาสนานิ ปญฺญเปตฺวา สตฺถารํ นิสีทาเปตฺวา กุฏุมฺพิกํ ปริคฺคเหตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ อาเนสิ ฯ ตํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺนํ สตฺถา กรุณาสีตเลน วจเนน อามนฺเตตฺวา กึ อุปาสก ปุตฺตกํ อนุโสจสีติ ปุจฺฉิตฺวา อาม ภนฺเตติ วุตฺเต อุปาสก โปราณกปณฺฑิตา ปุตฺเต กาลกเต โสกสมปฺปิตา วิจรนฺตาปิ ปณฺฑิตานํ กถํ สุตฺวา อลภนียฏฺฐานนฺติ ตตฺตโต ญตฺวา อปฺปมตฺตกํปิ โสกํ น กรึสูติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต เอกสฺส มหาวิภวสฺส พฺราหฺมณสฺส ปุตฺโต ปญฺจทสโสฬสวสฺสกาเล เอเกน พฺยาธินา ผุฏฺโฐ กาลํ กตฺวา เทวโลเก นิพฺพตฺติ ฯ พฺราหฺมโณ ตสฺส กาลกิริยโต ปฏฺฐาย สุสานํ คนฺตฺวา ฉาริกปุญฺชํ อาวิชฺฌนฺโต ปริเทวนฺโต สพฺพกมฺมนฺเต ปจฺฉินฺทิตฺวา โสกสมปฺปิโต วิจรติ ฯ เทวปุตฺโต อนุวิจรนฺโต ตํ ทิสฺวา เอกํ อุปมํ กตฺวา โสกํ หริสฺสามีติ ตสฺส สุสานํ คนฺตฺวา ปริเทวนกาเล ตสฺเสว ปุตฺตวณฺณี หุตฺวา สพฺพาภรณปฏิมณฺฑิโต เอกสฺมึ ปเทเส ฐตฺวา อุโภ หตฺเถ สีเส ฐเปตฺวา มหาสทฺเทน ปริเทวิ ฯ พฺราหฺมโณ สทฺทํ สุตฺวา ตํ โอโลเกตฺวา ปุตฺตเปมํ ปฏิลภิตฺวา ตสฺส สนฺติเก ฐตฺวา ตาต มาณว อิมสฺมึ สุสานมชฺเฌ กสฺมา ปริเทวสีติ ปุจฺฉนฺโต ปฐมํ คาถมาห
อลงฺกโต มฏฺฐกุณฺฑลี
มาลธารี หริจนฺทนุสฺสโท
พาหา ปคฺคยฺห กนฺทสิ
วนมชฺเฌ กึ ทุกฺขิโต ตุวนฺติ ฯ
ตตฺถ อลงฺกโตติ นานาภรณวิภูสิโต ฯ มฏฺฐกุณฺฑลีติ กรณปรินิฏฺฐิเตหิ มฏฺเฐหิ กุณฺฑเลหิ สมนฺนาคโต ฯ มาลธารีติ วิจิตฺร- กุสุมมาลธโร ฯ หริจนฺทนุสฺสโทติ สุวณฺณวณฺเณน จนฺทเนน อนุลิตฺโต ฯ วนมชฺเฌติ สุสานมชฺเฌ ฯ กึ ทุกฺขิโต ตุวนฺติ กึการณา ทุกฺขิโต ตฺวํ อาจิกฺข อหนฺเต ยํ อิจฺฉสิ ตํ ทสฺสามีติ อาห ฯ
อถสฺส กเถนฺโต มาณโว ทุติยํ คาถมาห
สุวณฺณมโย ปภสฺสโร
อุปฺปนฺโน รถปญฺชโร มม
ตสฺส จกฺกยุคํ น วินฺทามิ
เตน ทุกฺเขน ชเหสฺสามิ ชีวิตนฺติ ฯ
พฺราหฺมโณ สมฺปฏิจฺฉนฺโต ตติยํ คาถมาห
โสวณฺณมยํ มณิมยํ
โลหมยํ อถ รูปิยมยํ
อถ ปาวท รถํ การยามิ เต
จกฺกยุคํ ปฏิปาทยามีติ ฯ
ตตฺถ ปาวทาติ ยาทิเสน เต อตฺโถ ยาทิสํ โรจสิ ตาทิสํ วท อหํ เต รถํ การยามิ ฯ ปฏิปาทยามีติ ปญฺชรานุรูปํ จกฺกยุคํ ตํ อธิคจฺฉาเปมิ ฯ
ตํ สุตฺวา มาณเวน กถิตาย คาถาย สตฺถา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา กเถสิ
จนฺทิมสุริยา อุภยตฺถ ภาตโร
เวหาย สงฺคมา
โสวณฺณมโย รโถ มม
เตน จกฺกยุเคน โสภตีติ ฯ
เสสํ พฺราหฺมโณ ตทนนฺตรํ อาห
พาโล โข ตฺวํสิ มาณว
โย ตฺวํ ปตฺถยสิ อปตฺถยํ
มญฺญามิ ตุวํ มริสฺสสิ
น ตฺวํ ลจฺฉสิ จนฺทิมสุริเยติ ฯ
พฺราหฺมเณน วุตฺตคาถายํ ตตฺถ อปตฺถยนฺติ อปตฺเถตพฺพํ ฯ
ตโต มาณโว อาห
คมนาคมนํ ปทิสฺสติ วณฺณธาตุ อุภเยตฺถ วีถิโย
เปโต ปน เนว ทิสฺสติ โก นุ โข กนฺทตํ พาลฺยตโรติ ฯ
มาณเวน วุตฺตคาถาย ตตฺถ คมนาคมนนฺติ อุคฺคมนญฺจ อฏฺฐงฺคมนญฺจ ฯ วณฺโณเยว วณฺณธาตุ อุภเยตฺถ วีถิโยติ เอตฺถ อากาเส อยํ จนฺทสฺส วีถิ อยํ สุริยสฺสาติ เอวํ อุภยคมนา- คมนภูมิโยปิ ปญฺญายนฺติ ฯ เปโต ปนาติ ปรโลกคตสตฺโต ปน น ทิสฺสเตว ฯ โก นุ โขติ เอวํ สนฺเต อมฺหากํ ทฺวินฺนํ กนฺทนฺตานํ โก นุ โข พาลฺยตโรติ ฯ
เอวํ มาณเว กเถนฺเต พฺราหฺมโณ สลฺลกฺเขตฺวา คาถมาห
สจฺจํ โข วทสิ มาณว
อหเมว กนฺทตํ พาลฺยตโร
จนฺทํ วิย ทารโก รุทํ
เปตํ กาลกตาภิปตฺถเยติ ฯ
ตตฺถ จนฺทํ วิย ทารโกติ ยถา ทหโร คามทารโก จนฺทํ เม เทถาติ จนฺทสฺสตฺถาย โรเทยฺย เอวํ อหํปิ เปตํ กาลกตํ อภิปตฺเถมีติ ฯ
อิติ พฺราหฺมโณ มาณวสฺส กถาย นิสฺโสโก หุตฺวา ตสฺส ถุตึ กโรนฺโต เสสคาถา อภาสิ
อาทิตฺตํ วต มํ สนฺตํ ฆตสิตฺตํว ปาวกํ
วารินา วิย โอสิญฺจิ สพฺพํ นิพฺพาปเย ทรํ ฯ
อพฺพูฬฺหํ วต เม สลฺลํ ยมาสิ หทยนิสฺสิตํ
โย เม โสกปเรตสฺส ปุตฺตโสกํ อปานุทิ ฯ
โสหํ อพฺพูฬฺหสลฺโลสฺมิ วีตโสโก อนาวิโล
น โสจามิ น โรทามิ ตว สุตฺวาน มาณวาติ ฯ
อถ นํ มาณโว พฺราหฺมณ ยสฺสตฺถาย ตฺวํ โรทสิ อหนฺเต ปุตฺโต อหํ เทวโลเก นิพฺพตฺโต อิโต ปฏฺฐาย มา มํ อนุโสจิ ทานํ เทหิ สีลํ รกฺขาหิ อุโปสถกมฺมํ กโรหีติ โอวทิตฺวา สกฏฺฐานเมว คโต ฯ พฺราหฺมโณปิ ตสฺโสวาเท ฐตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา กาลํ กตฺวา เทวโลเก นิพฺพตฺติ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน กุฏุมฺพิโก โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา ธมฺมเทสกเทวปุตฺโต อหเมว อโหสีติ ฯ
มฏฺฐกุณฺฑลิชาตกํ เอกาทสมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗