ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มัฏฐกุณฑลิชาดก
ชาดกที่ ๔๔๙ · ทสกนิบาตชาดก

มัฏฐกุณฑลิชาดก

ว่าด้วยคนร้องไห้ถึงคนตายเป็นคนโง่เขลา

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๔๓๓ · บรรทัด ๕๘๑๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมัฏฐกุณฑลิชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภกุฎุมพีผู้หนึ่งซึ่งลูกตาย จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า อลงฺกโต มฏฺกุณฑลี ดังนี้.

ได้ยินว่า ในพระนครสาวัตถี บุตรน้อยน่ารักของกุฎุมพีผู้เป็นพุทธอุปฐากคนหนึ่งได้ตายลง กุฎุมพีเพียบด้วยความเศร้าโศกถึงบุตรไม่อาบน้ำไม่บริโภคอาหาร ไม่ดูแลการงาน ไม่ไปที่บำรุงพระพุทธเจ้าบ่นเพ้ออยู่อย่างเดียวว่า ลูกรัก เจ้าจากพ่อไปก่อนแล้วเป็นต้น.

พระศาสดาตรวจดูสัตวโลกเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นอุปนิสัยโสดาปัตติผลของกุฎุมพีนั้น ครั้นรุ่งขึ้น พระองค์ทรงแวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี พอฉันเสร็จทรงส่งภิกษุทั้งหลายกลับ พระองค์ทรงมีพระอานันทเถระเป็นปัจฉาสมณะ ได้เสด็จไปที่ประตูเรือนกุฎุมพีนั้น คนทั้งหลายบอกแก่กุฎุมพีว่า พระศาสดาเสด็จมา. ลำดับนั้นคนในเรือนของกุฎุมพีได้ปูลาดอาสนะ แล้วนิมนต์พระศาสดาให้ประทับนั่ง ช่วยกันประคองกุฎุมพีมาเฝ้าพระศาสดา กุฎุมพีถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. พระศาสดาทรงใช้พระวาจาเยือกเย็นกอปรด้วยพระกรุณาทักทายแล้วตรัสถามว่า. อุบาสก ท่านเศร้าโศกถึงบุตรน้อยหรือ ? เมื่อกุฎุมพีกราบทูลว่า ถูกแล้วพระเจ้าข้า พระองค์ตรัสว่า อุบาสก โบราณกบัณฑิต เมื่อลูกตายก็เพียบด้วยความเศร้าโศกเที่ยวไป ครั้นได้ฟังถ้อยคำของบัณฑิตรู้โดยถ่องแท้ว่า เป็นฐานะที่ไม่ควรจะได้ แล้วก็มิได้เศร้าโศกแม้น้อยหนึ่งเลย กุฎุมพีนั้นทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ในพระนครพาราณสี บุตรของพราหมณ์ผู้มีสมบัติมากคนหนึ่ง เมื่ออายุได้ ๑๕, ๑๖ ปีถูกพยาธิชนิดหนึ่งเบียดเบียน ตายไปเกิดในเทวโลก ตั้งแต่บุตรนั้นตายพราหมณ์ไปป่าช้าคุ้ยเขี่ยกองฟอนคร่ำครวญอยู่ เลิกละการงานทุกอย่างเฝ้าแต่เที่ยวเศร้าโศก. เทพบุตรพิจารณาดูเห็นดังนั้น ทรงดำริว่า เราจักทำอุปมาอย่างหนึ่งระงับความโศก ครั้นเวลาพราหมณ์ไปป่าช้าคร่ำครวญอยู่จึงแปลงเพศเป็นบุตรของพราหมณ์นั้น ประดับด้วยอาภรณ์ทุกอย่างยืนอยู่ ณ ประเทศแห่งหนึ่ง เอามือทั้ง ๒ ไว้เหนือศีรษะร้องไห้ด้วยเสียงอันดัง. พราหมณ์ได้ยินเสียงจึงแลดูเทพบุตรจำแลงนั้น กลับได้ความรักในบุตร จึงได้เข้าไปใกล้เทพบุตร เมื่อจะถามว่า พ่อมาณพเหตุไรเจ้าจึงมาร้องไห้คร่ำครวญอยู่กลางป่าช้านี้ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ว่า :-

ท่านประดับแล้วด้วยอาภรณ์ต่าง ๆ มี ต่างหูเกลี้ยงเกลา ทัดทรงระเบียบดอกไม้ ลูบไล้กระแจะจันทน์สีเหลือง ท่านมีทุกข์ อะไรหรือ จึงมากอดอกคร่ำครวญอยู่ในกลาง ป่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลงฺกโต คือประดับแล้วด้วยอาภรณ์ต่าง ๆ. บทว่า มฏฺกุณฺฑลี คือประกอบด้วยต่างหูอันเกลี้ยงเกลา ซึ่งมีรูปร่างอันสำเร็จแล้ว. บทว่า มาลธารี คือทัดทรงระเบียบดอกไม้อันไพจิตร. บทว่า หริจนฺทนุสฺสโท คือลูบไล้ด้วยจันทน์มีสีดังทอง. บทว่า วนมชฺเฌ คือในกลางป่าช้า. บทว่า กึ ทุกฺขิโต ตุวํ ความว่า พราหมณ์กล่าวว่า ท่านมีความทุกข์อะไรหรือจงบอกมา เราจะให้สิ่งที่ท่านต้องการแก่ท่าน.

ลำดับนั้น มาณพเทพบุตรเมื่อจะบอกแก่พราหมณ์ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

เรือนรถงามแพรวพราว แล้วไปด้วย ทองคำของเรามีอยู่แล้ว เราหาล้อทั้ง ๒ ของ เรือนรถนั้นยังไม่ได้ ด้วยความทุกข์อันนั้น เราจักตายเป็นแน่. เมื่อพราหมณ์จะรับหาให้ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :ท่านต้องการรถชนิดไร รถทำด้วย ทองคำ แก้วมณี โลหะ หรือรูปิยะ จงบอก รถชนิดนั้นแก่เราเถิด เราจะทำรถให้แก่ท่าน จะหาล้อทั้งคู่ใส่ให้เสร็จ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาวท ความว่า ท่านต้องการรถชนิดไร ? ชอบใจรถชนิดไร ? จงบอกรถชนิดนั้นเถิด เราจะทำรถให้แก่ท่าน. บทว่า ปฏิปาทยามิ คือเราจะให้ท่านได้รับล้อทั้งคู่ที่เหมาะแก่เรือนรถ.

พระศาสดาผู้ตรัสรู้แล้ว ได้ตรัสด้วยคาถาที่มาณพฟังดังนั้นแล้วจึงได้กล่าวคาถา ว่า :-

พระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้ง ๒ งาม ผ่องใสอยู่ในวิถีทั้ง ๒ ลอยไปในอากาศ รถ ทองของเราย่อมงามด้วยพระจันทร์ และพระอาทิตย์นั้นอันเป็นคู่ล้อ. พราหมณ์ จึงกล่าวคาถาที่เหลือต่อจากนั้น ว่า :ดูก่อนมาณพ ท่านเป็นพาลแท้ ท่านได้ ปรารถนาสิ่งที่เขาไม่ปรารถนากัน เราเข้าใจ ว่าท่านนั้นจักตายเสียเปล่า ท่านจักไม่ได้ พระจันทร์และพระอาทิตย์เลย. พึงทราบอธิบายในคาถาที่พราหมณ์กล่าว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปตฺถยํ แปลว่า อันเขาไม่พึงปรารถนากัน.

ลำดับนั้น มาณพ จึงได้กล่าวคาถา ว่า :แม้ความอุทัยแลอัสดงของพระจันทร์ และพระอาทิตย์นั้นก็ยังปรากฏอยู่ สีสรร วรรณะ และวีถีทางของพระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้ง ๒ ก็ยังปรากฏอยู่ ส่วนบุคคลผู้ ล่วงลับไปแล้ว ย่อมไม่ปรากฏเลย บรรดาเรา ๒ คนผู้คร่ำครวญอยู่ ใครเล่าหนอจะเป็นคน โง่เขลายิ่งกว่ากัน ? พึงทราบอธิบายในคาถาที่มาณพกล่าว. การขึ้นและการอัสดง ชื่อว่า คมนาคมนํ ในคาถานั้น.

สีสรรนั่นแหละ ชื่อว่า วณฺณธาตุ ในคำว่า อุภเยตฺถ วีถิโยนี้ พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ คือแม้ภูมิเป็นที่ไปและเป็นที่มาของพระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้ง ๒ ย่อมปรากฏอยู่ในอากาศว่า นี้เป็นวิถีของพระจันทร์นี้เป็นวิถีของพระอาทิตย์.

บทว่า เปโต ปน ความว่า ส่วนสัตว์ผู้ไปแล้วสู่ปรโลกย่อมไม่ปรากฏเลย. บทว่า โก นุ โข ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นบรรดาเรา ๒ คนผู้คร่ำครวญอยู่ ใครเล่าหนอจะเป็นคนเขลายิ่งกว่ากัน.

เมื่อมาณพกล่าวอยู่อย่างนี้ พราหมณ์กำหนดความได้ จึงได้กล่าวคาถา ว่า :-

แน่ะมาณพ ท่านพูดจริง บรรดาเรา ทั้ง ๒ ผู้คร่ำครวญอยู่ เรานี่แหละเป็นคน โง่เขลายิ่งกว่าท่าน เราปรารถนาผู้ตายไปยัง ปรโลกแล้ว เหมือนเด็กร้องไห้อยากได้พระจันทร์ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า จนฺทํ วิย ทารโก ความว่าเด็กชาวบ้านวัยหนุ่ม พึงร้องไห้เพื่อต้องการพระจันทร์ด้วยกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงให้พระจันทร์แก่เราเถิด ดังนี้ ฉันใด แม้เราก็ปรารถนาผู้ตายไปยังปรโลกแล้วฉันนั้นเหมือนกัน.

พราหมณ์หายเศร้าโศกด้วยถ้อยคำของมาณพ เมื่อจะกล่าวชมเชยมาณพ จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-

น่าสรรเสริญ ท่านมารดเราผู้เร่าร้อนให้ สงบระงับดับความกระวนกระวายทั้งปวงได้ เหมือนบุคคลดับไฟที่ติดเปรียบด้วยน้ำฉะนั้น. ท่านได้ถอนลูกศรที่เสียบแทงหทัยของ เราออกได้แล้ว ได้บรรเทาความโศกถึงบุตร ของเราผู้ถูกความโศกครอบงำแล้วหนอ. ดูก่อนมาณพ เราเป็นผู้ถอนลูกศรได้ แล้ว ปราศจากความโศก ไม่มีความขุ่นมัว เรา จะไม่เศร้าโศก จะไม่ร้องไห้ เพราะได้ฟัง ถ้อยคำของท่าน.

ลำดับนั้น มาณพกล่าวสอนพราหมณ์ว่า ท่านพราหมณ์ท่านร้องไห้เพื่อประโยชน์แก่บุตรคนใด บุตรคนนั้นคือตัวข้าพเจ้าเป็นบุตรของท่าน ข้าพเจ้าเกิดในเทวโลกตั้งแต่นี้ท่านอย่าได้เศร้าโศกถึงเรา จงให้ทาน รักษาศีล กระทำอุโบสถกรรมดังนี้แล้ว ไปสู่วิมานของตนแม้พราหมณ์ก็ดีตั้งอยู่ในโอวาทของมาณพนั้น ทำบุญมีให้ทานเป็นต้นตายแล้วไปเกิดในเทวโลก.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศสัจธรรมเวลาจบสัจจะ กุฎุมพีดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า เทพบุตรผู้แสดงธรรมในครั้งนั้น คือเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถามัฏฐกุณฑลิชาดกที่ ๑๑

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๙๐๕–๙๑๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทสกนิบาตชาดก · ๕๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

มฏฺฐกุณฺฑลิชาตกํ

อลงฺกโต มฏฺฐกุณฺฑลีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ มตปุตฺตํ กุฏุมฺพิกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

สาวตฺถิยํ กิเรกสฺส พุทฺธุปฏฺฐากสฺส กุฏุมฺพิกสฺส ปิยปุตฺตโก กาลมกาสิ ฯ โส ปุตฺตโสกสมปฺปิโต น นหายติ น ภุญฺชติ น กมฺมนฺเต วิจาเรติ น พุทฺธุปฏฺฐานํ คจฺฉติ เกวลํ ปิยปุตฺตก มํ โอหาย ปฐมตรํ คโตสีติ อาทีนิ วตฺวา วิลปติ ฯ สตฺถา ปจฺจูสสมเย โลกํ โอโลเกนฺโต ตสฺส โสตาปตฺติผลูปนิสฺสยํ ทิสฺวา ปุนทิวเส ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา กตภตฺตกิจฺโจ ภิกฺขู อุยฺโยเชตฺวา อานนฺทตฺเถเรน ปจฺฉาสมเณน ตสฺส เคหทฺวารํ อคมาสิ ฯ สตฺถุ อาคตภาวํ กุฏุมฺพิกสฺส อาโรเจสุํ ฯ อถสฺส เคหชโน อาสนานิ ปญฺญเปตฺวา สตฺถารํ นิสีทาเปตฺวา กุฏุมฺพิกํ ปริคฺคเหตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ อาเนสิ ฯ ตํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺนํ สตฺถา กรุณาสีตเลน วจเนน อามนฺเตตฺวา กึ อุปาสก ปุตฺตกํ อนุโสจสีติ ปุจฺฉิตฺวา อาม ภนฺเตติ วุตฺเต อุปาสก โปราณกปณฺฑิตา ปุตฺเต กาลกเต โสกสมปฺปิตา วิจรนฺตาปิ ปณฺฑิตานํ กถํ สุตฺวา อลภนียฏฺฐานนฺติ ตตฺตโต ญตฺวา อปฺปมตฺตกํปิ โสกํ น กรึสูติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต เอกสฺส มหาวิภวสฺส พฺราหฺมณสฺส ปุตฺโต ปญฺจทสโสฬสวสฺสกาเล เอเกน พฺยาธินา ผุฏฺโฐ กาลํ กตฺวา เทวโลเก นิพฺพตฺติ ฯ พฺราหฺมโณ ตสฺส กาลกิริยโต ปฏฺฐาย สุสานํ คนฺตฺวา ฉาริกปุญฺชํ อาวิชฺฌนฺโต ปริเทวนฺโต สพฺพกมฺมนฺเต ปจฺฉินฺทิตฺวา โสกสมปฺปิโต วิจรติ ฯ เทวปุตฺโต อนุวิจรนฺโต ตํ ทิสฺวา เอกํ อุปมํ กตฺวา โสกํ หริสฺสามีติ ตสฺส สุสานํ คนฺตฺวา ปริเทวนกาเล ตสฺเสว ปุตฺตวณฺณี หุตฺวา สพฺพาภรณปฏิมณฺฑิโต เอกสฺมึ ปเทเส ฐตฺวา อุโภ หตฺเถ สีเส ฐเปตฺวา มหาสทฺเทน ปริเทวิ ฯ พฺราหฺมโณ สทฺทํ สุตฺวา ตํ โอโลเกตฺวา ปุตฺตเปมํ ปฏิลภิตฺวา ตสฺส สนฺติเก ฐตฺวา ตาต มาณว อิมสฺมึ สุสานมชฺเฌ กสฺมา ปริเทวสีติ ปุจฺฉนฺโต ปฐมํ คาถมาห

อลงฺกโต มฏฺฐกุณฺฑลี

มาลธารี หริจนฺทนุสฺสโท

พาหา ปคฺคยฺห กนฺทสิ

วนมชฺเฌ กึ ทุกฺขิโต ตุวนฺติ ฯ

ตตฺถ อลงฺกโตติ นานาภรณวิภูสิโต ฯ มฏฺฐกุณฺฑลีติ กรณปรินิฏฺฐิเตหิ มฏฺเฐหิ กุณฺฑเลหิ สมนฺนาคโต ฯ มาลธารีติ วิจิตฺร- กุสุมมาลธโร ฯ หริจนฺทนุสฺสโทติ สุวณฺณวณฺเณน จนฺทเนน อนุลิตฺโต ฯ วนมชฺเฌติ สุสานมชฺเฌ ฯ กึ ทุกฺขิโต ตุวนฺติ กึการณา ทุกฺขิโต ตฺวํ อาจิกฺข อหนฺเต ยํ อิจฺฉสิ ตํ ทสฺสามีติ อาห ฯ

อถสฺส กเถนฺโต มาณโว ทุติยํ คาถมาห

สุวณฺณมโย ปภสฺสโร

อุปฺปนฺโน รถปญฺชโร มม

ตสฺส จกฺกยุคํ น วินฺทามิ

เตน ทุกฺเขน ชเหสฺสามิ ชีวิตนฺติ ฯ

พฺราหฺมโณ สมฺปฏิจฺฉนฺโต ตติยํ คาถมาห

โสวณฺณมยํ มณิมยํ

โลหมยํ อถ รูปิยมยํ

อถ ปาวท รถํ การยามิ เต

จกฺกยุคํ ปฏิปาทยามีติ ฯ

ตตฺถ ปาวทาติ ยาทิเสน เต อตฺโถ ยาทิสํ โรจสิ ตาทิสํ วท อหํ เต รถํ การยามิ ฯ ปฏิปาทยามีติ ปญฺชรานุรูปํ จกฺกยุคํ ตํ อธิคจฺฉาเปมิ ฯ

ตํ สุตฺวา มาณเวน กถิตาย คาถาย สตฺถา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา กเถสิ

จนฺทิมสุริยา อุภยตฺถ ภาตโร

เวหาย สงฺคมา

โสวณฺณมโย รโถ มม

เตน จกฺกยุเคน โสภตีติ ฯ

เสสํ พฺราหฺมโณ ตทนนฺตรํ อาห

พาโล โข ตฺวํสิ มาณว

โย ตฺวํ ปตฺถยสิ อปตฺถยํ

มญฺญามิ ตุวํ มริสฺสสิ

น ตฺวํ ลจฺฉสิ จนฺทิมสุริเยติ ฯ

พฺราหฺมเณน วุตฺตคาถายํ ตตฺถ อปตฺถยนฺติ อปตฺเถตพฺพํ ฯ

ตโต มาณโว อาห

คมนาคมนํ ปทิสฺสติ วณฺณธาตุ อุภเยตฺถ วีถิโย

เปโต ปน เนว ทิสฺสติ โก นุ โข กนฺทตํ พาลฺยตโรติ ฯ

มาณเวน วุตฺตคาถาย ตตฺถ คมนาคมนนฺติ อุคฺคมนญฺจ อฏฺฐงฺคมนญฺจ ฯ วณฺโณเยว วณฺณธาตุ อุภเยตฺถ วีถิโยติ เอตฺถ อากาเส อยํ จนฺทสฺส วีถิ อยํ สุริยสฺสาติ เอวํ อุภยคมนา- คมนภูมิโยปิ ปญฺญายนฺติ ฯ เปโต ปนาติ ปรโลกคตสตฺโต ปน น ทิสฺสเตว ฯ โก นุ โขติ เอวํ สนฺเต อมฺหากํ ทฺวินฺนํ กนฺทนฺตานํ โก นุ โข พาลฺยตโรติ ฯ

เอวํ มาณเว กเถนฺเต พฺราหฺมโณ สลฺลกฺเขตฺวา คาถมาห

สจฺจํ โข วทสิ มาณว

อหเมว กนฺทตํ พาลฺยตโร

จนฺทํ วิย ทารโก รุทํ

เปตํ กาลกตาภิปตฺถเยติ ฯ

ตตฺถ จนฺทํ วิย ทารโกติ ยถา ทหโร คามทารโก จนฺทํ เม เทถาติ จนฺทสฺสตฺถาย โรเทยฺย เอวํ อหํปิ เปตํ กาลกตํ อภิปตฺเถมีติ ฯ

อิติ พฺราหฺมโณ มาณวสฺส กถาย นิสฺโสโก หุตฺวา ตสฺส ถุตึ กโรนฺโต เสสคาถา อภาสิ

อาทิตฺตํ วต มํ สนฺตํ ฆตสิตฺตํว ปาวกํ

วารินา วิย โอสิญฺจิ สพฺพํ นิพฺพาปเย ทรํ ฯ

อพฺพูฬฺหํ วต เม สลฺลํ ยมาสิ หทยนิสฺสิตํ

โย เม โสกปเรตสฺส ปุตฺตโสกํ อปานุทิ ฯ

โสหํ อพฺพูฬฺหสลฺโลสฺมิ วีตโสโก อนาวิโล

น โสจามิ น โรทามิ ตว สุตฺวาน มาณวาติ ฯ

อถ นํ มาณโว พฺราหฺมณ ยสฺสตฺถาย ตฺวํ โรทสิ อหนฺเต ปุตฺโต อหํ เทวโลเก นิพฺพตฺโต อิโต ปฏฺฐาย มา มํ อนุโสจิ ทานํ เทหิ สีลํ รกฺขาหิ อุโปสถกมฺมํ กโรหีติ โอวทิตฺวา สกฏฺฐานเมว คโต ฯ พฺราหฺมโณปิ ตสฺโสวาเท ฐตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา กาลํ กตฺวา เทวโลเก นิพฺพตฺติ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน กุฏุมฺพิโก โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา ธมฺมเทสกเทวปุตฺโต อหเมว อโหสีติ ฯ

มฏฺฐกุณฺฑลิชาตกํ เอกาทสมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๔๘. กุกกุฏชาดกชาดกถัดไป๔๕๐. พิลารโกสิยชาดก