ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มกสชาดก
ชาดกที่ ๔๔ · เอกกนิบาตชาดก · อัตถกามวรรค

มกสชาดก

ว่าด้วยมีศัตรูผู้มีปัญญาดีกว่ามีมิตรโง่

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๔ · บรรทัด ๒๙๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมกสชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระบรมศาสดา เมื่อเสด็จจาริกไปในหมู่ชนชาวมคธทรงปรารภพวกมนุษย์ชาวบ้านที่เป็นพาล ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งจึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า " เสยฺโย อมิตฺโต " ได้ยินมาว่า ในสมัยหนึ่งพระตถาคตเจ้าเสด็จจากพระนครสาวัตถี ไปสู่แคว้นมคธ ขณะกำลังเสด็จจาริกไปในแคว้นมคธนั้น ทรงบรรลุถึงบ้านตำบลหนึ่ง. แม้บ้านหมู่นั้น ก็หนาแน่นไปด้วยพวกมนุษย์อันธพาลโดยมาก. ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พวกมนุษย์อันธพาล ประชุมปรึกษากันว่า ท่านทั้งหลาย พวกยุงมันรุมกัดเรา ขณะที่ไปทําการงานในป่า เพราะเหตุนั้น การงานของเราทั้งหลายจึงขาดไป พวกเราจักถือธนูแลอาวุธ ครบมือทีเดียว พากันไปรบกับฝูงยุง ฆ่ามันเสีย แทงมันเสีย ให้ตายให้หมด ดังนี้แล้วพากันไป ต่างก็หมายมั่นว่า เราจักแทงฝูงยุง กลับไปทิ่มแทงประหารกันเอง ต่างคนต่างก็เจ็บป่วยกลับมา นอนอยู่ภายในบ้านก็มี ที่กลางบ้านก็มี ที่ประตูบ้านก็มี. พระบรมศาสดา แวดล้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้าไปสู่บ้านนั้นเพื่อบิณฑบาต. หมู่คนที่เป็นบัณฑิตที่เหลือ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงสร้างมณฑปที่ประตูบ้าน ถวายมหาทานแก่พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขถวายบังคมพระศาสดา นั่งอยู่แล้ว. ครั้งนั้น พระศาสดา ทอดพระเนตรเห็นคนทั้งหลาย ล้มนอนเจ็บในที่นั้น ๆ ก็ตรัสถามอุบาสกเหล่านั้นว่า คนเหล่านี้ไปทำอะไรกันมา จึงได้เจ็บป่วยกันมากมาย ? อุบาสกเหล่านั้นก็กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญคนเหล่านี้คบคิดกันว่า พวกเราจักทำการรบกับฝูงยุง แล้วพากันยกไป กลับไปรบกันเอง เลยเจ็บป่วยไปตาม ๆ กัน. พระศาสดาตรัสว่า มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พวกมนุษย์อันธพาลคบคิดกันว่า เราจักประหารฝูงยุง กลับประหารตนเอง แม้ในครั้งก่อนก็เคยเป็นพวกมนุษย์ที่คิดว่าจักประหารยุง แต่กลับประหารผู้อื่นมาแล้วเหมือนกัน แล้วทรงดุษณี ต่อเมื่อพวกมนุษย์เหล่านั้นทูลอาราธนา แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เลี้ยงชีวิตด้วยการค้า. ครั้งนั้นที่บ้านชายแดนแห่งหนึ่ง ในแคว้นกาสี มีพวกช่างไม้อาศัยอยู่มากด้วยกัน. ช่างไม้หัวล้านคนหนึ่ง ในหมู่ช่างไม้เหล่านั้น กำลังตากไม้ ขณะนั้นมียุงตัวหนึ่ง บินมาจับที่ศีรษะ ซึ่งคล้ายกับกระโหลกทองแดงคว่ำ แล้วกัดศีรษะด้วยจะงอยปาก เหมือนกับประหารด้วยหอก. ช่างไม้จึงบอกลูกของตน ผู้นั่งอยู่ใกล้ ๆ ว่าไอ้หนู ยุงมันกัดศีรษะพ่อ เจ็บเหมือนถูกแทงด้วยหอก จงฆ่ามันเสีย. ลูกพูดว่า พ่อจงอยู่นิ่ง ๆ ฉันจะฆ่ามัน ด้วยการตบครั้งเดียวเท่านั้น. แม้ในเวลานั้น พระโพธิสัตว์ ก็กำลังเที่ยวแสวงหาสินค้าของตนอยู่ ลุถึงบ้านนั้น นั่งพักอยู่ในโรงของช่างไม้นั้น. เป็นเวลาเดียวกันกับที่ช่างไม้นั้น บอกลูกว่า ไอ้หนู ไล่ยุงนี้ที. ลูกขานรับว่า จ้ะพ่อ ฉันจะไล่มัน พูดพลางก็เงื้อขวานเล่มใหญ่คมกริบ ยืนอยู่ข้างหลังพ่อ ฟันลงมาเต็มที่ ด้วยคิดว่าจักประหารยุง เลยผ่าสมองของบิดาเสียสองซีก. ช่างไม้ถึงความตายในที่นั้นเอง. พระโพธิสัตว์เห็นการการทำของลูกช่างไม้แล้ว ได้คิดว่าถึงปัจจามิตรเป็นบัณฑิตก็ยังดีกว่า เพราะเขายังเกรงอาญาแผ่นดิน ไม่ถึงกับฆ่ามนุษย์ได้ แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า " ศัตรูผู้มีความรู้ ประเสริฐกว่ามิตรผู้ปราศจากความรู้ ไม่ประเสริฐเลย เพราะลูกชายผู้โง่เขลา คิดว่าจักฆ่ายุง กลับผ่าหัวของพ่อเสีย " ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสยฺโย ความว่า ประเสริฐ คือสูงสุด. บทว่า มติยา อุเปโต ความว่า ประกอบด้วยปัญญา. บทว่า เอลมูโค แปลว่า เซ่อเซอะ คือโง่เขลา. บทว่า ปุตฺโต ปิตุ อพฺภิทา อุตฺตมงฺคํ ความว่า เพราะความที่ตนเป็นคนโง่เขลา แม้เป็นบุตร คิดว่า เราจักฆ่ายุง ก็ยังผ่าหัวสมองของพ่อเสียแล่งเป็น ๒ ซีก เพราะเหตุนั้น บัณฑิตถึงจะเป็นศัตรู ก็ยังดีกว่ามิตรที่โง่ ๆ. พระโพธิสัตว์ ครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว ก็ลุกขึ้นไปทำงานตามหน้าที่. แม้พวกที่เป็นญาติก็ได้จัดการทำสรีรกิจของช่างไม้. พระบรมศาสดาตรัสว่า อุบาสกทั้งหลาย แม้ในครั้งก่อนก็ได้เคยมีมนุษย์ที่ได้คิดว่า เราจักประหารยุง แต่กลับประหารคนอื่นมาแล้วเหมือนกัน ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า ก็พ่อค้าบัณฑิตที่กล่าวคาถาแล้วหลีกไป ได้มาเป็นเราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถามกสชาดกที่ ๔

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๒๖–๒๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๔ มกสชาตกํ

เสยฺโย อมิตฺโตติ อิทํ สตฺถา มคเธสุ จาริกํ จรมาโน อญฺญตรสฺมึ คามเก พาลมนุสฺเส อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตถาคโต กิร เอกสฺมึ สมเย สาวตฺถิโต มคธรฏฺฐํ คนฺตฺวา ตตฺถ จาริกํ จรมาโน อญฺญตรํ คามํ สมฺปาปุณิ ฯ โสปิ คามโก เยภุยฺเยน อนฺธพาลมนุสฺเสหิเยว อุสฺสนฺโน ฯ อเถกทิวสํ อนฺธพาลมนุสฺสา สนฺนิปติตฺวา โภ อมฺเห อรญฺญํ ปวิสิตฺวา กมฺมํ กโรนฺเต มกสา ขาทนฺติ ตปฺปจฺจยา อมฺหากํ กมฺมจฺเฉโท โหติ สพฺเพว ธนูนิ เจว อาวุธานิ จ อาทาย คนฺตฺวา มกเสหิ สทฺธึ ยุชฺฌิตฺวา สพฺเพ มกเส วิชฺฌิตฺวา ฉินฺทิตฺวาว มาเรสฺสามาติ มนฺตยิตฺวา อรญฺญํ คนฺตฺวา มกเส วิชฺฌิสฺสามาติ อญฺญมญฺญํ วิชฺฌิตฺวา ปหริตฺวา จ ทุกฺขปฺปตฺตา อาคนฺตฺวา อนฺโตคาเม จ คามมชฺเฌ จ คามทฺวาเร จ นิปชฺชึสุ ฯ สตฺถา ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต ตํ คามํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ฯ อวเสสา ปณฺฑิตมนุสฺสา ภควนฺตํ ทิสฺวา คามทฺวาเร มณฺฑปํ กาเรตฺวา พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส มหาทานํ ทตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา นิสีทึสุ ฯ ตทา สตฺถา ตสฺมึ ตสฺมึ ฐาเน ปติเต มนุสฺเส ทิสฺวา เต อุปาสเก ปุจฺฉิ พหู อิเม คิลานมนุสฺสา กึ เอเตหิ กตนฺติ ฯ ภนฺเต เอเต มนุสฺสา มกสยุทฺธํ กริสฺสามาติ คนฺตฺวา อญฺญมญฺญํ วิชฺฌิตฺวา สยํ คิลานา ชาตาติ ฯ สตฺถา น อิทาเนว อนฺธพาลมนุสฺสา มกเส ปหริสฺสามาติ อตฺตานํ ปหรนฺติ ปุพฺเพปิ มกสํ ปหริสฺสามาติ ปรํ ปหรณกมนุสฺสา อเหสุํเยวาติ วตฺวา ตุณฺหี อโหสิ เตหิ มนุสฺเสหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต วณิชฺชาย ชีวิกํ กปฺเปสิ ฯ ตทา กาสีรฏฺเฐ เอกสฺมึ ปจฺจนฺตคาเม พหู วฑฺฒกี วสนฺติ ฯ ตตฺเถโก ขลฺลาตวฑฺฒกี รุกฺขํ ตจฺฉติ ฯ อถสฺส เอโก มกโส ตมฺพโลหถาลกปิฏฺฐิสทิเส สีเส นิสีทิตฺวา สตฺติยา ปหรนฺโต วิย สีสํ มุขตุณฺฑเกน วิชฺฌิ ฯ โส อตฺตโน สนฺติเก นิสินฺนํ ปุตฺตํ อาห ตาต มยฺหํ สีสํ มกโส สตฺติยา ปหรนฺโต วิย วิชฺฌติ มาเรหิ นนฺติ ฯ ตาต อธิวาเสหิ เอกปฺปหาเรน ตํ มาเรสฺสามีติ ฯ ตสฺมึ สมเย โพธิสตฺโตปิ อตฺตโน ภณฺฑํ ปริเยสมาโน ตํ คามํ ปตฺวา ตสฺส วฑฺฒกีสาลาย นิสินฺโน โหติ ฯ อถ โส วฑฺฒกี ปุตฺตํ อาห ตาต อิมํ มกสํ วาเรหีติ ฯ โส วาเรสฺสามิ ตาตาติ ติขิณํ มหาผรสุํ อุกฺขิปิตฺวา ปิตุ ปิฏฺฐิปสฺเส ฐตฺวา มกสํ ปหริสฺสามีติ ปิตุ มตฺถกํ ทฺวิธา ภินฺทิ ฯ วฑฺฒกี ตตฺเถว ชีวิตกฺขยํ ปตฺโต ฯ โพธิสตฺโต ตสฺส ตํ กมฺมํ ทิสฺวา ปจฺจามิตฺโตปิ ปณฺฑิโต เสยฺโย โส หิ ทณฺฑภเยนาปิ น มนุสฺสํ มาเรสฺสตีติ จินฺเตตฺวา อิมํ คาถมาห

เสยฺโย อมิตฺโต มติยา อุเปโต

น เตฺวว มิตฺโต มติวิปฺปหีโน

มกสํ วธิสฺสนฺติ หิ เอลมูโค

ปุตฺโต ปิตุ อพฺภิทา อุตฺตมงฺคนฺติ ฯ

ตตฺถ เสยฺโยติ ปวโร อุตฺตโม ฯ มติยา อุเปโตติ ปญฺญาย สมนฺนาคโต ฯ เอลมูโคติ ลาลามูโค พาโล ฯ ปุตฺโต ปิตุ อพฺภิทา อุตฺตมงฺคนฺติ อตฺตโน พาลตาย ปุตฺโตปิ หุตฺวา ปิตุ อุตฺตมงฺคํ มตฺถกํ มกสํ มาเรสฺสามีติ ทฺวิธา ภินฺทิ ตสฺมา พาลมิตฺตโต ปณฺฑิโต อมิตฺโตว เสยฺโยติ ฯ

อิมํ คาถํ วตฺวา โพธิสตฺโต อุฏฺฐาย ยถากมฺมํ คโต ฯ วฑฺฒกิสฺสาปิ ญาตกา สรีรกิจฺจํ อกํสุ ฯ

สตฺถา เอวํ อุปาสกา ปุพฺเพปิ มกสํ ปหริสฺสามาติ ปรํ ปหรณกมนุสฺสา อเหสุํเยวาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา คาถํ วตฺวา ปกฺกนฺโต ปณฺฑิตวาณิโช ปน อหเมว อโหสีติ ฯ

มกสชาตกํ จตุตฺถํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๓. เวฬุกชาดกชาดกถัดไป๔๕. โรหิณีชาดก