พิลารโกสิยชาดก
ว่าด้วยให้ทานไม่ได้เพราะเหตุ ๒ อย่าง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๔๔๓ · บรรทัด ๕๘๔๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้มีทานเป็นเครื่องปลื้มใจรูป ๑ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อปจนฺตาปิ ดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้นฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว บวชในพระศาสนา จำเดิมแต่บวชแล้ว เป็นผู้มีทานเป็นเครื่องปลื้มใจ มีอัธยาศัยยินดีในการให้ทาน ยังไม่ได้ให้บิณฑบาตที่ตกลงในบาตรแก่ผู้อื่นก่อนแล้วก็ไม่ฉัน โดยที่สุดได้แม้น้ำดื่มมา ยังไม่ให้แก่ผู้อื่นแล้วก็ไม่ดี ได้เป็นผู้ยินดียิ่งในทานด้วยอาการอย่างนี้.
ครั้งนั้นภิกษุทั้งหลายพากันพรรณนาคุณของภิกษุรูปนั้น ในธรรมสภา พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว รับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอมีทานเป็นเครื่องปลื้มใจ มีอัธยาศัยยินดีในการให้ทาน จริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเมื่อก่อนภิกษุนี้ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส แม้แต่หยดน้ำมันก็ไม่เอาปลายหญ้าคาจิ้มให้ใคร คราวนั้นเราทรมานเขาทำให้หมดพยศ ให้ตั้งอยู่ในผลแห่งทานแม้ในภพต่อ ๆ มา ก็ยังละทานวัตรนั้นไม่ได้ ภิกษุทั้งหลายทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลเศรษฐี เจริญวัยแล้วรวบรวมทรัพย์ไว้ได้มา ครั้นบิดาล่วงลับไปก็ได้ตำแหน่งเศรษฐี วันหนึ่งตรวจตราดูทรัพย์สมบัติแล้วคิดว่า ทรัพย์ยังปรากฏอยู่ แต่ผู้ที่ทำให้ทรัพย์เกิดขึ้นไม่ปรากฏ เราควรสละทรัพย์นี้ให้ทาน จึงให้สร้างโรงทานบำเพ็ญทานเป็นการใหญ่ตลอดชีวิต กาลเมื่อจะสิ้นอายุได้ให้โอวาทแก่บุตรไว้ว่าเจ้าอย่าตัดทานวัตรนี้เสีย แล้วตายไปเกิดเป็นท้าวสักกะ ณ ดาวดึงส์พิภพ. แม้บุตรของเศรษฐีนั้นก็ให้ทานเช่นนั้นเหมือนกัน แล้วกล่าวสอนบุตรครั้นสิ้นอายุ ได้เกิดเป็นจันทเทพบุตร บุตรของเขาได้เกิดเป็นสุริยเทพบุตร บุตรของเขาได้เกิดเป็นมาตลีสังคาหกเทพบุตร. บุตรของเขาได้เกิดเป็นคนธรรพ์เทพบุตร ชื่อปัญจสิขะ. แต่บุตรชั้นที่ ๖ เป็นคนไม่มีศรัทธา มีจิตกระด้างไม่รักการให้ทานเป็นคนตระหนี่. เขาให้คนรื้อโรงทานเผาเสีย ให้โบยตีพวกยาจกไล่ไปสิ้น แม้หยาดน้ำผึ้งก็ไม่รินให้แก่ใคร ๆ ด้วยหญ้าคา.
ในกาลครั้งนั้น ท้าวสักกเทวราชตรวจตราดูบุพกรรมของพระองค์ ใคร่ครวญว่า วงศ์ทานของเรายังเป็นไปอยู่หรือไม่หนอ ทรงทราบว่า บุตรของเราบำเพ็ญทานเกิดเป็นจันทเทพบุตร, บุตรของจันทเทพบุตรเกิดเป็นสุริยเทพบุตร, บุตรของสุริยเทพบุตรเกิดเป็นมาตลีเทพบุตร บุตรของมาตลีเทพบุตรเกิดเป็นปัญจสิขเทพบุตร แต่บุตรชั้นที่หกได้ตัดวงศ์ทานนั้นเสีย ครั้งนั้น พระองค์ได้ทรงมีพระดำริว่า เราจักทรมานเศรษฐีผู้มีใจลามกนี้ให้รู้จักผลทานแล้วจักมา พระองค์จึงรับสั่งให้หาจันทสุริย มาตลีและปัญจสิขเทพบุตรมาตรัสว่า ดูก่อนสหายเศรษฐีที่ ๖ ในวงศ์ของพวกเราตัดวงศ์ตระกูลขาดเสียแล้ว ให้เผาโรงทาน ให้ขับไล่พวกยาจกไปเสีย ไม่ให้อะไรแก่ใคร ๆ มาเถิดท่านทั้งหลาย พวกเราจักไปทรมานเศรษฐีนั้น ดังนี้แล้วได้เสด็จไปยังกรุงพาราณสีพร้อมด้วยเทพบุตรทั้ง ๔ นั้น.
ขณะนั้น เศรษฐีไปเฝ้าพระราชา แล้วมาแลดูระหว่างถนนอยู่ที่ซุ้มประตูที่ ๗ ท้าวสักกะตรัสกะเทพบุตรทั้ง ๔ ว่า เวลาเราเข้าไปแล้ว ท่านทั้งหลายจงตามเข้าไปโดยลำดับ ดังนี้แล้วไปยืนอยู่ในสำนักเศรษฐีตรัสว่า ดูก่อนมหาเศรษฐีผู้เจริญ ท่านจงให้โภชนะแก่ข้าพเจ้าบ้าง เศรษฐีกล่าวว่า ท่านพราหมณ์ที่นี้ไม่มีภัตสำหรับท่าน ไปที่อื่นเถิดท้าวสักกะตรัสว่า ท่านมหาเศรษฐีผู้เจริญ เมื่อพราหมณ์ทั้งหลายขอภัตท่านควรให้ เศรษฐีตอบว่า ท่านพราหมณ์ ภัตนี้หุงสุกแล้วก็ดี ที่จะพึงหุงก็ดี ไม่มีในเรือนของเรา ท่านจงไปที่อื่นเถิด. ท้าวสักกะตรัสว่าท่านมหาเศรษฐี เราจักกล่าวสรรเสริญท่านอย่างหนึ่งท่านจงฟัง เศรษฐีตอบว่า เราไม่ต้องการความสรรเสริญของท่าน ท่านจงไปเถิดอย่ายืนอยู่ที่นี้เลย ท้าวสักกะทำเป็นไม่ได้ยินคำของเศรษฐี ได้ตรัสคาถา ๒คาถาว่า :-
สัตบุรุษทั้งหลายแม้ไม่หุงกินเอง ได้ โภชนะมาแล้ว ก็ไม่ปรารถนาจะบริโภคผู้เดียว ท่านหุงโภชนะไว้มิใช่หรือ การที่ท่านให้นั้น ไม่สมควรแก่ท่าน. บุคคลให้ทานไม่ได้ด้วยเหตุ ๒ อย่างนี้ คือความตระหนี่ ๑ ความประมาท ๑ บัณฑิต ผู้รู้แจ้งเมื่อต้องการบุญพึงให้ทานแท้.
ความแห่งคาถาเหล่านั้นว่า ท่านมหาเศรษฐีผู้เจริญ สัตบุรุษทั้งหลายผู้สงบแล้ว แม้ไม่หุงกินเองก็ปรารถนาจะให้โภชนะแม้ที่ได้มาแล้วด้วยภิกขาจาร ย่อมไม่บริโภคผู้เดียว.
บทว่า กิเมว ตฺวํ ความว่า ทั้ง ๆ ที่ท่านหุงอยู่ก็ไม่ให้. บทว่าน ตํ สมํ ความว่า การที่ท่านไม่ให้นั้น ไม่สมควรคือไม่เหมาะแก่ท่าน. ก็บุคคลให้ทานไม่ได้ด้วยเหตุ ๒ อย่างคือ ความตระหนี่ ๑ ความประมาท ๑ ก็มนุษย์ผู้เป็นบัณฑิต ผู้รู้แจ้ง ผู้เช่นกับด้วยท่าน เมื่อต้องการบุญควรให้ทานทีเดียว.
เศรษฐีได้ฟังคำท้าวสักกะแล้วกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงเข้าไปนั่งที่เรือนเถิด จักได้หน่อยหนึ่ง ท้าวสักกะได้เข้าไปนั่งสวดสรรเสริญอยู่. ลำดับนั้น จันทเทพบุตรได้มาขอภัตกะเศรษฐีนั้นและเมื่อเศรษฐีกล่าวว่า ภัตสำหรับท่านไม่มีจงไปเสียเถิด จึงกล่าวว่า ท่านมหาเศรษฐีพราหมณ์คน ๑ นั่งอยู่แล้วภายในเรือน เห็นจะมีสวดพราหมณ์กระมังเราจักเข้าไปสวดบ้าง แม้เศรษฐีจะกล่าวว่า ไม่มีสวดพราหมณ์ท่านจงออกไป ก็กล่าวว่า ท่านมหาเศรษฐีเชิญท่านฟังบทสรรเสริญก่อนแล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
คนผู้ตระหนี่กลัวความยากจน ย่อมไม่ ให้อะไร ๆ แก่ผู้ใดเลย ความกลัวจนนั่นแหละ จะเป็นภัยแก่คนผู้ไม่ให้ คนตระหนี่ย่อมกลัว ความอยากข้าวอยากน้ำ ความกลัวนั่นแหละ จะกลับมาถูกต้องคนพาลทั้งในโลกนี้และโลก หน้า. เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงครอบงำมลทิน กำจัดความตระหนี่เสียแล้ว พึงให้ทานเถิด เพราะบุญย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายใน โลกหน้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส ภายติ ความว่า ย่อมกลัวความอยากข้าวอยากน้ำใดว่า เราให้แก่ชนเหล่าอื่นเสียแล้ว ก็จักกลายเป็นคนอยากข้าวอยากน้ำเสียเอง. บทว่า ตเมว เป็นต้น ความว่าความกลัว กล่าวคือความอยากข้าวอยากน้ำนั่นแหละ จะกลับมาถูกต้องคือเบียดเบียนคนพาลนั้น ทั้งในโลกนี้และโลกหน้าในที่ที่เขาเกิดแล้วเขาจะถึงความยากจนอย่างที่สุด. บทว่า มลาภิภู คิดครอบงำมลทินคือความตระหนี่.
เศรษฐีได้ฟังคำของจันทเทพบุตรแม้นั้นแล้วกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงเข้าไปจักได้หน่อยหนึ่ง จันทเทพบุตรเข้าไปนั่งใกล้ท้าวสักกะต่อจากนั้นสุริยเทพบุตรปล่อยให้เวลาล่วงไปหน่อยหนึ่งแล้วมา เมื่อขอภัตได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
ทานผู้ให้ให้ได้ยาก เพราะต้องครอบงำ ความตระหนี่ก่อนแล้วจึงให้ได้ การทำทานนั้น ทำยากแท้ อสัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมไม่ทำทาน ตามที่สัตบุรุษทำแล้ว ธรรมของสัตบุรุษอันคน อื่นรู้ได้ยาก. เพราะเหตุนั้น การไปจากโลกนี้ของ สัตบุรุษกับอสัตบุรุษจึงต่างกัน อสัตบุรุษย่อม ไปนรก สัตบุรุษย่อมไปสวรรค์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุทฺททํ ความว่า ขึ้นชื่อว่าทานบุคคลให้ได้ยาก เพราะผู้ที่จะให้ทานนั้นต้องครอบงำความตระหนี่เสียก่อนจึงให้ได้. บทว่า ทุกฺกรํ ความว่า การทำทานนั้นทำยากแท้คล้ายกับการรบศึก. บาทคาถาว่า อสนฺโต นานุกุพฺพนฺติ ความว่า พวกอสัตบุรุษไม่รู้จักผลแห่งทาน ก็ไม่เดินตามทางที่พวกสัตบุรุษเหล่านั้นดำเนินไปแล้ว. บทว่า สตํ ธมฺโม ความว่า ธรรมของสัตบุรุษคือพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย อันคนอื่นรู้ได้ยาก. บทว่า อสนฺโต ความว่าพวกอสัตบุรุษไม่ให้ทานด้วยอำนาจแห่งความตระหนี่ ย่อมไปสู่นรก.
เศรษฐีไม่เห็นว่าจะหยิบเอาของที่ควรหยิบยื่นให้ไปได้ จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเข้าไปนั่งอยู่ในสำนักพราหมณ์ทั้งหลาย จักได้หน่อยหนึ่ง. ต่อแต่นั้นมาตลีเทพบุตรปล่อยให้เวลาล่วงไปหน่อยหนึ่งแล้วมาขอภัต ในระหว่างที่เศรษฐีตอบว่า ไม่มีนั่นแหละ ได้กล่าวคาถาที่ ๗ว่า :-
บัณฑิตพวก ๑ ให้ไทยธรรมแม้มีส่วน เล็กน้อยได้ สัตว์บางพวกแม้มีไทยธรรมมากก็ ให้ไม่ได้ ทักษิณาทานที่บุคคลให้จากของเล็ก น้อย ก็นับว่าเสมอด้วยการให้จำนวนพัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมฺเปเก ปเวจฺฉนฺติ มีอธิบายว่าดูก่อนมหาเศรษฐี บุรุษผู้เป็นบัณฑิตบางพวก ย่อมแบ่งปัน คือย่อมให้ไทยธรรมแม้น้อย. บทว่า พหุนา เป็นต้น ความว่า สัตว์บางพวกแม้มีไทยธรรมมากก็ให้ไม่ได้ คือไม่ให้เลย.
ทานที่บุคคลเชื่อกรรมเชื่อผลแห่งกรรมแล้วให้ชื่อว่าทักษิณา.
บทว่า สหสฺเสน สมํ ความว่า ทักษิณาทานแม้ประมาณข้าวสักทัพพีเดียวที่บุคคลให้แล้วอย่างนี้ ก็นับว่าเสมอกับด้วยการให้จำนวนตั้งพัน คือเป็นเช่นกับ ด้วยการให้จำนวนตั้งพันนั่นเทียว เพราะมีผลมาก.
เศรษฐีกล่าวกะมาตลีเทพบุตรแม้นั้นว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเข้าไปนั่งเถิด ต่อจากนั้นปัญจสิขเทพบุตรปล่อยให้เวลาล่วงไปหน่อยหนึ่งแล้วมาขอภัต เมื่อเศรษฐีกล่าวว่า ไม่มีไปเสียเถิด จึงกล่าวว่า เราไม่เลยไป ในเรือนนี้เห็นจะมีสวดพราหมณ์กระมัง เมื่อจะเริ่มธรรมกถาแก่เศรษฐี จึงกล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :-
แม้ผู้ใดเที่ยวไปขออาหารมา ผู้นั้นชื่อว่า ประพฤติธรรม อนึ่ง บุคคลผู้เลี้ยงบุตรและ ภรรยาของตน เมื่อไทยธรรมมีน้อย ก็เฉลี่ยให้ แก่สมณะและพราหมณ์ บุคคลนั้นข้อว่าประพฤติธรรม เมื่อคนตั้งแสนฆ่าสัตว์มาบูชาแก่ คนผู้ควรบูชาจำนวนพัน อิสรภาพนับตั้งแสน นั้น ย่อมไม่ถึงแม้เสี้ยวแห่งผลทานของตน เข็ญใจผู้ยังไทยธรรมให้เกิดโดยชอบให้อยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ธรรมคือสุจริต ๓ประการ. บทว่า สมุจฺฉกํ ความว่า แม้ผู้ใดเที่ยวไปขออาหารดิบแลสุกตามบ้านก็ตาม นำผลาผลมาแต่ป่าก็ตาม ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติธรรมนั้นแล. บทว่า ทารญฺ จ โปสํ ความว่า อนึ่ง บุคคลผู้เลี้ยงบุตรและภรรยาของตน. บทว่า ททํ อปฺปกสฺมึ ความว่า แม้เมื่อไทยธรรมมีน้อย เมื่อเฉลี่ยให้แก่สมณะและพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ชื่อว่าประพฤติอยู่ซึ่งธรรม. บทว่า สตสหสฺสานํ สหสฺสยาคินํ ความว่ายัญที่คนตั้งแสนฆ่าสัตว์อื่นมาบูชาแก่คนที่ควรบูชาจำนวนพัน คือ เมื่ออิสรชนตั้งแสนบูชาแก่คนที่ควรบูชาจำนวนพันอยู่.
บทว่า กลฺลํปิ มาคฺฆนฺติ ตถาวิธสฺส เต ความว่า อิสรภาพนับตั้งแสนนั้น คือ ยัญที่บูชาแก่คนที่ควรบูชาจำนวนพัน ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งผลทานของทุคคตมนุษย์ ผู้ยังไทยธรรมให้เกิดขึ้นโดยธรรมสม่ำเสมอให้อยู่.
ลำดับนั้น เศรษฐีได้กำหนดฟังถ้อยคำของปัญจสิขเทพบุตรแล้วที่นั้นเศรษฐีเมื่อจะถามถึงเหตุแห่งการบูชาอันไร้ผล กะปัญจสิขเทพบุตรนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :-
เพราะเหตุไร ยัญนี้ก็ไพบูลย์มีค่ามาก จึงไม่เท่าค่าแห่งผลทานที่บุคคลให้โดยชอบ ธรรมเล่า ? ไฉนอิสรภาพนับด้วยแสนของผู้ ที่บูชามากมายหลายพันนั้น จึงไม่เท่าแม้ส่วน เสี้ยวแห่งผลทานของตนเข็ญใจผู้ยังไทยธรรม ให้เกิดโดยชอบให้อยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยญฺโ ความว่า การให้และการบูชา. ชื่อว่าไพบูลย์ด้วยสามารถแห่งการบริจาคทรัพย์นับด้วยแสน และชื่อว่ามีค่ามาก เพราะมีผลไพบูลย์ บทว่า สเมน ทินฺนสฺส ความว่าเพราะเหตุไรจึงไม่เท่าค่าแห่งผลทานที่บุคคลให้โดยชอบธรรมเล่า ? บทว่า กถํ สหสฺสานํ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ ไฉนอิสรภาพนับด้วยแสนของคนที่บูชาจำนวนพัน ๆ คือ ของคนจำนวนมากมายหลายพัน จงไม่ถึงเสี้ยวที่ ๖ แห่งผลทานของทุคคตมนุษย์คนเดียว ผู้ยังไทยธรรมให้เกิดโดยธรรมแล้วให้อยู่.
ลำดับนั้น ปัญจสิขเทพบุตรเมื่อจะกล่าวแก่เศรษฐีนั้น ได้กล่าวคาถาสุดท้ายว่า :-
เพราะว่าคนบางพวกตั้งอยู่ในกายกรรม เป็นต้น อันไม่เสมอกัน ทำสัตว์ให้ลำบากบ้าง ฆ่าให้ตายบ้าง ทำให้เศร้าโศกบ้าง แล้วจึงให้ ทาน ทักขิณาทานนั้น. มีหน้าชุ่มไปด้วยน้ำตา พร้อมทั้งอาชญา จึงไม่เท่าถึงส่วนเสี้ยวแห่งผล ทานที่บุคคลให้แล้วโดยชอบธรรม เพราะอย่าง นี้อิสรภาพนับด้วยแสน ของผู้ที่บูชามากมาย หลายพันเหล่านั้น จึงไม่เท่าถึงส่วนเสี้ยวแห่ง ผลทานของคนเข็ญใจผู้ยังไทยธรรมให้เกิดโดย ชอบให้อยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสเม คือ ตั้งอยู่ในกายกรรมเป็นต้นอันไม่เสมอกัน. บทว่า ฆตฺวา คือ ทำสัตว์ให้ลำบาก. บทว่า วธิตฺวา คือ ทำสัตว์ให้ตาย. บทว่า โสจยิตฺวา คือ ทำสัตว์ให้มีความเศร้าโศก.
เศรษฐีนั้น ฟังธรรมกถาของปัญจสิขเทพบุตรแล้ว กล่าวว่าถ้าเช่นนั้นไปเถิดท่านจงเข้าไปนั่งในเรือน จะให้หน่อยหนึ่ง ปัญจสิขเทพบุตรได้ไปนั่งในสำนักของพราหมณ์เหล่านั้น ลำดับนั้น พิลารโกสิยเศรษฐีเรียกทาสีคน ๑ มาสั่งว่า เจ้าจงให้ข้าวลีบแก่พราหมณ์เหล่านี้คนละทะนาน นางทาสีถือทะนานข้าวเปลือกเข้าไปหาพราหมณ์แล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงเอาข้าวเปลือกเหล่านี้ไปหุงกิน ณ ที่ใดที่หนึ่งพราหมณ์ทั้งหลายกล่าวว่า พวกเราไม่ต้องการข้าวเปลือก พวกเราไม่จับต้องข้าวเปลือก นางทาสีบอกเศรษฐีว่า ได้ยินว่าพราหมณ์ทั้งหลายไม่จับต้องข้าวเปลือก เศรษฐีกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงให้ข้าวสารแก่พราหมณ์เหล่านั้น นางทาสีได้ถือเอาข้าวสารไปให้พวกพราหมณ์แล้วกล่าวว่า ท่านพราหมณ์ทั้งหลาย ขอพวกท่านจงรับเอาข้าวสารเถิดพราหมณ์ทั้งหลายกล่าวว่า พวกเราไม่รับของดิบ นางทาสีบอกเศรษฐีว่า ข้าแต่นายได้ยินว่า พราหมณ์ทั้งหลายไม่รับของบิดา เศรษฐีกล่าวว่าถ้าเช่นนั้น เจ้าจงคดข้าวสำหรับโคกินใส่กระโหลกไปให้แก่พวกพราหมณ์เหล่านั้น นางทาสีได้คดข้าวสุกสำหรับโคกินใส่กระโหลกไปให้พราหมณ์เหล่านั้นแล้ว พราหมณ์ทั้ง ๕ ปั้นข้าวเป็นคำ ๆ ใส่ปากทำให้ข้าวติดคอแล้วกลอกตาไปมานอนทำเป็นตายหมดความรู้สึก ทาสีเห็นดังนั้นคิดว่า พราหมณ์จักตาย. จึงกลัวไปบอกเศรษฐีว่า ข้าแต่นายพราหมณ์เหล่านั้น ไม่อาจจะกลืนข้าวสำหรับโคได้ตายหมดแล้ว.
เศรษฐีนั้นคิดว่า คราวนี้คนทั้งหลายจักติเตียนเราว่า เศรษฐีนี้มีใจชั่ว ให้นางทาสีให้ข้าวสำหรับโคแก่พวกพราหมณ์ผู้สุขุมาลชาติพวกพราหมณ์เหล่านั้นไม่อาจกลืนข้าวนั้นได้ จึงตายหมด ลำดับนั้นเศรษฐีจึงกล่าวกะทาสีว่า เจ้าจงรีบไปเอาข้าวสำหรับโคในกระโหลกเหล่านั้นมาเสีย แล้วจงคดข้าวสาลีที่โอชารสไปให้ใหม่ นางได้กระทำตามนั้นแล้ว เศรษฐีเรียกพวกคนเดินถนนมาบอกว่า เราให้ทาสีนำอาหารตามที่เราเคยบริโภคไปให้พวกพราหมณ์เหล่านี้ พราหมณ์เหล่านั้นมีความโลภบริโภคคำใหญ่ ๆ จึงติดคอตาย ท่านทั้งหลายจงรู้ว่า เราไม่มีความผิด แล้วให้ประชุมบริษัท.
เมื่อมหาชนประชุมกันแล้ว พราหมณ์ทั้งหลายลุกขึ้นแลดูมหาชนแล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงดูเศรษฐีนี้กล่าวเท็จ เศรษฐีกล่าวว่าได้ให้ข้าวสำหรับตนบริโภคแก่พวกเรา ความจริงเศรษฐีได้ให้ข้าวสำหรับโคกินแก่พวกเราก่อน เมื่อพวกเราทำเป็นนอนตาย จึงให้ทาสีไปคดข้าวนี้ส่งมาให้ กล่าวดังนี้แล้วจึงคายข้าวที่อมไว้ในปากลงบนพื้นดินแสดงแก่มหาชน มหาชนพากันติเตียนเศรษฐีว่า แน่ะคนอันธพาลเจ้าทำวงศ์ตระกูลของตนให้พินาศ ให้เผาโรงทาน ให้จับคอพวกยาจกขับไล่ไปบัดนี้เมื่อจะให้ข้าวแก่พวกพราหมณ์สุขุมาลชาติเหล่านี้ ได้เอาข้าวสำหรับโคกินให้ เมื่อเจ้าจะไปปรโลก เห็นจะเอาสมบัติในเรือนของเจ้าผูกคอไปด้วยกระมัง.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๙๑๖–๙๓๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทสกนิบาตชาดก ๔๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
พิลารโกสิยชาตกํ
อปจนฺตาปีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ ทานวิตฺตํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส กิร ภควโต ธมฺมเทสนํ สุตฺวา สาสเน ปพฺพชิตฺวา ปพฺพชิตกาลโต ปฏฺฐาย ทานวิตฺโต อโหสิ ทานชฺฌาสโย ปตฺต- ปริยาปนฺนํ ปิณฺฑปาตํ อญฺญสฺส อทตฺวา น ภุญฺชติ อนฺตมโส ปานียํปิ ลภิตฺวา อญฺญสฺส อทตฺวา น ปิวิ เอวํ ทานาภิรโต อโหสิ ฯ อถสฺส ธมฺมสภายํ ภิกฺขู คุณกถํ กเถสุํ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต ตํ ภิกฺขุํ ปกฺโกสาเปตฺวา สจฺจํ กิร ภิกฺขุ ทานวิตฺโต ทานชฺฌาสโยติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจํ ภนฺเตติ วุตฺเต ภิกฺขเว อยํ ปุพฺเพ อสทฺโธ อโหสิ อปฺปสนฺโน กุสติเณน เตลพินฺทุํปิ อุทฺธริตฺวา กสฺสจิ น อทาสิ อถ นํ อหํ ทเมตฺวา นิพฺพิเสวนํ กตฺวา ทานผเล ปติฏฺฐาเปสึ ตเมว ทานวตฺตํ ภวนฺตเรปิ น วิชหตีติ วตฺวา ภิกฺขูหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เสฏฺฐิกุเล นิพฺพตฺเตตฺวา วยปฺปตฺโต กุฏุมฺพํ สณฺฐเปตฺวา ปิตุ อจฺจเยน เสฏฺฐิฏฺฐานํ ปตฺวา เอกทิวสํ ธนวิโลกนํ กตฺวา ธนํ ปญฺญายติ เอตสฺส อุปฺปาทกา น ปญฺญายติ อิมํ ธนํ วิสฺสชฺเชตฺวา มยา ทานํ ทาตุํ วฏฺฏตีติ ทานสาลํ กาเรตฺวา ยาวชีวํ มหาทานํ ปวตฺเตตฺวา อายุหปริโยสาเน อิทํ ทานวตฺตํ มา อุปจฺฉินฺทีติ ปุตฺตสฺส โอวาทํ ทตฺวา ตาวตึสภวเน สกฺโก หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ ปุตฺโตปิสฺส ตเถว ทานํ ทตฺวา ปุตฺตํ โอวทิตฺวา อายุหปริโยสาเน จนฺโท เทวปุตฺโต หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ ตสฺส ปุตฺโต สุริโย หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ ตสฺส ปุตฺโต มาตลิสงฺคาหโก หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ ตสฺส ปุตฺโต ปญฺจสิโข คนฺธพฺพเทวปุตฺโต หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ ฉฏฺโฐ ปน อสทฺโธ อโหสิ ถทฺธจิตฺโต นิเสฺนโห มจฺฉรี ฯ โส ทานสาลํ วิทฺธํเสตฺวา ฌาเปตฺวา ยาจเก โปเถตฺวา นีหราเปสิ กสฺสจิ ติเณน อุทฺธริตฺวา เตลพินฺทุํปิ น เทติ ฯ ตทา สกฺโก เทวราชา อตฺตโน ปุพฺพกมฺมํ โอโลเกตฺวา ปวตฺตติ นุ โข เม ทานวํโส อุทาหุ โนติ อุปธาเรนฺโต ปุตฺโต เม ทานํ ปวตฺเตตฺวา จนฺโท หุตฺวา นิพฺพตฺติ ตสฺส ปุตฺโต สุริโย หุตฺวา ตสฺส ปุตฺโต มาตลิ หุตฺวา ตสฺส ปุตฺโต ปญฺจสิโข หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฉฏฺโฐ ปน ตํ วํสํ อุปจฺฉินฺทีติ ปสฺสิ ฯ อถสฺส เอตทโหสิ อิมํ ปาปธมฺมํ ทเมตฺวา ทานผลํ ชานาเปตฺวา อาคมิสฺสามีติ โส จนฺทิมสุริยมาตลิ- ปญฺจสิเข ปกฺโกสาเปตฺวา สมฺม อมฺหากํ วํเส ฉฏฺโฐ กุลวํสํ สมุจฺฉินฺทิตฺวา ทานสาลํ ฌาเปตฺวา ยาจเก นีหราเปสิ น กสฺสจิ กิญฺจิ เทติ เอถ นํ มยํ คนฺตฺวา ทเมสฺสามาติ เตหิ สทฺธึ พาราณสึ อคมาสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ เสฏฺฐี ราชุปฏฺฐานํ กตฺวา อาคนฺตฺวา สตฺตเม ทฺวารโกฏฺฐเก อนฺตรวีถึ โอโลเกนฺโต จงฺกมติ ฯ สกฺโก ตุมฺเห มม ปวิฏฺฐกาเล ปจฺฉโต ปฏิปาฏิยา อาคจฺฉถาติ วตฺวา คนฺตฺวา เสฏฺฐิสฺส สนฺติเก ฐตฺวา โภ มหาเสฏฺฐิ โภชนํ เม เทหีติ อาห ฯ พฺราหฺมณ นตฺถิ ตว อิธ ภตฺตํ อญฺญตฺถ คจฺฉาหีติ ฯ โภ มหาเสฏฺฐิ พฺราหฺมเณหิ ภตฺเต ยาจิเต อทาตุํ น ลพฺภตีติ ฯ พฺราหฺมณ มม เคเห ปกฺกํปิ ปจิตพฺพํปิ ภตฺตํ นตฺถิ อญฺญตฺถ คจฺฉาหีติ ฯ มหาเสฏฺฐิ เอกํ เต สิโลกํ กเถสฺสามิ ตํ สุณาหีติ ฯ นตฺถิ มยฺหํ ตว สิโลเกนตฺโถ คจฺฉ มา อิธ ติฏฺฐาติ ฯ สกฺโก ตสฺส กถํ อสุณนฺโต วิย เทฺว คาถา อภาสิ
อปจนฺตาปิ นิจฺฉนฺติ สนฺโต ลทฺธาน โภชนํ
กิเมว ตฺวํ ปจมาโน ยํ น ทชฺชา น ตํ สมํ ฯ
มจฺเฉรา จ ปมาทา จ เอวํ ทานํ น ทิยฺยติ
ปุญฺญํ อากงฺขมาเนน เทยฺยํ โหติ วิชานตาติ ฯ
ตาสํ อตฺโถ โภ มหาเสฏฺฐิ อปจนฺตาปิ สนฺโต สปฺปุริสา ภิกฺขาจริยาย ลทฺธํปิ โภชนํ ทาตุํ อิจฺฉนฺติ น เอกิกา ปริภุญฺชนฺติ ฯ กิเมว ตฺวนฺติ ตฺวํ หิ ปจมาโน ยํ น ทเทยฺยาสิ ฯ น ตํ สมนฺติ ตํ ตว อนุรูปํ อนุจฺฉวิกํ น โหติ ฯ ทานญฺหิ มจฺเฉเรน จ ปมาเทน จาติ ทฺวีหิ โทเสหิ น ทิยฺยติ ปุญฺญํ ปน อากงฺขมาเนน วิชานตา ปณฺฑิตมนุสฺเสน ตว สทิเสน ทาตพฺพเมว โหตีติ ฯ
โส ตสฺส วจนํ สุตฺวา เตนหิ เคหํ ปวิสิตฺวา นิสีท โถกํ ลจฺฉสีติ อาห ฯ สกฺโก ปวิสิตฺวา เต สิโลเก สชฺฌายนฺโต นิสีทิ ฯ อถ นํ จนฺโท อาคนฺตฺวา ภตฺตํ ยาจิ ฯ นตฺถิ เต ภตฺตํ คจฺฉาติ จ วุตฺเต มหาเสฏฺฐิ อนฺโต เอโก พฺราหฺมโณ นิสินฺโน พฺราหฺมณ- วาจกํ มญฺเญ ภวิสฺสติ อหํปิ ปวิสิสฺสามีติ วตฺวา นตฺถิ พฺราหฺมณวาจกํ นิกฺขมาติ วุจฺจมาโนปิ มหาเสฏฺฐิ อิงฺฆ ตาว สิโลกํ สุโณหีติ เทฺว คาถา อภาสิ
ยสฺเสว ภีโต น ททาติ มจฺฉรี ตเทว อททโต ภยํ
ชิฆจฺฉา จ ปิปาสา จ ยสฺส ภายติ มจฺฉรี
ตเมว พาลํ ผุสติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ ฯ
ตสฺมา วิเนยฺย มจฺเฉรํ ทชฺชา ทานํ มลาภิภู
ปุญฺญานิ ปรโลกสฺมึ ปติฏฺฐา โหนฺติ ปาณินนฺติ ฯ
ตตฺถ ยสฺส ภายตีติ อหํ อญฺเญสํ ทตฺวา สยํ ชิฆจฺฉโต จ ปิปาสิโต จ ภวิสฺสามีติ ยสฺสา ชิฆจฺฉาย จ ปิปาสาย จ ภายติ ฯ ตเมวาติ ตญฺเญว ชิฆจฺฉาปิปาสสงฺขาตํ ภยํ เอตํ พาลํ นิพฺพตฺตฏฺฐาเน อิธ โลเก จ ปรโลเก จ ผุสติ ปีเฬติ อจฺจนฺตํ ทลิทฺทิยํ ปาปุณาติ ฯ มลาภิภูติ มจฺฉริยมลํ อภิภวนฺโต ฯ
ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา เตนหิ ปวิส โถกํ ลภิสฺสสีติ อาห ฯ โส ปวิสิตฺวา สกฺกสฺส สนฺติเก นิสีทิ ฯ ตโต โถกํ วีตินาเมตฺวา สุริโย อาคนฺตฺวา ภตฺตํ ยาจนฺโต เทฺว คาถา อภาสิ
ทุทฺททํ ททมานานํ ทุกฺกรํ กมฺมกุพฺพตํ
อสนฺโต นานุกุพฺพนฺติ สตํ ธมฺโม ทุรนฺนโย ฯ
ตสฺมา สตญฺจ อสตญฺจ นานา โหติ อิโต คติ
อสนฺโต นิรยํ ยนฺติ สนฺโต สคฺคปรายนาติ ฯ
ตตฺถ ทุทฺททนฺติ ทานํ นาม ทุทฺททํ มจฺเฉรํ อภิภวิตฺวา ทาตพฺพโต ตํ ททมานานํ ฯ ทุกฺกรนฺติ ตเทว ทานกมฺมํ ทุกฺกรํ ยุทฺธสทิสํ ฯ อสนฺโต นานุกุพฺพนฺตีติ อสปฺปุริสา ทานผลํ อชานนฺตา เตสํ คตมคฺคํ นานุคจฺฉนฺติ ฯ สตํ ธมฺโมติ สปฺปุริสานํ โพธิสตฺตานํ ธมฺโม อญฺเญหิ ทูราคโม ฯ อสนฺโตติ มจฺฉริยวเสน ทานํ อทตฺวา อสปฺปุริสา นิรยํ ยนฺติ ฯ
เสฏฺฐี คเหตพฺพคฺคหณํ อปสฺสนฺโต เตนหิ ปวิสิตฺวา พฺราหฺมณานํ สนฺติเก นิสีท โถกํ ลจฺฉสีติ อาห ฯ ตโต โถกํ วีตินาเมตฺวา มาตลิ อาคนฺตฺวา ภตฺตํ ยาจิตฺวา นตฺถีติ วจนสมนนฺตรกาลเมว สตฺตมํ คาถมาห
อปฺปมฺเปเก ปเวจฺฉนฺติ พหุนา เมเกน ทิจฺฉเร
อปฺปสฺมา ทกฺขิณา ทินฺนา สหสฺเสน สมํ มิตาติ ฯ
ตตฺถ อปฺปมฺเปเก ปเวจฺฉนฺตีติ มหาเสฏฺฐิ เอกจฺเจ ปณฺฑิต- ปุริสา อปฺปมฺปิ เทยฺยธมฺมํ ปเวจฺฉนฺติ ททนฺติเยวาติ อตฺโถ ฯ พหุนาติ พหุนาปิ เทยฺยธมฺเมน สมนฺนาคตา เอเก สตฺตา น ทิจฺฉเร น ททนฺติ ฯ ทกฺขิณาติ กมฺมญฺจ ผลญฺจ สทฺทหิตฺวา ทินฺนํ ทานํ ฯ สหสเสน สมํ มิตาติ เอวํ ทินฺนา กฏจฺฉุภตฺตมตฺตาปิ ทกฺขิณา สหสฺสทาเนน สทฺธึ มิตา มหาผลตฺตา สหสฺสทาน- สทิสํเยว โหตีติ ฯ
ตํปิ โส เตนหิ ปวิสิตฺวา นิสีทาติ อาห ฯ ตโต โถกํ วีตินาเมตฺวา ปญฺจสิโข อาคนฺตฺวา ภตฺตํ ยาจิตฺวา นตฺถิ คจฺฉาติ วุตฺเต อหํ น คตปุพฺโพ อิมสฺมึ เคเห พฺราหฺมณวาจกํ ภวิสฺสติ มญฺเญติ ตสฺส ธมฺมกถํ อารภนฺโต อฏฺฐมํ คาถมาห
ธมฺมญฺจเร โยปิ สมุจฺฉกํ จเร
ทารญฺจ โปสํ ททํ อปฺปกสฺมึ
สตสหสฺสานํ สหสฺสยาคินํ
กลฺลํปิ นาคฺฆนฺติ ตถาวิธสฺส เตติ ฯ
ตตฺถ ธมฺมนฺติ ติวิธสุจริตธมฺมํ ฯ สมุจฺฉกนฺติ คาเม วา อามกปกฺกภิกฺขาจริยํ อรญฺเญ วา ผลาผลอาหรณสงฺขาตํ อุญฺฉํ จเรยฺย โสปิ ธมฺมเมว จเร ฯ ทารญฺจ โปสนฺติ อตฺตโน จ ปุตฺตทารํ โปเสนฺโตเยว ฯ ททํ อปฺปกสฺมินฺติ ปริตฺเตปิ เทยฺยธมฺเม ธมฺมิกสมณพฺราหฺมณานํ ททนฺโต ธมฺมํ จเรติ อตฺโถ ฯ สตสหสฺสานํ สหสฺสยาคินนฺติ ปรํ โปเถตฺวา เหเฐตฺวา สตสหสฺเสน สหสฺสยาคํ ยชนฺตานํ สหสฺสยาคินํ อิสฺสรานํ สตสหสฺสานํ ฯ กลฺลํปิ นาคฺฆนฺติ ตถาวิธสฺส เตติ เต อิสฺสรา สตสหสฺสสงฺขาตา สหสฺสยาคีนํ ยาคํ ตถาวิธสฺส ธมฺเมน สเมน เทยฺยธมฺมํ อุปฺปาเทตฺวา ททนฺตสฺส ทุคฺคตมนุสฺสสฺส โสฬสึ กลฺลํ น อคฺฆนฺตีติ ฯ
อถ เสฏฺฐี ปญฺจสิขสฺส กถํ สุตฺวา สลฺลกฺเขสิ ฯ อถ นํ อนคฺฆการณํ ปุจฺฉนฺโต นวมํ คาถมาห
เกเนส ยญฺโญ วิปุโล มหคฺฆโต
สเมน ทินฺนสฺส อนคฺฆเมติ
กถํ สหสฺสานํ สหสฺสยาคินํ
กลฺลํปิ นาคฺฆนฺติ ตถาวิธสฺส เตติ ฯ
ตตฺถ ยญฺโญติ ทานยาโค สตสหสฺสปริจฺจาควเสน วิปุโล วิปุลผลตฺตา จ มหคฺฆโต ฯ สเมน ทินฺนสฺสาติ ธมฺเมน ทินฺนสฺส เกน การเณน อคฺฆํ น อุเปติ ฯ กถํ สหสฺสานนฺติ พฺราหฺมณ กถํ สหสฺสยาคีนํ ปุริสานํ พหูนํ สหสฺสานํ ปุริสานํ สตสหสฺสสงฺขาตา อิสฺสรา ตถาวิธสฺส เทยฺยธมฺเมน อุปฺปาเทตฺวา ทายกสฺส เอกสฺส ทุคฺคตมนุสฺสสฺส ทานํ กลฺลํ นาคฺฆนฺตีติ ฯ
อถสฺส กเถนฺโต ปญฺจสิโข โอสานคาถมาห
ททนฺติ เหเก วิสเม นิวิฏฺฐา
ฆตฺวา วธิตฺวา อถ โสจยิตฺวา
สา ทกฺขิณา อสฺสุมุขา สทณฺฑา
สเมน ทินฺนสฺส น อคฺฆเมติ
เอวํ สหสฺสานํ สหสฺสยาคินํ
กลฺลํปิ นาคฺฆนฺติ ตถาวิธสฺส เตติ ฯ
ตตฺถ วิสเมติ วิสเม กายกมฺมาทิมฺหิ นิวฏฺฐา ฯ ฆตฺวาติ กิลเมตฺวา ฯ วธิตฺวาติ มาเรตฺวา ฯ โสจยิตฺวาติ สโสเก กตฺวา ฯ
โส ปญฺจสิขสฺส ธมฺมกถํ สุตฺวา เตนหิ คจฺฉ เคหํ ปวิสิตฺวา นิสีท โถกํ ลจฺฉสีติ อาห ฯ โส คนฺตฺวา เตสํ สนฺติเก นิสีทิ ฯ ตโต พิลารโกสิยเสฏฺฐี เอกํ ทาสึ อามนฺเตตฺวา เอเตสํ พฺราหฺมณานํ ปลาสวีหีนํ นาฬึ นาฬึ เทหีติ อาห ฯ สา วีหินาฬึ คเหตฺวา พฺราหฺมเณ อุปสงฺกมิตฺวา อิเม อาทาย ยตฺถกตฺถจิ ปจาเปตฺวา ภุญฺชถาติ อาห ฯ พฺราหฺมณา น อมฺหากํ วีหินา อตฺโถ มยํ น วีหึ อามสามาติ ฯ อยฺย วีหึ กิร น อามสนฺตีติ ฯ เตนหิ เตสํ ตณฺฑุเล เทหีติ ฯ สา เตสํ ตณฺฑุเล อาทาย คนฺตฺวา พฺราหฺมณา ตณฺฑุเล คณฺหถาติ อาห ฯ มยํ อามกํ น ปฏิคฺคณฺหามาติ ฯ อยฺย อามกํ กิร น คณฺหนฺตีติ ฯ เตนหิ เตสํ กโรฏิยํ วฑฺเฒตฺวา โคภตฺตํ เทหีติ ฯ สา เตสํ กโรฏิยํ วฑฺเฒตฺวา มหาโคณานํ ปกฺกภตฺตํ อาหริตฺวา อทาสิ ฯ ปญฺจปิ ชนา กพเฬ วฑฺเฒตฺวา มุเข ปกฺขิปิตฺวา คเล ลคฺคาเปตฺวา อกฺขีนิ ปริวตฺเตตฺวา วิสฺสฏฺฐสญฺญา มตา วิย นิปชฺชึสุ ฯ ทาสี เต ทิสฺวา มตา ภวิสฺสนฺตีติ ภีตา คนฺตฺวา เสฏฺฐิโน อาโรเจสิ อยฺย เต พฺราหฺมณา โคภตฺตํ คิลิตุํ อสกฺโกนฺตา มตาติ ฯ โส จินฺเตสิ อิทานิ อยํ ปาปธมฺโม สุขุมาลานํ พฺราหฺมณานํ โคภตฺตํ ทาเปสิ เต ตํ คิลิตุํ อสกฺโกนฺตา มตาติ มํ ครหิสฺสนฺตีติ ฯ ตโต ทาสึ อาห ขิปฺปํ คนฺตฺวา เอเตสุ กโรฏิเตสุ ภตฺตํ หริตฺวา นานคฺครสสาลิภตฺตํ วฑฺเฒตฺวา เทหีติ ฯ สา ตถา อกาสิ ฯ เสฏฺฐี อนฺตรวีถึ ปฏิปนฺเน มนุสฺเส ปกฺโกสาเปตฺวา อหํ มม ภุญฺชนนิยาเมน เอเตสํ พฺราหฺมณานํ ภตฺตํ ทาเปสึ เอเต โลเภน มหนฺเต ปิณฺเฑ กตฺวา ภุญฺชมานา คเล ลคฺคาเปตฺวา มตา มม นิทฺโทสภาวํ ชานถาติ วตฺวา ปริสํ สนฺนิปาเตสิ ฯ มหาชเน สนฺนิปติเต พฺราหฺมณา อุฏฺฐาย มหาชนํ โอโลเกตฺวา ปสฺสถิมสฺส เสฏฺฐิสฺส มุสาวาทิตํ อมฺหากํ อตฺตโน ภุญฺชนภตฺตํ ทาเปสินฺติ วทติ ปฐมํ อมฺหากํ โคภตฺตํ ทตฺวา อมฺเหสุ มเตสุ วิย นิปนฺเนสุ อิมํ ภตฺตํ วฑฺฒาเปตฺวา เปเสสีติ วตฺวา อตฺตนา มุเขหิ คหิตํ ภตฺตํ ภูมิยํ ปาเตตฺวา ทสฺเสสุํ ฯ มหาชโน เสฏฺฐึ ครหิ อนฺธพาล อตฺตโน กุลวํสํ นาเสสิ ทานสาลํ ฌาเปสิ ยาจเก คีวายํ คเหตฺวา นีหราเปตฺวา อิทานิ อิเมสํ สุขุมาลพฺราหฺมณานํ ภตฺตํ เทนฺโต โคภตฺตํ ทาเปสิ ปรโลกํ คจฺฉนฺโต ตว ฆรวิภวํ คีวายํ พนฺธิตฺวา คมิสฺสสิ มญฺเญติ ฯ ตสฺมึ ขเณ สกฺโก มหาชนํ ปุจฺฉิ ชานาถ ตุมฺเห อิมสฺมึ เคเห ธนํ กสฺส สนฺตกนฺติ ฯ น ชานามาติ ฯ อิมสฺมึ นคเร อสุกกาเล พาราณสีมหาเสฏฺฐี นาม ทานสาลํ กาเรตฺวา มหาทานํ ปวตฺตยีติ สุตปุพฺพํ ตุมฺเหหีติ ฯ อาม สุณามาติ ฯ อหํ โส เสฏฺฐี ตํ ทานํ ทตฺวา สกฺโก เทวราชา หุตฺวา นิพฺพตฺโต ปุตฺโตปิ เม ตํ วํสํ อวินาเสตฺวา ทานํ ทตฺวา จนฺโท เทวปุตฺโต หุตฺวา นิพฺพตฺโต ตสฺส ปุตฺโต สุริโย ตสฺส ปุตฺโต มาตลิ ตสฺส ปุตฺโต ปญฺจสิโข คนฺธพฺพเทวปุตฺโต หุตฺวา นิพฺพตฺโต เตสุ อยํ จนฺโท อยํ สุริโย อยํ มาตลิสงฺคาหโก อยํ อิมสฺส ปาปธมฺมสฺส ปิตา ปญฺจสิโข คนฺธพฺพเทวปุตฺโต เอวํ พหุคุณํ ทานํ นาม กตฺตพฺพเมว กุสลํ ปณฺฑิเตหีติ กเถนฺตา กเถนฺตา มหาชนสฺส กงฺขจฺเฉทนตฺถํ อากาเส อุปฺปติตฺวา มหนฺเตนานุภาเวน อากาเส ชลมานสรีรา อฏฺฐํสุ ฯ สกลนครํ ปชฺชลนฺตํ วิย อโหสิ ฯ สกฺโก มหาชนํ อามนฺเตตฺวา มยํ อตฺตโน ทิพฺพสมฺปตฺตึ ปหาย อาคจฺฉนฺตา อิมํ กุลปจฺฉิมํ กุลวํสภารํ ปาปธมฺมํ พิลารโกสิยํ นิสฺสาย อาคตา อยํ ปาปธมฺโม อตฺตโน กุลวํสํ นาเสตฺวา ทานสาลํ ฌาเปตฺวา ยาจเก คีวายํ คเหตฺวา นีหริตฺวา อมฺหากํ วํสํ สมุจฺฉินฺทิ อทานสีโล หุตฺวา นิรเย นิพฺพตฺเตยฺยาติ อิมสฺส อนุกมฺปาย อาคตมฺหาติ วตฺวา ทานคุณํ ปกาเสนฺโต มหาชนสฺส ธมฺมํ เทเสสิ ฯ วิลารโกสิโยปิ สิรสิ อญฺชลึ ปติฏฺฐ- เปตฺวา เทว อหํ อิโต ปฏฺฐาย โปราณกุลวํสํ อนาเสตฺวา ทานํ ปวตฺเตสฺสามิ อชฺช อาทึ กตฺวา อนฺตมโสปิ อุทกทนฺตโปณํ อุปาทาย อตฺตนา ลทฺธาหารํ ปรสฺส อทตฺวา น ขาทิสฺสามีติ สกฺกสฺส ปฏิญฺญํ อทาสิ ฯ สกฺโก ตํ ทเมตฺวา นิพฺพิเสวนํ กตฺวา ปญฺจสุ สีเลสุ ปติฏฺฐาเปตฺวา จตฺตาโร เทวปุตฺเต อาทาย สกฏฺฐานเมว คโต ฯ โสปิ เสฏฺฐี ยาวชีวํ ฐตฺวา ตาวตึสภวเน นิพฺพตฺติ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว อยํ ภิกฺขุ ปุพฺเพ อสทฺโธ อโหสิ กสฺสจิ กิญฺจิ อทตฺวา อหํ ปน นํ ทเมตฺวา ทานผลํ ชานาเปสึ ตเมว ทานจิตฺตํ ภวนฺตรคตํปิ น ชหตีติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา เสฏฺฐี อยํ ทานปติโก ภิกฺขุ อโหสิ จนฺโท สารีปุตฺโต สุริโย โมคฺคลฺลาโน มาตลิ กสฺสโป ปญฺจสิโข อานนฺโท สกฺโก ปน อหเมวาติ ฯ
พิลารโกสิยชาตกํ ทฺวาทสมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗