จักกวากชาดก
ว่าด้วยนกจักรพราก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๔๕๓ · บรรทัด ๕๘๘๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุเหลาะเเหละรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า วณฺณวา อภิภูโปสิ ดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้นไม่อิ่มด้วยปัจจัยมีจีวรเป็นต้น เที่ยวแสวงหาอยู่ว่าสังฆภัตมีที่ไหน กิจนิมนต์มีที่ไหน เป็นต้น พอใจอยู่ในเรื่องอามิสเท่านั้น ครั้งนั้นภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักหวังจะอนุเคราะห์เธอจึงกราบทูลกะพระศาสดา พระศาสดารับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้เหลาะแหละจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุเธอบวชในศาสนาที่จะนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ เหตุไรจึงเป็นผู้เหลาะแหละ ขึ้นชื่อว่าความเหลาะแหละเป็นเรื่องลามกมาก แม้ในกาลก่อนเธอก็อาศัยความเหลาะแหละไม่รู้จักอิ่มด้วยศพช้างเป็นต้น ในเมืองพาราณสี ต้องเข้าไปในป่าใหญ่ดังนี้แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ในเมืองพาราณสี มีกาเหลาะแหละตัว ๑ ไม่รู้จักอิ่มด้วยศพช้างเป็นต้นในเมืองพาราณสี จึงคิดว่าป่าเป็นเช่นไรหนอ แล้วไปป่าไม่สันโดษด้วยผลาผลในป่านั้น เที่ยวไปถึงฝั่งแม่น้ำคงคา เห็นนกจักรพราก ๒ ตัวผัวเมียแล้วคิดว่า นกเหล่านี้งามเหลือเกิน นกเหล่านี้เห็นจะกินเนื้อปลามากที่ฝั่งแม่น้ำคงคานี้ แม้เราก็ควรจะถามนกเหล่านี้ แล้วกินอาหารของนกเหล่านี้ จะเป็นผู้มีวรรณะงาม คิดแล้วก็ไปจับอยู่ใกล้ ๆ นกจักรพรากเหล่านั้นเมื่อจะถามนกจักรพราก จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
ดูก่อนจักรพราก ท่านมีสีสวย รูปงาม ร่างกายแน่นแฟ้น มีสีแดงดังทอง ทรวดทรง งาม ใบหน้าผุดผ่อง. ท่านจับอยู่ที่ฝั่งคงคา เห็นจะได้กิน อาหารอย่างนี้ คือปลากา ปลากระบอก ปลาหมอ ปลาเค้า ปลาตะเพียนกระมัง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฆโน คือมีร่างกายแน่น. บทว่า สญฺชาตโรหิโต คือมีสีแดงที่เกิดแล้วด้วยดี ดังทองสีแดง. บทว่า ปาฏีนํ คือ ปลากา ชื่อว่า ปาฏีนะ. บทว่า ปาวุสํ ได้แก่ปลากระบอก บาลีว่า ราวุสํ ดังนี้ก็มี. บทว่า พลชฺชํ ได้แก่ปลาหมอ. บทว่า มุญฺชโรหิตํ. ได้แก่ปลาเค้าและปลาตะเพียน. กา ถามว่า ท่านเห็นจะได้กินอาหารเห็นปานนี้ ? นกจักรพราก เมื่อจะปฏิเสธคำของกานั้นจึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ดูก่อนสหาย สิ่งอื่นนอกจากสาหร่าย และแหนแล้ว เรามิได้ถือเอาเนื้อสัตว์บกหรือ สัตว์น้ำมากินเป็นอาหารเลย สาหร่ายและแหน เท่านั้นเป็นอาหารของเรา.
พึงทราบความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่า ดูก่อนสหาย สิ่งอื่นนอกจากสาหร่ายและแหนแล้ว เรามิได้ถือเอาเนื้อสัตว์บกหรือสัตว์น้ำมาบริโภคเป็นอาหารเลย ดูก่อนสหาย ก็สาหร่ายและแหนเท่านั้นเป็นอาหารของเรา.
ลำดับนั้น กา จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :ดูก่อนสหาย เราไม่เชื่อว่าอาหารของ นกจักรพรากเป็นอย่างนี้ แม้เรากินอาหารที่ คลุกเคล้าด้วยเกลือและน้ำมันในบ้าน. ซึ่งเป็นอาหารที่ปรุงด้วยเนื้ออันสะอาด ทำกินกันในหมู่มนุษย์ ดูก่อนนกจักรพราก ถึงกระนั้นสีของเราก็ไม่เหมือนท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา ตุวํ เป็นต้น ความว่า สีของเราไม่เหมือนท่านผู้ซึ่งเพียบพร้อมด้วยความงามอันเลอเลิศ มีสีดุจทอง ด้วยเหตุนั้น เมื่อท่านบอกว่ามีสาหร่ายและแหนเป็นอาหาร เราจึงไม่เชื่อ.
ลำดับนั้น นกจักรพรากเมื่อจะบอกเหตุที่ทำให้วรรณะเศร้าหมองแสดงธรรมแก่กานั้น จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-
ท่านเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายจึงต้องคอย มองดูผู้ที่ผูกเวรในตน เพียงแต่จะกินก็สะดุ้ง กลัว เพราะเหตุนั้น สีกายของท่านจึงเป็น เช่นนี้. แน่ะท่านธังกะ ท่านเป็นผู้ถูกคนทั่วโลก โกรธเคือง อาหารที่ท่านได้มาด้วยธรรมอัน ลามก ย่อมไม่อิ่มท้อง เพราะเหตุนั้น สีกาย ของท่านจึงเป็นเช่นนี้. ดูก่อนสหาย ส่วนเรามิได้เบียดเบียน สัตว์ทั้งปวงมากิน มีความขวนขวายน้อย ไม่มี ใครรังเกียจ ใจไม่ห่อเหี่ยว ภัยแต่ที่ไหน ๆ ก็มิได้มี. ท่านนั้นจงสร้างอานุภาพ ละปกติคือ ความทุศีลของตนเสีย อย่าเบียดเบียนใคร เที่ยวไปในโลก จะเป็นที่รักของชาวโลกเช่น ตัวเรา. ผู้ใดไม่ฆ่าเอง ไม่ใช่ให้ผู้อื่นฆ่า ไม่ทำ ทรัพย์ให้เสื่อมเอง ไม่ใช้ผู้อื่นทำให้เสื่อม มี เมตตาจิตในสัตว์ทั่วไป ผู้นั้นย่อมไม่มีเวรกับ ใคร ๆ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺปสฺสํ ความว่า แน่ะเพื่อนกา ท่านเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย จึงต้องคอยแลดูจิตที่คิดผูกเวรในตนซึ่งเกิดขึ้นในผู้อื่น. บทว่า มานุสึ ปชํ ได้แก่เบียดเบียน คือทำร้ายสัตว์ทั้งหลาย. บทว่า อุตฺรสฺโต คือกลัวแล้ว. บทว่า ฆสสี แปลว่าจะกินเพราะเหตุนั้น วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้.
นกจักรพรากร้องเรียกกาว่า ดูก่อนธังกะ โภชนะ ชื่อว่า ปิณฑะ
บทว่า อหึสํ สพฺพปาณินํ ความว่า นกจักรพรากกล่าวว่าส่วนเรามิได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงมากิน. บทว่า โส กรสฺสุ อานุภาวํ ความว่า แม้ท่านนั้นจะทำความเพียรของตน ละความทุศีล กล่าวคือปกติของตนเสีย. บทว่า อหึสาย คือเป็นผู้ประกอบด้วยอหิงสาเที่ยวไปในโลก. บทว่า ปิโย โหหิสิ มมฺมิว ความว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ท่านย่อมจะเป็นที่รักของชาวโลกเช่นตัวเรานั้นเทียว. บทว่า น ชินาติคือไม่ทำทรัพย์ให้เสื่อมเอง. บทว่า น ชาปเย คือไม่ใช้ให้ผู้อื่นทำทรัพย์ให้เสื่อม. บทว่า เมตฺตํโส คือมีเมตตาจิตอันเป็นส่วนแห่งความรัก. บทว่า น เกนจิ ความว่า ขึ้นชื่อว่าเวรของผู้นั้น ย่อมไม่มีกับใคร ๆ แม้สักคนเดียว.
ฉะนั้น ท่านต้องการเป็นที่รักของโลกพร้อมทั้งเทวโลก ก็จงงดเว้นจากเวรทั้งหมด นกจักรพรากแสดงธรรมแก่กาด้วยประการฉะนี้. กากล่าวว่า ท่านไม่บอกอาหารของตนแก่เรา แล้วก็ร้อง กา กา บินไปร่อนลง ณ พื้นที่ที่เจือด้วยอุจจาระในกรุงพาราณสี.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศสัจธรรมเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้เหลาะแหละดำรงอยู่ในอนาคามิผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า กาในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุผู้เหลาะแหละในบัดนี้ นางนกจักรพรากในครั้งนั้น ได้มาเป็นมารดาพระราหุลในบัดนี้ ส่วนนกจักรพรากในครั้งนั้น คือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาจักกวากชาดกที่ ๑๓
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๙๓๓–๙๓๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทสกนิบาตชาดก ๓๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Cakkavākajātakaṃ
vaṇṇavā abhirūposīti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ lolabhikkhuṃ ārabbha kathesi.
So kira cīvarādīhi atitto kahaṃ saṅghabhattaṃ kahaṃ nimantananti ādiṃ pariyesanto vicarati āmisakathāyameva abhiramati. Athaññe pesalā bhikkhū tassānuggahena satthāraṃ ārocesuṃ. Satthā taṃ pakkosāpetvā saccaṃ kira tvaṃ bhikkhu loloti pucchitvā saccaṃ bhanteti vutte bhikkhu kasmā evarūpe niyyānikasāsane pabbajitvā lolo ahosi lolabhāvo ca nāma mahāpāpako pubbepi tvaṃ lolabhāvaṃ nissāya bārāṇasiyaṃ hatthikuṇapādīhi atitto mahāaraññaṃ paviṭṭhoti vatvā atītaṃ āhari
atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente eko lolakāko bārāṇasiyaṃ hatthikuṇapādīhi atitto araññaṃ nu kho kīdisanti araññaṃ gantvā tattha phalāphalehi asantuṭṭho gaṅgātīraṃ gantvā vicaranto jāyapatike dve cakkavāke disvā ime sakuṇā ativiya sobhanti ime imasmiṃ gaṅgātīre bahumacchamaṃsaṃ khādanti maññe ime paṭipucchitvā mayāpi imesaṃ gocaraṃ khāditvā vaṇṇavantena Bhavituṃ vaṭṭatīti tesaṃ avidūre nisīditvā cakkavākaṃ pucchanto dve gāthā abhāsi
vaṇṇavā abhirūposi ghano sañjātarohito
cakkavāka surūposi vippasannamukhindriyo.
Pāṭīnaṃ pāvusaṃ macchaṃ balajjaṃ muñjarohitaṃ
gaṅgāya tīre nisinnosi evaṃ bhuñjasi bhojananti.
Tattha ghanoti ghanasarīro. Sañjātarohitoti uttattasuvaṇṇaṃ viya suṭṭhujātalohitavaṇṇo. Pāṭīnanti pāṭīnannāma pāsāṇamacchaṃ. Pāvusanti mahāmukhamacchaṃ. Rāvusantipi pāṭho. Balajjanti balajjamacchañca. Muñjarohitanti muñjamacchañca rohitamacchañca. Evarūpaṃ bhojanaṃ maññe bhuñjasīti pucchati.
Cakkavāko tassa vacanaṃ paṭikkhipanto tatiyaṃ gāthamāha
na cāhametaṃ bhuñjāmi jaṅgalānūdakāni vā
aññatra sevālā paṇakā etaṃ me samma bhojananti.
Tassattho ahaṃ samma aññatra sevālā paṇakā ca sesāni jaṅgalāni vā odakāni vā maṃsāni ādāya etaṃ bhojanaṃ na bhuñjāmi yaṃ panetaṃ sevālapaṇakaṃ etaṃ me samma bhojananti.
Tato kāko dve gāthā abhāsi
na cāhametaṃ saddahāmi cakkavākassa bhojanaṃ
ahaṃpi samma bhuñjāmi gāme loṇiyateliyaṃ.
Manussesu kataṃ bhattaṃ sucimaṃsūpasecanaṃ
na ca me tādiso vaṇṇo cakkavāka yathā tuvanti.
Tattha yathā tuvanti yathā tuvaṃ sobhaggappatto harivaṇṇo tādiso mayhaṃ vaṇṇo natthi etena kāraṇena nāhaṃ tava sevālapaṇakaṃ mama bhojananti vadantassa vacanaṃ saddahāmīti.
Athassa cakkavāko dubbaṇṇakāraṇaṃ kathetvā dhammaṃ desento sesagāthā abhāsi
sampassaṃ attani veraṃ hiṃsāyaṃ mānusiṃ pajaṃ
utrasto ghasasī bhīto tena vaṇṇo tavediso.
Sabbalokaviruddhosi dhaṅka pāpena kammunā
laddho piṇḍo na pīṇesi tena vaṇṇo tavediso.
Ahaṃpi samma bhuñjāmi ahiṃsaṃ sabbapāṇinaṃ
appossuko nirāsaṅkī asoko akuto bhayo.
So karassu ānubhāvaṃ vītivattassu sīliyaṃ
ahiṃsāya caraṃ loke piyo hohisi mammiva.
Yo na hanti na ghāteti na jināti na jāpaye
mettaṃso sabbabhūtesu veraṃ tassa na kenacīti.
Tattha sampassanti samma kāka tvaṃ paresu uppannaṃ attani veracittaṃ sampassamāno. Mānusiṃ pajanti satte hiṃsanto viheṭhento. Utrastoti bhīto. Ghasasīti bhuñjasi. Tena te ediso vibhaccho vaṇṇo jāto. Dhaṅkāti kākaṃ ālapati. Piṇḍoti bhojanaṃ. Ahiṃsu sabbapāṇinanti ahaṃ pana sabbasatte ahiṃsanto bhuñjāmīti vadati. So karassu ānubhāvanti so tvaṃpi attano viriyaṃ karohi attano sīliyasaṅkhātaṃ dussīlabhāvaṃ vītivattassu. Ahiṃsāyāti ahiṃsāya samannāgato hutvā loke vicari. Piyo hohisi mammivāti evaṃ sante mayā sadisova lokassa piyo hohisi. Na jinātīti dhanahāniṃ na karoti. Na jāpayeti aññepi na kāreti. Mettaṃsoti mettakoṭṭhāso mettacitto. Na kenacīti kenaci ekasattena saddhiṃ tassa verannāma natthi.
Tasmā sadevakassa lokassa piyo bhavituṃ icchasi sabbaverehi viramāhīti evaṃ cakkavāko kākassa dhammaṃ desesi. Kāko tumhe attano gocaraṃ mayhaṃ na kathethāti kā kāti vassanto uppatitvā bārāṇasiyaṃ ukkārabhūmiyaññeva otari.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne lolabhikkhu anāgāmiphale patiṭṭhahi. Tadā kāko lolabhikkhu ahosi cakkavākī rāhulamātā cakkavāko pana ahamevāti.
Cakkavākajātakaṃ terasamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗