ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ฆตปัณฑิตชาดก
ชาดกที่ ๔๕๔ · ทสกนิบาตชาดก

ฆตปัณฑิตชาดก

ว่าด้วยความดับความโศก

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๔๘๓ · บรรทัด ๕๙๗๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากฆตปัณฑิตชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภกุฎุมพีลูกตาย ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มตันว่า อุฏฺเหิ กณฺห ดังนี้.

เนื้อเรื่องเหมือนกับ เรื่องมัฏฐกุณฑลีนั่นแหละ ส่วนในชาดกนี้มีความย่อดังต่อไปนี้ :-

พระศาสดาเสด็จเข้าไปหาอุบาสกนั้นแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนอุบาสก ท่านเศร้าโศกถึงลูกตายหรือ ? เมื่ออุบาสกกราบทูลว่า ถูกแล้วพระเจ้าข้า พระองค์จึงตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก โบราณกบัณฑิตฟังถ้อยคำของบัณฑิตแล้ว ไม่เศร้าโศกถึงลูกที่ตายไปแล้ว ผู้อันอุบาสกนั้นกราบทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่ามหาวังสะ ครองราชสมบัติอยู่ในอสิตัญชนคร แคว้นกังสโคตรใกล้อุตราปถประเทศ พระองค์มีพระราชโอรส ๒ พระองค์ องค์หนึ่งพระนามว่ากังสะ องค์หนึ่งพระนามว่าอุปกังสะ มีพระราชธิดาองค์หนึ่งพระนามว่า เทวคัพภา ในวันที่พระราชธิดานั้นประสูติ พราหมณ์ผู้ทายลักษณะพยากรณ์ไว้ว่า พระโอรสที่เกิดในพระครรภ์ของพระนั่งเทวคัพภานั้น จักทำกังสโคตรกังสวงศ์ให้พินาศ พระราชาไม่อาจให้สำเร็จโทษพระราชธิดาได้ เพราะทรงสิเนหามาก แม้พระเชษฐาทั้งสองก็ทรงทราบเหมือนกัน พระราชาดำรงราชสมบัติอยู่ตลอดพระชนมายุแล้ว เสด็จสวรรคตด้วยประการฉะนี้เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว กังสราชโอรสได้เป็นพระราชา อุปกังสราชโอรสได้เป็นอุปราช ทั้ง ๒ พระองค์ทรงพระดำริว่า ถ้าเราจักให้สำเร็จโทษภคินี เราก็จักถูกครหาเราจักไม่ให้ภคินีนี้แก่ใคร ๆ จักเลี้ยงดูโดยไม่ให้มีสามี ดังนี้ ทั้ง ๒ พระองค์จึงให้สร้างปราสาทเสาเดียวให้ราชธิดาอยู่ ปราสาทนั้น นางทาสีนามว่านันทโคปาได้เป็นปริจาริกาของพระนาง ทาสนามว่าอันธกเวณฑุ ผู้เป็นสามีของนางนันทโคปาเป็น ผู้พิทักษ์รักษาพระนาง.

ครั้งนั้น พระเจ้ามหาสาครราช เสวยราชสมบัติอยู่ในอุตตรปถประเทศ พระองค์มีพระราชโอรส ๒ พระองค์ องค์หนึ่งพระนามว่าสาคร องค์หนึ่งพระนามว่าอุปสาคร ก็ในบรรดาพระราชโอรส ๒พระองค์นั้น เมื่อพระชนกเสด็จสวรรคต สาครราชโอรสได้เป็นพระราชา อุปสาครราชโอรสได้เป็นอุปราช อุปสาครอุปราชนั้นเป็นสหายของอุปกังสอุปราช สำเร็จการศึกษาคราวเดียวกัน ในตระกูลอาจารย์คนเดียวกัน.

อุปสาครอุปราชได้ทำมิดีมิงาม นางสนมกำนัลในของพระเจ้าพี่สาครราช กลัวพระราชอาชญาหนีไปสำนักอุปกังสอุปราช ในแคว้นกังสโคตร อุปกังสอุปราชพาเข้าเฝ้าพระเจ้ากังสราช พระเจ้ากังสราชทรงประทานยศใหญ่แก่อุปสาครอุปราช อุปสาครอุปราชเมื่อไปเฝ้าพระราชา เห็นปราสาทเสาเดียว ซึ่งเป็นที่ประทับของพระนางเทวคัพภาจึงถามว่านี่ที่อยู่ของใคร ครั้นทราบความนั้นแล้ว ก็มีจิตปฏิพัทธ์ในพระนางเทวคัพภา.

วันหนึ่ง พระนางเทวคัพภาทอดพระเนตรเห็นอุปสาครอุปราชไปเฝ้าพระราชาพร้อมกับอุปกังสอุปราช จึงตรัสถามว่า นั่นใคร ทรงทราบจากนางนันทโคปาว่า โอรสพระเจ้ามหาสาครราชพระนามว่าอุปสาคร ก็มีจิตปฏิพัทธ์ในอุปสาครอุปราชนั้น อุปสาครอุปราชให้สินบนนางนันทโคปา แล้วกล่าวว่า น้องหญิง ท่านอาจที่จักพาพระนางเทวคัพภามาให้เราไหม ? นางนันทโคปากล่าวว่า ข้อนั้นไม่ยากดอกนาย แล้วก็บอกเรื่องนั้นแก่พระนางเทวคัพภา ตามปกติพระนางก็มีจิตปฏิพัทธ์ในอุปสาครอุปราชอยู่แล้ว พอได้ฟังดังนั้นก็รับว่าดีแล้ว นางนันทโคปาให้สัญญาแก่อุปสาครอุปราชให้ขึ้นปราสาทในเวลาราตรี อุปสาครอุปราชได้ร่วมสังวาสกับพระนางเทวคัพภา โดยทำนองนั้นบ่อย ๆเข้าพระนางได้ตั้งครรภ์ต่อมาข่าวพระนางทรงครรภ์ก็ได้ปรากฏขึ้นพระเชษฐาทั้งสองจึงถามนางนันทโคปา นางนันทโคปาทูลขออภัยแล้วกราบทูลความลับนั้นให้ทรงทราบ พระเชษฐาทั้ง ๒ พระองค์ทรงทราบแล้ว จึงปรึกษากันว่า เราไม่อาจที่จะสำเร็จโทษน้องหญิงได้ ถ้าเธอคลอดพระธิดา เราจักไม่สำเร็จโทษ แต่ถ้าเป็นพระโอรส เราจักสำเร็จโทษเสีย แล้วประทานพระนางเทวคัพภาแก่อุปสาครอุปราช พระนางเทวคัพภาทรงครรภ์ครบกำหนดแล้วก็ประสูติพระธิดา พระเชษฐาทั้งสองทรงทราบแล้วดีพระทัย ตั้งพระนามให้พระธิดานั้นว่า อัญชนเทวีได้พระราชทานบ้านส่วยชื่อโภควัฒมานะแก่กษัตริย์ทั้ง ๒ อุปสาครอุปราช จึงพาพระนางเทวคัพภาไปประทับ ณ โภควัฒมานคาม พระนางเทวคัพภาก็ทรงครรภ์อีก แม้นางนันทโคปาก็ตั้งครรภ์ในวันนั้นเหมือนกัน เมื่อหญิงทั้งสองมีครรภ์ครบกำหนดแล้ว พระนางเทวคัพภาประสูติพระโอรส แม้นางนันทโคปาก็คลอดธิดาในวันเดียวกันนั่นเอง พระนางเทวคัพภากลัวพระโอรสจะพินาศด้วยราชภัย จึงส่งพระโอรสไปให้นางนันทโคปา และให้นางนันทโคปานำธิดามาให้เปลี่ยนกันเลี้ยงเงียบ.

อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลความที่พระนางเทวคัพภาประสูติแล้วให้พระเชษฐาทั้ง ๒ ทรงทราบ พระเชษฐาทั้ง ๒ พระองค์นั้นตรัสถามว่า ประสูติโอรสหรือธิดา เมื่อได้รับตอบว่า ธิดา จึงรับสั่งว่า ถ้าเช่นนั้นท่านทั้งหลายจงเลี้ยงไว้เถิด พระนางเทวคัพภาประสูติพระโอรสรวม ๑๐องค์ นางนันทโคปาก็คลอดลูกหญิงรวม ๑๐ คน ได้เปลี่ยนให้กันเลี้ยงด้วยอุบายนี้ โอรสของพระนางเทวคัพภาเจริญอยู่ในสำนักนางนันทโคปา ลูกหญิงของนางนันทโคปาเจริญอยู่ในสำนักของพระนางเทวคัพภา ใคร ๆ มิได้รู้ความลับเรื่องนั้น.

โอรสองค์ใหญ่ของพระนางเทวคัพภา นามว่าวาสุเทพ องค์ที่ ๒นามว่าพลเทพ องค์ที่ ๓ นามว่าจันทเทพ องค์ที่ ๔ นามว่าสุริยเทพองค์ที่ ๕ นามว่าอัคคิเทพ องค์ที่ ๖ นามว่าวรุณเทพ องค์ที่ ๗ นามว่าอัชชุนะ องค์ที่ ๘ นามว่าปัชชุนะ องค์ที่ ๙ นามว่าฆตบัณฑิต องค์ที่ ๑๐ นามว่าอังกุระ โอรสเหล่านั้นได้ปรากฏว่าพี่น้อง ๑๐ คนเป็นบุตรของอันธกเวณฑุทาส.

ต่อมาโอรสเหล่านั้น ครั้นเจริญวัยแล้วมีกำลังเรี่ยวแรงมาก เป็นผู้หยาบช้ากล้าแข็ง พากันเที่ยวปล้นประชาชน แม้คนนำบรรณาการไปถวายพระราชา ก็พากันปล้นเอาหมด ประชาชนประชุมกันร้องทุกข์ที่พระลานหลวงว่า พี่น้อง ๑๐ คน ซึ่งเป็นบุตรของอันธกเวณฑุทาสปล้นแว่นแคว้น พระราชารับสั่งให้เรียกตัวอันธกเวณฑุทาสมาตรัสคุกคามว่า เหตุไร ? เจ้าจึงปล่อยให้ลูกทำการปล้น ดังนี้ เมื่อประชาชนร้องทุกข์ถึง ๒ ครั้ง ๓ ครั้งอย่างนี้ พระราชาก็ทรงคุกคามอันธกเวณฑุเขากลัวต่อมรณภัย ทูลขออภัยโทษกะพระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ กุมารเหล่านั้นมิใช่บุตรของข้าพระองค์ เป็นโอรสของอุปสาครอุปราช แล้วกราบทูลความลับเรื่องนั้นให้ทรงทราบ พระราชาทรงตกพระทัย ตรัสถามอำมาตย์ทั้งหลายว่า เราจะใช้อุบายอย่างไรจึงจักจับกุมารเหล่านั้นได้ ? เมื่อพวกอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ กุมารเหล่านั้นลำพองจิตด้วยมวยปล้ำ ข้าพระองค์จักให้ทำการต่อสู้ขึ้นในพระนคร แล้วให้จับกุมารเหล่านั้นผู้มาสู่สนามยุทธฆ่าเสีย ณ ที่นั้น ดังนี้ จึงรับสั่งให้เรียกนักมวยปล้ำมา ๒ คน คนหนึ่งชื่อวานุระ อีกคนหนึ่งชื่อมุฏฐิกะ แล้วให้ตีกลองประกาศทั่วพระนครว่าจากวันนี้ไป ๗ วัน จักมีการต่อสู้ ดังนี้แล้วให้ตระเตรียมสนามต่อสู้ที่พระลานหลวง ให้ทำสังเวียนนั้นสนามต่อสู้แล้วให้ผูกธงและแผ่นผ้า.

เสียงเล่าลือกันแซ่ไปทั่วนคร ประชาชนพากันผูกล้อเลื่อนและเตียงน้อยใหญ่ วานุระแลมุฏฐิกะก็มายังสนามต่อสู้ โห่ร้องคำรามตบมือเดินไปมาอยู่ แม้กุมารพี่น้องทั้ง ๑๐ ก็มาแล้วยื้อแย่งตามถนนขายอาหาร ของหอมและเครื่องย้อม แล้วนุ่งห่มผ้าสี แย่งเอาของหอมตามร้านขายของหอม แลดอกไม้ตามร้านขายดอกไม้มาประดับตัวทัดดอกไม้๒ หู โห่ร้องคำรามตบมือเข้าสนามต่อสู้ ขณะนั้นวานุระเดินตบมืออยู่พลเทพเห็นดังนั้น จึงคิดว่า เราจะไม่ถูกต้องวานุระด้วยมือ แล้วไปนำเชือกผูกช้างเส้นใหญ่มาแต่โรงช้าง โห่ร้องคำรามแล้วโยนเชือกไปพันท้องวานุระ รวบปลายเชือกทั้ง ๒ เข้ากัน โห่ร้องยกขึ้นหมุนเหนือศีรษะแล้วฟาดลงแผ่นดิน โยนไปนอกสังเวียน เมื่อวานุระตายแล้วพระราชารับสั่งให้มุฏฐิกะคนปล้ำทำการต่อสู้ต่อไป มุฏฐิกะลุกออกไปโห่ร้องคำรามตบมืออยู่ พลเทพทุบมุฏฐิกะจนกระดูกละเอียด เมื่อมุฏฐิกะกล่าวว่า ท่านเป็นนักมวยปล้ำ ฉันไม่ใช่นักมวยปล้ำ จึงตอบว่า เราไม่เข้าใจว่าท่านเป็นนักมวยปล้ำหรือไม่ใช่นักมวยปล้ำ แล้วจับมือทั้ง ๒ฟาดลงบนแผ่นดินให้ตายแล้วโยนไปนอกสังเวียน มุฏฐิกะเมื่อจะตายได้ตั้งความปรารถนาไว้ว่า ขอให้เราเป็นยักษ์ได้กินเพลเทพ ครั้นเขาตายไปแล้วจึงเกิดเป็นยักษ์อยู่ในดงชื่อกาฬมัตติกะ.

พระราชาเสด็จลุกขึ้นตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงจับพี่น้องทั้ง ๑๐คนเหล่านี้ให้ได้ ขณะนั้น วาสุเทพขว้างจักรไปตกถูกพระเศียรกษัตริย์สองพี่น้องสิ้นพระชนม์ มหาชนพากันสะดุ้งหวาดกลัว หมอบลงแทบบาทของกุมารเหล่านั้นด้วยกล่าวว่า ขอพระองค์ได้เป็นที่พึ่งของพวกข้าพระองค์เถิด กุมารเหล่านั้นครั้นปลงพระชนม์พระเจ้าลุงทั้ง ๒ ก็ยืดราชสมบัติอสิตัญชนคร ยกมารดาบิดาขึ้นครองราชสมบัติแล้วปรึกษากันว่า เรา ๑๐ คนจักชิงราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งหมด แล้วชวนกันยกออกไปโดยลำดับ ถึงอยุชฌนครซึ่งเป็นที่ประทับของพระเจ้ากาลโยนกราชล้อมเมืองไว้ ทำลายค่ายพังกำแพงเข้าไปจับพระราชา ยึดราชสมบัติอยู่ในเงื้อมมือของตน แล้วพากัน ไปถึงกรุงทวาราวดี.

ก็กรุงทวาราวดีนั้นมีสมุทรตั้งอยู่ข้างหนึ่ง มีภูเขาตั้งอยู่ข้างหนึ่งได้ยินว่านครนั้นมีอมนุษย์รักษา ยักษ์ผู้ยืนรักษานครนั้น เห็นปัจจามิตรแล้วแปลงเพศเป็นลา ร้องเสียงเหมือนลา ขณะนั้น นครทั้งสิ้นก็เลื่อนลอยไปอยู่บนเกาะเกาะ ๑ กลางสมุทร ด้วยอานุภาพยักษ์ เมื่อพวกปัจจามิตรไปแล้ว นครก็กลับมาประดิษฐานตามเดิมอีก แม้คราวนั้นยักษ์เพศลานั้นรู้ว่ากุมาร ๑๐ คนพี่น้องมา ก็ร้องเป็นเสียงลาขึ้น นครก็เลื่อนลอยไปประดิษฐานอยู่บนเกาะ กุมารเหล่านั้นไม่เห็นนครก็พากันกลับ นครก็มาประดิษฐานอยู่ตามเดิมอีก กุมารเหล่านั้นกลับมาอีกยักษ์เพศลาก็ได้ทำเหมือนอย่างนั้นอีก กุมารเหล่านั้นเมื่อไม่อาจชิงราชสมบัติในกรุงทวาราวดีได้ ก็พากันไปหากัณหทีปายนดาบสนมัสการแล้วถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายไม่อาจชิงราชสมบัติ ทวาราวดีขอท่านได้บอกอุบายแก่พวกข้าพเจ้าสักอย่างหนึ่ง เมื่อพระดาบสบอกว่ามีลาตัวหนึ่งเที่ยวอยู่ที่หลังคูแห่งโน้น ลานั้นเห็นพวกอมิตรแล้วร้องขึ้นขณะนั้น นครก็เลื่อนลอยไปเสีย ท่านทั้งหลายจงจับเท้าของลานั้น นี้เป็นอุบายที่จะให้ท่านถึงความสำเร็จดังนี้ กุมารทั้ง ๑๐ นมัสการพระดาบส แล้วไปหมอบจับเท้าของลาวิงวอนว่า ข้าแต่นาย คนอื่นนอกจากท่านเสียแล้วไม่เป็นที่พึ่งของพวกข้าพเจ้าได้ กาลเมื่อพวกข้าพเจ้ายึดนครขอท่านอย่างได้ร้องขึ้นเลย ยักษ์เพศลากล่าวว่า เราไม่อาจที่จะไม่ร้องแต่ว่าท่าน ๔ คนจงมาก่อน จงถือเอาไถเหล็กใหญ่ ๆ แล้วตอกหลักเหล็กใหญ่ ๆ ลงกับพื้นแผ่นดิน ที่ประตูเมืองทั้ง ๔ ด้าน กาลเมื่อนครจะเขยื่อนขึ้นจงจับไถแล้วช่วยกันเอาโซ่เหล็กที่ผูกกับไถล่ามไว้กับหลักเหล็กนครจักไม่อาจลอยไปได้.

กุมารเหล่านั้นรับว่าดีแล้ว ครั้นเวลาเที่ยงคืนนั้น ก็พากันถือเอาไถแล้วตอกหลักลงบนแผ่นดินที่ประตูเมืองทั้ง ๔ ด้านยืนอยู่ ขณะนั้น ยักษ์เพศลาก็ร้องขึ้น นครเริ่มจะเลื่อนลอย กุมารเหล่านั้นยืนอยู่ที่ประตูเมื่อทั้ง ๔ ด้าน จับไถเหล็ก ๔ คัน เอาโซ่เหล็กผูกกับไถล่ามไว้กับหลักเหล็ก นครก็ไม่อาจเขยื้อนขึ้นได้ ลำดับนั้นกุมาร ๑๐ พี่น้องก็เข้านคร ปลงพระชนม์พระราชาแล้วยึดราชสมบัติได้ กุมารเหล่านั้นได้ใช้จักรปลงพระชนม์พระราชาทั้งหมดในนคร ๖ หมื่น ๓ พันนครแล้วมารวมกันอยู่ที่กรุงทวาราวดี แบ่งราชสมบัติเป็น ๑๐ ส่วน แต่หาทันนึกถึงอัญชนเทวีเชษฐภคินีไม่ ต่อมานึกขึ้นได้จึงปรึกษากันใหม่ว่าจะแบ่งเป็น ๑๑ ส่วน อังกุรกุมารพูดขึ้นว่า ท่านทั้งหลายจงให้ส่วนของเราแก่อัญชนเทวีเชษฐภคินีเถิด เราจะทำการค้าขายเลียงชีพ แต่ท่านทั้งหลายต้องแบ่งส่วยในชนบทของตนให้แก่เราทุก ๆ คน พี่น้อง ๙ องค์รับว่า ดีแล้ว ดังนี้แล้วมอบราชสมบัติส่วนของอังกุรกุมารให้แก่อัญชนเทวีเชษฐภคินี ได้เป็นพระราชา ๙ องค์กับเชษฐภคินี อยู่ด้วยกัน ในกรุงทวาราดี ส่วนน้องกุรกุมารได้ทำการค้าขาย.

เมื่อพระราชาพี่น้องเหล่านั้นเจริญด้วยบุตรธิดาต่อ ๆ มาอีกอย่างนี้ครั้นกาลล่วงไปนาน พระราชมารดาบิดาก็สิ้นพระชนม์ลง ได้ยินว่าอายุกาลของมนุษย์ในครั้งนั้นถึง ๒๐,๐๐๐ ปี ครั้งนั้น พระปิโยรสองค์๑ ของวาสุเทพมหาราชสิ้นพระชนม์ พระราชาทรงแต่เศร้าโศกละสรรพกิจเสีย นอนกอดแคร่พระแท่นบ่นเพ้ออยู่ กาลนั้น ฆตบัณฑิตคิดว่า เว้นเราเสียแล้ว คนอื่นใครเล่าชื่อว่าสามารถกำจัดความโศกของพี่ชายเราย่อมไม่มี เราจักใช้อุบายกำจัดความโศกของพี่ชาย คิดดังนี้แล้วจึงทำเป็นคนบ้าแหงนดูอากาศเดินบ่นไปทั่วเมืองว่า ท่านจงให้กระต่ายแก่เรา ท่านจงให้กระต่ายแก่เรา ดังนี้ ข่าวเล่าลือกันไปทั่วเมืองว่า ฆตบัณฑิตเป็นบ้าเสียแล้ว.

เวลานั้น อำมาตย์ชื่อโรหิเณยยะไปเฝ้าพระเจ้าวาสุเทพ เมื่อจะเริ่มสนทนากับพระองค์ ได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหวงศ์ ขอพระองค์ จงเสด็จลุกขึ้นเถิด จะมัวทรงบรรทมอยู่ทำไม ความเจริญอะไรจะมีแก่พระองค์ด้วยพระสุบิน เล่า พระภาดาของพระองค์แม้ใด เสมอด้วย พระหฤทัย และเสมอด้วยพระเนตรข้างขวา ลมได้กระทบดวงหทัยของพระภาดานั้น ข้าแต่ พระองค์ผู้มีพระเกศางาม ฆตบัณฑิตทรงเพ้อไป.

โรหิเณยยะอำมาตย์ ทูลทักทายด้วยโคตรว่า ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหวงศ์ ในคาถานั้น นัยว่าพระวาสุเทพนั้น มีโคตรว่ากัณหายนะ. บทว่า โก อตฺโถ คือ ความเจริญชื่ออะไร. บทว่า หทยํ จกฺขุญฺจ ทิกฺขิณํ ความว่า เสมอด้วยพระหฤทัยด้วย เสมอด้วยพระเนตรข้างขวาด้วย. บทว่า ตสฺส วาตา พลิยฺยนฺติ ความว่า ลมกระทบดวงหทัยของพระภาดานั่งอยู่ ณ ที่นี้. บทว่า ชปฺปติ คือ ทรงเพ้อไปว่า ท่านทั้งหลายจงให้กระต่ายแก่เรา. บทว่า เกสว ความว่า ได้ยินว่าพระเจ้าวาสุเทพนั้น ทรงปรากฏพระนามว่า เกสว เพราะทรงมีพระเกษางามโรหิเณยยะอำมาตย์ ทูลทักทายพระเจ้าวาสุเทพด้วยพระนามนั้น.

เมื่ออำมาตย์ทูลอย่างนี้แล้ว พระศาสดาผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงทราบความที่ฆตบัณฑิตมีจิตมั่นคง จึงตรัสพระคาถาที่ ๒ ว่า :-

พระเจ้าเกสวราช ทรงสดับคำของโรหิเณยยะอำมาตย์นั้นแล้ว อัดอั้นพระหฤทัยด้วย ความโศกถึงพระภาดา มีพระวรกายสระสับ กระส่ายเสด็จลุกขึ้น.

พระราชาเสด็จลุกขึ้น รีบเสด็จลงจากปราสาทไปหาฆตบัณฑิตจับหัตถ์ทั้ง ๒ ไว้แน่น เมื่อจะเจรจากับฆตบัณฑิต ได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-

เหตุไรหนอ เจ้าจึงเป็นเหมือนคนบ้า เที่ยวบ่นเพ้ออยู่ทั่วนครทวาราวดีนี้ว่า กระต่าย กระต่าย ใครเขาลักกระต่ายของเจ้าไปหรือ ?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เกวลํ ทฺวารกํ อิมํ ความว่า พระราชาตรัสถามว่า เพราะเหตุไรเจ้าจึงเป็นดังคนบ้า เที่ยวบ่นเพ้ออยู่ทั่วทวาราวดีนครนี้ว่า กระต่าย กระต่าย ใครมาลักเอากระต่ายของเจ้าไปหรือ ? คือกระต่ายของเจ้าใครลักไปแล้วหรือ ?

เมื่อพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว ฆตบัณฑิตก็ยังตรัสคำนั้นแหละอยู่บ่อย ๆ พระราชาจึงตรัส ๒ คาถาอีกว่า :-

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๙๖๔ – เล่ม ๖๐ หน้า ๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทสกนิบาตชาดก · ๕๗ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ฆตปณฺฑิตชาตกํ

อุฏฺเฐหิ กณฺหาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มตปุตฺตํ กุฏุมฺพิกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุ มฏฺฐกุณฺฑลิวตฺถุสทิสเมว ฯ

อิธ ปน สตฺถา ตํ อุปาสกํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉิ กึ อุปาสก โสจสีติ ฯ อาม ภนฺเตติ วุตฺเต อุปาสก โปราณกปณฺฑิตา ปณฺฑิตานํ กถํ สุตฺวา มตปุตฺตํ นานุโสจึสูติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ

อตีเต อุตฺตราปเถ กํสโคตฺเต อสิตญฺชนคเร มหากํโส นาม ราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตสฺส กํโส จ อุปกํโส จาติ เทฺว ปุตฺตา อเหสุํ ฯ เทวคพฺภา นาม เอกา ธีตา ฯ ตสฺสา ชาตทิวเส เนมิตฺตกา พฺราหมฺณา เอติสฺสา กุจฺฉิยํ นิพฺพตฺตปุตฺโต กํสโคตฺตํ กํสวํสํ นาเสสฺสตีติ พฺยากรึสุ ฯ ราชา พลวสิเนเหน ธีตรํ วินาเสตุํ นาสกฺขิ ภาตโรปิ ชานิสฺสนฺตีติ ยาวตายุกํ ฐตฺวา กาลมกาสิ ฯ ตสฺมึ กาลกเต กํโส ราชา อโหสิ อุปกํโส อุปราชา ฯ เต จินฺตยึสุ สเจ มยํ ภคินึ นาเสสฺสาม คารยฺหา ภวิสฺสาม เอตํ กสฺสจิ อทตฺวา นิสฺสามิกํ กตฺวา ปฏิชคฺคิสฺสามาติ เต เอกถูนกํ ปาสาทํ กาเรตฺวา ตตฺถ ตํ วสาเปสุํ ฯ นนฺทโคปา นาม ตสฺสา ปริจาริกา อโหสิ ฯ อนฺธกเวณฺฑุ นาม ทาโส ตสฺสา สามิโก อารกฺขมกาสิ ฯ ตทา อุตฺตรปถรายํ มหาสาคโร นาม ราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตสฺส สาคโร จ อุปสาคโร จาติ เทฺว ปุตฺตา อเหสุํ ฯ เตสุ จ ปิตุ อจฺจเยน สาคโร ราชา อโหสิ อุปสาคโร อุปราชา ฯ โส อุปกํสสฺส สหายโก เอกาจริยกุเล เอกโต อุคฺคหิตสิปฺโป ฯ โส สาครสฺส ภาตุ อนฺเตปุเร ทุพฺภิตฺวา ภายมาโน ปลายิตฺวา กํสโคตฺเต อุปกํสสฺส สนฺติกํ อคมาสิ ฯ อุปกํโส กํสรญฺโญ ทสฺเสสิ ฯ ราชา ตสฺส มหนฺตํ ยสํ อทาสิ ฯ โส ราชุปฏฺฐานํ คจฺฉนฺโต เทวคพฺภาย นิวาสํ เอกถมฺภํ ปาสาทํ ทิสฺวา กสฺเสโส นิวาโสติ ปุจฺฉิตฺวา ตํ การณํ สุตฺวา เทวคพฺภาย ปฏิพทฺธจิตฺโต อโหสิ ฯ เทวคพฺภาปิ เอกทิวสํ ตํ อุปกํเสน สทฺธึ ราชุปฏฺฐานํ คจฺฉนฺตํ ทิสฺวา โก เอโสติ ปุจฺฉิตฺวา มหาสาครสฺส ปุตฺโต อุปสาคโร นามาติ นนฺทโคปาย สนฺติกา สุตฺวา ตสฺมึ ปฏิพทฺธจิตฺตา อโหสิ ฯ อุปสาคโร นนฺทโคปาย ลญฺจํ ทตฺวา ภคินิ สกฺขิสฺสสิ เม เทวคพฺภํ ทสฺเสตุนฺติ อาห ฯ สา น เอตํ สามิ ครุกนฺติ วตฺวา ตํ การณํ เทวคพฺภาย อาโรเจสิ ฯ สา ปกติยาปิ ตสฺมึ ปฏิพทฺธจิตฺตา ตํ วจนํ สุตฺวา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ นนฺทโคปา อุปสาครสฺส สญฺญํ ทตฺวา รตฺติภาเค ตํ ปาสาทํ อาโรเปสิ ฯ โส เทวคพฺภาย สทฺธึ สํวาสํ กปฺเปสิ ฯ อถ เตน สทฺธึ ปุนปฺปุนํ สํวาเสน เทวคพฺภา คพฺภํ ปฏิลภิ ฯ อปรภาเค ตสฺสา คพฺภปติฏฺฐานํ ปากฏํ อโหสิ ฯ ภาตโร นนฺทโคปํ ปุจฺฉึสุ ฯ สา อภยํ ยาจิตฺวา ตํ อนฺตรํ กเถสิ ฯ เต สุตฺวา ภคินึ นาเสตุํ น สกฺกา สเจ ธีตรํ วิชายิสฺสติ ตํปิ น นาเสสฺสาม สเจ ปน ปุตฺโต ภวิสฺสติ นาเสสฺสามาติ จินฺเตตฺวา เทวคพฺภํ อุปสาครสฺส อทํสุ ฯ สา ปริปุณฺณคพฺภา ธีตรํ วิชายิ ฯ ภาตโร สุตฺวา หฏฺฐตุฏฺฐา ตสฺสา อญฺชนเทวีติ นามํ กรึสุ ฯ เตสํ โภควฑฺฒมานํ นาม โภคคามํ อทํสุ ฯ อุปสาคโร เทวคพฺภํ คเหตฺวา โภควฑฺฒมานคาเม วสิ ฯ เทวคพฺภาย ปุนปิ คพฺโภ ปติฏฺฐาสิ ฯ นนฺทโคปาปิ ตํ ทิวสเมว คพฺภํ ปฏิลภิ ฯ ตาสุ ปริปุณฺณคพฺภาสุ เอกทิวสเมว เทวคพฺภา ปุตฺตํ วิชายิ ฯ นนฺทโคปาปิ ธีตรํ วิชายิ ฯ เทวคพฺภา ปุตฺตสฺส วินาสภเยน ปุตฺตํ นนฺทโคปาย รหสฺเสน เปเสตฺวา ตสฺสา ธีตรํ อาณาเปสิ ฯ ตสฺสา วิชาตภาวํ ภาติกานํ อาโรเจสุํ ฯ เต ปุตฺตํ วิชาตา ธีตรนฺติ ปุจฺฉิตฺวา ธีตรนฺติ วุตฺเต เตนหิ โปสถาติ อาหํสุ ฯ เอเตนุปาเยน เทวคพฺภา ทส ปุตฺเต วิชายิ นนฺทโคปา ทส ธีตโร ฯ ปุตฺตา นนฺทโคปาย สนฺติเก วฑฺฒนฺติ ธีตโร เทวคพฺภาย ตํ อนฺตรํ โกจิ น ชานาติ ฯ เทวคพฺภาย เชฏฺฐปุตฺโต วาสุเทโว นาม อโหสิ ทุติโย พลเทโว นาม ตติโย จนฺทเทโว นาม จตุตฺโถ สุริยเทโว นาม ปญฺจโม อคฺคิเทโว นาม ฉฏฺโฐ วรุณเทโว นาม สตฺตโม อชฺชุโน นาม อฏฺฐโม ปชฺชุโน นาม นวโม ฆตปณฺฑิโต นาม ทสโม องฺกุโร นาม อโหสิ ฯ เต อนฺธกเวณฺฑุทาสปุตฺตา ทส ภาติกาติ ปากฏา อเหสุํ ฯ เต อปรภาเค วุฑฺฒิมนฺวาย ถามพลสมฺปนฺนา กกฺขลา ผรุสา หุตฺวา วิโลปํ กโรนฺตา วิจรนฺติ ฯ รญฺโญ คจฺฉนฺเต ปณฺณากาเรปิ วิลุมฺปนฺเตว ฯ มนุสฺสา สนฺนิปติตฺวา อนฺธกเวณฺฑุทาสปุตฺตา ทส ภาติกา รฏฺฐํ วิลุมฺปนฺตีติ ราชงฺคเณ อุปกฺโกสึสุ ฯ ราชา อนฺธกเวณฺฑุํ ปกฺโกสา- เปตฺวา กสฺมา ปุตฺเตหิ วิโลปํ การาเปสีติ ตชฺเชสิ ฯ เอวํ ทุติยํ ตติยํปิ มนุสฺเสหิ อุปกฺโกเส กเต ราชา ตํ สนฺตชฺเชสิ ฯ โส มรณภยภีโต ราชานํ อภยํ ยาจิตฺวา เทว เอเต น มยฺหํ ปุตฺตา อุปสาครสฺส ปุตฺตาติ ตํ อนฺตรํ อาโรเจสิ ฯ ราชา ภีโต เกน เต อุปาเยน คณฺหิสฺสามาติ อมจฺเจ ปุจฺฉิตฺวา เอเต เทว มลฺลยุทฺธวิตฺตกา นคเร ยุทฺธํ กาเรตฺวา ตตฺถ เต ยุทฺธมณฺฑลํ อาคเต คาหาเปตฺวา มาเรสฺสามาติ วุตฺเต วานุรญฺจ มุฏฺฐิกญฺจาติ เทฺว มลฺเล ปกฺโกสาเปตฺวา อิโต สตฺตเม ทิวเส ยุทฺธํ ภวิสฺสตีติ นคเร เภริญฺจาราเปตฺวา ราชงฺคเณ ยุทฺธมณฺฑลํ สชฺชาเปตฺวา อกฺขวาฏํ กาเรตฺวา ยุทฺธมณฺฑลํ การาเปตฺวา ธชปฏิเก พนฺธาเปสิ ฯ สกลนครํ สงฺขุภิ ฯ จกฺกาติจกฺกํ มญฺจาติมญฺจํ พนฺธึสุ ฯ วานุรมุฏฺฐกา ยุทฺธมณฺฑลํ อาคนฺตฺวา วคฺคนฺตา คชฺชนฺตา อปฺโผเฐนฺตา วิจรึสุ ฯ ทส ภาติกาปิ อาคนฺตฺวา ภตฺตคนฺธรชกวีถึ วิลุมฺเปตฺวา วณฺณสาฏเก นิวาเสตฺวา คนฺธาปเณสุ คนฺธํ มาลาการาปเณสุ มาลํ วิลุมฺเปตฺวา วลิตฺตคตฺตา มาลาธาริโน กตกมฺมปูรา วคฺคนฺตา คชฺชนฺตา อปฺโผเฐนฺตา ยุทฺธมณฺฑลํ ปวิสึสุ ฯ ตสฺมึ ขเณ วานุโร อปฺโผเฐนฺโต วิจรติ ฯ พลเทโว ตํ ทิสฺวา น นํ หตฺเถน ฉุปิสฺสามีติ หตฺถิสาลโต มหนฺตํ หตฺถิโยตฺตํ อาหริตฺวา วคฺคิตฺวา คชฺชิตฺวา โยตฺตํ ขิปิตฺวา วานุรํ อุทเร เวเฐตฺวา เทฺว โยตฺตโกฏิโย เอกโต กตฺวา วคฺเคตฺวา อุกฺขิปิตฺวา สีสมตฺถเก ภเมตฺวา ภูมิยํ โปเถตฺวา พหิ อกฺขวาเฏ ขิปิ ฯ วานุเร มเต ราชา มุฏฺฐิกมลฺลํ อาณาเปสิ ฯ โส วุฏฺฐาย วคฺคิตฺวา คชฺชิตฺวา อปฺโผเฐสิ ฯ พลเทโว ตํ โกเฏตฺวา อฏฺฐีนิ สญฺจุณฺเณตฺวา มลฺโลสิ อมลฺโลมฺหีติ วทนฺตเมว นาหํ ตว มลฺลภาวํ วา อมลฺลภาวํ วา ชานามีติ หตฺเถ คเหตฺวา ภูมิยํ โปเถตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา พหิ อกฺขวาเฏ ขิปิ ฯ มุฏฺฐิโก มรนฺโต ยกฺโข หุตฺวา ตํ ขาทิตุํ ลภิสฺสามีติ ปตฺถนํ ฐเปสิ ฯ โส กาฬมตฺติกอฏวิยํ นาม ยกฺโข หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ ราชา คณฺห ทส ภาติเก เจตเกติ อุฏฺฐหิ ฯ ตสฺมึ ขเณ วาสุเทโว จกฺกํ ขิปิ ทฺวินฺนํปิ ภาติกานํ สีสานิ ปาเตสิ ฯ มหาชโน ภีตตสิโต อวสฺสโย โน โหถาติ เตสํ ปาเทสุ นิปติตฺวา นิปชฺชิ ฯ เต เทฺวปิ มาตุเล มาเรตฺวา อสิตญฺชนคเร รชฺชํ คเหตฺวา มาตาปิตโร ตตฺถ กตฺวา ทสปิ ชนา สกลชมฺพุทีเป รชฺชํ คณฺหิสฺสามาติ นิกฺขมิตฺวา อนุปุพฺเพน กาลโยนกรญฺโญ นิวาสํ อยุชฺฌนครํ คนฺตฺวา ตํ ปริกฺขิตฺวา ปริกฺขคฺคหณํ วิทฺธํเสตฺวา ปาการํ ภินฺทิตฺวา ราชานํ คเหตฺวา ตํ รชฺชํ อตฺตโน หตฺถคตํ กตฺวา ทฺวารวตึ สมฺปาปุณึสุ ฯ ตสฺส จ ปน นครสฺส เอกโต สมุทฺโท เอกโต ปพฺพโต ฯ อมนุสฺสปริคฺคหิตํ กิร ตํ อโหสิ ฯ ตสฺส อารกฺขํ คเหตฺวา ฐิตยกฺโข ปจฺจามิตฺเต ทิสฺวา คทฺรภเวเสน คทฺรภรวํ รวติ ฯ ตสฺมึ ขเณ ยกฺขานุภาเวน สกลนครํ อุปฺปติตฺวา สมุทฺทมชฺเฌ เอกสฺมึ ทีปเก ติฏฺฐติ ฯ ปจฺจามิตฺเตสุ คเตสุ ปุนาคนฺตฺวา สกฏฺฐาเนเยว ปติฏฺฐาสิ ฯ ตทาปิ โส คทฺรโภ เตสํ ทสนฺนํ ภาติกานํ อาคมนํ ญตฺวา คทฺรภรวํ รวิ ฯ นครํ อุปฺปติตฺวา ทีปเก ปติฏฺฐาย เตสุ นครํ อทิสฺวา นิวตฺเตสุ ปุนาคนฺตฺวา สกฏฺฐาเน ปติฏฺฐาสิ ฯ เต ปุน นิวตฺตึสุ ฯ ปุนปิ คทฺรโภ ตเถว อกาสิ ฯ เต ทฺวารวตีนคเร รชฺชํ คเหตุํ อสกฺโกนฺตา กณฺหทีปายนสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา ภนฺเต มยํ ทฺวารวตีรชฺชํ คเหตุํ น สกฺโกม เอกํ โน อุปายํ กเถถาติ ปุจฺฉิตฺวา ปริกฺขปิฏฺเฐ อสุกสฺมึ นาม ฐาเน เอโก คทฺรโภ จรติ โส หิ อมิตฺเต ทิสฺวา วิจรติ ตสฺมึ ขเณ นครํ อุปฺปติตฺวา คจฺฉติ ตุมฺเห ตสฺส ปาเท คณฺหถ อยํ เต นิปฺปชฺชนุปาโยติ วุตฺเต ตาปสํ วนฺทิตฺวา คนฺตฺวา ทสปิ ชนา คทฺรภสฺส ปาเทสุ คเหตฺวา นิปติตฺวา สามิ ฐเปตฺวา ตุมฺเห อญฺโญ อมฺหากํ อวสฺสโย นตฺถิ อมฺหากํ นครํ คณฺหนกาเล มา วิรวถาติ ยาจึสุ ฯ คทฺรโภ น สกฺกา มยา น วิรวิตุํ ตุมฺเห ปน ปฐมตรํ อาคนฺตฺวา จตฺตาโร ชนา มหนฺตานิ อยนงฺคลานิ คเหตฺวา จตูสุ ทฺวาเรสุ มหนฺเต อยขาณุเก ภูมิยํ อาโกเฏตฺวา นครสฺส อุปฺปตนกาเล นงฺคลานิ คเหตฺวา นงฺคลพนฺธํ อยสงฺขลิกํ อยขาณุเก พนฺเธยฺยาถ นครํ อุปฺปติตุํ น สกฺขิสฺสตีติ อาห ฯ เต สาธูติ วตฺวา ตสฺมึ อฑฺฒรตฺเต- เยว นงฺคลานิ อาทาย จตูสุ นครทฺวาเรสุ ขาณุเก ภูมิยํ อาโกเฏตฺวา อฏฺฐํสุ ฯ ตสฺมึ ขเณ คทฺรโภ วิรวิ นครํ อุปฺปติตุํ อารภิ ฯ จตูสุ นครทฺวาเรสุ ฐิตา จตูหิ อยนงฺคเลหิ คเหตฺวา นงฺคลพนฺธา อยสงฺขลิกา ขาณุเกสุ พนฺธึสุ ฯ นครํ อุปฺปติตุํ นาสกฺขิ ฯ ทส ภาติกา ตโต นครํ ปวิสิตฺวา ราชานํ มาเรตฺวา รชฺชํ คณฺหึสุ ฯ เอวํ เต สกลชมฺพุทีเป เตสฏฺฐิยา นครสหสฺเสสุ สพฺเพ ราชาโน จกฺเกน ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา ทฺวารวติยา วสมานา รชฺชํ ทส โกฏฺฐาเส กตฺวา วิภชึสุ ฯ ภคินึ ปน อญฺชนเทวึ น สรึสุ ฯ ตโต ปุน เอกาทส โกฏฺฐาเส กโรมาติ วุตฺเต องฺกุโร มม โกฏฺฐาสํ ตสฺสา เทถ อหํ โวหารํ กตฺวา ชีวิสฺสามิ เกวลํ ตุมฺเห อตฺตโน ชนปเท มยฺหํ สุงฺกํ วิสฺสชฺเชถาติ อาห ฯ เต สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตสฺส โกฏฺฐาสํ ภคินิยา ทตฺวา สทฺธึ ตาย นว ราชาโน ทฺวารวติยา วสึสุ ฯ องฺกุโร ปน วาณิชฺชํ อกาสิ ฯ เอวํ เตสุ อปราปรํ ปุตฺตธีตาหิ วฑฺฒมาเนสุ อทฺธาเน คเต มาตาปิตโร กาลมกํสุ ฯ ตทา กิร มนุสฺสานํ วีสติวสฺสสหสฺสายุกกาโล โหติ ฯ ตทา วาสุเทวมหาราชสฺส เอโก ปิยปุตฺตโก กาลมกาสิ ฯ ราชา โสกปเรโต สพฺพกิจฺจานิ ปหาย มญฺจสฺส อฏนึ ปริคฺคเหตฺวา วิลปนฺโต นิปชฺชิ ฯ ตสฺมึ กาเล ฆตปณฺฑิโต จินฺเตสิ ฐเปตฺวา มํ อญฺโญ โกจิ มม ภาตุ โสกํ หริตุํ สมตฺโถ นาม นตฺถิ อุปาเยนสฺส โสกํ หริสฺสามีติ โส อุมฺมตฺตกเวสํ คเหตฺวา สสํ เม เทถ สสํ เม เทถาติ อากาสํ โอโลเกนฺโต สกลนครํ วิจริ ฯ ฆตปณฺฑิโต อุมฺมตฺตโก ชาโตติ สกลนครํ สงฺขุภิ ฯ ตสฺมึ กาเล โรหิเนยฺโย นาม อมจฺโจ วาสุเทวรญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา เตน สทฺธึ กถํ สมุฏฺฐเปนฺโต ปฐมํ คาถมาห

อุฏฺเฐหิ กณฺห กึ เสสิ โก อตฺโถ สุปิเนน เต

โยปิ ตุยฺหํ สโก ภาตา หทยํ จกฺขุญฺจ ทกฺขิณํ

ตสฺส วาตา พลิยฺยนฺติ ฆโต ชปฺปติ เกสวาติ ฯ

ตตฺถ กณฺหาติ โคตฺเตนาลปติ ฯ กณฺหายนโคตฺโต กิเรส ฯ โก อตฺโถติ กตรา นาม วุฑฺฒิ ฯ หทยํ จกฺขุญฺจ ทกฺขิณนฺติ หทเยน เจว ทกฺขิณจกฺขุนา จ สมาโนติ อตฺโถ ฯ ตสฺส วาตา พลิยฺยนฺตีติ ตสฺส หทยํ อสฺมึ วาตา อวตฺถรนฺตีติ อตฺโถ ฯ ชปฺปตีติ สสํ เม เทถาติ วิปฺปลปติ ฯ เกสวาติ โส กิร เกสโสภณตาย เกสโวติ ปญฺญายิตฺถ เตน ตํ นาเมน อาลปติ ฯ

เอวํ อมจฺเจน วุตฺเต ตสฺส อุปฏฺฐิตภาวํ ญตฺวา สตฺถา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา ทุติยํ คาถมาห

ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา โรหิเนยฺยสฺส เกสโว

ตรมานรูโป วุฏฺฐาสิ ภาตุ โสเกน อฏฺฏิโตติ ฯ

ราชา อุฏฺฐาย สีฆํ ปาสาทา โอตริตฺวา ฆตปณฺฑิตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา อุโภสุ หตฺเถสุ ทฬฺหํ คเหตฺวา เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ตติยํ คาถมาห

กึ นุ อุมฺมตฺตกรูโปว เกวลํ ทฺวารกํ อิมํ

สโส สโสติ วิลปสิ โก นุ เต สสมาหรีติ ฯ

ตตฺถ เกวลํ ทฺวารกํ อิมนฺติ กสฺมา อุมฺมตฺตโก วิย หุตฺวา สกลํ อิมํ ทฺวารวตีนครํ วิจรนฺโต สโส สโสติ วิลปสิ โก ตว สสํ อวหริ เกน เต สโส คหิโตติ ปุจฺฉติ ฯ

โส รญฺญา เอวํ วุตฺเตปิ ปุนปฺปุนํ ตเทว วจนํ วทติ ฯ ราชา ปุน เทฺว คาถา อภาสิ

โสวณฺณมยํ มณิมยํ อถ วา รูปิยามยํ

สงฺขสิลาปวาฬมยํ การยิสฺสามิ เต สสํ ฯ

สนฺติ อญฺเญปิ สสกา อรญฺเญ วนโคจรา

เตปิ เต อานยิสฺสามิ กีทิสํ สสมิจฺฉสีติ ฯ

ตตฺรายํ สงฺเขปตฺโถ เอเตสุ สุวณฺณมยาทีสุ ยํ อิจฺฉสิ ตํ วท อหํ เต กาเรตฺวา ทสฺสามิ อถาปิ เอเต น โรเจสิ อญฺเญปิ อรญฺเญ วนโคจรา สสกา อตฺถิ เต อานยิสฺสามิ วท ภทฺรมุข กีทิสํ สสมิจฺฉสีติ ฯ

รญฺโญ กถํ สุตฺวา ฆตปณฺฑิโต ฉฏฺฐํ คาถมาห

น จาหเมตํ อิจฺฉามิ เย สสา ปฐวิสฺสิตา

จนฺทโต สสมิจฺฉาม ตํ เม โอหร เกสวาติ ฯ

ตตฺถ โอหราติ โอตาเรหิ ฯ

ราชา ตสฺส กถํ สุตฺวา นิสฺสํสยํ เม ภาตา อุมฺมตฺตโกว ชาโตติ โทมนสฺสปฺปตฺโต สตฺตมํ คาถมาห

โส นูน มธุรํ ญาติ ชีวิตํ วิชหิสฺสสิ

อปตฺถยํ โย ปตฺถยสิ จนฺทโต สสมิจฺฉสีติ ฯ

ตตฺถ ญาตีติ กนิฏฺฐํ อาลปนฺโต อาห ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ตาต มยฺหํ ปิยญาติ โส ตฺวํ นูน อติมธุรํ อตฺตโน ชีวิตํ วิชหิสฺสสิ โย อปตฺเถตพฺพํ ปตฺเถสีติ ฯ

ฆตปณฺฑิโต รญฺโญ วจนํ สุตฺวา นิจฺจโล ฐตฺวา ภาติก ตฺวํ จนฺทโต สสกํ ปตฺเถนฺตสฺส ตํ อลภิตฺวา ชีวิตกฺขยภาวํ ชานนฺโต กึการณา มตปุตฺตํ อนุโสจสีติ วตฺวา อฏฺฐมํ คาถมาห

เอวํ เจ กณฺห ชานาสิ ยทญฺญมนุสาสสิ

กสฺมา ปุเร มตํ ปุตฺตํ อชฺชาปิ อนุโสจสีติ ฯ

ตตฺถ เอวนฺติ อิทํ อลพฺภเนยฺยฏฺฐานํ นาม น ปตฺเถตพฺพนฺติ ยทิ เอวํ ชานาสิ ฯ ยทญฺญมนุสาสสีติ เอวํ ชานนฺโตว ยทิ อญฺญํ อนุสาสสีติ อตฺโถ ฯ ปุเรติ อถ กสฺมา อิโต จตุมาสมตฺถเก มตํ ปุตฺตํ อชฺชาปิ อนุโสจสีติ วทติ ฯ

อิติ โส อนฺตรวีถิยํ ฐิตโกว ภาติก อหํ ตาว ปญฺญายมานํ ปตฺเถมิ ตฺวํ ปน อปญฺญายมานสฺส อตฺถาย โสจสีติ วตฺวา ตสฺส ธมฺมํ เทเสนฺโต ปุน เทฺว คาถา อภาสิ

ยํ น ลพฺภา มนุสฺเสน อมนุสฺเสน วา ปุน

ชาโต เม มา มรี ปุตฺโต กุโต ลพฺภา อลพฺภิยํ ฯ

น มนฺตา มูลเภสชฺชา โอสเถหิ ธเนน วา

สกฺกา อานยิตุํ กณฺห ยํ เปตมนุโสจสีติ ฯ

ตตฺถ ยนฺติ ภาติก ยํ เอวํ ชาโต เม ปุตฺโต มา มรีติ มนุสฺเสน วา เทเวน วา ปุน น ลพฺภา น สกฺกา ลทฺธุํ ตํ ตฺวํ ปตฺเถสิ ตํ เปตํ กุโต ลพฺภา เกน การเณน สกฺกา ลทฺธุํ น สกฺกาติ ทีเปติ ฯ ตสฺมา อลพฺภิยํ อลพฺภเนยฺยฏฺฐานํ นาเมตนฺติ อตฺโถ ฯ มนฺตาติ มนฺตปฺปโยเคน ฯ มูลเภสชฺชาติ มูลเภสชฺเชน ฯ โอสเถหีติ นานาวิโธสเถหิ ฯ ธเนน วาติ โกฏิสตสงฺเขนาปิ ธเนน วา ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยํ ตฺวํ เปตมนุโสจสิ ตํ เอเตหิ มนฺตปฺปโยคาทีหิปิ อาเนตุํ น สกฺกาติ ฯ

ราชา ตํ สุตฺวา ยุตฺตํ ตาต สลฺลกฺขิตํ มม โสกหรณตฺถาย ตยา อิทํ กตนฺติ ฆตปณฺฑิตํ วณฺเณนฺโต จตสฺโส คาถา อภาสิ

ยสฺส เอตาทิสา อสฺสุ อมจฺจา ปุริสปณฺฑิตา

ยถา นิชฺฌาปเย อชฺช ฆโต ปุริสปณฺฑิโต ฯ

อาทิตฺตํ วต มํ สนฺตํ ฆตสิตฺตํว ปาวกํ

วารินา วิย โอสิญฺจิ สพฺพํ นิพฺพาปเย ทรํ ฯ

อพฺพูฬฺหํ วต มํ สลฺลํ ยํ เม หทยนิสฺสิตํ

โย เม โสกปเรตสฺส ปุตฺตโสกํ อปานุทิ ฯ

โสหํ อพฺพูฬฺหสลฺโลสฺมิ วีตโสโก อนาวิโล

น โสจามิ น โรทามิ ตว สุตฺวาน มาณวาติ ฯ

ตตฺถ ปฐมคาถาย อยํ สงฺเขปตฺโถ ยถา เยน การเณน อชฺช มํ ปุตฺตโสกปเรตํ ฆโต ปุริสปณฺฑิโต โสกหรณตฺถาย นิชฺฌาปเย นิชฺฌาเปสิ โพเธสิ ยสฺส อญฺญสฺสาปิ เอทิสา ปุริสปณฺฑิตา อมจฺจา อสฺสุ ตสฺส กุโต โสโกติ ฯ เสสคาถา วุตฺตตฺถาเยว ฯ

อวสาเน

เอวํ กโรนฺติ สปฺปญฺญา เย โหนฺติ อนุกมฺปกา

นิวตฺตยนฺติ โสกมฺหา ฆโต เชฏฺฐํว ภาตรนฺติ อยํ อภิสมฺพุทฺธคาถา อุตฺตานตฺถาเยว ฯ

เอวํ ฆตกุมาเรน วีตโสเก กเต วาสุเทเว รชฺชมนุสาเสนฺเต ทีฆสฺส อทฺธุโน อจฺจเยน ทสภาติกานํ ปุตฺตา กุมารา จินฺตยึสุ กณฺหทีปายนํ ทิพฺพจกฺขุโกติ วทนฺติ วีมํสิสฺสาม ตาว นนฺติ ฯ เต เอกํ ทหรกุมารํ อลงฺกริตฺวา คพฺภินีอาการํ ทสฺเสนฺตา อุทเร มสูรกํ พนฺธิตฺวา ตสฺส สนฺติกํ เนตฺวา ภนฺเต อยํ กุมาริกา กึ วิชายิสฺสตีติ ปุจฺฉึสุ ฯ ตาปโส ทสภาติกราชูนํ วินาสกาโล ปตฺโต มยฺหํ นุ โข อายุสงฺขาโร กีทิโสติ โอโลเกนฺโต อชฺเชว มรณํ ภวิสฺสตีติ ญตฺวา กุมารา อิมินา ตุมฺหากํ โก อตฺโถติ วตฺวา กเถถ โน ภนฺเตติ นิพนฺโธ อยํ อิโต สตฺตเม ทิวเส ขทิรฆฏิกํ วิชายิสฺสติ ตาย วาสุเทวสฺส กุลํ วินสฺสติ อปิจ โข ปน ตุมฺเห ตํ ขทิรฆฏิกํ คเหตฺวา ฌาเปตฺวา ฉาริกํ นทิยํ ปกฺขิเปยฺยาถาติ อาห ฯ อถ นํ เต กูฏชฏิล ปุริโส วิชายนโก นาม นตฺถีติ วตฺวา ตนฺตรชฺชุกํ นาม การณํ กตฺวา ตตฺเถว ชีวิตกฺขยํ ปาปยึสุ ฯ ราชาโน กุมาเร ปกฺโกสาเปตฺวา กึการณา ตาปสํ มารยิตฺถาติ ปุจฺฉิตฺวา สพฺพํ สุตฺวา ภีตา ตสฺส อารกฺขํ ทตฺวา สตฺตเม ทิวเส ตสฺส กุจฺฉิโต นิกฺขนฺตํ ขทิรฆฏิกํ ฌาเปตฺวา ฉาริกํ นทิยํ ขิปึสุ ฯ สา นทิยา วุยฺหมานา มุขทฺวาเร เอกปสฺเส ลคฺคิ ฯ ตโต เอรกํ นิพฺพตฺติ ฯ อเถกทิวสํ เต ราชาโน สมุทฺทกีฬิตํ กีฬิสฺสามาติ มุขทฺวารํ คนฺตฺวา มหามณฺฑปํ กาเรตฺวา อลงฺกต- มณฺฑเป ขาทนฺตา ปิวนฺตา กีฬนฺตา เกลิวเสเนว ปวตฺตหตฺถปาท- ปรามาสา ทฺวิธา ภินฺทิตฺวา มหากลหํ กรึสุ ฯ อเถโก อญฺญํ มุคฺครํ อลภนฺโต เอรกวนฺโต เอกํ เอรกปตฺตํ คณฺหิ ฯ ตํ คหิตมตฺตเมว ขทิรมุสลํ อโหสิ ฯ โส เตน มหาชนํ โปเถสิ ฯ อถญฺโญ อถญฺโญติ สพฺเพหิ คหิตคฺคหิตํ มุสลเมว อโหสิ ฯ เต อญฺญมญฺญํ ปหริตฺวา วินาสํ ปาปุณึสุ ฯ เตสุ วินาสนฺเตสุ วาสุเทโว พลเทโว ภคินี อญฺชนเทวี ปุโรหิโตติ จตฺตาโร ชนา รถํ อภิรูหิตฺวา ปลายึสุ ฯ เสสา สพฺเพปิ วินฏฺฐา ฯ เตปิ จตฺตาโร ชนา รเถน ปลายนฺตา กาฬมตฺติกอฏวึ ปาปุณึสุ ฯ โส หิ มุฏฺฐิกมลฺโล ปตฺถนํ กตฺวา ยกฺโข หุตฺวา ตตฺถ นิพฺพตฺโต พลเทวสฺส อาคตภาวํ ญตฺวา ตตฺถ คามํ มาเปตฺวา มลฺลเวสํ คเหตฺวา โก ยุชฺฌิตุกาโมติ วคฺคนฺโต คชฺชนฺโต อปฺโผเฐนฺโต วิจริ ฯ พลเทโว ตํ ทิสฺวาว ภาติก อหํ อิมินา สทฺธึ ยุชฺฌิสฺสามีติ วตฺวา วาสุเทเว วาเรนฺเตเยว รถา โอรุยฺห ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา อปฺโผเฐติ ฯ อถ นํ โส ปสาริตหตฺเถเยว คเหตฺวา มูลกนฺทํ วิย ขาทิ ฯ วาสุเทโว ตสฺส มตภาวํ ญตฺวา ภคินิญฺจ ปุโรหิตญฺจ อาทาย สพฺพรตฺตึ คนฺตฺวา สุริโยทเย เอกํ ปจฺจนฺตคามํ ปตฺวา อาหารํ ปจิตฺวา อาหรถาติ ภคินิญฺจ ปุโรหิตญฺจ คามํ ปหิณิตฺวา สยํ เอกสฺมึ คจฺฉนฺตเร ปฏิจฺฉนฺโน นิปชฺชิ ฯ อถ นํ ชรา นาม เอโก ลุทฺโธ คจฺฉํ จลิตํ ทิสฺวา สูกโร เอตฺถ ภวิสฺสตีติ สญฺญาย สตฺตึ ขิปิตฺวา ปาเท วิชฺฌิ ฯ โก มํ วิชฺฌตีติ จ วุตฺเต มนุสฺสสฺส วิทฺธภาวํ ญตฺวา ภีโต ปลายิตุํ อารภิ ฯ ราชา สตึ ปจฺจุปฏฺฐเปตฺวา อุฏฺฐาย มาตุล มา ภายิ เอหีติ ปกฺโกสิตฺวา อาคตํ โกสิ นาม ตฺวนฺติ ปุจฺฉิตฺวา อหํ สามิ ชรา นามาติ วุตฺเต ชราย วิทฺโธ มริสฺสตีติ กิร มํ โปราณา พฺยากรึสุ นิสฺสํสยํ อชฺช มยา มริตพฺพนฺติ ญตฺวา มาตุล มา ภายิ เอหิ ปาทํ เม พนฺธาหีติ เตน ปหารมุขํ พนฺธาเปตฺวา ตํ อุยฺโยเชสิ ฯ พลวเวทนา ปวตฺตึสุ ฯ อิตเรหิ อาภตํ อาหารํ ปริภุญฺชิตุํ นาสกฺขิ ฯ อถ เต อามนฺเตตฺวา อชฺชาหํ มริสฺสามิ ตุมฺเห ปน สุขุมาลา อญฺญํ กมฺมํ กตฺวา ชีวิตุํ น สกฺขิสฺสถ อิมํ วิชฺชํ สิกฺขถาติ เอกํ วิชฺชํ สิกฺขาเปตฺวา เต อุยฺโยเชตฺวา ตตฺเถว ชีวิตกฺขยํ ปาปุณิ ฯ เอวํ อญฺชนเทวึ ฐเปตฺวา สพฺเพว วินาสํ ปาปุณึสุ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อุปาสก เอวํ โปราณก- ปณฺฑิตา ปณฺฑิตานํ กถํ สุตฺวา อตฺตโน ปุตฺตโสกํ นีหรึสุ ตฺวํ มา จินฺตยีติ วตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุปาสโก โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา โรหิเนยฺโย อานนฺโท อโหสิ วาสุเทโว สารีปุตฺโต อวเสสา พุทฺธปริสา อเหสุํ ฆตปณฺฑิโต ปน อหเมว สมฺมาสมฺพุทฺโธ โลเก วิวฏฺฏจฺฉโท อโหสีติ ฯ

ฆตปณฺฑิตชาตกํ สมตฺตํ ฯ

อิติ โสฬสชาตกปฏิมณฺฑิตสฺส

ทสกนิปาตสฺส อตฺถวณฺณนา สมตฺตา ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๕๓. มหามังคลชาดกชาดกถัดไป๔๕๕. มาตุโปสกชาดก