ฆตปัณฑิตชาดก
ว่าด้วยความดับความโศก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๔๘๓ · บรรทัด ๕๙๗๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
เจ้าอยากได้กระต่ายทอง กระต่ายเงิน กระต่ายแก้วมณี กระต่ายสังขศีลา หรือกระต่ายแล้วประพาฬประการใด เจ้าจงบอกแก่เรา เรารักให้เขาทำให้เจ้า ถ้าแม้เจ้าไม่ชอบกระต่าย เหล่านี้ ฝูงกระต่ายป่าอื่น ๆ มีอยู่ในป่า เราจัก ให้เขานำเอากระต่ายเหล่านั้นให้เจ้า เจ้าต้อง การกระต่ายชนิดไรเล่า ? พึงทราบความย่อในพระคาถานั้น ดังนี้.
บรรดากระต่ายทั้งหลายมีกระต่ายทองเป็นต้นเหล่านั้น เจ้าจงบอกกระต่ายที่เจ้าต้องการ เราจักให้เขาทำให้เจ้า ถ้าแม้เจ้าไม่ชอบกระต่ายเหล่านั้น ฝูงกระต่ายป่าอื่น ๆ ก็มีอยู่ในป่า เราจักให้เขานำเอากระต่ายเหล่านั้นมาให้ ดูก่อนท่านผู้มีพระพักตร์อันงาม เจ้าต้องการกระต่ายเช่นไรจงบอกมา ?
ฆตบัณฑิตฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๖ว่า :-
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระเกศางาม กระต่าย เหล่าใดที่อาศัยอยู่บนแผ่นดิน หม่อมฉันไม่ ปรารถนาสิ้นทั้งนั้น หม่อมฉันปรารถนากระ ต่ายจากดวงจันทร์ ขอพระองค์ได้ทรงโปรด สอยกระต่ายนั้นมาให้หม่อมฉันเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอหร ได้แก่ให้หยั่งลง.
พระราชาทรงสดับถ้อยคำของฆตบัณทิตแล้ว ทรงโทมนัสว่าน้องชายของเราเป็นบ้าเสียแล้วโดยไม่ต้องสงสัย จึงกล่าวคาถาที่ ๗ ว่า :-
น้อง เจ้าปรารถนาสิ่งที่เขาไม่พึงปรารถนา กัน อยากได้กระต่ายจากดวงจันทร์ จักละชีวิต ที่ยังดีไปเสียเป็นแน่.
พระราชาเมื่อจะทรงทักพระกนิษฐาจึง ตรัสว่า น้อง ในพระคาถานั้น ข้อนี้มีอธิบายว่า แน่ะพ่อท่านใดปรารถนาสิ่งที่ไม่ควรปรารถนาท่านนั้นผู้เป็นน้องของเรา จักละชีวิตของตนที่ดียิ่งไปเสียเป็นแน่.
ฆตบัณฑิตฟังพระราชดำรัสแล้ว ยืนนิ่งอยู่กล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าพี่ เจ้าพี่ทรงทราบว่าข้าพระองค์ปรารถนากระต่ายจากดวงจันทร์ไม่ได้แล้วจะตาย ก็เหตุไร เจ้าพี่จึงเศร้าโศกถึงโอรสที่สิ้นพระชนม์ไปแล้วเล่า ? แล้วกล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :-
ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหวงศ์ ถ้าพระองค์ ทรงทราบและตรัสสอนผู้อื่นอย่างนี้ไซร้ เหตุไร พระองค์จึงทรงเศร้าโศกถึงพระราชโอรสผู้สิ้น พระชนม์ไปแล้วในกาลก่อน จนกระทั้งถึงวัน นี้เล่า ?
คำว่า เอวํ ในคาถานั้น มีอธิบายว่า ถ้าพระองค์ทรงทราบอย่างนี้ว่า ขึ้นชื่อว่าของที่ไม่ควรได้ บุคคลก็ไม่ควรหวังดังนี้ไซร้. บทว่า ยทญฺมนุสาสสิ ความว่า ผิว่าพระองค์ทรงทราบอยู่อย่างนี้แหละตรัสสอนผู้อื่นอยู่. บทว่า. ปุเร เป็นต้น ความว่า ฆตบัณฑิตกล่าวว่าเมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงเศร้าโศกถึงพระราชโอรสผู้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว นับจากนี้ไปถึง ๔ เดือน จนกระทั้งถึงวันนี้เล่า ?
ฆตบัณฑิตยืนอยู่ระหว่างวิถีกราบทูลดังนี้ว่า ข้าแต่พระเจ้าพี่หม่อมฉันปรารถนาสิ่งที่เห็นปรากฏอยู่แท้ ๆ แต่เจ้าพี่ทรงเศร้าโศกเพื่อทรงประสงค์สิ่งที่มิได้ปรากฏอยู่ เมื่อจะแสดงธรรมถวายพระราชา ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาอีกว่า :-
มนุษย์หรือเทวดาไม่พึงได้ฐานะอันใด คือความมุ่งหวังว่า บุตรของเราที่เกิดมาแล้ว อย่าตายเลย พระองค์ทรงปรารถนาฐานะอัน นั้นอยู่ จะพึงทรงได้ฐานะที่ไม่ควรได้แต่ที่ไหน ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหวงศ์ พระองค์ทรงเศร้า โศกถึงพระโอรสองค์ใด ผู้ไปปรโลกแล้วพระองค์ก็ไม่สามารถจะนำพระโอรสนั้นมาได้ด้วย มนต์ ยารากไม้ โอสถ หรือพระราชทรัพย์เลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ เป็นต้น ความว่า ฆตบัณฑิตแสดงว่ามนุษย์หรือเทวดาไม่พึงได้อีก คือไม่อาจเพื่ออันได้ฐานะอันใดคือความมุ่งหวังอย่างนี้ว่า บุตรของเราที่เกิดมาแล้วอย่าตายเลย พระองค์ทรงปรารถนาฐานะอันนั้นอยู่ จะพึงทรงให้ฐานะที่ไม่ควรได้นั้น คือพระโอรสผู้ไปปรโลกแล้วแต่ที่ไหน ? คือจะสามารถได้ด้วยเหตุอะไร ? ได้แก่ไม่สามารถจะได้ฐานะที่ไม่ควรได้นั้น. อธิบายว่า เพราะเหตุนั้นขึ้นชื่อว่าสิ่งอันไม่ควรได้คือฐานะอันไม่ควรได้นั้น จะพึงได้แต่ที่ไหน.
บทว่า มนฺตา คือ ด้วยการร่ายมนต์ บทว่า มูลเภสชฺช คือ ด้วยรากยา บทว่า โอสเถหิ คือ ด้วยโอสถชนิดต่าง ๆ. บทว่าธเนน วา คือ หรือด้วยพระราชทรัพย์นับด้วย ๑๐๐ โกฏิ.
คำนี้มีอธิบายว่า พระองค์ทรงเศร้าโศกถึงพระโอรสองค์ใดผู้ไปปรโลกแล้ว พระองค์ก็ไม่สามารถจะนำพระโอรสนั้นมาได้แม้ด้วยการร่ายมนต์เป็นต้นเหล่านั้น.
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้วตรัสว่า แน่ะพ่อฆตบัณฑิตคำที่กล่าวนี้ควรกำหนดไว้ ท่านได้ทำให้เราหายโศกแล้ว เมื่อจะสรรเสริญฆตบัณฑิต จึงตรัสพระคาถา ๔ พระคาถาว่า :-
บุรุษผู้เป็นบัณฑิตเช่นนี้ เป็นอำมาตย์ ของพระราชาพระองค์ใด พระราชาพระองค์ นั้นจะมีความโศกนาแต่ไหน เหมือนฆตบัณฑิต ดับความโศกของเราในวันนี้ ฆตบัณฑิตได้ รดเราผู้เร่าร้อนให้สงบระงับ ดับความกระวน กระวายทั้งปวงได้ เหมือนบุคคลดับไฟที่ติด เปรียงด้วยน้ำฉะนั้น ฆตบัณฑิตได้ถอนลูกศร ที่เสียบแทงหทัยของเราออกแล้ว ได้บรรเทา ความโศกถึงบุตรของเรา ผู้ถูกความเศร้าโศก ครอบงำแล้วหนอ เราเป็นผู้ถอนลูกศรออกได้ แล้วปราศจากความโศก ไม่ขุ่นมัว จะไม่เศร้า โศก จะไม่ร้องไห้ เพราะได้ฟังคำของเจ้า นะ น้อง.
บรรดาคาถาเหล่านั้น คาถาที่หนึ่งมีความย่อดังนี้ว่า บุรุษผู้เป็นบัณฑิตเช่นนี้ เป็นอำมาตย์ของพระราชาแม้พระองค์อื่นใด พระราชาพระองค์นั้น จะมีความโศกมาแต่ไหน เหมือนดังฆตบัณฑิต ยังเราผู้ถูกความเศร้าโศกถึงบุตรครอบงำแล้วให้ดับ คือให้เย็นได้แก่ให้ตื่น เพื่อประโยชน์แก่การกำจัดความโศกฉะนั้น. คาถาที่เหลือมีเนื้อความดังกล่าวแล้วนั่นแหละ.
ในอวสาน มีอภิสัมพุทธคาถา ซึ่งมีเนื้อความง่ายดังนี้ว่า :ผู้มีปัญญา มีใจกรุณา ย่อมทำผู้ที่เศร้า โศกให้หลุดพ้นจากความเศร้าโศกได้ เหมือน ฆตบัณฑิตทำพระเชษฐาผู้เศร้าโศกให้หลุดพ้น จากความเศร้าโศก ฉะนั้น.
เมื่อพระเจ้าวาสุเทพ ผู้อันฆตบัณฑิตทำให้หมดความโศกแล้วอย่างนี้ครองราชสมบัติอยู่ โดยล่วงไปแห่งกาลยืดยาวนาน พระกุมารโอรสของกษัตริย์พี่น้องทั้ง ๑๐ ปรึกษากันว่า เขากล่าวกันว่า กัณหทีปายนดาบสผู้มีตาดังทิพย์ พวกเราจักทดลองท่านดูก่อน จึงประดับกุมารเด็กผู้ชายคนหนึ่ง แสดงอาการเหมือนหญิงมีครรภ์ เอาลูกแก้วมรกตผูกไว้ที่ท้อง แล้วนำไปหาพระดาบสถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เด็กหญิงนี้จักคลอดหรือไม่ ? พระดาบสพิจารณาดูรู้ว่า กาลวิบัติของกษัตริย์พี่น้อง ๑๐ องค์มาถึงแล้ว อายุสังขารของพวกเราเป็นเช่นไรหนอ ? ก็รู้ว่าจักตายวันนี้แน่ จึงกล่าวว่า กุมารทั้งหลาย พวกท่านต้องการอะไรด้วยเรื่องนี้ ถูกพวกกุมารเซ้าซี้ว่า ขอท่านจงบอกแก่พวกกระผมเถิด พระเจ้าข้า จึงกล่าวว่า ต่อนี้ไป ๗ วัน กุมาริกาผู้นี้จักคลอดปุ่มไม้ตะเคียนออกมา ด้วยเหตุนั้นตระกูลของวาสุเทพจักพินาศ อนึ่ง ท่านทั้งหลายจงเอาปุ่มไม้ตะเคียนนั้น ไปเผาแล้วเอาเถ้าไปทิ้งในแม่น้ำ ลำดับนั้นพระกุมารเหล่านั้นกล่าวกะพระดาบสว่า ดูก่อนชฎิลโกง ธรรมดาผู้ชายออกลูกได้ไม่มีเลย แจ้วทำกรรมกรณ์ชื่อตันตรัชชุกะ. ให้ดาบสิ้นชีวิตในที่นั่นเอง.
กษัตริย์พี่น้องทั้งหลาย เรียกพระกุมารมาตรัสถามว่า พวกเจ้าฆ่าพระดาบสเพราะเหตุไร ? ครั้นได้สดับเรื่องทั้งหมดแล้วทรงหวาดกลัวจึงรักษาเด็กนั้นไว้ ครั้นถึงวันที่ ๗ ให้เผาปุ่มตะเคียนที่ออกจากท้องเด็กนั้น แล้วเอาเถ้าไปทิ้งในแม่น้ำ เถ้านั้นถูกน้ำพัดไปติดอยู่ที่ปากอ่าวข้างหนึ่ง เกิดเป็นตะไคร่น้ำขึ้นที่นั้น.
อยู่มาวันหนึ่ง กษัตริย์เหล่านั้นชวนกันทรงสมุทรกีฬา เสด็จไปถึงปากอ่าวแล้วให้ปลูกมหามณฑปทรงเสวยทรงดื่ม ทรงหยอกเย้ากันที่มหามณฑปซึ่งตกแต่งงดงาม ใช้พระหัตถ์และพระบาทถูกต้องกันแต่เป็นไปด้วยอำนาจความเย้ยหยัน จึงทะเลาะกันยกใหญ่ แตกกันเป็นสองพวก ลำดับนั้น กษัตริย์พระองค์หนึ่ง เมื่อไม่ได้ไม้ตะบองอย่างอื่นก็ถือใบตะไคร้น้ำแต่กอตะไคร้น้ำใบหนึ่ง ใบตะไคร้น้ำนั้น พอถูกจับเข้าเท่านั้น ก็กลายเป็นสากไม้ตะเคียน พระองค์ทรงตีมหาชนด้วยสากนั้นแล้ว สิ่งที่คนทั้งหมดจับด้วยเข้าใจว่าเป็นอย่างอื่น ก็กลายเป็นสากไปหมด เขาจึงประหารกันและกันถึงความพินาศสิ้น เมื่อเขาเหล่านั้นกำลังพินาศอยู่ กษัตริย์ องค์คือ วาสุเทพ พลเทพ อัญชนเทวีภคินี และปุโรหิต พากันขึ้นรถหนีไป พวกที่เหลือพากันพินาศหมด กษัตริย์ ๔องค์เหล่านั้นขึ้นรถหนีไปถึงดงกาฬมัตติกะ ก็มุฏฐิกะคนปล้ำนั้นซึ่งตั้งความปรารถนาไว้ได้เกิดเป็นยักษ์อยู่ในดงนั้น รู้ว่าพลเทพมาก็เนรมิตรบ้านขึ้นที่นั้น แปลงเพศเป็นคนปล้ำเที่ยวโห่ร้องคำรามตบมือท้าทายว่าใครต้องการสู้ พลเทพพอเห็นเขาเหล่านั้นก็กล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าพี่หม่อมฉันจักสู้กับบุรุษนี้เอง เมื่อวาสุเทพห้ามอยู่นั่นแหละ ลงจากรถตบมือเข้าไปหายักษ์นั้น ลำดับนั้น ยักษ์จึงจับมือที่เหยียดออกแล้วกินพลเทพเสียดุจเหง้าบัว.
วาสุเทพรู้ว่าพลเทพสิ้นชีวิต จึงพาภคินีและปุโรหิตเดินทางไปตลอดคืน พอรุ่งสว่างก็ถึงปัจจันตคามตำบลหนึ่ง สั่งภคินีและปุโรหิตไปยังบ้านสั่งว่า จงหุงอาหารแล้วนำมา ตัวเองเข้าไปนอนซ่อนอยู่ที่กอไม้กอหนึ่ง ครั้งนั้น นายพรานคนหนึ่งชื่อชรา เห็นกอไม้ไหวๆ เข้าใจว่าสุกรจักมีที่นั่น จึงพุ่งหอกไปถูกพระบาทวาสุเทพ เมื่อวาสุเทพตรัสว่าใครแทงเรา นายพรานรู้ว่าตนแทงมนุษย์ ก็ตกใจกลัว ปรารภจะหนีไปพระราชาดำรงพระสติไว้เสด็จลุกขึ้น ตรัสเรียกว่า ดูก่อนลุง อย่ากลัวเลยจงมาเถิด ครั้นนายพรานมาแล้ว จึงตรัสถามว่า ท่านชื่ออะไร ? เมื่อนายพรานตอบว่า ข้าแต่นาย ข้าพเจ้าชื่อชรา ก็ทรงทราบว่า นัยว่าคนรุ่นก่อนพยากรณ์เราไว้ว่า จักถูกนายชราแทงตาย วันนี้เราคงตายโดยไม่ต้องสงสัย แล้วตรัสกะนายชราว่า ดูก่อนลุง ท่านอย่ากลัวเลยจงมาช่วยพันแผลที่เท้าให้เรา ให้นายพรานชราพันปากแผลแล้วก็ส่งนายพรานนั้นไป เวทนามีกำลังได้เป็นไปอย่างแรงกล้า พระราชาไม่อาจจะเสวยพระกระยาหารที่ภคินีและปุโรหิตนำมาได้ ลำดับนั้นพระองค์จึงตรัสเรียกชนทั้งสองมาตรัสว่า เราจักตายวันนี้ ก็ท่านทั้ง ๒เป็นสุขุมาลชาติ ไม่อาจจะทำการงานอย่างอื่นเลี้ยงชีพได้ จงเรียนวิชานี้ไว้ แล้วให้ศึกษาวิชาอย่างหนึ่ง แล้วส่งเขากลับไป พระองค์สิ้นพระชนม์อยู่ ณ ที่นั้นเอง กษัตริย์พี่น้องทั้งหมด นอกจากอัญชนเทวีแล้วถึงความพินาศสิ้น.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่าดูก่อนอุบาสก โบราณบัณฑิตฟังด้วยคำของบัณฑิตแล้ว กำจัดความโศกถึงบุตรของตนออกได้ ท่านอย่าคิดถึงเขาเลย ดังนี้แล้วทรงประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจจะ อุบาสกดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า โรหิเณยยอำมาตย์ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ในบัดนี้ วาสุเทพในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระสารีบุตรในบัดนี้ พวกที่เหลือนอกนี้ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัทในบัดนี้ ส่วนฆตบัณฑิตในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราผู้สัมมาสัมพุทธะเปิดหลังคาคือกิเลสในโลกได้แล้ว ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาฆตบัณฑิตชาดกที่ ๑๖ รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. จตุทวารชาดก ๒. กัณหชาดก ๓. จตุโปสถชาดก๔. สังขชาดก ๕. จุลลโพธิชาดก ๖. มัณฑัพยชาดก ๗. นิโครธชาดก ๘. ตักกลชาดก ๙. มหาฐัมมปาจชาดก ๑๐. กุกกุฏชาดก๑๑. มัฏฐกุณฑศิชาดก ๑๒. พิลารโกสิยชาดก ๑๓. จักกวากชาดก๑๔. ภูริปัญหาชาดก ๑๕. มหามังคลชาดก ๑๖. ฆตบัณฑิตชาดก.
จบ ทสกนิบาตชาดก พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย ชาดก
เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๖
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
เอกาทสนิบาตชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๙๖๔ – เล่ม ๖๐ หน้า ๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทสกนิบาตชาดก ๕๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ฆตปณฺฑิตชาตกํ
อุฏฺเฐหิ กณฺหาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มตปุตฺตํ กุฏุมฺพิกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุ มฏฺฐกุณฺฑลิวตฺถุสทิสเมว ฯ
อิธ ปน สตฺถา ตํ อุปาสกํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉิ กึ อุปาสก โสจสีติ ฯ อาม ภนฺเตติ วุตฺเต อุปาสก โปราณกปณฺฑิตา ปณฺฑิตานํ กถํ สุตฺวา มตปุตฺตํ นานุโสจึสูติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ
อตีเต อุตฺตราปเถ กํสโคตฺเต อสิตญฺชนคเร มหากํโส นาม ราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตสฺส กํโส จ อุปกํโส จาติ เทฺว ปุตฺตา อเหสุํ ฯ เทวคพฺภา นาม เอกา ธีตา ฯ ตสฺสา ชาตทิวเส เนมิตฺตกา พฺราหมฺณา เอติสฺสา กุจฺฉิยํ นิพฺพตฺตปุตฺโต กํสโคตฺตํ กํสวํสํ นาเสสฺสตีติ พฺยากรึสุ ฯ ราชา พลวสิเนเหน ธีตรํ วินาเสตุํ นาสกฺขิ ภาตโรปิ ชานิสฺสนฺตีติ ยาวตายุกํ ฐตฺวา กาลมกาสิ ฯ ตสฺมึ กาลกเต กํโส ราชา อโหสิ อุปกํโส อุปราชา ฯ เต จินฺตยึสุ สเจ มยํ ภคินึ นาเสสฺสาม คารยฺหา ภวิสฺสาม เอตํ กสฺสจิ อทตฺวา นิสฺสามิกํ กตฺวา ปฏิชคฺคิสฺสามาติ เต เอกถูนกํ ปาสาทํ กาเรตฺวา ตตฺถ ตํ วสาเปสุํ ฯ นนฺทโคปา นาม ตสฺสา ปริจาริกา อโหสิ ฯ อนฺธกเวณฺฑุ นาม ทาโส ตสฺสา สามิโก อารกฺขมกาสิ ฯ ตทา อุตฺตรปถรายํ มหาสาคโร นาม ราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตสฺส สาคโร จ อุปสาคโร จาติ เทฺว ปุตฺตา อเหสุํ ฯ เตสุ จ ปิตุ อจฺจเยน สาคโร ราชา อโหสิ อุปสาคโร อุปราชา ฯ โส อุปกํสสฺส สหายโก เอกาจริยกุเล เอกโต อุคฺคหิตสิปฺโป ฯ โส สาครสฺส ภาตุ อนฺเตปุเร ทุพฺภิตฺวา ภายมาโน ปลายิตฺวา กํสโคตฺเต อุปกํสสฺส สนฺติกํ อคมาสิ ฯ อุปกํโส กํสรญฺโญ ทสฺเสสิ ฯ ราชา ตสฺส มหนฺตํ ยสํ อทาสิ ฯ โส ราชุปฏฺฐานํ คจฺฉนฺโต เทวคพฺภาย นิวาสํ เอกถมฺภํ ปาสาทํ ทิสฺวา กสฺเสโส นิวาโสติ ปุจฺฉิตฺวา ตํ การณํ สุตฺวา เทวคพฺภาย ปฏิพทฺธจิตฺโต อโหสิ ฯ เทวคพฺภาปิ เอกทิวสํ ตํ อุปกํเสน สทฺธึ ราชุปฏฺฐานํ คจฺฉนฺตํ ทิสฺวา โก เอโสติ ปุจฺฉิตฺวา มหาสาครสฺส ปุตฺโต อุปสาคโร นามาติ นนฺทโคปาย สนฺติกา สุตฺวา ตสฺมึ ปฏิพทฺธจิตฺตา อโหสิ ฯ อุปสาคโร นนฺทโคปาย ลญฺจํ ทตฺวา ภคินิ สกฺขิสฺสสิ เม เทวคพฺภํ ทสฺเสตุนฺติ อาห ฯ สา น เอตํ สามิ ครุกนฺติ วตฺวา ตํ การณํ เทวคพฺภาย อาโรเจสิ ฯ สา ปกติยาปิ ตสฺมึ ปฏิพทฺธจิตฺตา ตํ วจนํ สุตฺวา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ นนฺทโคปา อุปสาครสฺส สญฺญํ ทตฺวา รตฺติภาเค ตํ ปาสาทํ อาโรเปสิ ฯ โส เทวคพฺภาย สทฺธึ สํวาสํ กปฺเปสิ ฯ อถ เตน สทฺธึ ปุนปฺปุนํ สํวาเสน เทวคพฺภา คพฺภํ ปฏิลภิ ฯ อปรภาเค ตสฺสา คพฺภปติฏฺฐานํ ปากฏํ อโหสิ ฯ ภาตโร นนฺทโคปํ ปุจฺฉึสุ ฯ สา อภยํ ยาจิตฺวา ตํ อนฺตรํ กเถสิ ฯ เต สุตฺวา ภคินึ นาเสตุํ น สกฺกา สเจ ธีตรํ วิชายิสฺสติ ตํปิ น นาเสสฺสาม สเจ ปน ปุตฺโต ภวิสฺสติ นาเสสฺสามาติ จินฺเตตฺวา เทวคพฺภํ อุปสาครสฺส อทํสุ ฯ สา ปริปุณฺณคพฺภา ธีตรํ วิชายิ ฯ ภาตโร สุตฺวา หฏฺฐตุฏฺฐา ตสฺสา อญฺชนเทวีติ นามํ กรึสุ ฯ เตสํ โภควฑฺฒมานํ นาม โภคคามํ อทํสุ ฯ อุปสาคโร เทวคพฺภํ คเหตฺวา โภควฑฺฒมานคาเม วสิ ฯ เทวคพฺภาย ปุนปิ คพฺโภ ปติฏฺฐาสิ ฯ นนฺทโคปาปิ ตํ ทิวสเมว คพฺภํ ปฏิลภิ ฯ ตาสุ ปริปุณฺณคพฺภาสุ เอกทิวสเมว เทวคพฺภา ปุตฺตํ วิชายิ ฯ นนฺทโคปาปิ ธีตรํ วิชายิ ฯ เทวคพฺภา ปุตฺตสฺส วินาสภเยน ปุตฺตํ นนฺทโคปาย รหสฺเสน เปเสตฺวา ตสฺสา ธีตรํ อาณาเปสิ ฯ ตสฺสา วิชาตภาวํ ภาติกานํ อาโรเจสุํ ฯ เต ปุตฺตํ วิชาตา ธีตรนฺติ ปุจฺฉิตฺวา ธีตรนฺติ วุตฺเต เตนหิ โปสถาติ อาหํสุ ฯ เอเตนุปาเยน เทวคพฺภา ทส ปุตฺเต วิชายิ นนฺทโคปา ทส ธีตโร ฯ ปุตฺตา นนฺทโคปาย สนฺติเก วฑฺฒนฺติ ธีตโร เทวคพฺภาย ตํ อนฺตรํ โกจิ น ชานาติ ฯ เทวคพฺภาย เชฏฺฐปุตฺโต วาสุเทโว นาม อโหสิ ทุติโย พลเทโว นาม ตติโย จนฺทเทโว นาม จตุตฺโถ สุริยเทโว นาม ปญฺจโม อคฺคิเทโว นาม ฉฏฺโฐ วรุณเทโว นาม สตฺตโม อชฺชุโน นาม อฏฺฐโม ปชฺชุโน นาม นวโม ฆตปณฺฑิโต นาม ทสโม องฺกุโร นาม อโหสิ ฯ เต อนฺธกเวณฺฑุทาสปุตฺตา ทส ภาติกาติ ปากฏา อเหสุํ ฯ เต อปรภาเค วุฑฺฒิมนฺวาย ถามพลสมฺปนฺนา กกฺขลา ผรุสา หุตฺวา วิโลปํ กโรนฺตา วิจรนฺติ ฯ รญฺโญ คจฺฉนฺเต ปณฺณากาเรปิ วิลุมฺปนฺเตว ฯ มนุสฺสา สนฺนิปติตฺวา อนฺธกเวณฺฑุทาสปุตฺตา ทส ภาติกา รฏฺฐํ วิลุมฺปนฺตีติ ราชงฺคเณ อุปกฺโกสึสุ ฯ ราชา อนฺธกเวณฺฑุํ ปกฺโกสา- เปตฺวา กสฺมา ปุตฺเตหิ วิโลปํ การาเปสีติ ตชฺเชสิ ฯ เอวํ ทุติยํ ตติยํปิ มนุสฺเสหิ อุปกฺโกเส กเต ราชา ตํ สนฺตชฺเชสิ ฯ โส มรณภยภีโต ราชานํ อภยํ ยาจิตฺวา เทว เอเต น มยฺหํ ปุตฺตา อุปสาครสฺส ปุตฺตาติ ตํ อนฺตรํ อาโรเจสิ ฯ ราชา ภีโต เกน เต อุปาเยน คณฺหิสฺสามาติ อมจฺเจ ปุจฺฉิตฺวา เอเต เทว มลฺลยุทฺธวิตฺตกา นคเร ยุทฺธํ กาเรตฺวา ตตฺถ เต ยุทฺธมณฺฑลํ อาคเต คาหาเปตฺวา มาเรสฺสามาติ วุตฺเต วานุรญฺจ มุฏฺฐิกญฺจาติ เทฺว มลฺเล ปกฺโกสาเปตฺวา อิโต สตฺตเม ทิวเส ยุทฺธํ ภวิสฺสตีติ นคเร เภริญฺจาราเปตฺวา ราชงฺคเณ ยุทฺธมณฺฑลํ สชฺชาเปตฺวา อกฺขวาฏํ กาเรตฺวา ยุทฺธมณฺฑลํ การาเปตฺวา ธชปฏิเก พนฺธาเปสิ ฯ สกลนครํ สงฺขุภิ ฯ จกฺกาติจกฺกํ มญฺจาติมญฺจํ พนฺธึสุ ฯ วานุรมุฏฺฐกา ยุทฺธมณฺฑลํ อาคนฺตฺวา วคฺคนฺตา คชฺชนฺตา อปฺโผเฐนฺตา วิจรึสุ ฯ ทส ภาติกาปิ อาคนฺตฺวา ภตฺตคนฺธรชกวีถึ วิลุมฺเปตฺวา วณฺณสาฏเก นิวาเสตฺวา คนฺธาปเณสุ คนฺธํ มาลาการาปเณสุ มาลํ วิลุมฺเปตฺวา วลิตฺตคตฺตา มาลาธาริโน กตกมฺมปูรา วคฺคนฺตา คชฺชนฺตา อปฺโผเฐนฺตา ยุทฺธมณฺฑลํ ปวิสึสุ ฯ ตสฺมึ ขเณ วานุโร อปฺโผเฐนฺโต วิจรติ ฯ พลเทโว ตํ ทิสฺวา น นํ หตฺเถน ฉุปิสฺสามีติ หตฺถิสาลโต มหนฺตํ หตฺถิโยตฺตํ อาหริตฺวา วคฺคิตฺวา คชฺชิตฺวา โยตฺตํ ขิปิตฺวา วานุรํ อุทเร เวเฐตฺวา เทฺว โยตฺตโกฏิโย เอกโต กตฺวา วคฺเคตฺวา อุกฺขิปิตฺวา สีสมตฺถเก ภเมตฺวา ภูมิยํ โปเถตฺวา พหิ อกฺขวาเฏ ขิปิ ฯ วานุเร มเต ราชา มุฏฺฐิกมลฺลํ อาณาเปสิ ฯ โส วุฏฺฐาย วคฺคิตฺวา คชฺชิตฺวา อปฺโผเฐสิ ฯ พลเทโว ตํ โกเฏตฺวา อฏฺฐีนิ สญฺจุณฺเณตฺวา มลฺโลสิ อมลฺโลมฺหีติ วทนฺตเมว นาหํ ตว มลฺลภาวํ วา อมลฺลภาวํ วา ชานามีติ หตฺเถ คเหตฺวา ภูมิยํ โปเถตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา พหิ อกฺขวาเฏ ขิปิ ฯ มุฏฺฐิโก มรนฺโต ยกฺโข หุตฺวา ตํ ขาทิตุํ ลภิสฺสามีติ ปตฺถนํ ฐเปสิ ฯ โส กาฬมตฺติกอฏวิยํ นาม ยกฺโข หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ ราชา คณฺห ทส ภาติเก เจตเกติ อุฏฺฐหิ ฯ ตสฺมึ ขเณ วาสุเทโว จกฺกํ ขิปิ ทฺวินฺนํปิ ภาติกานํ สีสานิ ปาเตสิ ฯ มหาชโน ภีตตสิโต อวสฺสโย โน โหถาติ เตสํ ปาเทสุ นิปติตฺวา นิปชฺชิ ฯ เต เทฺวปิ มาตุเล มาเรตฺวา อสิตญฺชนคเร รชฺชํ คเหตฺวา มาตาปิตโร ตตฺถ กตฺวา ทสปิ ชนา สกลชมฺพุทีเป รชฺชํ คณฺหิสฺสามาติ นิกฺขมิตฺวา อนุปุพฺเพน กาลโยนกรญฺโญ นิวาสํ อยุชฺฌนครํ คนฺตฺวา ตํ ปริกฺขิตฺวา ปริกฺขคฺคหณํ วิทฺธํเสตฺวา ปาการํ ภินฺทิตฺวา ราชานํ คเหตฺวา ตํ รชฺชํ อตฺตโน หตฺถคตํ กตฺวา ทฺวารวตึ สมฺปาปุณึสุ ฯ ตสฺส จ ปน นครสฺส เอกโต สมุทฺโท เอกโต ปพฺพโต ฯ อมนุสฺสปริคฺคหิตํ กิร ตํ อโหสิ ฯ ตสฺส อารกฺขํ คเหตฺวา ฐิตยกฺโข ปจฺจามิตฺเต ทิสฺวา คทฺรภเวเสน คทฺรภรวํ รวติ ฯ ตสฺมึ ขเณ ยกฺขานุภาเวน สกลนครํ อุปฺปติตฺวา สมุทฺทมชฺเฌ เอกสฺมึ ทีปเก ติฏฺฐติ ฯ ปจฺจามิตฺเตสุ คเตสุ ปุนาคนฺตฺวา สกฏฺฐาเนเยว ปติฏฺฐาสิ ฯ ตทาปิ โส คทฺรโภ เตสํ ทสนฺนํ ภาติกานํ อาคมนํ ญตฺวา คทฺรภรวํ รวิ ฯ นครํ อุปฺปติตฺวา ทีปเก ปติฏฺฐาย เตสุ นครํ อทิสฺวา นิวตฺเตสุ ปุนาคนฺตฺวา สกฏฺฐาเน ปติฏฺฐาสิ ฯ เต ปุน นิวตฺตึสุ ฯ ปุนปิ คทฺรโภ ตเถว อกาสิ ฯ เต ทฺวารวตีนคเร รชฺชํ คเหตุํ อสกฺโกนฺตา กณฺหทีปายนสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา ภนฺเต มยํ ทฺวารวตีรชฺชํ คเหตุํ น สกฺโกม เอกํ โน อุปายํ กเถถาติ ปุจฺฉิตฺวา ปริกฺขปิฏฺเฐ อสุกสฺมึ นาม ฐาเน เอโก คทฺรโภ จรติ โส หิ อมิตฺเต ทิสฺวา วิจรติ ตสฺมึ ขเณ นครํ อุปฺปติตฺวา คจฺฉติ ตุมฺเห ตสฺส ปาเท คณฺหถ อยํ เต นิปฺปชฺชนุปาโยติ วุตฺเต ตาปสํ วนฺทิตฺวา คนฺตฺวา ทสปิ ชนา คทฺรภสฺส ปาเทสุ คเหตฺวา นิปติตฺวา สามิ ฐเปตฺวา ตุมฺเห อญฺโญ อมฺหากํ อวสฺสโย นตฺถิ อมฺหากํ นครํ คณฺหนกาเล มา วิรวถาติ ยาจึสุ ฯ คทฺรโภ น สกฺกา มยา น วิรวิตุํ ตุมฺเห ปน ปฐมตรํ อาคนฺตฺวา จตฺตาโร ชนา มหนฺตานิ อยนงฺคลานิ คเหตฺวา จตูสุ ทฺวาเรสุ มหนฺเต อยขาณุเก ภูมิยํ อาโกเฏตฺวา นครสฺส อุปฺปตนกาเล นงฺคลานิ คเหตฺวา นงฺคลพนฺธํ อยสงฺขลิกํ อยขาณุเก พนฺเธยฺยาถ นครํ อุปฺปติตุํ น สกฺขิสฺสตีติ อาห ฯ เต สาธูติ วตฺวา ตสฺมึ อฑฺฒรตฺเต- เยว นงฺคลานิ อาทาย จตูสุ นครทฺวาเรสุ ขาณุเก ภูมิยํ อาโกเฏตฺวา อฏฺฐํสุ ฯ ตสฺมึ ขเณ คทฺรโภ วิรวิ นครํ อุปฺปติตุํ อารภิ ฯ จตูสุ นครทฺวาเรสุ ฐิตา จตูหิ อยนงฺคเลหิ คเหตฺวา นงฺคลพนฺธา อยสงฺขลิกา ขาณุเกสุ พนฺธึสุ ฯ นครํ อุปฺปติตุํ นาสกฺขิ ฯ ทส ภาติกา ตโต นครํ ปวิสิตฺวา ราชานํ มาเรตฺวา รชฺชํ คณฺหึสุ ฯ เอวํ เต สกลชมฺพุทีเป เตสฏฺฐิยา นครสหสฺเสสุ สพฺเพ ราชาโน จกฺเกน ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา ทฺวารวติยา วสมานา รชฺชํ ทส โกฏฺฐาเส กตฺวา วิภชึสุ ฯ ภคินึ ปน อญฺชนเทวึ น สรึสุ ฯ ตโต ปุน เอกาทส โกฏฺฐาเส กโรมาติ วุตฺเต องฺกุโร มม โกฏฺฐาสํ ตสฺสา เทถ อหํ โวหารํ กตฺวา ชีวิสฺสามิ เกวลํ ตุมฺเห อตฺตโน ชนปเท มยฺหํ สุงฺกํ วิสฺสชฺเชถาติ อาห ฯ เต สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตสฺส โกฏฺฐาสํ ภคินิยา ทตฺวา สทฺธึ ตาย นว ราชาโน ทฺวารวติยา วสึสุ ฯ องฺกุโร ปน วาณิชฺชํ อกาสิ ฯ เอวํ เตสุ อปราปรํ ปุตฺตธีตาหิ วฑฺฒมาเนสุ อทฺธาเน คเต มาตาปิตโร กาลมกํสุ ฯ ตทา กิร มนุสฺสานํ วีสติวสฺสสหสฺสายุกกาโล โหติ ฯ ตทา วาสุเทวมหาราชสฺส เอโก ปิยปุตฺตโก กาลมกาสิ ฯ ราชา โสกปเรโต สพฺพกิจฺจานิ ปหาย มญฺจสฺส อฏนึ ปริคฺคเหตฺวา วิลปนฺโต นิปชฺชิ ฯ ตสฺมึ กาเล ฆตปณฺฑิโต จินฺเตสิ ฐเปตฺวา มํ อญฺโญ โกจิ มม ภาตุ โสกํ หริตุํ สมตฺโถ นาม นตฺถิ อุปาเยนสฺส โสกํ หริสฺสามีติ โส อุมฺมตฺตกเวสํ คเหตฺวา สสํ เม เทถ สสํ เม เทถาติ อากาสํ โอโลเกนฺโต สกลนครํ วิจริ ฯ ฆตปณฺฑิโต อุมฺมตฺตโก ชาโตติ สกลนครํ สงฺขุภิ ฯ ตสฺมึ กาเล โรหิเนยฺโย นาม อมจฺโจ วาสุเทวรญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา เตน สทฺธึ กถํ สมุฏฺฐเปนฺโต ปฐมํ คาถมาห
อุฏฺเฐหิ กณฺห กึ เสสิ โก อตฺโถ สุปิเนน เต
โยปิ ตุยฺหํ สโก ภาตา หทยํ จกฺขุญฺจ ทกฺขิณํ
ตสฺส วาตา พลิยฺยนฺติ ฆโต ชปฺปติ เกสวาติ ฯ
ตตฺถ กณฺหาติ โคตฺเตนาลปติ ฯ กณฺหายนโคตฺโต กิเรส ฯ โก อตฺโถติ กตรา นาม วุฑฺฒิ ฯ หทยํ จกฺขุญฺจ ทกฺขิณนฺติ หทเยน เจว ทกฺขิณจกฺขุนา จ สมาโนติ อตฺโถ ฯ ตสฺส วาตา พลิยฺยนฺตีติ ตสฺส หทยํ อสฺมึ วาตา อวตฺถรนฺตีติ อตฺโถ ฯ ชปฺปตีติ สสํ เม เทถาติ วิปฺปลปติ ฯ เกสวาติ โส กิร เกสโสภณตาย เกสโวติ ปญฺญายิตฺถ เตน ตํ นาเมน อาลปติ ฯ
เอวํ อมจฺเจน วุตฺเต ตสฺส อุปฏฺฐิตภาวํ ญตฺวา สตฺถา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา ทุติยํ คาถมาห
ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา โรหิเนยฺยสฺส เกสโว
ตรมานรูโป วุฏฺฐาสิ ภาตุ โสเกน อฏฺฏิโตติ ฯ
ราชา อุฏฺฐาย สีฆํ ปาสาทา โอตริตฺวา ฆตปณฺฑิตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา อุโภสุ หตฺเถสุ ทฬฺหํ คเหตฺวา เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ตติยํ คาถมาห
กึ นุ อุมฺมตฺตกรูโปว เกวลํ ทฺวารกํ อิมํ
สโส สโสติ วิลปสิ โก นุ เต สสมาหรีติ ฯ
ตตฺถ เกวลํ ทฺวารกํ อิมนฺติ กสฺมา อุมฺมตฺตโก วิย หุตฺวา สกลํ อิมํ ทฺวารวตีนครํ วิจรนฺโต สโส สโสติ วิลปสิ โก ตว สสํ อวหริ เกน เต สโส คหิโตติ ปุจฺฉติ ฯ
โส รญฺญา เอวํ วุตฺเตปิ ปุนปฺปุนํ ตเทว วจนํ วทติ ฯ ราชา ปุน เทฺว คาถา อภาสิ
โสวณฺณมยํ มณิมยํ อถ วา รูปิยามยํ
สงฺขสิลาปวาฬมยํ การยิสฺสามิ เต สสํ ฯ
สนฺติ อญฺเญปิ สสกา อรญฺเญ วนโคจรา
เตปิ เต อานยิสฺสามิ กีทิสํ สสมิจฺฉสีติ ฯ
ตตฺรายํ สงฺเขปตฺโถ เอเตสุ สุวณฺณมยาทีสุ ยํ อิจฺฉสิ ตํ วท อหํ เต กาเรตฺวา ทสฺสามิ อถาปิ เอเต น โรเจสิ อญฺเญปิ อรญฺเญ วนโคจรา สสกา อตฺถิ เต อานยิสฺสามิ วท ภทฺรมุข กีทิสํ สสมิจฺฉสีติ ฯ
รญฺโญ กถํ สุตฺวา ฆตปณฺฑิโต ฉฏฺฐํ คาถมาห
น จาหเมตํ อิจฺฉามิ เย สสา ปฐวิสฺสิตา
จนฺทโต สสมิจฺฉาม ตํ เม โอหร เกสวาติ ฯ
ตตฺถ โอหราติ โอตาเรหิ ฯ
ราชา ตสฺส กถํ สุตฺวา นิสฺสํสยํ เม ภาตา อุมฺมตฺตโกว ชาโตติ โทมนสฺสปฺปตฺโต สตฺตมํ คาถมาห
โส นูน มธุรํ ญาติ ชีวิตํ วิชหิสฺสสิ
อปตฺถยํ โย ปตฺถยสิ จนฺทโต สสมิจฺฉสีติ ฯ
ตตฺถ ญาตีติ กนิฏฺฐํ อาลปนฺโต อาห ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ตาต มยฺหํ ปิยญาติ โส ตฺวํ นูน อติมธุรํ อตฺตโน ชีวิตํ วิชหิสฺสสิ โย อปตฺเถตพฺพํ ปตฺเถสีติ ฯ
ฆตปณฺฑิโต รญฺโญ วจนํ สุตฺวา นิจฺจโล ฐตฺวา ภาติก ตฺวํ จนฺทโต สสกํ ปตฺเถนฺตสฺส ตํ อลภิตฺวา ชีวิตกฺขยภาวํ ชานนฺโต กึการณา มตปุตฺตํ อนุโสจสีติ วตฺวา อฏฺฐมํ คาถมาห
เอวํ เจ กณฺห ชานาสิ ยทญฺญมนุสาสสิ
กสฺมา ปุเร มตํ ปุตฺตํ อชฺชาปิ อนุโสจสีติ ฯ
ตตฺถ เอวนฺติ อิทํ อลพฺภเนยฺยฏฺฐานํ นาม น ปตฺเถตพฺพนฺติ ยทิ เอวํ ชานาสิ ฯ ยทญฺญมนุสาสสีติ เอวํ ชานนฺโตว ยทิ อญฺญํ อนุสาสสีติ อตฺโถ ฯ ปุเรติ อถ กสฺมา อิโต จตุมาสมตฺถเก มตํ ปุตฺตํ อชฺชาปิ อนุโสจสีติ วทติ ฯ
อิติ โส อนฺตรวีถิยํ ฐิตโกว ภาติก อหํ ตาว ปญฺญายมานํ ปตฺเถมิ ตฺวํ ปน อปญฺญายมานสฺส อตฺถาย โสจสีติ วตฺวา ตสฺส ธมฺมํ เทเสนฺโต ปุน เทฺว คาถา อภาสิ
ยํ น ลพฺภา มนุสฺเสน อมนุสฺเสน วา ปุน
ชาโต เม มา มรี ปุตฺโต กุโต ลพฺภา อลพฺภิยํ ฯ
น มนฺตา มูลเภสชฺชา โอสเถหิ ธเนน วา
สกฺกา อานยิตุํ กณฺห ยํ เปตมนุโสจสีติ ฯ
ตตฺถ ยนฺติ ภาติก ยํ เอวํ ชาโต เม ปุตฺโต มา มรีติ มนุสฺเสน วา เทเวน วา ปุน น ลพฺภา น สกฺกา ลทฺธุํ ตํ ตฺวํ ปตฺเถสิ ตํ เปตํ กุโต ลพฺภา เกน การเณน สกฺกา ลทฺธุํ น สกฺกาติ ทีเปติ ฯ ตสฺมา อลพฺภิยํ อลพฺภเนยฺยฏฺฐานํ นาเมตนฺติ อตฺโถ ฯ มนฺตาติ มนฺตปฺปโยเคน ฯ มูลเภสชฺชาติ มูลเภสชฺเชน ฯ โอสเถหีติ นานาวิโธสเถหิ ฯ ธเนน วาติ โกฏิสตสงฺเขนาปิ ธเนน วา ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยํ ตฺวํ เปตมนุโสจสิ ตํ เอเตหิ มนฺตปฺปโยคาทีหิปิ อาเนตุํ น สกฺกาติ ฯ
ราชา ตํ สุตฺวา ยุตฺตํ ตาต สลฺลกฺขิตํ มม โสกหรณตฺถาย ตยา อิทํ กตนฺติ ฆตปณฺฑิตํ วณฺเณนฺโต จตสฺโส คาถา อภาสิ
ยสฺส เอตาทิสา อสฺสุ อมจฺจา ปุริสปณฺฑิตา
ยถา นิชฺฌาปเย อชฺช ฆโต ปุริสปณฺฑิโต ฯ
อาทิตฺตํ วต มํ สนฺตํ ฆตสิตฺตํว ปาวกํ
วารินา วิย โอสิญฺจิ สพฺพํ นิพฺพาปเย ทรํ ฯ
อพฺพูฬฺหํ วต มํ สลฺลํ ยํ เม หทยนิสฺสิตํ
โย เม โสกปเรตสฺส ปุตฺตโสกํ อปานุทิ ฯ
โสหํ อพฺพูฬฺหสลฺโลสฺมิ วีตโสโก อนาวิโล
น โสจามิ น โรทามิ ตว สุตฺวาน มาณวาติ ฯ
ตตฺถ ปฐมคาถาย อยํ สงฺเขปตฺโถ ยถา เยน การเณน อชฺช มํ ปุตฺตโสกปเรตํ ฆโต ปุริสปณฺฑิโต โสกหรณตฺถาย นิชฺฌาปเย นิชฺฌาเปสิ โพเธสิ ยสฺส อญฺญสฺสาปิ เอทิสา ปุริสปณฺฑิตา อมจฺจา อสฺสุ ตสฺส กุโต โสโกติ ฯ เสสคาถา วุตฺตตฺถาเยว ฯ
อวสาเน
เอวํ กโรนฺติ สปฺปญฺญา เย โหนฺติ อนุกมฺปกา
นิวตฺตยนฺติ โสกมฺหา ฆโต เชฏฺฐํว ภาตรนฺติ อยํ อภิสมฺพุทฺธคาถา อุตฺตานตฺถาเยว ฯ
เอวํ ฆตกุมาเรน วีตโสเก กเต วาสุเทเว รชฺชมนุสาเสนฺเต ทีฆสฺส อทฺธุโน อจฺจเยน ทสภาติกานํ ปุตฺตา กุมารา จินฺตยึสุ กณฺหทีปายนํ ทิพฺพจกฺขุโกติ วทนฺติ วีมํสิสฺสาม ตาว นนฺติ ฯ เต เอกํ ทหรกุมารํ อลงฺกริตฺวา คพฺภินีอาการํ ทสฺเสนฺตา อุทเร มสูรกํ พนฺธิตฺวา ตสฺส สนฺติกํ เนตฺวา ภนฺเต อยํ กุมาริกา กึ วิชายิสฺสตีติ ปุจฺฉึสุ ฯ ตาปโส ทสภาติกราชูนํ วินาสกาโล ปตฺโต มยฺหํ นุ โข อายุสงฺขาโร กีทิโสติ โอโลเกนฺโต อชฺเชว มรณํ ภวิสฺสตีติ ญตฺวา กุมารา อิมินา ตุมฺหากํ โก อตฺโถติ วตฺวา กเถถ โน ภนฺเตติ นิพนฺโธ อยํ อิโต สตฺตเม ทิวเส ขทิรฆฏิกํ วิชายิสฺสติ ตาย วาสุเทวสฺส กุลํ วินสฺสติ อปิจ โข ปน ตุมฺเห ตํ ขทิรฆฏิกํ คเหตฺวา ฌาเปตฺวา ฉาริกํ นทิยํ ปกฺขิเปยฺยาถาติ อาห ฯ อถ นํ เต กูฏชฏิล ปุริโส วิชายนโก นาม นตฺถีติ วตฺวา ตนฺตรชฺชุกํ นาม การณํ กตฺวา ตตฺเถว ชีวิตกฺขยํ ปาปยึสุ ฯ ราชาโน กุมาเร ปกฺโกสาเปตฺวา กึการณา ตาปสํ มารยิตฺถาติ ปุจฺฉิตฺวา สพฺพํ สุตฺวา ภีตา ตสฺส อารกฺขํ ทตฺวา สตฺตเม ทิวเส ตสฺส กุจฺฉิโต นิกฺขนฺตํ ขทิรฆฏิกํ ฌาเปตฺวา ฉาริกํ นทิยํ ขิปึสุ ฯ สา นทิยา วุยฺหมานา มุขทฺวาเร เอกปสฺเส ลคฺคิ ฯ ตโต เอรกํ นิพฺพตฺติ ฯ อเถกทิวสํ เต ราชาโน สมุทฺทกีฬิตํ กีฬิสฺสามาติ มุขทฺวารํ คนฺตฺวา มหามณฺฑปํ กาเรตฺวา อลงฺกต- มณฺฑเป ขาทนฺตา ปิวนฺตา กีฬนฺตา เกลิวเสเนว ปวตฺตหตฺถปาท- ปรามาสา ทฺวิธา ภินฺทิตฺวา มหากลหํ กรึสุ ฯ อเถโก อญฺญํ มุคฺครํ อลภนฺโต เอรกวนฺโต เอกํ เอรกปตฺตํ คณฺหิ ฯ ตํ คหิตมตฺตเมว ขทิรมุสลํ อโหสิ ฯ โส เตน มหาชนํ โปเถสิ ฯ อถญฺโญ อถญฺโญติ สพฺเพหิ คหิตคฺคหิตํ มุสลเมว อโหสิ ฯ เต อญฺญมญฺญํ ปหริตฺวา วินาสํ ปาปุณึสุ ฯ เตสุ วินาสนฺเตสุ วาสุเทโว พลเทโว ภคินี อญฺชนเทวี ปุโรหิโตติ จตฺตาโร ชนา รถํ อภิรูหิตฺวา ปลายึสุ ฯ เสสา สพฺเพปิ วินฏฺฐา ฯ เตปิ จตฺตาโร ชนา รเถน ปลายนฺตา กาฬมตฺติกอฏวึ ปาปุณึสุ ฯ โส หิ มุฏฺฐิกมลฺโล ปตฺถนํ กตฺวา ยกฺโข หุตฺวา ตตฺถ นิพฺพตฺโต พลเทวสฺส อาคตภาวํ ญตฺวา ตตฺถ คามํ มาเปตฺวา มลฺลเวสํ คเหตฺวา โก ยุชฺฌิตุกาโมติ วคฺคนฺโต คชฺชนฺโต อปฺโผเฐนฺโต วิจริ ฯ พลเทโว ตํ ทิสฺวาว ภาติก อหํ อิมินา สทฺธึ ยุชฺฌิสฺสามีติ วตฺวา วาสุเทเว วาเรนฺเตเยว รถา โอรุยฺห ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา อปฺโผเฐติ ฯ อถ นํ โส ปสาริตหตฺเถเยว คเหตฺวา มูลกนฺทํ วิย ขาทิ ฯ วาสุเทโว ตสฺส มตภาวํ ญตฺวา ภคินิญฺจ ปุโรหิตญฺจ อาทาย สพฺพรตฺตึ คนฺตฺวา สุริโยทเย เอกํ ปจฺจนฺตคามํ ปตฺวา อาหารํ ปจิตฺวา อาหรถาติ ภคินิญฺจ ปุโรหิตญฺจ คามํ ปหิณิตฺวา สยํ เอกสฺมึ คจฺฉนฺตเร ปฏิจฺฉนฺโน นิปชฺชิ ฯ อถ นํ ชรา นาม เอโก ลุทฺโธ คจฺฉํ จลิตํ ทิสฺวา สูกโร เอตฺถ ภวิสฺสตีติ สญฺญาย สตฺตึ ขิปิตฺวา ปาเท วิชฺฌิ ฯ โก มํ วิชฺฌตีติ จ วุตฺเต มนุสฺสสฺส วิทฺธภาวํ ญตฺวา ภีโต ปลายิตุํ อารภิ ฯ ราชา สตึ ปจฺจุปฏฺฐเปตฺวา อุฏฺฐาย มาตุล มา ภายิ เอหีติ ปกฺโกสิตฺวา อาคตํ โกสิ นาม ตฺวนฺติ ปุจฺฉิตฺวา อหํ สามิ ชรา นามาติ วุตฺเต ชราย วิทฺโธ มริสฺสตีติ กิร มํ โปราณา พฺยากรึสุ นิสฺสํสยํ อชฺช มยา มริตพฺพนฺติ ญตฺวา มาตุล มา ภายิ เอหิ ปาทํ เม พนฺธาหีติ เตน ปหารมุขํ พนฺธาเปตฺวา ตํ อุยฺโยเชสิ ฯ พลวเวทนา ปวตฺตึสุ ฯ อิตเรหิ อาภตํ อาหารํ ปริภุญฺชิตุํ นาสกฺขิ ฯ อถ เต อามนฺเตตฺวา อชฺชาหํ มริสฺสามิ ตุมฺเห ปน สุขุมาลา อญฺญํ กมฺมํ กตฺวา ชีวิตุํ น สกฺขิสฺสถ อิมํ วิชฺชํ สิกฺขถาติ เอกํ วิชฺชํ สิกฺขาเปตฺวา เต อุยฺโยเชตฺวา ตตฺเถว ชีวิตกฺขยํ ปาปุณิ ฯ เอวํ อญฺชนเทวึ ฐเปตฺวา สพฺเพว วินาสํ ปาปุณึสุ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อุปาสก เอวํ โปราณก- ปณฺฑิตา ปณฺฑิตานํ กถํ สุตฺวา อตฺตโน ปุตฺตโสกํ นีหรึสุ ตฺวํ มา จินฺตยีติ วตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุปาสโก โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา โรหิเนยฺโย อานนฺโท อโหสิ วาสุเทโว สารีปุตฺโต อวเสสา พุทฺธปริสา อเหสุํ ฆตปณฺฑิโต ปน อหเมว สมฺมาสมฺพุทฺโธ โลเก วิวฏฺฏจฺฉโท อโหสีติ ฯ
ฆตปณฺฑิตชาตกํ สมตฺตํ ฯ
อิติ โสฬสชาตกปฏิมณฺฑิตสฺส
ทสกนิปาตสฺส อตฺถวณฺณนา สมตฺตา ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗