ชุณหชาดก
ว่าด้วยการคบบัณฑิตและคบคนพาล
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๕๐๔ · บรรทัด ๖๐๖๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อทรงประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภพรที่พระอานนทเถระได้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สุโณหิ มยฺหํ วจนํ ชนินฺท ดังนี้.
ดังจะกล่าวโดยพิสดาร ในปฐมโพธิกาล พระผู้มีพระภาคเจ้า มิได้มีอุปัฏฐากประจำตลอด ๒๐ ปี. บางคราวพระนาคสมาลเถระ ก็อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า บางคราวพระนาคิตะ บางคราวพระอุปวาณะ บางคราวพระสุนักขัตตะ บางคราวพระจุนทะ บางคราวพระสาคตะ บางคราวพระเมฆิยะ.
ภายหลังวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราเป็นผู้แก่แล้ว ภิกษุบางพวก เมื่อเรากล่าวว่าจะไปทางนี้ แล้วพากันไปเสียทางอื่น บางพวกทิ้งบาตรและจีวรของเราไว้ที่พื้นดิน พวกเธอจงรู้ภิกษุรูปหนึ่ง ผู้จะเป็นอุปัฏฐากประจำตัวเรา ทรงห้ามพระสารีบุตรเถระเป็นต้น ที่พากันลุกขึ้นกระทำอัญชลีด้วยเศียรเกล้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ จักอุปัฏฐาก ข้าพระองค์ จักอุปัฏฐาก ดังนี้ด้วยพระดำรัสว่า ความปรารถนาของพวกเธอ ถึงที่สุดแล้วพอละ. ลำดับนั้นภิกษุทั้งหลาย จึงกล่าวกะท่านพระอานนทเถระว่า อาวุโส ท่านจงวิงวอนการอุปัฏฐากเถิด. พระเถระขอพร ๘ ประการ คือ ปฏิเสธ ๔ และข้อวิงวอน ๔เหล่านี้คือ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า จักไม่ประทานจีวรที่พระองค์ได้แล้วแก่ข้าพระองค์ จักไม่ให้บิณฑบาต จักไม่ให้อยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกัน จักไม่พาข้าพระองค์ไปยังที่ที่นิมนต์ ก็ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า จักไปยังที่นิมนต์ ที่ข้าพระองค์รับไว้ ถ้าข้าพระองค์จักได้เพื่อให้บริษัทที่มา จากนอกแว่นแคว้น นอกชนบท เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอให้ได้เข้าเฝ้าในขณะที่มาแล้วทีเดียว ขอให้ข้าพระองค์จักได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ในขณะที่ข้าพระองค์เกิดความสงสัย ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมอันใด ในที่ลับหลังข้าพระองค์กลับมาแล้ว ขอได้แสดงธรรมนั้น แก่ข้าพระองค์อีก ด้วยอาการอย่างนี้ ข้าพระองค์จึงจักอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น. ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ได้ประทานแก่เธอแล้ว. ตั้งแต่นั้นมา พระอานนทเถระก็ได้เป็นอุปัฏฐากประจำ เป็นเวลา ๒๕ ปี. พระเถระได้รับสถาปนาในเอตทัคคะในฐานะ ๕ ประกอบด้วยสัมปทา ๗ เหล่านี้ คือ อาคมสัมปทา อธิคมสัมปทา ปุพพเหตุสัมปทา อัตถัตถปริปุจฉาสัมปทา ติฏฐวาสสัมปทาโยนิโสมนสิการสัมปทา และพุทธุปนิสสยสัมปทา ได้รับมรดกคือพร๘ ประการ ในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้ปรากฏชัดในพระพุทธศาสนาได้ปรากฏเหมือนพระจันทร์ลอยเด่นในท้องฟ้า. ภายหลังวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโส พระตถาคตได้ให้พระอานนท์เถระอิ่มหนำด้วยการประทานพร. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลายบัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบ จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย มิใช่ในบัดนี้อย่างเดียวเท่านั่นเอง แม้ในกาลก่อน เราก็ให้พระอานนท์อิ่มหนำด้วยพรแล้ว ในกาลก่อนนั่นเอง เราก็ได้ให้สิ่งที่เธอขอร้องเหมือนกัน ดังนี้แล้ว จึงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ในกรุงพาราณสีพระโพธิสัตว์ได้เป็นพระราชโอรสของท้าวเธอ ทรงพระนามว่า ชุณหกุมารทรงศึกษาศิลปะในกรุงตักกศิลา ให้การประกอบเนือง ๆ แก่อาจารย์ ในเวลามืดค่ำตอนกลางคืน ออกจากเรือนของอาจารย์ รีบไปที่อยู่ของตน เมื่อไม่เห็นพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง ผู้เที่ยวภิกษาจารไปยังที่อยู่ของตน จึงตีตุ่มภัตรของพราหมณ์นั้นแตกไป. พราหมณ์ล้มลงร้องไห้. กุมารกลับได้ความกรุณาจึงจับมือพราหมณ์นั้นให้ลุกขึ้น. พราหมณ์กล่าวว่า เธอมาทำลายภาชนะภิกษาองเราทำไม จงให้ค่าภัตตาหารแก่เรา. กุมารกล่าวว่า พราหมณ์ บัดนี้ เราไม่อาจจะให้ค่าภัตตาหารนั้นแก่ท่านได้ ก็เราแลเป็นโอรสของพระเจ้ากาสี มีนามว่า ชุณหกุมาร เมื่อเราดำรงอยู่ในรัชสมบัติ ท่านพึงมาขอทรัพย์เราได้จบการศึกษาแล้ว ไหว้อาจารย์แล้วไปยังกรุงพาราณสี แสดงศิลปะแก่พระบิดา. พระบิดาทรงคิดว่า เราเมื่อยังมีชีวิตอยู่ได้เห็นบุตรแล้ว เราจักเห็นบุตรนั้นได้เป็นพระราชา ดังนี้แล้ว จึงอภิเษกไว้ในรัชสมบัติ. พระองค์เป็นพระราชามีพระนามว่า ชุณหะ ครองราชสมบัติโดยธรรม, พราหมณ์ทราบเรื่องนั้นแล้วจึงคิดว่า บัดนี้เราจักให้พระราชานำค่าภัตตาหารมาแก่เรา จึงไปยังกรุงพาราณสีมองเห็นพระราชากำลังทำประทักษิณพระนครที่ตบแต่งไว้นั่นแล จึงยืนอยู่ในที่สูงแห่งหนึ่งแล้ว เหยียดมือออกไปให้ชัยชนะ. พระราชาเสด็จเลยไป โดยไม่เหลียวดูเลย. พราหมณ์รู้ว่าท้าวเธอมิได้เห็น เมื่อจะยกเรื่องขึ้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน ขอพระองค์ จงทรงสดับคำของข้าพระองค์ ข้าพระองค์มาถึงในที่นี้ ด้วยประโยชน์ในพระเจ้าชุณหะ ข้าแต่พระองค์ผู้ ประเสริฐกว่าสัตว์สองเท้าทั้งหลาย เมื่อพราหมณ์เดิน ทางไกลยืนอยู่ บัณฑิตทั้งหลายไม่ควรพูดว่า พระราชา ควรเสด็จเลยไป.
บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า ชุณฺหมฺหิ พราหมณ์ย่อมแสดงว่าข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ มาถึงในที่นี้ด้วยประโยชน์อันหนึ่ง ในท่านผู้ชื่อว่า ชุณหะ มิได้มาโดยไร้เหตุผล. บทว่า อิทฺธิเก ได้แก่ มาสิ้นระยะกาลนาน. บทว่า คนฺตพฺพํ ความว่า บัณฑิตทั้งหลาย ไม่ได้กล่าวมาแล้วและย่อมไม่กล่าวว่า พระราชาควรเสด็จเลยไป โดยไม่เหลียวแลดูพราหมณ์ผู้เดินทางไกล คือ ผู้มาสิ้นระยะกาลนานขอร้องอยู่.
พระราชา ทรงสดับคำของเธอแล้ว จึงเอาขอเพชรข่มช้าง ได้ตรัสคาถาที่ ๒ ว่า
ดูก่อนพราหมณ์ ข้าพเจ้ากำลังรอฟังอยู่ ท่าน มาถึงในที่นี้ด้วยประโยชน์อันใด จงบอกประโยชน์ อันนั้น หรือว่าท่านปรารถนาประโยชน์อะไร ใน ข้าพเจ้าจึงมาในที่นี้ เชิญท่านพราหมณ์บอกมาเถิด.
ศัพท์ว่า อีฆ ในคาถานั้น เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่า ประท้วง. ต่อแต่นั้น จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือด้วยอำนาจคำโต้ตอบ ของพราหมณ์กับพระราชาว่า
ขอพระองค์โปรดพระราชทานบ้านส่วย ๕ ตำบล แก่ข้าพระองค์ ทาสี ๑๐๐ คน โค ๗๐๐ ตัว ทองเนื้อดี ๑,๐๐๐ แท่ง ขอได้ทรงโปรดประทานภรรยาผู้พริ้มเพรา แก่ข้าพระองค์ ๒ คน. ดูก่อนพราหมณ์ ตบะอันมีกำลังกล้าของท่านมี อยู่หรือ หรือว่ามนต์ขลังของท่านมีอยู่ หรือว่ายักษ์ บางพวกผู้เชื่อฟังถ้อยคำของท่านมีอยู่ หรือว่าท่านยัง จำได้ถึงประโยชน์ที่ท่านทำแล้วแก่เรา. ตบะของข้าพระองค์มิได้มี แม้มนต์ของข้าพระองค์มิได้มี ยักษ์บางพวกผู้เชื่อฟังถ้อยคำของ ข้าพระองค์ก็ไม่มี อนึ่ง ข้าพระองค์ก็จำไม่ได้ถึง ประโยชน์ ที่ข้าพระองค์ทำแล้ว แก่พระองค์ ก็แต่ว่า เมื่อก่อนได้มีการพบปะกันเท่านั้นเอง. ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่า การเห็นนี้เป็นการเห็นครั้งแรก นอกจากนี้ ข้าพเจ้าจำไม่ได้ถึงการพบกันในครั้งใดเลย ข้าพเจ้าถามถึงเรื่องนั้น ขอท่านจงบอกแก่ข้าพเจ้าว่า เราได้เคยพบกันเมื่อไรหรือที่ไหน. ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์และข้าพระองค์ได้อยู่กันมาแล้วในเมืองตักกศิลา อันเป็น เมืองที่รื่นรมย์ของพระเจ้าคันธารราช พระองค์กับข้า พระองค์ได้กระทบไหล่กัน ในความมืด มีหมอกทึบ ในนครนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน พระองค์และข้าพระองค์ยืนกันอยู่ในที่ตรงนั้น เจรจา ปราศรัยด้วยคำอันให้ระลึกถึงกันที่ตรงนั้นแล เป็นการ พบกันแห่งพระองค์เเละข้าพระองค์ ภายหลังจากนั้น มิได้มี ก่อนแต่นั้นก็ไม่มี. ดูก่อนพราหมณ์ การสมาคมกับสัปบุรุษย่อมมี ในหมู่มนุษย์บางครั้งบางคราว บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ ทำการพบปะกัน ความสนิทสนม หรือคุณที่กระทำไว้ แล้วในกาลก่อน ให้เสื่อมสูญไป. ส่วนคนพาลทั้งหลาย ย่อมทำการพบปะกัน ความสนิทสนม หรือคุณที่เขาทำไว้ในกาลก่อน ให้ เสื่อมสูญไป คุณที่ทำไว้ในคนพาลทั้งหลาย ถึงจะมาก มายก็ย่อมเสื่อมไปหมด เพราะว่าคนพาลทั้งหลาย เป็น คนอกตัญญู. ส่วนนักปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมไม่ทำการพบปะกัน ความสนิทสนม หรือคุณที่เขาทำไว้ในกาลก่อน ให้ เสื่อมสูญไป คุณที่ทำไว้ในนักปราชญ์ทั้งหลาย ถึงจะ น้อยก็ย่อมไม่เสื่อมหายไป เพราะว่านักปราชญ์ทั้งหลาย เป็นผู้มีความกตัญญูดี ข้าพเจ้าจะให้บ้านส่วย ๕ ตำบล แก่ท่าน ทาสี ๑๐๐ คน โค ๗๐๐ ตัว ทองเนื้อดี ๑,๐๐๐ แท่ง และภรรยาผู้พริ้มเพรา ๒ คน มีชาติและตระกูล เสมอกัน แก่ท่าน. ข้าแต่พระราชา การสมาคมกับสัตบุรุษ ย่อมเป็น อย่างนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในกาลิกรัฐ ข้าพระองค์บริบูรณ์ไปด้วยสมบัติ มีบ้านส่วยเป็นต้น เหมือน พระจันทร์ตั้งอยู่ท่ามกลางแห่งหมู่ดาวทั้งหลาย ฉะนั้น การสังคมกับพระองค์นั่นแล เป็นอันว่าข้าพระองค์ ได้แล้วในวันนี้เอง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาทิสี ความว่า ขอพระองค์จงทรงประทานภริยาผู้พริ้งพร้อมด้วยรูป ผู้มีผิวพรรณ มีชาติตระกูล และประเทศนั้นนั่นแล ผู้มียศใหญ่สองนาง ผู้เป็นเช่นเดียวกันกับข้าพระองค์. บทว่าภีสรูโป ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ ตบกรรมอันได้แก่คุณแห่งศีลและอาจาระของท่าน มีเรี่ยวแรงหรืออย่างไร. บทว่า มนฺตา นุ เต ความว่า หรือมนต์อันขลังยิ่งนัก อันให้สำเร็จประโยชน์ทุกอย่างของท่านมีอยู่. บทว่า อสฺสกา ความว่า พวกยักษ์ผู้กระทำตามถ้อยคำ ผู้ให้สิ่งที่ท่านมุ่งมาดปรารถนา บางจำพวกของท่านมีอยู่. บทว่า กตฺตํ ความว่า ท่านถามว่าท่านยังนึกถึงประโยชน์อะไร ๆ ที่ท่านทำไว้แก่ข้าพเจ้า. บทว่า สงฺคติมตฺตํ ความว่า พราหมณ์กราบทูลว่า เหตุเพียงการมาพบกันกับพระองค์ ได้มีแก่ข้าพระองค์ในครั้งก่อน. บทว่า ชานโต เม ความว่า นี้เป็นการเห็นครั้งแรกของท่านกับข้าพเจ้าผู้รู้อยู่. บทว่า น ตาภิชานามิ ความว่า เราไม่รู้จักท่าน. บทว่า ติมิสฺสทายํ ได้แก่ กลางคืนอันมืดมิด. บทว่า เต ตตฺถ ตฺวาน ความว่า เราเหล่านั้น ยืนอยู่ในที่ที่ไหล่ต่อไหล่กระทบกันนั้น. บทว่า วีติสาริมฺห ตตฺถ ความว่า พราหมณ์กราบทูลว่า ในที่ตรงนั้นนั่นแหละ พวกเราได้ยังถ้อยคำอันควรที่จะพึงระลึกให้หลั่งไหล คือ ข้าพระองค์กราบทูลว่าภาชนะภิกษาของข้าพระองค์ อันพระองค์ทุบแตกแล้ว ขอพระองค์จงประทานค่าภัตตาหารแก่ข้าพระองค์ พระองค์ตรัสว่า บัดนี้ ข้าพเจ้าไม่สามารถจะใช้ค่าภัตตาหารแก่ท่านได้ แต่ข้าพเจ้าเป็นโอรสของพระเจ้ากาสี ชื่อว่าชุณหกุมาร เมื่อข้าพเจ้าดำรงอยู่ในราชสมบัติ ท่านค่อยมาทวงทรัพย์กับข้าพเจ้า สาราณียกถานี้ พวกเราได้กระทำกันได้แล้ว. บทว่า สาเยว โน สงฺคติมตฺตมาสิ ความว่า พราหมณ์แสดงว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพพวกเรามีเพียงได้พบปะระหว่างกันและกัน คือได้พบกันเพียงครู่เดียว. บทว่าตโต ความว่า ภายหลังหรือก่อนแต่นั้น คือ จากมิตรภาพชั่วครู่นั้นที่จะเรียกได้ว่าเป็นการพบปะของพวกเรา ไม่เคยมีครั้งไหนเลย. บทว่าน ปณฺฑิตา ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ อันท่านผู้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ทำให้การพบปะเพียงชั่วครู่นั้นหรือ หรือการคุ้นเคยกันตลอดกาลนานคุณที่ท่านทำไว้ในกาลก่อนอะไรๆ เสื่อมสูญไป. บทว่า พหุํปิ แปลว่าแม้มากมาย. บทว่า อกตญฺญุรูปา ความว่า เพราะเหตุที่พวกคนพาล มีสภาวะเป็นคนอกตัญญู ฉะนั้น อุปการคุณที่ท่านทำไว้ในพวกคนพาลนั้น ถึงจะมีมากก็ย่อมเสื่อมสูญไป. บทว่า สุกตญฺรูปา คือ มีสภาวะรู้อุปการคุณที่ท่านทำแล้วด้วยดี. หิ อักษรในคำว่า ตถา หิ ทั้งในที่นี้ ทั้งในที่นั้น มีการณะเป็นอรรถ. บทว่า ททามิ เต ความว่า พระราชาเมื่อพระราชทานตามที่พราหมณ์ทูลขอ จึงได้ตรัสว่าอย่างนั้น. พราหมณ์เมื่อทำอนุโมทนาแด่พระราชาจึงได้กราบทูลคาถาว่า เอวํ สตํ เป็นอาทิ คือ ชื่อว่า การร่วมสมาคม ได้แก่การพบปะกับสัตบุรุษ คือท่านผู้เป็นคนดีทั้งหลายแม้เพียงครั้งเดียวก็ย่อมเป็นอย่างนี้. ริว อักษรในบทว่า นกฺขตฺตราชาริว เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ตารกานํ ได้แก่ ในท่ามกลางแห่งดวงดาวทั้งหลาย. พราหมณ์ทูลพระราชาว่ากาสิปติ อธิบายว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ผู้เป็นใหญ่ในกาสีรัฐ ดวงจันทร์สถิตอยู่ในท่ามกลางแห่งหมู่ดาว คือมีกลุ่มแห่งดวงดาวแวดล้อมย่อมเปล่งปลั่ง จำเดิมแต่วันปาฏิบทจนถึงวันเพ็ญ ฉันใด แม้ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นวันนี้กำลังเปี่ยมด้วยบ้านส่วยเป็นต้นที่พระองค์พระราชทานให้. บทว่า ตยาหิ เม ความว่า การสังคมกับพระองค์ แม้ข้าพระองค์ได้แล้วในครั้งก่อนก็เป็นเหมือนกับไม่ได้ แต่ในวันนี้ เพราะมโนรถของข้าพระองค์สำเร็จ การสังคมกับพระองค์ เป็นอัน ชื่อว่าอันข้าพระองค์ได้แล้วทั้งนั้น พราหมณ์ทูลว่าผลแห่งไมตรีจิตกับพระองค์ของข้าพระองค์สำเร็จแล้ว.
พระโพธิสัตว์ ได้ประทานยศใหญ่แก่พราหมณ์นั้น.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อน เราก็เคยให้พระอานนท์อิ่มเอิบด้วยพรเหมือนกัน ดังนี้แล้ว จึงประชุมชาดกว่า พราหมณ์ในกาลนั้นได้เป็นพระอานนท์ ส่วนพระราชาได้มาเป็นเราตถาคตแล. จบอรรถกถาชุณหชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๑๔–๒๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกาทสกนิบาตชาดก ๖๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๖๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๒ ชุณฺหชาตกํ ฯ
สุโณหิ มยฺหํ วจนํ ชนินฺทาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อานนฺทตฺเถเรน ลทฺธวเร อารพฺภ กเถสิ ฯ
ปฐมโพธิยมฺหิ วีสติ วสฺสานิ ภควโต อนิวทฺธุปฏฺฐากา อเหสุํ ฯ เอกทา เถโร นาคสมาโล เอกทา นาคิโต เอกทา อุปวาโณ เอกทา สุนกฺขตฺโต เอกทา จุนฺโท เอกทา สาคโต เอกทา เมฆิโย ภควนฺตํ อุปฏฺฐหิ ฯ
อเถกทิวสํ ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขเว อิทานิมฺหิ มหลฺลโก เอกจฺเจ ภิกฺขู อิมินา มคฺเคน คจฺฉามาติ วุตฺเต อญฺเญน คจฺฉนฺติ เอกจฺเจ มยฺหํ ปตฺตจีวรํ ภูมิยํ นิกฺขิปนฺติ นิวทฺธุปฏฺฐากํ เม เอกํ ภิกฺขุํ ชานาถาติ ฯ ภนฺเต อหํ อุปฏฺฐหิสฺสามิ อหํ อุปฏฺฐหิสฺสามีติ สิรสิ อญฺชลึ กตฺวา อุฏฐิเต สารีปุตฺตตฺเถราทโย ตุมฺหากํ ปตฺถนา มตฺถกํ ปตฺตา อลนฺติ ปฏิกฺขิปิ ฯ ตโต ภิกฺขู อานนฺทตฺเถรํ ตฺวํ อาวุโส อุปฏฺฐานํ ยาจาหีติ อาหํสุ ฯ เถโร สเจ เม ภนฺเต ภควา อตฺตนา ลทฺธํ จีวรํ น ทสฺสติ ปิณฺฑปาตํ น ทสฺสติ เอกคนฺธกุฏิยํ วสิตุํ น ทสฺสติ มํ คเหตฺวา นิมนฺตนํ น คมิสฺสติ สเจ ปน ภควา มยา คหิตํ นิมนฺตนํ คมิสฺสติ สจาหํ ติโรรฏฺฐา ติโรชนปทา ภควนฺตํ ทฏฺฐุํ อาคตํ ปริสํ อาคตกฺขเณเยว ทสฺเสตุํ ลภิสฺสามิ ยทา เม กงฺขา อุปฺปชฺชติ ตสฺมึ ขเณ ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตุํ ลภิสฺสามิ สเจ ยํ ภควา มม ปรมฺมุขา ธมฺมํ กเถติ อาคนฺตวา มยฺหํ กเถสฺสติ เอวาหํ ตํ ภควนฺตํ อุปฏฺฐหิสฺสามีติ อิเม จตฺตาโร ปฏิกฺเขเป จตสฺโส อายาจนาติ อฏฺฐ วเร ยาจิ ฯ ภควาปิสฺส อทาสิ ฯ โส ตโต ปฏฺฐาย ปญฺจวีสติ วสฺสานิ นิวทฺธุปฏฺฐาโก อโหสิ ฯ โส ปญฺจสุ ฐาเนสุ เอตทคฺเค ฐปนํ ปตฺวา อาคมสมฺปทา อธิคมสมฺปทา ปุพฺพเหตุสมฺปทา อตฺถตฺถปริปุจฺฉาสมฺปทา ติฏฺฐวาสสมฺปทา โยนิโสมนสิการสมฺปทา พุทฺธุปนิสฺสยสมฺปทาติ อิมาหิ สตฺตหิ สมฺปทาหิ สมนฺนาคโต พุทฺธานํ สนฺติเก อฏฺฐวรทายชฺชํ ลภิตฺวา พุทฺธสาสเน ปญฺญาโต คคณมชฺเฌ จนฺโทวิย ปากโฏ อโหสิ ฯ อเถกทิวสํ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส ตถาคโต อานนฺทตฺเถรํ วรทาเนน สนฺตปฺเปสีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมายนามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปาหํ อานนฺทํ วเรน สนฺตปฺเปสึ ปุพฺเพวาหํ ยํยํ เอส ยาจติ ตํตํ อทาสึเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส ปุตฺโต ชุณฺหกุมาโรนาม ตกฺกสิลายํ สิปฺปํ อุคฺคเหตฺวา อาจริยสฺส อนุโยคํ ทตฺวา รตฺติภาเค อนฺธกาเร อาจริยสฺส ฆรา นิกฺขมิตฺวา อตฺตโน นิวาสนฏฺฐานํ เวเคน คจฺฉนฺโต อญฺญตรํ พฺราหฺมณํ ภิกฺขํ จริตฺวา อตฺตโน นิวาสนฏฺฐานํ คจฺฉนฺตํ อปสฺสนฺโต พาหุนา ปหริตฺวา ตสฺส ภตฺตจาตึ ภินฺทิ ฯ พฺราหฺมโณ ปติตฺวา วิรวิ ฯ กุมาโร การุญฺเญน นิวตฺติตฺวา ตํ หตฺเถ คเหตฺวา อุฏฺฐาเปติ ฯ พฺราหฺมโณ ตยา ตาต มม ภิกฺขาภาชนํ ภินฺนํ ภตฺตมูลํ เม เทหีติ อาห ฯ กุมาโร พฺราหฺมณ อิทานาหํ ตว ตํ ภตฺตมูลํ ทาตุํ น สกฺโกมิ อหํโข ปน กาสิกรญฺโญ ปุตฺโต ชุณฺหกุมาโรนาม มยิ รชฺเช ปติฏฺฐิเต อาคนฺตฺวา มํ ธนํ ยาเจยฺยาสีติ วตฺวา นิฏฺฐิตสิปฺโป อาจริยํ วนฺทิตฺวา พาราณสึ คนฺตฺวา ปิตุ สิปฺปํ ทสฺเสสิ ฯ ปิตา ชีวนฺเตน เม ปุตฺโต ทิฏฺโฐ ราชภูตํปิ ตํ ปสฺสิสฺสามีติ รชฺเช อภิสิญฺจิ ฯ โส ชุณฺหราชานาม หุตฺวา ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ ฯ พฺราหฺมโณ ตํ ปวุตฺตึ สุตฺวา อิทานิ มม ภตฺตมูลํ อาหราเปสฺสามีติ พาราณสึ คนฺตฺวา ราชานํ อลงฺกตนครํ ปทกฺขิณํ กโรนฺตเมว ทิสฺวา เอกสฺมึ อุณฺณตปฺปเทเส ฐิโต หตฺถํ ปสาเรตฺวา ชยาเปสิ ฯ ราชา อโนโลเกตฺวาว อติกฺกมิ ฯ พฺราหฺมโณ เตน อทิฏฺฐภาวํ ญตฺวา กถํ สมุฏฺฐาเปนฺโต ปฐมํ คาถมาห
สุโณหิ มยฺหํ วจนํ ชนินฺท
อตฺเถน ชุณฺหมฺหิ อิธานุปตฺโต
น พฺราหฺมเณ อทฺธิเก ติฏฺฐมาเน
คนฺตพฺพมาหุ ทิปทินฺท เสฏฺฐาติ ฯ
ตตฺถ ชุณฺหมฺหีติ มหาราช ตยิ ชุณฺหมฺหิ อหํ เอเกน อตฺเถน อิธานุปฺปตฺโต น นิการเณน อาคโตติ ทีเปติ ฯ อทฺธิเกติ อทฺธานํ อาคเต ฯ คนฺตพฺพนฺติ ตํ อทฺธิกํ อทฺธานคตํ ยาจมานํ พฺราหฺมณํ อโนโลเกตฺวาว คนฺตพฺพนฺติ ปณฺฑิตา น อาหุ น กเถนฺตึติ ฯ
ราชา ตสฺส วจนํ สุตฺวา หตฺถึ วชิรํกุเสน นิคฺคเหตฺวา ทุติยํ คาถมาห
สุโณมิ ติฏฺฐามิ วเทหิ พฺราหฺเม
เยนาปิ อตฺเถน อิธานุปตฺโต
กํ วา ตฺวมตฺถํ มยิ ปฏฺฐยาโน
อิธาคมา พฺราหฺเม ตทึฆ พฺรูหีติ ฯ
ตตฺถ อึฆาติ โจทนตฺเถ นิปาโต ฯ ตโต ปรํ พฺราหฺมณสฺส จ รญฺโญ จ วจนปฏิวจนวเสน เสสคาถา กถิตา
ททาหิ เม คามวรานิ ปญฺจ
ทาสีสตํ สตฺต ควํ สตานิ
ปโรสหสฺสญฺจ สุวณฺณนิกฺเข
ภริยา จ เม สาทิสี เทฺว ททาหิ ฯ
ตโป นุ เต พฺราหฺมณ ภึสรูโป
มนฺตา นุ เต พฺราหฺมณ จิตฺตรูปา
ยกฺขา นุ เต อสฺสวา สนฺติ เกจิ
อตฺถํ วา เม อภิชานาสิ กตฺตํ ฯ
น เม ตโป อตฺถิ น จาปิ มนฺตา
ยกฺขาปิ เม อสฺสวา นตฺถิ เกจิ
อตฺถํปิ เต นาภิชานามิ กตฺตํ
ปุพฺเพ จ โข สงฺคติมตฺตมาสิ ฯ
ปฐมํ อิทํ ทสฺสนํ ชานโต เม
น ตาภิชานามิ อิโต ปุรตฺถา
อกฺขาหิ เม ปุจฺฉิโต เอตมตฺถํ
กทา กุหึ วา อหุ สงฺคโม โน ฯ
คนฺธารราชสฺส ปุรมฺหิ รมฺเม
อวสิมฺหเส ตกฺกสิลาย เทว
ตตฺถนฺธการมฺหิ ติมิสฺสกายํ
อํเสน อํสํ อภิฆฏฺฏยิมฺหา
เต ตตฺถ ฐตฺวาน อุโภ ชนินฺท
สาราณิยํ วีติสาริมฺห ตตฺถ
สาเยว โน สงฺคติมตฺตมาสิ
ตโต น ปจฺฉา น ปุเร อโหสิ ฯ
ยทา กทาจิ มนุเชสุ พฺราหฺเม
สมาคโต สปฺปุริเสน โหติ
น ปณฺฑิตา สงฺคติสนฺถวานิ
ปุพฺเพ กตํ วาปิ วินาสยนฺติ ฯ
พาลา จ โข สงฺคติสนฺถวานิ
ปุพฺเพ กตํ วาปิ วินาสยนฺติ
พหุํปิ พาเลสุ กตํ วินสฺสติ
ตถา หิ พาลา อกตญฺญุรูปา ฯ
ธีรา จ โข สงฺคติสนฺถวานิ
ปุพฺเพ กตํ วาปิ น นาสยนฺติ
อปฺปํปิ ธีเรสุ กตํ น นสฺสติ
ตถา หิ ธีรา สุกตญฺญุรูปา
ททามิ เต คามวรานิ ปญฺจ
ทาสีสตํ สตฺต ควํ สตานิ
ปโรสหสฺสญฺจ สุวณฺณนิกฺเข
ภริยา จ เต สาทิสี เทฺว ททามิ ฯ
เอวํ สตํ โหติ สเมจฺจ ราช
นกฺขตฺตราชาริว ตารกานํ
อาปูรตี กาสิปตี ยถา อหํ
ตยา หิ เม สงฺคโม อชฺช ลทฺโธติ ฯ
ตตฺถ สาทิสีติ รูปวณฺณชาติกุลปฺปเทเสเนว สาทิสี เอกสทิสา เทฺว มหายสา ภริยา จ เม เทหีติ อตฺโถ ฯ ภึสรูโปติ กินฺนุ เต พฺราหฺมณ พลวรูปํ สีลาจารคุณสงฺขาตํ ตโปกมฺมํ อตฺถีติ ปุจฺฉติ ฯ มนฺตา นุ เตติ อุทาหุ วิจิตฺรรูปา สพฺพตฺถสาธกา มนฺตา เต อตฺถิ ฯ อสฺสวาติ วจนการกา อิจฺฉิติจฺฉิตทายกา ยกฺขา วา เต เกจิ สนฺติ ฯ กตฺตนฺติ กตํ อุทาหุ ตยา กตํ กิญฺจิ มม อตฺถํ อภิชานาสีติ ปุจฺฉติ ฯ สงฺคติมตฺตนฺติ สมาคมมตฺตํ ตยา สทฺธึ ปุพฺเพ มม อาสีติ วทติ ฯ ชานโต เมติ ชานนฺตสฺส มม อิทํ ปฐมํ ตว ทสฺสนํ ฯ น ตาภิชานามีติ น ตํ อภิชานามิ ฯ ติมิสฺสกายนฺติ พลวติมิราย รตฺติยา ฯ เต ตตฺถ ฐตฺวานาติ เต มยํ ตสฺมึ อํเสน อํสํ ฆฏฺฏิตฏฺฐาเน ฐตฺวา ฯ วีติสาริมฺห ตตฺถาติ เอตสฺมึเยว ฐาเน สริตพฺพยุตฺตกํ กถํ วีติสาริมฺหา อหํ ภิกฺขาภาชนํ เม ตยา ภินฺนํ ภตฺตมูลํ เม เทหีติ อวจํ ตฺวํ อิทานาหํ ตว ภตฺตมูลํ ทาตุํ น สกฺโกมิ อหํ โข ปน กาสิกรญฺโญ ปุตฺโต ชุณฺหกุมาโรนาม มยิ รชฺเช ปติฏฺฐิเต อาคนฺตฺวา มํ ธนํ ยาเจยฺยาสีติ อวจาติ อิมํ สาราณียํ กถํ กริมฺหาติ อาห ฯ สาเยว โน สงฺคติมตฺตมาสีติ เทว อมฺหากํ สาเยว อญฺญมญฺญํ สงฺคติมตฺตมาสิ เอกมุหุตฺตํ อโหสีติ ทีเปติ ฯ ตโตติ ตโต ปน ตํ มุหุตฺติกมิตฺตธมฺมโต ปจฺฉา วา ปุเร วา กทฺาจิ อมฺหากํ สงฺคตินาม น ภูตปุพฺพา ฯ น ปณฺฑิตาติ พฺราหฺมณ ปณฺฑิตานาม ตํ มุหุตฺติกมตฺตกํ สงฺคตึ วา จิรกาลสนฺถวานิ วา กิญฺจิ ปุพฺเพ กตคุณํ วา น นาเสนฺติ ฯ พหุํปีติ พหุกํปิ ฯ อกตญฺญุรูปาติ ยสฺมา พาลา อกตญฺญุสภาวา ตสฺมา เตสุ พหุํปิ กตํ นสฺสตีติ อตฺโถ ฯ สุกตญฺญุรูปาติ สุฏฺฐุ กตญฺญุสภาวา เอตฺถาปิ ตตฺถาปิ ตถา หีติ หิกาโร การณตฺโถ ฯ ททามิ เตติ พฺราหฺมเณน ยาจิตํ ททนฺโต เอวมาห ฯ เอวํ สตนฺติ พฺราหฺมโณ รญฺโญ อนุโมทนํ กโรนฺโต วทติ สตํ สปฺปุริสานํ เอกวารํปิ สเมจฺจ สงฺคตินาม เอวํ โหติ ฯ นกฺขตฺตราชาริวาติ เอตฺถ ริวกาโร นิปาตมตฺตํ ฯ ตารกานนฺติ ตารคณมชฺเฌ ฯ กาสิปตีติ ราชานํ อาลปติ อิทํ วุตฺตํ โหติ เทว กาสิรฏฺฐาธิปติ ยถา จนฺโท ตารกานํ มชฺเฌ ฐิโต ตาราคณปริวุโต ปาฏิปทโต ปฏฺฐาย ยาว ปุณฺณมา อาปูรติ ตถา อหํปิ อชฺช ตยา ทินฺเนหิ คามวราทีหิ อาปูรามีติ ฯ ตยา หิ เมติ มยา ปุพฺเพ ตยา สทฺธึ ลทฺโธปิ สงฺคโม อลทฺโธว อชฺช ปน มม มโนรถสฺส นิปฺผนฺนตฺตา มยา ตยา สห สงฺคโม ลทฺโธ นามาติ นิปฺผนฺนํ เม ตยา สทฺธึ เมตฺติผลนฺติ วทติ ฯ
โพธิสตฺโต ตสฺส มหนฺตํ ยสํ อทาสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปาหํ อานนฺทํ วเรน สนฺตปฺเปสึเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา พฺราหฺมโณ อานนฺโท อโหสิ ราชา ปน อหเมวาติ ฯ
ชุณฺหชาตกํ ทุติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗