ปานียชาดก
ว่าด้วยการทำบาปแล้วรังเกียจบาปที่ทำ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๕๔๒ · บรรทัด ๖๒๑๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อทรงประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภถึงการข่มกิเลส จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า มิตฺโต มิตฺตสฺส ดังนี้.
ดังจะกล่าวโดยพิสดาร สมัยหนึ่ง คฤหัสถ์ผู้เป็นสหายกันชาวกรุงสาวัตถี ประมาณ ๕๐๐ คน ฟังพระธรรมเทศนาของพระตถาคตแล้วบรรพชาถึงอุปสมบท พากันอยู่ภายในโกฏฐิสัณฐาคาร ถึงเวลาเที่ยงคืน ต่างก็ตรึกถึงกามวิตก. เรื่องทั้งหมดบัณฑิตพึงให้พิสดาร โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล. แปลกแต่ว่า ครั้นท่านพระอานนท์ให้ภิกษุสงฆ์ประชุมกัน โดยอาณัติของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระศาสดาประทับนั่งเหนืออาสนะที่จัดถวายทรงกระทำมิให้เป็นการเจาะจง ไม่ตรัสว่า พวกเธอพากันตรึกถึงกามวิตกแล้วตรัสด้วยสามารถเป็นพระดำรัสสงเคราะห์ แก่ภิกษุทั้งปวงว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่ากิเลส เป็นของเล็กน้อยไม่มีเลย ธรรมดาว่าภิกษุต้องข่มกิเลสที่เกิดแล้ว ๆ เสีย บัณฑิตครั้งก่อน เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติต่างก็ข่มกิเลสทั้งหลายเสียได้ บรรลุปัจเจกพุทธญาณ ดังนี้แล้ว จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัส ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ในกรุงพาราณสีสหาย ๒ คน ในบ้านน้อยตำบลหนึ่ง ในแคว้นกาสี พากันถือกระออมน้ำดื่มไปสู่ไร่ในป่า วางไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้วฟันไร่ ในเวลากระหายน้ำก็พากันมาดื่มน้ำ. ในคน ๒ คนนั้น คนหนึ่งเมื่อมาก็เก็บน้ำดื่มของตนไว้เสีย ดื่มน้ำจากกระออมของอีกคนหนึ่ง ตอนเย็นออกจากป่าแล้ว ยืนอาบน้ำสำรวจดูว่าวันนี้เราได้ทำบาปอะไร ๆ ไว้ ด้วยกายทวารเป็นต้นบ้าง มีหรือไม่ เห็นการที่ขโมยน้ำของเพื่อนกันดื่ม ถึงความสลดใจคิดว่า ตัณหานี้ เมื่อเจริญคงโยนเราเข้าไปในอบายทั้งหลายเป็นแน่แท้ เราจักข่มกิเลสอันนี้เสียให้ได้ กระทำการขโมยน้ำของเพื่อนกันดื่มนั้นให้เป็นอารมณ์ เจริญวิปัสสนา ทำปัจเจกพุทธญาณให้บังเกิดได้แล้ว ยืนนึกถึงคุณที่ตนได้รับอยู่. ลำดับนั้น อีกคนหนึ่งอาบน้ำแล้วขึ้นมากล่าวกะเขาว่า มาเถิดสหาย เราพากันไปเรือนเถิด. เขาตอบว่าเธอไปเถิด ฉันไม่มีจิตคิดถึงเรือน เราเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว. เขากล่าวว่าอันว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่เป็นอย่างท่านดอก. ลำดับนั้น ท่านจึงถามเขาว่า เป็นเช่นไรเล่า. เขาตอบว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย มีผมเพียง ๒ องคุลี ครองผ้าย้อมน้ำฝาด พากันอยู่ ณ เงื้อมเขานันทมูลกะ ในป่าหิมพานต์ตอนเหนือ. ท่านลูบศีรษะ ในบัดดลนั้นเอง เพศคฤหัสถ์ของท่านก็อันตรธานหายไป กลับกลายเป็นครองผ้า ๒ ชั้นที่ย้อมแล้ว คาดรัดประคดเช่นกับสายฟ้า มีจีวรเฉวียงบ่า มีสีเพียงดังแผ่นครั่ง ห่มเฉวียงบ่าไว้ข้างหนึ่งมีผ้าบังสุกุล จีวรสีเมฆ พาดอยู่บนบ่าเบื้องขวา มีบาตรดินสีเหมือนแมลงภู่คล้องอยู่ที่บ่าเบื้องซ้าย. ท่านสถิตอยู่ในอากาศ แสดงธรรมแล้วเหาะไปลงที่เงื้อมเขานันทมูลกะทันที. ยังมีกุฎุมพีคนหนึ่งในกาสิกคามนั่นเอง นั่งอยู่ที่ตลาดเห็นชายผู้หนึ่ง พาภริยาของตนเดินไป ทำลายอินทรีย์เสีย มองดูหญิงผู้เลอโฉมนั้น หวนคิดไปอีกว่า ความโลภนี้แหละ เมื่อมันเจริญจักโยนเราเข้าไปในอบายทั้งหลายได้ มีใจสลดเจริญวิปัสสนา บรรลุปัจเจกพุทธญาณ สถิตในอากาศแสดงธรรม เหาะไปเงื้อมเขานันทมูลกะเช่นกัน. ยังมีบิดากับบุตรคู่หนึ่งเป็นชาวกาสิกคามเหมือนกัน เดินทางไปร่วมกัน. พวกโจรป่าพากันซุ่มอยู่ที่ปากดง พวกโจรเหล่านั้นจับบิดากับบุตรได้ ยึดบุตรไว้ปล่อยบิดาไป ด้วยสั่งว่า เจ้าจงไปนำทรัพย์มาไถ่บุตรของท่านเถิด จับพี่น้อง ๒ คนได้ ก็ยึดน้องชายเอาไว้ ปล่อยพี่ชายไป จับอาจารย์กับอันเตวาสิกได้ ยึดเอาอาจารย์ไว้ ปล่อยอันเตวาสิกไป. อันเตวาสิกต้องไปนำทรัพย์มาไถ่ตัวอาจารย์ไป ด้วยความโลภในศิลปะ. ลำดับนั้น บิดาและบุตรนั้น รู้ว่า พวกโจรซุ่มอยู่ที่ตรงนั้น จึงทำกติกากันไว้ว่า เจ้าอย่าเรียกข้าว่าพ่อนะ ถึงข้าก็จะไม่เรียกเองว่าลูก ในเวลาถูกพวกโจรจับได้ ถูกถามว่าแกเป็นอะไรกัน ต่างคนก็ต่างพูดมุสาวาท ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วแกล้งตอบว่า เราไม่ได้เป็นอะไรกัน. เมื่อทั้งคู่ออกพ้นจากดง ไปยืนอาบน้ำอยู่ในเวลาเย็น บุตรชายชำระศีลของตน เห็นมุสาวาทนั้น คิดว่า บาปนี้เมื่อเจริญจักโยนเราไปในอบายทั้งหลายได้ เราจักข่มกิเลสนี้ให้ได้ ดังนี้ เจริญวิปัสสนาทำปัจเจกพุทธญาณให้เกิดขึ้นแล้ว สถิตอยู่ในอากาศแสดงธรรมแก่บิดา เหาะไปสู่เงื้อมเขานันทมูลกะเหมือนกัน. ยังมีอีกผู้หนึ่ง เป็นนายอำเภอคนหนึ่ง ในกาสิกคามนั่นแล บังคับให้คนฆ่าสัตว์. ครั้นในเวลากระทำพลีกรรม มหาชนประชุมกันกล่าวกะเขาว่า เจ้านายขอรับ พวกเราต้องฆ่าเนื้อและสุกรเป็นต้นกระทำพลีกรรมแก่หมู่ยักษ์บ้างเถิดขอรับ กาลนี้เป็นกาลแห่งพลีกรรม ก็กล่าวว่า พวกท่านจงกระทำตามแบบอย่างทีเคยกระทำมาในครั้งก่อนนั่นแล. พวกมนุษย์ได้ทำปาณาติบาตมากมาย. เขามองเห็นปลาและเนื้อเป็นอันมากรำคาญใจว่า มนุษย์เหล่านี้ ที่ฆ่าสัตว์มีประมาณเท่านี้ จักฆ่าตามคำของเราผู้เดียวเท่านั้น ดังนี้แล้ว จึงยืนพิงช่องหน้าต่าง เจริญวิปัสสนา ทำปัจเจกพุทธญาณให้เกิดแล้ว สถิตในอากาศแสดงธรรม เหาะไปเงื้อมเขานันทมูลกะเหมือนกัน. ยังอีกผู้หนึ่ง เป็นนายอำเภอในแคว้นกาสิกะเหมือนกัน ห้ามการซื้อขายน้ำเมาไว้อย่างกวดขัน ถูกมหาชนพากันถามว่า เจ้านายขอรับ เมื่อก่อนเวลานี้เป็นเวลางาน เรียกชื่อว่าสุราฉัณ (สุราที่ดื่มกันในวันมีมหรสพ) พวกกระผมจะทำอย่างไรขอรับ จึงกล่าวว่า พวกท่านจงทำตามแบบอย่างเก่าก่อนนั่นแล. พวกมนุษย์พากันกระทำการมหรสพ ดื่มสุราเมาแล้ว ทะเลาะกันจนมือเท้าแตกหัก ศีรษะแตก หูฉีกขาด ถูกจองจำด้วยสินไหมเป็นอันมาก. นายอำเภอเห็นพวกคนนั้นแล้ว คิดว่า เมื่อเราไม่อนุญาต คนเหล่านี้ก็ไม่ต้องได้ประสบทุกข์กัน. เขาทำความรำคาญใจ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ยืนพิงช่องหน้าต่างอยู่ เจริญวิปัสสนา บรรลุปัจเจกพุทธญาณแล้ว สถิตอยู่ในอากาศแสดงธรรมว่า พวกท่านจงอย่าเป็นผู้ประมาทเถิด แล้วเหาะไปยังเงื้อมเขานันทมูลกะเหมือนกัน.
จำเนียรกาลนานมา พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ต่างเหาะมาลงที่ประตูกรุงพาราณสี เพื่อภิกขาจาร ล้วนนุ่งห่มผ้าเรียบร้อยเที่ยวโปรดสัตว์ ด้วยอิริยาบถมีการก้าวไปข้างหน้าเป็นต้น อันน่าเลื่อมใสจนไปถึงประตูวัง. พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นพระคุณเจ้าเหล่านั้น ทรงมีจิตเลื่อมใส นิมนต์ให้เข้าไปสู่พระราชนิเวศน์ ล้างเท้า ทาด้วยน้ำมันหอมอังคาสด้วยขาทนียและโภชนียะอันประณีต ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ตรัสถามว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญทั้งหลาย การบรรพชาในปฐมวัยของพระคุณเจ้าทั้งหลาย ดูช่างงดงามจริง เมื่อจะบรรพชาในวัยนี้ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ต่างเห็นโทษในกามทั้งหลาย อย่างไรกันนะ อะไรเป็นอารมณ์ของพระคุณเจ้าเล่า. เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น จะทูลแด่พระราชานั้น จึงทูลเป็นคาถาองค์ละ๑ คาถา ดังต่อไปนี้
อาตมภาพ เป็นมิตรของชายคนหนึ่ง ได้ดื่มน้ำ ของมิตรที่เขามิได้ให้ เพราะเหตุนั้น ภายหลัง อาตมภาพจึงรังเกียจว่า เราทำบาปนั้นไว้แล้ว อย่าได้ กระทำบาปต่อไปอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพ จึงออกบวช. ความพอใจ บังเกดขึ้นแก่อาตมภาพ เพราะเห็น ภริยาของผู้อื่น เพราะเหตุนั้น ภายหลังอาตมภาพจึง รังเกียจว่า เราได้ทำบาปนั้นไว้แล้ว อย่าได้กระทำ บาปนั้นต่อไปอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึง ออกบวช. ขอถวายพระพรมหาบพิตร โจรทั้งหลายจับโยม บิดาของอาตมภาพไว้ในป่า อาตมภาพถูกโจรเหล่านั้น ถาม ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ ได้แกล้งพูดถึงโยมบิดานั้น เป็น อย่างอื่นไป เพราะเหตุนั้น ภายหลังอาตมภาพจึง รังเกียจว่า เราได้ทำบาปนั้นไว้แล้ว อย่าได้ทำบาปนั้น ต่อไปอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงออกบวช. เมื่อพลีกรรม ชื่อว่าโสมยาคะ ปรากฏแล้วมนุษย์ ทั้งหลาย ก็พากันกระทำปาณาติบาต อาตมภาพได้ ยอมอนุญาตให้แก่พวกเขา เพราะเหตุนั้น ภายหลัง อาตมภาพจึงรังเกียจว่า เราได้ทำบาปนั้นไว้แล้ว อย่า ได้ทำบาปนั้นต่อไปอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพ จึงได้ออกบวช. ในกาลก่อน ชนทั้งหลายในหมู่บ้านของอาตมภาพ สำคัญสุราและเมรัยว่าเป็นน้ำหวาน จึงได้พากัน ดื่มน้ำเมา เพื่อความฉิบหายแก่ชนเป็นอันมาก อาตมภาพจึงยอมอนุญาตให้แก่พวกเขา เพราะเหตุนั้น ภายหลังอาตมภาพจึงรังเกียจว่า เราได้ทำบาปนั้นไว้ แล้ว อย่าได้ทำบาปนั้นต่อไปอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงได้ออกบวช.
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้ภาษิตคาถาทั้ง ๕ เหล่านี้ โดยลำดับ. ฝ่ายพระราชาทรงสดับคำพยากรณ์ของพระปัจเจกพุทธเจ้าแต่ละองค์แล้วได้ทรงสดุดีว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญทั้งหลาย บรรพชานี้เหมาะสมแก่พระคุณเจ้าทั้งหลายทีเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิตฺโต มิตฺตสฺส ความว่า มหาบพิตรอาตมภาพเป็นเพื่อนคนหนึ่ง บริโภคน้ำดื่มของเพื่อนกัน โดยทำนองนี้. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะอาตมภาพไม่กระทำบาปกรรมซ้ำอีก เหมือนอย่างพวกปุถุชนกระทำกันอยู่. บทว่า ปาปํ ความว่า อาตมภาพกระทำบาปนั้นให้เป็นอารมณ์แล้วบวช. บทว่า ฉนฺโท ความว่า ดูก่อนมหาบพิตร เพราะเห็นภริยาของผู้อื่น โดยทำนองนี้ ความพอใจในกามจึงเกิดขึ้นแก่อาตมภาพแล้ว. บทว่า อคณฺหิ แปลว่า ได้รุมกันจับ . บทว่า ชานํ ความว่า อาตมภาพถูกพวกโจรนั้น ถามว่า ผู้นี้เป็นอะไรของแก ทั้ง ๆ ที่ทราบอยู่นั่นแหละ จึงตอบไปเสียอย่างอื่นว่า ไม่ได้เป็นอะไรกัน. บทว่า โสมยาเค ความว่า เมื่องานมหรสพใหม่ปรากฏขึ้นแล้ว พวกมนุษย์พากันกระทำพลีกรรมแก่ยักษ์ ชื่อว่าพิธีโสมยาคะ ครั้นพิธีนั้นปรากฏแล้ว อาตมภาพก็พิจารณาอนุญาต. บทว่าสุราเมรยมธุกา ความว่า ฝูงชนที่สำคัญอยู่ซึ่งสุรามีสุราเจือด้วยแป้งเป็นต้นและเมรัยมีน้ำดองดอกไม้เป็นต้นว่าเป็นเหมือนน้ำผึ้ง. บทว่า เย ชนา ปมาสุโน ความว่า ฝูงชนที่เป็นเช่นนี้ มีแล้ว ได้มีก่อนในบ้านของพวกเรา. บทว่า พหุนฺนํ เต ความว่า พวกเหล่านั้น เมื่อถึงงานมหรสพคราวหนึ่ง ได้มีการดื่มน้ำเมา เพื่อความฉิบหายแก่ชนเป็นอันมากในวันหนึ่ง.
พระราชา ทรงสดับพระธรรมเทศนาของพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นทรงมีจิตเลื่อมใส ทรงถวายผ้าจีวรและเภสัช ทรงส่งพระปัจเจกพุทธเจ้าไปแล้ว. แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ก็ทำอนุโมทนาแก่ท้าวเธอได้พากันไป ณ ที่นั้นนั่นแล. ตั้งแต่นั้นมา พระราชาทรงเบื่อหน่าย ไม่ยินดีในวัตถุกามทั้งหลาย ทรงเสวยพระกระยาหารอันมีรสเลิศต่าง ๆ ก็มิได้ทรงเรียก มิได้ทรงทอดพระเนตรพวกสตรี ทรงมีจิตเบื่อหน่าย เสด็จเข้าห้องอันทรงสิริ ประทับนั่งกระทำกสิณบริกรรมที่ข้างฝาอันมีสีขาว ทรงทำฌานให้บังเกิดขึ้นแล้ว. พระองค์ทรงบรรลุฌานแล้ว เมื่อจะทรงติเตียนกามทั้งหลาย จึงตรัสพระคาถาว่า
น่าติเตียนแท้ ซึ่งถามเป็นอันมาก มีกลิ่นเหม็น มีเสี้ยนหนามมาก เราส้องเสพอยู่ ไม่ได้รับความสุข เช่นนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุกณฺฏเก ได้แก่ มีหมู่ปัจจามิตรมากมาย. บาลีว่า โย จ นั้น ที่จริงก็คือ โย อหํ แปลว่า เราใด อีกอย่างบาลีก็ว่า โย จ อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า ตาทิสํ ได้แก่ ความสุขในฌานเช่นนั้น คือเว้นจากกิเลส.
ลำดับนั้น พระอัครมเหสีของพระองค์ทรงดำริว่า พระราชาพระองค์นี้ ทรงสดับธรรมกถาของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายแล้ว ทรงมีท่าทางเบื่อหน่าย มิได้ตรัสกับพวกเราเลย เสด็จเข้าพระตำหนักอันทรงสิริ เราจักคอยจับพระองค์ดูก่อน ดังนี้แล้ว เสด็จไปสู่พระทวารตำหนักอันทรงสิริ ประทับยืนที่พระทวารทรงสดับพระอุทาน ของพระราชาผู้กำลังทรงติเตียนกามทั้งหลายจึงตรัสว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม พระองค์ทรงติเตียนกาม ความสุขที่เช่นกับกามสุข ไม่มีละหรือ เมื่อจะทรงพรรณนาถึงความสุขในกาม จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า
กามทั้งหลายมีรสอร่อยมาก สุขอื่นยิ่งไปกว่า กามไม่มี ชนเหล่าใด ซ่องเสพกามทั้งหลาย ชนเหล่า นั้น ย่อมเข้าถึงสวรรค์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหสฺสาทา ความว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม ธรรมดาว่า กามเหล่านั้นมีความแช่มชื่นมาก ความสุขชนิดอื่นที่ยิ่งไปกว่านี้ ไม่มีเลย เพราะผู้เสพกามเป็นปกติ จะไม่เข้าถึงอบายทั้งหลาย จะพากันไปบังเกิดในสวรรค์แล.
พระโพธิสัตว์เจ้า ทรงได้สดับพระราชเสาวนีย์นั้นแล้ว เมื่อจะทรงติเตียนว่า จงย่อยยับเสียเถิด เจ้าคนถ่อย เจ้าพูดอะไร ขึ้นชื่อว่าความสุขในกามทั้งหลาย มีที่ไหนกันเล่า เพราะกามเหล่านี้เป็นวิปริณามทุกข์ทั้งนั้นแหละ จึงได้ทรงภาษิตพระคาถาที่เหลือว่า
กามทั้งหลาย มีรสอร่อยน้อย ทุกข์อื่นยิ่งไป กว่ากามไม่มี ชนเหล่าใด ส้องเสพกามทั้งหลาย ชน เหล่านั้น ย่อมเข้าถึงนรก. เหมือนดาบที่ลับคมดีแล้วเชือด เหมือนกระบี่ ที่ขัดดีแล้วแทง เหมือนหอกที่พุ่งไปปักอก กามทั้ง หลาย เป็นทุกข์ยิ่งไปกว่านั้น. หลุมถ่านเพลิงลุกขึ้นโพลงแล้ว ลึกกว่าชั่วบุรุษ ผาลที่เขาเผาร้อนอยู่จนตลอดวัน กามทั้งหลายเป็น ทุกข์ยิ่งไปกว่านั้น. เหมือนยาพิษชนิดร้ายแรง น้ำมันที่เดือดพล่าน ทองแดงที่กำลังละลายคว้าง กามทั้งหลายเป็นทุกข์ยิ่ง ไปกว่านั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เนตฺตึโส เท่ากับ เนตฺติโส. คำว่า เนตฺตึโส แม้นี้เป็นชื่อของพระขรรค์ชนิดนั้น. บทว่า ทุกฺขตรา ความว่าความทุกข์อันใด ที่จะเกิดขึ้นแก่บุคคล เพราะอาศัยหลุมถ่านเพลิงที่ลุกโพลงหรือตาข่ายเหล็กที่ถูกย่างไว้ตลอดวันอย่างนี้ กามทั้งหลายนั่นแหละ ยังเป็นทุกข์ยิ่งกว่าความทุกข์แม้นั้น. ในคาถาต่อ ๆ ไปมีเนื้อความว่า ยาพิษเป็นต้นเหล่านั้น ชื่อว่า เป็นทุกข์ เพราะนำทุกข์มาให้ฉันใด แม้กามทั้งหลายก็เป็นทุกข์ฉันนั้น แต่ความทุกข์นั้น เป็นทุกข์ยิ่งกว่าความทุกข์ที่เหลือ.
พระมหาสัตว์ ทรงแสดงธรรมแก่พระเทวีอย่างนี้แล้ว ได้ทรงให้พวกอำมาตย์ประชุมกัน แล้วตรัสว่า ดูก่อนอำมาตย์ผู้เจริญทั้งหลาย พวกเธอจงรับราชสมบัติไว้เถิด ฉันจักบวช ทั้ง ๆ ที่มหาชนพากันร้องไห้คร่ำครวญอยู่นั่นแล เสด็จลุกขึ้นไปประทับในอากาศ ประทานพระโอวาท เสด็จไปสู่ป่าหิมพานต์ตอนเหนือ ทางอากาศนั่นเอง ทรงให้สร้างอาศรม ณ ประเทศที่น่ารื่นรมย์ ผนวชเป็นฤาษี ในที่สุดแห่งพระชนมายุ ได้เสด็จไปสู่พรหมโลกแล้ว.
พระศาสดา ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่ากิเลสที่เป็นของเล็กน้อย ไม่มีเลย ถึงจะมีประมาณน้อยบัณฑิตทั้งหลาย ก็พากันข่มเสียได้ทั้งนั้น ดังนี้แล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย (เมื่อจบสัจจะภิกษุ ๕๐๐ รูป ดำรงอยู่ในพระอรหัตผล) ทรงประชุมชาดกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายในครั้งนั้น ปรินิพพานแล้ว พระเทวี ได้กลับมาเป็นพระมารดาของพระราหุล ส่วนพระเจ้าพาราณสี ก็คือเราตถาคตนั่นแล.
จบอรรถกถาปานียชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๕๓–๖๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกาทสกนิบาตชาดก ๔๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๕ ปานียชาตกํ ฯ
มิตฺโต มิตฺตสฺสาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต กิเลสนิคฺคหํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เอกสฺมึ หิ สมเย สาวตฺถิวาสิโน ปญฺจสตา คิหิสหายกา ตถาคตสฺส ธมฺมเทสนํ สุตฺวา ปพฺพชิตฺวา อุปสมฺปทํ ปตฺตา อนฺโต โกฏฺฐิสณฺฐาคาเร วสนฺตา อฑฺฒรตฺติกสมเย กามวิตกฺกํ วิตกฺเกสุํ ฯ สพฺพํ เหฏฺฐา วุตฺตนเยเนว วิตฺถาเรตพฺพํ ฯ ภควโต อาณตฺติยา ปนายสฺมตา อานนฺเทน ภิกฺขุสงฺเฆ สนฺนิปาติเต สตฺถา ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิตฺวา อโนทิสฺสกํ กตฺวา กามวิตกฺกํ วิตกฺกยิตฺถาติ อวตฺวา สพฺพสงฺคาหิกวเสน ภิกฺขเว กิเลโส ขุทฺทโกนาม นตฺถิ ภิกฺขุนานาม อุปฺปนฺนุปฺปนฺนา กิเลสา นิคฺคเหตพฺพา โปราณกปณฺฑิตา อนุปฺปนฺเน พุทฺเธ กิเลเส นิคฺคเหตฺวา ปจฺเจกพุทฺธญาณํ ปตฺตาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต กาสิกรฏฺเฐ เอกสฺมึ คามเก เทฺว สหายา ปานียตุมฺพานิ อาทาย วนเขตฺตํ คนฺตฺวา เอกมนฺเต ฐเปตฺวา เขตฺตํ โกเฏตฺวา ปิปาสิตกาเล อาคนฺตฺวา ปานียํ ปิวนฺติ ฯ เตสุ เอโก ปานียตฺถาย อาคนฺตฺวา อตฺตโน ปานียํ รกฺขนฺโต อิตรสฺส ตุมฺพโต ปิวิตฺวา สายํ อรญฺญา นิกฺขมิตฺวา นฺหายิตฺวา ฐิโต อตฺถิ นุโข เม กายทฺวาราทีหิ อชฺช กิญฺจิ ปาปํ กตนฺติ อุปธาเรนฺโต เถเนตฺวา ปานียสฺส ปิวนภาวํ ทิสฺวา สํเวคปฺปตฺโต หุตฺวา อยํ ตณฺหา วฑฺฒมานา มํ อปาเยสุ ขิปิสฺสติ อิมํ กิเลสํ นิคฺคเหสฺสามีติ ปานียสฺส เถเนตฺวา ปิวนภาวํ อารมฺมณํ กตฺวา วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา ปจฺเจกพุทฺธญาณํ นิพฺพตฺเตตฺวา ปฏิลทฺธคุณํ อาวชฺเชนฺโต อฏฺฐาสิ ฯ อถ นํ อิตโร นฺหายิตฺวา อุฏฺฐิโต เอหิ สมฺม ฆรํ คจฺฉามาติ อาห ฯ คจฺฉ ตฺวํ มม ฆเรน กิจฺจํ นตฺถิ ปจฺเจกพุทฺธานาม มยนฺติ ฯ ปจฺเจกพุทฺธานาม ตุมฺหาทิสา น โหนฺตีติ ฯ อถ นํ กีทิสา โหนฺตีติ ฯ ทฺวงฺคุลเกสา กาสาววตฺถนิวสนา อุตฺตรหิมวนฺเต นนฺทมูลกปพฺภาเร วสนฺตีติ ฯ โส สีสํ ปรามสิ ฯ ตํ ขณญฺเญวสฺส คิหิลิงฺคํ อนฺตรธายิ ฯ รตฺตทุปฏฺฏํ นิวตฺถเมว วิชฺชุลตาสทิสํ กายพนฺธนํ พนฺธเมว อลตฺตกปฏลวณฺณํ อุตฺตราสงฺคจีวรํ เอกํสํ กตเมว เมฆวณฺณํ ปํสุกุลจีวรํ ทกฺขิณํสกูเฏ ฐปิตเมว ภมรวณฺโณ มตฺติกาปตฺโต วามํสกูเฏ ลคฺคิโตว อโหสิ ฯ โส อากาเส ฐตฺวา ธมฺมํ เทเสตฺวา อุปฺปติตฺวา นนฺทมูลกปพฺภาเรเยว โอตริ ฯ อปโรปิ กาสิกคาเมเยว กุฏุมฺพิโก อาปเณ นิสินฺโน เอกํ ปุริสํ อตฺตโน ภริยํ อาทาย คจฺฉนฺตํ ทิสฺวา ตํ อุตฺตมรูปธรํ อิตฺถึ อินฺทฺริยานิ ภินฺทิตฺวา โอโลเกตฺวา ปุน จินฺเตสิ อยเมว โลโภ วฑฺฒมาโน มํ อปาเยสุ ขิปิสฺสตีติ สํเวคมานโส วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา ปจฺเจกพุทฺธญาณํ นิพฺพตฺเตตฺวา อากาเส ฐิโต ธมฺมํ เทเสตฺวา นนฺทมูลกปพฺภารเมว คโต ฯ อปราปิ กาสิกคามวาสิโนเยว เทฺว ปิตาปุตฺตา เอกโต มคฺคํ ปฏิปชฺชึสุ ฯ อฏวีมุเข วนโจรา ฐิตา โหนฺติ ฯ เต ปิตาปุตฺเต ลภิตฺวา ปุตฺตํ คเหตฺวา ธนํ อาหริตฺวา ตว ปุตฺตํ คณฺหาติ ปิตรํ วิสชฺเชนฺติ เทฺว ภาตโร ลภิตฺวา กนิฏฺฐํ คเหตฺวา เชฏฺฐกํ วิสชฺเชนฺติ อาจริยนฺเตวาสิเก ลภิตฺวา อาจริยํ คเหตฺวา อนฺเตวาสิกํ วิสชฺเชนฺติ ฯ อนฺเตวาสิโก สิปฺปโลเภน ธนํ อาหริตฺวา อาจริยํ คเหตฺวา คจฺฉติ ฯ อถ เต ปิตาปุตฺตา ตตฺถ โจรานํ ฐิตภาวํ ญตฺวา ตฺวํ มํ ปิตาติ มา วท อหํปิ ตํ ปุตฺโตติ น วกฺขามีติ กติกํ กตฺวา โจเรหิ คหิตกาเล ตุมฺเห อญฺญมญฺญํ กึ โหถาติ ปุฏฺฐา น กิญฺจิ โหมาติ สมฺปชานมุสาวาทํ กรึสุ ฯ เตสุ อฏวิโต นิกฺขมิตฺวา สายํ นฺหายิตฺวา ฐิเตสุ ปุตฺโต อตฺตโน สีสํ โสเธนฺโต ตํ มุสาวาทํ ทิสฺวา อิทํ ปาปํ วฑฺฒมานํ มํ อปาเยสุ ขิปิสฺสติ อิมํ กิเลสํ นิคฺคเหสฺสามีติ วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา ปจฺเจกพุทฺธญาณํ นิพฺพตฺเตตฺวา อากาเส ฐิโต ปิตุ ธมฺมํ เทเสตฺวา นนฺทมูลกปพฺภารเมว คโต ฯ อปโรปิ กาสิกคาเมเยว เอโก คามโภชโก ปาณฆาฏนํ การาเปสิ ฯ อถ นํ พลิกมฺมกาเล มหาชโน สนฺนิปติตฺวา อาห สามิ มยํปิ มิคสุกราทโย มาเรตฺวา ยกฺขานํ พลิกมฺมํ กริสฺสาม พลิกมฺมกาโล เอโสติ ฯ ตุมฺหากํ ปุพฺเพ กรณนิยาเมเนว กโรถาติ ฯ มนุสฺสา เอตฺตเก ปาเณ มาเรนฺตา มเมเวกสฺส วจเนน มารยึสูติ กุกฺกุจฺจํ กตฺวา วาตปานํ นิสฺสาย ฐิตโกว วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา ปจฺเจกพุทฺธญาณํ นิพฺพตฺเตตฺวา อากาเส ฐิโต ธมฺมํ เทเสตฺวา นนฺทมูลกปพฺภารเมว คโต ฯ อปโรปิ กาสิกรฏฺเฐเยว คามโภชโก มชฺชวิกยํ นิวาเรตฺวา สามิ ปุพฺเพ อิมสฺมึ กาเล สุราฉโณนาม โหติ กึ กโรมาติ มหาชเนน วุตฺโต ตุมฺเห โปราณิกนิยาเมเนว กโรถาติ อาห ฯ มนุสฺสา ฉณํ กตฺวา สุรํ ปิวิตฺวา กลหํ กโรนฺตา หตฺถปาเท ภญฺชิตฺวา สีสํ ภินฺทิตฺวา กณฺณํ ฉินฺทิตฺวา พหุทณฺเฑน พชฺฌึสุ ฯ คามโภชโก เต ทิสฺวา จินฺเตสิ มยิ อนนุชานนฺเต อิเม เอตํ ทุกฺขํ น วินฺเทยฺยุนฺติ ฯ โส เอตฺตเกน กุกฺกุจฺจํ กตฺวา วาตปานํ นิสฺสาย ฐิตโกว วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา ปจฺเจกโพธิญาณํ นิพฺพตฺเตตฺวา อปฺปมตฺตา โหถาติ อากาเส ฐตฺวา ธมฺมํ เทเสตฺวา นนฺทมูลกปพฺภารเมว คโต ฯ อปรภาเค ปญฺจ ปจฺเจกพุทฺธา ภิกฺขาจารตฺถาย พาราณสิทฺวาเร โอตริตฺวา สุนิวตฺถา สุปารุตา ปาสาทิเกหิ อภิกฺกมาทีหิ ปิณฺฑาย จรนฺตา ราชทฺวารํ สมฺปาปุณึสุ ฯ ราชา เต ทิสฺวา ปสนฺนจิตฺโต ราชนิเวสนํ ปเวเสตฺวา ปาเท โธวิตฺวา คนฺธเตเลน มกฺเขตฺวา ปณีเตน ขาทนีเยน โภชนีเยน ปริวิสิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิตฺวา ภนฺเต ตุมฺหากํ ปฐมวเย ปพฺพชฺชา โสภติ อิมสฺมึ วเย ปพฺพชนฺตา กถํ กาเมสุ อาทีนวํ ปสฺสถ กึ โว อารมฺมณํ อโหสีติ ปุจฺฉิ ฯ เต ตสฺส กเถนฺตา คาถมาหํสุ
มิตฺโต มิตฺตสฺส ปานียํ อทินฺนํ ปริภุญฺชิสํ
เตน ปจฺฉา วิชิคุจฺฉึ ตํ ปาปํ ปกตํ มยา
มา ปุน อกรํ ปาปํ ตสฺมา ปพฺพชิโต อหํ ฯ
ปรทารญฺจ ทิสฺวาน ฉนฺโท เม อุปปชฺชถ
เตน ปจฺฉา วิชิคุจฺฉึ ตํ ปาปํ ปกตํ มยา
มา ปุน อกรํ ปาปํ ตสฺมา ปพฺพชิโต อหํ ฯ
ปิตรํ เม มหาราช โจรา อคณฺหิ กานเน
เตสาหํ ปุจฺฉิโต ชานํ อญฺญถา นํ วิยากรึ
เตน ปจฺฉา วิชิคุจฺฉึ ตํ ปาปํ ปกตํ มยา
มา ปุน อกรํ ปาปํ ตสฺมา ปพฺพชิโต อหํ ฯ
ปาณาติปาตมกรุํ โสมยาเค อุปฏฺฐิเต
เตสาหํ สมนุญฺญาสึ
เตน ปจฺฉา วิชิคุจฺฉึ ตํ ปาปํ ปกตํ มยา
มา ปุน อกรํ ปาปํ ตสฺมา ปพฺพชิโต อหํ ฯ
สุราเมรยมธุกา เย ชนา ปฐมาสุ โน
พหุนฺนํ เต อนตฺถาย มชฺชปานมกมฺปยุํ
เตสาหํ สมนุญฺญาสึ
เตน ปจฺฉา วิชิคุจฺฉึ ตํ ปาปํ ปกตํ มยา
มา ปุน อกรํ ปาปํ ตสฺมา ปพฺพชิโต อหนฺติ ฯ
ปจฺเจกพุทฺธา อิมา ปฏิปาติยา ปญฺจ คาถา อภาสึสุ ฯ ราชาปิ เอกเมกสฺส พฺยากรณํ สุตฺวา ภนฺเต อยํ ปพฺพชฺชา ตุมฺหากํเยว อนุจฺฉวิกาติ ถุตึ อกาสิ ฯ
ตตฺถ มิตฺโต มิตฺตสฺสาติ มหาราช อหํ เอกสฺส มิตฺโต หุตฺวา ตสฺส มิตฺตสฺส สนฺตกํ ปานียํ อิมินานาม นิยาเมน ปริภุญฺชิ ฯ ตสฺมาติ ยสฺมา ปุถุชฺชนานาม ปาปกมฺมํ กโรนฺติ ตสฺมา อหํ มา ปุน อกรึ ฯ ปาปนฺติ ตํ ปาปํ อารมฺมณํ กตฺวา ปพฺพชิโตมฺหีติ ฯ ฉนฺโทติ มหาราช อิมินานาม นิยาเมน มม ปรทารํ ทิสฺวา กาเม ฉนฺโท อุปฺปชฺชิ ฯ อคณฺหีติ อคณฺหึสุ ฯ ชานนฺติ เตสํ โจรานํ อยํ กึ เต โหตีติ ปุจฺฉิโต ชานนฺโตเยว น กิญฺจิ โหตีติ อญฺญถา พฺยากาสึ ฯ โสมยาเคติ นวฉเณ อุปฏฺฐิเต โสมยาคํนาม ยกฺขพลิกมฺมํ กรึสุ ตสฺมึ อุปฏฺฐิเต สมนุญฺญาสึ ฯ สุราเมรยมธุกาติ ปิฏฺฐสุราทีสุ ปุปฺผาสวาทิเมรยญฺจ ปกฺกมธุ วิย มญฺญมานา ฯ เย ชนา ปฐมาสุ โนติ เย โน คาเม ชนา ปฐมํ เอวรูปา อาสุํ อเหสุํ ฯ พหุนฺนํ เตติ เต เอกทิวสํ เอกสฺมึ ฉเณ ปตฺเต พหุนฺนํ อนตฺถาย มชฺชปานํ กปฺปยุํ ฯ
ราชา เตสํ ธมฺมํ สุตฺวา ปสนฺนจิตฺโต จีวรสาฏเก จ เภสชฺชานิ จ ทตฺวา ปจฺเจกพุทฺเธ อุยฺโยเชสิ ฯ เตปิสฺส อนุโมทนํ กตฺวา ตตฺเถว อคมํสุ ฯ ตโต ปฏฺฐาย ราชา วตฺถุกาเมสุ วิรตฺโต อนเปกฺโข หุตฺวา นานคฺครสโภชนํ ภุญฺชิตฺวา อิตฺถิโย อนาลปิตฺวา อโนโลเกตฺวา วิรตฺตจิตฺโต อุฏฺฐาย สิริคพฺภํ ปวิสิตฺวา นิสินฺโน เสตภิตฺติยํ กสิณปริกมฺมํ กตฺวา ฌานํ นิพฺพตฺเตติ ฯ โส ฌานปฺปตฺโต กาเม ครหนฺโต คาถมาห
ธิรตฺถุสุ พหุกาเม ทุคฺคนฺเธ พหุกณฺฏเก
โยจาหํ ปฏิเสวนฺโต นาลภึ ตาทิสํ สุขนฺติ ฯ
ตตฺถ พหุกณฺฏเกติ พหุปจฺจามิตฺเต ฯ โย จาติ โย อหํ อยเมว วา ปาโฐ ฯ ตาทิสนฺติ เอตาทิสํ กิเลสรหิตํ ฌานสุขํ ฯ
อถสฺส อคฺคมเหสี อยํ ราชา ปจฺเจกพุทฺธานํ ธมฺมกถํ สุตฺวา อุกฺกณฺฐิตรูโป อมฺเหหิ สทฺธึ อกเถตฺวาว สิริคพฺภํ ปวิฏฺโฐ ปริคณฺหิสฺสามิ ตาว นนฺติ จินฺเตตฺวา สิริคพฺภทฺวารํ คนฺตฺวา ทฺวาเร ฐิตา รญฺโญ กาเมสุ ครหนฺตสฺส อุทานํ สุตฺวา มหาราช ตฺวํ กาเม ครหสิ กามสุขสทิสํนาม สุขํ นตฺถีติ กาเม สุขํ วณฺเณนฺตี อิตรํ คาถมาห
มหสฺสาทา สุขา กามา นตฺถิ กามา ปรํ สุขํ
เย กาเม ปฏิเสวนฺติ สคฺคนฺเต อุปปชฺชเรติ ฯ
ตตฺถ มหสฺสาทาติ มหาราช เอเต กามานาม มหาอสฺสาทา อิโต อุตฺตรึ อญฺญํ สุขํ นตฺถิ กามเสวิโน หิ อปาเย อนุปคมฺม สคฺเค นิพฺพตฺตนฺตีติ อตฺโถ ฯ
ตํ สุตฺวา โพธิสตฺโต นสฺส วสลิ กึ กเถสิ กาเมสุ สุขํนาม กุโต อตฺถิ วิปริณามทุกฺขา หิ เอเตติ ครหนฺโต เสสา คาถา อภาสิ
อปฺปสฺสาทา ทุกฺขา กามา นตฺถิ กามา ปรํ ทุกฺขํ
เย กาเม ปฏิเสวนฺติ นิรยนฺเต อุปปชฺชเร ฯ
อสิ ยถา สุนิสิโต เนตฺตึโสว สุปายิโก
สตฺตีว อุรสี ขิตฺตา กามา ทุกฺขตรา ตโต ฯ
องฺคารานํว ชลิตํ กาสุํ สาธิกโปริสํ
ชาลํว ทิวสนฺตตฺตํ กามา ทุกฺขตรา ตโต ฯ
วิสํ ยถา หลาหลํ เตลํ ปกฺกุฏฺฐิตํ ยถา
ตมฺพโลหํ วิลีนํว กามา ทุกฺขตรา ตโตติ ฯ
ตตฺถ เนตฺตึโสติ เนตฺติโส อิทํปิ เอตสฺส ขคฺคสฺส นามํ ฯ ทุกฺขตราติ เอวํ ชาลิตงฺคารกาสุํ วา ทิวสนฺตตฺตชาลํ วา ปฏิจฺจสฺส ยํ ทุกฺขํ อุปฺปชฺชติ ตโตปิ กามาเยว ทุกฺขตราติ อตฺโถ ฯ อนนฺตรคาถาย ยถา เอตานิ วิสาทีนิ ทุกฺขาวหนโต ทุกฺขานิ เอวํ กามาปิ ทุกฺขา ตํ ปน กามทุกฺขํ อิตเรหิ ทุกฺเขหิ ทุกฺขตรนฺติ อตฺโถ ฯ
เอวํ มหาสตฺโต เทวิยา ธมฺมํ เทเสตฺวา อมจฺเจ สนฺนิปาเตตฺวา โภ อมจฺจา ตุมฺเห รชฺชํ ปฏิจฺฉถ อหํ ปพฺพชิสฺสามีติ วตฺวา มหาชนสฺส โรทนฺตสฺส ปริเทวนฺตสฺเสว อุฏฺฐาย อากาเส ฐตฺวา โอวาทํ ทตฺวา อนิลปเถเนว อุตฺตรหิมวนฺตํ คนฺตฺวา รมฺมณีเย ปเทเส อสฺสมํ มาเปตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อายุปริโยสาเน พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ภิกฺขเว กิเลโสนาม ขุทฺทโก นตฺถิ อปฺปมตฺตโกปิ ปณฺฑิเตหิ นิคฺคเหตพฺโพเยวาติ วตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ (สจฺจปริโยสาเน ปญฺจสตา ภิกฺขู อรหตฺเต ปติฏฺฐหึสุ) ตทา ปจฺเจกพุทฺธา ปรินิพฺพายึสุ เทวี ราหุลมาตา อโหสิ พาราณสิราชา ปน อหเมวาติ ฯ
ปานียชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗