โรหิณีชาดก
ว่าด้วยผู้อนุเคราะห์ที่โง่เขลาไม่ดี
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๕ · บรรทัด ๓๐๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระมหาวิหารชื่อว่าเชตวัน ทรงปรารภทาสีของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีคนหนึ่งตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า "เสยฺโย อมิตฺโต" ดังนี้. ได้ยินมาว่า ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีมีทาสีคนหนึ่ง ชื่อว่าโรหิณี. วันหนึ่ง มารดาของนางทาสีซึ่งเป็นหญิงแก่ มานอนอยู่ในโรงกระเดื่อง. ฝูงแมลงวันรุมกันตอมมารดาของนางโรหิณีนั้นกัดเจ็บเหมือนกับแทงด้วยเข็ม นางจึงบอกกับลูกสาวว่า แม่หนูแมลงวันรุมกัดแม่ เจ้าจงไล่มันไป นางรับคำว่า จ๊ะแม่ ฉันจะไล่มัน เงื้อสาก คิดในใจว่า เราจักตีแมลงวันที่รุมตอมตัวของไม่ให้ตาย ให้ถึงความพินาศ แล้วก็เหวี่ยงสากตำข้าว ถูกมารดาตายคาที่. ครั้นเห็นมารดาตาย ก็ร้องไห้คร่ำครวญว่า แม่ของเราตายเสียแล้ว ๆ คนทั้งหลาย จึงบอกเรื่องราวแก่ท่านเศรษฐี. ท่านเศรษฐีได้การสรีรกิจตามสมควรแล้วก็ไปสู่วิหาร กราบทูลเรื่องราวทั้งหมดแก่พระบรมศาสดา. พระองค์ตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่นางทาสีนี้ประหารมารดาของตนตายด้วยสากตำข้าว เพราะมั่นหมายว่า จักประหารแมลงวันที่ตอมตัวของมารดา แม้ในปางก่อน ก็ได้เคยประหารมารดาให้ตาย ด้วยสากซ้อมข้าวมาแล้วเหมือนกัน ท่านเศรษฐีกราบทูลอาราธนา แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลเศรษฐี ครั้นบิดาวายชนม์ก็ครองตำแหน่งเศรษฐีแทน ท่านมีทาสีคนหนึ่ง ชื่อ โรหิณีเหมือนกัน แม้ทาสีนั้น ก็ได้ประหารมารดาของตน ผู้มาสู่โรงกระเดื่อง บอกให้ช่วยปัดแมลงวันให้ด้วยสากซ้อมข้าวอย่างนี้นั่นแหละ ครั้นมารดาสิ้นชีวิต ก็ร้องไห้คร่ำครวญ. พระโพธิสัตว์ฟังเรื่องนั้นแล้ว ดำริว่า ถึงแม้จะเป็นศัตรูก็ขอให้เป็นบัณฑิตเถิดประเสริฐแน่ แล้วกล่าวคาถานี้ความว่า :"ศัตรูเป็นคนมีปัญญา ดีกว่าคนผู้อนุเคราะห์ แต่เป็นคนโง่ ไม่ประเสริฐเลย จงดูนางโรหิณีผู้โง่เง่า ฆ่าแม่ตายแล้ว ร้องไห้อยู่" บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เมธาวี ได้แก่บัณฑิต คือท่านที่มีความรู้แจ่มแจ้ง. บทว่า ยํ ในบาทคาถาว่า ยญฺเจ พาลานุกมฺปโก นี้ ท่านทำเป็นลิงควิปวาส. ศัพท์ว่า เจ เป็นนิบาตใช้ในอรรถแห่งนาม. ความว่า บัณฑิตถึงแม้จะเป็นศัตรู ก็ยังดีกว่าคนโง่เขลาที่มีใจเอ็นดูกรุณา ตั้งร้อยเท่าพันเท่าทีเดียว. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยํ เป็นนิบาต ลงในอรรถว่า ปฏิเสธ ความว่า คนโง่เขลา ผู้มีใจเอ็นดู จะประเสริฐได้อย่างไร ? บทว่า ชมฺมึ แปลว่า ผู้ชั่วช้า โง่เซอะ. บทว่า มาตรํ หนฺตวาน โสจติ ความว่า นางโรหิณีผู้โง่เง่าหมายใจว่า เราจักฆ่าแมลงวัน กลับฆ่าแม่บังเกิดเกล้า แล้วร้องไห้คร่ำครวญอยู่ด้วยตนเอง. ด้วยเหตุนี้ในโลกนี้ แม้ถึงจะมีศัตรูก็ขอให้เป็นบัณฑิตเถิด ยังดีกว่าแน่นอน. พระโพธิสัตว์เมื่อสรรเสริญบัณฑิต ทรงแสดงธรรมแล้วด้วยคาถานี้. พระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่นางโรหิณีหมายใจว่า " เราจักฆ่าแมลงวัน " กลับฆ่ามารดาเสีย แม้ในปางก่อนก็เคยฆ่ามาแล้วเหมือนกัน ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาตรัสแล้ว ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า มารดานางโรหิณีในครั้งนั้น ก็มาเป็นมารดาในครั้งนี้ ธิดาในครั้งนั้น ก็มาเป็นธิดาในครั้งนี้เหมือนกัน แต่มหาเศรษฐีในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาโรหิณีชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๓๐–๓๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๕. โรหิณีชาตกํ
เสยฺโย อมิตฺโตติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ อนาถปิณฺฑิกเสฏฺฐิโน ทาสึ อารพฺภ กเถสิ ฯ
อนาถปิณฺฑิกสฺส กิร เอกา โรหิณี นาม ทาสี อโหสิ ฯ ตสฺสา วีหิปฺปหรณฏฺฐาเน อาคนฺตฺวา มหลฺลิกา มาตา นิปชฺชิ ฯ ตํ มกฺขิกา สมฺปริวาเรตฺวา สูจิยา วิชฺฌิยมานา วิย ขาทนฺติ ฯ สา ธีตรํ อาห อมฺม มกฺขิกา มํ ขาทนฺติ เอตา วาเรหีติ ฯ สา วาเรสฺสามิ อมฺมาติ มุสลํ อุกฺขิปิตฺวา มาตุ สรีเร มกฺขิกา มาเรตฺวา วินาสํ ปาเปสฺสามีติ มาตรํ มุสเลน ปหริตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปสิ ฯ ตํ ทิสฺวา มาตา เม มตาติ โรทิตุํ อารภิ ฯ ตํ ปวุตฺตึ เสฏฺฐิสฺส อาโรเจสุํ ฯ เสฏฺฐี ตสฺสา สรีรกิจฺจํ กาเรตฺวา วิหารํ คนฺตฺวา สพฺพํ ปวุตฺตึ สตฺถุ อาโรเจสิ ฯ สตฺถา น โข คหปติ เอสา มาตุ สรีเร มกฺขิกา มาเรสฺสามีติ อิทาเนว มุสเลน ปหริตฺวา มาตรํ มาเรสิ ปุพฺเพปิ มาเรสิเยวาติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เสฏฺฐิกุเล นิพฺพตฺติตฺวา ปิตุ อจฺจเยน เสฏฺฐิฏฺฐานํ สมฺปาปุณิ ฯ ตสฺสาปิ เอกา โรหิณีเยว นาม ทาสี อโหสิ ฯ สาปิ อตฺตโน วีหิปฺปหรณฏฺฐานํ อาคนฺตฺวา นิปนฺนํ มาตรํ มกฺขิกา เม อมฺม วาเรหีติ วุตฺตา เอวเมว มุสเลน ปหริตฺวา มาตรํ ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา โรทิตุํ อารภิ ฯ โพธิสตฺโต ตํ ปวุตฺตึ สุตฺวา อมิตฺโตปิ หิ อิมสฺมึ โลเก ปณฺฑิโตว เสยฺโยติ จินฺเตตฺวา อิมํ คาถมาห
เสยฺโย อมิตฺโต เมธาวี ยญฺเจ พาลานุกมฺปโก
ปสฺส โรหิณิกํ ชมฺมึ มาตรํ หนฺตฺวาน โสจตีติ ฯ
ตตฺถ เมธาวีติ ปณฺฑิโต ญาณี วิภาวี ฯ ยญฺเจ พาลานุกมฺปโกติ เอตฺถ ยนฺติ ลิงฺควิปลฺลาโส กโต ฯ เจติ นามตฺเถ นิปาโต ฯ โย นาม พาโล อนุกมฺปโก ตโต สตคุเณน สหสฺสคุเณน ปณฺฑิโต อมิตฺโต โหนฺโตปิ เสยฺโยเยวาติ อตฺโถ ฯ อถวา ฯ ยนฺติ ปฏิเสธตฺเถ นิปาโต ฯ โน เจ พาลานุกมฺปโกติ อตฺโถ ฯ ชมฺมินฺติ ลามิกํ ทนฺธํ ฯ มาตรํ หนฺตฺวาน โสจตีติ มกฺขิกํ มาเรสฺสามีติ มาตรํ หนฺตฺวา อิทานิ อยํ พาลา สยเมว โรทติ ปริเทวติ ฯ อิมินา การเณน อิมสฺมึ โลเก อมิตฺโตปิ ปณฺฑิโตว เสยฺโย โหตีติ ฯ โพธิสตฺโต ปณฺฑิตํ ปสํสนฺโต อิมาย คาถาย ธมฺมํ เทเสสิ ฯ
สตฺถา น โข คหปติ เอสา อิทาเนว มกฺขิกา มาเรสฺสามีติ มาตรํ ฆาเตสิ ปุพฺเพปิ ฆาเตสิเยวาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มาตาเยว มาตา อโหสิ ธีตาเยว จ ธีตา มหาเสฏฺฐี ปน อหเมว อโหสีติ ฯ
โรหิณีชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗