ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ยุธัญชยชาดก
ชาดกที่ ๔๖๐ · เอกาทสกนิบาตชาดก

ยุธัญชยชาดก

ว่าด้วยการผนวชของเจ้าชายยุธัญชัยและยุธิฏฐิละ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๕๕๓ · บรรทัด ๖๒๔๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากยุธัญชยชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภการออกมหาภิเนษกรมณ์ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า มิตฺตมจฺจปริพฺยุฬฺหํ ดังนี้.

ความพิสดารว่า วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายประชุมกันในโรงธรรมสภากล่าวถ้อยคำสรรเสริญพระคุณของพระศาสดาว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าว่าพระทศพลจักเสด็จครองเรือนไซร้ ก็จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ในห้องสกลจักรวาล มีรัตนะ ๗ ประการอย่างครบครัน ทรงสำเร็จฤทธิ์ทั้ง ๔มีพระโอรสกว่าพันเป็นบริวาร พระองค์ ทรงสละพระราชสมบัติ อันทรงสิริเห็นปานนี้ ทรงเห็นโทษในกามทั้งหลาย ทรงม้ากัณฐกะ มีนายฉันนะเป็นสหายออกจากพระนครในเวลาเที่ยงคืน ทรงผนวช ณ ฝั่งแม่น้ำนที มีนามว่าอโนมา ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาตลอด ๖ พระพรรษา จึงได้ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณได้ดังพระประสงค์. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่าภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่ตถาคตออกสู่มหาภิเนษกรมณ์ แม้ในกาลก่อน ก็เคยละราชสมบัติในกรุงพาราณสี อันมีประมาณเนื้อที่ ๑๒ โยชน์ ออกบวชแล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้วจึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล ได้มีพระราชาพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า สัพพทัตณ พระนครรัมมะ. ที่จริง กรุงพาราณสีนี้ ในอุทยชาดก มีนามว่า สุรุนธนะในจุลลสุตตโสมชาดก มีนามว่า สุทัศนะ ในโสณนันทชาดก มีนามว่าพรหมวัฑฒนะ ในกัณฐหาลชาดก มีนามว่า ปุปผวดี แต่ในยุธัญชัยชาดกนี้ได้มีนามว่า รัมมะ นามของพระนครนี้ ได้เปลี่ยนไปในกาลบางคราว ด้วยประการฉะนี้. ณ พระนครรัมมะนั้น พระเจ้าสัพพทัตได้มีพระราชโอรสพันพระองค์ ทรงพระราชทานสถาปนาพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ทรงพระนามว่า ยุธัญชยะ เป็นที่พระอุปราช. พระอุปราชนั้น ได้ทรงบำเพ็ญมหาทานทุก ๆ วัน. ครั้นกาลล่วงไปอย่างนี้ วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ทรงรถอันประเสริฐแต่เช้าตรู่ เสด็จไปสู่กีฬาในพระราชอุทยาน ด้วยพระสิริสมบัติอันใหญ่ยิ่งทอดพระเนตรหยาดน้ำค้าง อันติดอยู่อย่างกับตาข่าย ที่ทำด้วยเส้นด้าย ณ ที่ต่าง ๆ มียอดไม้ ยอดหญ้า ปลายกิ่งไม้ และใยแมลงมุมเป็นต้น จึงตรัสถามว่าแน่ะสารถีผู้สหายเอ๋ย นี่เขาเรียกว่าอะไรกัน ได้ทรงสดับว่า ขอเดชะ เหล่านี้เขาเรียกกันว่าหยาดน้ำค้าง อันตกลงในฤดูหิมะ พระเจ้าข้า ทรงเล่นในพระราชอุทยานตลอดวัน เสด็จกลับก็ต่อเมื่อเวลาสายัณห์ มิได้ทรงเห็นหยาดน้ำค้างเหล่านั้นเลย ตรัสถามว่า สารถีผู้สหายเอ๋ย หยาดน้ำค้างเหล่านี้ ไปไหนหมดบัดนี้ฉันไม่เห็นมันเลย ทรงสดับว่า ขอเดชะ หยาดน้ำค้างเหล่านั้น เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นไปอยู่ ก็ละลายตกลงเหนือแผ่นดินหมดเลย พระเจ้าข้า ดังนี้แล้วทรงสลดพระทัยดำริว่า แม้ชีวิตและสังขารแห่งสัตว์เหล่านี้ ก็เป็นเสมือนหยาดน้ำค้างบนปลายยอดหญ้า เรายังไม่ถูกชรา พยาธิ และมรณะเบียดเบียนเลยทีเดียว ควรจะอำลาพระมารดา พระราชบิดาไปบวชดังนี้แล้ว จึงทรงกระทำหยาดน้ำค้างนั่นแล ให้เป็นอารมณ์ ทรงเห็นภพทั้ง ๓ ประดุจมีเพลิงลุกทั่วไป เสด็จมาถึงพระตำหนักของพระองค์แล้ว ก็ทรงดำเนินไปยังพระตำหนักพระราชบิดา ผู้ประทับนั่งอยู่ ณ วินิจฉัยศาลา อันตกแต่งประดับประดาดีแล้วถวายบังคมพระราชบิดา ประทับยืน ณ ส่วนข้างหนึ่ง เมื่อจะทูลขออนุญาตบรรพชา จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า

หม่อมฉัน ขอถวายบังคมพระองค์ ผู้เป็นจอมทัพ มีมิตรและอำมาตย์แวดล้อมแน่นขนัด ข้าแต่พระทูลกระหม่อม หม่อมฉันจักบวช ขอได้โปรดทรงอนุญาต เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริพฺยุฬฺหํ แปลว่า แวดล้อมแล้ว. บทว่า ตํ เทโว ความว่า ขอพระทูลกระหม่อม ทรงโปรดได้อนุญาตการบรรพชาแก่กระหม่อมฉันนั้นเถิด.

ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะทรงห้ามท่าน จึงตรัสพระคาถาที่ ๒ ว่า

ถ้าเธอยังบกพร่องด้วยกามทั้งหลาย ฉันจักเพิ่ม เติมให้เต็มครบ ผู้ใดเบียดเบียนเธอ ฉันจักห้ามปราม พ่อยุธัญชัยเอ๋ย อย่าเพิ่งบวชเลย.

พระราชกุมาร ทรงได้สดับพระราชดำรัสนั้นแล้ว จึงตรัสพระคาถาที่ ๓ ว่า

หม่อมฉันมิได้บกพร่องด้วยกามทั้งหลายเลย ไม่ มีใครเบียดเบียนหม่อมฉัน แต่หม่อมฉันปรารถนาจะ ทำที่พึ่ง ที่ชราครอบงำไม่ได้ พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทีปญฺจ ความว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อมความบกพร่องด้วยกามทั้งหลาย ของหม่อมฉันมิได้มีเลยทีเดียว ใคร ๆ ที่จะข่มเหงหม่อมฉันเล่า ก็ไม่มี แต่หม่อมฉันปรารถนาจะสร้างที่พึ่งของหม่อมฉันเพื่อการไปยังปรโลก. บทว่า ยํ ชรา นาภิกีรติ ความว่า หม่อมฉันปรารถนาจะกระทำเกาะที่ชราจะครอบงำไม่ได้ จะกำจัดไม่ได้ คือ จะแสวงหาอมตมหานิพพาน หม่อมฉันไม่ต้องการด้วยกามทั้งหลาย ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์โปรดทรงอนุญาตให้หม่อมฉันบวชเถิด พระเจ้าข้า.

พระกุมารทูลขอบรรพชาเรื่อย ๆ ด้วยประการฉะนี้. พระราชาตรัสห้ามว่า อย่าบวชเลยพ่อคุณเอ๋ย. พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้นจึงตรัสกึ่งพระคาถาว่า

พระโอรสกราบทูลวิงวอนพระราชบิดา พระราชบิดาหรือก็ทรงวิงวอนพระราชโอรส.

วาอักษรในพระคาถานั้น เป็นสัมปิณฑนัตถะ (มีการประมวลมาเป็นอรรถ). ข้อนี้มีพุทธาธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระโอรสก็วิงวอนพระราชบิดา และพระราชบิดาก็ทรงวิงวอนพระราชโอรส.

พระราชาตรัสกึ่งพระคาถาที่เหลือว่า

พ่อเอ๋ย ชาวนิคมพากันอ้อนวอนว่า ข้าแต่

พระยุธัญชัย พระองค์อย่าทรงผนวชเลย. คำแห่งคาถานั้น มีอธิบายว่า พ่อเอ๋ย มหาชนชาวนิคมนี้ พากันอ้อนวอนลูก ถึงชนชาวนครเล่าก็พากันอ้อนวอนเหมือนกันว่า พระองค์อย่าบวชเลย.

พระกุมารตรัสพระคาถาที่ ๕ ว่า

ข้าแต่พระราชบิดาผู้ทรงเป็นจอมทัพ พระองค์ อย่าทรงห้ามหม่อมฉันผู้จะบวชเลย อย่าให้หม่อมฉัน ได้มัวเมาอยู่ด้วยกามทั้งหลาย เป็นไปในอำนาจแห่ง ชราเลย พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วสมนฺวคู ความว่า หม่อมฉันอย่าเป็นคนหมกมุ่นด้วยกามทั้งหลาย ได้นามว่า ดำเนินไปสู่อำนาจของชราเลย. อธิบายว่า ก็แลทูลกระหม่อม โปรดทรงทอดพระเนตรหม่อมฉัน โดยฐานะที่จะเป็นผู้ยังวัฏทุกข์ให้สิ้นไปแล้ว ตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณเถิด พระเจ้าข้า.

เมื่อพระโพธิสัตว์ ได้กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระราชาได้ทรงยอมจำนนฝ่ายพระราชมารดาของพระโพธิสัตว์นั้น ทรงสดับว่า ข้าแต่พระเทวี พระโอรสของพระนาง กำลังกราบทูลให้พระราชบิดาทรงอนุญาตการบรรพชาอยู่ เจ้าคะตรัสว่า พวกเจ้าพากันพูดเรื่องอะไรกัน ทั้ง ๆ ที่พระพักตร์ก็มิได้ผัด ประทับนั่งเหนือพระวอทอง รีบเสด็จไปสู่สถานที่วินิจฉัย เมื่อจะตรัสวิงวอน จึงตรัสคาถาที่ ๖ ว่า

ลูกเอ๋ย แม่ขอร้องเจ้า แม่ขอห้ามเจ้า แม่ปรารถนา จะเห็นเจ้านาน ๆ เจ้าอย่าบวชเลยนะ พ่อยุธัญชัย. พระราชกุมาร ได้สดับพระราชเสาวนีย์นั้นแล้ว จึงตรัสคาถาที่ ๗ ว่า น้ำค้างบนยอดหญ้า พระอาทิตย์ขึ้นก็เหือดแห้ง ไป ฉันใด อายุของมนุษย์ทั้งหลาย ก็ฉันนั้น ขอทูล กระหม่อมแม่ อย่าทรงห้ามฉันเลย พระเจ้าข้า.

คำแห่งคาถานั้น มีอธิบายว่า ข้าแต่ทูลกระหม่อมแม่ หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า พอพระอาทิตย์ขึ้นไปก็สลายแห้งหายไป มิอาจจะดำรงอยู่ได้ คือตกลงดินหมด ฉันใด ชีวิตของหมู่สัตว์เหล่านั้น ก็ฉันนั้น เป็นของนิดหน่อยเป็นไปชั่วกาล มิได้ตั้งอยู่นานเลย ในโลกสันนิวาสเห็นปานนี้ พระองค์จะทรงเห็นหม่อมฉันนาน ๆ ได้อย่างไรเล่า พระเจ้าข้า โปรดอย่าทรงห้ามหม่อมฉันเลย.

แม้เมื่อพระโพธิสัตว์ กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระนางก็คงตรัสอ้อนวอนแล้ว ๆ เล่า ๆ อยู่นั่นเอง. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้า เมื่อจะกราบทูลเตือนพระราชบิดา จึงตรัสพระคาถาที่ ๘ ว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเสนา ขอได้โปรดรีบ ตรัสให้พระราชมารดาเสด็จขึ้นสู่ยานนี้เสียเถิด พระ มารดาอย่าได้ทรงกระทำอันตราย แก่หม่อมฉัน ผู้ กำลังรีบด่วนเสียเลย.

คำเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อมผู้เป็นจอมรถโปรดตรัสให้คนรีบเชิญพระมารดาของหม่อมฉันนี้ เสด็จขึ้นสู่พระยาน คือพระวอทอง พระมารดาอย่าได้ทรงทำอันตรายแก่หม่อมฉัน ผู้กำลังจะข้ามก้าวล่วงแดนกันดารคือ ชาติ ชรา พยาธิ และมรณะเสียเลย.

พระราชาทรงได้สดับพระดำรัสของพระโอรสแล้ว ตรัสว่า นางผู้เจริญขอได้ไปเสียเถิด จงประทับนั่งเหนือวอของเธอ ขึ้นสู่ปราสาทอันยังความยินด๊ให้เจริญเลยทีเดียวเถิด. พระนางทรงสดับพระราชดำรัสของพระราชานั้น เมื่อมิอาจจะประทับอยู่ได้ ทรงแวดล้อมไปด้วยหมู่นารี เสด็จไปสู่พระปราสาทได้ประทับยืนทอดพระเนตรสถานวินิจฉัย ด้วยหมายพระทัยว่า ลูกรักจักเป็นไปอย่างไรเล่าหนอ. ฝ่ายพระโพธิสัตว์เจ้า เมื่อพระมารดาเสด็จไปแล้ว ทรงอ้อนวอนพระราชบิดาอีก. พระราชา เมื่อมิทรงอาจจะห้ามได้ ก็ทรงอนุญาตว่า พ่อเอ๋ย ถ้าเช่นนั้น จงทำใจของเธอให้ถึงที่สุดเถิด พ่อจงผนวชเถิด. ในเวลาที่พระราชาทรงอนุญาตแล้ว พระขนิษฐาของพระโพธิสัตว์เจ้า พระนามว่ายุธิฏฐิลกุมาร ถวายบังคมพระราชบิดา กราบทูลขออนุญาตว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม ขอพระองค์โปรดอนุญาตการบรรพชาของหม่อมฉันด้วยเถิด. พระพี่น้องทั้งสองพระองค์ ถวายบังคม.พระราชบิดา ละกามทั้งหลาย มีมหาชนแวดล้อมพากันเสด็จออกจากสถานที่วินิจฉัย. ฝ่ายพระเทวีทอดพระเนตรดูพระมหาสัตว์ ทรงพระกันแสงว่า เมื่อลูกฉันผนวชแล้ว รัมมนครก็จักว่างเปล่าจึงตรัสพระคาถาทั้ง ๒ ว่า

ท่านทั้งหลาย จงช่วยวิ่งเต้นด้วยเถิด ขอความ เจริญจงมีแก่ท่านเถิด รัมมนครจักเปล่าเปลี่ยวเสียแล้ว พ่อยุธัญชัย พระเจ้าสัพพทัตทรงอนุญาตแล้วละ. เจ้าชายพระองค์ใด เป็นผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์ ทั้งหลาย ยังกำลังหนุ่มแน่นเปล่งปลั่งดังทองธรรมชาติ เจ้าชายพระองค์นั้น มีพระกำลังแข็งแรง มีผ้านุ่งห่ม ย้อมด้วยน้ำฝาดบวชแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิธาวถ ความว่า พระนางมิได้ตรัสสั่งเหล่านารี ที่ยืนล้อมอยู่ทุกนางทีเดียวว่า แน่ะนางผู้เจริญทั้งหลาย สูทั้งหลายจงวิ่งเต้นเข้าเถิด. ด้วยบทว่า ภทฺทนฺเต พระนางตรัสว่า ความเจริญเพราะการไปอย่างนั้น จงมีแก่สูเถิด. บทว่า รมฺมกํ พระนางตรัสหมายถึงรัมมนคร. บทว่า โยหุ เสฏฺโ ความว่า พระโอรสของพระราชาผู้ประเสริฐกว่าพระโอรสตั้งพ้นนั้น ทรงผนวชเสียแล้ว ทั้งนี้ พระนางตรัสหมายถึง พระมหาสัตว์ผู้กำลังเสด็จไปเพื่อทรงผนวช ด้วยประการฉะนี้.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ยังไม่ทรงผนวชในทันที. พระองค์ทรงถวายบังคมพระราชมารดา พระราชบิดาแล้ว ทรงชักชวนพระขนิษฐายุธิฏฐิลกุมาร เสด็จออกจากพระนคร ให้มหาชนพากันกลับไปแล้ว พระพี่น้องทั้ง ๒ พระองค์ก็เสด็จเข้าสู่ป่าหิมพานต์ ทรงสร้างอาศรม ณ สถานที่อันน่ารื่นรมย์ใจ ทรงผนวชเป็นฤาษี ทำฌานและอภิญญาให้บังเกิดได้แล้ว เลี้ยงชีพด้วยผลหมากรากไม้ ในป่าเป็นต้น จนตลอดพระชามายุ ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้าแล้ว. พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า

เจ้าชายทั้ง ๒ พระองค์ คือยุธัญชัยกับยุธิฏฐิละ ทรงละทิ้งพระราชมารดาและพระราชบิดาแล้วทรงตัด เครื่องข้องแห่งมัจจุราช เสด็จออกผนวชแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มจฺจุโน แปลว่า แห่งมาร. มีพุทธาธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระกุมารทั้ง ๒ พระองค์นั้น คือยุธัญชัยและยุธิฏฐิละทรงละพระราชมารดาและพระราชบิดาเสีย ตัดเครื่องข้องของมารคือกิเลสเป็นเครื่องข้อง ได้แก่ ราคะ โทสะ และโมหะ พากันผนวชแล้ว.

พระศาสดา ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะทั้งหลายแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ถึงในกาลก่อนตถาคตก็ได้เคยละราชสมบัติผนวชแล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า พระราชมารดาพระราชบิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็นตระกูลมหาราชในบัดนี้ ยุธิฏฐิลกุมาร ได้มาเป็นพระอานนท์ ส่วนยุธัญชัย ก็คือเราตถาคตนั่นเองแล.

จบอรรถกถายุธัญชัยชาดก

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๖๔–๗๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกาทสกนิบาตชาดก · ๔๗ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

6 Yudhañjayajātakaṃ.

Mittāmaccaparibyuḷhanti idaṃ satthā jetavane viharanto mahābhinikkhamanaṃ ārabbha kathesi.

Ekadivasamhi bhikkhū dhammasabhāyaṃ sannipatitvā āvuso sace dasabalo agāraṃ ajjhāvasissati sakalacakkavāḷagabbhe cakkavattirājā abhavissa sattaratanasamannāgato caturiddhisamiddho parosahassaputtaparivāro so evarūpaṃ sirivibhavaṃ pahāya kāmesu dosaṃ disvā aḍḍharattikasamaye channasahāyena kaṇṭhakamāruyha nagarā nikkhamitvā anomānadītīre pabbajitvā cha vassāni dukkarakārikaṃ katvā sammāsambodhiṃ pattoti satthu guṇakathaṃ kathayiṃsu. Satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāyanāmāti vutte na bhikkhave idāneva tathāgato mahābhinikkhamanaṃ nikkhanto pubbepi dvādasayojanike bārāṇasinagare rajjaṃ pahāya nikkhantoyevāti vatvā atītaṃ āhari

atīte rammanagare sabbadattonāma rājā ahosi. Ayamhi bārāṇasi udayajātake surundhananagaraṃnāma jātaṃ cullasuttasomajātake sudassanaṃnāma soṇanandajātake brahmavaḍḍhanaṃnāma kaṇṭhahālajātake pupphavatīnāma imasmiṃ pana yudhañjayajātake rammanagaraṃnāma ahosi evamassā kadāci nāmaṃ parivatteti. Tattha sabbadattarañño puttā sahassā ahesuṃ yudhañjayassanāma jeṭṭhaputtassa uparajjaṃ adāsi. So divase divase mahādānaṃ pavattesi. Evaṃ Gacchante kāle bodhisatto ekadivasaṃ pātova rathavaramāruyha mahantena sirivibhavena uyyānakīḷaṃ gacchanto rukkhaggatiṇaggasākhaggamakaṭasuttajālādīsu suttajālākārena lagge ussāvavindū disvā samma sārathi kinnāmetanti pucchitvā ete deva himasamaye patanakaussāvavindūnāmāti sutvā divasabhāgaṃ uyyāne kīḷitvā sāyaṇhasamaye paccāgacchanto te adisvā samma sārathi kahaṃ ete ussāvavindū na tedāni passāmīti pucchitvā deva te suriye uggacchante sabbeva bhijjitvā paṭhaviyaṃ patantīti sutvā saṃvegappatto hutvā imesaṃ sattānaṃ jīvitasaṅkhārāpi tiṇagge ussāvavindusadisā mayā byādhijarāmaraṇehi apīḷiteneva mātāpitaro āpucchitvā pabbajituṃ vaṭṭatīti ussāvavindumeva ārammaṇaṃ katvā āditte viya tayo bhave passanto attano gehaṃ āgantvā alaṅkatapaṭiyattāya vinicchayasālāya nisinnassa pitu santikaṃyeva gantvā pitaraṃ vanditvā ekamante ṭhito pabbajjaṃ yācanto paṭhamaṃ gāthamāha

mittāmaccaparibyuḷhaṃ ahaṃ vande rathesabhaṃ

pabbajissāmahaṃ rāja taṃ devo anumaññatūti.

Tattha paribyuḷhanti parivāritaṃ. Taṃ devoti taṃ mama pabbajjaṃ devo anujānātūti attho.

Atha naṃ rājā nivarento dutiyaṃ gāthamāha

sace te ūnaṃ kāmehi ahaṃ paripūrayāmi te

yo taṃ hiṃsati vāremi mā pabbaja yudhañjayāti.

Taṃ sutvā kumāro tatiyaṃ gāthamāha

na matthi ūnaṃ kāmehi hiṃsanto me na vijjati

dīpañca kattumicchāmi yaṃ jarā nābhikīratīti.

Tattha dīpañcāti tāta neva mayhaṃ kāmehi onaṃ atthi na maṃ hiṃsanto koci atthi ahaṃ pana paralokagamanāya attano patiṭṭhaṃ kattuṃ icchāmi. Yaṃ jarā nābhikīratīti yaṃ dīpaṃ jarā nābhikīrati na viddhaṃseti tamahaṃ kattumicchāmi amatamahānibbānaṃ gavesissāmi na me kāmehi attho anujānātha maṃ mahārājāti vadati.

Iti punappunaṃ kumāro pabbajjaṃ yāci. Rājā mā pabbajāti nivāreti. Tamatthaṃ pakāsento satthā upaḍḍhagāthamāha

putto vā pitaraṃ yāce pitā vā puttamorasanti.

Tattha vākāro sampiṇḍanattho. Idaṃ vuttaṃ hoti evaṃ bhikkhave putto ca pitaraṃ yācati pitā ca orasaṃ puttaṃ yācatīti.

Sesaṃ upaḍḍhagāthaṃ rājā āha

negamo yācate tāta mā pabbaja yudhañjayāti.

Tassattho ayaṃ te tāta nigamavāsī mahājano yācati nāgarajanopi mā tvaṃ pabbajāti.

Kumāro pañcamaṃ gāthamāha

mā maṃ tāta nivāresi pabbajantaṃ rathesabha

māhaṃ kāmehi sammatto jarāya vasamanvagūti.

Tattha vasamanvagūti mā ahaṃ kāmehi sammatto jarāya Vasaṅgāmīnāma homi vaṭṭadukkhaṃ pana khepetvā yathā ca sabbaññutañāṇaṃ paṭivijjhanako homi tathā maṃ olokehīti adhippāyo.

Evaṃ vutte rājā appaṭibhāṇo ahosi. Mātā panassa putto te devi pitaraṃ pabbajjaṃ anujānāpetīti sutvā kiṃ tumhe kathethāti nirussāsena mukhena suvaṇṇasīvikāyaṃ nisīditvā siṅghaṃ vinicchayaṭṭhānaṃ gantvā yācamānā chaṭṭhaṃ gāthamāha

ahaṃ taṃ tāta yācāmi ahaṃ putta nivāraye

ciraṃ taṃ daṭṭhumicchāmi mā pabbaja yudhañjayāti.

Taṃ sutvā kumāro sattamaṃ gāthamāha

ussāvova tiṇaggamhi suriyassuggamanaṃ pati

evamāyumanussānaṃ mā maṃ amma nivārayeti.

Tassattho amma yathā tiṇagge ussāvavindu suriyassa uggamanaṃ pati ṭhātuṃ na sakkoti paṭhaviyaṃ patati evaṃ imesaṃ sattānaṃ jīvitaṃ parittaṃ tāvakālikaṃ aciraṭṭhitikaṃ evarūpe lokasannivāse kathaṃ tvaṃ maṃ ciraṃ passasi mā maṃ nivārehīti.

Evaṃ vuttepi sā punappunaṃ yāciyeva. Tato mahāsatto pitaraṃ āmantento aṭṭhamaṃ gāthamāha

taramāno imaṃ yānaṃ āropetu rathesabha

mā me mātā tarantassa antarāyakarā ahūti.

Tassattho tāta rathesabha imaṃ mama mātaraṃ taramāno puriso suvaṇṇasīvikāyānaṃ āropetu mā me jātijarābyādhimaraṇakantāraṃ Tarantassa atikkamantassa mātā antarāyakarā ahūti.

Rājā puttassa vacanaṃ sutvā gaccha bhadde tava sīvikāyaṃ nisīditvā rativaḍḍhanapāsādaṃyeva abhiruyhāti āha. Sā tassa vacanaṃ sutvā ṭhātuṃ asakkontī nārīgaṇaparivutā gantvā pāsādaṃ abhiruyha kinnukho puttassa pavuttīti vinicchayaṭṭhānaṃ olokentī aṭṭhāsi. Bodhisattopi mātu gatakāle puna pitaraṃ yāci. Rājā paṭibāhituṃ asakkonto tenahi tāta tava manaṃ matthakaṃ pāpetu pabbajāhīti anujānāti. Rañño anuññātakāle bodhisattassa kaniṭṭho yudhiṭṭhilakumāronāma pitaraṃ vanditvā tāta mayhaṃ pabbajjaṃ anujānāthāti anujānāpesi. Ubhopi bhātaro pitaraṃ vanditvā kāme pahāya mahājanaparivutā vinicchayaṭṭhānā nikkhamiṃsu. Devīpi mahāsattaṃ oloketvā mama putte pabbajite rammanagaraṃ tucchaṃ bhavissatīti paridevamānā gāthādvayamāha

abhidhāvatha bhaddante suññaṃ hessati rammakaṃ

yudhañjayo anuññāto sabbadattena rājinā.

Yohu seṭṭho sahassānaṃ yuvā kāñcanasannibho

soyaṃ putto pabbajito kāsāyavasano balīti.

Tattha abhidhāvathāti parivāretvā ṭhitā nāriyo sabbāva bho dhāvathāti āṇāpeti. Bhaddanteti evaṃ gantvā bhaddaṃ tava hotūti vadati. Rammakanti rammanagaraṃ sandhāyāha. Yohu seṭṭhoti yo rañño putto sahassassa seṭṭho ahosi so pabbajitoti Pabbajjāya gacchantaṃ sandhāyevamāha.

Bodhisatto pana na tāva pabbajati. So hi mātāpitaro vanditvā kaniṭṭhaṃ yudhiṭṭhilakumāraṃ gahetvā nagarā nikkhamitvā mahājanaṃ nivattetvā ubhopi bhātaro himavantaṃ pavisitvā manoramme ṭhāne assamapadaṃ katvā isipabbajjaṃ pabbajitvā jhānābhiññā nibbattetvā vanamūlaphalādīhi yāvajīvaṃ yāpetvā brahmalokaparāyanā ahesuṃ. Tamatthaṃ pakāsento osānagāthamāha

ubho kumārā pabbajitā yudhañjayo yudhiṭṭhilo

pahāya mātāpitaro saṅgaṃ chetvāna maccunoti.

Tattha maccunoti mārassa idaṃ vuttaṃ hoti bhikkhave yudhañjayo yudhiṭṭhilo ca te ubhopi kumārā mātāpitaro pahāya mārassa saṅgaṃ rāgadosamohasaṅgaṃ chinditvā pabbajiṃsūti.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā na bhikkhave idāneva pubbepi tathāgato rajjaṃ chaḍḍetvā pabbajitoyevāti vatvā jātakaṃ samodhānesi tadā mātāpitaro mahārājakulāni ahesuṃ yudhiṭṭhilakumāro ānando ahosi yudhañjayo pana ahamevāti.

Yudhañjayajātakaṃ chaṭṭhamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๔๐

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๕๙. ปานียชาดกชาดกถัดไป๔๖๑. ทสรถชาดก