ทสรถชาดก
ว่าด้วยผู้มีปัญญาย่อมไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่เสียไปแล้ว
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๕๖๔ · บรรทัด ๖๒๗๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภกุฎุมพีผู้บิดาตายแล้วคนหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เอถ ลกฺขณสีตา จ ดังนี้.
ความพิสดารว่า กุฎุมพีนั้น เมื่อบิดาถึงแก่กรรมแล้วถูกความเศร้าโศกครอบงำ จึงทอดทิ้งหน้าที่การงานเสียทุกอย่าง ครุ่นแต่ความเศร้าโศกอยู่แต่ถ่ายเดียว. พระศาสดา ทรงตรวจดูสัตวโลกในเวลาใกล้รุ่ง ทอดพระเนตรเห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของเขา รุ่งขึ้นจึงเสด็จโปรดสัตว์ในกรุงสาวัตถีเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว ทรงส่งภิกษุทั้งหลายกลับ ทรงชวนไว้เป็นปัจฉาสมณะเพียงรูปเดียว เสด็จไปยังเรือนของเขา เมื่อตรัสเรียกเขาผู้นั่งถวายบังคมด้วยพระดำรัสอันไพเราะ จึงตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก เจ้าเศร้าโศกไปทำไม เมื่อเขากราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความเศร้าโศกถึงบิดากำลังเบียดเบียนข้าพระองค์ จึงตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก บัณฑิตในปางก่อน ทราบโลกธรรม ๘ ประการ ตามความเป็นจริง เมื่อบิดถึงแก่กรรมแล้ว ก็มิได้ประสบความเศร้าโศก แม้สักน้อยหนึ่งเลย เขากราบทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า
ในอดีตกาล พระเจ้าทสรถมหาราช ทรงละความถึงอคติ เสวยราชสมบัติโดยธรรม ในกรุงพาราณสี พระอัครมเหสีผู้เป็นใหญ่กว่าสตรี๑๖,๐๐๐ นางของท้าวเธอ ประสูติพระโอรส ๒ พระองค์ พระธิดา ๑ พระองค์พระโอรสองค์ใหญ่ทรงพระนามว่า รามบัณฑิต องค์น้องทรงพระนามว่า ลักขณกุมาร พระธิดาทรงพระนามว่าสีดาเทวี. ครั้นจำเนียรกาลนานมา พระอัครมเหสีสิ้นพระชนม์. พระราชาเมื่อพระนางสิ้นพระชนม์แล้ว ทรงถึงอำนาจแห่งความเศร้าโศกตลอดกาลนาน หมู่อำมาตย์ช่วยกันกราบทูลให้ทรงสร่าง ทรงกระทำการบริหารที่ควรกระทำแก่พระนางแล้ว ทรงตั้งสตรีอื่นไว้ในตำแหน่งอัครมเหสีพระนางเป็นที่รัก เป็นที่จำเริญพระหฤทัยของพระราชา. ครั้นกาลต่อมา แม้พระนางก็ทรงพระครรภ์ ทรงได้รับพระราชทานเครื่องครรภ์บริหาร จึงประสูติพระราชโอรส. พระประยูรญาติขนานพระนามพระโอรสนั้นว่า ภรตกุมาร. พระราชาตรัสว่า แน่ะนางผู้เจริญ ฉันขอให้พรแก่เธอ เธอจงรับเถิด ด้วยทรงพระเสน่หาในพระโอรส. พระนางทรงเฉยเสีย ทำทีว่าทรงรับแล้ว จนพระกุมารมีพระชนมายุได้ ๗-๘ พรรษา จึงเข้าไปเฝ้าพระราชา กราบทูลว่าพระทูลกระหม่อม พระองค์พระราชทานพระพรไว้แก่บุตรของกระหม่อมฉันบัดนี้ ขอทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระพรนั้นแก่เธอ เมื่อพระราชาตรัสว่ารับเอาเถิด นางผู้เจริญ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม ขอพระองค์โปรดทรงพระกรุณาพระราชทานราชสมบัติ แก่บุตรของกระหม่อมฉันเถิดพระเจ้าข้า. พระราชาทรงตบพระหัตถ์ตรัสขู่ว่า เจ้าจงย่อยยับเสียเถอะ นางถ่อยบุตรของข้า ๒ คน กำลังรุ่งเรืองเหมือนกองเพลิง เจ้าจะให้ข้าฆ่าเขาทั้ง ๒ คนเสียแล้ว ขอราชสมบัติให้ลูกของเจ้า. พระนางตกพระทัย เสด็จเข้าสู่พระตำหนักอันทรงสิริ ถึงในวันอื่น ๆ เล่า ก็คงทูลขอราชสมบัติกับพระราชาเนืองๆทีเดียว. พระราชาครั้นไม่พระราชทานพระพรแก่พระนาง จึงทรงพระดำริว่า ขึ้นชื่อว่ามาตุคามเป็นคนอกตัญญู มักทำลายมิตร นางนี้พึงปลอมหนังสือหรือจ้างคนโกง ๆ ฆ่าลูกทั้ง ๒ ข้องเราเสียได้. พระองค์จึงตรัสสั่งให้พระราชโอรสทั้ง ๒ เข้าเฝ้า ตรัสความนั้น มีพระดำรัสว่า พ่อเอ๋ย อันตรายคงจักมีแก่พวกเจ้า ผู้อยู่ ณ ที่นี้ เจ้าทั้งหลายจงพากันไปสู่แดนแห่งสามันตราช หรือสู่ราวป่า พากันมาก็ต่อเมื่อพ่อตายแล้ว ยึดเอาราชสมบัติของตระกูลเถิด ดังนี้แล้ว รับสั่งให้พวกโหราจารย์เข้าเฝ้าอีก ตรัสถามกำหนดพระชนมายุของพระองค์ ทรงสดับว่า จักยั่งยืนไปตลอด ๑๒ ปีข้างหน้า จึงตรัสว่า พ่อเอ๋ยโดยล่วงไป ๑๒ ปีถัดจากนี้ พวกเจ้าจงพากันมา ให้มหาชนยกฉัตรถวาย. พระราชโอรสเหล่านั้น กราบทูลว่า ดีแล้ว พระเจ้าข้า พากันถวายบังคมพระราชบิดา ทรงพระกันแสง เสด็จลงจากพระปราสาท. พระนางสีดาเทวีทรงพระดำริว่า ถึงเราก็จักไปกับพี่ทั้ง ๒ ถวายบังคมพระราชบิดา ทรงพระกันแสงเสด็จออก. กษัตริย์ทั้ง ๓ พระองค์นั้น แวดล้อมไปด้วยมหาชนออกจากพระนคร ทรงให้มหาชนพากันกลับ เสด็จเข้าสู่หิมวันตประเทศโดยลำดับ สร้างอาศรม ณ ประเทศอันมีน้ำและมูลผลาผลสมบูรณ์ ทรงเลี้ยงพระชนมชีพด้วยผลาผล พากันประทับอยู่แล้ว. ฝ่ายพระลักขณบัณฑิต และพระนางสีดา ได้ทูลขอร้องพระรามบัณฑิตรับปฏิญญาว่า พระองค์ดำรงอยู่ในฐานะแห่งพระราชบิดาของหม่อมฉัน เหตุนั้นเชิญประทับประจำ ณ อาศรมบทเท่านั้นเถิด หม่อมฉันทั้ง ๒ จักนำผลาผลมาบำรุงเลี้ยงพระองค์. จำเดิมแต่นั้นมา พระรามบัณฑิต คงประทับประจำ ณ อาศรมบทนั้นเท่านั้น. พระลักขณบัณฑิต และพระนางสีดา พากันหาผลาผลมาปรนนิบัติพระองค์. เมื่อกษัตริย์ทั้ง ๓ พระองค์นั้น ทรงเลี้ยงพระชนมชีพอยู่ด้วยผลาผลอย่างนี้ พระเจ้าทสรถมหาราช เสด็จสวรรคตลงในปีที่ ๙ เพราะทรงเศร้าโศกถึงพระราชโอรส. ครั้นจัดการถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระเจ้าทสรถมหาราชเสร็จแล้วพระเทวีมีพระดำรัสให้พวกอำมาตย์ถวายพระเศวตฉัตร แด่พระภรตกุมารผู้โอรสของตน. แต่พวกอำมาตย์ทูลว่า เจ้าของเศวตฉัตรยังอยู่ในป่า ดังนี้แล้วจึงไม่ยอมถวาย. พระภรตกุมารตรัสว่า เราจักเชิญพระรามบัณฑิต ผู้เป็นพระภาดามาจากป่า ให้ทรงเฉลิมพระเศวตฉัตร ทรงถือเครื่องราชกกุธภัณฑ์๕ อย่าง พร้อมด้วยเสนา ๔ เหล่า บรรลุถึงที่ประทับของพระรามบัณฑิตนั้นให้ตั้งค่ายพักแรมอยู่ ณ ที่อันไม่ไกล เสด็จเข้าไปสู่อาศรมบทกับอำมาตย์ ๒-๓นาย ในเวลาที่พระลักขณบัณฑิต และพระนางสีดาเสด็จไปป่า เข้าเฝ้าพระรามบัณฑิต ผู้ปราศจากความระแวง ประทับนั่งอย่างสบาย ประหนึ่งรูปทองคำที่ตั้งไว้ ณ ประตูอาศรมบท ถวายบังคม ประทับยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่งกราบทูลข่าวของพระราชาแล้ว ก็ทรงฟุบลงแทบพระบาททั้งคู่ ทรงพระกันแสงพร้อมกับเหล่าอำมาตย์. พระรามบัณฑิต มิได้ทรงเศร้าโศกเลย มิได้ทรงพระกันแสงเลย. แม้เพียงอาการผิดปกติแห่งอินทรีย์ ก็มิได้มีแก่พระองค์เลย ก็แลในเวลาที่พระภรตะทรงพระกันแสงประทับนั่ง เป็นเวลาสายัณหสมัยพระลักขณบัณฑิต และพระนางสีดาทั้ง ๒ พระองค์ ทรงพากันถือผลาผลเสด็จมาถึง. พระรามบัณฑิตทรงดำริว่า เจ้าลักขณะและแม่สีดายังเป็นเด็กยังไม่มีปรีชากำหนดถี่ถ้วนเหมือนเรา ได้รับบอกเล่าว่า บิดาของเธอสวรรคตแล้วโดยรวดเร็ว เมื่อไม่อาจจะยับยั้งความเศร้าโศกไว้ได้ แม้หัวใจของเธอก็อาจแตกไปได้ เราต้องใช้อุบายให้เจ้าลักขณะและแม่สีดาจงไปแช่น้ำแล้วให้ได้ฟังข่าวนั้น. ลำดับนั้น ทรงชี้แอ่งน้ำแห่งหนึ่ง ข้างหน้าแห่งกษัตริย์ทั้ง๒ พระองค์นั้น ตรัสว่า เจ้าทั้ง ๒ มาช้านัก นี่เป็นทัณฑกรรมของเจ้า เจ้าจงลงไปแช่น้ำยืนอยู่ ดังนี้แล้ว จึงตรัสกึ่งพระคาถาว่า
มานี่แน่ะเจ้าลักขณะ และนางสีดาทั้ง ๒ จงมา ลงน้ำ.
คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า นานี่แน่ะเจ้าลักขณะและนางสีดาจงพากันมา จงลงสู่น้ำทั้ง ๒ คน.
พระลักขณะและพระนางสีดาทั้ง ๒ พระองค์นั้น พากันเสด็จลงไปประทับยืนอยู่ ด้วยพระดำรัสครั้งเดียวเท่านั้น. ลำดับนั้น พระรามบัณฑิตเมื่อจะทรงบอกข่าวแห่งพระราชบิดาแก่กษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์นั้น จึงตรัสกึ่งคาถาที่เหลือว่า
พ่อภรตะนี้ กล่าวอย่างนี้ว่า พระราชาทสรถ สวรรคตเสียแล้ว.
พระลักขณะและพระนางสีดาทั้ง ๒ พระองค์นั้น พอได้สดับข่าวว่าพระราชบิดาสวรรคตเท่านั้น ก็พากันวิสัญญีสลบไป. พระรามบัณฑิตตรัสบอกซ้ำอีก ก็พากันสลบไปอีก. หมู่อำมาตย์ช่วยกันอุ้มกษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์อันทรงถึงวิสัญญีภาพไปถึง ๓ ครั้ง ด้วยอาการอย่างนี้ ขึ้นจากน้ำให้ประทับนั่งบนบก. เมื่อเธอทั้ง ๒ ได้ลมอัสสาสปัสสาสะแล้ว ทุกพระองค์ต่างก็ประทับนั่งทรงพระกันแสงคร่ำครวญกันเรื่อย. ครั้งนั้น พระภรตกุมาร ทรงพระดำริว่าพระภาดาของเรา ลักขณกุมารและพระภคินีสีดาเทวีของเรา สดับข่าวว่าพระทสรถสวรรคตเสียแล้ว มิอาจจะยับยั้งความเศร้าโศกไว้ได้ แต่พระรามบัณฑิต มิได้ทรงเศร้าโศก มิได้ทรงคร่ำครวญเลย อะไรเล่าหนอ เป็นเหตุแห่งความไม่เศร้าโศกของพระองค์ ต้องถามพระองค์ดู. เมื่อท้าวเธอจะตรัสถามพระองค์ จึงตรัสพระคาถาที่ ๒ ว่า
พี่รามบัณฑิต ด้วยอานุภาพอะไร เจ้าพี่จึงไม่ เศร้าโศก ถึงสิ่งที่ควรเศร้าโศก ความทุกข์มิได้ครอบงำ พี่เพราะได้สดับว่า พระราชบิดาสวรรคตเล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปภาเวน แปลว่า ด้วยอานุภาพ. บทว่าน ตํ ปสหเต ทุกฺขํ ความว่า ความทุกข์เห็นปานนี้ เหตุไรจึงไม่บีบคั้นพี่ได้เลย อะไรเป็นเครื่องบังคับมิให้พี่เศร้าโศกเลย โปรดแจ้งแก่หม่อมฉันก่อน.
ลำดับนั้น พระรามบัณฑิต เมื่อจะแสดงเหตุที่บังคับมิให้พระองค์ทรงเศร้าโศก แก่พระกุมารภรตะนั้น จึงตรัสว่า
คนเราไม่สามารถจะรักษาชีวิต ที่คนเป็นอันมาก พร่ำเพ้อถึง นักปราชญ์ผู้รู้แจ้งจะทำตนเพื่อให้เดือดร้อน เพื่ออะไรกัน. ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งพาลทั้งบัณฑิต ทั้งคนมั่งมี ทั้งคนยากจน ล้วนบ่ายหน้าไปหามฤตยูทั้งนั้น. ผลไม้ที่สุกแล้ว ก็พลันแต่จะหล่นลงเป็นแน่ ฉันใด สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้ว ก็พลันแต่จะตาย เป็นแน่ ฉันนั้น. เวลาเช้าเห็นกันอยู่มากคน พอถึงเวลาเย็น บางคนก็ไม่เห็นกัน เวลาเย็นเห็นกันอยู่มากคน พอ ถึงเวลาเช้าบางคนก็ไม่เห็นกัน. ถ้าผู้ที่คร่ำครวญหลงเบียดเบียดตนอยู่ จะพึงได้ รับประโยชน์สักเล็กน้อยไซร้ บัณฑิตผู้มีปรีชา ก็จะ พึงทำเช่นนั้นบ้าง. ผู้เบียดเบียนตนของตนอยู่ ย่อมซูบผอม ปราศจากผิวพรรณ สัตว์ผู้ละไปแล้วไม่ได้ช่วยคุ้มครอง รักษา ด้วยการร่ำไห้นั้นเลย การร่ำไห้ไร้ประโยชน์. คนฉลาดพึงดับไฟที่ไหม้เรือนด้วยน้ำ ฉันใด คนผู้เป็นนักปราชญ์ ได้รับการศึกษามาดีแล้ว มีปัญญา เฉลียวฉลาด พึงรีบกำจัดความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นโดย พลัน เหมือนลมพัดปุยนุ่น ฉะนั้น. คน ๆ เดียวเท่านั้น ตายไป คนเดียวเท่านั้น เกิด ในตระกูล ส่วนการคบหากันของสรรพสัตว์ มีการ เกี่ยวข้องกันเป็นอย่างยิ่ง. เพราะเหตุนั้นแล ความเศร้าโศกแม้จะมากมาย ก็ไม่ทำจิตใจของนักปราชญ์ผู้เป็นพหูสูต มองเห็น โลกนี้และโลกหน้า รู้ทั่วถึงกรรมให้เร่าร้อนได้. เราจักให้ยศ และโภคสมบัติ แก่ผู้ที่ควรจะได้ จักทะนุบำรุงภริยา ญาติทั้งหลาย และคนที่เหลือ นี้ เป็นกิจของบัณฑิตผู้ปรีชา. พระรามบัณฑิต ได้ประกาศถึงอนิจจตาด้วยคาถา ๖ คาถาเหล่านี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาเลตุํ ได้แก่ เพื่อจะรักษา. บทว่า ลปตํ ได้แก่ ผู้บ่นเพ้ออยู่ ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ว่า พ่อภรตะเอ๋ยชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย บรรดาที่พากันร่ำไห้ถึงกันมากมาย แม้สักคนเดียวก็มิอาจจะรักษาไว้ได้ว่า อย่าขาดไปเลยนะ บัดนี้ผู้เช่นเรานั้น รู้โลกธรรมทั้ง๘ ประการ โดยความเป็นจริง ชื่อว่า วิญญูชน มีความหลักแหลมเป็นบัณฑิตในเมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีชีวิต มีความตายเป็นที่สุด ตายไปแล้ว จะยังตนให้เข้าไปเดือดร้อนเพื่ออะไรกัน คือเหตุไรจึงจะแผดเผาตน ด้วยความทุกข์ของตนอันหาอุปการะมิได้. คาถาว่า ทหรา จ เป็นต้นมีอธิบายว่า พ่อภรตะเอ๋ย ขึ้นชื่อว่า มฤตยู นี้ มิได้ละอาย ต่อคนหนุ่มผู้เช่นกับรูปทองคำ มีขัตติยกุมารเป็นต้นเลย และมิได้เกรงขามย่อมหาโยธาทั้งหลาย ผู้ถึงความเจริญโดยคุณ มิได้เกรงกลัวเหล่าสัตว์ ผู้สันดานหนาเป็นพาล มีได้ยำเกรงปวงบัณฑิต มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น มิได้หวั่นเกรงมวลอิสริยชน มีพระเจ้าจักรพรรดิเป็นต้น มิได้อดสูต่อคนขัดสนไม่เว้นตัว ฝูงสัตว์เหล่านี้ แม้ทั้งหมดล้วนบ่ายหน้าไปหามฤตยู พากันย่อยยับแหลกลาญที่ปากแห่งความตายทั้งนั้นแหละ. บทว่า ปตนโต ได้แก่ โดยการตกไป มีอธิบายว่า ดูก่อนพ่อภรตะเอ๋ย เปรียบเหมือนผลไม้อันสุกแล้ว ตั้งแต่เวลาที่สุกแล้วไป ก็มีแต่จะรอเวลาร่วงหล่น ว่าจะพรากจากขั้วหล่นลงบัดนี้ หล่นลงเดี๋ยวนี้ คือผลไม้เหล่านั้น มีแต่จะคอยระแวงอยู่อย่างนี้ว่า ความหวั่นที่จะต้องหล่นเป็นการแน่นอนเที่ยงแท้ มีแต่เรื่องนั้นถ่ายเดียวเท่านั้น ฉันใด แม้ฝูงสัตว์ที่ต้องตาย ที่เกิดมาแล้ว ก็ฉันนั้น หวั่นเกรงแต่ที่จะตายถ่ายเดียวเท่านั้น ขณะหรือครู่ที่ฝูงสัตว์เหล่านั้น จะไม่ต้องระแวงความตายนั้น ไม่มีเลย. บทว่า สายํ แปลว่า ในเวลาเย็น. ด้วยบทว่า สายํ นี้ ท่านแสดงถึงการที่ไม่ปรากฏของผู้ที่เห็นกันอยู่ในเวลากลางวัน ในเวลากลางคืน และของสัตว์ผู้เห็นกันอยู่ในเวลากลางคืน ในเวลากลางวัน. บทว่า กิญฺจิทตฺถํ ความว่า ถ้าคนเราคร่ำครวญอยู่ด้วยคิดว่า พ่อของเรา ลูกของเรา ดังนี้เป็นต้น หลงใหลเบียดเบียนตนอยู่ ให้ตนลำบากอยู่ จะพึงนำประโยชน์มาแม้สักหน่อย. บทว่า กยิรา เจ นํ วิจกฺขโณ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงร่ำไห้เช่นนั้น. แต่เพราะผู้ร่ำไห้อยู่ ไม่สามารถจะนำผู้ตายแล้วมาได้ หรือสามารถจะทำความเจริญอื่น ๆ แก่ผู้ตายแล้วนั้นได้ เหตุนั้นจึงเป็นกิริยาที่ไร้ประโยชน์ แก่ผู้ที่ถูกร่ำไห้ถึง บัณฑิตทั้งหลายจึงไม่ร่ำไห้. บทว่า อตฺตานมตฺตโน ความว่า ผู้ร่ำไห้กำลังเบียดเบียนอัตภาพของตน ด้วยทุกข์คือความโศกและความร่ำไห้. บทว่า น เตน ความว่า ด้วยความร่ำไห้นั้น ฝูงสัตว์ผู้ไปปรโลกแล้ว ย่อมจะคุ้มครองไม่ได้ จะยังตนให้เป็นไม่ได้เลย. บทว่า นิรตฺถา ความว่า เพราะเหตุนั้น การร่ำไห้ถึงฝูงสัตว์ผู้ตายไปแล้วเหล่านั้นจึงเป็นกริยาที่หาประโยชน์มิได้. บทว่า สรณํ ได้แก่เรือนเป็นที่อยู่อาศัย ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเรือนถูกไฟไหม้ ก็ไม่ต้องตกใจแม้สักครู่ รีบดับเสียด้วยน้ำตั้งพันหม้อทันที ฉันใดธีรชนก็ฉันนั้น พึงดับความโศกที่เกิดขึ้นแล้ว โดยทันทีทีเดียว กำจัดปัดเป่าเสียโดยวิธี ที่ความโศกจะไม่อาจตั้งอยู่ได้ เหมือนลมพัดปุยนุ่น ฉะนั้น. ในบทว่า เอโกว มจฺโจ มีอธิบายดังต่อไปนี้ พ่อภรตะเอ๋ย ฝูงสัตว์เหล่านี้ชื่อว่า มีกรรมเป็นของของตน สัตว์ผู้ไปสู่ปรโลกจากโลกนี้ ผู้เดียวจากฝูงสัตว์เหล่านั้น ล่วงไปผ่านไป แม้เมื่อเกิดในตระกูลมีกษัตริย์เป็นต้น ผู้เดียวเท่านั้นไปเกิด. ส่วนความร่วมคบหากันของสัตว์ทั้งปวงในที่นั้น ๆ มีการเกี่ยวข้องกันนั้นว่า ผู้นี้เป็นบิดาของเรา ผู้นี้เป็นมารดาของเรา ผู้นี้เป็นญาติมิตรของเราดังนี้ ด้วยอำนาจที่เกี่ยวข้องกัน ทางญาติ ทางมิตร เท่านั้นเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ ฝูงสัตว์เหล่านี้ ในภพทั้ง ๓ มีกรรมเป็นของของตนทั้งนั้น. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเว้นความเกี่ยวข้องทางญาติ ทางมิตร อันเป็นเพียงการคบหากัน ของสัตว์เหล่านี้เสียแล้ว ต่อจากนั้นย่อมเป็นอื่นไปไม่ได้ ฉะนั้น. บทว่า สมฺปสฺสโต ได้แก่ เห็นโลกนี้และโลกหน้า อันมีความพลัดพรากจากกันเป็นสภาวะโดยชอบ. บทว่า อญฺาย ธมฺมํ ได้แก่ เพราะรู้โลกธรรม ๘ ประการ. บทว่า หทยํ มนญฺจ นี้ ทั้ง ๒ บท เป็นชื่อของจิตนั่นเอง ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ว่า
โปฏฐปาทะเอ๋ย ธรรมในมวลมนุษย์เหล่านี้ คือ มีลาภ ไม่มีลาภ มียศ ไม่มียศ นินทา สรรเสริญ สุขและทุกข์ เป็นของไม่เที่ยง เธออย่าเศร้าโศก เธอ จะเศร้าโศกไปทำไม ดังนี้.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๗๔–๘๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกาทสกนิบาตชาดก ๕๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๗ ทสรถชาตกํ ฯ
เอถ ลกฺขณสีตา จาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ มตปิตรํ กุฏุมฺพิกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส หิ ปิตริ กาลกเต โสกาภิภูโต สพฺพกิจฺจานิ ปหาย โสกานุวตฺตโกว อโหสิ ฯ สตฺถา ปจฺจูสสมเย โลกํ โวโลเกนฺโต ตสฺส โสตาปตฺติผลุปนิสฺสยํ ทิสฺวา ปุนทิวเส สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา กตภตฺตกิจฺโจ ภิกฺขู อุยฺโยเชตฺวา เอกํ ปจฺฉาสมณํ คเหตฺวา ตสฺส เคหํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา นิสินฺนํ มธุรวจเนน อาลปนฺโต กึ โสจสิ อุปาสกาติ วตฺวา อาม ภนฺเต ปิตุโสโก มํ พาธตีติ วุตฺเต อุปาสก โปราณกปณฺฑิตา อฏฺฐวิเธ โลกธมฺเม ตตฺตโต ชานนฺตา ปิตริ กาลกเต อปฺปมตฺตกํปิ โสกํ น วินฺทึสูติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ ทสรถมหาราชานาม อคติคมนํ ปหาย ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตสฺส โสฬสนฺนํ อิตฺถีสหสฺสานํ เชฏฺฐกา อคฺคมเหสิ เทฺว ปุตฺเต เอกญฺจ ธีตรํ วิชายิ เชฏฺฐปุตฺโต รามปณฺฑิโตนาม อโหสิ ทุติโย ลกฺขณกุมาโรนาม ธีตา สิตาเทวีนาม ฯ อปรภาเค อคฺคมเหสิ กาลมกาสิ ฯ ราชา ตสฺสา กาลกตาย จิรตรํ โสกวสํ คนฺตฺวา อมจฺเจหิ สญฺญาปิโต ตสฺสา กตฺตพฺพปริหารํ กตฺวา อญฺญํ อคฺคมเหสิฏฺฐาเน ฐเปสิ ฯ สา รญฺโญ ปิยา มนาปา อโหสิ ฯ สาปิ อปรภาเค คพฺภํ คณฺหิตฺวา ลทฺธคพฺภปริหารา ปุตฺตํ วิชายิ ฯ ภรตกุมาโรติสฺส นามํ กรึสุ ฯ ราชา ปุตฺตสิเนเหน ภทฺเท เต วรํ ทมฺมิ คณฺหาหีติ อาห ฯ สา คหิตกํ กตฺวา ฐเปตฺวา กุมารสฺส สตฺตฏฺฐวสฺสิกกาเล ราชานมุปสงฺกมิตฺวา เทว ตุมฺเหหิ มยฺหํ ปุตฺตสฺส วโร ทินฺโน อิทานิสฺส นํ เทถาติ อาห ฯ คณฺห ภทฺเทติ ฯ เทว ปุตฺตสฺส เม รชฺชํ เทถาติ อาห ฯ ราชา อจฺฉรํ ปหริตฺวา นสฺส วสลิ มยฺหํ เทฺว ปุตฺตา อคฺคิกฺขนฺธา วิย ชลนฺติ เต มาราเปตฺวา ตว ปุตฺตสฺส รชฺชํ ยาจสีติ ตชฺเชสิ ฯ สา ภีตา สิริคพฺภํ ปวิสิตฺวา อญฺเญสุปิ ทิวเสสุ ราชานํ ปุนปฺปุนํ รชฺชเมว ยาจิ ฯ ราชา ตสฺสา วรํ อทตฺวาว จินฺเตสิ มาตุคาโมนาม อกตญฺญู มิตฺตทุพฺภี อหํ เม กุฏปณฺณํ วา กุฏลญฺจํ วา กตฺวา ปุตฺเต ฆาเตยฺยาติ ฯ โส ปุตฺเต ปกฺโกสาเปตฺวา ตมตฺถํ อาโรเจตฺวา ตาต ตุมฺหากํ อิธ วสนฺตานํ อนฺตราโยปิ ภเวยฺย ตุมฺเห สามนฺตรชฺชํ วา อรญฺญํ วา คนฺตฺวา มม มตกาเล อาคนฺตฺวา กุลรชฺชกํ คณฺหถาติ วตฺวา ปุน เนมิตฺตเก ปกฺโกสาเปตฺวา อตฺตโน อายุปริจฺเฉทํ ปุจฺฉิตฺวา อญฺญานิ ทฺวาทส วสฺสานิ ปวตฺติสฺสตีติ สุตฺวา ตาต อิโต ทฺวาทสวสฺสจฺจเยน อาคนฺตฺวา ฉตฺตํ อุสฺสาเปยฺยาถาติ อาห ฯ เต สาธูติ วตฺวา ปิตรํ วนฺทิตฺวา โรทนฺตา ปาสาทา โอตรึสุ ฯ สิตาเทวี อหํปิ ภาติเกหิ สทฺธึ คมิสฺสามีติ ปิตรํ วนฺทิตฺวา โรทนฺตา นิกฺขมิ ฯ เต ตโยปิ มหาชเนน ปริวุตา นครา นิกฺขมิตฺวา มหาชนํ นิวตฺเตตฺวา อนุปุพฺเพน หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา สมฺปนฺโนทกมูลผลาผเล ปเทเส อสฺสมํ มาเปตฺวา ผลาผเลน ยาเปนฺตา วสึสุ ฯ ลกฺขณปณฺฑิโต ปน สิตา จ รามปณฺฑิตํ ยาจิตฺวา ตุมฺเห อมฺหากํ ปิตุฏฺฐาเน ฐิตา ตสฺมา อสฺสมปเทเยว โหถ มยํ ผลาผลํ อาหริตฺวา ตุมฺเห โปเสสฺสามาติ ปฏิญฺญํ คณฺหึสุ ฯ ตโต ปฏฺฐาย รามปณฺฑิโต ตตฺเถว อโหสิ ฯ อิตเร ผลาผลํ อาหริตฺวา ตํ ปฏิชคฺคึสุ ฯ เอวํ เตสํ ผลาผเลน ยาเปตฺวา วสนฺตานํ ทสรถมหาราชา ปุตฺตโสเกน นวเม สํวจฺฉเร กาลมกาสิ ฯ ตสฺส สรีรกิจฺจํ กาเรตฺวา เทวี อตฺตโน ปุตฺตสฺส ภรตกุมารสฺส ฉตฺตํ อุสฺสาเปถาติ อาห ฯ อมจฺจา ปน ฉตฺตสามิกา อรญฺเญ วสนฺตีติ น อทํสุ ฯ ภรตกุมาโร มม ภาตรํ รามปณฺฑิตํ อรญฺญโต อาเนตฺวา ฉตฺตํ อุสฺสาเปสฺสามีติ ปญฺจราชกกุธภณฺฑานิ คเหตฺวา จตุรงฺคินิยา เสนาย ตสฺส วสนฏฺฐานํ ปตฺวา อวิทูเร ขนฺธาวารํ นิวาสาเปตฺวา กติปเยหิ อมจฺเจหิ สทฺธึ ลกฺขณปณฺฑิตสฺส สิตาย จ อรญฺญํ คตกาเล อสฺสมปทํ ปวิสิตฺวา อสฺสมปททฺวาเร ฐปิตกาญฺจนรูปกํ วิย รามปณฺฑิตํ นิราสงฺกํ สุขนิสินฺนํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ ฐิโต รญฺโญ ปวุตฺตึ อาโรเจตฺวา สทฺธึ อมจฺเจหิ ปาเทสุ นิปติตฺวา โรทิ ฯ รามปณฺฑิโต เนว โสจิ น โรทิ ฯ อินฺทฺริยวิการมตฺตํปิสฺส นาโหสิ ฯ ภรตสฺส ปน โรทิตฺวา นิสินฺนกาเล สายณฺหสมเย อิตเร เทฺว ผลาผลํ อาทาย อาคมึสุ ฯ รามปณฺฑิโต จินฺเตสิ อิเม ทหรา มยฺหํ วิย น ปริคฺคหณปญฺญา เอเตสํ อตฺถิ สหสา ปิตา เต มโตติ วุตฺโต โสกํ สณฺฐาเรตุํ อสกฺโกนฺตานํ หทยํปิ เนสํ ผเลยฺย อุปาเยน เต อุทกํ โอตาเรตฺวา เอตํ ปวุตฺตึ สาเวสฺสามีติ ฯ อถ เนสํ ปุรโต เอกํ อุทกฏฺฐานํ ทสฺเสตฺวา ตุมฺเห อติจิเรน อาคตา อิทํ โว ทณฺฑกมฺมํ โหตุ อุทกํ โอตริตฺวา ติฏฺฐถาติ อุปฑฺฒคาถมาห
เอถ ลกฺขณสีตา จ อุโภ โอตรโถทกนฺติ ฯ
ตสฺสตฺโถ เอถ ลกฺขณสิตา จ อาคจฺฉนฺตุ อุโภ โอตรถ อุทกนฺติ ฯ
เต เอกวจเนเนว โอตริตฺวา อฏฺฐํสุ ฯ อถ เนสํ ปิตุ ปวุตฺตึ อาโรเจนฺโต เสสํ อุปฑฺฒคาถมาห
เอวายํ ภรโต อาห ราชา ทสรโถ มโตติ ฯ
เต ปิตุ มตสาสนํ สุตฺวาว วิสญฺญี อเหสุํ ฯ ปุนปิ เนสํ กเถสิ ฯ ปุน วิสญฺญี อเหสุํ ฯ เอวํ ยาวตติยํ วิสญฺญิตํ ปตฺเต เต อมจฺจา อุกฺขิปิตฺวา อุทกา นีหริตฺวา ถเล นิสีทาเปสุํ ฯ (ลทฺธสฺสาเสสุ เตสุ) สพฺเพ อญฺญมญฺญํ โรทิตฺวา ปริเทวิตฺวา นิสีทึสุ ฯ ตทา ภรตกุมาโร จินฺเตสิ มยฺหํ ภาตา ลกฺขณกุมาโร ภคินี จ สิตาเทวี ทสรถสฺส มตสาสนํ สุตฺวา โสกํ สณฺฐาเรตุํ น สกฺโกนฺติ รามปณฺฑิโต ปน น โสจติ น ปริเทวติ กินฺนุโข ตสฺส อโสจนการณํ ปุจฺฉิสฺสามิ นนฺติ ฯ โส ตํ ปุจฺฉนฺโต ทุติยํ คาถมาห
เกน ราม ปภาเวน โสจิตพฺพํ น โสจสิ
ปิตรํ กาลกตํ สุตฺวา น ตํ ปสหเต ทุกฺขนฺติ ฯ
ตตฺถ ปภาเวนาติ อานุภาเวน ฯ น ตํ ปสหเต ทุกฺขนฺติ เอวรูปํ ทุกฺขํ เกน การเณน ตํ น ปีเฬติ กึ เต อโสจนการณํ กเถหิ ตาว โนติ ฯ
อถสฺส รามปณฺฑิโต อตฺตโน อโสจนการณํ กเถนฺโต อาห
ยํ น สกฺกา นํ ปาเลตุํ โปเสน ลปตํ พหุํ
ส กิสฺส วิญฺญู เมธาวี อตฺตานมุปตาปเย ฯ
ทหรา จ หิ เย วุฑฺฒา เย พาลา เย จ ปณฺฑิตา
อทฺธา เจว ทลิทฺทา จ สพฺเพ มจฺจุปรายนา ฯ
ผลานมิว ปกฺกานํ นิจฺจํ ปตนโต ภยํ
เอวํ ชาตาน มจฺจานํ นิจฺจํ มรณโต ภยํ ฯ
สายเมเก น ทิสฺสนฺติ ปาโต ทิฏฺฐา พหู ชนา
ปาโต เอเก น ทิสฺสนฺติ สายํ ทิฏฺฐา พหู ชนา ฯ
ปริเทวยมาโน เจ กิญฺจิทตฺถํ อุทพฺพเห
สมฺมุฬฺโห หึสมตฺตานํ กยิรา เจ นํ วิจกฺขโณ ฯ
กีโส วิวณฺโณ ภวติ หึสมตฺตานมตฺตโน
น เตน เปตา ปาเลนฺติ นิรตฺถา ปริเทวนา ฯ
ยถา สรณมาทิตฺตํ วารินา ปรินิพฺพเย
เอวมฺปิ ธีโร สุตวา เมธาวี ปณฺฑิโต นโร
ขิปฺปมุปฺปติตํ โสกํ วาโต ตูลํว ธํสเย ฯ
เอโกว มจฺโจ อจฺเจติ เอโกว ชายเต กุเล
สํโยคปรมาเตฺวว สมฺโภคา สพฺพปาณินํ ฯ
ตสฺมาหิ ธีรสฺส พหุสฺสุตสฺส
สมฺปสฺสโต โลกมิมํ ปรญฺจ
อญฺญาย ธมฺมํ หทยํ มนญฺจ
โสกา มหนฺตาปิ น ตาปยนฺติ ฯ
โสหํ ยสญฺจ โภคญฺจ ภริยาปิ จ ญาตเก
เสสํ สมฺปาลยิสฺสามิ กิจฺจเมตํ วิชานโตติ ฯ
อิมาหิ ฉหิ คาถาหิ อนิจฺจตํ ปกาเสสิ ฯ
ตตฺถ ปาเลตุนฺติ รกฺขิตุํ ฯ ลปตนฺติ ลปนฺตานํ อิทํ วุตฺตํ โหติ ตาต ภรต ยํ สตฺตานํ ชีวิตํ ตํ พหุํปิ วิลปนฺตานํ ปุริสานํ เอเกนาปิ มา อุปจฺฉิชฺชีติ น สกฺกา รกฺขิตุํ ฯ โสทานิ มาทิโส อฏฺฐ โลกธมฺเม ตตฺตโต ชานนฺโต วิญฺญู เมธาวี ปณฺฑิโต มรณปริโยสานชีวิเตสุ สตฺเตสุ มเตสุ กิสฺส อตฺตานมุปตาปเย กึการณา อนุปกาเรน สกทุกฺเขน อตฺตานํ สนฺตาเปยฺยาติ ฯ ทหรา จาติ คาถา มจฺจุนาเมสา ตาต ภรต เนว สุวณฺณรูปกสทิสานํ ทหรานํ ขตฺติยกุมาราทีนํ น คุณวุฑฺฒิปฺปตฺตานํ มหาโยธานํ น พาลานํ ปุถุสตฺตานํ น พุทฺธาทีนํ ปณฺฑิตานํ น จกฺกวตฺติอาทีนํ อิสฺสรานํ น นิรวเสสานํ ทลิทฺทานํ ลชฺชติ สพฺเพปิเม สตฺตา มจฺจุปรายนา มรณมุเข สมฺภคฺควิภคฺคาว ภวนฺติเยวาติ ทสฺสนตฺถํ วุตฺตา ฯ ปตนโตติ ปปตนฺโต อิทํ วุตฺตํ โหติ ยถา หิ ตาต ภรต ปกฺกานํ ผลานํ ปกฺกกาลโต ปฏฺฐาย อิทานิ วณฺฑา ภิชฺชิตฺวา ปติสฺสนฺติ อิทานิ ปติสฺสนฺตีติ ปตนโต เตสํ นิจฺจํ ธุวํ เอกํสิกเมว ภยนฺติ เอวํ อาสงฺกิยโต เอวํ ชาตานํ มจฺจานํปิ เอกํสิกเมว มรณโต ภยนฺติ นตฺถิ โส ขโณ วา ลโย วา ยตฺถ เอเตสํ มรณํ น อาสงฺกิตพฺพํ ภเวยฺยาติ ฯ สายนฺติ วิกาเล อิมินา รตฺติภาเค จ ทิฏฺฐานํ ทิวสภาเค จ ทิฏฺฐานํ รตฺติภาเค อทสฺสนํ ทีเปติ ฯ กิญฺจิทตฺถนฺติ ปิตา เม ปุตฺโต เมติ อาทีหิ ปริเทวมาโน เจ โปโส สมฺมุฬฺโห อตฺตานํ หึสนฺโต กิลมนฺโต อปฺปมตกมฺปิ อตฺถํ อาหเรยฺย ฯ กยิราเจนํ วิจกฺขโณติ อถ ปณฺฑิโต ปุริโส เอวํ ปริเทวํ กเรยฺย ฯ ยสฺมา ปน ปริเทวนฺโต มตํ วา อาเนตุํ อญฺญํ วา ตสฺส วุฑฺฒิกาตุํ น สกฺโกติ ตสฺมา นิรตฺถกตา ปริเทวิตสฺส ปณฺฑิตา น ปริเทวนฺตีติ ฯ อตฺตานมตฺตโนติ อตฺตโน อตฺตภาวํ โสกปริเทวทุกฺเขน หึสนฺโต ฯ น เตนาติ เตน ปริเทเวน ปรโลกคตา สตฺตา น ปาเลนฺติ น ยาเปนฺติ ฯ นิรตฺถาติ ตสฺมา เตสํ มตสตฺตานํ อยํ ปริเทวนา นิรตฺถกา ฯ สรณนฺติ นิวาสนเคหํ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยถา ปณฺฑิโต ปุริโส อตฺตโน วสนาคาเร อาทิตฺเต มุหุตฺตํปิ โวสานํ อนาปชฺชิตฺวา ฆฏสหสฺเสน วารินา นิพฺพาปยเตว เอวํ ธีโร อุปฺปติตํ โสกํ ขิปฺปเมว นิพฺพาปเย ตูลํ วิย วาโต ยถา สณฺฐาเรตุํ น สกฺโกติ เอวํ ธํสเย วิทฺธํเสยฺยาติ อตฺโถ ฯ เอโกว มจฺโจติ เอตฺถ ตาต ภรต อิเม สตฺตา กมฺมสฺสกานาม เตหิ อิโต ปรโลกํ คจฺฉนฺโต สตฺโต เอโกว อจฺเจติ อติกฺกมติ ขตฺติยาทิเก กุเล ชายมาโนปิ เอโกว คนฺตฺวา ชายติ ฯ ตตฺถ ตตฺถ ปน ญาติมิตฺตสํโยควเสน อยํ เม ปิตา อยํ เม มาตา อยํ เม มิตฺโตติ สํโยคปรมาเตฺวว สมฺโภคา สพฺพปาณินํ ปรมตฺเถน ปน ตีสุ ภเวสุ กมฺมสฺสกาเวเต สตฺตาติ อตฺโถ ฯ ตสฺมาติ ยสฺมา เอเตสํ สตฺตานํ ญาติมิตฺตสํโยคํ ญาติมิตฺตปริโภคมตฺตํ ฐเปตฺวา อิโต ปรํ อญฺญํ นตฺถิ ตสฺมา สมฺปสฺสโตติ อิมญฺจ ปรญฺจ โลกํ นานาวินาภาวเมว สมฺมา ปสฺสโต ฯ อญฺญาย ธมฺมนฺติ อฏฺฐวิธํ โลกธมฺมํ ชานิตฺวา ฯ หทยํ มนญฺจาติ อิทํ อุภยํปิ จิตฺตสฺเสว นามํ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ
ลาโภ อลาโภ ยโส อยโส จ
นินฺทา ปสํสา จ สุขํ จ ทุกฺขํ
เอเต อนิจฺจา มนุเชสุ ธมฺมา
มา โสจิ กึ โสจสิ โปฏฺฐปาทาติ ฯ
อิเมสํ อฏฺฐนฺนํ โลกธมฺมานํ เยนเกนจิ จิตฺเตน ปญฺญายนฺติ ตสฺส จ อนิจฺจตํ ญตฺวา ฐิตสฺส ธีรสฺส ปิยปุตฺตมรณาทิวตฺถุกา มหนฺตาปิ โสกา หทยํ น ตาปยนฺตีติ ฯ เอกํ วา อฏฺฐวิธํ โลกธมฺมํ ญตฺวา ธีรสฺส หทยวตฺถุญฺจ มนญฺจ มหนฺตาปิ โสกา น ตาปยนฺตีติ เอวเมตฺถ อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ ฯ โสหํ ยสญฺจ โภคญฺจาติ คาถาย ตาต ภรต อนฺธพาลสตฺตานํ วิย มม โรทนปริเทวนํนาม อนนุจฺฉวิกํ อหํ ปน ปิตุ อจฺจเยน ตสฺส ฐาเนว ฐตฺวา กปณาทีนํ ทานารหานํ ทานํ ฐานนฺตรารหานํ ฐานนฺตรํ ยสารหานํ ยสํ ทสฺสามิ ปิตรา เม ปริภุตฺตนเยน อิสฺสริยํ ภุญฺชิสฺสามิ ญาตเก โปเสสฺสามิ อวเสสญฺจ อนฺโต ปริชนาธิกํ ชนํ ปาเลสฺสามิ ธมฺมิกสมณพฺราหฺมณานํ ธมฺมิการกฺขาวรณคุตฺตึ กริสฺสามีติ เอตญฺหิ วิชานโต ปณฺฑิตปุริสสฺส อนุรูปํ กิจฺจนฺติ อตฺโถ ฯ
ปริสา อิมํ รามปณฺฑิตสฺส อนิจฺจตาปกาสนํ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา นิสฺโสกา อเหสุํ ฯ ตโต ภรตกุมาโร รามปณฺฑิตํ วนฺทิตฺวา พาราณสิรชฺชํ ปฏิจฺฉถาติ อาห ฯ ตาต ลกฺขณญฺจ สิตเทวิญฺจ คเหตฺวา รชฺชํ อนุสาสถาติ ฯ ตุมฺเห ปน เทวาติ ฯ ตาต มม ปิตา ทฺวาทสวสฺสจฺจเยน อาคนฺตฺวา รชฺชํ กเรยฺยาสีติ มํ อโวจ อหํ อิทาเนว คจฺฉนฺโต ตสฺส วจนกโรนาม นาโหมิ อญฺญานิ ปน ตีณิ วสฺสานิ อติกฺกมิตฺวา อาคมิสฺสามีติ ฯ เอตฺตกํ กาลํ โก รชฺชํ กาเรสฺสตีติ ฯ ตุมฺเห กาเรถาติ ฯ น มยํ กาเรสฺสามาติ ฯ เตนหิ ยาว มมาคมนา อิมานิ ปาทุกา กาเรสฺสนฺตีติ อตฺตโน ติณปาทุกา โอมุญฺจิตฺวา อทาสิ ฯ ตโยปิ ชนา ปาทุกา คเหตฺวา รามปณฺฑิตํ วนฺทิตฺวา มหาชนปริวุตา พาราณสึ อคมํสุ ฯ ตีณิ สํวจฺฉรานิ ปาทุกา รชฺชํ กาเรสุํ ฯ อมจฺจา ติณปาทุกา ราชปลฺลงฺเก ฐเปตฺวา อฏฺฏํ วินิจฺฉนนฺติ ฯ สเจ ทุวินิจฺฉิโต โหติ ปาทุกา อญฺญมญฺญํ ปฏิหญฺญนฺติ ตาย สญฺญาย ปุน วินิจฺฉนนฺติ สมฺมาวินิจฺฉิตกาเล ปาทุกา นิสฺสทฺทาว สนฺนิสีทนฺติ ฯ รามปณฺฑิโต ติณฺณํ สํวจฺฉรานํ อจฺจเยน อรญฺญา นิกฺขมิตฺวา พาราณสินครํ ปตฺวา อุยฺยานํ ปาวิสิ ฯ ตสฺสาคตภาวํ ญตฺวา กุมารา อมจฺจปริวุตา อุยฺยานํ คนฺตฺวา สิตํ อคฺคมเหสึ กตฺวา อุภินฺนํปิ อภิเสกํ อกํสุ ฯ เอวํ อภิเสกํ ปตฺโต มหาสตฺโต อลงฺกตรเถ ฐตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน นครํ ปวิสิตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา สุนนฺทนปาสาทวรสฺส มหาตลํ อภิรุยฺหิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย โสฬสวสฺสสหสฺสานิ ธมฺเมน รชฺชํ กาเรตฺวา อายุหปริโยสาเน สคฺคปุรํ ปูเรสิ ฯ
ทสวสฺสสหสฺสานิ สฏฺฐิวสฺสสตานิ จ
กมฺพุคิโว มหาพาหุ ราโม รชฺชมการยีติ ฯ
อยํ อภิสมฺพุทฺธคาถา ตมตฺถํ ปกาเสติ ฯ
ตตฺถ กมฺพุคิโวติ สุวณฺณลิงฺคสทิสคิโว ฯ สุวณฺณํ หิ กมฺพุนฺติ วุจฺจติ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน กุฏุมฺพิโก โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา ทสรถมหาราชา สุทฺโธทนมหาราชา อโหสิ ฯ มาตา มหามายา ฯ สิตา ราหุลมาตา ฯ ภรโต อานนฺโท ฯ ลกฺขโณ สารีปุตฺโต ฯ ปริสา พุทฺธปริสา ฯ รามปณฺฑิโต ปน อหเมวาติ ฯ
ทสรถชาตกํ สตฺตมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗