ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สุปปารกชาดก
ชาดกที่ ๔๖๓ · เอกาทสกนิบาตชาดก

สุปปารกชาดก

ว่าด้วยทะเล ๖ ประการ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๕๘๘ · บรรทัด ๖๓๔๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสุปปารกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภพระปัญญาบารมี ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อุมฺมุชฺชนฺติ นิมุชฺชนฺติ ดังนี้.

เรื่องพิสดารมีว่า วันหนึ่งเพลาเย็น พวกภิกษุพากันรอพระตถาคตเสด็จออกแสดงธรรม นั่งในธรรมสภา ต่างพรรณนาพระมหาปัญญาบารมีของพระทศพลว่า ผู้มีอายุทั้งหลายอัศจรรย์ยิ่งนัก พระศาสดาทรงมีพระปรีชามาก มีพระปรีชาหนักหนา มีพระปรีชาแจ่มใส มีพระปรีชาว่องไว มีพระปรีชาคมคาย มีพระปรีชาหลักแหลม ทรงประกอบด้วยพระปรีชาอันเป็นอุบายในกรณียะนั้น ๆ หนักหนาเสมอด้วยแผ่นดิน ลึกซึ้งประหนึ่งมหาสมุทรกว้างขวางไม่สิ้นสุดดุจดังอากาศ ปัญหาที่ตั้งขึ้นกันในชมพูทวีป ที่จะได้นามว่าผ่านพ้นพระทศพลไปได้ไม่มีเลยทีเดียว เหมือนคลื่นที่ตั้งขึ้นในมหาสมุทรพอถึงฝั่งเท่านั้นก็แตกกระจายไป ฉันใด ปัญหาอันใดอันหนึ่งที่ตั้งขึ้น ก็มิได้ผ่านพ้นพระทศพลไปได้ ถึงบาทมูลพระศาสดาแล้ว ย่อมแตกฉานไปทีเดียวฉันนั้น พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ตถาคตมีปัญญา แม้ในครั้งก่อน ตถาคตก็เป็นผู้มีปัญญาด้วยญาณอันไม่แก่กล้า ถึงจะเป็นคนตาบอดก็ยังรู้ได้ว่า ในสมุทรตอนนี้มีรัตนะนามนี้ด้วยการกำหนดน้ำในมหาสมุทร ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้

ในอดีตกาลพระเจ้ากุรุราช เสวยราชสมบัติ ณ แคว้นกุรุ ได้มีบ้านอันเป็นท่าเรือนามว่า ภรุกัจฉะ เสวยราชสมบัติ ณ แคว้นกุรุ ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นบุตรของหัวหน้าต้นหนในบ้านกุรุกัจฉะ เป็นคนน่าเลื่อมใส ผิวพรรณเพียงดังทอง หมู่ญาติได้ขนานนามให้ท่านว่า สุปารกกุมาร ทำจำเริญด้วยบริวารมาก ในกาลที่มีอายุ ๑๖ นั่นแล สำเร็จศิลปะของต้นหนแล้ว ต่อมาพอบิดาล่วงลับไป ก็ได้เป็นหัวหน้าต้นหน ทำหน้าที่ต้นหนได้เป็นบัณฑิตสมบูรณ์ด้วยญาณ บรรดาเรือที่ท่านขึ้นไปแล้ว เป็นไม่มีเรื่องที่เรียกว่าอับปางเลย ต่อมานัยน์ตาทั้งคู่ของท่านกระทบน้ำเค็มนัก เลยเสียไปตั้งแต่บัดนั้น ถึงท่านจะเป็นหัวหน้าต้นหนอยู่ ก็ทำหน้าที่ต้นหนไม่ได้ คิดว่าเราพึ่งพระราชาเลี้ยงชีวิตเถอะ แล้วเข้าไปเฝ้าพระราชา ครั้งนั้นพระราชาทรงแต่งตั้งท่านไว้ในหน้าที่พนักงานตีราคา ตั้งแต่บัดนั้น ท่านก็คอยประเมินราคาช้างแก้ว ม้าแก้ว และก้อนแก้วมุกดาแก้วมณีเป็นต้น.

ครั้งนั้น วันหนึ่ง คนทั้งหลายนำช้างตัวหนึ่ง มีสีดำเหมือนสีหน่อหินทูลถวายแด่พระราชา ด้วยคิดว่าจักเป็นมงคลหัตถี พระราชาทอดพระเนตรช้างนั้นแล้ว ตรัสว่า เจ้าทั้งหลายจงให้ท่านบัณฑิตมาดู ครั้นพวกนั้นนำช้างนั้นไปสู่สำนักของท่านแล้ว ท่านใช้มือลูบสรีระของมันทั่ว ๆ ไป กล่าวว่าช้างตัวนี้ไม่สมควรจะเป็นมงคลหัตถี มันค่อมอยู่หน่อยที่เท้าหลังทั้งสองข้างเพราะแม่ช้างตกลูกช้างตัวนี้ ไม่อาจรับไว้ทันด้วยบั้นขาได้ เหตุนั้นมันเลยตกลงถึงแผ่นดิน ขาหลังทั้งคู่จึงค่อมไปเสีย คนเหล่านั้นพากันถามพวกที่นำช้างนั้นมา พวกนั้นกล่าวว่าท่านบัณฑิตพูดจริง พระราชาทรงสดับเหตุนั้นทรงร่าเริงดีพระทัย โปรดให้พระราชทานทรัพย์แก่ท่าน ๘ กระษาปณ์.

อยู่มาอีกวันหนึ่ง มีคนนำม้าตัวหนึ่งมาทูลถวายแด่พระราชาว่า จักเป็นม้ามงคลได้ พระราชาทรงส่งม้านั้นไปสู่สำนักของท่าน ท่านใช้มือลูบคลำมันเหมือนกัน แล้วบอกว่าม้าตัวนี้ไม่สมควร จะเป็นม้ามิ่งมงคลได้ เพราะในวันที่มันเกิดนั้นแล แม่มันตายเสียแล้ว เพราะเหตุนั้น มันไม่ได้นมแม่จึงไม่เจริญเท่าที่ควร พวกมนุษย์ที่จูงม้ามา พากันกล่าวว่า ถ้อยคำของท่านทั้งนั้นเป็นความจริง พระราชาทรงสดับแม้เรื่องนั้นก็ทรงดีพระทัย โปรดพระราชทาน ๘ กระษาปณ์เหมือนกัน.

ครั้นวันหนึ่ง มีคนนำรถมาถวายแด่พระราชาว่า จักเป็นรถมงคลพระราชาทรงส่งรถแม้นั้นไปสู่สำนักของท่าน ท่านคงใช้มือลูบคลำรถคันนั้นทั่วแล้ว กล่าวว่า รถคันนี้สร้างด้วยต้นไม้เป็นโพรง เหตุนั้นไม่ควรแด่พระราชา ถ้อยคำของท่านแม้นั้นก็ได้เป็นความจริง พระราชาทรงสดับเรื่องแม้นั้น ก็ทรงยินดีโปรดพระราชทาน ๘ กระษาปณ์.

ครั้งนั้นมีคนนำผ้ากัมพลราคามากมาถวายพระราชาพระองค์นั้น พระองค์ทรงส่งผ้านั้นไปให้แก่ท่านเหมือนกัน ท่านใช้มือลูบผ้านั้นไปทั่วผืนกล่าวว่า ผ้าผืนนี้มีรอยหนูกัดอยู่แห่งหนึ่ง คนเหล่านั้นซักฟอกดูเห็นรอยนั้นพากันกราบทูลแด่พระราชา พระราชาทรงสดับเรื่องนั้นคงพระราชทาน ๘กระษาปณ์เท่านั้น ท่านดำริว่า พระราชาองค์นี้ เห็นข้ออัศจรรย์ถึงเพียงนี้คงประทาน ๘ กระษาปณ์ รางวัลเท่านี้ เป็นรางวัลสำหรับช่างกัลบกพระองค์คงมีเผ่าช่างกัลบกเป็นแน่ เราจะมัวมาบำรุงพระราชาเช่นนี้ทำไมกันไปสู่ที่อยู่ของตนตามเดิมดีกว่า ท่านเลยกลับท่าเรือภรุกัจฉะดังเดิม เมื่อท่านพำนักอยู่ในบ้านนั้น พวกพ่อค้าจัดแจงเรือ ปรึกษากันว่า จักกระทำใครให้เป็นต้นหน เห็นพ้องกันว่า เรือที่ท่านสุปารกบัณฑิตขึ้นไปแล้วไม่อัปปางเลย ท่านผู้นี้เป็นบัณฑิตฉลาดในอุบายถึงจะเป็นคนตาบอด ท่านสุปารกบัณฑิตก็ยังเป็นผู้สูงสุด พากันเข้าไปหาท่านบอกว่า ขอเชิญท่านเป็นต้นหนของพวกข้าพเจ้า เมื่อท่านกล่าวว่า พ่อคุณทั้งหลาย ฉันเป็นคนตาบอด จักกระทำหน้าที่ต้นหนได้อย่างไร พากันอ้อนวอนบ่อย ๆ ว่านายขอรับ ทั้งที่ท่านตาบอดนั้นแหละ ก็ยังสูงสุดกว่าพวกข้าพเจ้า ท่านรับคำว่า ตกลงพ่อคุณทั้งหลาย ฉันจักเป็นต้นหนได้ด้วยข้อกำหนดที่พวกเธอเคยบอก แล้วขึ้นเรือของพวกนั้น พวกนั้นพากันแล่นเรือไปสู่มหาสมุทรเรือปลอดภัยไปได้ ๗ วัน ลำดับนั้น ลมมิใช่กาลบังเกิดพัดผันขึ้นแล้ว เรือลอยไปเหนือสมุทรตลอด ๔ เดือนทีเดียว จึงถึงสมุทรตอนที่มีชื่อว่า ขรุมาลีในสมุทรตอนชื่อว่าขรุมาลีนั้น ฝูงปลามีสรีระคล้ายคน มีจมูกแหลม พากันดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำ พวกพ่อค้าเห็นฝูงปลานั้นแล้ว เมื่อจะถามชื่อสมุทรตอนนั้นกะพระมหาสัตว์ กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า

พวกมนุษย์จมูกแหลมดำผุดดำว่ายอยู่ พวก ข้าพเจ้าขอถามท่าน สุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร.

พระมหาสัตว์ถูกพวกนั้นพากันถามอย่างนี้แล้ว เทียบทานดูตามตำรับต้นหน จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า

เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ ออกจากท่าชื่อ ภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทางมาถึง ทะเลตอนนี้เขาเรียกกันว่า ขุรมาลี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปยาตานํ ความว่า เมื่อพวกเธอซึ่งเป็นพ่อค้าพากันออกเรือจากท่าภรุกัจฉะ. บทว่า ธเนสินํ ความว่า พวกเธอผู้เป็นพ่อค้าไปแสวงหาทรัพย์. บทว่า นาวาย วิปฺปนฏฺาย ความว่า พ่อคุณทั้งหลาย ครั้นเรือของพวกเธอลำนี้ถูกกรรมบังคับแล่นไปผิดประเทศ สมุทรตอนที่ผ่านพ้นสมุทรปกติซึ่งถึงเข้านี้ ท่านเรียกว่า ขุรมาลี บัณฑิตทั้งหลาย ท่านแสดงสมุทรตอนนี้ไว้อย่างนี้.

ก็แลในสมุทรตอนนั้นมีเพชรพร้อมมูล พระมหาสัตว์คิดว่า ถ้าเราบอกแก่พวกเหล่านั้นอย่างนี้ ตอนนี้เป็นสมุทรมีเพชร พวกนี้จักพากันเอาแต่เพชรให้มากด้วยความโลภ ถึงให้เรือจมเสียก็ได้ จะไม่ยอมบอกเลย ให้ชะลอเรือไว้ใช้อุบายให้จับเชือกทิ้งข่ายลงไป โดยทำนองที่จะจับปลา ขนก้อนเพชรขึ้นใส่ในเรือ ให้ทิ้งข้าวของที่มีค่าน้อยเสีย เรือผ่านสมุทรตอนนั้นไปถึงตอนที่อัคคิมาลีถัดไป สมุทรตอนนั้นเปล่งแสงแจ่มจ้า ปรากฏเหมือนกองเพลิงที่ลุกโพลง และเหมือนพระอาทิตย์เมื่อยามเที่ยง พวกพ่อค้าพากันถามท่านด้วยคาถาว่า

ทะเลนี้ ปรากฏเหมือนกองไฟและพระอาทิตย์ ข้าพเจ้าถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร. ฝ่ายพระมหาสัตว์ก็บอกเรื่องนั้นแก่พวกนั้น ด้วยคาถาต่อไปว่า เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์

ออกจากท่าชื่อ ภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทางมาถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกว่า อัคคิมาลี.

ก็แลในท้องทะเลตอนนั้น มีทองมากมาย. ฝ่ายพระมหาสัตว์ ก็ให้พวกนั้นถือเอาทองแม้จากท้องทะเลนั้นบรรทุกเรือ โดยนัยก่อนเหมือนกันฝ่ายเรือแล่นพ้นท้องทะเลตอนนั้นไป ถึงท้องทะเลตอนที่เปล่งสีเหมือนนมสดและนมส้ม อันมีชื่อ ทธิมาลี. พวกพ่อค้าพากันถามชื่อของท้องทะเลตอนนั้นด้วยคาถานี้ว่า

ทะเลนี้ ปรากฏเหมือนนมส้มและนมสด พวก ข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร. พระมหาสัตว์บอกแก่พวกเหล่านั้น ด้วยคาถาต่อไปว่า เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ ออกจากท่าชื่อว่า ภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทาง มาถึงทะเลตอนนี้ เขาเรียกกันว่า ทธิมาลี.

ก็แลในท้องทะเลตอนนั้น มีเงินมากมาย ครั้งนั้นท่านก็ให้พวกนั้นขนเงินบรรทุกเรือโดยอุบาย เรือแล่นผ่านท้องทะเลตอนนั้น บรรลุท้องทะเลสีเขียว ส่องแสงเหมือนหญ้าคาสีเขียว และเหมือนข้าวกล้าที่กำลังงอกงามอันมีชื่อว่า กุสมาลี. พวกพ่อค้าพากันถามชื่อท้องทะเลตอนนั้นด้วยคาถาว่า

ทะเลนี้ปรากฏเหมือนหญ้าคาและข้าวกล้า พวก ข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร. ท่านบอกด้วยคาถาต่อไปว่า เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ ออกจากท่าชื่อว่า ภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทาง มาถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกกันว่า กุสมาลี.

ก็ในทะเลตอนนั้น มีแก้วนิลมณีมากมาย แม้ท่านก็คงให้พวกนั้นขนเอาแก้วนั้นใส่เรือด้วยอุบาย เรือคงแล่นผ่านท้องทะเลตอนนั้นไปถึงท้องทะเลอันปรากฏเหมือนป่าอ้อและป่าไผ่ อันมีชื่อว่า นฬมาลี. พวกพ่อค้าพากันถามชื่อของท้องทะเลตอนนั้นด้วยคาถาว่า

ทะเลนี้ปรากฏเหมือนไม้อ้อและไม้ไผ่ พวก ข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร. พระมหาสัตว์บอกท้องทะเลตอนนั้น ด้วยคาถาต่อไปว่า เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ ออกจากท่าชื่อ ภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทางมา ถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกกันว่า นฬมาลี.

ก็ในทะเลตอนนั้น มีมรกตและไพฑูรย์มากมาย ท่านคงให้ขนใส่เรือด้วยอุบายดุจกัน.

อีกนัยหนึ่ง บทว่า นโฬ คือ ไม้อ้อแมลงป่อง ไม้อ้อปูก็เรียกไม้อ้อชนิดนั้นมีสีแดง. ส่วนที่ว่าไม้ไผ่นั้นเป็นชื่อของแก้วประพาฬนั่นเอง และท้องทะเลตอนนั้น มากมายด้วยแก้วประพาฬ จึงได้มีแสงแดงฉาย. เหตุนั้นพวกพ่อค้าจึงพากันถามว่า เหมือนไม้อ้อและไม้ไผ่.

พระมหาสัตว์ คงให้พวกนั้นขนแก้วประพาฬ จากท้องทะเลตอนนั้นพวกพ่อค้าครั้นผ่านพ้นท้องทะเลตอนนฬมาลีไปแล้ว พบท้องทะเลตอนที่ชื่อว่า พลวามุข น้ำในท้องทะเลตอนนั้น เดือดพล่านพุ่งขึ้นโดยเป็นพืดตลอดไปน้ำที่พุ่งขึ้นโดยเป็นพืดตลอดไปในท้องทะเลตอนนั้น ปรากฏเป็นเหมือนเหวใหญ่ใกล้หน้าผาขาดโดยส่วนทั่วไป เมื่อคลื่นพุ่งขึ้น ก็เป็นเหมือนเหวติดต่อกันไป เสียงน่าสะพรึงกลัวบังเกิดขึ้น ปานจะทำลายหูทั้งสองเสีย และปานจะผ่าหทัยเสีย. พวกพ่อค้าเห็นท้องทะเลตอนนั้นแล้ว พากันกลัวสะทกสะท้าน ถามชื่อของสมุทรตอนนั้นด้วยคาถาว่า

เสียงน่ากลัวมาก น่าสยดสยอง ฟังเหมือนเสียง อมนุษย์ และทะเลนี้ปรากฏเหมือนบึงและเหว พวก ข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร. พระมหาสัตว์บอกชื่อของท้องทะเลตอนนั้นด้วยคาถาว่า เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ ออกจากท่าชื่อว่า ภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทาง มาถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกกันว่า พลวามุขี.

พระโพธิสัตว์ ครั้นบอกชื่อของท้องทะเลตอนนั้นด้วยคาถาตามลำดับกล่าวว่า พ่อทั้งหลาย บรรดาเรือที่ถึงท้องทะเลพลวามุขนี้ อันสามารถกลับได้ไม่มีเลย ท้องทะเลตอนนี้ ยังเรือที่ตกเข้าไปแล้วให้จมถึงความแตกสลาย. ก็แลพวกมนุษย์ประมาณ ๗๐๐ คนพากันขึ้นเรือนั้นไป. พวกนั้นทั้งหมดพากันกลัวต่อมรณภัย ต่างเปล่งเสียงโอดครวญร่ำไห้ประดังเป็นเสียงเดียวกัน เหมือนฝูงสัตว์ที่กำลังหมกไหม้อยู่ในอเวจีนรกฉะนั้น. พระมหาสัตว์ดำริว่า เว้นเราเสียแล้ว คนอื่นที่จะชื่อว่า สามารถทำลายความปลอดภัยให้แก่พวกนี้ไม่มีเลยเราต้องตั้งสัตย์กระทำความปลอดภัยให้แก่พวกเขา เรียกพวกนั้นมากล่าวว่าพ่อทั้งหลาย พวกเธอจงให้เราอาบน้ำด้วยน้ำหอมให้นุ่งผ้าใหม่ เตรียมถาดน้ำวางไว้ที่แอกเรือโดยเร็วเถิด พ่อค้าเหล่านั้นพากันทำตามนั้น. พระมหาสัตว์ถือถาดเต็มด้วยน้ำด้วยมือทั้งสองข้าง ยืนที่แอกเรือ เมื่อกระทำสัจจกิริยาจึงกล่าวคาถาที่สุดว่า

ตั้งแต่ข้าพเจ้าระลึกถึงตนได้ ถึงความเป็นผู้รู้ เดียงสา ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกแกล้งเบียดเบียนสัตว์ แม้ สักตัวเดียวเลย ด้วยสัจจวาจานี้ ขอเรือจงกลับได้โดย สวัสดี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยโต ความว่า ข้าพเจ้าระลึกตนได้จำเดิมแต่กาลใด และข้าพเจ้าได้เป็นผู้บรรลุวิญญูภาพแล้วจำเดิมแต่กาลใด. บทว่า เอกปาณํปิ หึสิตุํ ความว่า ในระหว่างนี้ ข้าพเจ้าไม่เคยสำนึกเลยที่จะแกล้งเบียดเบียนแม้สัตว์คือมดดำมดแดง เพียงตัวเดียว. บทนี้เป็นเพียงการเทศนาเท่านั้น. ก็พระโพธิสัตว์ได้กระทำสัจจกิริยาด้วยอำนาจแห่งศีล ๕อย่างนี้ว่า สิ่งของผู้อื่นกำหนดแม้เพียงเส้นหญ้า ก็ไม่เคยหยิบฉวยเลย ภรรยาของผู้อื่นก็ไม่เคยมองดูด้วยอำนาจความโลภ คำพูดเท็จก็ไม่เคยพูด น้ำเมาก็ไม่เคยดื่มแม้แต่จะหยดด้วยอดหญ้า.

ก็แลครั้นกระทำสัจจกิริยาแล้ว ก็รดน้ำในถาดที่เต็มลงที่แอกเรือ. เรืออันแล่นไปผิดทิศทางตลอด ๔ เดือน ก็บ่ายหัวกลับ ได้ไปถึงท่าภรุกัจฉะเพียงวันเดียวเท่านั้น ด้วยอานุภาพแห่งสัจจะ ประหนึ่งท่านผู้มีฤทธิ์บันดาลครั้นถึงแล้วยังแล่นไปบนบกได้ประมาณ ๘ อุสภะ หยุดที่ประตูเรือนของนายเรือพอดี. พระมหาสัตว์แบ่งทองเงินแก้วมณีแก้วประพาฬและเพชร ให้แก่พวกพ่อค้าเหล่านั้น ให้โอวาทแก่พวกนั้นว่า รัตนะเพียงเท่านี้ ก็เป็นการพอแล้วสำหรับเธอทั้งหลาย พวกเธออย่าเข้าไปสู่ท้องทะเลกันอีกเลย ทำบุญต่าง ๆมีให้ทานเป็นต้น จนตลอดชีพ ได้ไปเพิ่มจำนวนเมืองสวรรค์แล้ว.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสย้ำว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในครั้งก่อน ตถาคตก็มีปัญญามากอย่างนี้เหมือนกัน ทรงประชุมชาดกว่า บริษัทของท่านสุปปารกะผู้บอดในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัทส่วนสุปปารกบัณฑิต ได้มาเป็นเราแล.

จบอรรถกถาสุปปารกชาดก จบอรรถกถาเอกาทสนิบาต

รวมชาดกที่มีในเอกาทสนิบาตนี้ คือ

๑. มาตุโปสกชาดก ๒. ชุณหชาดก ๓. ธรรมเทวปุตตชาดก๔. อุทยชาดก ๕. ปานียชาดก ๖. ยุธัญชัยชาดก ๗. ทสรถชาดก ๘. สังวรชาดก ๙. สุปปารกชาดก และอรรถกถา.

ทวาทสนิบาตชาดก

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๙๗–๑๐๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกาทสกนิบาตชาดก · ๕๔ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

9 Supārakajātakaṃ.

Ummujjanti nimujjantīti idaṃ satthā jetavane viharanto paññāpāramiṃ ārabbha kathesi.

Ekadivasaṃ hi sāyaṇhasamaye tathāgatassa dhammaṃ desetuṃ nikkhamanaṃ āgamayamānā bhikkhū dhammasabhāyaṃ nisīditvā āvuso aho vata satthā mahāpañño puthupañño hāsapañño javanapañño tikkhapañño nibbedhikapañño tatra tatra upāyāya paññāya samannāgato vipulāya paṭhavisamāya mahāsamuddo viya gambhīrāya ākāso viya vitthiṇṇāya ca sakalajambūdīpasmiṃ hi uṭṭhitapañho dasabalaṃ atikkamitvā gantuṃ samatthonāma natthi yathā mahāsamudde uṭṭhitā ummi velaṃ pattamattāva bhijjati evaṃ na koci pañho dasabalaṃ atikkami satthu pādamūlaṃ patto bhijjatievāti dasabalassa mahāpaññāpāramiṃ vaṇṇayantā nisīdiṃsu. Satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāyanāmāti vutte na bhikkhave tathāgato idāneva paññavā pubbepi aparipakkañāṇena paññavāyeva andhopi hutvā mahāsamudde udakasaññāya imasmiṃ samudde idaṃnāma ratananti aññāsīti vatvā atītaṃ āhari

atīte kururaṭṭhe kururājā nāma rajjaṃ kāresi. Bharukacchaṃnāma paṭṭanagāmo ahosi. Tadā bodhisatto bharukacche niyāmakajeṭṭhakassa putto hutvā nibbatti pāsādiko suvaṇṇavaṇṇo. Supārakakumārotissa nāmaṃ kariṃsu. So mahantena parivārena vaḍḍhanto soḷasavassakāleyeva niyāmakasippeyeva nipphattiṃ patvā aparabhāge pituaccayena niyāmakajeṭṭhako hutvā niyāmakakammaṃ akāsi. Paṇḍito ñāṇasampanno ahosi. Tena āruḷhanāvāya byāpattināma natthi. Tassa aparabhāge loṇajalapahatāni dvepi cakkhūni nassiṃsu. So tato paṭṭhāya niyāmakajeṭṭhako hutvāpi niyāmakakammaṃ akatvā rājānaṃ nissāya jīvissāmīti rājānaṃ upasaṅkami. Atha naṃ rājā agghāpaniyakamme ṭhapesi. So tato paṭṭhāya rañño hatthiratanaassaratanañca muttāsāramaṇisārādīni agghāpesi. Athekadivasaṃ rañño maṅgalahatthī bhavissatīti kāḷapāsāṇakūṭavaṇṇaṃ ekaṃ vāraṇaṃ ānesuṃ. Taṃ disvā rājā paṇḍitassa dassethāti āha. Atha naṃ tassa santikaṃ nayiṃsu. So hatthena tassa sarīraṃ parimajjitvā nāyaṃ maṅgalahatthī bhavituṃ anucchaviko pacchā pādehi vāmanakadhātuko esa etaṃhi mātā vijāyamānā aṅkena paṭicchituṃ nāsakkhi tasmā bhūmiyaṃ patitvā pacchimapādehi vāmanakadhātuko jātoti āha. Te hatthiṃ gahetvā āgate manusse pucchiṃsu. Te saccaṃ paṇḍito kathetīti vadiṃsu. Taṃ kāraṇaṃ rājā sutvā haṭṭhatuṭṭho tassa aṭṭha kahāpaṇe dāpesi. Punekadivasaṃ rañño maṅgalaasso bhavissatīti ekaṃ assaṃ ānayiṃsu. Taṃpi rājā paṇḍitassa santikaṃ pesesi. So taṃpi hatthena parāmasitvā ayaṃ maṅgalaasso bhavituṃ na yutto etassa hi jātadivaseyeva mātā mari tasmā mātu khīraṃ alabhanto na sammā vaḍḍhitoti Āha. Asse gahetvā āgatamanussā sāpissa kathā saccāti vadiṃsu. Taṃpi sutvā rājā tusitvā aṭṭha kahāpaṇeyeva dāpesi. Athekadivasaṃ rañño maṅgalaratho bhavissatīti rathaṃ ānayiṃsu. Taṃpi rājā tassa santikaṃ pesesi. So taṃ hatthena parāmasitvā ayaṃ ratho susirarukkhena kato tasmā rañño na anucchavikoti āha. Sāpissa kathā saccāva ahosi. Rājā taṃpi sutvā tusitvā aṭṭhakahāpaṇe dāpesi. Athassa mahagghaṃ kambalaratanaṃ āhariṃsu. Taṃpi tasseva pesesi. Taṃpi hatthena parāmasitvā imassa mūsikacchinnaṃ ekaṃ ṭhānaṃ atthīti āha. Sodhentā taṃ disvā rañño ārocesuṃ. Rājā taṃ kāraṇaṃ sutvā tusitvā aṭṭheva kahāpaṇe dāpesi. So cintesi ayaṃ rājā evarūpāni acchariyāni disvā aṭṭha kahāpaṇe dāpesi imassa dāyo nhāpitadāyo nhāpitassa jātiko bhavissati kiṃ me evarūpena rājupaṭṭhānena attano vasanaṭṭhānameva gamissāmīti so bharukacchapaṭṭanameva paccāgami. Tasmiṃ tattha vasante bāṇijā nāvaṃ sajjetvā kaṃ niyāmakaṃ karissāmāti mantetvā supārakapaṇḍitena āruḷhanāvā na byāpajjati esa paṇḍito upāyakusalo andho samānopi supārakapaṇḍito ca uttamoti taṃ upasaṅkamitvā niyāmako no hohīti vatvā tātā ahaṃ andho kathaṃ niyāmakakammaṃ karissāmīti vutte sāmi andhāpi tumheyeva amhākaṃ uttamāti punappunaṃ yāciṃsu. Sādhu tātā tumhehi āropitasaññāya niyyāmako bhavissāmīti tesaṃ nāvaṃ abhirūhi. Te nāvāya mahāsamuddaṃ pakkhandiṃsu. Nāvā Satta divasāni nirupaddavā agamāsi. Tato akālavātaṃ uppātitaṃ uppajjati. Nāvā cattāro māse pakatisamuddapiṭṭhe caritvāva khuramālisamuddaṃnāma pattā. Tattha macchā manussasamānasarīrā khuranāsā udake ummujjanimmujjaṃ karonti. Bāṇijā te disvā mahāsattaṃ tassa samuddassa nāmaṃ pucchantā paṭhamaṃ gāthamāhaṃsu

ummujjanti nimujjanti manussā khuranāsikā

supārakantaṃ pucchāma samuddo katamo ayanti.

Evaṃ tehi puṭṭho mahāsatto attano niyāmakasuttena saṃsandetvā dutiyaṃ gāthamāha

bharukacchā payātānaṃ bāṇijānaṃ dhanesinaṃ

nāvāya vippanaṭṭhāya khuramālīti vuccatīti.

Tattha payātānanti bharukacchapaṭṭanā nikkhamitvā gacchantānaṃ. Dhanesinanti tumhākaṃ bāṇijānaṃ dhanaṃ pariyesantānaṃ. Nāvāya vippanaṭṭhāyāti tātā tumhākaṃ imāya videsaṃ pakkhantāya nāvāya kammakāraṇāya pakatisamuddaṃ atikkamitvā sampatto ayaṃ samuddo khuramālīti vuccatīti evametaṃ paṇḍitā kathentīti.

Tasmiṃ pana samudde vajiraṃ ussannaṃ hoti. So mahāsatto sacāhaṃ ayaṃ vajirasamuddoti evaṃ etesaṃ kathessāmi lobhena bahuṃ vajiraṃ gahetvā nāvaṃ osīdāpessantīti tesaṃ anācikkhitvāva nāvaṃ olambāpetvā upāyeneva yottaṃ gahetvā macchagahaṇaniyāmena jālaṃ khipāpetvā vajirasāraṃ uddharitvā nāvāya pakkhipitvā aññaṃ Appagghaṃ bhaṇḍaṃ chaḍḍāpesi. Nāvā taṃ samuddaṃ atikkamitvā purato aggimāliṃnāma gatā. So pajjalitaaggikkhandho viya majjhantikasuriyo viya ca obhāsaṃ muñcanto aṭṭhāsi. Bāṇijā

yathā aggi suriyo ca samuddo paṭidissati

supārakantaṃ pucchāma samuddo katamo ayanti.

Gāthāya taṃ pucchiṃsu. Puna mahāsattopi nesaṃ anantaragāthāya kathesi

bharukacchā payātānaṃ bāṇijānaṃ dhanesinaṃ

nāvāya vippanaṭṭhāya aggimālīti vuccatīti.

Tasmiṃ pana samudde suvaṇṇaṃ ussannaṃ ahosi. Mahāsattopi purimanayeneva tatopi suvaṇṇaṃ gāhāpetvā nāvāya pakkhipāpesi. Nāvāpi taṃ samuddaṃ atikkamitvā khīraṃ viya dadhi viya ca obhāsantaṃ dadhimāliṃnāma samuddaṃ pāpuṇi.

Bāṇijā

yathā dadhi ca khīrañca samuddo paṭidissati

supārakantaṃ pucchāma samuddo katamo ayanti

imāya gāthāya tassāpi nāmaṃ pucchiṃsu. Tesaṃ mahāsatto anantaragāthāya ācikkhi

bharukacchā payātānaṃ bāṇijānaṃ dhanesinaṃ

nāvāya vippanaṭṭhāya dadhimālīti vuccatīti.

Tasmiṃ pana samudde rajaṭ ussannaṃ hoti. Atha so taṃpi Upāyena gāhāpetvā nāvāya pakkhipāpesi. Nāvā taṃ samuddaṃ atikkamitvā nīlakusatiṇaṃviya sampannasassamiva ca obhāsamānaṃ nīlavaṇṇaṃ kusamāliṃnāma samuddaṃ pāpuṇi. Bāṇijā

yathā kuso ca sasso ca samuddo paṭidissati

supārakantaṃ pucchāma samuddo katamo ayanti

gāthāya tassāpi nāmaṃ pucchiṃsu. So anantaragāthāya ācikkhi

bharukacchā payātānaṃ bāṇijānaṃ dhanesinaṃ

nāvāya vippanaṭṭhāya kusamālīti vuccatīti.

Tasmiṃ pana samudde nīlamaṇiratanaṃ ussannaṃ ahosi. Sopi naṃ upāyena gāhāpetvā nāvāya pakkhipāpesi. Nāvāpi taṃ samuddaṃ atikkamitvā naḷavanaṃ viya veḷuvanaṃ viya ca khāyamānaṃ naḷamāliṃnāma samuddaṃ pāpuṇi. Bāṇijā

yathā naḷo ca veḷu ca samuddo paṭidissati

supārakantaṃ pucchāma samuddo katamo ayanti

gāthāya tassāpi nāmaṃ pucchiṃsu. Mahāsatto taṃ anantaragāthāya kathesi

bharukacchā payātānaṃ bāṇijānaṃ dhanesinaṃ

nāvāya vippanaṭṭhāya naḷamālīti vuccatīti.

Tasmiṃ pana samudde masāragallaveḷuriyaṃ ussannaṃ hoti. So taṃpi upāyena gāhāpetvā nāvāya pakkhipāpesi.

Aparo nayo naḷoti vicchikanaḷo kakkaṭakanaḷopi so Rattavaṇṇo hoti. Veḷūti pana pavālassevetaṃ nāmaṃ so ca samuddo pavālassa ussanno rattobhāso ahosi. Tasmā yathā naḷo ca veḷu cāti pucchiṃsu.

Mahāsatto tato pavālaṃ gāhāpesīti. Bāṇijā naḷamāliṃ atikkamitvā balavāmukhasamuddaṃnāma passiṃsu. Tattha udakaṃ ukkujitvā sabbatobhāgena uggacchati. Tasmiṃ sabbatobhāgena uggataṃ udakaṃ sabbatobhāgena chinnataṭamahāsobbho viya paññāyati ummiyā uggatāya ekato papātasadisaṃ hoti bhayajanano saddo uppajjati sotāni bhindanto viya hadayassa phālento viya ca. Taṃ disvā bāṇijā bhītatasitā

mahabbhayo bhiṃsanako saddo suyyatamānuso

yathā sobbho papātova samuddo paṭidissati

supārakantaṃ pucchāma samuddo katamo ayanti

gāthāya tassa nāmaṃ pucchiṃsu.

Tattha suyyatamānusoti suyyati amānusso saddo.

Mahāsatto

bharukacchā payātānaṃ bāṇijānaṃ dhanesinaṃ

nāvāya vippanaṭṭhāya balavāmukhīti vuccatīti.

Bodhisatto anantaragāthāya tassa nāmaṃ ācikkhitvā tātā imaṃ balavāmukhaṃ samuddaṃ pattā nivattetuṃ samatthānāma nāvā natthi ayaṃ sampattanāvaṃ nimmujjāpetvā vināsaṃ pāpetīti āha. Tañca Nāvaṃ satta manussasatāni abhirūhiṃsu. Te sabbe maraṇabhayabhītā ekappahāreneva avicimhi paccamānasattā viya atikalūnaṃ saraṃ muñcayamānā parideviṃsu. Mahāsatto ṭhapetvā maṃ añño etesaṃ sotthibhāvaṃ kātuṃ samatthonāma natthi saccakiriyāya tesaṃ sotthiṃ karissāmīti cintetvā te āmantetvā tātā khippaṃ maṃ gandhodakena nhāpetvā ahatavatthāni nivāsāpetvā puṇṇapātiṃ sajjetvā nāvāya dhure ṭhapethāti. Te bāṇijā tathā kariṃsu. Mahāsatto ubhohi hatthehi puṇṇapātiṃ gahetvā nāvāya dhure ṭhito saccakiriyaṃ karonto osānagāthamāha

yato sarāmi attānaṃ yato pattosmi viññutaṃ

nābhijānāmi sañcicca ekapāṇaṃpi hiṃsituṃ

etena saccavajjena sotthiṃ nāvā nivattatūti.

Tattha yatoti yato paṭṭhāya ahaṃ attānaṃ sarāmi yato paṭṭhāya camhi viññutaṃ pattoti attho. Ekapāṇaṃpi hiṃsitunti etthantare sañcicca ekaṃ kuṇṭhakipillikapāṇaṃpi hiṃsituṃ nābhijānāmi. Desanāmattamevetaṃ. Bodhisatto pana tiṇasalākaṃpi upādāya aññassa santakaṃ na gahitapubbaṃ lobhavasena paradāraṃ na olokitapubbaṃ musā na bhāsitapubbā tiṇaggenāpi majjaṃ na pītapubbanti evaṃ pañca sīlavasena saccakiriyaṃ akāsi. Katvā ca pana puṇṇapātiyā udakaṃ nāvāya dhure abhisiñci. Cattāro māse videsaṃ pakkhantā Nāvā nivattitvā iddhimā viya saccānubhāvena ekadivaseneva bharukacchapaṭṭanaṃ agamāsi. Gantvā ca pana thale aṭṭhausabhamattaṃ ṭhānaṃ pakkhanditvā nāvikassa gharadvāreyeva aṭṭhāsi. Mahāsatto tesaṃ bāṇijānaṃ suvaṇṇarajaṭamaṇipavālavajirāni bhājetvā adāsi. Ettakehi vo ratanehi alaṃ mā puna samuddaṃ pavisathāti tesaṃ ovādaṃ datvā yāvajīvaṃ dānādīni puññāni katvā devapuraṃ pūresi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā evaṃ bhikkhave pubbepi tathāgato mahāpaññoyevāti vatvā jātakaṃ samodhānesi tadā andhaparisā buddhaparisā ahesuṃ supārakapaṇḍito pana ahamevāti.

Supārakajātakaṃ navamaṃ.

Ekādasanipātavaṇṇanā niṭṭhitā.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๔๐

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๖๒. สังวรชาดกชาดกถัดไป๔๖๔. จุลลกุณาลชาดก