ชนสันธชาดก
ว่าด้วยเหตุที่ทำจิตให้เดือดร้อน
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๖๔๙ · บรรทัด ๖๕๒๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร มีพระพุทธประสงค์จะประทานโอวาทแก่พระเจ้าโกศล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทส ขลุมานิ านานิ ดังนี้.
ความพิสดารว่า ในกาลครั้งหนึ่ง พระเจ้าโกศลทรงมัวเมาด้วยอิสริยยศหมกมุ่นอยู่ในความสุขที่เกิดแต่กิเลส ไม่ปรารถนาจะตัดสินคดี แม้การบำรุงพระพุทธเจ้า ก็ทรงลืมเสีย วันหนึ่ง พระองค์ทรงระลึกถึงพระทศพลทรงดำริว่า จักถวายบังคมพระศาสดา พอเสวยกระยาหารเช้าแล้ว เสด็จขึ้นพระราชยานไปพระวิหาร ถวายบังคมพระศาสดาแล้วประทับนั่ง ลำดับนั้นพระศาสดาตรัสกะพระราชาว่า มหาบพิตร นานมาแล้ว พระองค์มิได้เสด็จมาเพราะเหตุไร พระเจ้าโกศลทูลว่า เพราะข้าพระองค์มีราชกิจมากพระเจ้าข้าไม่มีโอกาสที่จะมาเฝ้าพระองค์ ตรัสว่า มหาบพิตร เมื่อพระพุทธเจ้าผู้สัพพัญญูผู้ให้โอวาทเช่นเรา อยู่ในวิหารที่ใกล้ ไม่ควรที่พระองค์จะประมาท วิสัยพระราชาต้องไม่ประมาทในราชกิจทั้งหลาย ดำรงพระองค์เสมอด้วยมารดาบิดาของชาวแว่นแคว้น ละอคติเสียครองราชสมบัติโดยทศพิธราชธรรมจึงจะควรเพราะเมื่อพระราชาประพฤติธรรม แม้บริษัทของพระองค์ก็ประพฤติธรรม ข้อที่เมื่อเราตถาคตสั่งสอนอยู่ พระองค์ครองราชสมบัติโดยธรรม นั้นไม่น่าอัศจรรย์โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้ไม่มีอาจารย์สั่งสอน ก็ยังตั้งอยู่ในสุจริตธรรมสามประการ แสดงธรรมแก่มหาชน ตามความรู้ของตน พาบริษัทไปสวรรค์ได้ พระเจ้าโกศลทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว พระพุทธองค์ทรงนำอดีตนิทานมาตรัสเล่า ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรทมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีพระเจ้าพรหมทัตพระญาติทั้งหลายได้ถวายพระนามว่า ชนสันธกุมาร เมื่อพระโพธิสัตว์เจริญวัยเรียนศิลปวิทยาจากเนืองตักกศิลากลับมาแล้ว พระราชามีรับสั่งให้ชำระเรือนจำทั้งหมดให้สะอาด แล้วพระราชทานตำแหน่งอุปราช.
ต่อมาเมื่อพระราชบิดาสวรรคตแล้ว พระโพธิสัตว์ได้ครองราชสมบัติรับสั่งให้สร้างโรงทานหกแห่ง คือที่ประตูพระนครทั้งสี่ด้าน ที่กลางพระนครและที่ประตูพระราชวัง บริจาคพระราชทรัพย์วันละหกแสน ทรงบำเพ็ญมหาทานจนลือกระฉ่อนไปทั่วชมพูทวีป รับสั่งให้เปิดเรือนจำไว้เป็นนิจ ให้เคาะระฆังป่าวร้องมาฟังธรรม ทรงสงเคราะห์โลก ด้วยสังคหวัตถุสี่ รักษาศีลห้า อยู่จำอุโบสถ ครองราชสมบัติโดยธรรม บางครั้งบางคราวก็ให้ชาวแว่นแคว้นมาประชุมกัน แล้วแสดงธรรมว่า ท่านทั้งหลายจงให้ทาน จงสมาทานศีล จงประพฤติธรรม จงประกอบการงานและการค้าขายโดยธรรมเมื่อเป็นเด็กจงเรียนศิลปวิทยา จงแสวงหาทรัพย์ อย่าคดโกงชาวบ้าน อย่าทำความส่อเสียด อย่าเป็นคนดุร้ายหยาบช้า จงบำรุงมารดาบิดา มีความเคารพอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล พระองค์ได้ทำมหาชนให้ตั้งอยู่ในสุจริตธรรม.
วันหนึ่งเป็นวันปัณรสีอุโบสถ พระโพธิสัตว์ทรงสมาทานอุโบสถศีลแล้ว ทรงดำริว่า เราจักแสดงธรรมแก่มหาชน เพื่อประโยชน์สุขยิ่ง ๆ ขึ้นเพื่อให้มหาชนอยู่ด้วยความไม่ประมาท รับสั่งให้ตีกลอง ป่าวร้องทั่วพระนครให้ชาวพระนครทั้งหมด ตั้งต้นแต่พระสนมของพระองค์ มาประชุมกัน แล้วประทับนั่งบนบัลลังก์อันประเสริฐที่ตกแต่งไว้กลางรัตนมณฑปซึ่งประดับประดาแล้วในพระลานหลวง ตรัสว่า ชาวพระนครที่รักทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ร้อนบ้าง ไม่ร้อนบ้าง แก่ท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทเงี่ยโสตสดับโดยเคารพเถิด แล้วทรงแสดงธรรม.
พระศาสดาทรงเผยพระโอฐแก้วอันอบรมแล้วด้วยอริยสัจ เมื่อจะตรัสเทศนานั้นโดยแจ่มแจ้งแก่พระเจ้าโกศล ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
พระเจ้าชนสันธะได้ตรัสอย่างนี้ว่า เหตุที่จะทำ ให้จิตเดือดร้อนนั้นมีอยู่ ๑๐ ประการ บุคคลไม่ทำ เสียในกาลก่อนแล้ว ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง. บุคคลเมื่อยังเป็นหนุ่ม ไม่ทำความพยายามยัง ทรัพย์ให้เกิดขึ้น ครั้นแก่ลงหาทรัพย์ไม่ได้ ย่อมเดือดร้อนภายหลังว่า เมื่อก่อนเราไม่ได้แสวงหาทรัพย์ไว้. ศิลปะที่สมควรแก่ตน บุคคลใดไม่ได้ศึกษาไว้ใน กาลก่อน บุคคลนั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เราไม่ ได้ศึกษาศิลปะไว้ก่อน ผู้ไม่มีศิลปะย่อมเลี้ยงชีพลำบาก. ผู้ใดเป็นคนโกง ผู้นั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลัง ว่าเราเป็นคนโกง ส่อเสียดกินสินบนดุร้าย หยาบคาย ในกาลก่อน. ผู้ใดเป็นคนฆ่าสัตว์ ผู้นั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เราเป็นคนฆ่าสัตว์ หยาบช้าทุศีล ประพฤติ ต่ำช้า ปราศจากขันติ เมตตาและเอ็นดูสัตว์ในกาลก่อน. ผู้ใดคบชู้ในภรรยาผู้อื่น ย่อมเดือดร้อนในภาย หลังว่า หญิงที่ไม่มีใครหวงแหนมีอยู่เป็นอันมาก ไม่ ควรที่เราจะคบหาภรรยาผู้อื่นเลย. คนตระหนี่ ย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่าเมื่อก่อน ข้าวและน้ำของเรามีอยู่มากมาย เราก็มิได้ให้ทานเลย. ผู้ไม่เลี้ยงดูมารดาบิดา ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง ว่า เราสามารถพอที่จะเลี้ยงดูมารดาและบิดาผู้แก่เฒ่า ชราได้ ก็ไม่ได้เลี้ยงดูท่าน. ผู้ไม่ทำตามโอวาทบิดา ย่อมเดือดร้อนในภาย หลังว่า เราได้ดูหมิ่นบิดาผู้เป็นอาจารย์สั่งสอน ผู้นำ รสที่ต้องการทุกอย่างมาเลี้ยงดู. ผู้ไม่เข้าใกล้สมณพราหมณ์ ย่อมเดือดร้อนใน ภายหลังว่า เมื่อก่อนเราไม่ได้ไปมาหาสู่สมณพราหมณ์ ทั้งหลายผู้มีศีล เป็นพหูสูตเลย. ผู้ใดไม่ประพฤติสุจริตธรรม ไม่เข้าไปนั่งใกล้ สัตบุรุษ ย่อมเดือดร้อนภายหลังว่า สุจริตธรรมที่ ประพฤติแล้ว และสัตบุรุษอันเราไปมาหาสู่แล้ว ย่อม เป็นความดี แต่เมื่อก่อนนี้เราไม่ได้ประพฤติสุจริตธรรม ไว้เลย. ผู้ใดย่อมปฏิบัติเหตุเหล่านี้โดยอุบายอันแยบคาย ผู้นั้นเมื่อกระทำกิจที่บุรุษควรทำ ย่อมไม่เดือดร้อนใจ ในภายหลังเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า านานิ ได้แก่ เหตุทั้งหลาย. บทว่า ปุพฺเพ ความว่า ไม่กระทำไว้ก่อนเลย. บทว่า ส ปจฺฉา อนุตปฺปติ ความว่า บุคคลผู้ไม่กระทำกิจที่ควรทำไว้ก่อน ย่อมเดือดร้อน ย่อมลำบากทั้งในโลกนี้ทั้งในโลกหน้า. อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า ปจฺฉา อนุตปฺปติ ย่อมตามเดือดร้อนในภายหลังดังนี้ก็มี. บทว่า อิจฺจาหุ ความว่า พระเจ้าชนสันธะได้ตรัสอย่างนั้น. บาลีว่า อิจฺจาสุห ดังนี้ก็มี. สุ อักษรในบทว่า อิจฺจาสุห นั้นเป็นเพียงนิบาต. ตัดบทเป็น อิจฺจาสุ อาห เพื่อจะแสดงเหตุอันเป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน ๑๐ อย่างนี้ พระโพธิสัตว์จึงมีธรรมกถา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพ ความว่า บุคคลเมื่อคราวเป็นหนุ่มครั้งแรกทีเดียว ไม่กระทำความบากบั่น ครั้นแก่ลงหาทรัพย์ไม่ได้ ต้องเดือดร้อนเศร้าโศก เห็นคนทั้งหลายมีความสุข ตนเองเป็นอยู่ลำบาก ย่อมเดือดร้อนในภายหลังอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราไม่ได้แสวงหาทรัพย์เอาไว้ ครั้นแก่ลงย่อมลำบาก เพราะฉะนั้น เมื่อต้องการจะมีความสุขในเวลาแก่ ต้องทำงานมีกสิกรรมเป็นต้น ที่ชอบธรรม แต่เมื่อยังเป็นหนุ่มทีเดียว. บทว่า ปุเร สนฺตํ ในกาลก่อนคือในเวลาที่เรายังหนุ่มไม่เข้าไปหาอาจารย์ทั้งหลาย ไม่ศึกษาศิลปะอะไร ๆ มีศิลปะในเพราะช้างเป็นต้นอันสมควรที่ตนจะทำ. บทว่า กิจฺฉา ความว่า ในเวลาแก่ ผู้ไม่ศึกษาศิลปะจึงไม่สามารถเพื่อดำรงชีวิตให้พ้นจากทุกข์ในกาลนั้นจึงควรศึกษาศิลปะ เพราะฉะนั้น ท่านจึงแสดงว่า ท่านทั้งหลายผู้ปรารถนาจะดำรงชีวิตในเวลาแก่ จงศึกษาศิลปะในเวลาเป็นหนุ่มทีเดียว. บทว่า กูฏเวที ความว่า ผู้ใดก่อความโกงให้เกิด โกงชาวบ้าน ก่อความพินาศให้แก่โลก โกงด้วยสินบน. บทว่า อาสึ ความว่า ในกาลก่อนเราได้เป็นเช่นนั้น. บทว่า ปิสุโณ แปลว่า โกงด้วยถ้อยความยุยงส่อเสียด. บทว่า ปิฏฺมํสิโก ความว่า ถือสินบนทำผู้มิใช่เจ้าของให้เป็นเจ้าของ ผู้ที่เป็นเจ้าของมิให้เป็นเจ้าของ กินเนื้อสันหลังของชนเหล่าอื่น. บทว่า อิติ ปจฺฉา ความว่านอนบนเตียงที่จะตายย่อมเดือดร้อนในภายหลังด้วยประการฉะนี้ เพราะฉะนั้นท่านจึงโอวาทว่า ถ้าท่านไม่อยากตกนรก ก็อย่ากระทำบาปกรรมเห็นปานนี้. บทว่า ลุทฺโธ ความว่า ผู้ที่ฆ่าสัตว์เป็นทารุณสาหัส. บทว่า อนาริโยความว่า เป็นผู้ไม่ใช่พระอริยะ ไม่สำรวมเป็นคนทุศีล มีสมาจารต่ำช้า. บทว่า นาวชานิสฺสํ ความว่า ข้าพเจ้ามิใช่เป็นผู้มีความประพฤติต่ำ ด้วยอำนาจขันติ เมตตา และความเอ็นดู คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยมีในก่อนนั่นแล. บทว่า อนาปทาสุ ความว่า การคบหากับหญิงที่ไม่มีใครหวงแหน. ชื่อว่าอนาปทา เพราะเป็นหญิงไม่มีใครหวงแหน. อธิบายว่า ในหญิงที่คนเหล่าอื่นไม่ทำความหวงแหน. บทว่า อุฏฺิเต แปลว่า ปรากฏ. บทว่า น ปุพฺเพ ความว่า เมื่อก่อนแต่นี้เรามิได้ให้ทานเลย. บทว่า ปหุสนฺโต ความว่าเป็นผู้อาจ คือสามารถเพื่อจะเลี้ยงดูทั้งด้วยกำลังทรัพย์ทั้งด้วยกำลังกาย.
บทว่า อาจริยํ ความว่า บิดาในที่นี้ท่านประสงค์ว่าอาจารย์ เพราะให้ศึกษามารยาท. บทว่า อนุสตฺถารํ แปลว่า ผู้พร่ำสอน. บทว่า สพฺพกามรสา หรํ ความว่า ผู้นำรสที่ต้องการทุกอย่างมาเลี้ยงดู. บทว่า อติมญฺิสฺสํ ความว่าเมื่อไม่ถือเอาโอวาทของท่าน ชื่อว่าดูหมิ่นล่วงเกินท่าน. บทว่า น ปุพฺเพ ความว่า เมื่อก่อนแต่นี้ ไม่ได้เข้าไปหาสมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรม ผู้เป็นไข้ ผู้ลำบากไม่ปรนนิบัติโดยถวายปัจจัยมีจีวรเป็นต้น. บทว่า ตโป ได้แก่ ผู้มีความเพียรเครื่องเผากิเลสคือสุจริต. บทว่า สนฺโต ความว่า เป็นผู้มีศีลเข้าไปสงบด้วยทวารมีกายทวารเป็นต้น. ท่านกล่าวอธิบายนี้ไว้ว่า ผู้ประพฤติตบะกล่าวสุจริต ๓ และผู้สงบเห็นปานนั้น ชื่อว่าเข้าไปนั่งใกล้ เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จคือเป็นความดี. บทว่า น ปุพฺเพ ความว่า เมื่อคราวเราเป็นหนุ่มเรามิได้ประพฤติพรหมจรรย์เห็นปานนี้ ภายหลังคร่ำคร่าลงเพราะชรา ถูกมรณภัยคุกคาม จึงเดือดร้อนเศร้าโศกในภายหลังด้วยประการฉะนี้. ท่านกล่าวว่า ถ้าท่านปรารถนาจะไม่เศร้าโศกอย่างนี้ จงกระทำตปกรรมเถิด. บทว่า โย จเอตานิ านานิ ความว่า ผู้ใดปฏิบัติเหตุ ๑๐ ประการเหล่านี้ ด้วยอุบายอันแยบคายก่อนทีเดียว สมาทานประพฤติ กระทำกิจอันชอบธรรมที่บุรุษทั้งหลายควรกระทำ บุรุษผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทนั้น ย่อมไม่ตามเดือดร้อนในภายหลัง ย่อมได้รับโสมนัสทีเดียวแล.
พระมหาสัตว์แสดงธรรมแก่มหาชนโดยทำนองนี้ ทุก ๆ กึ่งเดือนแม้มหาชนก็ตั้งอยู่ในโอวาทของพระองค์ บำเพ็ญฐานะสิบประการเหล่านั้นบริบูรณ์แล้วได้ไปสวรรค์.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร โบราณกบัณฑิต ไม่มีอาจารย์ แสดงธรรมตามความรู้ของตนพามหาชนไปสวรรค์ได้อย่างนี้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า บริษัทในครั้งนั้นได้มาเป็นพุทธบริษัทในครั้งนี้ ส่วนพระเจ้าชนสันธราชได้มาเป็นเราตถาคตแล.
จบอรรถกถาชนสันธชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๑๖๑–๑๖๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทวาทสนิบาตชาดก ๓๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
5 Janasandhajātakaṃ.
Dasa khalumāni ṭhānānīti idaṃ satthā jetavane viharanto kosalarañño ovādatthāya kathesi.
Ekasmiṃ hi kāle rājā issariyamadamatto kilesasukhanissito vinicchayaṃpi na paṭṭhapesi buddhupaṭṭhānaṃpi pamajji. So ekadivasaṃ dasabalaṃ anussaritvā satthāraṃ vandissāmīti bhuttapātarāso rathavaramāruyha vihāraṃ gantvā satthāraṃ vanditvā nisīdi. Atha naṃ satthā kiṃ mahārāja ciraṃ na paññāyasīti vatvā bahukiccatāya no bhante buddhupaṭṭhānassa okāso na jātoti vutte mahārāja mādisenāma ovādadāyake sabbaññūbuddhe dhuravihāre viharante ayuttaṃ Tava pamajjituṃ raññānāma rājakiccesu appamattena raṭṭhavāsīnaṃ mātāpitusamena agatigamanaṃ pahāya dasarājadhamme akopetvā rajjaṃ kāretuṃ vaṭṭati rañño hi dhammikabhāve sati parisāpissa dhammikā honti anacchariyaṃ kho panetaṃ yaṃ mayi anusāsante tvaṃ dhammena rajjaṃ kāreyyāsi porāṇakapaṇḍitā anusāsake ācariye avijjamānepi attano matiyā tividhasucaritadhamme patiṭṭhāya mahājanassa dhammaṃ desetvā saparisā saggapuraṃ pūrayamānā agamaṃsūti vatvā tena yācito atītaṃ āhari
atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto tassa aggamahesiyā kucchimhi nibbatti. Janasandhakumārotissa nāmaṃ kariṃsu. Athassa vayappattassa takkasilato sabbasippāni uggaṇhitvā āgatakāle rājā sabbāni bandhanāgārāni sodhāpetvā uparajjaṃ adāsi. So aparabhāge pitu accayena rajje patiṭṭhāya catūsu nagaradvāresu nagaramajjhe rājadvāre cāti cha dānasālāyo kāretvā divase divase cha satasahassāni pariccajitvā sakalajambūdīpaṃ saṃkhobhetvā mahādānaṃ pavattento bandhanāgārāni niccaṃ vivaṭāni kāretvā dhammagaṇḍikaṃ sodhāpetvā catūhi saṅgahavatthūhi lokaṃ saṅgaṇhanto pañcasīlāni rakkhanto uposathavāsaṃ vasanto dhammena rajjaṃ kāresi. Antarantarā ca raṭṭhavāsino sannipātetvā dānaṃ detha sīlaṃ samādiyatha dhammaṃ caratha dhammena kammante ca vohāre ca payojetha daharakāleyeva sippāni uggaṇhatha dhanaṃ uppādetha gāmakūṭakammaṃ pisuṇakammaṃ Mā karittha caṇḍā pharusā mā ahuttha mātupaṭṭhānaṃ pitupaṭṭhānaṃ pūretha kulejeṭṭhāpacāyino bhavathāti dhammaṃ desetvā mahājanaṃ sucaritadhamme patiṭṭhāpesi. So ekadivasaṃ paṇṇarasīuposathe samādinnuposatho mahājanassa bhiyyo bhiyyo hitasukhatthāya appamādavihāratthāya dhammaṃ desessāmīti cintetvā nagare bheriñcārāpetvā attano orodhe ādiṃ katvā sabbaṃ nagarajanaṃ sannipātetvā rājaṅgaṇe alaṅkataratanamaṇḍapamajjhe paññattavarapallaṅke nisīditvā ambho nagaravāsino tumhākaṃ tapanīye ca atapanīye ca dhamme desessāmi appamattā hutvā ohitasotā sakkaccaṃ suṇāthāti dhammaṃ desesi. Satthā saccaparibhāvitaṃ mukharatanaṃ vivaritvā taṃ desanaṃ madhurena sarena kosalarañño āvikaronto
dasa khalumāni ṭhānāni yāni pubbe akaritvā
sa pacchā anutappati iccāha rājā janasandho
aladdhā cittaṃ tapati pubbe asamudānitaṃ
na pubbe dhanamesissaṃ iti pacchānutappati
sakyarūpaṃ pure santaṃ mayā sippaṃ na sikkhitaṃ
kicchā vutti asippassa iti pacchānutappati
kūṭavedī pure āsiṃ pisuṇo piṭṭhimaṃsiko
caṇḍo ca pharuso cāsiṃ iti pacchānutappati
pāṇātipātī pure āsiṃ luddho cāpi anāriyo
bhūtānaṃ nāvajānissaṃ iti pacchānutappati
Bahūsu vata santīsu anāpadāsu itthisu
paradāraṃ asevissaṃ iti pacchānutappati
bahumhi vata santamhi annapāne upaṭṭhite
na pubbe adadiṃ dānaṃ iti pacchānutappati
mātaraṃ pitaraṃ cāpi jiṇṇake gatayobbane
pahusanto na posissaṃ iti pacchānutappati
ācariyamanusatthāraṃ sabbakāmarasāharaṃ
pitaraṃ atimaññissaṃ iti pacchānutappati
samaṇe brāhmaṇe cāpi sīlavante bahussute
na pubbe payirupāsissaṃ iti pacchānutappati
sādhu hoti tapo ciṇṇo santo ca payirupāsito
aciṇṇo me tapo pubbe iti pacchānutappati
yo ca etāni ṭhānāni yoniso paṭipajjati
karaṃ purisakiccāni na ca pacchānutappatīti imā gāthā āha.
Tattha ṭhānānīti kāraṇāni. Pubbeti paṭhamameva akaritvā. Sa pacchā anutappatīti so paṭhamaṃ kattabbāni akārako puggalo idha lokepi paralokepi tappati kilamati. Pacchā vā anutappatītipi pāṭho. Iccāhāti evaṃ rājā janasandho avoca. Iccāsuhātipi pāṭho. Tattha sukāro nipātamattaṃ. Iccāsu āhāti padacchedo. Imāni dasa tapanīyakāraṇāni pakāsetuṃ bodhisattassa dhammakathā hoti.
Tattha pubbeti paṭhameva taruṇakāle parakkamaṃ akatvā asamudānitaṃ asambhūtaṃ dhanaṃ mahallakakāle alabhitvā tappati socati pare ca sukhite disvā sayaṃ dukkhaṃ jīvanto pubbe dhanaṃ pariyesissanti evaṃ pacchānutappati tasmā mahallakakāle sukhaṃ jīvitukāmā daharakāleyeva dhammikāni kasikammādīni katvā dhanaṃ pariyesathāti dasseti. Pure santanti pubbe daharakāle ācariye payirupāsitvā mayā kātuṃ sakyarūpaṃ samānaṃ hatthisippādikaṃ kiñci sippaṃ na sikkhitaṃ. Kicchāti mahallakakāle asippassa dukkhā jīvitavutti neva sakkā tadā sippaṃ sikkhituṃ tasmā mahallakakāle jīvitukāmā taruṇakāleyeva sippāni sikkhathāti dasseti. Kūṭavedīti kūṭajānanako gāmakūṭo vā lokassa anatthakārako vā tulākūṭāni kārako vā kūṭaṭṭakārako vāti attho. Āsinti evarūpo ahaṃ pubbe ahosiṃ. Pisuṇoti pesuññakārako. Piṭṭhimaṃsikoti lañcaṃ gahetvā asāmike sāmike sāmike asāmike karonto paresaṃ piṭṭhimaṃsaṃ khādako. Iti pacchāti evaṃ maraṇamañce nipanno anutappati tasmā sace niraye na vasitukāmattha mā evarūpaṃ pāpakammaṃ karitthāti ovadati. Luddhoti dāruṇo sāhasiko. Anāriyoti na ariyo asaññito dussīlo nīcasamācāro. Nāvajānissanti khantimettānudayavasena nīcavuttiko nāhosiṃ. Sesaṃ purimanayeneva yojetabbaṃ. Anāpadāsūti apadānaṃ āpado pariggahoti attho. Na āpado yāsaṃ atthīti anāpadā. Aññehi akatapariggahāsūti attho. Upaṭṭhiteti paccupaṭṭhite. Na pubbeti Ito pubbe dānaṃ na adadaṃ. Pahusantoti dhanabalenapi kāyabalenapi posituṃ samattho paṭibalo samāno. Ācariyanti ācārasikkhāpanatāya idha pitā ācariyoti adhippeto. Anusatthāranti anusāsakaṃ. Sabbakāmarasāharanti sabbe vatthukāmarase āharitvā positānaṃ. Atimaññissanti tassa ovādaṃ agaṇhanto atikkamitvā maññissaṃ. Na pubbeti ito pubbe dhammikasamaṇabrāhmaṇe gilāne milāte cīvarādīni datvā appaṭijagganena payirupāsissaṃ. Tapoti sucaritatapo. Santoti kāyādīhi dvārehi upasanto sīlavā. Idaṃ vuttaṃ hoti tividhasucaritasaṅkhāto tapo ciṇṇo evarūpo ca santo payirupāsitonāma sādhu sundaro. Na pubbeti mayā daharakāle evarūpo tapo na ciṇṇo iti pacchā jarājiṇṇo maraṇabhayatajjito anutappati socati. Sace tumhe evaṃ na socitukāmā tapokammaṃ karothāti vadati. Yo ca etāni ṭhānānīti yo pana etāni dasakāraṇāni paṭhamameva upāyena paṭipajjati samādāya vattati purisehi kattabbāni dhammikakiccāni karonto so appamādavihāri- puriso pacchā nānutappati somanassappattova hotīti.
Iti mahāsatto anvaḍḍhamāsaṃ iminā niyāmena mahājanassa dhammaṃ desesi. Mahājanopi tassa ovāde ṭhatvā tāni dasa ṭhānāni pūretvā saggaparāyano ahosīti.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā evaṃ mahārāja porāṇaka- paṇḍitā anācariyakā attanova matiyā dhammaṃ desentā mahājanaṃ Saggapure patiṭṭhāpesunti vatvā jātakaṃ samodhānesi tadā parisā buddhaparisā ahosi janasandharājā pana ahamevāti.
Janasandhajātakaṃ pañcamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๔๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗