มหากัณหชาดก
ว่าด้วยคราวที่สุนัขดำกินคน
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๖๖๑ · บรรทัด ๖๕๕๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภความประพฤติประโยชน์แก่สัตวโลก จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า กณฺโห กณฺโห จ โฆโร จ ดังนี้.
ความพิสดารมีว่า วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งในธรรมสภาพรรณนาถึงพระคุณของพระทศพล ที่ทรงประพฤติเป็นประโยชน์แก่สัตวโลกว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระศาสดาทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นจำนวนมาก ทรงละความผาสุกส่วนพระองค์เสีย ทรงประพฤติประโยชน์แก่สัตวโลกโดยส่วนเดียว จำเดิมแต่บรรลุพระปรมาภิสัมโพธิญาณแล้ว ทรงถือบาตรจีวรด้วยพระองค์เอง เสด็จพุทธดำเนินทางสิบแปดโยชน์ ทรงแสดงธรรมจักรแก่พระเถระปัญจวัคคีย์ ในดิถีที่ ๕ แห่งปักษ์ ตรัสอนัตตลักขณสูตร ประทานพระอรหัตแก่พระเถระปัญจวัคคีย์ทั้งหมด แล้วเสด็จไปอุรุเวลาประเทศ ทรงแสดงพระปาฏิหาริย์สามพันห้าร้อยแก่ชฎิลสามพี่น้อง ให้บรรพชาแล้วพาไปคยาสีสประเทศ ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตร ประทานพระอรหัตแก่ชฎิลพันหนึ่ง เสด็จไปต้อนรับพระมหากัสสประยะทางสามคาวุต ประทานอุปสมบทด้วยโอวาทสามข้อ ครั้งหนึ่งเวลาปัจฉาภัตร เสด็จแต่พระองค์เดียวล่วงมรรคาสิบห้าโยชน์ ให้ปุกกุสาติกุลบุตรตั้งอยู่ในอนาคามิผล เสด็จไปต้อนรับมหากัปปินะระยะทางยี่สิบโยชน์ ประทานพระอรหัต ครั้งหนึ่งเวลาปัจฉาภัตร เสด็จแต่พระองค์เดียว ล่วงมรรคาสามสิบโยชน์ ให้พระองคุลีมาลซึ่งเป็นคนหยาบช้าตั้งอยู่ในพระอรหัต ครั้งหนึ่งเสด็จล่วงบรรดาสามสิบโยชน์ โปรดอาฬวกยักษ์ให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ทรงกระทำความสวัสดีแก่กุมารที่จะเป็นอาหารยักษ์ครั้งหนึ่งเสด็จจำพรรษาในดาวดึงส์พิภพ ให้เทวดาแปดสิบโกฏิบรรลุธรรมาภิสมัย แล้วเสด็จไปพรหมโลก ทำลายทิฏฐิของพวกพรหม ประทานพระอรหัตแก่พวกพรหมหมื่นหนึ่ง เสด็จจาริกไปสามมณฑลตามลำดับปี ประทานสรณะและศีลแก่พวกมนุษย์ที่มีอุปนิสัยสมบูรณ์ ทรงประพฤติประโยชน์มีประการต่าง ๆ แม้แก่นาคและสุบรรณเป็นต้น.
พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตบรรลุอภิสัมโพธิญาณแล้วประพฤติเป็นประโยชน์แก่สัตวโลกในบัดนี้ ไม่น่าอัศจรรย์ แม้ในกาลก่อนเมื่อตถาคตยังมีกิเลสมีราคะเป็นต้น ก็ได้ประพฤติเป็นประโยชน์แก่สัตวโลกมาแล้วเหมือนกัน ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล ครั้งพระศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเจ้าอุสสินนรราชเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี เมื่อพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เปลื้องมหาชนให้พ้นจากเครื่องผูกพันคือกิเลส ด้วยจตุราริยสัจเทศนาทำพระนครคือพระนิพพานให้เต็มแล้วเสด็จปรินิพพาน ครั้นกาลล่วงมานานศาสนาก็เสื่อม ภิกษุทั้งหลายเลี้ยงชีพด้วยการแสวงหาไม่สมควร ทำการเกี่ยวข้องกับพวกภิกษุณีจนมีบุตรธิดา ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและพราหมณ์ ต่างละธรรมของตนเสียสิ้น โดยมากพวกมนุษย์ประพฤติอกุศลกรรมบถสิบ ผู้ที่ตายไป ๆจึงไปอัดแน่นกันอยู่ในอบาย.
ครั้งนั้น ท้าวสักกเทวราชไม่เห็นเทวบุตรใหม่ ๆ จึงตรวจดูมนุษยโลกก็ทรงทราบว่า พวกมนุษยโลกไปเกิดในอบาย ทรงเล็งเห็นความที่ศาสนาของพระศาสดาเสื่อมโทรม ทรงดำริว่า จักทำอย่างไรดีหนอ ทรงเห็นอุบายมีอยู่อย่างหนึ่ง จึงตกลงพระทัยว่า เราจักต้องทำให้มหาชนกลัว สะดุ้งหวาดเสียวแล้วค่อยปลอบโยนแสดงธรรม ยกย่องพระศาสนาที่เสื่อมแล้วให้ถาวรต่อไปได้อีกพันปี รับสั่งให้มาตลีเทพบุตรแปลงเพศเป็นสุนัขดำใหญ่เท่าม้าอาชาไนยมีรูปร่างดุร้าย มีเขี้ยวโตเท่าผลกล้วย มีรัศมีร้อนเป็นไฟ พลุ่งออกจากเขี้ยวทั้งสี่ รูปพิลึกน่าสะพรึงกลัว หญิงมีครรภ์เห็นเข้าอาจแท้งลูก มีเชือกผูกอยู่ห้าแห่งคือที่เท้าทั้งสี่และที่คอ บนศีรษะประดับพวงดอกไม้แดง ท้าวสักกะแปลงเพศเป็นนายพรานป่า นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด มุ่นผมข้างหน้าไว้ข้างหลังแล้วประดับพวงดอกไม้แดง มือขวาถือปลายเชือกที่ผูกสุนัข มือซ้ายถือธนูใหญ่มีสาย มีสีดังแก้วประพาฬ กวัดแกว่งวชิราวุธด้วยพระนขา เหาะลงในที่ห่างพระนครโยชน์หนึ่ง ส่งเสียงขึ้นสามครั้งว่า มนุษย์ผู้เจริญทั้งหลาย โลกจักพินาศทำให้มนุษย์ทั้งหลายหวาดเสียว แล้วไปชานพระนครส่งเสียงขึ้นอีก พวกมนุษย์เห็นสุนัขนั้นก็หวาดเสียว พากันเข้าพระนคร กราบทูลความเป็นไปให้พระราชาทรงทราบ พระราชารับสั่งให้ปิดพระนครโดยด่วน ท้าวสักกะได้โดดข้ามกำแพงสูงสิบแปดศอก เข้าไปข้างในพระนครพร้อมกับสุนัข พวกมนุษย์กลัวสะดุ้งหวาดเสียว ต่างก็หนีเข้าเรือนปิดประตู ฝ่ายสุนัขดำใหญ่ก็วิ่งไล่พวกมนุษย์ที่ตนได้เห็น ทำให้พวกมนุษย์หวาดเสียวไปพระราชนิเวศน์.
พวกมนุษย์ที่พระลานหลวงพากันหนีไปด้วยความกลัว เข้าพระราชนิเวศน์แล้วปิดพระทวาร แม้พระเจ้าอุสสินนรราชก็พานางสนมทั้งหลายขึ้นปราสาท สุนัขดำใหญ่ยกเท้าหน้าขึ้นเกาะบานประตูแล้วเห่าลั่น เสียงที่สุนัขเห่าดังสนั่นเบื้องล่างถึงอเวจี เบื้องบนถึงภวัครพรหม สกลจักรวาลสะเทือนทั่วถึงกันหมด เสียงดังเช่นนี้ได้มีในชมพูทวีปสามครั้ง คือเสียงของพระเจ้าปุณณกราชในปุณณกชาดกครั้งหนึ่ง เสียงของพระยาสุทัศนนาคราช ในภูริทัตชาดกครั้งหนึ่ง และเสียงในมหากัณหชาดกนี้ครั้งหนึ่ง ชาวพระนครพากันกลัวสะดุ้งหวาดเสียว แม้บุรุษคนหนึ่งก็ไม่อาจมาเจรจากับท้าวสักกะได้.
พระราชาเท่านั้นดำรงพระสติไว้มั่นคง เยี่ยมพระแกล เรียกท้าวสักกะมาตรัสว่า ดูก่อนนายพรานผู้เจริญ สุนัขของท่านเห่าเพื่ออะไร ท้าวสักกะตอบว่า เห่าด้วยความหิว พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เราจักให้ข้าวแก่สุนัขแล้วรับสั่งให้ให้ข้าวที่หุงไว้สำหรับคนในราชสำนักและสำหรับพระองค์ทั้งหมดสุนัขได้ทำข้าวทั้งหมดนั้นเหมือนกะเป็นข้าวคำเดียว แล้วก็เห่าขึ้นอีกพระราชาตรัสถามอีก ทรงสดับว่า บัดนี้สุนัขของเรายังหิวอยู่ จึงรับสั่งให้นำอาหารที่หุงไว้สำหรับช้างม้าเป็นต้นทั้งหมดมาให้ สุนัขได้กินคำเดียวหมดเหมือนกัน รับสั่งให้ให้อาหารที่หุงไว้สำหรับพระนครทั้งสิ้น สุนัขได้กินอาหารนั้นโดยทำนองนั้นแหละ แล้วก็เห่าขึ้นอีก พระราชาทรงตกพระทัยสะดุ้งกลัวทรงดำริว่า นี่เห็นจะไม่ใช่มนุษย์ ต้องเป็นยักษ์โดยไม่ต้องสงสัย เราจะถามเหตุที่มาของนายพรานนี้ เมื่อจะตรัสถามได้ตรัสคาถาที่ ๑ ว่า
ดูก่อนท่านผู้มีความเพียร สุนัขตัวนี้ดำจริง ดุร้าย มีเขี้ยวขาว มีความร้อนพุ่งออกจากเขี้ยว ท่าน ผูกไว้ด้วยเชือกถึง ๕ เส้น สุนัขของท่านจะทำอะไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กณฺโห กณฺโห ความว่า เปล่งเสียงซ้ำด้วยอำนาจความกลัว หรือด้วยอำนาจกรรมอันมั่น. บทว่า โฆโร ได้แก่ให้เกิดความกลัวแก่ผู้ได้พบเห็น. บทว่า ปตาปวา ความว่า มีแสงร้อน ด้วยความร้อนแห่งรัศมีที่พลุ่งออกมาจากเขี้ยวทั้งหลาย. บทว่า กึ วีร ความว่าพระราชาตรัสอย่างนั้นด้วยทรงพระประสงค์ว่า ดูก่อนท่านผู้มีความเพียร สุนัขตัวดุร้ายของท่าน เห็นปานนี้นั้น ทำอะไร มันจับมฤคกินหรือจับอมิตรให้ท่าน ท่านจะประโยชน์อะไรด้วยสุนัขตัวนี้ จงปล่อยมันไปเถิด.
ท้าวสักกะได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า
ดูก่อนพระเจ้าอุสินนระ สุนัขนี้มิได้มาเพื่อต้อง การกินเนื้อ แต่เพื่อจะกินมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อใดจักมี มนุษย์ทำความพินาศให้แก่มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินมนุษย์.
คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า ก็สุนัขตัวนี้มิได้มาในที่นี้ด้วยหวังว่าจะกินเนื้อมฤค เพราะฉะนั้น จะไม่มีประโยชน์สำหรับพวกมฤค แต่มาเพื่อจะกินเนื้อมนุษย์ เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะทำความฉิบหายความพินาศให้แก่มนุษย์เหล่านั้น เมื่อใด ผู้นั้นทำพวกมนุษย์ให้ถึงความพินาศ เมื่อนั้น สุนัขดำนี้ย่อมหลุด คือจักหลุดจากมือของเราไปกินผู้นั้น.
ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามท้าวสักกะว่า ดูก่อนนายพรานผู้เจริญสุนัขดำของท่านจักกินเนื้อมนุษย์ทุกคนหรือว่าจักกินแต่ผู้ที่มิใช่มิตรของท่านเท่านั้น ท้าวสักกะตอบว่า ดูก่อนพระราชาผู้ใหญ่ สุนัขจักกินเนื้อมนุษย์ที่มิใช่มิตรของเราเท่านั้น. คนเช่นไร ที่มิใช่มิตรของท่านในที่นี้. คนที่ไม่ยินดีในธรรมมีความประพฤติไม่เรียบร้อย ชื่อว่าผู้มีใช่มิตร. ขอท่านจงกล่าวลักษณะคนเหล่านั้นให้เราทราบก่อน.
ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะตรัสบอกแก่พระราชา ได้ตรัสพระคาถาสิบคาถาว่า
ผู้ที่ปฏิญาณตนว่าเป็นสมณะมีบาตรในมือ มี ศีรษะโล้น คลุมผ้าสังฆาฏิ ทำไรไถนาเลี้ยงชีพ คน เหล่านี้เป็นคนทุศีล มิใช่มิตรของเรา สุนัขของเราจัก ฆ่ากินเนื้อได้เมื่อใด สุนัขดำจะหลุดจากเชือกห้าเส้น ไป เมื่อนั้น. เมื่อใด จักมีหญิงผู้ปฏิญาณตนว่ามีตบะ บวช มีศีรษะโล้น คลุมผ้าสังฆาฏิเที่ยวบริโภคกามคุณอยู่ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินหญิงเหล่านั้น. เมื่อใด ชฎิลทั้งหลายมีหนวดอันยาว มีฟัน เขลอะ มีศีรษะเกลือกกลั้วด้วยธุลีเที่ยวภิกขาจาร รวม ทรัพย์ไว้ให้กู้ ชื่นชมยินดีด้วยดอกเบี้ยเลี้ยงชีพ เมื่อ นั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินชฎิลเหล่านั้น. เมื่อใด พราหมณ์ทั้งหลายเรียนเวทคือสาวิตติ ศาสตร์ ยัญญวิธีและยัญญสูตร แล้วรับจ้างบูชายัญ เมื่อนั้น สุนัขดำเหล่านี้จะหลุดไปกินพราหมณ์เหล่า นั้น. เมื่อใด ผู้มีกำลังสามารถจะเลี้ยงดูมารดาบิดาได้ แต่ไม่เลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าชรา เมื่อนั้น สุนัขดำ ตัวนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น. อนึ่ง เมื่อใด ชนทั้งหลายจักกล่าวดูหมิ่นมารดา บิดาผู้แก่เฒ่าชราว่า เป็นคนโง่เง่า เมื่อนั้น สุนัขดำ ตัวนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น. อนึ่ง เมื่อใด คนในโลกจะคบหาภรรยาของ อาจารย์ ภรรยาเพื่อน ป้าและน้าเป็นภรรยา เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น. เมื่อใด พวกพราหมณ์จักถือโล่และดาบ คอย ดักอยู่ที่ทางฆ่าคนชิงเอาทรัพย์ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะ หลุดไปกินพราหมณ์เหล่านั้น. เมื่อใด นักเลงหญิงทั้งหลาย ขัดสีผิวกายบำรุง ร่างกายให้อ้วนพี ไม่รู้จักหาทรัพย์ ร่วมสังวาสกับหญิง หม้ายที่มีทรัพย์ ครั้นใช้สอยทรัพย์ของหญิงหม้ายนั้น หมดแล้ว ก็ทำลายมิตรภาพไปหาหญิงอื่นต่อไป เมื่อ นั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินนักเลงหญิงเหล่านั้น. เมื่อใด คนผู้มีมารยา ปกปิดโทษตน เปิดเผย โทษผู้อื่น คิดให้ทุกข์ผู้อื่น มีความคิดอย่างอสัตบุรุษ อยู่ในโลก เมื่อนั้น สุนัขดำจะหลุดพ้นจากเชือก ๕ เส้น ไปกินคนเหล่านั้นทั้งหมด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมณกา ความว่า ท้าวสักกเทวราชตรัสอย่างนี้โดยโวหารว่าละอายเพียงปฏิญาณตนว่า เราเป็นสมณะ. บทว่า กสิสฺสนฺติ ความว่า คนเหล่านั้น ย่อมทำไร่ไถนาเลี้ยงชีพอย่างเดียว แม้ในเวลานั้น. ก็ท้าวสักกะทำเป็นเหมือนไม่รู้จึงกล่าวอย่างนี้. จริงอยู่ ท่านมีประสงค์ดังนี้ว่า คนเหล่านี้ คือเห็นปานนี้ เป็นคนทุศีล ไม่ใช่เป็นมิตรของเรา เมื่อใดสุนัขของเราจักฆ่ากินเนื้อคนเหล่านี้ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้ ย่อมหลุดพ้นจากเชือก ๕ เส้นนี้. ด้วยอุบายนี้พึงทราบประกอบอธิบายในคาถาทั้งปวง. บทว่า ปพฺพชิตา ได้แก่ เป็นผู้บวชในพระพุทธศาสนา. บทว่า คมิสฺสนฺติ ความว่าเที่ยวบริโภคกามคุณ ๕ ในท่ามกลางเรือน. บทว่า ทีฆุตฺตโรฏฺา ความว่าชื่อว่า มีริมฝีปากสูงยาว เพราะมีเขี้ยวโต. บทว่า ปงฺคทนฺตา ได้แก่ ฟันประกอบด้วยมลทินดังเปือกตม. บทว่า อิณํ โมทาย ความว่า รวบรวมทรัพย์ด้วยภิกขาจารประกอบหนี้ด้วยความเจริญ ยินดีการทำเช่นนั้น เลี้ยงชีพด้วยทรัพย์ที่ได้มาจากภิกขาจารนั้นไปในกาลใด. บทว่า สาวิตฺตึ ได้แก่เรียนเวทคือสาวัตติศาสตร์. บทว่า ยญฺํ ตตฺรญฺจ ได้แก่ เรียนยัญญวิธี และยัญญสูตรในที่นั้น. บทว่า ภติกาย ความว่า พวกพราหมณ์เหล่านั้นเข้าไปหาพระราชาและราชมหาอำมาตย์ แล้วบูชายัญเพื่อต้องการค่าจ้างอย่างนี้ว่า เราจักบูชายัญเพื่อท่าน ท่านจงให้ทรัพย์แก่เรา. บทว่า ปหุสนฺตา ความว่า เป็นผู้สามารถเพื่อพอกเลี้ยง. บทว่า พาลา ตุมฺเห ความว่า คนพาลทั้งหลาย กล่าวคำเป็นต้นว่า ท่านทั้งหลายไม่รู้อะไร. บทว่า คมิสฺสนฺติ ความว่า จักไปด้วยอำนาจการเสพโมกขธรรม. บทว่า ปนฺถฆาฏํ ความว่า ยืนอยู่ในทางเปลี่ยวแล้วปล้นฆ่าพวกมนุษย์ ยึดเอาสิ่งของ ๆ พวกมนุษย์เหล่านั้น. บทว่า สุกฺกจฺฉวี ความว่า นักเลงหญิงทั้งหลาย ตบแต่งด้วยการขัดสีด้วยจุณน้ำฝาดเป็นต้น มีผิวพรรณขาว. ในบทว่า เวธเวรา ที่ชื่อว่านักเลงหญิงเพราะอรรถว่าประพฤติเป็นเวรกับหญิงหม้าย คือหญิงผัวตายเหล่านั้น. บทว่า ถูลพาหุ ความว่ามีร่างกายอ้วนพี ด้วยการบำรุงร่างกายเป็นต้น มีการนวดยำเท้าเป็นต้น. บทว่า อปาตุภา ความว่า เพราะไม่ปรากฏ คือเพราะไม่ทำทรัพย์ให้เกิด. บทว่า มิตฺตเภทํ แปลว่า ทำลายมิตร. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. ท่านกล่าวอธิบายคำนี้ไว้ว่า เมื่อใดนักเลงหญิงเห็นปานนี้คิดว่าหญิงเหล่านั้นจักไม่ละพวกเรา จึงเข้าไปหาหญิงหม้ายผู้มีเงินร่วมสังวาสกัน เคี้ยวกินทรัพย์ของหญิงเหล่านั้น จักทำลายมิตรกับหญิงเหล่านั้น ทำลายความคุ้นเคยไปหาหญิงอื่นผู้มีทรัพย์ เมื่อนั้นสุนัขดำนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้นทั้งหมด ซึ่งเป็นโจร. บทว่า อสปฺปุริสจินฺติกา ความว่า มีปกติคิดอย่างอสัตบุรุษ คือคิดทำร้ายผู้อื่น. เมื่อนั้นสุนัขดำหลุดออกฆ่าพวกเหล่านั้นหมดกัดกินเนื้อแล.
ก็แหละครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ท้าวสักกะได้ตรัสว่า ดูก่อนมหาราชคนเหล่านี้ไม่ใช่มิตรของเรา แล้วทรงแสดงสุนัขทำเป็นอยากจะวิ่งไปกัดพวกอธรรมนั้น ๆ ขณะนั้นมหาชนมีจิตหวาดกลัว ท้าวสักกะทำเป็นฉุดเชือกรั้งสุนัขไว้ แล้วละเพศนายพราน เหาะขึ้นไปในอากาศดังดวงอาทิตย์แรกขึ้นรุ่งเรืองอยู่ด้วยอานุภาพของพระองค์ แล้วตรัสว่า ดูก่อนมหาราช เราคือท้าวสักกเทวราช มาด้วยเห็นว่า โลกนี้จักพินาศ เพราะเดี๋ยวนี้มหาชนพากันประมาทประพฤติอธรรม ตายไป ๆ แออัดอยู่ในอบาย เทวโลกดุจว่างเปล่า ตั้งแต่นี้ไปเราจักรู้สิ่งที่ควรทำสำหรับผู้ไม่ประพฤติธรรม ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิดพระมหาราช แล้วทรงแสดงธรรมด้วยพระคาถาที่มีค่าตั้งร้อยสี่พระคาถา ให้มนุษย์ทั้งหลายตั้งอยู่ในธรรมและศีล ทำพระศาสนาที่เสื่อมโทรมให้สามารถเป็นไปได้อีกพันปี แล้วพามาตลีเสด็จไปยังพิมานของพระองค์.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดง แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราประพฤติประโยชน์แก่โลกแม้ในกาลก่อนอย่างนี้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า มาตลีเทพบุตรในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ ส่วนท้าวสักกะได้มาเป็นเราตถาคตแล.
จบอรรถกถามหากัณหชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๑๗๐–๑๗๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทวาทสนิบาตชาดก ๓๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
6 Mahākaṇhajātakaṃ.
Kaṇho kaṇho ca ghorocāti idaṃ satthā jetavane viharanto lokatthacariyaṃ ārabbha kathesi.
Ekadivasaṃ hi bhikkhū dhammasabhāyaṃ nisīditvā yāvañcidaṃ āvuso satthā bahujanahitāya paṭipanno attano phāsuvihāraṃ pahāya lokasseva atthaṃ carati paramābhisambodhiṃ patvā sayaṃ pattacīvaramādāya aṭṭhārasayojanamaggaṃ gantvā pañcavaggiyatherānaṃ dhammacakkaṃ pavattetvā pañcamiyā pakkhassa anattalakkhaṇasuttaṃ kathetvā sabbesaṃ arahattaṃ adāsi uruvelaṃ gantvā tebhātikajaṭilānaṃ aḍḍhuḍḍhāni paṭihāriyasahassāni dassetvā pabbājetvā gayāsīse ādittapariyāyaṃ kathetvā jaṭilasahassānaṃ arahattaṃ adāsi mahākassapassa tigāvutāni paccuggamanaṃ katvā tīhi ovādehi upasampadaṃ adāsi eko pacchābhatte pañcacattāḷīsayojanamaggaṃ gantvā pukkusātikulaputtaṃ anāgāmiphale patiṭṭhāpesi mahākappinassa vīsayojanasataṃ paccuggamanaṃ katvā arahattaṃ adāsi eko pacchābhatte tiṃsayojanamaggaṃ gantvā kakkhalaṃ pharusaṃ aṅgulimālaṃ arahatte patiṭṭhāpesi tiṃsayojanameva maggaṃ gantvā Āḷavakaṃ yakkhaṃ sotāpattiphale patiṭṭhāpetvā kumārassa sotthimakāsi tāvatiṃsabhavane temāsaṃ vasanto asītiyā devakoṭīnaṃ dhammābhisamayaṃ sampādesi brahmalokaṃ gantvā bakabrahmuno diṭṭhiṃ bhinditvā dasannaṃ brahmasahassānaṃ arahattaṃ adāsi anusaṃvaccharaṃ tīsu maṇḍalesu cārikaṃ caramāno upanissayasampannānaṃ manussānaṃ saraṇāniceva sīlāni ca deti nāgasupaṇṇādīnaṃpi nānappakāraṃ atthaṃ caratīti dasabalassa lokatthacariyaguṇaṃ vaṇṇayiṃsu. Satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāyanāmāti vutte anacchariyaṃ bhikkhave svāhaṃ idāni abhisambodhiṃ patvā lokassa atthacariyaṃ pubbe sarāgādikālepi lokatthacariyameva acarinti vatvā atītaṃ āhari
atīte kassapasammāsambuddhakāle bārāṇasiyaṃ ussinnaronāma rājā rajjaṃ kāresi. Kassapasammāsambuddhe catusaccadesanāya mahājanaṃ bandhanā mocetvā nibbānanagaraṃ pūretvā parinibbute dīghassa addhāno accayena sāsanaṃ osakki. Bhikkhū ekavīsatiyā anesanāhi jīvitaṃ kappenti bhikkhunīhi saṃsaggaṃ karonti puttadhītāhi vaḍḍhanti. Bhikkhū bhikkhudhammaṃ bhikkhuniyo bhikkhunīdhammaṃ upāsakā upāsakadhammaṃ brāhmaṇā brāhmaṇadhammaṃ visajjesuṃ. Yebhuyyena manussā dasa akusalakammapathe samādāya vattiṃsu. Matā matā apāyaṃ pūrayiṃsu. Tadā sakko devarājā nave devaputte apassanto manussalokaṃ oloketvā manussānaṃ apāyesu nibbattabhāvaṃ ñatvā satthu sāsanaṃ osakkitaṃ Disvā kiṃ nukho karissāmīti cintento attheko upāyoti mahājanaṃ bhāyetvā tāsetvā bhītabhāvaṃ ñatvā assāsetvā dhammaṃ desetvā osakkitaṃ sāsanaṃ paggayha aparaṃ vassasahassaṃ pavattanakāraṇaṃ karissāmīti sanniṭṭhānaṃ katvā mātalidevaputtaṃ mocappamāṇadāḍhaṃ catūhi dāḍhehi niccharantaraṃsiṃ bhayānakaṃ gabbhinīnaṃ dassaneneva gabbhapātanasamatthaṃ ghorarūpaṃ ājāneyyappamāṇaṃ kāḷavaṇṇaṃ mahākaṇhaṃ sunakhaṃ katvā pañcabandhanena bandhitvā rattamālamassa sīse pilandhitvā rajjukoṭiyaṃ ādāya dve kāsāyāni nivāsetvā pacchāmukhe kese bandhitvā rattamālaṃ pilandhitvā āropitapavāḷavaṇṇajiyaṃ mahādhanuṃ gahetvā vajiragganārācaṃ nakhena parivattanto vanacarakavesaṃ gahetvā nagarato yojanamagge ṭhāne otaritvā bho loko vinassatīti tikkhattuṃ saddamanussāvetvā manusse utrāsetvā nagarūpacāraṃ gantvā puna saddamakāsi. Manussā taṃ sunakhaṃ disvā utrāstā nagaraṃ pavisitvā taṃ pavuttiṃ rañño ārocesuṃ. Rājā sīghaṃ nagaradvārāni pidahathāti dvārāni pidahāpesi. Sakkopi aṭṭhārasahatthaṃ pākāraṃ ullaṃghetvā sunakhena saddhiṃ anto nagare patiṭṭhahi. Manussā bhītatasitā palāyitvā gehāni pavisitvā dvārāni pidahiṃsu. Mahākaṇhopi diṭṭhadiṭṭhe manusse upadhāvitvā santāsento rājanivesanaṃ agamāsi. Rājaṅgaṇe manussā bhayena palāpetvā rājanivesanaṃ pavisitvā dvāraṃ pidahiṃsu. Usinnararājāpi orodhe gahetvā pāsādaṃ abhirūhi. Mahākaṇho purimapāde ukkhipitvā kavāṭe Ṭhapetvā mahābhusitaṃ bhusi. Tassa bhusitasaddo heṭṭhā aviciṃ upari bhavaggaṃ gaṇhi. Sakalacakkavāḷaṃ ekaninnādaṃ ahosi. Puṇṇakajātake puṇṇakarañño bhūridattajātake sudassananāgarañño imasmiṃ mahākaṇhajātake ayaṃ saddoti ime tayo saddā jambūdīpe mahāsaddānāma ahesuṃ. Nagaravāsino bhītatasitā hutvā ekapurisopi sakkena saddhiṃ kathetuṃ nāsakkhi. Rājāyeva pana satiṃ upaṭṭhapetvā vātapānaṃ nissāya sakkaṃ āmantetvā ambho luddhaka kasmā te sunakho bhusatīti āha. So chātabhāvenāti. Tenahissa bhattaṃ dāpessāmīti antojanassa ca attano ca pakkabhattaṃ sabbaṃ dāpesi. Taṃ sabbaṃ sunakho ekakabalaṃ viya katvā puna saddamakāsi. Puna rājā pucchitvā idānipi me sunakho chātoyevāti sutvā hatthiassādīnaṃ pakkabhattaṃ sabbaṃ āharāpetvā dāpesi. Tasmiṃpi ekappahāreneva niṭṭhāpite sakalanagarassa pakkabhattaṃ dāpesi. Taṃpi so tatheva bhutvā puna saddamakāsi. Rājā na esa sunakho nissaṃsayaṃ yakkho etassa āgamanakāraṇaṃ pucchissāmīti bhītatasito hutvā pucchanto paṭhamaṃ gāthamāha
kaṇho kaṇho ca ghoro ca sukkadāḍho patāpavā
bandho pañcahi rajjūhi kiṃ vīra sunakho tavāti.
Tattha kaṇho kaṇhoti bhayavasena daḷhīkammavasena vā āmeṇḍitaṃ. Ghoroti passantānaṃ bhayajanako. Patāpavāti dāḍhehi nikkhantena raṃsipatāpena patāpavā. Kiṃ vīrāti viriyavanta tavesa Evarūpo kakkhalo sunakho kiṃ karoti kiṃ mige gaṇhāti udāhu te amitte kinte iminā visajjehi nanti adhippāyenevamāha.
Taṃ sutvā sakko dutiyaṃ gāthamāha
nāyaṃ migānaṃ atthāya usinnara bhavissati
manussānaṃ anayo hutvā tadā kaṇho pamokkhatīti.
Tassattho ayaṃ hi migamaṃsaṃ khādissāmīti idha nāgato tasmā migānaṃ attho na bhavissati manussamaṃsaṃ pana khādituṃ āgato tasmā tesaṃ anayo mahāvināsakārako hutvā yadā anena manussā vināsaṃ pātitā bhavissanti tadā ayaṃ kaṇho pamokkhati mama hatthato muñcissatīti.
Atha naṃ rājā kiṃ pana te bho luddhaka sunakho sabbesaṃyeva manussānaṃ maṃsaṃ khādissati udāhu tava amittānaññevāti pucchitvā amittānaññeva me mahārājāti vutto puna ke pana idha tava amittāti pucchitvā adhammābhiratā visamacārino mahārājāti vutte kathehi tāva te amhākanti pucchi. Athassa kathento devarājā dasa gāthā abhāsi
pattahatthā samaṇakā muṇḍā saṅghāṭipārutā
naṅgalehi kasissanti tadā kaṇho pamokkhati.
Tapassiniyo pabbajitā muṇḍā saṅghāṭipārutā
yadā loke gamissanti tadā kaṇho pamokkhati.
Dīghuttaroṭṭhā jaṭilā paṅkadantā rajassirā
iṇaṃ modāya gacchanti tadā kaṇho pamokkhati.
Adhicca vede sāvittiṃ yaññaṃ tatrañca brāhmaṇā
bhatikāya yajissanti tadā kaṇho pamokkhati.
Mātaraṃ pitaraṃ vāpi jiṇṇake gatayobbane
pahusantā na bharanti tadā kaṇho pamokkhati.
Mātaraṃ pitaraṃ vāpi jiṇṇake gatayobbane
bālā tumheti vakkhanti tadā kaṇho pamokkhati.
Ācariyabhariyaṃ sakhā- bhariyaṃ mātulāniti
yadā loke gamissanti tadā kaṇho pamokkhati.
Asicammaṃ gahetvāna khaggaṃ paggayha brāhmaṇā
panthaghātaṃ karissanti tadā kaṇho pamokkhati.
Sukkacchavī vedhaverā thūlabāhū apātubhā
mittabhedaṃ karissanti tadā kaṇho pamokkhati.
Māyāvino nekatikā asappurisacintikā
yadā loke bhavissanti tadā kaṇho pamokkhatīti.
Tattha samaṇakāti mayaṃ samaṇakamhāti paṭiññāmattakena hiḷitavohārenevamāha. Kasissantīti te tadāpi kasantiyeva. Ayaṃ pana ajānanto viya evamāha. Ayaṃ hissa adhippāyo ete evarūpā dussīlā mama amittā yadā mama sunakhena ete māretvā maṃsaṃ khādituṃ bhavissati tadā esa kaṇho ito pañcarajjubandhanā mokkhatīti Iminā upāyena sabbagāthāsu adhippāyayojanā veditabbā. Pabbajitāti buddhasāsane pabbajitā. Gamissantīti agāramajjhe pañcakāmaguṇe paribhuñjantiyo vicarissanti. Dīghuttaroṭṭhāti dāḍhikānaṃ vaḍḍhitattā dīghauttaroṭṭhā. Paṅkadantāti paṅkena malena samannāgatā dantā. Iṇaṃ modāyāti bhikkhācariyāya dhanaṃ saṃharitvā vaḍḍhiyā iṇaṃ payojetvā taṃ moditvā tato laddhena jīvitaṃ kappentā yadā gacchantīti attho. Sāvittinti sāvittiñca adhiyitvā. Yaññaṃ tatrañcāti yaññavidhānakaṃ tatra yaññasuttaṃ adhiyitvāti attho. Bhatikāyāti te rājarājamahāmatte upasaṅkamitvā tumhākaṃ yaññaṃ yajissāma dhanaṃ no dethāti evaṃ bhatiatthāya yaññaṃ yajissanti. Pahusantāti posituṃ samatthā samānā. Bālā tumheti bālā na kiñci jānāthāti ādīni vakkhanti. Gamassantīti lokadhammaṃ sevanavasena gamissanti. Panthaghātanti panthe ṭhatvā manusse māretvā tesaṃ bhaṇḍagahaṇaṃ. Sukkacchavīti kasāvacuṇṇādighaṃsanena samuṭṭhāpitā sukkacchavivaṇṇā. Vedhaverāti vidhavā matapatikā tāhi vidhavāhi veraṃ carantīti vedhaverā. Thūlabāhūti pādaparimaddanādīhi samuddanādīhi samuṭṭhāpitamaṃsatāya mahābāhū. Apātubhāti apākaṭabhāvā dhanuppādavirahitāti attho. Mittabhedanti mittabhedanaṃ ayameva vā pāṭho. Idaṃ vuttaṃ hoti yadā evarūpā itthīdhuttā imā amhe na jahissantīti sahiraññā vidhavā upagantvā saṃvāsaṃ kappetvā tāsaṃ santakaṃ khāditvā tāhi saddhiṃ mittabhedaṃ karissanti vissāsaṃ bhinditvā aññaṃ Sahiraññaṃ gamissanti tadā esa te core sabbeva khāditvā muccissatīti. Asappurisacintikāti asappurisacintehi paradukkhacintanasīlā. Tadā sabbepime ghātetvā khāditamaṃso kaṇho pamokkhatīti.
Evañca pana vatvā ime mayhaṃ mahārāja amittāti tete adhammakārake pakkhanditvā khāditukāmaṃ viya katvā dassesi. Tato mahājanassa cittutrāsakāle sunakhaṃ rajjuyā ākaḍḍhitvā ṭhapitaṃ viya katvā luddhakavesaṃ jahitvā attano ānubhāvena ākāse jajjalamāno taruṇasuriyo viya ṭhatvā mahārāja ahaṃ sakko devarājā ayaṃ loko vinassatīti āgato pamattā hi mahājanā adhamme vattetvā matamatā sampati apāye pūrenti devaloko tuccho viya jāto ito paṭṭhāya adhammikesu kattabbaṃ ahaṃ jānissāmi tvaṃ appamatto hohi mahārājāti catūhi satārahagāthāhi dhammaṃ desetvā manusse dānasīlesu patiṭṭhāpetvā osakkitasāsanaṃ aññaṃ vassasahassaṃ pavattanasamatthaṃ katvā mātaliṃ ādāya sakaṭṭhānameva gato.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā evaṃ bhikkhave pubbepāhaṃ lokassa atthameva carāmīti vatvā jātakaṃ samodhānesi tadā mātali ānando ahosi sakko pana ahamevāti.
Mahākaṇhajātakaṃ chaṭṭhaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๔๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗