ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อารามทูสกชาดก
ชาดกที่ ๔๖ · เอกกนิบาตชาดก · อัตถกามวรรค

อารามทูสกชาดก

ว่าด้วยฉลาดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ไม่มีความสุข

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๖ · บรรทัด ๓๐๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอารามทูสกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภคนประทุษร้ายอุทยาน ในหมู่บ้านโกศลตำบลหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า " น เว อนตฺถกุสเลน" ดังนี้. ดังได้สดับมา เมื่อพระบรมศาสดา เสด็จจาริกไปในแคว้นโกศล ทรงบรรลุถึงหมู่บ้านตำบลหนึ่ง. กุฏุมพีในหมู่บ้านนั้นหนึ่ง นิมนต์พระตถาคตเจ้าให้ประทับนั่งในอุทยานของตนถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธองค์เป็นประมุขแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงเสด็จเที่ยวไปในสวนนี้ตามความพอพระทัยเถิด. ภิกษุทั้งหลายก็พากันลุก ชวนนายอุทยานบาล (คนเฝ้าสวน) ไปเที่ยวอุทยาน เห็นที่โล่งเตียนแห่งหนึ่ง จึงถามนายอุทยานบาลว่า อุบาสก อุทยานนี้ ตอนอื่นมีต้นไม้ชะอุ่มร่มรื่น แต่ที่ตรงนี้ไม่มีต้นไม้หรือกอไผ่อะไรเลย ข้อนี้เป็นเพราะเหตุไรหนอ ? นายอุทยานบาลตอบว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าเจริญ ในเวลาปลูกสร้างอุทยานนี้ มีเด็กชาวบ้านคนหนึ่ง เมื่อจะรดน้ำต้นไม้ ต้องถอนต้นไม้ที่เพิ่งปลูกในที่ตรงนี้ ขึ้นดูรากเสียก่อนแล้วจึงรดน้ำตามความสั้นยาวของรากเป็นประมาณ ต้นไม้ปลูกใหม่เหล่านั้นก็เหี่ยวแห้งตายไม่เหลือ ด้วยเหตุนั้นที่ตรงนี้จึงโล่งเตียนไป. ภิกษุทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดาแล้ว จึงกราบทูลเรื่องนั้น. พระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เด็กชาวบ้านคนนั้นมิใช่เพิ่งเป็นคนทำลายสวนในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ก็เคยเป็นคนทำลายสวนเหมือนกัน แล้วทรงน้ำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พวกชาวเมืองป่าวร้อง การเล่นนักขัตฤกษ์ในพระนคร. จำเดิมแต่กาลที่ได้ยินเสียงกลองประโคมในนักขัตฤกษ์. ชาวพระนครทั่วถ้วนล้วนพากันเที่ยวเล่นการนักขัตฤกษ์ไปมาสนุกสนาน. ครั้งนั้น อุทยานของพระราชา มีฝูงลิงอาศัยอยู่เป็นอันมาก, คนเฝ้าสวนคิดว่า ในเมืองมีงานนักขัตฤกษ์เอิกเกริกเราบอกให้ลิงเหล่านี้มันรดน้ำต้นไม้ แล้วเราก็จักเล่นนักขัตฤกษ์ได้ แล้วก็ไปหาวานรตัวจ่าฝูง ถามว่า แนะวานรผู้เป็นจ่าฝูงผู้เป็นสหาย อุทยานนี้ มีอุปการะเป็นอย่างมากแก่ท่านทั้งหลายพวกท่านได้พากันขบเคี้ยวดอกผล และใบอ่อนในอุทยานนี้ บัดนี้ในพระนครกำลังมีงานนักขัตฤกษ์เอิกเกริก เราจักไปเล่นงานนักขัตฤกษ์กับเขาบ้าง พวกท่านจงช่วยรดน้ำต้นไม้ที่กำลังปลูกใหม่ ๆ ในสวนนี้ ตลอดเวลาที่เรายังไม่มาก จักได้ไหม ? วานรจ่าฝูง รับคำว่า ดีแล้ว พวกเราจักรดน้ำให้. นายอุทยานบาลก็กำชับว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงระมัดระวังอย่าประมาทนะจัดหากระออมหนัง และกระออมไม้ สำหรับตักน้ำให้แก่พวกวานรแล้วก็ไป. พวกวานรพากันถือกระออมหนัง ละกระออมไม้จะไปรดน้ำต้นไม้ ครั้งนั้นวานรจ่าฝูง จึงพูดกะวานรด้วยกันอย่างนี้ว่า วานรผู้เจริญทั้งหลาย ธรรมดาน้ำเป็นสิ่งพึงสงวนพวกท่านจักรดน้ำต้นไม้ต้องถอนต้นไม้ขึ้น ถอนขึ้นดูราก ต้นไหนรากหยั่งลึก ต้องรดน้ำให้มาก ต้นไหนรากหยั่งลงไม่ลึก รดแต่น้อย ภายหลังน้ำของเราจักหาได้ยาก. พวกวานรต่างรับคำว่าดีแล้ว พากันทำตามนั้น. สมัยนั้น มีบุรุษฉลาดคนหนึ่ง เห็นพวกวานรในพระราชอุทยานเหล่านั้น พากันทำเช่นนั้น จึงกล่าวว่า แนะวานรทั้งหลาย เหตุไรพวกท่านจึงถอนต้นไม้อ่อน ๆ ขึ้นแล้วรดน้ำตามประมาณรากอย่างนี้เล่า ? พวกวานรตอบว่าวานรเป็นหัวหน้าสอนไว้อย่างนี้. บัณฑิตฟังคำนั้นแล้ว ดำริว่าอนาถหนอ ลิงโง่ ช่างไม่เฉลียวเสียเลย คิดว่าจักทำประโยชน์กลับทำความพินาศไปเสียฉิบ แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า :"การประพฤติประโยชน์ โดยผู้ไม่ฉลาดในประโยชน์ มิได้นำความสุขมาให้เลย คนโง่ ๆทำประโยชน์เสื่อมเหมือนลิงเฝ้าสวน ฉะนั้น" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เว เป็นเพียงนิบาต. บทว่า อนตฺถกุสเลน ความว่า ผู้ฉลาดในการอันมิใช่ประโยชน์ คือในการอันมิใช่บ่อเกิดแห่งประโยชน์ หรือได้แก่บุคคลผู้ไม่ฉลาดในประโยชน์ คือในเหตุอันเป็นบ่อเกิดแห่งประโยชน์. บทว่า อตฺถจริยา ได้แก่ การทำความเจริญ. บทว่า สุขาวหา ความว่า บุคคลผู้ไม่ฉลาดในประโยชน์เห็นปานนี้ ไม่อาจบำเพ็ญประโยชน์ กล่าวคือความสุขทางกายและความสุขทางใจ ได้แก่ไม่สามารถจะนำความสุขมาให้ได้. เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า คนโง่ ๆ ย่อมทำประโยชน์ให้เสื่อมไป ได้แก่คนโง่ ๆ คิดว่า เราจักบำเพ็ญประโยชน์ ก็ได้แต่ทำประโยชน์ให้เสียไป เราย่อมทำแก่การอันหาประโยชน์มิได้ โดยส่วนเดียวเท่านั้น. บทว่า กปิ อารามิโก ยถา ความว่า ลิงที่ได้รับหน้าที่ดูแลสวน ประกอบกิจการในสวน คิดว่า เราจักทำประโยชน์ ก็ทำได้แต่การอันหาประโยชน์มิได้เท่านั้น ฉันใด บุคคลผู้ไม่ฉลาดในประโยชน์ทั่ว ๆ ไป ก็ฉันนั้น ไม่อาจประพฤติประโยชน์ นำความสุขมาให้ใครได้ ได้แต่ยังประโยชน์นั้นแหละให้เสื่อมไปเท่านั้น. บุรุษผู้เป็นบัณฑิตนั้น ติเตียนวานจ่าฝูงด้วยคาถานี้แล้ว ก็พาบริษัทของตนออกจากสวนไปด้วยประการฉะนี้. แม้พระบรมศาสดา ก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เด็กชาวบ้านคนนี้ มิใช่จะเพิ่งประทุษร้ายสวนในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน ก็ได้ประทุษร้ายสวนมาแล้วเหมือนกัน ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า วานรจ่าฝูงในครั้งนั้น มาเป็นเด็กชาวบ้าน ผู้ทำลายสวนในบัดนี้ ส่วนบุรุษผู้เป็นบัณฑิต ได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล.

จบอรรถกถาอารามทูสชาดกที่ ๖

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๓๓–๓๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๖. อารามทูสกชาตกํ

น เว อนตฺถกุสเลนาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรสฺมึ โกสลคามเก อุยฺยานทูสกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

สตฺถา กิร โกสเลสุ จาริกญฺจรมาโน อญฺญตรํ คามกํ สมฺปาปุณิ ฯ ตตฺเถโก กุฏุมฺพิโก ตถาคตํ นิมนฺเตตฺวา อตฺตโน อุยฺยาเน นิสีทาเปตฺวา พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส ทานํ ทตฺวา ภนฺเต ยถารุจิยา อิมสฺมึ อุยฺยาเน วิจรถาติ อาห ฯ ภิกฺขู อุฏฺฐาย อุยฺยานปาลํ คเหตฺวา อุยฺยาเน วิจรนฺตา เอกํ องฺคณฏฺฐานํ ทิสฺวา อุยฺยานปาลํ ปุจฺฉึสุ อุปาสก อิมํ อุยฺยานํ อญฺญตฺถ สณฺฑจฺฉายํ อิมสฺมึ ปน ฐาเน โกจิ รุกฺโข วา คจฺโฉ วา นตฺถิ กึ นุ โข การณนฺติ ฯ ภนฺเต อิมสฺส อุยฺยานสฺส โรปนกาเล เอโก คามทารโก อุทกํ สิญฺจนฺโต อิมสฺมึ ฐาเน รุกฺขโปตเก อุทฺธมูลํ กตฺวา มูลปฺปมาเณน อุทกํ สิญฺจิ เต รุกฺขโปตกา มิลายิตฺวา มตา อิมินา การเณน อิทํ ฐานํ องฺคณํ ชาตนฺติ ฯ ภิกฺขู สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ สตฺถา น ภิกฺขเว โส คามทารโก อิทาเนว อารามทูสโก ปุพฺเพปิ อารามทูสโกเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต พาราณสิยํ นกฺขตฺตํ โฆสยึสุ ฯ นกฺขตฺตเภริสทฺทสฺสวนกาลโต ปฏฺฐาย สกลนครวาสิโน นกฺขตฺตนิสฺสิตกา หุตฺวา วิจรนฺติ ฯ ตทา รญฺโญ อุยฺยาเน พหู มกฺกฏา วสนฺติ ฯ อุยฺยานปาโล จินฺเตสิ นคเร นกฺขตฺตํ สงฺฆุฏฺฐํ อิเม วานเร อุทกํ สิญฺจถาติ วตฺวา อหํ นกฺขตฺตํ กีฬิสฺสามีติ เชฏฺฐกวานรํ อุปสงฺกมิตฺวา สมฺม วานรเชฏฺฐก อิทํ อุยฺยานํ ตุมฺหากมฺปิ พหุปการํ ตุมฺเห เอตฺถ ปุปฺผผลปลฺลวานิ ขาทถ นคเร นกฺขตฺตํ สงฺฆุฏฺฐํ อหํ นกฺขตฺตํ กีฬิสฺสามิ ยาวาหํ น อาคจฺฉามิ ตาว อิมสฺมึ อุยฺยาเน รุกฺขโปตเกสุ อุทกํ สิญฺจิตุํ สกฺขิสฺสถาติ ปุจฺฉิ ฯ สาธุ สิญฺจิสฺสามาติ ฯ เตนหิ อปฺปมตฺตา โหถาติ อุทกํ สิญฺจนตฺถาย เตสํ จมฺมกูเฏ เจว ทารุกูเฏ จ ทตฺวา คโต ฯ วานรา จมฺมกูเฏ เจว ทารุกูเฏ จ คเหตฺวา รุกฺขโปตเกสุ อุทกํ สิญฺจนฺติ ฯ อถ เน วานรเชฏฺฐโก เอวมาห โภนฺโต วานรา อุทกํ นาม รกฺขิตพฺพํ ตุมฺเห รุกฺขโปตเกสุ อุทกํ สิญฺจนฺตา อุปฺปาเฏตฺวา อุปฺปาเฏตฺวา มูลํ โอโลเกตฺวา คมฺภีรคเตสุ มูเลสุ พหุํ อุทกํ สิญฺจถ อคมฺภีรฏฺฐาเนสุ อปฺปํ ปจฺฉา อมฺหากํ อุทกํ ทุลฺลภํ ภวิสฺสตีติ ฯ เต สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตถา อกํสุ ฯ ตสฺมึ สมเย เอโก ปณฺฑิตปุริโส ราชุยฺยาเน เต วานเร ตถา กโรนฺเต ทิสฺวา เอวมาห โภนฺโต วานรา กสฺมา ตุมฺเห รุกฺขโปตเก อุปฺปาเฏตฺวา มูลปฺปมาเณน อุทกํ สิญฺจถาติ ฯ เต เอวํ วานรเชฏฺฐโก โอวทตีติ อาหํสุ ฯ โส ตํ วจนํ สุตฺวา อโห วต โภ พาลา อปณฺฑิตา อตฺถํ กริสฺสามาติ อนตฺถเมว กโรนฺตีติ จินฺเตตฺวา อิมํ คาถมาห

น เว อนตฺถกุสเลน อตฺถจริยา สุขาวหา

หาเปติ อตฺถํ ทุมฺเมโธ กปิ อารามิโก ยถาติ ฯ

ตตฺถ เวติ นิปาตมตฺตํ ฯ อนตฺถกุสเลนาติ อนตฺเถ อนายตเน กุสเลน อตฺเถ อายตเน การเณ อกุสเลน วาติ อตฺโถ ฯ อตฺถจริยาติ วุฑฺฒิกิริยา ฯ สุขาวหาติ เอวรูเปน อนตฺถกุสเลน กายิกเจตสิกสุขสงฺขาตสฺส อตฺถสฺส จริยา น สุขาวหา น สกฺกา อาวหิตุนฺติ อตฺโถ ฯ กึการณา ฯ เอกนฺเตเนว หิ หาเปติ อตฺถํ ทุมฺเมโธติ พาลปุคฺคโล อตฺถํ กริสฺสามีติ อตฺถํ หาเปตฺวา อนตฺถเมว กโรติ ฯ กปิ อารามิโก ยถาติ ยถา อาราเม นิยุตฺโต อารามรกฺขนโก มกฺกโฏ อตฺถํ กริสฺสามีติ อนตฺถเมว กโรติ เอวํ โยโกจิ อนตฺถกุสโล เตน น สกฺกา อตฺถจริยํ อาวหิตุํ โส ตญฺเญว อตฺถํ หาเปติเยวาติ ฯ เอวํ โส ปณฺฑิตปุริโส อิมาย คาถาย วานรเชฏฺฐกํ วิครหิตฺวา อตฺตโน ปริสํ อาทาย อุยฺยานา นิกฺขมิ ฯ

สตฺถาปิ น ภิกฺขเว เอส คามทารโก อิทาเนว อารามทูสโก ปุพฺเพปิ อารามทูสโกเยวาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา วานรเชฏฺฐโก อารามทูสกคามทารโก อโหสิ ปณฺฑิตปุริโส ปน อหเมวาติ ฯ

อารามทูสกชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๕. โรหิณีชาดกชาดกถัดไป๔๗. วารุณิทูสกชาดก