มิตตามิตตชาดก
ว่าด้วยอาการ ๑๖ ของผู้เป็นมิตรและมิใช่มิตร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๗๑๓ · บรรทัด ๖๗๒๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภอำมาตย์ผู้ประพฤติประโยชน์ของพระเจ้าโกศล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กานิ กมฺมานิ กุพฺพานํ ดังนี้.
ได้ยินว่า อำมาตย์ผู้นั้นได้มีอุปการะแด่พระราชาเป็นอันมาก พระราชาก็ได้ประทานสักการสัมมานะแก่เขาอย่างเหลือเฟือ พวกอำมาตย์ที่เหลือทนดูอยู่ไม่ได้ จึงพากันทูลยุยงว่า ข้าแต่พระองค์ อำมาตย์คนโน้นจะทำความพินาศแก่พระองค์ พระราชาทรงกำหนดพิจารณาดูอำมาตย์นั้น ก็ไม่เห็นโทษอะไร ๆทรงพระดำริว่า เราไม่เห็นโทษอะไร ๆ ของอำมาตย์นี้ ทำอย่างไรหนอ เราจึงจะสามารถรู้ว่า อำมาตย์นี้เป็นมิตรหรือมิใช่มิตร ทรงคิดได้ว่า เว้นพระตถาคตเสียแล้ว คนอื่นไม่สามารถรู้ปัญหานี้ได้ เราจักไปทูลถาม พอเสวยพระกระยาหารเช้าเสร็จแล้ว ก็เข้าไปเฝ้าพระศาสดาทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญทำอย่างไรหนอ คนเราจึงจะสามารถรู้ว่า ใครเป็นมิตรหรือมิใช่มิตรของตน.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระราชาว่า ดูก่อนมหาบพิตร แม้บัณฑิตในครั้งก่อน ก็คิดปัญหานี้แล้วถามพวกบัณฑิตรู้ได้โดยที่บัณฑิตเหล่านั้นบอก เว้นพวกที่มิใช่มิตรเสีย คบแต่มิตรเท่านั้น พระราชาทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว พระองค์ทรงนำอดีตนิทานมา ตรัสเล่า ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอำมาตย์สอนอรรถธรรมแด่พระราชาครั้งนั้นในพระนครพาราณสี มีอำมาตย์คนหนึ่งประพฤติประโยชน์แด่พระราชาพวกอำมาตย์ที่เหลือพากันทูลยุยงพระราชา พระราชาไม่ทรงเห็นโทษของอำมาตย์นั้น ทรงพระดำริว่า ทำอย่างไรหนอ เราจึงจะสามารถรู้ว่าอำมาตย์นี้เป็นมิตรหรือมิใช่มิตร เมื่อจะตรัสถามพระมหาสัตว์ ได้ตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า
บุรุษผู้เป็นบัณฑิตผู้มีปัญญา ได้เห็นและได้ฟัง ซึ่งบุคคลผู้ทำกรรมอย่างไร จึงจะรู้ได้ว่าผู้นี้มิใช่มิตร วิญญูชนจะพึงพยายามอย่างไร จึงจะรู้ได้ว่าผู้นี้มิใช่ มิตร.
คำอันเป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า บุรุษผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญา เห็นคนผู้กระทำการงานเช่นไร ด้วยจักษุ ได้ฟังเรื่องนั้นด้วยหู พึงรู้ว่าผู้นี้ไม่ใช่มิตรของเรา วิญญูชนพึงพยายามอย่างไร เพื่อรู้จักผู้นั้น.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะตรัสบอกลักษณะของผู้ที่มิใช่มิตรแก่พระราชา ได้ตรัสพระคาถาว่า
บุคคลผู้มิใช่มิตรเห็นเพื่อน ๆ แล้ว ไม่ยิ้มแย้ม แจ่มใส ไม่ร่าเริงต้อนรับเพื่อนไม่ดูแลเพื่อน กล่าวคำ ย้อนเพื่อน. บุคคลมิใช่มิตร คบหาศัตรูของเพื่อนไม่คบหา มิตรของเพื่อน ห้ามผู้ที่กล่าวสรรเสริฐเพื่อน สรรเสริญ ผู้ที่ด่าเพื่อน. บุคคลผู้มิใช่มิตร ไม่บอกความลับแก่เพื่อน ไม่ ช่วยปกปิดความลับของเพื่อน ไม่สรรเสริญการงาน ของเพื่อน ไม่สรรเสริญปัญญาของเพื่อน. บุคคลผู้มิใช่มิตร ยินดีในความฉิบหายของเพื่อน ไม่ยินดีในความฉิบหายของเพื่อน ได้อาหารที่ดีมีรส อร่อยมาแล้ว ก็มิได้นึกถึงเพื่อน ไม่ยินดีอนุเคราะห์ เพื่อนว่า อย่างไรหนอ เพื่อนของเราพึงได้ลาภจากที่นี้ บ้าง. บัณฑิตได้เห็นและได้ฟังแล้ว พึงรู้ว่ามิใช่มิตร ด้วยอาการเหล่าใด อาการดังกล่าวมา ๑๖ ประการนี้ มีอยู่ในบุคคลผู้มิใช่มิตร.
พระมหาสัตว์ตรัสพระคาถา ๕ คาถาเหล่านี้แล้ว อันพระราชาตรัสถามถึงลักษณะของมิตรด้วยพระคาถานี้อีกว่า
บัณฑิตมีปัญญา ได้เห็นและได้ฟังผู้กระทำกรรม อย่างไรจึงจะรู้ไว้ว่าผู้นี้เป็นมิตร วิญญูชนจะพึงพยายาม อย่างไร จึงจะรู้ได้ว่าผู้นี้เป็นมิตร จึงตรัสคาถาที่เหลือว่า บุคคลผู้เป็นมิตรนั้น ย่อมระลึกถึงเพื่อนผู้อยู่ ห่างไกล ย่อมยินดีต้อนรับเพื่อนผู้มาหา ถือว่าเป็น เพื่อนของเราจริง รักใคร่จริงทักทายปราศรัยด้วยวาจา อันไพเราะ. คนที่เป็นมิตรย่อมคบหาผู้ที่เป็นมิตรของเพื่อน ไม่คบหาผู้ที่ไม่ใช่มิตรของเพื่อน ห้ามปรามผู้ที่ด่า ติเตียนเพื่อน สรรเสริญผู้ที่พรรณนาคุณความดีของ เพื่อน. คนที่เป็นมิตร ย่อมบอกความลับแก่เพื่อน ปิด ความลับของเพื่อน สรรเสริญการงานของเพื่อน สรรเสริญปัญญาของเพื่อน. คนที่เป็นมิตรย่อมยินดีในความเจริญของเพื่อน ไม่ยินดีในความเสื่อมของเพื่อน ได้อาหารมีรสอร่อย ย่อมระลึกถึงเพื่อน ยินดีอนุเคราะห์เพื่อนว่า อย่างไร หนอ เพื่อนของเราพึงจะได้ลาภจากที่นี้บ้าง. บัณฑิตเห็นแล้ว ได้ฟังแล้ว พึงรู้ว่ามิตรด้วย อาการเหล่าใด อาการดังกล่าวมา ๑๖ ประการนี้ มีอยู่ ในบุคคลผู้เป็นมิตร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น นํ อุมฺหยเต ความว่า คนที่มิใช่มิตร เห็นมิตรปฏิรูป ไม่กระทำความยิ้มแย้ม ไม่แสดงอาหารร่าเริง. บทว่าน จ นํ ปฏินนฺทติ ความว่า เมื่อรับถ้อยคำของเขาแล้ว ไม่ชื่นชมไม่ยินดี. บทว่า จกฺขูนิ จสฺส ททา ความว่า เมื่อเพื่อนแลดูตัว ๆ ก็ไม่แลดูเสีย. บทว่า ปฏิโลมญฺจ ความว่า กล่าวย้อนถ้อยคำเพื่อน คือเป็นศัตรู. บทว่า วณฺณกาเม ความว่า เมื่อกล่าวสรรเสริญคุณเพื่อน. บทว่า นกฺขาติ ความว่า คนมิใช่มิตร ย่อมไม่บอกความลับของตนแก่เพื่อน. บทว่า กมฺมนฺตสฺส ความว่า ย่อมพรรณนากรรมที่เพื่อนนั้นทำ. บทว่า ปญฺสฺส ความว่าไม่สรรเสริญปัญญาของเพื่อน ไม่สรรเสริญเพื่อนผู้ที่สมบูรณ์ด้วยญาณ. บทว่า อภเว แปลว่า ไม่เจริญ. บทว่า ตสฺส นุปฺปชฺชเต ความว่า มิตรปฏิรูปย่อมไม่เกิดสติขึ้นว่า เราจักให้แม้แก่มิตรของเราแต่ที่นี้. บทว่า นานุกมฺปติ ความว่า ย่อมไม่คิดด้วยจิตอ่อนโยน. บทว่า ลเภยฺยิโต ความว่า เพื่อนพึงได้ลาภแต่ที่นี้. บทว่า อาการา ได้แก่ เหตุการณ์. บทว่า ปวุตฺถํ แปลว่าไปต่างถิ่น. บทว่า เกลายิโก ความว่า คนที่เป็นมิตร ย่อมรักใคร่ นับถือว่าเป็นเพื่อนเรา เริ่มตั้งรักใคร่ปรารถนา. บทว่า วาจาย ความว่า เมื่อจะเปล่งถ้อยคำกะเพื่อนด้วยถ้อยคำอันไพเราะย่อมยินดี. คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยเป็นปฏิปักษ์ต่อคำที่กล่าวแล้วนั่นแล.
พระราชามีพระทัยชื่นชมถ้อยคำของพระมหาสัตว์ ได้พระราชทานยศอันยิ่งใหญ่แก่พระมหาสัตว์แล้ว.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร ปัญหานี้ได้ตั้งขึ้นแม้ในกาลก่อนอย่างนี้ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวถึงปัญหานี้ว่า คนที่มิใช่มิตร และคนที่เป็นมิตร จะพึงรู้ได้ด้วยอาการสามสิบสองเหล่านี้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในกาลนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิต ได้มาเป็นเราตถาคตแล.
จบอรรถกถามิตตามิตตชาดกจบอรรถกถาทวาทสนิบาต ประดับด้วยชาดก ๑๐ ชาดกในชาตกัฏฐกถา
ด้วยประการฉะนี้
รวมชาดกที่มีในทวาทสนิบาตนี้ คือ
๑. จุลลกุณาลชาดก ๒. ภัททสาลชาดก ๓. สมุททวาณิชชาดก๔. กามชาดก ๕. ชนสันธชาดก ๖. มหากัณหชาดก ๗. โกสิยชาดก๘. เมณฑกปัญหาชาดก ๙. มหาปทุมชาดก ๑๐. มิตตามิตตชาดก และอรรถกถา.
เตรสนิบาตชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๒๐๕–๒๑๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทวาทสนิบาตชาดก ๓๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
10 Mittāmittajātakaṃ.
Kāni kammāni kubbānanti idaṃ satthā jetavane viharanto kosalarañño atthacarakaṃ amaccaṃ ārabbha kathesi.
So kira rañño bahupakāro ahosi. Athassa rājā atirekasammānaṃ kāresi. Avasesā taṃ asahamānā deva asuko amacco tumhākaṃ anatthakārakoti paribhindiṃsu. Rājā taṃ pariggaṇhanto kiñci dosaṃ adisvā ahaṃ imassa kiñci dosaṃ na passāmi kathaṃ nukho sakkā mayā imassa mittabhāvaṃ vā amittabhāvaṃ vā jānitunti cintetvā imaṃ pañhaṃ ṭhapetvā tathāgataṃ añño jānituṃ na sakkhissati gantvā pucchissāmīti. So bhuttapātarāso satthāraṃ upasaṅkamitvā bhante kathaṃ nukho sakkā purisena attano mittaṃ vā amittaṃ vā jānitunti pucchi. Atha naṃ satthā pubbepi mahārāja paṇḍitā imaṃ pañhaṃ cintetvā paṇḍite pucchitvā tehi kathitavasena ñatvā amitte vajjetvā mitte seviṃsūti vatvā tena yācito atītaṃ āhari
atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto tassa atthadhammānusāsako amacco ahosi. Tadā bārāṇasiyaṃ rañño ekaṃ atthacarakaṃ amaccaṃ sesā paribhindiṃsu. Rājā tassa dosaṃ apassanto kathaṃ nukho sakkā amittaṃ vā mittaṃ vā ñātunti mahāsattaṃ pucchanto paṭhamaṃ gāthamāha
Kāni kammāni kubbānaṃ kathaṃ viññū parakkame
amittaṃ jāneyya medhāvī disvā sutvā ca paṇḍitoti
tassattho kāni kammāni karontaṃ medhāvī paṇḍito puriso cakkhunā disvā sotena taṃ sutvā ayaṃ mayhaṃ amittoti jāneyya tassa jānanatthāya kathaṃ viññū parakkameyyāti.
Athassa amittalakkhaṇaṃ kathento āha
na naṃ umhayate disvā na ca naṃ paṭinandati
cakkhūni cassa na dadā paṭilomañca vattati
amitte tassa bhajati mitte tassa na sevati
vaṇṇakāme nivāreti akkosante pasaṃsati
guyhañca tassa nakkhāti tassa guyhaṃ na guyhati
kammantassa na vaṇṇeti paññassa nappasaṃsati
abhave nandati tassa bhave tassa na nandati
acchariyaṃ bhojanaṃ laddhā tassa nuppajjate sati
tato naṃ nānukampati aho sopi labheyyito
iccete soḷasākārā amittasmiṃ patiṭṭhitā
yehi amittaṃ jāneyya disvā sutvā ca paṇḍitoti. Mahāsatto imā pañca gāthā vatvā puna
kāni kammāni kubbānaṃ kathaṃ viññū parakkame
mittaṃ jāneyya medhāvī disvā sutvā ca paṇḍitoti imāya gāthāya mittalakkhaṇaṃ puṭṭho sesagāthā abhāsi
Pavutthañcassa sarati āgataṃ abhinandati
tato kelāyiko hoti vācāya paṭinandati.
Mitte tasseva bhajati amitte tassa na sevati
akkosante nivāreti vaṇṇakāme pasaṃsati.
Guyhañca tassa vakkhāti tassa guyhañca guyhati
kammañca tassa vaṇṇeti paññamassa pasaṃsati.
Bhave ca nandati tassa abhave tassa na nandati
acchariyaṃ bhojanaṃ laddhā tassa uppajjate sati.
Tato naṃ anukampati aho sopi labheyyito
iccete soḷasākārā mittasmiṃ supatiṭṭhitā.
Yehi mittañca jāneyya disvā sutvā ca paṇḍitoti.
Tattha na naṃ umhayateti taṃ mittapaṭirūpakaṃ disvā sitaṃ na karoti pahaṭṭhākāraṃ na dasseti. Na ca naṃ paṭinandatīti tassa kathaṃ paṭigaṇhanto na paṭinandati na tusati. Cakkhūni cassa na dadāti olokentaṃ na oloketi. Paṭilomañcāti tassa kathaṃ paṭippharati paṭisattu hoti. Vaṇṇakāmeti tassa vaṇṇaṃ bhaṇante. Nakkhātīti attano guyhaṃ tassa nācikkhati. Kammantassāti tena katakammaṃ vaṇṇayati. Paññassāti tassa paññaṃ na pasaṃsati ñāṇasampannaṃ na pasaṃsati. Abhaveti avuḍḍhiyā. Tassa nuppajjateti mittapaṭirūpakassa mama mittassāpi ito dassāmīti sati na uppajjati. Nānukampatīti muducittena na cinteti. Labheyyitoti labheyya ito. Ākārāti kāraṇāni. Pavutthanti videsagataṃ. Kelāyikoti kelāyati mamāyati paṭṭheti piheti icchatīti attho. Vācāyāti madhuravacanena taṃ samudācaranto nandati. Sesaṃ vuttapaṭipakkhanayeneva veditabbaṃ.
Rājā mahāsattassa kathāya attamano hutvā tassa mahantaṃ yasaṃ adāsi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā evaṃ mahārāja pubbepesa pañho samuṭṭhāti paṇḍitāva naṃ kathayiṃsu imehi dvattiṃsāya ākārehi amitto ca mitto ca jānitabboti vatvā jātakaṃ samodhānesi tadā rājā ānando ahosi paṇḍito pana ahamevāti.
Mittāmittajātakaṃ dasamaṃ.
Iti
jātakaṭṭhakathāya dasajātakapaṭimaṇḍitassa
dvādasanipātassatthavaṇṇanā niṭṭhitā.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๔๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗