วารุณิทูสกชาดก
ว่าด้วยผู้มีปัญญาทรามทำให้เสียประโยชน์
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๗ · บรรทัด ๓๑๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภคนทำลายเหล้า ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า " น เว อนตฺถกุสเลน" ดังนี้. ได้ยินมาว่า พ่อค้าเหล้าเพื่อนของท่านอนาถบิณฑิกะคนหนึ่งผสมเหล้ารสเข้มข้น ขายได้เงินทองมากมาย (วันหนึ่ง) เมื่อมหาชนประชุมกันในร้าน จึงกำชับลูกจ้างว่า พ่อคุณ พวกเจ้าจงขายเหล้าตามราคาที่เขาซื้อ แล้วก็ไปอาบน้ำ. ลูกจ้างเมื่อขายเหล้าให้มหาชน เห็นคนเหล่านั้น เรียกเกลือมากัดแกล้มเป็นระยะ ๆ จึงคิดว่า เหล้าคงไม่เค็ม เราต้องใส่เกลือผสมลงไป แล้วใส่เกลือลงไปในเหล้าประมาณทะนานหนึ่ง ตวงขายให้แก่คนเหล่านั้น. คนเหล่านั้นดื่มเต็มปากแล้ว ก็บ้วนทิ้ง ดาหน้ากันเข้าไปถามว่า เจ้าทำอย่างไร ? ลูกจ้างตอบว่า ข้าพเจ้าเห็นพวกท่านดื่มสุราแล้ว เรียกเกลือมากัดกิน จึงผสมเกลือลงไป คนเหล่านั้นพากันติเตียนลูกจ้างนั้นว่า อ้ายหน้าโง ! ทำเหล้าดี ๆ เช่นนี้เสียหมด แล้วลุกพรวดพราดขึ้น หลีกหนีไป. พ่อค้าเหล้า กลับมาไม่เห็นคนกินเลยสักคนเดียว จึงถามว่า พวกนักดื่มเหล้าไปไหนกันหมด ? ลูกจ้างจึงแจ้งเรื่องนั้นให้ทราบ. ลำดับนั้น พ่อค้าเหล้าก็ตำหนิว่า ไอ้หน้าโง่ ! ทำเหล้าดี ๆ เสียหมด พลางไปแจ้งเหตุให้ท่านอนาถบิณฑิกะทราบ. ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี ดำริว่าบัดนี้เรามีเรื่องอันเป็นเค้าแห่งกถามรรคแล้ว ไปสู่พระวิหารเชตวัน ถวายบังคมพระบรมศาสดา พลางกราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ. พระบรมศาสดา ตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่คนผู้นี้ทำเหล้าให้เสีย แม้ในกาลก่อนก็ทำเหล้าให้เสียมาแล้วเหมือนกัน อันท่านอนาถบิณฑิกะกราบทูลอาราธนาจึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธสัตว์เสวยพระชาติเป็นเศรษฐีชาวเมืองพาราณสี. พ่อค้าเหล้าคนหนึ่งอาศัยท่านเลี้ยงชีพอยู่ วันหนึ่งพ่อค้าปรุงเหล้ารสเข้มข้นแล้ว ก็สั่งลูกจ้างให้ขายเหล้าแทน แล้วก็ไปอาบน้ำ. พอพ่อค้าพ้นไปเท่านั้นแหละ เขาก็เอาเกลือใส่ลงไปในเหล้า ทำให้เหล้าเสียไป โดยนัยเดียวกันนี้แหละ. ครั้นพ่อค้ากลับมาได้ทราบเรื่องของลูกจ้างแล้ว ไปเรียนให้ท่านเศรษฐีทราบ. ท่านเศรษฐีกล่าวว่า ธรรมดาคนโง่ไม่เข้าใจประโยชน์คิดว่า จักทำประโยชน์ กลับทำให้เสียประโยชน์ไปดังนี้แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า :การบำเพ็ญประโยชน์ โดยคนที่ไม่ฉลาดในประโยชน์ จะไม่นำความสุขมาให้ คนโง่ ๆมีแต่จะทำประโยชน์ให้เสียไป เหมือนนายโกณฑัญญะ ทำเหล้าดี ๆ ให้เสียไป ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกณฺฑญฺโ วารุณึ ยถา ความว่าลูกจ้างของพ่อค้าเหล้าคนนี้ ชื่อว่า โกณฑัญญะ คิดว่า เราจักทำประโยชน์ ใส่เกลือลงไปในเหล้า ทำเหล้าให้เสียรสหมดราคาต้องเททิ้ง ฉันใด คนที่ไม่ฉลาดในประโยชน์แม้ทั่วไป ก็ทำประโยชน์ให้เสียไปได้ฉันนั้น. พระโพธิสัตว์แสดงธรรมด้วยคาถานี้. แม้พระบรมศาสดา ก็ตรัสว่า ก่อนคฤหบดี มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่คนผู้นี้ทำเหล้าให้เสียไป แม้ในกาลก่อน ก็ทำเหล้าให้เสียไปแล้วเหมือนกัน ดังนี้ แล้วทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่า คนที่ทำเหล้าเสียในครั้งนั้น มาเป็นคนที่ทำให้เหล้าเสียในครั้งนี้ ส่วนท่านเศรษฐีเมืองพาราณสี มาเป็นเราตถาคตฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาวารุณิทูสกชาดกที่ ๗
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๓๘–๔๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
7. Vāruṇijātakaṃ
na ve anatthakusalenāti idaṃ satthā jetavane viharanto vāruṇidūsakaṃ ārabbha kathesi.
Anāthapiṇḍikassa kira sahāyo eko vāruṇibāṇijo tikhiṇaṃ vāruṇiṃ yojetvā hiraññasuvaṇṇādīni gahetvā vikkiṇanto mahājane sannipatite tāta tvaṃ dātabbamūlaṃ gahetvā vāruṇiṃ dehīti antevāsikaṃ āṇāpetvā sayaṃ nhāyituṃ agamāsi. Antevāsiko mahājanassa vāruṇiṃ dento te manusse antarantarā loṇasakkaraṃ āharāpetvā khādante disvā surā aloṇikā bhavissati loṇamettha pakkhipissāmīti surācāṭiyaṃ nāḷimattaṃ loṇaṃ pakkhipitvā tesaṃ suraṃ adāsi. Te mukhaṃ pūretvā chaḍḍetvā kinte katanti pucchiṃsu. Tumhe suraṃ pivitvā loṇaṃ āharāpente disvā loṇena yojesinti. Evarūpaṃ nāma vāruṇiṃ nāsesi bālāti taṃ garahitvā uṭṭhāyuṭṭhāya pakkamanti. Vāruṇivāṇijo āgantvā ekampi adisvā vāruṇipāyakā kahaṃ gatāti pucchi. So tamatthaṃ ārocesi. Atha naṃ ācariyo bāla evarūpā nāma vāruṇi te nāsitāti garahitvā gantvā imaṃ kāraṇaṃ anāthapiṇḍikassa ārocesi. Anāthapiṇḍiko atthidāni me kathāpābhatanti jetavanaṃ gantvā satthāraṃ vanditvā etamatthaṃ ārocesi. Satthā na esa gahapati idāneva vāruṇidūsako pubbepi vāruṇidūsakoyevāti vatvā tena yācito atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto bārāṇasīseṭṭhī ahosi. Taṃ upanissāya eko vāruṇibāṇijo jīvati. So tikhiṇaṃ suraṃ yojetvā imaṃ vikkiṇāhīti antevāsikaṃ vatvā nhāyituṃ gato. Tasmiṃ gatamatteyeva surāya loṇaṃ pakkhipitvā imināva nayena suraṃ vināsesi. Athassa ācariyo āgantvā taṃ kāraṇaṃ ñatvā seṭṭhissa ārocesi. Seṭṭhī anatthakusalā nāma bālā atthaṃ karissāmāti anatthameva karontīti vatvā imaṃ gāthamāha
na ve anatthakusalena atthacariyā sukhāvahā
hāpeti atthaṃ dummedho koṇḍañño vāruṇiṃ yathāti.
Tattha koṇḍañño vāruṇiṃ yathāti yathā ayaṃ koṇḍaññanāmako antevāsiko atthaṃ karissāmīti loṇaṃ pakkhipitvā vāruṇiṃ hāpesi parihāpesi vināsesi evaṃ sabbopi anatthakusalo atthaṃ hāpetīti. Bodhisatto imāya gāthāya dhammaṃ desesi.
Satthāpi na eso gahapati idāneva vāruṇidūsako pubbepi vāruṇidūsakoyevāti vatvā anusandhiṃ ghaṭetvā jātakaṃ samodhānesi tadā vāruṇidūsako vāruṇidūsakova ahosi bārāṇasīseṭṭhī pana ahamevāti.
Vāruṇidūsakajātakaṃ sattamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗