จันทกินนรชาดก
ว่าด้วยนางจันทกินนรี
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๘๘๓ · บรรทัด ๗๒๖๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อทรงอาศัยกรุงกบิลพัสดุ์ ประทับอยู่ ณ นิโครธารามทรงพระปรารภพระมารดาของพระราหุล ตรัสเรื่องนี้ในพระราชนิเวศน์มีคำเริ่มต้นว่า อุปนียติทํ มญฺเ ดังนี้.
ที่จริงชาดกนี้ควรจะกล่าวตั้งแต่ทูเรนิทาน. ก็แต่นิทานกถานี้นั้น จนถึงพระอุรุเวลกัสสปบันลือสีหนาทในลัฏฐิวัน กล่าวไว้ในอปัณณกชาดก. ต่อจากนั้นจนถึงเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ จักแจ้งในเวสสันดรชาดก.
ก็แลพระศาสดาประทับนั่งในพระนิเวศน์ของพุทธบิดา ในเวลากำลังเสวย ตรัสมหาธัมมปาลชาดก เสวยเสร็จทรงดำริว่า เราจักนั่งในนิเวศน์ของมารดาราหุล กล่าวถึงคุณของเธอ แสดงจันทกินนรชาดก ให้พระราชาทรงถือบาตรเสด็จไปที่ประทับแห่งพระมารดาของพระราหุล กับพระอัครสาวกทั้งสอง. ครั้งนั้นนางระบำ ๔๐,๐๐๐ ของพระนาง พากันอยู่พร้อมหน้า. บรรดานางทั้งนั้นที่เป็นขัตติยกัญญาถึง ๑,๐๙๐ นาง. พระนางทรงทราบว่าพระตถาคตเสด็จมา ตรัสบอกแก่นางเหล่านั้นว่า จงพากันนุ่งผ้าย้อมน้ำฝาดทั่วกันทีเดียว. นางเหล่านั้นพากันกระทำอย่างนั้น พระศาสดาเสด็จมาประทับนั่งเหนือพระแท่นทีเตรียมไว้. ครั้งนั้นพวกนางเหล่านั้นทั้งหมด ก็พากันร้องไห้ประดังขึ้นเป็นเสียงเดียวกันอื้ออึงไป. เสียงร่ำไห้ขนาดหนักได้มีแล้ว ฝ่ายพระมารดาของพระราหุลเล่า ก็ทรงกันแสง ครั้นทรงบรรเทาความโศกได้ ก็ถวายบังคมพระศาสดา ประทับนั่งด้วยความนับถือมาก เป็นไปกับความเคารพอันมีในพระราชา. ครั้งนั้น พระราชาทรงพระปรารภคุณกถาของพระนาง ได้ตรัสเล่าพรรณนาคุณของพระนางด้วยประการต่าง ๆ เช่น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สะใภ้ของโยม ฟังว่าพระองค์ทรงนุ่งกาสาวพัสตร์ ก็นุ่งกาสาวพัสตร์เหมือนกัน ฟังว่าพระองค์เลิกทรงมาลาเป็นต้น ก็เลิกทรงมาลาเป็นต้น ฟังว่าทรงเลิกบรรทมเหนือพระยี่ภอันสูงอันใหญ่ ก็บรรทมเหนือพื้นเหมือนกัน ในระยะกาลที่พระองค์ทรงผนวชแล้ว นางยอมเป็นหญิงหม้าย มิได้รับบรรณาการที่พระราชาอื่น ๆ ส่งมาให้เลย นางมีจิตมิได้เปลี่ยนแปลงในพระองค์ถึงเพียงนี้. พระศาสดาตรัสว่ามหาบพิตร ไม่น่าอัศจรรย์เลย ที่นางมีความรักไม่เปลี่ยนแปลงในอาตมภาพอย่างไม่ใยดีในผู้อื่นเลย ในอัตภาพสุดท้ายของอาตมภาพครั้งนี้ แม้บังเกิดในกำเนิดดิรัจฉาน ก็ยังได้มีจิตไม่เปลี่ยนแปลงในอาตมภาพอย่างไม่ไยดีในผู้อื่นเลย แล้วทรงรับอาราธนานำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดกินนร ในหิมวันตประเทศ. ภรรยาของเธอนามว่า จันทา ทั้งคู่เล่าก็อยู่ที่ภูเขาเงินชื่อว่า จันทบรรพต ครั้งนั้นพระเจ้าพาราณสีมอบราชสมบัติแก่หมู่อำมาตย์ ทรงผ้าย้อมฝาดสองผืน ทรงสอดพระเบญจาวุธ เข้าสู่ป่าหิมพานต์ลำพังพระองค์เดียวเท่านั้น. ท้าวเธอเสวยเนื้อที่ทรงล่าได้เป็นกระยาหาร เสด็จท่องเที่ยวไปถึงลำน้ำน้อย ๆ สายหนึ่งโดยลำดับ ก็เสด็จขึ้นไปถึงต้นสาย ฝูงกินนรที่อยู่ ณ จันทบรรพต เวลาฤดูฝนก็ไม่ลงมา พากันอยู่ที่ภูเขานั่นแหละ ถึงฤดูแล้งจึงพากันลงมา. ครั้งนั้นจันทกินนรลงมากับภรรยาของตน เที่ยวเก็บเล็มของหอมในที่นั้น ๆ กินเกษรดอกไม้ นุ่งห่มด้วยสาหร่ายดอกไม้ เหนี่ยวเถาชิงช้าเป็นต้น เล่นพลางขับร้องไปพลาง ด้วยเสียงจะแจ้วเจื้อยจนถึงลำน้ำน้อยสายนั้น หยุดลงตรงที่เป็นคุ้งแห่งหนึ่ง โปรยปรายดอกไม้ลงในน้ำ ลงเล่นน้ำแล้วนุ่งห่มสาหร่ายดอกไม้ จัดแจงแต่งที่นอนด้วยดอกไม้ เหนือหาดทรายซึ่งมีสีเพียงแผ่นเงิน ถือขลุ่ยเลาหนึ่งนั่งเหนือที่นอน. ต่อจากนั้น จันทกินนรก็เป่าขลุ่ยขับร้องด้วยเสียงอันหวานฉ่ำจันทกินรีก็ฟ้อนหัตถ์อันอ่อนยืนอยู่ในที่ใกล้สามีฟ้อนไปบ้าง ขับร้องไปบ้าง. พระราชานั้นทรงสดับเสียงของกินนรกินรีนั้น ก็ทรงย่องเข้าไปค่อย ๆ ยืนแอบในที่กำบัง ทรงทอดพระเนตรกินนรเหล่านั้น ก็ทรงมีจิตปฏิพัทธ์ในกินรีทรงดำริว่า จักยิงกินนรนั้นเสียให้ถึงสิ้นชีวิต ถึงสำเร็จการอยู่ร่วมกินรีนี้แล้วทรงยิงจันทกินนร. เธอเจ็บปวดรำพันกล่าวคาถา ๔ คาถาว่า
ดูก่อนนางจันทา ชีวิตของพี่ใกล้จะขาดอยู่แล้ว พี่กำลังเมาเลือด จันทาเอ๋ย พี่เห็นจะละชีวิตไปแม้ใน วันนี้ ลมปราณของพี่กำลังจะดับ ชีวิตของพี่กำลัง จะจม ความทุกข์กำลังเผาผลาญหัวใจพี่ พี่ลำบากยิ่งนัก ความโศกของพี่ครั้งนี้ เป็นความโศกยิ่งใหญ่กว่าความ โศกเหล่าอื่น เพราะเหตุแห่งเจ้าจันทาผู้จะเศร้าโศกถึง พี่โดยแท้ พี่จะเหี่ยวแห้ง เหมือนต้นหญ้าที่ถูกทิ้งไว้ บนแผ่นหินร้อน เหมือนต้นไม้มีรากอันขาด พี่จะ เหือดหายเหมือนแม่น้ำที่ขาดห้วง ความโศกของพี่ครั้ง นี่เป็นความโศกยิ่งใหญ่ว่าความโศกเหล่าอื่น เพราะ เหตุแห่งเจ้าจันทาผู้จะเศร้าโศกถึงพี่โดยแท้ น้ำตาของ พี่ไหลออกเรื่อย ๆ เหมือนน้ำฝนที่ตกลงที่เชิงบรรพต ไหลไปไม่ขาดสายฉะนั้น ความโศกของพี่ครั้งนี้ เป็นความโศกยิ่งใหญ่กว่าความโศกเหล่าอื่น เพราะ เหตุแห่งเจ้าจันทาผู้จะเศร้าโศกถึงพี่โดยแท้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปนียติ ความว่า ชีวิตของพี่ใกล้จะขาดอยู่แล้ว. บทว่า อิทํ ได้แก่ ชีวิต. บทว่า ปาณา ความว่า ดูก่อนจันทาลมปราณคือชีวิตของพี่ย่อมจะดับ. บทว่า โอสธิ เม ความว่า ชีวิตของพี่ย่อมจะจมลง. บทว่า นิตมานิ แปลว่า พี่ย่อมลำบากอย่างยิ่ง. บทว่า ตว จนฺทิยา ความว่า นี้เป็นความทุกข์ของพี่. บทว่า น นํ อญฺเหิ โสเกหิความว่า โดยที่แท้นี้เป็นเหตุแห่งความโศกของเธอผู้ชื่อว่าจันทีเมื่อกำลังเศร้าโศกอยู่ เพราะเหตุที่เธอเศร้าโศก็เพราะความพลัดพรากของเรา. ด้วยบทว่า ติณมิวมิลายามิ เธอกล่าวว่า ข้าจะเหี่ยวเฉา เหมือนต้นหญ้าที่ถูกทอดทิ้งบนแผ่นหินอันร้อน เหมือนป่าไม้ที่ถูกตัดรากฉะนั้น . บทว่า สเร ปาเท ความว่าเหมือนสายฝนที่ตกบนเชิงเขาไหลซ่านไปไม่ขาดสายฉะนั้น.
พระมหาสัตว์คร่ำครวญด้วยคาถาสี่เหล่านี้ นอนเหนือที่นอนดอกไม้นั่นเอง ชักดิ้นสิ้นสติ. ฝ่ายพระราชายังคงยืนอยู่. จันทากินรีเมื่อพระมหาสัตว์รำพัน กำลังเพลิดเพลินเสียด้วยความรื่นเริงของตน มิได้รู้ว่าเธอถูกยิง แต่ครั้นเห็นเธอไร้สัญญานอนดิ้นไป ก็ใคร่ครวญว่า ทุกข์ของสามีเราเป็นอย่างไรหนอ พอเห็นเลือดไหลออกจากปากแผล ก็ไม่อาจสะกดกลั้นความโศกอันมีกำลังที่เกิดขึ้นในสามีที่รักไว้ได้ ร่ำไห้ด้วยเสียงดัง. พระราชาทรงดำริว่ากินนรคงตายแล้ว ปรากฏพระองค์ออกมา. จันทาเห็นท้าวเธอหวั่นใจว่าโจรผู้นี้คงยิงสามีที่รักของเรา จึงหนีไปอยู่บนยอดเขา พลางบริภาษพระราชา ได้กล่าวคาถา ๕ คาถา ดังนี้
พระราชบุตรใด ยิงสามีผู้เป็นที่ปรารถนาของเรา เพื่อให้เป็นหม้ายที่ชายป่า พระราชบุตรนั้นเป็นคน เลวทรามแท้ สามีของเรานั้นถูกยิงแล้วนอนอยู่ที่พื้นดิน พระราชบุตรเอ๋ย มารดาของท่านจงได้รับสนองความ โศกในดวงหทัยของข้าผู้เพ่งมองดูกินนรผู้สามีนี้ ชายา ของท่านจงได้รับสนองความโศกในดวงหทัยของข้าผู้ เพ่งมองดูกินนรผู้สามีนี้ พระราชบุตรเอ๋ย ท่านได้ฆ่า กินนรผู้ไม่ประทุษร้าย เพราะความรักใคร่ในเรา ขอ มารดาของท่านอย่าได้พบเห็นบุตรและสามีเลย ท่าน ได้ฆ่ากินนรีผู้ไม่ประทุษร้าย เพราะความรักใคร่ในเรา ขอชายาของท่านจงอย่าได้พบเห็นบุตรและสามีเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วรากิยา แปลว่า ผู้กำพร้า. บทว่า ปฏิมุจฺจตุ ได้แก่ จงกลับได้ คือถูกต้องบรรลุ. บทว่า มยฺหํ กามาหิได้แก่ เพราะความรักใคร่ในฉัน.
พระราชาเมื่อจะตรัสปลอบนางผู้ยืนร่ำไห้เหนือยอดภูเขาด้วย ๕ คาถาจึงตรัสคาถาว่า
ดูก่อนนางจันทา ผู้มีนัยน์ตาเบิกบานดังดอกไม้ ในป่า เธออย่าร้องไห้ไปเลย เธอจักได้เป็นอัครมเหสี ของฉันมีเหล่านารีในราชสกุลบูชา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จนฺเท ความว่า เพราะได้สดับชื่อของพระโพธิสัตว์เวลาคร่ำครวญ จึงได้ตรัสอย่างนั้น. บทว่า วนติมิรมตฺตกฺขิ แปลว่า ผู้มีนัยน์ตาเสมอด้วยดอกไม้ที่มืดมัวในป่า. บทว่า ปูชิตา ความว่าเธอจะได้เป็นอัครมเหสีผู้เป็นหัวหน้าของบรรดาหญิง ๑๖,๐๐๐ คน.
นางจันทากินรี ฟังคำของท้าวเธอแล้วกล่าวว่า ท่านพูดอะไร เมื่อจะบันลือสีหนาทจึงกล่าวคาถาต่อไปว่า
ถึงแม้ว่าเราจักต้องตาย แต่เราจักไม่ขอยอมเป็น ของท่าน ผู้ฆ่ากินนรสามีของเรา ผู้มิได้ประทุษร้าย เพราะความรักใคร่ในเรา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปิ นูนาหํ ความว่า ถึงแม้เราจักต้องตายอย่างแน่นอนทีเดียว.
ท้าวเธอฟังคำของนางแล้วหมดความรักใคร่ ตรัสคาถาต่อไปว่า
แน่ะนางกินรีผู้ขี้ขลาด มีความรักใคร่ต่อชีวิต เจ้าจงไปสู่ป่าหิมพานต์เถิด มฤคอื่น ๆ ที่บริโภคกฤษณาและกระลำพัก จักยังรักใคร่ยินดีต่อเจ้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปิ ภีรุเก แปลว่า ผู้มีชาติขลาดเป็นอย่างยิ่ง. บทว่า ตาลิสตคฺครโภชนา ความว่า มฤคอื่น ๆ ที่บริโภคใบกฤษณาและใบกระลำพัก จักยังรักษาความยินดีต่อเจ้า. ท้าวเธอได้กล่าวกะนางว่า เธอจงอย่าไปจากความลับในราชตระกูล.
ก็แลครั้นตรัสอย่างนี้แล้วก็เสด็จหลีกไปอย่างหมดเยื่อใย นางทราบว่าท้าวเธอไปแล้วก็ลงมากอดพระมหาสัตว์ อุ้มขึ้นสู่ยอดภูเขา ให้นอนเหนือยอดภูเขา ยกศีรษะวางไว้เหนือขาของตน พลางพร่ำไห้เป็นกำลัง จึงกล่าวคาถา ๑๒ คาถาว่า
ข้าแต่กินนร ภูเขาเหล่านั้น ซอกเขาเหล่านั้น และถ้ำเหล่านั้นตั้งอยู่ ณ ที่นั้น ฉันไม่เห็นท่านในที่ นั้น ๆ จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็น ท่านที่เทือกเขา ซึ่งเราเคยร่วมอภิรมย์กัน จะกระทำ
อย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่แผ่นผาอันลาดด้วยใบไม้เป็นที่น่ารื่นรมย์ พวกมฤคร้ายกล้ำกลาย จะทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่แผ่นผาอันลาดด้วยดอกไม้ เป็นที่น่ารื่นรมย์ พวกมฤคร้ายกล้ำกลาย จะทำอย่างไร ข้าแต่กินนรเมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ลำธารอันมีน้ำใสไหลอยู่เรื่อย ๆ มีกระแสเกลื่อนกล่นไปด้วยดอกโกสุม จะกระทำอย่างไรข้าแต่กินนรเมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ยอดเขาหิมพานต์อันมีสีเขียว น่าดูน่าชม จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนรเมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ยอดเขาหิมพานต์มีสีเหลืองอร่ามน่าดูน่าชม จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ยอดเขาหิมพานต์อันมีสีแดง น่าดูน่าชมจะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ยอดเขาหิมพานต์อันสูงตระหง่าน น่าดูน่าชม จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ยอดเขาหิมพานต์อันมีสีขาว น่าดูน่าชม จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ยอดเขาหิมพานต์อันงามวิจิตร น่าดูน่าชม จะกระทำอย่างไรข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่เขาคันธมาทน์ อันดารดาษไปด้วยยาต่าง ๆ เป็นถิ่นที่อยู่ของหมู่เทพเจ้าจะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ภูเขาคันธมาทน์ อันดารดาษไปด้วยโอสถทั้งหลายจะกระทำอย่างไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เต ปพฺพตา ความว่า ภูเขาเหล่านั้นซอกเขาเหล่านั้น และถ้ำเขาเหล่านั้น ที่เราเคยขึ้นร่วมอภิรมย์ ตั้งอยู่ ณที่นั้นนั่นแล บัดนี้ เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่เทือกเขานั้น เราจะทำอย่างไรเล่าเมื่อฉันไม่เห็นท่านที่แผ่นผาลาดอันงดงามไปด้วยใบไม้ดอกและผลเป็นต้น ร่ำไรอยู่ว่าเราจะอดกลั้นได้อย่างไร. บทว่า ปณฺณสณฺตา ความว่า ดารดาษด้วยกลิ่นและใบ ของใบกฤษณาเป็นต้น. บทว่า อจฺฉา ได้แก่ มีน้ำใสสะอาด. บทว่า นีลานิ ได้แก่ สำเร็จด้วยแก้วมณี. บทว่า ปีตานิ ได้แก่ สำเร็จด้วยทองคำ. บทว่า ตมฺพานิ ได้แก่ สำเร็จด้วยมโนศิลา. บทว่า ตุงฺคานิ ความว่า มีปลายคมสูง. บทว่า เสตานิ ได้แก่ สำเร็จด้วยเงิน. บทว่า จตฺรานิ ได้แก่ เจือด้วยรัตนะ ๗ ประการ. บทว่า ยกฺขคณเสวิเต ความว่า อันภุมเทวดาเสพแล้ว.
นางร่ำไห้ด้วยคาถาสิบสองบทด้วยประการฉะนี้แล้ว วางมือลงตรงอุระพระมหาสัตว์ รู้ว่ายังอุ่นอยู่ ก็คิดว่า พี่จันท์ ยังมีชีวิตเป็นแน่ เราต้องกระทำการเพ่งโทษเทวดา ให้ชีวิตของเธอคืนมาเถิด. แล้วได้กระทำการเพ่งโทษเทวดาว่าเทพเจ้าที่ได้นามว่าท้าวโลกบาลน่ะ ไม่มีเสียหรือไรเล่า หรือหลบไปเสียหมดแล้วหรือตายหมดแล้ว ช่างไม่ดูแลผัวรักของข้าเสียเลย. ด้วยแรงโศกของนาง พิภพท้าวสักกะเกิดร้อน. ท้าวสักกะทรงดำริทราบเหตุนั้น แปลงเป็นพราหมณ์ถือกุณฑีน้ำมาหลงรดพระมหาสัตว์. ทันใดนั้นเองพิษก็หายสิ้น. แผลก็เต็ม แม้แต่รอยที่ว่าถูกยิงตรงนี้ก็มิได้ปรากฏ. พระมหาสัตว์สบายลุกขึ้นได้ จันทาเห็นสามีที่รักหายโรค แสนจะดีใจ ไหว้แทบเท้าของท้าวสักกะ กล่าวคาถาเป็นลำดับว่า
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ผู้เป็นเจ้า ฉันขอไหว้เท้า ทั้งสองของท่านผู้มีความเห็นดู มารดสามีผู้ที่ดิฉัน ซึ่งเป็นกำพร้าปรารถนายิ่งนักด้วยน้ำอมฤต ดิฉันได้ ชื่อว่าเป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยสามีผู้เป็นที่รักยิ่งแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมเตน ความว่า นางจันทากินรีสำคัญว่า เป็นน้ำอมฤตจึงกล่าวอย่างนั้น. บทว่า ปิยตเมน แปลว่า น่ารักกว่าบาลีก็อย่างนั้นเหมือนกัน.
ท้าวสักกะได้ประทานโอวาทแก่กินนรทั้งคู่นั้นว่า ตั้งแต่บัดนี้เธอทั้งสองอย่าลงจากจันทบรรพตไปสู่ถิ่นมนุษย์เลย จงพากันอยู่ที่นี้เท่านั้นนะ ครั้นแล้วก็เสด็จไปสู่สถานที่ของท้าวเธอ.
ฝ่ายจันทากินรีก็กล่าวว่า พี่เจ้าเอ๋ย เราจะต้องการอะไร ด้วยสถานที่อันมีภัยรอบด้านนี้เล่า มาเถิดค่ะ เราพากันไปสู่จันทบรรพตเลยเถิดคะ แล้วกล่าวคาถาสุดท้ายว่า
บัดนี้ เราทั้งสองจักเที่ยวไปสู่ลำธารอันมีกระแส สินธุ์อันเกลื่อนกล่นด้วยดอกโกสุม ดารดาษไปด้วย บุบผชาติต่าง ๆ เราทั้งสองจะกล่าววาจาเป็นที่รักแก่ กันและกัน.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อนนางก็ไม่ได้เอาใจออกห่างเรามิใช่หญิงที่ผู้อื่นจะนำไปได้เหมือนกัน ทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้นได้มาเป็นเทวทัต ท้าวสักกะได้มาเป็นอนุรุทธะ จันทากินรี ได้มาเป็นมารดาเจ้าราหุล ส่วนจันทกินนรได้มาเป็นเราตถาคตแล.
จบอรรถกถาจันทกินนรชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๓๖๔–๓๗๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปกิณณกนิบาตชาดก ๗๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๗๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๒. จนฺทกินฺนรชาตกํ ฯ
อุปนียติทํ มญฺเญติ อิทํ สตฺถา กปิลวตฺถุปุรํ อุปนิสฺสาย นิโคฺรธาราเม วิหรนฺโต ราชนิเวสเน ราหุลมาตรํ อารพฺภ กเถสิ ฯ อิทํ ปน ชาตกํ ทูเรนิทานโต ปฏฺฐาย กเถตพฺพํ ฯ สา ปเนสา นิทานกถา ยาว ลฏฺฐิวเน อุรุเวลกสฺสปสฺส สีหนาทา อปณฺณกชาตเก กถิตา ฯ ตโต ปรํ ยาว กปิลวตฺถุคมนา เวสฺสนฺตรชาตเก อาวีภวิสฺสติ ฯ
สตฺถา ปน ปิตุ นิเวสเน นิสีทิตฺวา อนฺตราภตฺตสมเย มหาธมฺมปาลชาตกํ กเถตฺวา กตภตฺตกิจฺโจ ราหุลมาตุ นิเวสเน นิสีทิตฺวา ตสฺสา คุเณ กเถนฺโต จนฺทกินฺนรชาตกํ กเถสฺสามีติ ราชานํ ปตฺตํ คาหาเปตฺวา ทฺวีหิ อคฺคสาวเกหิ สทฺธึ ราหุลมาตุ นิเวสนฏฺฐานํ ปายาสิ ฯ ตทา ตสฺสา ปมุขา จตฺตาฬีสสหสฺสนาฏกิตฺถิโย วสนฺติ ฯ ตาสุ ขตฺติยกญฺญานญฺเจว นวุติอธิกสหสฺสํ ฯ สา ตถาคตสฺส อาคมนํ ญตฺวา สพฺพา กาสายาเนว นิวาเสนฺตูติ ตาสํ อาโรเจสิ ฯ ตา ตถา กรึสุ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิ ฯ อถ ตา สพฺพาปิ เอกปฺปหาเรเนว วิรวึสุ ฯ มหาปริเทวสทฺโท อโหสิ ฯ ราหุลมาตาปิ ปริเทวิตฺวา โสกํ วิโนเทตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ราชคเตน พหุมาเนน สคารเวน นิสีทิ ฯ ตทา ราชา ตสฺสา คุณกถํ อารพฺภ ภนฺเต มม สุณิสา ตุมฺเหหิ กาสาวานิ นิวตฺถานีติ สุตฺวา กาสาวาเนว นิวาเสสิ มาลาทีนิ ปริจฺจตฺตานีติ สุตฺวา มาลาทีนิ ปริจฺจชิ อุจฺจาสยนมหาสยนานิ ปริจฺจตฺตานีติ สุตฺวา ภูมิสยนาว ชาตา ตุมฺหากํ ปพฺพชิตกาเล วิธวา หุตฺวา อญฺเญหิ ราชูหิ เปสิตํ ปณฺณาการํ น คณฺหิ เอวํ ตุมฺเหสุ อสํหิรจิตฺตา เอสาติ นานปฺปกาเรน ตสฺสา คุณกถํ กเถสิ ฯ สตฺถา อนจฺฉริยํ มหาราช ยํ เอสา อิทานิ มม ปจฺฉิเม อตฺตภาเว มยิ สสิเนหา อสํหิรจิตฺตา อนญฺญเนยฺยา ภเวยฺย ติรจฺฉานโยนิยํ นิพฺพตฺตาปิ มยิ อสํหิรจิตฺตา อนญฺญเนยฺยา อโหสีติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต หิมวนฺตปฺปเทเส กินฺนรโยนิยํ นิพฺพตฺติ ฯ จนฺทา นามสฺส ภริยา ฯ เต อุโภปิ จนฺทนามเก รชฏปพฺพเต วสึสุ ฯ ตทา พาราณสีราชา อมจฺจานํ รชฺชํ นิยฺยาเทตฺวา เทฺว กาสาวานิ นิวาเสตฺวา สนฺนทฺธปญฺจาวุโธ เอกโกว หิมวนฺตํ ปาวิสิ ฯ โส มิควธํ มํสํ ขาทนฺโต เอกํ ขุทฺทกนทึ อนุปุพฺเพน สญฺจรนฺโต อุทฺธํ อภิรูหิ ฯ จนฺทปพฺพตวาสิโน กินฺนรา วสฺสารตฺตสมเย อโนตริตฺวา ปพฺพเตเยว วสนฺติ นิทาเฆ โอตรนฺติ ฯ ตทา โส จนฺทกินฺนโร อตฺตโน ภริยาย สทฺธึ โอตริตฺวา เตสุ เตสุ ฐาเนสุ คนฺเธ วิลิมฺปนฺโต ปุปฺผเรณุํ ขาทนฺโต ปุปฺผปฏเกน นิวาเสนฺโต ปารุปนฺโต ลตาโทลาทีหิ กีฬนฺโต มธุรสเรน คายนฺโต ตํ ขุทฺทกนทึ ปตฺวา เอกสฺมึ นิวตฺตฏฺฐาเน โอตริตฺวา อุทเก ปุปฺผานิ วิกีริตฺวา อุทกกีฬํ กีฬิตฺวา ปุปฺผปฏเกน นิวาเสตฺวา ปารุปิตฺวา รชฏปฏฺฏวณฺณาย พาลุกาย ปุปฺผสยนํ ปญฺญาเปตฺวา เอกํ เวฬุทณฺฑกํ คเหตฺวา สยเน นิสีทิ ฯ ตโต จนฺทกินฺนโร เวฬุํ วาเทนฺโต มธุรสทฺเทน คายิ ฯ จนฺทกินฺนรี มุทุหตฺเถ นาเมตฺวา ตสฺสาวิทูเร ฐิตา นจฺจิเจว คายิ จ ฯ โส ราชา เตสํ สทฺทํ สุตฺวา ปทสทฺทํ อสาเวนฺโต สณิกํ คนฺตฺวา ปฏิจฺฉนฺเน ฐตฺวา เต กินฺนเร ทิสฺวา กินฺนริยา ปฏิพทฺธจิตฺโต หุตฺวา ตํ กินฺนรํ วิชฺฌิตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา อิมาย สทฺธึ สํวาสํ กปฺเปสฺสามีติ จินฺเตตฺวา จนฺทกินฺนรํ วิชฺฌิ ฯ โส เวทนาปฺปตฺโต ปริเทวมาโน จตสฺโส คาถา อภาสิ
อุปนียติทํ มญฺเญ จนฺเท โลหิตมเทน มชฺชามิ
ชหามิ ชีวิตํ ปาณา เม จนฺเท นิรุชฺฌนฺติ ฯ
โอสธิ เม ทุกฺขํ หทยํ เม ฑยฺหเต นิตมามิ
ตว จนฺทิยา โสจนฺติยา น นํ อญฺเญหิ โสเกหิ ฯ
ติณมิว มิลายามิ นที อปริปุณฺณาว สุสฺสามิ
ตว จนฺทิยา โสจนฺติยา น นํ อญฺเญหิ โสเกหิ ฯ
วสฺสมิว สเร ปาเท อสฺสูนิ วตฺตเร มยฺหํ
ตว จนฺทิยา โสจนฺติยา น นํ อญฺเญหิ โสเกหีติ ฯ
ตตฺถ อุปนียตีติ สนฺธิวิจฺเฉทํ นียติ ฯ อิทนฺติ ชีวิตํ ฯ ปาณาติ ภทฺเท จนฺเท มม ชีวิตปาณา นิรุชฺฌนฺติ ฯ โอสธิ เมติ ชีวิตํ เม โอสีทติ ฯ นิตมามีติ อติกิลมามิ ฯ ตว จนฺทิยาติ อิมํ มม ทุกฺขํ ฯ น นํ อญฺเญหิ โสเกหีติ อถ โข ตว จนฺทิยา โสจนฺติยา โสกเหตุ ยสฺมา ตฺวํ มม วิโยเคน โสจิสฺสสิ ตสฺมาติ อตฺโถ ฯ ติณมิว มิลายามีติ ตตฺตปาสาเณ ขิตฺตติณมิว มูลฉินฺนวนมิว มิลายามีติ วทติ ฯ สเร ปาเทติ ยถา นาม ปพฺพตปาเท ปติตวสฺสํ สริตฺวา อจฺฉินฺนธารํ วตฺตติ ฯ
มหาสตฺโต อิมาหิ จตูหิ คาถาหิ ปริเทวิตฺวา ปุปฺผสยเน นิปนฺโนว สตึ วิสชฺเชตฺวา ปริวตฺติ ฯ ราชาปิ ฐิโตว ฯ อิตรา มหาสตฺเต ปริเทวนฺเต อตฺตโน รติยา มตฺตา หุตฺวา ตสฺส วิทฺธภาวํ น ชานาติ วิสญฺญํ ปน นํ ปริวตฺติตฺวา นิปนฺนํ ทิสฺวา กินฺนุ โข เม สามิกสฺส ทุกฺขนฺติ อุปธาเรนฺตี ปหารมุขโต ปคฺฆรนฺตํ โลหิตํ ทิสฺวา ปิยสามิเก อุปฺปนฺนํ พลวโสกํ สณฺฐาเรตุํ อสกฺโกนฺตี มหาสทฺเทน ปริเทวิ ฯ ราชา กินฺนโร มโต ภวิสฺสตีติ นิกฺขมิตฺวา อตฺตานํ ทสฺเสสิ ฯ จนฺทา ตํ ทิสฺวา อิมินา เม โจเรน ปิยสามิโก วิทฺโธ ภวิสฺสตีติ กมฺปมานา ปลายิตฺวา ปพฺพตมตฺถเก ฐตฺวา ราชานํ ปริภาสนฺตี ปญฺจ คาถา อภาสิ
ปาโปสิ โข ราชปุตฺต โย เม อิจฺฉิตปตึ วรากิยา
วิชฺฌ วนมูลสฺมึ โยยํ วิทฺโธ ฉมา เสติ ฯ
อิมํ มยฺหํ หทยโสกํ ปฏิมุจฺจตุ ราชปุตฺต ตว มาตา
โย มยฺหํ หทยโสโก กึปุริสํ อเปกฺขมานาย ฯ
อิมํ มยฺหํ หทยโสกํ ปฏิมุจฺจตุ ราชปุตฺต ตว ชายา
โย มยฺหํ หทยโสโก กึปุริสํ อเปกฺขมานาย ฯ
มา จ ปุตฺตํ มา จ ปตึ อทฺทกฺขิ ราชปุตฺต ตว มาตา
โย กึปุริสํ อวธิ อทูสกํ มยฺหํ กามาหิ ฯ
มา จ ปุตฺตํ มา จ ปตึ อทฺทกฺขิ ราชปุตฺต ตว ชายา
โย กึปุริสํ อวธิ อทูสกํ มยฺหํ กามาหีติ ฯ
ตตฺถ วรากิยาติ กปณาย ฯ ปฏิมุจฺจตูติ ปติลภตุ ผุสฺสตุ ปาปุณาตุ ฯ มยฺหํ กามาหีติ มยิ กาเมน ฯ
ราชา ตํ ปญฺจหิ คาถาหิ ปริเทวิตฺวา ปพฺพตมตฺถเก ฐิตํเยว อสฺสาเสนฺโต คาถมาห
มา ตฺวํ จนฺเท โรทิ มา โสจิ วนติมิรมตฺตกฺขิ
มม ตฺวํ โหหิสิ ภริยา ราชกุเล ปูชิตา นารีภีติ ฯ
ตตฺถ จนฺเทติ มหาสตฺตสฺส ปริเทวนกาเล นามสฺส สุตตฺตา เอวมาห ฯ วนติมิรมตฺตกฺขีติ วนติมิรปุปฺผสมานกฺขิ ฯ ปูชิตา นารีภีติ โสฬสนฺนํ อิตฺถีสหสฺสานํ เชฏฺฐกา อคฺคมเหสี ฯ
จนฺทา ตสฺส วจนํ สุตฺวา ตฺวํ กึ วเทสีติ สีหนาทํ นทนฺตี อนนฺตรํ คาถมาห
อปิ นูนาหํ มริสฺสํ น จปน ราชปุตฺต ตว เหสฺสํ
โย กึปุริสํ อวธิ อทูสกํ มยฺหํ กามาหีติ ฯ
ตตฺถ อปิ นูนาหนฺติ อปิ เอกํเสเนว อหํ มริสฺสํ ฯ
โส ตสฺสา วจนํ สุตฺวา นิจฺฉนฺทราโค หุตฺวา อิตรํ คาถมาห
อปิ ภีรุเก ชีวิตุกามเก กึปุริสิ คจฺฉสิ หิมวนฺตํ
ตาลิสตคฺครโภชนา อญฺเญ ตํ มิคา รมิสฺสนฺตีติ ฯ
ตตฺถ อปิ ภีรุเกติ อติภีรุกชาติเก ฯ ตาลิสตคฺครโภชนาติ ตฺวํ ตาลิสปตฺตตคฺครปตฺตโภชนา มิคี อญฺเญ ตํ มิคา รมิสฺสนฺติ น ตฺวํ ราชกุเล รหา คจฺฉาติ นํ อวจ ฯ
วตฺวา จปน นิรเปกฺโข หุตฺวา ปกฺกามิ ฯ สา ตสฺส คตภาวํ ญตฺวา โอรุยฺห มหาสตฺตํ อาลิงฺคิตฺวา ปพฺพตมตฺถกํ อาโรเปตฺวา ปพฺพตตเล นิปชฺชาเปตฺวา สีสมสฺส อตฺตโน อุรูสุ ฐเปตฺวา พลวปริเทวํ ปริเทวมานา ทฺวาทส คาถา อภาสิ
เต ปพฺพตา ตา จ กณฺฑรา ตา จ คิริคุหาโย
ตตฺถ ตํ อปสฺสนฺตี กึปุริส กถํ อหํ กาสํ ฯ
เยสุ ปพฺพเตสุ มยํ เอกโต อภิรมิมฺหา
ตตฺถ ตํ อปสฺสนฺตี กึปุริส กถํ อหํ กาสํ ฯ
เต ปณฺณสณฺฐตา รมณียา วาฬมิเคหิ อนุจฺฉินฺนา
ตตฺถ ตํ อปสฺสนฺตี กึปุริส กถํ อหํ กาสํ ฯ
อจฺฉา สวนฺตี คิรินทิโย กุสุมาภิกิณฺณโสตาโย
ตตฺถ ตํ อปสฺสนฺตี กึปุริส กถํ อหํ กาสํ ฯ
นีลานิ หิมวโต ปพฺพตสฺส กูฏานิ ทสฺสนียานิ
ตตฺถ ตํ อปสฺสนฺตี กึปุริส กถํ อหํ กาสํ ฯ
ปีตานิ หิมวโต ปพฺพตสฺส กูฏานิ ทสฺสนียานิ
ตตฺถ ตํ อปสฺสนฺตี กึปุริส กถํ อหํ กาสํ ฯ
ตมฺพานิ หิมวโต ปพฺพตสฺส กูฏานิ ทสฺสนียานิ
ตตฺถ ตํ อปสฺสนฺตี กึปุริส กถํ อหํ กาสํ ฯ
ตุงฺคานิ หิมวโต ปพฺพตสฺส กูฏานิ ทสฺสนียานิ
ตตฺถ ตํ อปสฺสนฺตี กึปุริส กถํ อหํ กาสํ ฯ
เสตานิ หิมวโต ปพฺพตสฺส กูฏานิ ทสฺสนียานิ
ตตฺถ ตํ อปสฺสนฺตี กึปุริส กถํ อหํ กาสํ ฯ
จิตฺรานิ หิมวโต ปพฺพตสฺส กูฏานิ ทสฺสนียานิ
ตตฺถ ตํ อปสฺสนฺตี กึปุริส กถํ อหํ กาสิ ฯ
ยกฺขคณเสวิเต คนฺธมาทเน โอสเถหิ สญฺฉนฺเน
ตตฺถ ตํ อปสฺสนฺตี กึปุริส กถํ อหํ กาสํ ฯ
กึปุริสเสวิเต คนฺธมาทเน โอสเถหิ สญฺฉนฺเน
ตตฺถ ตํ อปสฺสนฺตี กึปุริส กถํ อหํ กาสนฺติ ฯ
ตตฺถ เต ปพฺพตาติ เยสุ มยํ เอกโต อภิรุหิมฺหา อิเม เต ปพฺพตา จ กณฺฑรา จ คิริคุหาโย ตตฺเถว ฐิตา เตสํ อหํ อิทานิ ตํ อปสฺสนฺตี กถํ กาสํ กึ กริสฺสามีติ เตสุ ปุปฺผผลปลฺลวาทิโสภํ ตํ อปสฺสนฺตี กถํ อธิวาเสตุํ สกฺขิสฺสามีติ ปริเทวติ ฯ ปณฺณสณฺฐตาติ ตาลิสปตฺตาทิคนฺธปณฺณสณฺฐตา ฯ อจฺฉาติ วิปฺปสนฺโนทกา ฯ นีลานีติ มณิมยานิ ฯ ปีตานีติ โสวณฺณมยานิ ฯ ตมฺพานีติ มโนสิลามยานิ ฯ ตุงฺคานีติ อุจฺจานิ ติขิณคฺคานิ ฯ เสตานีติ รชฏมยานิ ฯ จิตฺรานีติ สตฺตรตนมิสฺสิตานิ ฯ ยกฺขคณเสวิเตติ ภุมฺมเทวตาหิ เสวิเต ฯ
อิติ สา ทฺวาทสหิ คาถาหิ ปริเทวิตฺวา มหาสตฺตสฺส อุเร หตฺถํ ฐเปตฺวา สนฺตาปภาวํ ญตฺวา จนฺโท ชีวติเยว เทวตาอุชฺฌานกมฺมํ กตฺวา ชีวิตมสฺส ทสฺสามีติ จินฺเตตฺวา กินฺนุ โข โลกปาลา นาม นตฺถิ อุทาหุ วิปฺปวุฏฺฐา อาทู มตา เต เม ปิยสามิกํ น รกฺขนฺตีติ เทวุชฺฌานกมฺมํ อกาสิ ฯ ตสฺสา โสกเวเคน สกฺกสฺส ภวนํ อุณฺหํ อโหสิ ฯ สกฺโก อาวชฺเชนฺโต ตํ การณํ ญตฺวา พฺราหฺมณวณฺเณนาคนฺตฺวา กุณฺฑิกโต อุทกํ คเหตฺวา มหาสตฺตํ สิญฺจิ ฯ ตาวเทว วิสํ อนฺตรธายิ ฯ วโณ รูหิ อิมสฺมึ ฐาเน วิทฺโธติปิ น ปญฺญายิ ฯ มหาสตฺโต สุขิโต อุฏฺฐาสิ ฯ จนฺทา ปิยสามิกํ ตํ อโรคํ ทิสฺวา โสมนสฺสปฺปตฺตา สกฺกสฺส ปาเท วนฺทนฺตี อนนฺตรํ คาถมาห
วนฺเท เต อยิราพฺราหฺเม โย เม อิจฺฉิตํ ปตึ วรากิยา
อมเตน อภิสิญฺจิ สมาคตสฺมึ ปิยตเมนาติ ฯ
ตตฺถ อมเตนาติ อุทกํ อมตนฺติ มญฺญมานา เอวมาห ฯ ปิยตเมนาติ ปิยตเรน อยเมว ปาโฐ ฯ
สกฺโก เตสํ โอวาทํ อทาสิ อิโต ปฏฺฐาย จนฺทปพฺพโต โอรุยฺห มนุสฺสปถํ มา คมิตฺถ อิเธว วสถาติ เอวญฺจปน เต โอวทิตฺวา สกฏฺฐานเมว คโต ฯ จนฺทาปิ กึ โน สามิ อิมินา สปริปนฺถฏฺฐาเนน เอหิ จนฺทปพฺพตเมว คมิสฺสามาติ วตฺวา โอสานคาถมาห
วิจรามทานิ คิริวรนทิโย กุสุมาภิกิณฺณโสตาโย
นานาทุมวสนาโย ปิยํ วทาม อญฺญมญฺญสฺสาติ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพเปสา มยิ อสํหิรจิตฺตา อนญฺญเนยฺยาเอวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ราชา เทวทตฺโต อโหสิ สกฺโก อนุรุทฺโธ จนฺทา ราหุลมาตา จนฺทกินฺนโร ปน อหเมวาติ ฯ
จนฺทกินฺนรชาต กํ ทุติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗