ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ภิสชาดก
ชาดกที่ ๔๘๘ · ปกิณณกนิบาตชาดก

ภิสชาดก

ว่าด้วยผู้ลักเอาเหง้ามัน

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๙๒๑ · บรรทัด ๗๔๒๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากภิสชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภภิกษุผู้กระสัน ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อสฺสํ ควํ รชฏํ ชาตรูปํ ดังนี้.

ก็เรื่องปัจจุบันจักแจ่มแจ้งในกุสราชชาดก แต่ว่าในกาลครั้งนั้นพระศาสดาตรัสถามพระภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอเป็นผู้กระสันจริงหรือ ครั้นภิกษุนั้นรับว่า จริงพระเจ้าข้า ตรัสถามต่อไปว่า อาศัยอะไรเมื่อทูลว่า กิเลสพระเจ้าข้า ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอบวชในศาสนาอันมีธรรมเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ได้เห็นปานนี้ เหตุไรยังจะอาศัยกิเลสกระสันอยู่เล่าบัณฑิตในครั้งก่อน เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติบวชในลัทธิเป็นพาเหียร ยังพากันปรารภถึงวัตถุกาม และกิเลสกามกระทำได้เป็นคำสบถอยู่ได้เลย ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ผู้มหาศาล มีสมบัติ๘๐ โกฏิ. พวกญาติพากันขนานนามว่า มหากาญจนกุมาร. ครั้นเมื่อท่านเดินได้ ก็เกิดบุตรคนอื่นอีกคนหนึ่ง พวกญาติขนานนามว่า อุปกาญจนกุมารโดยลำดับอย่างนี้ ได้มีบุตรถึง ๗ คน. แต่คนสุดท้องเป็นธิดาคนหนึ่ง พวกญาติขนานนามว่า กาญจนเทวี. มหากาญจนกุมารโตแล้วเรียนศิลปะทั้งปวงมาจากเมืองตักกศิลา. ครั้งนั้นมารดาบิดาปรารถนาจะผูกพันท่านไว้ด้วยฆราวาสพูดกันว่า เราพึงสู่ขอทาริกาจากสกุลที่มีกำเนิดเสมอกับตนให้เจ้า เจ้าจงดำรงฆราวาสเถิด. ท่านบอกว่า คุณพ่อคุณแม่ครับ ข้าพเจ้าไม่ต้องการครองเรือนเลย เพราะภพทั้ง ๓ ปรากฏแก่ข้าพเจ้า ว่ามีภัยน่าสะพรึงกลัวเหมือนไฟติดอยู่ทั่ว ๆ ไป เป็นเครื่องจองจำเหมือนเรือนจำ เป็นของพึงเกลียดชังอย่างยิ่งเหมือนกับแผ่นดิน อันเป็นที่เทโสโครก ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเมถุนธรรมแม้แต่ความฝัน บุตรคนอื่น ๆ ของท่านมีอยู่ โปรดบอกให้เขาครองเรือนต่อไปเถิดแม้จะถูกอ้อนวอนบ่อย ๆ แม้จะถูกท่านบิดามารดาส่งพวกสหายไปอ้อนวอนก็คงไม่ปรารถนาเลย. ครั้งนั้นพวกสหายพากันถามท่านว่า เพื่อนเอ๋ยก็แกปรารถนาอะไรเล่าจึงไม่อยากจะบริโภคกามคุณเลย. ท่านบอกอัธยาศัยในการออกจากกามแก่พวกนั้น มารดาบิดาฟังเรื่องนั้นแล้วก็ขอร้องบุตรที่เหลือ. แม้บุตรเหล่านั้นต่างก็ไม่ต้องการ. กาญจนเทวีก็ไม่ต้องการเหมือนกัน. อยู่มาไม่ช้ามารดาบิดาก็พากันถึงแก่กรรม. มหากาญจนบัณฑิต ครั้นกระทำกิจที่ต้องทำให้แก่มารดาบิดาแล้ว ก็ให้มหาทานแก่คนกำพร้าและคนขัดสนด้วยทรัพย์ ๘๐ โกฎิแล้วชวนน้องชาย ๖ คนและน้องสาว ทาสชายคนหนึ่ง ทาสหญิงคนหนึ่ง และสหายคนหนึ่ง ออกมหาภิเนษกรมณ์เข้าสู่ป่าหิมพานต์. ท่านเหล่านั้นอาศัยสระปทุมในป่าหิมพานต์นั้นสร้างอาศรม ณ ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์แล้วพากันบวชเลี้ยงชีพด้วยมูลผลาหารในป่า. ท่านเหล่านั้นไปป่าก็ไปร่วมกัน ผู้หนึ่งพบต้นไม้หรือใบไม้ ณ ที่ใด ก็เรียกคนอื่น ๆ ไป ณ ที่นั้น ต่างพูดกันถึงเรื่องที่เห็นที่ได้ยินเป็นต้นไปพลาง เลือกเก็บผลไม้ใบไม้ไปพลาง เป็นเหมือนที่ทำงานของชาวบ้าน. ดาบสมหากาญจน์ผู้อาจารย์ ดำริว่า อันการเที่ยวแสวงหาผลาผลด้วยอำนาจความคะนองเช่นนี้ ดูไม่เหมาะแก่พวกเราผู้ทิ้งทรัพย์ ๘๐ โกฏิมาบวชเสียเลย ตั้งแต่นี้ไปเราคนเดียวจักหาผลไม้มา. พอถึงอาศรมแล้วท่านก็เรียกดาบสเหล่านั้นทุกคนมาประชุมกันในเวลาเย็น แจ้งเรื่องนั้นให้ทราบแล้วกล่าวว่า พวกเธอจงอยู่ทำสมณธรรมกันในที่นี้แหละ ฉันจักไปหาผลาผลมา. ครั้งนั้นดาบสมีอุปกาญจนะเป็นต้น พากันกล่าวว่า ท่านอาจารย์ขอรับ พวกข้าพเจ้าพากันอาศัยท่านบวชแล้ว ท่านจงกระทำสมณธรรม ณ ที่นี้แหละน้องสาวของพวกเราก็ต้องอยู่ที่นี้เหมือนกัน ทาสีเล่าก็ต้องอยู่ในสำนักของน้องสาวนั้น พวกข้าพเจ้า ๘ คนจักผลัดกันไปนำผลาผลมา ท่านทั้งสามคนเป็นผู้พันวาระ แล้วรับปฏิญญา. ตั้งแต่บัดนั้น คนทั้ง ๘ ก็ผลัดกันวาระละหนึ่งคน หาผลาผลมา. ที่เหลือคงอยู่ในศาลาของตนนั้นเอง ไม่จำเป็นก็ไม่ได้รวมกัน. ผู้ที่ถึงวาระหาผลาผลมาแล้ว ก็แบ่งเป็น ๑๑ ส่วน เหนือแผ่นหินซึ่งมีอยู่แผ่นหนึ่ง เสร็จแล้วตีระฆัง ถือเอาส่วนแบ่งของตนเข้าไปที่อยู่. ดาบสที่เหลือพากันออกมาด้วยเสียงระฆังอันเป็นสัญญา ไม่กระทำเสียงเอะอะ เดินไปด้วยท่าทางอันแสดงความเคารพ ถือเอาส่วนแบ่งที่จัดไว้เพื่อตน แล้วไปที่อยู่ฉันแล้วทำสมณธรรมต่อไป. กาลต่อมา ดาบสทั้งหลายนำเหง้าบัวมาฉัน พากันมีตบะรุ่งเรือง มีตบะแก่กล้า ชำนะอินทรีย์ได้อย่างยอดเยี่ยม ต่างกระทำกสิณกรรมอยู่.

ครั้งนั้น พิภพของท้าวสักกะหวั่นด้วยเดชแห่งศีลของดาบสเหล่านั้น. ท้าวสักกะเล่าก็ยังทรงระแวงอยู่นั้นเองว่า ฤาษีเหล่านี้ยังน้อมใจไปในกามอยู่หรือหามิได้หนอ. ท้าวเธอทรงดำริว่า เราจักคอยจับฤาษีเหล่านี้ แล้วสำแดงอานุภาพซ่อนส่วนแบ่งของพระมหาสัตว์เสียตลอด ๓ วัน. วันแรกพระมหาสัตว์ไม่เห็นส่วนแบ่งก็คิดว่า คงจักลืมส่วนแบ่งของเราเสียแล้ว ในวันที่สองคิดว่าเราคงมีโทษ ชะรอยจะไม่ตั้งส่วนแบ่งไว้เพื่อเราด้วยต้องการจะประณาม ในวันที่สามคิดว่า เหตุการณ์อะไรเล่านะถึงไม่ตั้งส่วนแบ่งแก่เรา ถ้าโทษของเราจักมีเราต้องขอให้งดโทษ แล้วก็ตีระฆังเป็นสัญญาในเวลาเย็น. ดาบสทั้งหมดประชุมกัน พูดกันว่าใครตีระฆัง. ท่านตอบว่า ฉันเอง. พ่อคุณทั้งหลายพากันถามว่าเพราะเหตุไรเล่า ขอรับท่านอาจารย์. ตอบว่า พ่อคุณทั้งหลาย ในวันที่ ๓ ใครหาผลาผลมา. ดาบสท่านหนึ่งลุกขึ้นยืนกราบเรียนว่า ข้าพเจ้า ขอรับท่านอาจารย์. ถามว่า เมื่อเธอแบ่งส่วนที่เหลือ แบ่งส่วนเผื่อฉันหรือไม่เล่า. ตอบว่าแบ่งครับท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าแบ่งไว้เป็นส่วนที่เจริญขอรับ. ถามว่า เมื่อวานเล่าเวรใครไปหามา. ท่านผู้อื่นลุกขึ้นยืนกราบเรียนว่า ข้าพเจ้าขอรับ. ถามว่า เมื่อเธอแบ่งส่วนนึกถึงฉันหรือไม่. ตอบว่า ข้าพเจ้าตั้งส่วนอันเจริญไว้เผื่อท่านครับ. ถามว่า วันนี้เล่าใครหามา. อีกท่านหนึ่งลุกขึ้นยืนกราบเรียนว่า ข้าพเจ้า. ถามว่า เมื่อเธอแบ่งส่วนได้นึกถึงฉันหรือไม่. ตอบว่า ข้าพเจ้าตั้งส่วนที่เจริญไว้เพื่อท่านแล้วครับ. ท่านกล่าวว่า พ่อคุณทั้งหลาย ฉันไม่ได้รับส่วนแบ่งสามวันทั้งวันนี้ ในวันแรกฉันไม่เห็นส่วนแบ่งคิดว่า ผู้แบ่งส่วนคงจักลืมฉันเสีย ในวันที่สองคิดว่า ฉันคงมีโทษอะไร ๆ ส่วนวันนี้คิดว่า ถ้าโทษของฉันมี ฉันจักขอขมา จึงเรียกเธอทั้งหลายมาประชุมด้วยตีระฆังเป็นสัญญา เธอทั้งหลายต่างบอกว่า พวกเราพากันแบ่งส่วนเหง้าบัวเหล่านี้ แล้วฉันไม่ได้ ควรจะรู้ตัวผู้ขโมยกินเหง้าบัวเหล่านั้น ขึ้นชื่อว่าการขโมยเพียงเหง้าบัวก็ไม่เหมาะแก่ผู้ที่ละกามแล้วบวช. ดาบสเหล่านั้นฟังคำของท่านแล้ว ต่างก็มีจิตเสียวสยองกันทั่วที่เดียวว่า โอ กรรมหนักจริง.

เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นไม้อันใหญ่ในป่า ณ อาศรมบทนั้น ลงมาจากคาคบนั่งอยู่ในสำนักของดาบสเหล่านั้นเหมือนกัน. ช้างเชือกหนึ่งถูกจำปลอก ไม่สามารถทนทุกข์ได้ ทำลายปลอกหนีเข้าป่าไป ได้เคยมาไหว้คณะฤาษีตามกาลสมควร. แม้ช้างนั้นก็มายืน ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ยังมีลิงตัวหนึ่งเคยถูกให้เล่นกับงูรอดมาได้จากมือหมองู เข้าป่าอาศัยอยู่ใกล้อาศรมนั้นเอง. วันนั้นลิงแม้นั้นก็นั่งไหว้คณะฤาษีอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ท้าวสักกะดำริว่า จักคอยจับคณะฤาษีก็ไม่ได้สำแดงกายให้ปรากฏยืนอยู่ในสำนักของดาบสเหล่านั้น. ขณะนั้นอุปกาญจนดาบสน้องชายของพระโพธิสัตว์ ลุกจากอาสนะไหว้พระโพธิสัตว์แล้ว แสดงความนอบน้อมแก่ดาบสที่เหลือถามว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าไม่ได้ปรารถนาสิ่งอื่นเลย จะได้เพื่อจะชำระตนเองหรือไม่. ท่านตอบว่า ได้จ๊ะ. อุปกาญจนดาบสนั้น ยืนในท่ามกลางคณะฤาษี เมื่อจะกระทำสบถว่า ถ้าข้าพเจ้าฉันเหง้าบัวของท่านแล้ว ขอให้เป็นอย่างนี้เถิด จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้าบัวของ ท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงได้ ม้า วัว เงิน ทอง และ ภรรยาที่น่าชอบใจ จงพร้อมพรั่งด้วยบุตรและภรรยา มากมายเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสํ ควํ นี้ พึงทราบว่า เขากล่าวติเตียนวัตถุกามทั้งหลายว่า ปิยวัตถุมีประมาณเท่าใด ความโศกและความทุกข์มีประมาณเท่านั้นย่อมเกิดขึ้น เพราะความวิปโยคเหล่านั้น.

คณะฤาษีได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านผู้นิรทุกข์คำสบถของท่านหนักยิ่งปานไร พากันปิดหู. ส่วนพระโพธิสัตว์กล่าวว่าพ่อคุณเอ๋ย คำสบถของเธอหนักยิ่งนัก เธอไม่ได้ฉัน จงนั่ง ณ อาสนะสำหรับเธอเถิด. เมื่ออุปกาญจนดาบสทำสบถนั่งลงแล้ว น้องคนที่ ๒ ลุกขึ้นไหว้พระมหาสัตว์ เมื่อจะชำระตนด้วยคำสบถ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้าบัวของท่าน ไป ขอให้ผู้นั้นจงทัดทรงระเบียบ ดอกไม้ เครื่อง ลูบไล้กระแจะจันทน์ แคว้นกาสี จงเป็นผู้มากไปด้วย บุตร จงกระทำความเพ่งเล็งอย่างแรงกล้า ในกาม ทั้งหลายเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติพฺพํ ความว่า จงกระทำความเพ่งเล็งอย่างแรงกล้า ในวัตถุกามและกิเลสกาม. คำนี้ เขากล่าวด้วยอำนาจการปฏิเสธทุกข์เท่านั้นว่า ผู้ใดมีความเพ่งเล็งอย่างแรงกล้าในวัตถุกามและกิเลสกามเหล่านั้นผู้นั้นย่อมได้รับทุกข์อย่างมหันต์ เพราะความวิปโยคเหล่านั้น.

เมื่อน้องชายที่ ๒ นั่งแล้ว ดาบสที่เหลือต่างก็ได้กล่าวคาถาคนละคาถา ตามควรแก่อัธยาศัยของตนว่า

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ได้ลักเอาเหง้าบัวของ ท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงเป็นคฤหัสถ์มีธัญชาติมากมาย สมบูรณ์ด้วยกสิกรรม มียศ จงได้บุตรทั้งหลาย จงมี ทรัพย์ ได้กามคุณทุกอย่าง จงอยู่ครองเรือนอย่างไม่ เห็นความเสื่อมเลย. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้าบัวของท่าน ไป ขอให้ผู้นั้นจงปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์บรมราชาธิราช มีกำลัง มียศศักดิ์ จงครอบครองแผ่นดินมี มหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขตเถิด. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเหง้าบัวของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงเป็นพราหมณ์ มัวประกอบในทางทำนาย ฤกษ์ยาม อย่าได้คลายความยินดีในตำแหน่ง ท่านผู้ เป็นเจ้าแคว้น ผู้มียศ จงบูชาผู้นั้น เถิด. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้าบัวของท่าน ไป ขอชาวโลกทั้งมวลจงสำคัญผู้นั้นว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญเวทมนต์ทั้งปวงผู้เรืองตบะ ชาวชนบททั้งหลาย ทราบดีแล้ว จงบูชาผู้นั้นเถิด. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้าบัวของท่าน ไป ขอให้ผู้นั้นจงครอบครองบ้านส่วยอันพระราชา ทรงพระราชทานให้ เป็นบ้านที่มั่งคั่ง สมบูรณ์ด้วย เหตุ ๔ ประการ ดุจท้าววาสวะพระราชทานให้ อย่า ได้คลายความยินดีจนกระทั่งถึงความตายเถิด. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้าบัวของท่าน ไป ขอให้ผู้นั้นจงเป็นนายบ้าน บันเทิงอยู่ด้วยความ ฟ้อนรำขับร้องในท่ามกลางสหาย อย่าได้รับความ พินาศอย่างใดอย่างหนึ่ง จากพระราชาเลย. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ หญิงใดลักเอาเหง้าบัวของ ท่านไป ขอให้พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นเอกราช ทรง ปราบปรามศัตรูได้ทั่วพื้นปฐพี ทรงสถาปนาให้หญิง นั้นเป็นยอดสตรีจำนวนพัน ขอหญิงนั้นจงเป็นมเหสี ผู้ประเสริฐกว่านางสนมทั้งหลายเถิด. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ หญิงใดลักเอาเหง้าบัวของ ท่านไป ขอให้หญิงนั้นจงเป็นทาส ไม่สะดุ้งสะเทือน กินของดี ๆ ในท่ามกลางคนทั้งปวงที่มาประชุมกันอยู่ จงเที่ยวโออวดลาภอยู่เถิด. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้าบัวของท่าน ไป ขอให้ผู้นั้นเป็นเจ้าอาวาสในวัดใหญ่ ๆ จงเป็นผู้ ประกอบนวกรรมในเมืองกชังคละ จงกระทำหน้าต่าง ตลอดวันเถิด. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ช้างเชือกใดลักเอาเหง้าบัว ของท่านไป ขอให้ช้างเชือกนั้นจงถูกคล้องด้วยบ่วง บาศตั้งร้อย จงถูกนำออกจากป่า อันน่ารื่นรมย์มายัง ราชธานี จงถูกทิ่มแทงด้วยปฏักและสับด้วยขอเถิด. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ลิงตัวใดลักเอาเหง้าบัว ของท่านไป ขอให้ลิงตัวนั้นมีดอกไม้สวมคอ ถูกเจาะหู ด้วยดีบุก ถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว เมื่อฝึกหัดให้เล่นงู เข้าไปใกล้ปากงู ถูกมัดตระเวนเที่ยวไปตามตรอกเถิด.

ในบรรดาคาถาเหล่านั้น พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๓ ที่น้องชายคนที่ ๓ ของพระโพธิสัตว์กล่าวเป็นคำสบถ. บทว่า กสิมา ได้แก่ กสิกรรมที่สมบูรณ์. บทว่า ปุตฺเต คิหี ธินิมา สพฺพกาเม ความว่า ให้ผู้นั้นเป็นชาวนามีกสิกรรมอันสมบูรณ์ จงได้บุตรมาก มีเหย้าเรือน มีทรัพย์ มีเเก้ว๗ ประการ ได้สิ่งที่น่าใคร่มีรูปเป็นต้นทุกประเภท. บทว่า วยํ อปสฺสํ ความว่าจงไม่เห็นความเสื่อมของตนแม้จะสมควรแก่บรรพชาในเวลาแก่ จงครองเรือนอันเพียบพร้อมด้วยเบญจกามคุณเรื่อยไปดังนี้ ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่าผู้ที่เพียบพร้อมด้วยเบญจกามคุณนั้น ย่อมถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวง ด้วยความพลัดพรากจากกามคุณ. ในคาถาที่น้องชายคนที่ ๔ กล่าว บทว่า ราชาธิราชา ได้แก่เป็นพระราชาผู้ยิ่งในระหว่างแห่งพระราชาทั้งหลายนี้ท่านแสดงโทษในราชสมบัติว่า ธรรมดาว่าท่านผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อความยิ่งใหญ่พลัดพรากไป ย่อมเกิดทุกข์อย่างใหญ่หลวง. ในคาถาที่น้องชายคนที่ ๕ กล่าว บทว่า อวีตราโค ได้แก่ ผู้มีตัณหาด้วยตัณหาอันเป็นที่ตั้งของปุโรหิต ทั้งนี้ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่า ความเป็นปุโรหิตของพราหมณ์ปุโรหิตถูกมฤตยูกลืนเสียเท่านั้น ความโทมนัสใหญ่หลวงย่อมเกิดขึ้น.

ในคาถาที่น้องชายคนที่ ๖ กล่าว บทว่า ตปสฺสีนํ ความว่า ชาวโลกทั้งปวงจงสำคัญเขาว่า เป็นผู้มีตบะ สมบูรณ์ด้วยศีล ท่านกล่าวทั้งนี้ด้วยสามารถติเตียนลาภสักการะว่า ความโทมนัสใหญ่หลวงย่อมเกิดเพราะลาภสักการะปราศไปเสีย. ในคาถาที่ดาบสผู้เป็นสหายกล่าว บทว่า จตุสฺสทํ ความว่า ผู้ใดลักเหง้าบัวของท่านไป ผู้นั้นจงครอบครองบ้านส่วยด้วยอุดมเหตุ ๔ สถาน คือด้วยผู้คน เพราะเป็นผู้มีคนคับคั่ง ด้วยข้าวเปลือก เพราะข้าวเปลือกมากมายด้วยฟืนหาได้ง่าย และด้วยน้ำ เพราะมีน้ำสมบูรณ์มั่งคั่ง อันพระราชาทรงพระราชทาน. บทว่า วาสเวน ความว่า อันไม่หวั่นไหว ดุจท้าววาสวะทรงประทาน คือ อันพระราชานั้นพระราชทานแล้ว เพราะให้พระราชาพระองค์นั้นทรงโปรดปราน ด้วยอานุภาพแห่งพรที่ได้จากท้าววาสวะ. บทว่า อวีตราโคความว่า จงมีราคะไม่ไปปราศเลย คือยังจมอยู่ในปลักกาม เหมือนสุกรเป็นต้นจมปลักตมอยู่ฉะนั้น ตกไปสู่ความตายเถิด. ดาบสผู้สหายนั้น เมื่อแถลงโทษของกามทั้งหลาย จึงกล่าวอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๔๐๗–๔๒๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ปกิณณกนิบาตชาดก · ๑๑๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๕. ภึสกชาตกํ ฯ

อสฺสํ ควํ รชฏํ ชาตรูปนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุ ปน กุสราชชาตเก อาวีภวิสฺสติ ฯ

ตทา ปน สตฺถา สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ อุกฺกณฺฐิโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจํ ภนฺเตติ กึ ปฏิจฺจาติ กิเลสํ ภนฺเตติ วุตฺเต ภิกฺขุ เอวรูเป นิยฺยานิกสาสเน ปพฺพชิตฺวา กสฺมา กิเลสํ ปฏิจฺจ อุกฺกณฺฐิโตสิ โปราณกปณฺฑิตา อนุปฺปนฺเน พุทฺเธ พาหิรกปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา วตฺถุกามกิเลสกาเม อารพฺภ อุปฺปชฺชนกสญฺญํ สปถํ กตฺวา วิหรึสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต อสีติโกฏิวิภวสฺส พฺราหฺมณมหาสาลสฺส ปุตฺโต หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ มหากาญฺจนกุมาโรติสฺส นามํ กรึสุ ฯ อถสฺส ปทสา วิจรณกาเล อปโรปิ ปุตฺโต ชายิ อุปกาญฺจนกุมาโรติ นามํ กรึสุ ฯ เอวํ ปฏิปาฏิยา สตฺต ปุตฺตา อเหสุํ ฯ สพฺพกนิฏฺฐา ปเนกา ธีตา ฯ ตสฺสา กาญฺจนเทวีติ นามํ กรึสุ ฯ มหากาญฺจนกุมาโร วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลโต สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา อาคจฺฉิ ฯ อถ นํ มาตาปิตโร ฆราวาเสน พนฺธิตุกามา อตฺตโน สมานชาติกุลโต เต ทาริกํ อาเนยฺยาม ฆราวาสํ สณฺฐเปหีติ วทึสุ ฯ อมฺมตาตา น มยฺหํ ฆราวาเสนตฺโถ มยฺหํ หิ ตโย ภวา อาทิตฺตาวิย สปฺปฏิภยา พนฺธนาคาราวิย ปลิพนฺธนา อุกฺการภูมิวิย ปรมเชคุจฺฉา หุตฺวา อุปฏฺฐหนฺติ มยา สุปิเนนปิ เมถุนธมฺโม น ทิฏฺฐปุพฺโพ อญฺเญ โว ปุตฺตา อตฺถิ เต ฆราวาเสน นิมนฺเตถาติ วตฺวา ปุนปฺปุนํ ยาจิโตปิ สหาเย เปเสตฺวา เตหิ ยาจิโตปิ น อิจฺฉิ ฯ อถ นํ สหายา สมฺม กึ ปน ตฺวํ ปฏฺเฐนฺโต กาเม ปริภุญฺชิตุํ น อิจฺฉสีติ ปุจฺฉึสุ ฯ โส เตสํ เนกฺขมฺมชฺฌาสยตํ อาโรเจสิ ฯ ตํ สุตฺวา มาตาปิตโร เสสปุตฺเต นิมนฺเตสุํ ฯ เตปิ น อิจฺฉึสุ ฯ กาญฺจนเทวี น อิจฺฉติเยว ฯ อปรภาเค มาตาปิตโร กาลมกํสุ ฯ มหากาญฺจนปณฺฑิโต มาตาปิตูนํ กตฺตพฺพกิจฺจํ กตฺวา อสีติโกฏิธเนน กปณทลิทฺทกานํ มหาทานํ ทตฺวา ฉ ภาตโร ภคินึ เอกํ ทาสํ เอกํ ทาสึ เอกํ สหายกญฺจ อาทาย มหาภินิกฺขมนํ นิกฺขมิตฺวา หิมวนฺตํ ปาวิสิ ฯ เต ตตฺถ ปทุมสรํ นิสฺสาย รมณียภูมิภาเค อสฺสมํ กตฺวา ปพฺพชิตฺวา วนมูลผลาหาเรหิ ยาปยึสุ ฯ เต อรญฺญํ คจฺฉนฺตา เอกโตว คนฺตฺวา ยตฺเถโก ผลํ วา ปตฺตํ วา ปสฺสติ ตตฺถ อิตเรปิ ปกฺโกสิตฺวา ทิฏฺฐสุตาทีนิ กเถนฺตา อุจฺจินนฺติ ฯ คามสฺส กมฺมฏฺฐานํวิย โหติ ฯ อาจริโย มหากาญฺจนตาปโส จินฺเตสิ อมฺหากํ อสีติโกฏิธนํ ฉฑฺเฑตฺวา ปพฺพชิตานํ เอวํ โลลุปฺปวเสน ผลาผลตฺถาย วิจรณํนาม อปฺปฏิรูปํ อิโต ปฏฺฐาย อหเมว ผลํ อาหริสฺสามีติ ฯ โส อสฺสมํ ปตฺวา สพฺเพปิ เต สายณฺหสมเย สนฺนิปาเตตฺวา ตมตฺถํ อาโรเจตฺวา ตุมฺเห อิเธว สมณธมฺมํ กโรนฺโต อจฺฉถ อหํ ผลาผลํ อาหริสฺสามีติ อาห ฯ อถ นํ อุปกาญฺจนาทโย มยํ อาจริย ตุมฺเห นิสฺสาย ปพฺพชิตา ตุมฺเห อิเธว สมณธมฺมํ กโรถ ภคินิ โน อิเธว โหตุ ทาสีปิ ตสฺสา สนฺติเก อจฺฉตุ มยํ อฏฺฐ ชนา วาเรน ผลาผลํ อาหริสฺสาม ตุมฺเห ปน ตโย วารมุตฺตกา โหถาติ วตฺวา ปฏิญฺญํ คณฺหึสุ ฯ ตโต ปฏฺฐาย อฏฺฐสุ ชเนสุ เอเกโก วาเรน วาเรน ผลาผลานิ อาหรติ ฯ เสสา อตฺตโน สาลายเมว โหนฺติ อการเณน เอกโต ภวิตุํ น ลภนฺติ ฯ วารปฺปตฺโต ผลาผลํ อาหริตฺวา เอโก ปาสาโณ อตฺถิ ตตฺถ ปาสาณผลเก ผลาผเล เอกาทส โกฏฺฐาเส กตฺวา คณฺฑิสญฺญํ ทตฺวา อตฺตโน โกฏฺฐาสํ อาทาย วสนฏฺฐานํ ปวิสติ ฯ เสสา คณฺฑิสญฺญาย นิกฺขมิตฺวา อุลฺโลลสทฺทํ อกตฺวา คารวปริหาเรน คนฺตฺวา อตฺตโน ปาปุณนโกฏฺฐาสํ อาทาย วสนฏฺฐานํ คนฺตฺวา ปริภุญฺชิตฺวา สมณธมฺมํ กโรนฺติ ฯ อปรภาเค ภึสานิ อาหริตฺวา ขาทนฺตา เตชตปา โฆรตปา ปรมาชิตินฺทฺริยา กสิณปริกมฺมํ กโรนฺตา วิหรึสุ ฯ อถ เตสํ สีลเตเชน สกฺกสฺส ภวนํ กมฺปิ ฯ สกฺโกปิ กามาธิมุตฺตา นุโข อิเม อิสโย โนติ อาสงฺกํ กโรติเยว ฯ โส อิเม ตาว อิสโย ปริคณฺหิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา อตฺตโน อานุภาเวน มหาสตฺตสฺส โกฏฺฐาสํ ตโย ทิวเส อนฺตรธาเปสิ ฯ โส ปฐมทิวเส โกฏฺฐาสํ อทิสฺวา มม โกฏฺฐาโส ปมฺมุฏฺโฐ ภวิสฺสตีติ จินฺเตสิ ทุติยทิวเส มม โทเสน ภวิตพฺพํ ปณามวเสน มม โกฏฺฐาสํ น ฐเปสิ มญฺเญติ จินฺเตสิ ตติยทิวเส เกน นุโข การเณน มยฺหํ โกฏฺฐาสํ น ฐเปสิ สเจ เม โทโส ภวิสฺสติ ขมาเปสฺสามีติ สายณฺหสมเย คณฺฑิสญฺญํ อทาสิ ฯ สพฺเพ สนฺนิปติตฺวา เกน คณฺฑิสญฺญา ทินฺนาติ อาหํสุ ฯ มยา ตาตาติ ฯ กึการณา อาจริยาติ ฯ ตาตา ตติยทิวเส เกน ผลาผลํ อาภตนฺติ ฯ เอโก อุฏฺฐาย มยา อาจริยาติ วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ เสสโกฏฺฐาเส กโรนฺเตน เต มยฺหํ โกฏฺฐาโส กโต โน วาติ ฯ อาม อาจริย เชฏฺฐกโกฏฺฐาโส เม กโตติ ฯ หีโย เกนาภตนฺต ฯ มยาปีติ อปโร อุฏฺฐาย วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ โกฏฺฐาสํ กโรนฺโต มํ อนุสฺสริ โน วาติ ฯ ตุมฺหากํ เม เชฏฺฐกโกฏฺฐาโส ฐปิโตติ ฯ อชฺช เกนาภตนฺติ ฯ มยาติ อปโร อุฏฺฐาย วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ โกฏฺฐาสํ กโรนฺโต มํ อนุสฺสริ โน วาติ ฯ ตุมฺหากํ เม เชฏฺฐกโกฏฺฐาโส กโตติ ฯ ตาตา อชฺช มยฺหํ โกฏฺฐาสํ อลภนฺตสฺส ตโย ทิวสา ปฐมทิวเส โกฏฺฐาสํ อทิสฺวา โกฏฺฐาสํ กโรนฺโต มํ ปมฺมุฏฺโฐ ภวิสฺสตีติ จินฺเตสึ ทุติยทิวเส มม โกจิ โทโส ภวิสฺสตีติ จินฺเตสึ อชฺช ปน สเจ เม โทโส อตฺถิ ขมาเปสฺสามีติ จินฺเตตฺวา คณฺฑิสญฺญาย ตุมฺเห สนฺนิปาเตสึ เอเต ภึสโกฏฺฐาเส ตุมฺเห กริมฺหาติ วทถ อหํ น ลภามิ เอเตสํ เถเนตฺวา ขาทกํ ญาตุํ วฏฺฏติ กาเม ปหาย ปพฺพชิตานํ ภึสมตฺตํ เถนนํนาม อปฺปฏิรูปนฺติ ฯ เต ตสฺส กถํ สุตฺวา อโห สาหสิกกมฺมนฺติ สพฺเพว อุพฺเพคจิตฺตา อเหสุํ ฯ ตสฺมึ อสฺสมปเท วนเชฏฺฐรุกฺขเทวตา วิฏปา โอตริตฺวา อาคนฺตฺวา เตสญฺเญว สนฺติเก นิสีทิ ฯ อาเนญฺชกรณํ การิยมาโน ทุกฺขํ อธิวาเสตุํ อสกฺโกนฺโต อาลานํ ภินฺทิตฺวา ปลายิตฺวา อรญฺญํ ปวิฏฺโฐ เอโก วารโณ กาเลน กาลํ อิสิคณํ วนฺทติ ฯ โสปิ อาคนฺตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ สปฺปกีลาปนโก เอโก วานโร อหิตุณฺฑกสฺส หตฺถโต มุจฺจิโต อรญฺญํ ปวิสิตฺวา ตตฺเถว อสฺสเม วสติ ฯ โสปิ ตํ ทิวสํ อิสิคณํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ สกฺโก อิสิคณํ ปริคณฺ หิสฺสามีติ เตสํ สนฺติเก อทิสฺสมานกาโย อฏฺฐาสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ โพธิสตฺตสฺส กนิฏฺโฐ อุปกาญฺจนตาปโส อุฏฺฐายาสนา โพธิสตฺตํ วนฺทิตฺวา เสสานํ อปจิตึ ทสฺเสตฺวา อาจริย อหํ อญฺญํ อปฏฺฐเปตฺวา อตฺตานญฺเญว โสเธตุํ ลภามีติ ปุจฺฉิ ฯ โส อาม ลภสีติ ฯ โส อิสิคณมชฺเฌ ฐตฺวา สเจ เต มยา ภึสานิ ขาทิตานิ เอวรูโปนาม โหมีติ สปถํ กโรนฺโต ปฐมํ คาถมาห

อสฺสํ ควํ รชฏํ ชาตรูปํ

ภริยญฺจ โส ลภตํ มนาปํ

ปุตฺเตหิ ทาเรหิ สมงฺคิ โหตุ

ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสีติ ฯ

ตตฺถ อสฺสํ ควนฺติ อิทํ โส ยตฺตกานิ ปิยวตฺถูนิ โหนฺติ เตหิ วิปฺปโยเคหิ ตตฺตกานิ โสกทุกฺขานิ อุปฺปชฺชนฺตีติ วตฺถุกาเม ครหนฺโต อาหาติ เวทิตพฺโพ ฯ

ตํ สุตฺวา อิสิคโณ มาริส มาริส กถํ อติภาริโย เต สปโถติ กณฺเณ ปิทหิ ฯ โพธิสตฺโต ปน ตาต อติภาริโย เต สปโถ น ตฺวํ ขาทสิ ตว ปตฺตาสเน นิสีทาติ อาห ฯ ตสฺมึ สปถํ กตฺวา นิสินฺเน ทุติยภาตา อุฏฺฐาย มหาสตฺตํ วนฺทิตฺวา สปเถน อตฺตานํ โสเธนฺโต ทุติยํ คาถมาห

มาลญฺจ โส กาสิกจนฺทนญฺจ

ธาเรตุ ปุตฺตสฺส พหู ภวนฺตุ

กาเมสุ ติพฺพํ กุรุตํ อเปกฺขํ

ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสีติ ฯ

ตตฺถ ติพฺพนฺติ วตฺถุกามกิเลสกาเมสุ พหลํ อเปกฺขํ กโรตูติ ฯ อิทํ โส ยสฺเสเตสุ ติพฺพา อเปกฺขา โส เตหิ วิปฺปโยเคหิ มหนฺตํ ทุกฺขํ ปาปุณาตีติ ทุกฺขปฏิกฺเขปนวเสเนว อาห ฯ

ตสฺมึ นิสินฺเน เสสาปิ อตฺตโน อชฺฌาสยานุรูเปน ตํ ตํ คาถํ อภาสึสุ

ปหูตธญฺโญ กสิมา ยสสฺสี

ปุตฺเต คิหี ธนิมา สพฺพกาเม

วยํ อปสฺสํ ฆรมาวสาตุ

ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

โส ขตฺติโย โหตุ ปสยฺหการี

ราชาธิราชา พลวา ยสสฺสี

โส จาตุรนฺตํ มหิมาวสาตุ

ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

โส พฺราหฺมโณ โหตุ อวีตราโค

มุหุตฺตนกฺขตฺตปเถสุ ยุตฺโต

ปูเชตุ นํ รฏฺฐปตี ยสสฺสี

ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

อชฺฌายิกํ สพฺพมนฺตญฺจ เวทํ

ตปสฺสินํ มญฺญตุ สพฺพโลโก

ปูเชนฺตุ นํ ชานปทา สเมจฺจ

ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

จตุสฺสทํ คามวรํ สมิทฺธํ

ทินฺนํ หิ โส ภุญฺชตุ วาสเวน

อวีตราโค มรณํ ขิเปตุ

ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

โส คามณิ โหตุ สหายมชฺเฌ

นจฺเจหิ คีเตหิ ปโมทมาโน

มา ราชโต พฺยสนมลตฺถ กิญฺจิ

ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

ยํ เอกราชา ปฐวึ วิชิตฺวา

อิตฺถีสหสฺสาน ฐเปตุ อคฺคํ

สีมนฺตินีนํ ปวรา ภวาตุ

ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

ทาสีนํ หิ สา สพฺพสมาคตานํ

ภุญฺเชยฺย สาธุํ อวิกมฺปมานา

จราตุ ลาเภน วิกตฺถมานา

ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

อาวาสิโก โหตุ มหาวิหาเร

นวกมฺมิโก โหตุ กชงฺคลายํ

อาโลกสนฺธึ ทิวสา กโรตุ

ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

โส พชฺฌตุ ปาสสเตภิ ฉพฺภิ

รมฺมา วนา นียตุ ราชธานึ

คุตฺเตหิ โส หญฺญตุ ปาจเนภิ

ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ

อลกฺกมาลี ติปุกณฺณวิทฺโธ

ลฏฺฐิหโต สปฺปมุขํ อุเปตุ

สกญฺจ พทฺโธ วิสิขํ จราตุ

ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสีติ ฯ

ตตฺถ ตติเยน วุตฺตคาถาย กสิมาติ สมฺปนนกสิกมฺโม ฯ ปุตฺเต คิหี ธนิมา สพฺพกาเมติ ปุตฺเต ลภตุ คิหี โหตุ สตฺตวิเธน ธนิมา โหตุ รูปาทิเภเท สพฺพกาเม ลภตุ ฯ วยํ อปสฺสนฺติ มหลฺลกกาเล ปพฺพชฺชานุรูปํปิ อตฺตโน วยํ อปสฺสนฺโต ปญฺจกามคุณสมิทฺธํ ฆรเมว อาวสตูติ อิทํ โส ปญฺจกามคุณสมิทฺโธ กามคุณวิปฺปโยเคน มหาวินาสํ ปาปุณาตีติ ทสฺเสตุํ กเถสิ ฯ จตุตฺเถน วุตฺตคาถาย ราชาธิราชาติ ราชูนํ อนฺตเร อติราชาติ อิทํ โส อิสฺสรานํนาม อิสฺสริเย ปริคลิเต มหนฺตํ ทุกฺขํ อุปฺปชฺชตีติ รชฺเช โทสํ ทสฺเสนฺโต กเถสิ ฯ ปญฺจเมน วุตฺตคาถาย อวีตราโคติ ปุโรหิตฏฺฐานตณฺหาย สตณฺโหติ อิทํ โส ปุโรหิตสฺเสว ปุโรหิจฺเจว คลิเต มหนฺตํ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชตีติ ทสฺเสตุํ กเถสิ ฯ ฉฏฺเฐน วุตฺตคาถาย ตปสฺสีนนฺติ ตปสฺสี สีลสมฺปนฺโนติ ตํ มญฺญตุ อิทํ โส ลาภสกฺการาปคเมน มหนฺตํ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชตีติ ลาภสกฺการครหวเสน กเถสิ ฯ สหายกตาปเสน วุตฺตคาถาย จตุสฺสทนฺติ อากิณฺณมนุสฺสตาย มนุสฺเสหิ ปหุตธญฺญตาย ธญฺเญน สุลภทารูหิ สมฺปนฺโนทกตาย อุทเกนาติ จตูหิ อุสฺสนฺนํ อุสฺสทสมนฺนาคตนฺติ อตฺโถ ฯ วาสเวนาติ วาสเวน ทินฺนํวิย อจลํ วาสวโต ลทฺธวรานุภาเวน ตํ ราชานํ อาราเธตฺวา เตน ทินฺนนฺติปิ อตฺโถ ฯ อวีตราโคติ กทฺทเม สุกราทโยวิย กามปงฺเก นิมุคฺโคว หุตฺวา ฯ อิติ โส กามานํ อาทีนวํ กเถนฺโต เอวมาห ฯ ทาเสน วุตฺตคาถาย คามณีติ คามเชฏฺฐโก อยํปิ กาเม ครหนฺโตเยว เอวมาห ฯ กาญฺจนเทวิยา วุตฺตคาถาย ยนฺติ ยํ อิตฺถินฺติ อตฺโถ ฯ เอกราชาติ อคฺคราชา ฯ อิตฺถีสหสฺสานนฺติ วจนมฏฺฐตาย วุตฺตํ โสฬสนฺนํ อิตฺถีสหสฺสานํ อคฺคฏฺฐาเน ฐเปตูติ อตฺโถ ฯ สีมนฺตินีนนฺติ สีมนฺตธรานํ อิตฺถีนนฺติ อตฺโถ ฯ อิติ เอสา อิตฺถีภาเว ฐิตาปิ ทุคฺคนฺธคูถราสิวิย กาเม ครหนฺตีเยว เอวมาห ฯ ทาสิยา วุตฺตคาถาย สพฺพสมาคตานนฺติ สพฺเพสํ สนฺนิปติตานํ มชฺเฌ นิสีทิตฺวา อกมฺปมานา อโนสกฺกมานา สาธุรสํ ภุญฺชตูติ อตฺโถ ทาสีนํ กิร สามิกานํ สนฺติเก นิสีทิตฺวา ภุญฺชนํนาม อปฺปิยํ อิติ สา อตฺตโน อปฺปิยตาย เอวมาห ฯ จราตูติ จรตุ ฯ ปรลาเภน วิกตฺถมานาติ ลาภเหตุ กุหกกมฺมํ กโรนฺตี ลาภสกฺการํ อุปฺปาเทนฺตีติ อตฺโถ อิมินา สา ทาสีภาเว ฐิตาปิ กิเลสวตฺถุเมว ครหตีติ ฯ เทวตาย วุตฺตคาถาย อาวาสิโกติ อาวาสชคฺคนโก ฯ กชงฺคลายนฺติ เอวํนามเก นคเร ตตฺถ กิร ทพฺพสมฺภารา สุลภา ฯ อาโลกสนฺธึ ทิวสาติ เอกทิวเสเนว วาตปานํ กโรตุ โส กิร เทวปุตฺโต กสฺสปพุทฺธกาเล กชงฺคลนครํ นิสฺสาย โยชนิเก ชิณฺณมหาวิหาเร อาวาสิกสงฺฆตฺเถโร หุตฺวา ชิณฺณวิหาเร นวกมฺมํ กโรนฺโตว มหาทุกฺขํ อนุภวิ ตสฺมา ตเทว ทุกฺขํ อารพฺภ เอวมาห ฯ หตฺถินา วุตฺตคาถาย ปาสสเตภีติ พหูหิ ปาเสหิ ฯ ฉพฺภีติ จตูสุ ปาเทสุ คีวาย กฏิภาเค จาติ ฉสุ ฐาเนสุ ฯ คุตฺเตหีติ ทิกณฺฏเกหิ ทีฆลฏฺฐีหิ ฯ ปาจเนภีติ รสปาจเนหิ องฺกุสเกหิ โส วารโณ กิร อตฺตนา อนุภูตํ ทุกฺขญฺเญว อารพฺภ เอวมาห ฯ วานเรน วุตฺตคาถาย อลกฺกมาลีติ อหิตุณฺฑิเกน กณฺเฐ ปริกฺขิปิตฺวา ฐปิตาย อลกฺกมาลาย สมนฺนาคโต ฯ ติปุกณฺณวิทฺโธติ ติปุปิลนฺธเนน ปิลนฺธกณฺโณ ฯ ลฏฺฐิหโตติ สปฺปกีฬํ สิกฺขาปิยมาโน ลฏฺฐิยา หโต หุตฺวา เอโสปิ อหิตุณฺฑิกหตฺเถ อตฺตนา อนุภูตทุกฺขเมว สนฺธาย เอวมาห ฯ

เอวํ เตรสหิ ชเนหิ สปเถ กเต มหาสตฺโต จินฺเตสิ กทาจิ อิเม อยํ อนฏฺฐเมว นฏฺฐนฺติ กเถตีติ มยิ อาสงฺกํ กเรยฺยุํ อหํปิ สปถํ กโรมีติ สปถํ กโรนฺโต อิมํ คาถมาห

โย เว อนฏฺฐํ นฏฺฐนฺติ อาห

กาเมว โส ลภตุ ภุญฺชตุ จ

อคารมชฺเฌ มรณํ อุเปตุ

โย วาโภนฺโต สงฺกติ กญฺจิเทวาติ ฯ

ตตฺถ โภนฺโตติ อาลปนํ อิทํ วุตฺตํ โหติ ภวนฺโต โย อนฏฺเฐ โกฏฺฐาเส นฏฺฐเมวาติ วทติ โย วา ตุมฺเหสุ กญฺจิ อาสงฺกติ โส ปญฺจกามคุเณ ลภตุเจว ภุญฺชตุ จ รมณียเมว ปพฺพชฺชํ อลภิตฺวา อคารมชฺเฌเยว มรตูติ ฯ

อิสีหิ ปน สปเถ กเต สกฺโก ภายิตฺวา อหํ อิเมปิ วีมํสนฺโต ภึสานิ อนฺตรธาเปสึ อิเม ฉฑฺฑิตเขลปิณฺฑํวิย กาเม ครหนฺตา สปถํ กโรนฺติ กามคุณครหการณํ เต ปุจฺฉิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ทิสฺสมานรูโป โพธิสตฺตํ วนฺทิตฺวา ปุจฺฉนฺโต อนนฺตรํ คาถมาห

ยเทสมานา วิจรนฺติ โลเก

อิฏฺฐญฺจ กนฺตญฺจ พหูนเมตํ

ปิยํ มนุญฺญํ อิธ ชีวโลเก

กสฺมา อิสโย นปฺปสํสนฺติ กาเมติ ฯ

ตตฺถ ยเทสมานาติ ยํ วตฺถุกามํ กิเลสกามญฺจ กสิโครกฺขาทีหิ สมวิสมกมฺเมหิ ปริเยสมานา สตฺตา โลเก วิจรนฺติ เอตํ พหูนํ เทวมนุสฺสานํ อิฏฺฐญฺจ กนฺตญฺจ ปิยญฺจ มนุญฺญญฺจ กสฺมา อิสโย นปฺปสํสนฺติ กาเมติ อตฺโถ ฯ กาเมติ อิมินา ตํ วตฺถุํ สรูปโต ทสฺเสติ ฯ

อถสฺส ปญฺหํ วิสชฺเชนฺโต มหาสตฺโต เทฺว คาถา อภาสิ

กาเมสุ เว หญฺญเร พชฺฌเร จ

กาเมสุ ทุกฺขญฺจ ภยญฺจ ชาตํ

กาเมสุ ภูตาธิปตี ปมตฺตา

ปาปานิ กมฺมานิ กโรนฺติ โมหา ฯ

เต ปาปธมฺมา ปสเวตฺวา ปาปํ

กายสฺส เภทา นิรยํ วชนฺติ

อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา

ตสฺมา อิสโย นปฺปสํสนฺติ กาเมติ ฯ

ตตฺถ กาเมสูติ กามเหตุ กาเม นิสฺสาย กายทุจฺจริตาทีนิ กโรนฺตีติ อตฺโถ ฯ หญฺญเรติ ทณฺฑาทีหิ หญฺญนฺติ ฯ พชฺฌเรติ รชฺชุพนฺธนาทีหิ พชฺฌนฺติ ฯ ทุกฺขนฺติ กายิกเจตสิกํ อสาตํ ทุกฺขํ ฯ ภยนฺติ อตฺตานุวาทาทิกํ สพฺพภยํ ฯ ภูตาธิปตีติ สกฺกํ อาลปติ ฯ อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวาติ เอวรูปํ โทสํ โส ปเนส อาทีนโว ทุกฺขกฺขนฺธาทีหิ สุตฺเตหิ ทีเปตพฺโพติ ฯ

สกฺโก มหาสตฺตสฺส กถํ สุตฺวา สํวิคฺคมานโส อนนฺตรํ คาถมาห

วีมํสมาโน อิสิโน ภิสานิ

ตีเร คเหตฺวาน ถเล นิเธสึ

สุทฺธา อปาปา อิสโย วสนฺติ

เอตานิ เต พฺรหฺมจารี ภึสานีติ ฯ

ตตฺถ วีมํสมาโนติ ภนฺเต อหํ อิเม อิสโย กามาธิมุตฺตา วา โน วาติ วีมํสมาโน ฯ อิสิโนติ ตว มเหสิโน สนฺตกานิ ภึสานิ ฯ ตีเร คเหตฺวานาติ ตีเร นิกฺขิตฺตานิ คเหตฺวา ถเล เอกมนฺเต นิเธสึ ฯ สุทฺธาติ อิทานิ มยา ตุมฺหากํ สปถกิริยาย ญาตํ อิเม อิสโย สุทฺธา อปาปา หุตฺวา วสนฺตีติ ฯ

ตํ สุตฺวา โพธิสตฺโต อาห

น เต นฏา โน ปน กีฬเนยฺยา

น พนฺธวา โน ปน เต สหายา

กสฺมึ ปรวมฺภํ สหสฺสเนตฺต

อิสีภิ ตฺวํ กีฬสิ เทวราชาติ ฯ

ตตฺถ น เต นฏาติ เทวราช มยํ ตว นฏา วา กีฬิตพฺพยุตฺตกา วา เกนจิ น โหม นาปิ ตว ญาตกาว น สหายา อถ ตฺวํ กิสฺมึ ปรวมฺภํ กตฺวา กึ นิสฺสาย อิสีหิ สทฺธึ กีฬสีติ อตฺโถ ฯ

อถ นํ สกฺโก ขมาเปนฺโต วีสติมํ คาถมาห

อาจริโย เมสิ ปิตา จ มยฺหํ

เอสา ปติฏฺฐา ขลิตสฺส พฺรหฺเม

เอกาปราธํ ขมตุ ภูริปญฺญ

น ปณฺฑิตา โกปพลา ภวนฺตีติ ฯ

ตตฺถ เอสา ปติฏฺฐาติ เอสา ตว ปาทจฺฉายา อชฺช มม ขลิตสฺส ปติฏฺฐา โหตุ ฯ โกปพลาติ ปณฺฑิตานาม ขนฺติพลา ภวนฺติ น โกปพลาติ ฯ

มหาสตฺโต สกฺกสฺส เทวรญฺโญ ขมิตฺวา สยํ อิสิคณํ ขมาเปนฺโต อิตรํ คาถมาห

สุวาสิตํ อิสีนํ เอกรตฺตึ

ยํ วาสวํ ภูตปติทฺทสาม

สพฺเพว โภนฺโต สุมนา ภวนฺตุ

ยํ พฺราหฺมโณ ปจฺจุปาทิ ภึสานีติ ฯ

ตตฺถ สุวาสิตํ อิสีนํ เอกรตฺตินฺติ อายสฺมนฺตานํ เอกรตฺตึปิ อิมสฺมึ อรญฺเญ วสิตํ สุวสิตเมว กึการณา ยํ วาสวํ ภูตปตึ อทฺทสาม สเจ มยํ นคเร วสิมฺหา อิมํ น อทฺทสมฺหา ฯ โภนฺโตติ ภวนฺโต สพฺเพ สุมนา ภวนฺตุ โสมนสฺสา ภวนฺตุ สกฺกสฺส เทวรญฺโญ ขมนฺตุ กึการณา ยํ พฺราหฺมโณ ปจฺจุปาทิ ภึสานีติ ยสฺมา ตุมฺหากํ อาจริโย ภึสานิ ปฏิลภตีติ ฯ

สกฺโก อิสิคณํ วนฺทิตฺวา เทวโลกเมว คโต ฯ อิสิคโณปิ ฌานาภิญฺญา นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกูปโค อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว โปราณกปณฺฑิตา สปถํ กตฺวา กิเลเส ชหึสูติ วตฺวา สจฺจานิ ปกาเสสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ชาตกํ สโมธาเนนฺโต ปุน สตฺถา ติสฺโส โอสานคาถา อภาสิ

อหญฺจ สารีปุตฺโต จ โมคฺคลฺลาโน จ กสฺสโป

อนุรุทฺโธ ปุณฺณานนฺโท ตทาสุํ สตฺต ภาตโร ฯ

ภคินี อุปฺปลวณฺณา ทาสี ขุชฺชุตฺตรา ตทา

จิตฺโต คหปติ ทาโส ยกฺโข สาตาคิโร ตทา ฯ

ปาลิเลยฺโย ตทา นาโค มธุโร เสฏฺโฐ จ วานโร

กาฬุทายี ตทา สกฺโก เอวํ ธาเรถ ชาตกนฺติ ฯ

ภึสกชาตกํ ปญฺจมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๘๗. อุททาลกชาดกชาดกถัดไป๔๘๙. สุรุจิชาดก