ภิสชาดก
ว่าด้วยผู้ลักเอาเหง้ามัน
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๙๒๑ · บรรทัด ๗๔๒๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
ในคาถาที่ทาสกล่าว บทว่า คามณี ความว่า เป็นผู้ใหญ่บ้านทาสแม้นี้ก็ติเตียนกามทั้งหลายเหมือนกัน จึงกล่าวอย่างนี้. ในคาถาที่กาญจนเทวีกล่าว บทว่า ยํ ได้แก่ หญิงใด. บทว่า เอกราชา คืออัครราชา. บทว่า อิตฺถีสหสฺสานํ ท่านกล่าวด้วยความสละสลวยแห่งคำอธิบายว่า ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าหญิง ๑๖,๐๐๐ นาง. บทว่า สีมนฺตินีนํ ความว่า แห่งหญิงผู้ประเสริฐกว่านางสนมทั้งหลาย. กาญจนเทวีนั้น แม้ดำรงอยู่ในความเป็นหญิงก็ติเตียนกามทั้งหลาย ดุจกองคูถที่มีกลิ่นเหม็นฉะนั้น จึงได้กล่าวอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้. ในคาถาที่ทาสีกล่าว บทว่า สพฺพสมาคตานํ ความว่าให้ผู้นั้นเป็นทาสีนั่งไม่หวั่นไหวไม่สะดุ้งสะเทือน บริโภคของมีรสดี ในท่ามกลางคนทั้งปวงที่ประชุมกันได้ยินว่า ขึ้นชื่อว่า การนั่งกินในสำนักของเจ้านายทั้งหลาย เป็นเรื่องอัปรีย์ของพวกทาสี เหตุนั้น นางทาสีนั้น จึงกล่าวอย่างนี้เพราะเป็นเรื่องอัปรีย์ของตน. บทว่า จราตุ แปลว่า จงประพฤติ บทว่าปรลาเภน วิกตถมานา ความว่า กระทำกรรมแห่งผู้ล่อลวงเพราะเหตุแห่งลาภ ยังลาภสักการะให้เกิดขึ้นเถิด. นางแม้ดำรงอยู่ในความเป็นทาสี ก็ยังติเตียนวัตถุแห่งกิเลสเหมือนกันด้วยคาถานี้.
ในคาถาที่เทวดากล่าว บทว่า อาวาสิโก ความว่า ผู้ปกกรองอาวาส. บทว่า กชงฺคลายํ ความว่า ในนครมีชื่ออย่างนั้น ได้ยินว่า ในนครนั้นมีทัพสัมภาระหาได้ง่าย. บทว่า อาโลกสนฺธึ ทิวสา ความว่า จงกระทำบานหน้าต่างตลอดวันเถิด ได้ยินว่า เทวบุตรนั้น ในกาลแห่งพระพุทธกัสสปได้เป็นพระเถระในสงฆ์ ในมหาวิหารเก่า มีบริเวณ ๑ โยชน์ ติดกับเมืองกชังคละ เมื่อกระทำนวกรรมในวิหารเก่านั่นแล ต้องเสวยทุกข์อย่างใหญ่หลวงเหตุนั้นจึงปรารภถึงทุกข์นั้นแล จึงได้กล่าวอย่างนี้.
ในคาถาที่ช้างกล่าว บทว่า ปาสสเตหิ ความว่า ด้วยบ่วงจำนวนมากบทว่า ฉพฺภิ ความว่า ในฐานะ ๖ คือ เท้า ๔ คอ ๑ ส่วนสะเอว ๑. บทว่า คุตฺเตหิ ความว่า ด้วยปลอกเหล็กยาว มีเงี่ยงสองทาง. บทว่า ปาจเนภิได้แก่ ด้วยปฏักคือด้วยขอสับ ได้ยินว่า ช้างนั้นปรารภถึงทุกข์ที่ตนเข็ดหลาบมาแล้วนั้นเอง จึงกล่าวอย่างนี้. ในคาถาที่วานรกล่าว บทว่า อลกฺกมาลิ ความว่า ประกอบด้วยมาลาสวมคอที่หมองูใส่คอวางไว้ บทว่า ติปุกณฺณวิทฺโธ ความว่า ถูกเจาะหูด้วยดีบุก. บทว่า ลฏฺิหโต ความว่า หมองูให้ศึกษากีฬางู ถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว. แม้วานรนั้นได้กล่าวอย่างนี้ หมายถึงทุกข์ที่ตนได้เสวยในเงื้อมมือของหมองู.
ก็เมื่อชนทั้ง ๑๓ สบถกันอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์ดำริว่า บางทีพวกเหล่านี้พึงกินแหนงในเราว่า ผู้นี้กล่าวถึงสิ่งที่ไม่หายไปเลยว่าหายไป ดังนี้เราต้องสบถบ้าง เมื่อทำสบถ จึงกล่าวคาถานี้ว่า
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ผู้ใดแลแกล้งกล่าวถึงของ ที่ไม่หายว่าหายก็ดี หรือผู้สงสัยคนใดคนหนึ่งก็ดี ขอ ให้ผู้นั้นจงได้บริโภคกามทั้งหลาย จงเข้าถึงความตาย อยู่ในท่ามกลางเรือน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โภนฺโต เป็นอาลปนะ ท่านอธิบายไว้ว่าท่านผู้เจริญทั้งหลาย ผู้ใดเล่ากล่าวถึงส่วนที่มิได้หายไปว่าหายไปหมดแล้ว หรือผู้ใดสงสัยในพวกเธอคนใดคนหนึ่ง ให้ผู้นั้นจงได้และจงบริโภคเบญจกามคุณอย่าได้บรรพชาอันน่ารื่นรมย์เลยเทียวนะ จงตายเสียในท่ามกลางเรือนนั่นเทียว.
ก็แลเมื่อฤาษีทั้งหลายพากันสบถแล้ว ท้าวสักกะทรงกลัว คิดว่าเราหมายจะทดลองพวกนี้ดู จึงทำให้เหง้าบัวหายไป พวกเหล่านี้พากันติเตียนกามทั้งหลาย ประหนึ่งก้อนน้ำลายที่ถ่มทิ้ง ทำสบถกัน เราต้องถามพวกเหล่านั้นถึงเหตุที่ติเตียนกามคุณดู แล้วทรงสำแดงกายให้ปรากฏ ทรงไหว้พระโพธิสัตว์เมื่อตรัสถาม ตรัสคาถาสืบไปว่า
สัตว์ทั้งหลายในโลก ย่อมพากันเที่ยวแสวงหา กามใด เป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก น่าฟูใจ ของสัตว์เป็นอันมากในชีวโลกนี้ เพราะเหตุใด ฤาษี ทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญกามนั้นเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยเทสมานา มีอรรถาธิบายว่า ฝูงสัตว์ต่างเสาะหาวัตถุกามและกิเลสกามอันใด ด้วยกรรมทั้งสมควรและไม่สมควรมีกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้น พากันท่องเที่ยวไปในโลก กามนั้นเป็นสิ่งน่าใคร่ น่าชอบใจ น่ารัก และน่าชื่นใจของสัตว์เป็นอันมาก คือของมวญเทพดาและมนุษย์ เหตุไรเล่า หมู่ฤาษีจึงมิได้สรรเสริญกามทั้งหลายเลย. ด้วยบทว่ากามทั้งหลายนี้ ท้าวสักกะทรงแสดงวัตถุนั้นโดยสรุป.
ครั้งนั้น เมื่อพระมหาสัตว์จะแก้ปัญหาของท้าวเธอ ได้กล่าวคาถา ๒คาถาว่า
ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมภูต เพราะกามนั่นแล สัตว์ทั้งหลายจึงถูกประหาร ถูกจองจำ เพราะกาม ทั้งหลาย ทุกข์และภัยจึงเกิด เพราะกามทั้งหลาย สัตว์ ทั้งหลายจึงประมาทลุ่มหลง กระทำกรรมอันเป็นบาป สัตว์เหล่านั้นมีบาป จึงประสบบาปกรรม เมื่อตายแล้ว ย่อมไปสู่นรก เพราะเห็นโทษในกามคุณดังนี้ ฤาษี ทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญกาม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเมสุ ความว่า คนทั้งหลายย่อมกระทำทุจริตทั้งหลายมีกายทุจริตเป็นต้น เพราะเหตุแห่งกาม คือ เพราะอาศัยกามทั้งหลาย. บทว่า หญฺเร ความว่า ย่อมเดือดร้อนเพราะอาชญาเป็นต้น. บทว่า พชฺฌเร ความว่า ย่อมถูกจองจำด้วยเครื่องจองจำคือเชือกเป็นต้น. บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์มิใช่ความสำราญอันเป็นไปทางกายและเป็นไปทางจิต. บทว่า ภยํ ได้แก่ ภัยทั้งปวง มีการติเตียนตนเป็นต้น. พระมหาสัตว์เรียกท้าวสักกะว่า ภูตาธิบดี. บทว่า อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา ความว่าเพราะเห็นโทษเห็นปานนี้ ก็โทษนี้นั้น พึงแสดงด้วยสูตรทั้งหลาย มีทุกขักขนธสูตรเป็นต้น.
ท้าวสักกะทรงสดับถ้อยคำของพระมหาสัตว์มีพระมนัสสลด ตรัสคาถาต่อไปว่า
ข้าแต่ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ข้าพเจ้าจะ ทดลองดูว่าฤาษีเหล่านี้ยังน้อมไปในกามหรือไม่ จึงถือ เอาเหง้าบัวที่ฝั่งน้ำไปฝังไว้บนบก ฤาษีทั้งหลายเป็นผู้ บริสุทธิ์ ไม่มีบาป นี้เหง้าบัวของท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วีมํสมาโน ความว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญกระผมทดลองว่า ฤาษีเหล่านี้น้อมจิตไปในกามหรือไม่. บทว่า อิสิโน ความว่าถือเอาเหง้าบัวอันเป็นของท่านผู้แสวงหา. บทว่า ตีเร คเหตฺวาน ความว่าถือเอาเหง้าบัวที่ท่านเก็บไว้ที่ฝั่งแม่น้ำแล้วฝังไว้ ณ ส่วนหนึ่งบนบก. บทว่า สุทฺธา ความว่า บัดนี้เรารู้ถึงการกระทำสบถของท่าน ฤาษีเหล่านี้เป็นผู้บริสุทธิ์ไม่มีบาปอยู่.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้วกล่าวว่า
ดูก่อนท้าวสหัสนัยน์เทวราช ฤาษีเหล่านี้ มิใช่ นักฟ้อนของท่านและมิใช่ผู้ที่ทานจะพึงล้อเล่น ไม่ใช่ พวกพ้องและสหายของท่าน เพราะเหตุไร ท่านจึงมา ดูหมิ่นล้อเล่นกับฤาษีทั้งหลาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น เต นฏา ความว่า ดูก่อนท้าวเทวราชพวกกระผมไม่ใช่เป็นนักฟ้อนของท่านและเป็นผู้ไม่สมควรที่ใคร ๆ จะพึงล้อเล่นไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่สหายของท่าน เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะอะไร พระองค์จึงทำการดูหมิ่น เพราะอาศัยอะไร พระองค์จึงล้อเล่นกับฤาษีทั้งหลาย.
ครั้งนั้นท้าวสักกะ เมื่อจะขอขมาท่าน จึงกล่าวคาถาที่ ๒๐ ว่า
ข้าแต่ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้มีปัญญาดุจ แผ่นดิน ท่านเป็นอาจารย์และเป็นบิดาของข้าพเจ้า ขอเงาเท้าของท่าน จงเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าผู้พลั้งพลาด ขอได้โปรดอดโทษสักครั้งหนึ่งเถิด บัณฑิต ทั้งหลาย ย่อมไม่มีความโกรธเป็นกำลัง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอสา ปติฏฺา ความว่า เงาแห่งเท้าของท่านนี้ จงเป็นที่พึ่งแห่งความพลั้งพลาดของข้าพเจ้าในวันนี้. บทว่า โกปพลา ความว่า ขึ้นชื่อว่าบัณฑิตทั้งหลาย ย่อมมีขันติเป็นกำลัง มิใช่เป็นผู้มีความโกรธเป็นกำลัง.
พระมหาสัตว์อดโทษแก่ท้าวสักกเทวราชแล้ว เมื่อจะให้คณะฤาษีอดโทษด้วยตนเอง จึงกล่าวคาถาต่อไปว่า
การที่พวกเราได้เห็นท้าววาสวะผู้เป็นจอมภูต นับเป็นราตรีเอกของพวกเราเหล่าฤาษีซึ่งอยู่กันด้วยดี ท่านผู้เจริญทุกคนจงพากันดีใจเถิดเพราะท่านพราหมณ์ ได้เหง้าบัวคืนแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุวาสิตํ อิสีนํ เอกรตฺตึ มีอรรถาธิบายว่า เป็นราตรีเอกที่ผู้มีอายุทั้งหลายพากันอยู่ในป่านี้ เป็นอันอยู่ดีกันทั้งนั้นเพราะเหตุไร เหตุว่าพวกเราพากันเห็นท้าววาสวะผู้เป็นเจ้าแห่งภูต ถ้าพวกเราอยู่ในเมืองละก็คงไม่ได้เห็น. บทว่า โภนฺโต ความว่า พ่อมหาจำเริญเอ๋ยทุกคนจงดีใจเถิด จงปลื้มใจเถิด จงอดโทษแก่ท้าวสักกเทวราชเถิด เพราะเหตุไรเล่า เพราะท่านพราหมณ์ได้เหง้าบัวคืนแล้ว คือเหตุว่าอาจารย์ของพวกเธอได้คืนเหง้าบัว.
ท้าวสักกเทวราชบังคมคณะฤาษีแล้วเสด็จไปสู่เทวโลก. ฝ่ายคณะฤาษีพากันยังฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว ต่างได้เข้าถึงพรหมโลก.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โปราณกบัณฑิตพากันทำสบถละกิเลสอย่างนี้ แล้วทรงประกาศสัจจะเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันดำรงในพระโสดาปัตติผล. เมื่อพระศาสดาจะทรงประชุมชาดก ได้ตรัสพระคาถาสุดท้ายอีก ๓ คาถาว่า
เราตถาคต สารีบุตร โมคคัลลานะ กัสสปะ อนุรุทธะ ปุณณะและอานนท์เป็น ๗ พี่น้อง ในครั้งนั้น อุบลวรรณาเป็นน้องสาว ขุชชุตตราเป็นทาสี จิตตคฤหบดีเป็นทาส สาตาคีระเป็นเทวดา ปาลิเลยยกะ เป็นช้าง มธุระผู้ประเสริฐ เป็นวานร กาฬุทายีเป็น ท้าวสักกะ ท่านทั้งหลายจงทรงจำชาดก ไว้ด้วยประการ ฉะนี้แล. จบอรรถกถาภึสกชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๔๐๗–๔๒๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปกิณณกนิบาตชาดก ๑๑๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๕. ภึสกชาตกํ ฯ
อสฺสํ ควํ รชฏํ ชาตรูปนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุ ปน กุสราชชาตเก อาวีภวิสฺสติ ฯ
ตทา ปน สตฺถา สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ อุกฺกณฺฐิโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจํ ภนฺเตติ กึ ปฏิจฺจาติ กิเลสํ ภนฺเตติ วุตฺเต ภิกฺขุ เอวรูเป นิยฺยานิกสาสเน ปพฺพชิตฺวา กสฺมา กิเลสํ ปฏิจฺจ อุกฺกณฺฐิโตสิ โปราณกปณฺฑิตา อนุปฺปนฺเน พุทฺเธ พาหิรกปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา วตฺถุกามกิเลสกาเม อารพฺภ อุปฺปชฺชนกสญฺญํ สปถํ กตฺวา วิหรึสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต อสีติโกฏิวิภวสฺส พฺราหฺมณมหาสาลสฺส ปุตฺโต หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ มหากาญฺจนกุมาโรติสฺส นามํ กรึสุ ฯ อถสฺส ปทสา วิจรณกาเล อปโรปิ ปุตฺโต ชายิ อุปกาญฺจนกุมาโรติ นามํ กรึสุ ฯ เอวํ ปฏิปาฏิยา สตฺต ปุตฺตา อเหสุํ ฯ สพฺพกนิฏฺฐา ปเนกา ธีตา ฯ ตสฺสา กาญฺจนเทวีติ นามํ กรึสุ ฯ มหากาญฺจนกุมาโร วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลโต สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา อาคจฺฉิ ฯ อถ นํ มาตาปิตโร ฆราวาเสน พนฺธิตุกามา อตฺตโน สมานชาติกุลโต เต ทาริกํ อาเนยฺยาม ฆราวาสํ สณฺฐเปหีติ วทึสุ ฯ อมฺมตาตา น มยฺหํ ฆราวาเสนตฺโถ มยฺหํ หิ ตโย ภวา อาทิตฺตาวิย สปฺปฏิภยา พนฺธนาคาราวิย ปลิพนฺธนา อุกฺการภูมิวิย ปรมเชคุจฺฉา หุตฺวา อุปฏฺฐหนฺติ มยา สุปิเนนปิ เมถุนธมฺโม น ทิฏฺฐปุพฺโพ อญฺเญ โว ปุตฺตา อตฺถิ เต ฆราวาเสน นิมนฺเตถาติ วตฺวา ปุนปฺปุนํ ยาจิโตปิ สหาเย เปเสตฺวา เตหิ ยาจิโตปิ น อิจฺฉิ ฯ อถ นํ สหายา สมฺม กึ ปน ตฺวํ ปฏฺเฐนฺโต กาเม ปริภุญฺชิตุํ น อิจฺฉสีติ ปุจฺฉึสุ ฯ โส เตสํ เนกฺขมฺมชฺฌาสยตํ อาโรเจสิ ฯ ตํ สุตฺวา มาตาปิตโร เสสปุตฺเต นิมนฺเตสุํ ฯ เตปิ น อิจฺฉึสุ ฯ กาญฺจนเทวี น อิจฺฉติเยว ฯ อปรภาเค มาตาปิตโร กาลมกํสุ ฯ มหากาญฺจนปณฺฑิโต มาตาปิตูนํ กตฺตพฺพกิจฺจํ กตฺวา อสีติโกฏิธเนน กปณทลิทฺทกานํ มหาทานํ ทตฺวา ฉ ภาตโร ภคินึ เอกํ ทาสํ เอกํ ทาสึ เอกํ สหายกญฺจ อาทาย มหาภินิกฺขมนํ นิกฺขมิตฺวา หิมวนฺตํ ปาวิสิ ฯ เต ตตฺถ ปทุมสรํ นิสฺสาย รมณียภูมิภาเค อสฺสมํ กตฺวา ปพฺพชิตฺวา วนมูลผลาหาเรหิ ยาปยึสุ ฯ เต อรญฺญํ คจฺฉนฺตา เอกโตว คนฺตฺวา ยตฺเถโก ผลํ วา ปตฺตํ วา ปสฺสติ ตตฺถ อิตเรปิ ปกฺโกสิตฺวา ทิฏฺฐสุตาทีนิ กเถนฺตา อุจฺจินนฺติ ฯ คามสฺส กมฺมฏฺฐานํวิย โหติ ฯ อาจริโย มหากาญฺจนตาปโส จินฺเตสิ อมฺหากํ อสีติโกฏิธนํ ฉฑฺเฑตฺวา ปพฺพชิตานํ เอวํ โลลุปฺปวเสน ผลาผลตฺถาย วิจรณํนาม อปฺปฏิรูปํ อิโต ปฏฺฐาย อหเมว ผลํ อาหริสฺสามีติ ฯ โส อสฺสมํ ปตฺวา สพฺเพปิ เต สายณฺหสมเย สนฺนิปาเตตฺวา ตมตฺถํ อาโรเจตฺวา ตุมฺเห อิเธว สมณธมฺมํ กโรนฺโต อจฺฉถ อหํ ผลาผลํ อาหริสฺสามีติ อาห ฯ อถ นํ อุปกาญฺจนาทโย มยํ อาจริย ตุมฺเห นิสฺสาย ปพฺพชิตา ตุมฺเห อิเธว สมณธมฺมํ กโรถ ภคินิ โน อิเธว โหตุ ทาสีปิ ตสฺสา สนฺติเก อจฺฉตุ มยํ อฏฺฐ ชนา วาเรน ผลาผลํ อาหริสฺสาม ตุมฺเห ปน ตโย วารมุตฺตกา โหถาติ วตฺวา ปฏิญฺญํ คณฺหึสุ ฯ ตโต ปฏฺฐาย อฏฺฐสุ ชเนสุ เอเกโก วาเรน วาเรน ผลาผลานิ อาหรติ ฯ เสสา อตฺตโน สาลายเมว โหนฺติ อการเณน เอกโต ภวิตุํ น ลภนฺติ ฯ วารปฺปตฺโต ผลาผลํ อาหริตฺวา เอโก ปาสาโณ อตฺถิ ตตฺถ ปาสาณผลเก ผลาผเล เอกาทส โกฏฺฐาเส กตฺวา คณฺฑิสญฺญํ ทตฺวา อตฺตโน โกฏฺฐาสํ อาทาย วสนฏฺฐานํ ปวิสติ ฯ เสสา คณฺฑิสญฺญาย นิกฺขมิตฺวา อุลฺโลลสทฺทํ อกตฺวา คารวปริหาเรน คนฺตฺวา อตฺตโน ปาปุณนโกฏฺฐาสํ อาทาย วสนฏฺฐานํ คนฺตฺวา ปริภุญฺชิตฺวา สมณธมฺมํ กโรนฺติ ฯ อปรภาเค ภึสานิ อาหริตฺวา ขาทนฺตา เตชตปา โฆรตปา ปรมาชิตินฺทฺริยา กสิณปริกมฺมํ กโรนฺตา วิหรึสุ ฯ อถ เตสํ สีลเตเชน สกฺกสฺส ภวนํ กมฺปิ ฯ สกฺโกปิ กามาธิมุตฺตา นุโข อิเม อิสโย โนติ อาสงฺกํ กโรติเยว ฯ โส อิเม ตาว อิสโย ปริคณฺหิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา อตฺตโน อานุภาเวน มหาสตฺตสฺส โกฏฺฐาสํ ตโย ทิวเส อนฺตรธาเปสิ ฯ โส ปฐมทิวเส โกฏฺฐาสํ อทิสฺวา มม โกฏฺฐาโส ปมฺมุฏฺโฐ ภวิสฺสตีติ จินฺเตสิ ทุติยทิวเส มม โทเสน ภวิตพฺพํ ปณามวเสน มม โกฏฺฐาสํ น ฐเปสิ มญฺเญติ จินฺเตสิ ตติยทิวเส เกน นุโข การเณน มยฺหํ โกฏฺฐาสํ น ฐเปสิ สเจ เม โทโส ภวิสฺสติ ขมาเปสฺสามีติ สายณฺหสมเย คณฺฑิสญฺญํ อทาสิ ฯ สพฺเพ สนฺนิปติตฺวา เกน คณฺฑิสญฺญา ทินฺนาติ อาหํสุ ฯ มยา ตาตาติ ฯ กึการณา อาจริยาติ ฯ ตาตา ตติยทิวเส เกน ผลาผลํ อาภตนฺติ ฯ เอโก อุฏฺฐาย มยา อาจริยาติ วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ เสสโกฏฺฐาเส กโรนฺเตน เต มยฺหํ โกฏฺฐาโส กโต โน วาติ ฯ อาม อาจริย เชฏฺฐกโกฏฺฐาโส เม กโตติ ฯ หีโย เกนาภตนฺต ฯ มยาปีติ อปโร อุฏฺฐาย วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ โกฏฺฐาสํ กโรนฺโต มํ อนุสฺสริ โน วาติ ฯ ตุมฺหากํ เม เชฏฺฐกโกฏฺฐาโส ฐปิโตติ ฯ อชฺช เกนาภตนฺติ ฯ มยาติ อปโร อุฏฺฐาย วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ โกฏฺฐาสํ กโรนฺโต มํ อนุสฺสริ โน วาติ ฯ ตุมฺหากํ เม เชฏฺฐกโกฏฺฐาโส กโตติ ฯ ตาตา อชฺช มยฺหํ โกฏฺฐาสํ อลภนฺตสฺส ตโย ทิวสา ปฐมทิวเส โกฏฺฐาสํ อทิสฺวา โกฏฺฐาสํ กโรนฺโต มํ ปมฺมุฏฺโฐ ภวิสฺสตีติ จินฺเตสึ ทุติยทิวเส มม โกจิ โทโส ภวิสฺสตีติ จินฺเตสึ อชฺช ปน สเจ เม โทโส อตฺถิ ขมาเปสฺสามีติ จินฺเตตฺวา คณฺฑิสญฺญาย ตุมฺเห สนฺนิปาเตสึ เอเต ภึสโกฏฺฐาเส ตุมฺเห กริมฺหาติ วทถ อหํ น ลภามิ เอเตสํ เถเนตฺวา ขาทกํ ญาตุํ วฏฺฏติ กาเม ปหาย ปพฺพชิตานํ ภึสมตฺตํ เถนนํนาม อปฺปฏิรูปนฺติ ฯ เต ตสฺส กถํ สุตฺวา อโห สาหสิกกมฺมนฺติ สพฺเพว อุพฺเพคจิตฺตา อเหสุํ ฯ ตสฺมึ อสฺสมปเท วนเชฏฺฐรุกฺขเทวตา วิฏปา โอตริตฺวา อาคนฺตฺวา เตสญฺเญว สนฺติเก นิสีทิ ฯ อาเนญฺชกรณํ การิยมาโน ทุกฺขํ อธิวาเสตุํ อสกฺโกนฺโต อาลานํ ภินฺทิตฺวา ปลายิตฺวา อรญฺญํ ปวิฏฺโฐ เอโก วารโณ กาเลน กาลํ อิสิคณํ วนฺทติ ฯ โสปิ อาคนฺตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ สปฺปกีลาปนโก เอโก วานโร อหิตุณฺฑกสฺส หตฺถโต มุจฺจิโต อรญฺญํ ปวิสิตฺวา ตตฺเถว อสฺสเม วสติ ฯ โสปิ ตํ ทิวสํ อิสิคณํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ สกฺโก อิสิคณํ ปริคณฺ หิสฺสามีติ เตสํ สนฺติเก อทิสฺสมานกาโย อฏฺฐาสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ โพธิสตฺตสฺส กนิฏฺโฐ อุปกาญฺจนตาปโส อุฏฺฐายาสนา โพธิสตฺตํ วนฺทิตฺวา เสสานํ อปจิตึ ทสฺเสตฺวา อาจริย อหํ อญฺญํ อปฏฺฐเปตฺวา อตฺตานญฺเญว โสเธตุํ ลภามีติ ปุจฺฉิ ฯ โส อาม ลภสีติ ฯ โส อิสิคณมชฺเฌ ฐตฺวา สเจ เต มยา ภึสานิ ขาทิตานิ เอวรูโปนาม โหมีติ สปถํ กโรนฺโต ปฐมํ คาถมาห
อสฺสํ ควํ รชฏํ ชาตรูปํ
ภริยญฺจ โส ลภตํ มนาปํ
ปุตฺเตหิ ทาเรหิ สมงฺคิ โหตุ
ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสีติ ฯ
ตตฺถ อสฺสํ ควนฺติ อิทํ โส ยตฺตกานิ ปิยวตฺถูนิ โหนฺติ เตหิ วิปฺปโยเคหิ ตตฺตกานิ โสกทุกฺขานิ อุปฺปชฺชนฺตีติ วตฺถุกาเม ครหนฺโต อาหาติ เวทิตพฺโพ ฯ
ตํ สุตฺวา อิสิคโณ มาริส มาริส กถํ อติภาริโย เต สปโถติ กณฺเณ ปิทหิ ฯ โพธิสตฺโต ปน ตาต อติภาริโย เต สปโถ น ตฺวํ ขาทสิ ตว ปตฺตาสเน นิสีทาติ อาห ฯ ตสฺมึ สปถํ กตฺวา นิสินฺเน ทุติยภาตา อุฏฺฐาย มหาสตฺตํ วนฺทิตฺวา สปเถน อตฺตานํ โสเธนฺโต ทุติยํ คาถมาห
มาลญฺจ โส กาสิกจนฺทนญฺจ
ธาเรตุ ปุตฺตสฺส พหู ภวนฺตุ
กาเมสุ ติพฺพํ กุรุตํ อเปกฺขํ
ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสีติ ฯ
ตตฺถ ติพฺพนฺติ วตฺถุกามกิเลสกาเมสุ พหลํ อเปกฺขํ กโรตูติ ฯ อิทํ โส ยสฺเสเตสุ ติพฺพา อเปกฺขา โส เตหิ วิปฺปโยเคหิ มหนฺตํ ทุกฺขํ ปาปุณาตีติ ทุกฺขปฏิกฺเขปนวเสเนว อาห ฯ
ตสฺมึ นิสินฺเน เสสาปิ อตฺตโน อชฺฌาสยานุรูเปน ตํ ตํ คาถํ อภาสึสุ
ปหูตธญฺโญ กสิมา ยสสฺสี
ปุตฺเต คิหี ธนิมา สพฺพกาเม
วยํ อปสฺสํ ฆรมาวสาตุ
ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ
โส ขตฺติโย โหตุ ปสยฺหการี
ราชาธิราชา พลวา ยสสฺสี
โส จาตุรนฺตํ มหิมาวสาตุ
ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ
โส พฺราหฺมโณ โหตุ อวีตราโค
มุหุตฺตนกฺขตฺตปเถสุ ยุตฺโต
ปูเชตุ นํ รฏฺฐปตี ยสสฺสี
ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ
อชฺฌายิกํ สพฺพมนฺตญฺจ เวทํ
ตปสฺสินํ มญฺญตุ สพฺพโลโก
ปูเชนฺตุ นํ ชานปทา สเมจฺจ
ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ
จตุสฺสทํ คามวรํ สมิทฺธํ
ทินฺนํ หิ โส ภุญฺชตุ วาสเวน
อวีตราโค มรณํ ขิเปตุ
ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ
โส คามณิ โหตุ สหายมชฺเฌ
นจฺเจหิ คีเตหิ ปโมทมาโน
มา ราชโต พฺยสนมลตฺถ กิญฺจิ
ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ
ยํ เอกราชา ปฐวึ วิชิตฺวา
อิตฺถีสหสฺสาน ฐเปตุ อคฺคํ
สีมนฺตินีนํ ปวรา ภวาตุ
ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ
ทาสีนํ หิ สา สพฺพสมาคตานํ
ภุญฺเชยฺย สาธุํ อวิกมฺปมานา
จราตุ ลาเภน วิกตฺถมานา
ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ
อาวาสิโก โหตุ มหาวิหาเร
นวกมฺมิโก โหตุ กชงฺคลายํ
อาโลกสนฺธึ ทิวสา กโรตุ
ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ
โส พชฺฌตุ ปาสสเตภิ ฉพฺภิ
รมฺมา วนา นียตุ ราชธานึ
คุตฺเตหิ โส หญฺญตุ ปาจเนภิ
ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ
อลกฺกมาลี ติปุกณฺณวิทฺโธ
ลฏฺฐิหโต สปฺปมุขํ อุเปตุ
สกญฺจ พทฺโธ วิสิขํ จราตุ
ภึสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสีติ ฯ
ตตฺถ ตติเยน วุตฺตคาถาย กสิมาติ สมฺปนนกสิกมฺโม ฯ ปุตฺเต คิหี ธนิมา สพฺพกาเมติ ปุตฺเต ลภตุ คิหี โหตุ สตฺตวิเธน ธนิมา โหตุ รูปาทิเภเท สพฺพกาเม ลภตุ ฯ วยํ อปสฺสนฺติ มหลฺลกกาเล ปพฺพชฺชานุรูปํปิ อตฺตโน วยํ อปสฺสนฺโต ปญฺจกามคุณสมิทฺธํ ฆรเมว อาวสตูติ อิทํ โส ปญฺจกามคุณสมิทฺโธ กามคุณวิปฺปโยเคน มหาวินาสํ ปาปุณาตีติ ทสฺเสตุํ กเถสิ ฯ จตุตฺเถน วุตฺตคาถาย ราชาธิราชาติ ราชูนํ อนฺตเร อติราชาติ อิทํ โส อิสฺสรานํนาม อิสฺสริเย ปริคลิเต มหนฺตํ ทุกฺขํ อุปฺปชฺชตีติ รชฺเช โทสํ ทสฺเสนฺโต กเถสิ ฯ ปญฺจเมน วุตฺตคาถาย อวีตราโคติ ปุโรหิตฏฺฐานตณฺหาย สตณฺโหติ อิทํ โส ปุโรหิตสฺเสว ปุโรหิจฺเจว คลิเต มหนฺตํ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชตีติ ทสฺเสตุํ กเถสิ ฯ ฉฏฺเฐน วุตฺตคาถาย ตปสฺสีนนฺติ ตปสฺสี สีลสมฺปนฺโนติ ตํ มญฺญตุ อิทํ โส ลาภสกฺการาปคเมน มหนฺตํ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชตีติ ลาภสกฺการครหวเสน กเถสิ ฯ สหายกตาปเสน วุตฺตคาถาย จตุสฺสทนฺติ อากิณฺณมนุสฺสตาย มนุสฺเสหิ ปหุตธญฺญตาย ธญฺเญน สุลภทารูหิ สมฺปนฺโนทกตาย อุทเกนาติ จตูหิ อุสฺสนฺนํ อุสฺสทสมนฺนาคตนฺติ อตฺโถ ฯ วาสเวนาติ วาสเวน ทินฺนํวิย อจลํ วาสวโต ลทฺธวรานุภาเวน ตํ ราชานํ อาราเธตฺวา เตน ทินฺนนฺติปิ อตฺโถ ฯ อวีตราโคติ กทฺทเม สุกราทโยวิย กามปงฺเก นิมุคฺโคว หุตฺวา ฯ อิติ โส กามานํ อาทีนวํ กเถนฺโต เอวมาห ฯ ทาเสน วุตฺตคาถาย คามณีติ คามเชฏฺฐโก อยํปิ กาเม ครหนฺโตเยว เอวมาห ฯ กาญฺจนเทวิยา วุตฺตคาถาย ยนฺติ ยํ อิตฺถินฺติ อตฺโถ ฯ เอกราชาติ อคฺคราชา ฯ อิตฺถีสหสฺสานนฺติ วจนมฏฺฐตาย วุตฺตํ โสฬสนฺนํ อิตฺถีสหสฺสานํ อคฺคฏฺฐาเน ฐเปตูติ อตฺโถ ฯ สีมนฺตินีนนฺติ สีมนฺตธรานํ อิตฺถีนนฺติ อตฺโถ ฯ อิติ เอสา อิตฺถีภาเว ฐิตาปิ ทุคฺคนฺธคูถราสิวิย กาเม ครหนฺตีเยว เอวมาห ฯ ทาสิยา วุตฺตคาถาย สพฺพสมาคตานนฺติ สพฺเพสํ สนฺนิปติตานํ มชฺเฌ นิสีทิตฺวา อกมฺปมานา อโนสกฺกมานา สาธุรสํ ภุญฺชตูติ อตฺโถ ทาสีนํ กิร สามิกานํ สนฺติเก นิสีทิตฺวา ภุญฺชนํนาม อปฺปิยํ อิติ สา อตฺตโน อปฺปิยตาย เอวมาห ฯ จราตูติ จรตุ ฯ ปรลาเภน วิกตฺถมานาติ ลาภเหตุ กุหกกมฺมํ กโรนฺตี ลาภสกฺการํ อุปฺปาเทนฺตีติ อตฺโถ อิมินา สา ทาสีภาเว ฐิตาปิ กิเลสวตฺถุเมว ครหตีติ ฯ เทวตาย วุตฺตคาถาย อาวาสิโกติ อาวาสชคฺคนโก ฯ กชงฺคลายนฺติ เอวํนามเก นคเร ตตฺถ กิร ทพฺพสมฺภารา สุลภา ฯ อาโลกสนฺธึ ทิวสาติ เอกทิวเสเนว วาตปานํ กโรตุ โส กิร เทวปุตฺโต กสฺสปพุทฺธกาเล กชงฺคลนครํ นิสฺสาย โยชนิเก ชิณฺณมหาวิหาเร อาวาสิกสงฺฆตฺเถโร หุตฺวา ชิณฺณวิหาเร นวกมฺมํ กโรนฺโตว มหาทุกฺขํ อนุภวิ ตสฺมา ตเทว ทุกฺขํ อารพฺภ เอวมาห ฯ หตฺถินา วุตฺตคาถาย ปาสสเตภีติ พหูหิ ปาเสหิ ฯ ฉพฺภีติ จตูสุ ปาเทสุ คีวาย กฏิภาเค จาติ ฉสุ ฐาเนสุ ฯ คุตฺเตหีติ ทิกณฺฏเกหิ ทีฆลฏฺฐีหิ ฯ ปาจเนภีติ รสปาจเนหิ องฺกุสเกหิ โส วารโณ กิร อตฺตนา อนุภูตํ ทุกฺขญฺเญว อารพฺภ เอวมาห ฯ วานเรน วุตฺตคาถาย อลกฺกมาลีติ อหิตุณฺฑิเกน กณฺเฐ ปริกฺขิปิตฺวา ฐปิตาย อลกฺกมาลาย สมนฺนาคโต ฯ ติปุกณฺณวิทฺโธติ ติปุปิลนฺธเนน ปิลนฺธกณฺโณ ฯ ลฏฺฐิหโตติ สปฺปกีฬํ สิกฺขาปิยมาโน ลฏฺฐิยา หโต หุตฺวา เอโสปิ อหิตุณฺฑิกหตฺเถ อตฺตนา อนุภูตทุกฺขเมว สนฺธาย เอวมาห ฯ
เอวํ เตรสหิ ชเนหิ สปเถ กเต มหาสตฺโต จินฺเตสิ กทาจิ อิเม อยํ อนฏฺฐเมว นฏฺฐนฺติ กเถตีติ มยิ อาสงฺกํ กเรยฺยุํ อหํปิ สปถํ กโรมีติ สปถํ กโรนฺโต อิมํ คาถมาห
โย เว อนฏฺฐํ นฏฺฐนฺติ อาห
กาเมว โส ลภตุ ภุญฺชตุ จ
อคารมชฺเฌ มรณํ อุเปตุ
โย วาโภนฺโต สงฺกติ กญฺจิเทวาติ ฯ
ตตฺถ โภนฺโตติ อาลปนํ อิทํ วุตฺตํ โหติ ภวนฺโต โย อนฏฺเฐ โกฏฺฐาเส นฏฺฐเมวาติ วทติ โย วา ตุมฺเหสุ กญฺจิ อาสงฺกติ โส ปญฺจกามคุเณ ลภตุเจว ภุญฺชตุ จ รมณียเมว ปพฺพชฺชํ อลภิตฺวา อคารมชฺเฌเยว มรตูติ ฯ
อิสีหิ ปน สปเถ กเต สกฺโก ภายิตฺวา อหํ อิเมปิ วีมํสนฺโต ภึสานิ อนฺตรธาเปสึ อิเม ฉฑฺฑิตเขลปิณฺฑํวิย กาเม ครหนฺตา สปถํ กโรนฺติ กามคุณครหการณํ เต ปุจฺฉิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ทิสฺสมานรูโป โพธิสตฺตํ วนฺทิตฺวา ปุจฺฉนฺโต อนนฺตรํ คาถมาห
ยเทสมานา วิจรนฺติ โลเก
อิฏฺฐญฺจ กนฺตญฺจ พหูนเมตํ
ปิยํ มนุญฺญํ อิธ ชีวโลเก
กสฺมา อิสโย นปฺปสํสนฺติ กาเมติ ฯ
ตตฺถ ยเทสมานาติ ยํ วตฺถุกามํ กิเลสกามญฺจ กสิโครกฺขาทีหิ สมวิสมกมฺเมหิ ปริเยสมานา สตฺตา โลเก วิจรนฺติ เอตํ พหูนํ เทวมนุสฺสานํ อิฏฺฐญฺจ กนฺตญฺจ ปิยญฺจ มนุญฺญญฺจ กสฺมา อิสโย นปฺปสํสนฺติ กาเมติ อตฺโถ ฯ กาเมติ อิมินา ตํ วตฺถุํ สรูปโต ทสฺเสติ ฯ
อถสฺส ปญฺหํ วิสชฺเชนฺโต มหาสตฺโต เทฺว คาถา อภาสิ
กาเมสุ เว หญฺญเร พชฺฌเร จ
กาเมสุ ทุกฺขญฺจ ภยญฺจ ชาตํ
กาเมสุ ภูตาธิปตี ปมตฺตา
ปาปานิ กมฺมานิ กโรนฺติ โมหา ฯ
เต ปาปธมฺมา ปสเวตฺวา ปาปํ
กายสฺส เภทา นิรยํ วชนฺติ
อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา
ตสฺมา อิสโย นปฺปสํสนฺติ กาเมติ ฯ
ตตฺถ กาเมสูติ กามเหตุ กาเม นิสฺสาย กายทุจฺจริตาทีนิ กโรนฺตีติ อตฺโถ ฯ หญฺญเรติ ทณฺฑาทีหิ หญฺญนฺติ ฯ พชฺฌเรติ รชฺชุพนฺธนาทีหิ พชฺฌนฺติ ฯ ทุกฺขนฺติ กายิกเจตสิกํ อสาตํ ทุกฺขํ ฯ ภยนฺติ อตฺตานุวาทาทิกํ สพฺพภยํ ฯ ภูตาธิปตีติ สกฺกํ อาลปติ ฯ อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวาติ เอวรูปํ โทสํ โส ปเนส อาทีนโว ทุกฺขกฺขนฺธาทีหิ สุตฺเตหิ ทีเปตพฺโพติ ฯ
สกฺโก มหาสตฺตสฺส กถํ สุตฺวา สํวิคฺคมานโส อนนฺตรํ คาถมาห
วีมํสมาโน อิสิโน ภิสานิ
ตีเร คเหตฺวาน ถเล นิเธสึ
สุทฺธา อปาปา อิสโย วสนฺติ
เอตานิ เต พฺรหฺมจารี ภึสานีติ ฯ
ตตฺถ วีมํสมาโนติ ภนฺเต อหํ อิเม อิสโย กามาธิมุตฺตา วา โน วาติ วีมํสมาโน ฯ อิสิโนติ ตว มเหสิโน สนฺตกานิ ภึสานิ ฯ ตีเร คเหตฺวานาติ ตีเร นิกฺขิตฺตานิ คเหตฺวา ถเล เอกมนฺเต นิเธสึ ฯ สุทฺธาติ อิทานิ มยา ตุมฺหากํ สปถกิริยาย ญาตํ อิเม อิสโย สุทฺธา อปาปา หุตฺวา วสนฺตีติ ฯ
ตํ สุตฺวา โพธิสตฺโต อาห
น เต นฏา โน ปน กีฬเนยฺยา
น พนฺธวา โน ปน เต สหายา
กสฺมึ ปรวมฺภํ สหสฺสเนตฺต
อิสีภิ ตฺวํ กีฬสิ เทวราชาติ ฯ
ตตฺถ น เต นฏาติ เทวราช มยํ ตว นฏา วา กีฬิตพฺพยุตฺตกา วา เกนจิ น โหม นาปิ ตว ญาตกาว น สหายา อถ ตฺวํ กิสฺมึ ปรวมฺภํ กตฺวา กึ นิสฺสาย อิสีหิ สทฺธึ กีฬสีติ อตฺโถ ฯ
อถ นํ สกฺโก ขมาเปนฺโต วีสติมํ คาถมาห
อาจริโย เมสิ ปิตา จ มยฺหํ
เอสา ปติฏฺฐา ขลิตสฺส พฺรหฺเม
เอกาปราธํ ขมตุ ภูริปญฺญ
น ปณฺฑิตา โกปพลา ภวนฺตีติ ฯ
ตตฺถ เอสา ปติฏฺฐาติ เอสา ตว ปาทจฺฉายา อชฺช มม ขลิตสฺส ปติฏฺฐา โหตุ ฯ โกปพลาติ ปณฺฑิตานาม ขนฺติพลา ภวนฺติ น โกปพลาติ ฯ
มหาสตฺโต สกฺกสฺส เทวรญฺโญ ขมิตฺวา สยํ อิสิคณํ ขมาเปนฺโต อิตรํ คาถมาห
สุวาสิตํ อิสีนํ เอกรตฺตึ
ยํ วาสวํ ภูตปติทฺทสาม
สพฺเพว โภนฺโต สุมนา ภวนฺตุ
ยํ พฺราหฺมโณ ปจฺจุปาทิ ภึสานีติ ฯ
ตตฺถ สุวาสิตํ อิสีนํ เอกรตฺตินฺติ อายสฺมนฺตานํ เอกรตฺตึปิ อิมสฺมึ อรญฺเญ วสิตํ สุวสิตเมว กึการณา ยํ วาสวํ ภูตปตึ อทฺทสาม สเจ มยํ นคเร วสิมฺหา อิมํ น อทฺทสมฺหา ฯ โภนฺโตติ ภวนฺโต สพฺเพ สุมนา ภวนฺตุ โสมนสฺสา ภวนฺตุ สกฺกสฺส เทวรญฺโญ ขมนฺตุ กึการณา ยํ พฺราหฺมโณ ปจฺจุปาทิ ภึสานีติ ยสฺมา ตุมฺหากํ อาจริโย ภึสานิ ปฏิลภตีติ ฯ
สกฺโก อิสิคณํ วนฺทิตฺวา เทวโลกเมว คโต ฯ อิสิคโณปิ ฌานาภิญฺญา นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกูปโค อโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว โปราณกปณฺฑิตา สปถํ กตฺวา กิเลเส ชหึสูติ วตฺวา สจฺจานิ ปกาเสสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ชาตกํ สโมธาเนนฺโต ปุน สตฺถา ติสฺโส โอสานคาถา อภาสิ
อหญฺจ สารีปุตฺโต จ โมคฺคลฺลาโน จ กสฺสโป
อนุรุทฺโธ ปุณฺณานนฺโท ตทาสุํ สตฺต ภาตโร ฯ
ภคินี อุปฺปลวณฺณา ทาสี ขุชฺชุตฺตรา ตทา
จิตฺโต คหปติ ทาโส ยกฺโข สาตาคิโร ตทา ฯ
ปาลิเลยฺโย ตทา นาโค มธุโร เสฏฺโฐ จ วานโร
กาฬุทายี ตทา สกฺโก เอวํ ธาเรถ ชาตกนฺติ ฯ
ภึสกชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗