เวทัพพชาดก
ว่าด้วยผู้ปรารถนาประโยชน์โดยไม่แยบคายย่อมเดือดร้อน
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๘ · บรรทัด ๓๑๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภภิกษุว่ายาก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นมีอาทิว่า "อนุปาเยน โย อตฺถํ" ดังนี้. ความพิสดารว่า พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่เธอเป็นคนว่ายาก แม้ในกาลก่อนก็เป็นผู้ว่ายากเหมือนกัน เพราะเหตุนั้นแลจึงไม่ทำตามคำของท่านผู้เป็นบัณฑิต ถูกฟันด้วยดาบขาดสองท่อน ล้มนอนอยู่ที่หนทาง ละเพราะอาศัยเธอคนเดียวแท้ ๆ คนอีกพันคนต้องสิ้นชีวิตไปด้วย ดังนี้แล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี มีพราหมณ์คนหนึ่งในบ้านตำบลหนึ่ง รู้มนต์ ชื่อเวทัพพะ. ได้ยินว่ามนต์นั้นหาค่ามิได้ ควรบูชายิ่งนัก เมื่อได้เวลาฤกษ์แล้ว เจ้าของมนต์ร่ายมนต์นั้น แหงนสูดอากาศแล้วฝนแก้ว ๗ ประการ ก็ตกลงมาจากอากาศ. ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เรียนศิลปะอยู่ในสำนักของพราหมณ์นั้น อยู่มาวันหนึ่ง พราหมณ์ชวนพระโพธิสัตว์ ออกจากบ้านของตนเดินทางไปสู่แคว้นเจตีด้วยกิจธุระบางประการ. ก็ในระหว่างทางตอนที่เป็นป่าแห่งหนึ่งมีพวกโจรที่เรียกว่า เปสนกโจรประมาณ ๕๐๐ คน มั่วสุมกันสะกัดทางอยู่. พวกโจรเหล่านั้น จับพระโพธิสัตว์และเวทัพพพราหมณ์ไว้. ก็เพราะเหตุไร โจรพวกนี้ จึงถูกเรียกว่าเปสนกโจร ? เพราะเหตุที่เล่ากันว่า พวกมันจับคนได้ ๒ คน แล้วใช้คนหนึ่งไปเอาเงินมาให้พวกมัน เพราะเหตุนั้น คนทั้งหลายจึงเรียกพวกมันว่า "เปสนกโจร". ก็พวกโจรแม้เหล่านั้น ซุ่มอยู่ที่บริเวณป่าแห่งหนึ่ง ถ้าจับพ่อกับลูกไปได้ ก็จะพูดกับพ่อว่าจงไปเอาทรัพย์มาให้เรา แล้วจึงรับลูกไป โดยทำนองนี้. จับแม่กับลูกสาวได้ ก็ปล่อยแม่ไป จับพี่กับน้องได้ ก็ปล่อยพี่ไป จับอาจารย์กับลูกศิษย์ได้ ก็ปล่อยศิษย์ไป ในคราวนั้น พวกมันจึงยึดตัว เวทัพพพราหมณ์ไว้ แล้วปล่อยพระโพธิสัตว์ไป. พระโพธิสัตว์กราบอาจารย์แล้ว กล่าวเตือนว่า ผมจักไปสัก ๒-๓ วันเท่านั้น อาจารย์อย่าหวาดหวั่นไปเลย อีกประการหนึ่ง โปรดกระทำตามคำของผมด้วยเถิด ในวันนี้จักมีฤกษ์ อันจะให้ฝนคือทรัพย์ตกลงมา ท่านอย่าไร้ความอดทนทุกข์ยาก อย่าร่ายมนต์ให้เงินทองไหลหลั่งลงมาเป็นอันขาด หากท่านจักให้ฝนเงินฝนทองไหลหลั่งลงมาแล้วไซร้ ตัวท่านจักถึงความย่อยยับโจรทั้ง ๕๐๐ เหล่านี้ จักฆ่าท่านเสีย ครั้นเตือนอาจารย์อย่างนี้แล้ว ก็จากไปเพื่อเอาทรัพย์มา. ฝ่ายพวกโจร พอพระอาทิตย์อัษฎงค์ ก็มัดพราหมณ์ให้นอนแซ่ว. ขณะนั้นเองจันทมลฑลอันบริบูรณ์ ก็โผล่ขึ้นจากโลกธาตุด้านทิศปราจีน. พราหมณ์มองเห็นฤกษ์ ก็คิดว่า ได้ฤกษ์ที่จะให้ฝนเงินฝนทองไหลหลั่งลงมาแล้ว ทำไมเราต้องเสวยทุกข์ยากอยู่เล่า ร่ายมนต์ให้ให้แก้วตกลงมา เอาทรัพย์ให้พวกโจร แล้วก็จักเป็นอิสระไปได้ตามสบาย แล้วจึงเรียกพวกโจรมา ถามว่า ก่อนโจรผู้เจริญทั้งหลายพวกท่านจับเราไว้ เพื่อต้องการอะไร ? พวกโจรตอบว่า ต้องการทรัพย์ซิขอรับ ท่านอาจารย์. พราหมณ์จึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ถ้าต้องการทรัพย์ ก็จงรีบแก้มัดเราโดยเร็ว ให้เราสนานศีรษะ นุ่งผ้าขาว ประพรมตนด้วยของหอม ประดับด้วยดอกไม้แล้วคุมเราไว้เถิด. พวกโจรฟังคำของพราหมณ์แล้วก็ทำตามทุกประการ. พราหมณ์รู้ฤกษ์แล้ว ก็ร่ายมนต์แหงนดูอากาศ. ทันใดนั้นเอง แก้วทั้งหลายก็ร่วงพรูมาจากอากาศ. พวกโจรก็พากันกอบโกยเอาทรัพย์ รวบรวมใส่ในผ้าขาวม้าแล้วพากันนำไป. แม้พราหมณ์ก็ตามพวกมันไปข้างหลังด้วย. ครั้งนั้น มีโจรพวกอื่น จำนวน ๕๐๐ เหมือนกัน พากันจับโจรเหล่านั้นไว้. เมื่อพวกที่ถูกจับถามว่า ท่านทั้งหลายจับเราไว้ทำไม ก็ตอบว่า เพื่อต้องการทรัพย์. พวกโจรที่ถูกจับจึงบอกว่าแม้นพวกท่านต้องการทรัพย์ ก็จงจับพราหมณ์นั้นไว้เถิด แกมองดูอากาศแล้ว ให้ทรัพย์ไหลหลั่งลงมาได้ ก็ทรัพย์ของเรานี้ แกให้ทั้งนั้นแหละ. พวกโจรก็ปล่อยพวกโจรที่จับไว้พลางคุมตัวพราหมณ์ไว้กล่าวว่า จงให้ทรัพย์แก่พวกเราบ้าง. พราหมณ์กล่าวว่าฉันต้องให้ทรัพย์แก่พวกท่านแน่นอน แต่ว่า ฤกษ์ที่จะเรียกให้ทรัพย์ไหลลงมาได้ กว่าจะมีก็อีกปีหนึ่งนับแต่วันนี้ไป ถ้าพวกท่านต้องการทรัพย์ละก็ ต้องคอยถึงเวลานั้น ข้าพเจ้าจักเรียกฝนทรัพย์ให้ไหลลงมาได้. พวกโจรพากันโกรธ พูดว่า ทุด ! ไอ้พราหมณ์ชั่ว ทีคนอื่นละก็แกเรียกฝนเงิน ฝนทองให้ไหลลงมาได้ทันทีทีเดียว ถึงคราวพวกเรา บอกให้คอยตั้งปี ดังนี้แล้วฟันพราหมณ์ขาเป็นสองท่อนด้วยดาบอันคม ทิ้งไว้ที่หนทางยกพวกตามไปโดยเร็ว ได้ต่อสู้กับโจรพวกนั้น ฆ่าโจรพวกนั้นได้หมด ยึดเอาทรัพย์ไป เกิดแตกกันเป็นสองพวก เลยต่อสู้กันเอง ฆ่ากันตายไป ๒๕๐ แล้วก็แตกกันอีก ฆ่ากันอีก โดยทำนองนี้ จนในที่สุดเหลือ ๒ คน. แล้วฆ่ากันเองตายหมด. คนทั้งพันนั้นถึงความพินาศด้วยประการฉะนี้. ก็คนทั้งสองที่เหลือภายหลังนั้น ยึดเอาทรัพย์นั้นมาได้ด้วยอุบายนั้น พากันเอาไปซ่อนไว้ในที่รกใกล้บ้านแห่งหนึ่ง คนหนึ่งถือพระขรรค์นั่งเฝ้าไว้ คนหนึ่งเอาข้าวสารเข้าไปสู่บ้านเพื่อหุงเป็นอาหาร. ก็ขึ้นชื่อว่าความโลภแล้ว เป็นมูลแห่งความพินาศทีเดียว เพราะฉะนั้น โจรคนที่นั่งเฝ้าทรัพย์คิดว่า เมื่อโจรคนนั้นมา ทรัพย์นี้ก็ต้องแบ่งเป็นสองส่วน อย่ากระนั้นเลย พอมันมาเราฟันเสียให้ตายด้วยพระขรรค์ก็สิ้นเรื่อง คิดแล้วก็เหน็บพระขรรค์ นั่งคอยให้คนนั้นมา. ฝ่ายอีกคนหนึ่งก็คิดว่า ทรัพย์นั้นจักต้องแบ่งเป็นสองส่วน ถ้ากระไร เราเอายาพิษใส่อาหารให้ไอ้คนนั้นกินสิ้นชีวิตแล้ว เราก็ได้ครอบครองทรัพย์แต่ผู้เดียว. ดังนั้น พอข้าวสุกก็รีบกินเสียก่อน ส่วนที่เหลือก็ใส่ยาพิษไว้ถือมาที่อีกคนหนึ่งคอยอยู่ พอก้มลงวางอาหารเท่านั้นเอง คนที่คอยอยู่ก็ฟันด้วยพระขรรค์ขาดเป็น ๒ ท่อน เอาไปทิ้งในที่รกแล้วกลับมากินอาหารนั้น เลยตนเองก็สิ้นชีวิตในที่นั้นเอง. คนทั้งหมดถึงความพินาศเพราะอาศัยทรัพย์นั้น ด้วยประการฉะนี้. พอเวลาล่วงไปได้วัน-สองวัน พระโพธิสัตว์ก็ถือเอาทรัพย์มา ไม่เห็นอาจารย์ในที่นั้นเสียแล้ว เห็นแต่ทรัพย์กระจัดกระจายอยู่ ก็คิดว่า อาจารย์ไม่เชื่อคำเรา ชะรอยจักเรียกทรัพย์ให้หลั่งไหลลงมาเป็นแน่ ทุกคนต้องถึงความพินาศหมด ดังนี้แล้วพลางเดินไปในทางใหญ่. เมื่อเดินไปถึง ก็เห็นอาจารย์ถูกตัดขาด๒ ท่อน คิดว่า อาจารย์ต้องมาตายเพราะไม่เชื่อคำเรา แล้วก็เก็บฟืนกองเป็นเชิงตะกอน เผาอาจารย์. บูชาด้วยดอกไม้ป่าแล้วเดินต่อไป เห็นโจร ๕๐๐ ตาย เดินต่อไป เห็นโจร ๒๕๐ ตายโดยลำดับ ในที่สุดเห็นคนทั้งสองสิ้นชีวิต จึงคิดว่า คนที่ถึงความพินาศนี้ หนึ่งพันหย่อนสองคน ต้องมีโจรอีก ๒ คนแน่นอน แม้ทั้งสองคนก็จักไม่อาจรอดอยู่ได้ สองคนไปอยู่ที่ไหนเล่าหนอดังนี้แล้วเดินต่อไป เห็นทางเข้าไปสู่ที่ซ่อนทรัพย์ของคนทั้งสองเดินต่อไป ก็เห็นกองทรัพย์ที่มัดเป็นถุง ๆ ไว้ ได้เห็นคนหนึ่งตายคร่อมถาดข้าว ในลำดับนั้น ก็คาดการณ์รู้เหตุทั้งหมดว่า โจรพวกนั้นจักต้องกระทำอย่างนี้ แล้วก็คิดว่า บุรุษนั้นอยู่ไหนเล่า ? ค้นหาดู ก็เห็นชายคนนั้นถูกหมกไว้ที่รก จึงคิดว่า อาจารย์ของเราไม่ทำตามคำเรา เพราะความว่ายากของตน แม้ตนก็ถึงความพินาศ มิหนำซ้ำทำให้คนอื่นอีกตั้งพันคนพลอยถึงความพินาศไปอนาถแท้ คนที่ปรารถนาความเจริญแก่ตน โดยเหตุมิใช่อุบายไม่ใช่การณ์ จักต้องถึงความพินาศใหญ่โตทีเดียว เหมือนอาจารย์ของเราถึงความพินาศอยู่ฉะนั้น แล้วกล่าวคาถานี้ใจความว่า :"ผู้ใดปรารถนาประโยชน์ โดยเหตุมิใช่อุบาย ผู้นั้นย่อมเดือดร้อน โจรชาวเจติรัฐ ฆ่าพราหมณ์เวทัพพะเสียแล้ว คนเหล่านั้น ก็พลอยถึงความย่อยยับหมดสิ้น" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส วิหญฺติ ความว่า บุคคลคิดว่า เราปรารถนาประโยชน์ คือความเจริญ ความสุขแก่ตนกระทำความพยายามโดยเหตุอันมิใช่อุบาย ในขณะอันมิใช่กาลย่อมเดือดร้อน คือลำบาก ได้แก่ถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวง. บทว่า เจตา ได้แก่ พวกโจรผู้อยู่ในแคว้นเจติรัฐ. บทว่า หนึสุ เวทพฺพํ ความว่า โจรชาวเจติรัฐ พากันฆ่าพราหมณ์ ผู้ได้นามว่า "เวทัพพะ" เพราะรู้มนต์เวทัพพะเสียแล้ว. บทว่า สพฺเพ เต พฺยสนมชฺฌคุํ ความว่า แม้คนเหล่านั้นทั้งหมด ฆ่ากันเองถึงความย่อยยับไม่ได้เหลือเลยสักคนเดียว. เมื่อมีเหตุเช่นนี้ พระโพธิสัตว์จึงประกาศก้องไปทั้งป่าว่าอาจารย์ของเรากระทำความบากบั่นในเรื่องมิใช่ฐานะ โดยเหตุมิใช่อุบาย เรียกทรัพย์ให้หลั่งไหลลงมา แม้ตนเองก็ถึงความสิ้นชีวิต ยังเป็นปัจจัยแห่งความพินาศของคนอื่น ๆ อีก ๕๐๐ ๆฉันใด แม้คนอื่น ๆ ผู้ใดเล่าปรารถนาประโยชน์แก่ตน จักกระทำความพยายามโดยเหตุมิใช่อุบายผู้นั้นทั้งหมด จักพินาศด้วยตนเองเป็นแน่ ทั้งจักเป็นปัจจัยให้คนอื่น ๆ พลอยพินาศด้วย ดังนี้เมื่อเหล่าเทวดาพากันให้สาธุการ ก็แสดงธรรมด้วยคาถานี้ นำทรัพย์นั้นมาสู่เรือนของตน โดยอุบายอันชอบ กระทำบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น ดำรงอยู่ตราบอายุขัย ครั้นสิ้นชีวิต ก็ได้ไปเพิ่มแดนสวรรค์ให้บริบูรณ์ขึ้น. แม้พระบรมศาสดา ก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่เธอเป็นคนว่ายาก แม้ในกาลก่อน ก็เป็นคนว่ายากเหมือนกัน ก็เพราะความเป็นคนว่ายาก จึงถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวง. ดังนี้ ครั้นนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสประชุมชาดกว่า เวทัพพะพราหมณ์ในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุว่ายากในบัดนี้ ส่วนลูกศิษย์ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาเวทัพพชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๔๑–๔๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๘. เวทพฺพชาตกํ
อนุปาเยน โย อตฺถนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ทุพฺพจภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตญฺหิ ภิกฺขุํ สตฺถา น ตฺวํ ภิกฺขุ อิทาเนว ทุพฺพโจ ปุพฺเพปิ ทุพฺพโจเยว เตเนว การเณน ปณฺฑิตานํ วจนํ อกตฺวา ติณฺเหน อสินา ทฺวิธา กตฺวา ฉินฺโน หุตฺวา มคฺเค นิปติตฺถ ตญฺจ เอกกํ นิสฺสาย ปุริสสหสฺสํ ชีวิตกฺขยํ ปตฺตนฺติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต เอกสฺมึ คามเก อญฺญตโร พฺราหฺมโณ เวทพฺพํ นาม มนฺตํ ชานาติ ฯ โส กิร มนฺโต อนคฺโฆ มหารโห นกฺขตฺตโยเค ลทฺเธ ตํ มนฺตํ ปริวตฺเตตฺวา อากาเส โอโลกิเต อากาสโต สตฺตรตนวสฺสํ วสฺสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต ตสฺส พฺราหฺมณสฺส สนฺติเก สิปฺปํ อุคฺคณฺหาติ ฯ อเถกทิวสํ พฺราหฺมโณ โพธิสตฺตํ อาทาย เกนจิเทว กรณีเยน อตฺตโน คามา นิกฺขมิตฺวา เจติรฏฺฐํ อคมาสิ ฯ อนฺตรามคฺเค จ เอกสฺมึ อรญฺญฏฺฐาเน ปญฺจสตา เปสนกโจรา นาม ปนฺถฆาตํ กโรนฺติ ฯ เต โพธิสตฺตญฺจ เวทพฺพพฺราหฺมณญฺจ คณฺหึสุ ฯ กสฺมา ปเนเต เปสนกโจราติ วุจฺจนฺติ ฯ เต กิร เทฺว ชเน คเหตฺวา เอกํ ธนาหรณตฺถาย เปเสนฺติ ตสฺมา เปสนกโจราเตฺวว วุจฺจนฺติ ฯ เตปิ จ เอกสฺมึ อรญฺญฏฺฐาเน ฐิตา ปิตาปุตฺเต คเหตฺวา ปิตรํ ตฺวํ อมฺหากํ ธนํ อาหริตฺวา ปุตฺตํ คเหตฺวา ยาหีติ วทนฺติ ฯ เอเตนุปาเยน มาตาธีตโร คเหตฺวา มาตรํ วิสฺสชฺเชนฺติ เชฏฺฐกกนิฏฺเฐ คเหตฺวา เชฏฺฐกภาติกํ วิสฺสชฺเชนฺติ อาจริยนฺเตวาสิเก คเหตฺวา อนฺเตวาสิกํ วิสฺสชฺเชนฺติ ฯ
เต ตสฺมึปิ กาเล เวทพฺพพฺราหฺมณํ คเหตฺวา โพธิสตฺตํ วิสฺสชฺเชสุํ ฯ โพธิสตฺโต อาจริยํ วนฺทิตฺวา อหเมกาหทฺวีหจฺจเยน อาคมิสฺสามิ ตุมฺเห มา ภายิตฺถ อปิจ โข ปน มม วจนํ กโรถ อชฺช ธนวสฺสาปนกนกฺขตฺตโยโค ภวิสฺสติ มา โข ตุมฺเห ทุกฺขํ อสหนฺตา มนฺตํ ปริวตฺเตตฺวา ธนํ วสฺสาปยิตฺถ สเจ วสฺสาเปสฺสถ ตุมฺเห จ วินาสํ ปาปุณิสฺสถ อิเม ปญฺจสตา โจรา ฆาเตสฺสนฺตีติ เอวํ อาจริยํ โอวทิตฺวา ธนตฺถาย อคมาสิ ฯ โจราปิ สุริเย อฏฺฐงฺคเต พฺราหฺมณํ พนฺธิตฺวา นิปชฺชาเปสุํ ฯ ตํ ขณญฺเญว ปาจีนโลกธาตุโต ปริปุณฺณจนฺทมณฺฑลํ อุฏฺฐหิ ฯ พฺราหฺมโณ นกฺขตฺตํ โอโลเกนฺโต ธนวสฺสาปนกนกฺขตฺตโยโค ลทฺโธ กึ เม ทุกฺเขน อนุภูเตน มนฺตํ ปริวตฺเตตฺวา รตนวสฺสํ วสฺสาเปตฺวา โจรานํ ธนํ ทตฺวา ยถาสุขํ คมิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา โจเร อามนฺเตสิ โภนฺโต โจรา ตุมฺเห มํ กิมตฺถาย คณฺหถาติ ฯ ธนตฺถาย อาจริยาติ ฯ สเจ โภ ธเนน อตฺโถ ขิปฺปํ มํ พนฺธนา โมเจตฺวา สีสํ นฺหาเปตฺวา อหตวตฺถานิ อจฺฉาทาเปตฺวา คนฺเธหิ วิลิมฺปาเปตฺวา ปุปฺผานิ ปิลนฺธาเปตฺวา ฐเปถาติ ฯ โจรา ตสฺส กถํ สุตฺวา ตถา อกํสุ ฯ พฺราหฺมโณ นกฺขตฺตโยคํ ญตฺวา มนฺตํ ปริวตฺเตตฺวา อากาสํ โอโลเกสิ ฯ ตาวเทว อากาสา รตนานิ ปตึสุ ฯ โจรา ธนํ สงฺกฑฺฒิตฺวา อุตฺตราสงฺเคสุ ภณฺฑิกํ กตฺวา ปายึสุ ฯ พฺราหฺมโณปิ เตสํ ปจฺฉโตว อคมาสิ ฯ อถ เต โจเร อญฺเญ ปญฺจสตา โจรา คณฺหึสุ ฯ กิมตฺถํ อมฺเห คณฺหถาติ จ วุตฺเต ธนตฺถายาติ อาหํสุ ฯ ยทิ โว ธเนนตฺโถ เอตํ พฺราหฺมณํ คณฺหถ เอโส อากาสํ โอโลเกตฺวา ธนํ วสฺสาเปติ อมฺหากํ เจตํ เอเตเนว ทินฺนนฺติ ฯ โจรา โจเร วิสฺสชฺเชตฺวา อมฺหากมฺปิ ธนํ เทหีติ พฺราหฺมณํ คณฺหึสุ ฯ พฺราหฺมโณ อหํ ตุมฺหากํ ธนํ ทเทยฺยํ ธนวสฺสาปนกนกฺขตฺตโยโค ปน อิโต สํวจฺฉรมตฺถเก ภวิสฺสติ ยทิ โว ธเนน อตฺโถ อธิวาเสถ ตทา ธนวสฺสํ วสฺสาเปสฺสามีติ อาห ฯ โจรา กุชฺฌิตฺวา อมฺโภ ทุฏฺฐพฺราหฺมณ อญฺเญสํ อิทาเนว ธนํ วสฺสาเปตฺวา อมฺเห อญฺญํ สํวจฺฉรํ อธิวาสาเปสีติ ติณฺเหน อสินา พฺราหฺมณํ ทฺวิธา ฉินฺทิตฺวา มคฺเค ฉฑฺเฑตฺวา เวเคน อนุพนฺธิตฺวา เตหิ โจเรหิ สทฺธึ ยุชฺฌิตฺวา เต สพฺเพปิ มาเรตฺวา ธนํ อาทาย ปุน เทฺว โกฏฺฐาสา หุตฺวา อญฺญมญฺญํ ยุชฺฌิตฺวา อฑฺฒเตยฺยานิ ปุริสสตานิ ฆาเตตฺวา เอเตนุปาเยน ยาว เทฺว ชนา อวสิฏฺฐา อเหสุํ ตาว อญฺญมญฺญํ ฆาตยึสุ ฯ เอวนฺตํ ปุริสสหสฺสํ วินาสํ ปตฺตํ ฯ
เต ปน เทฺว ชนา อุปาเยน ตํ ธนํ อาหริตฺวา เอกสฺมึ คามสมีเป คหนฏฺฐาเน ธนํ ปฏิจฺฉาเทตฺวา เอโก ขคฺคํ คเหตฺวา รกฺขนฺโต นิสีทิ เอโก ตณฺฑุเล คเหตฺวา ภตฺตํ ปจาเปตุํ คามํ ปาวิสิ ฯ โลโภ จ นาเมโส วินาสมูลเมวาติ ฯ ธนสนฺติเก นิสินฺโน จินฺเตสิ ตสฺมึ อาคเต อิทํ ธนํ เทฺวโกฏฺฐาสํ ภวิสฺสติ ยนฺนูนาหํ ตํ อาคตมตฺตเมว ขคฺเคน ปหริตฺวา ฆาเตยฺยนฺติ ฯ โส ขคฺคํ สนฺนยฺหิตฺวา ตสฺส อาคมนํ โอโลเกนฺโต นิสีทิ ฯ อิตโรปิ จินฺเตสิ ตํ ธนํ เทฺวโกฏฺฐาสํ ภวิสฺสติ ยนฺนูนาหํ ภตฺเต วิสํ ปกฺขิปิตฺวา ตํ ปุริสํ โภเชตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา เอกโกว ธนํ คณฺเหยฺยนฺติ ฯ โส นิฏฺฐิเต ภตฺเต สยํ ภุญฺชิตฺวา เสสเก วิสํ ปกฺขิปิตฺวา ตํ อาทาย ตตฺถ อคมาสิ ฯ ตํ ภตฺตํ โอตาเรตฺวา ฐิตมตฺตเมว อิตโร ขคฺเคน ทฺวิธา ฉินฺทิตฺวา ปฏิจฺฉนฺนฏฺฐาเน ฉฑฺเฑตฺวา ตํ ภตฺตํ ภุญฺชิตฺวา สยมฺปิ ตตฺเถว ชีวิตกฺขยํ ปาปุณิ ฯ เอวํ ตํ ธนํ นิสฺสาย สพฺเพ วินาสํ ปาปุณึสุ ฯ
โพธิสตฺโตปิ โข เอกาหทฺวีหจฺจเยนปิ ธนํ อาทาย อาคโต ตสฺมึ ฐาเน อาจริยํ อทิสฺวา วิปฺปกิณฺณํ ปน ธนํ ทิสฺวา อาจริเยน มม วจนํ อกตฺวา ธนํ วสฺสาปิตํ ภวิสฺสติ สพฺเพหิ วินาสํ ปตฺเตหิ ภวิตพฺพนฺติ มหามคฺเค ปายาสิ ฯ คจฺฉนฺโต อาจริยํ มหามคฺเค ทฺวิธา ฉินฺนํ ทิสฺวา มม วจนํ อกตฺวา มโตติ ทารูนิ อุทฺธริตฺวา จิตกํ กตฺวา อาจริยํ ฌาเปตฺวา วนปุปฺเผหิ ปูเชตฺวา ปุรโต คจฺฉนฺโต ชีวิตกฺขยํ ปตฺเต ปญฺจสเต ปุรโต อฑฺฒเตยฺยสเตติ อนุกฺกเมน อวสาเน เทฺว ชเน ชีวิตกฺขยํ ปตฺเต ทิสฺวา จินฺเตสิ อิมํ ทฺวีหิ โอนํ ปุริสสหสฺสํ วินาสํ ปตฺตํ อญฺเญหิ ทฺวีเหว โจเรหิ ภวิตพฺพํ เตปิ สนฺถมฺภิตุํ น สกฺขิสฺสนฺติ กหํ นุ โข เต คตาติ คจฺฉนฺโต เตสมฺปิ ตํ ธนํ อาทาย คหนฏฺฐานํ ปวิฏฺฐมคฺคํ ทิสฺวา คจฺฉนฺโต ภณฺฑิกพนฺธสฺส ธนสฺส ราสึ ทิสฺวา เอกํ ภตฺตปาฏึ อวตฺถริตฺวา มตํ อทฺทส ฯ ตโต อิทํ นาม เตหิ กตํ ภวิสฺสตีติ สพฺพํ ญตฺวา กหํ นุ โข โส ปุริโสติ วิจินนฺโต ตมฺปิ ปฏิจฺฉนฺนฏฺฐาเน อปวิฏฺฐํ ทิสฺวา อมฺหากํ อาจริโย มม วจนํ อกตฺวา อตฺตโน ทุพฺพจภาเวน อตฺตนาปิ วินาสํ ปตฺโต อปรํปิ เตน ปุริสสหสฺสํ วินาสิตํ อนุปาเยน วต อการเณน อตฺตโน วุฑฺฒึ ปฏฺฐยมานา อมฺหากํ อาจริโย วิย มหาวินาสเมว ปาปุณิสฺสนฺตีติ จินฺเตตฺวา อิมํ คาถมาห
อนุปาเยน โย อตฺถํ อิจฺฉติ โส วิหญฺญติ
เจตา หนึสุ เวทพฺพํ สพฺเพ เต พฺยสนมชฺฌคุนฺติ ฯ
ตตฺถ โส วิหญฺญตีติ โส อนุปาเยน อตฺตโน อตฺถํ วุฑฺฒึ สุขํ อิจฺฉามีติ อกาเล วายามํ กโรนฺโต ปุคฺคโล วิหญฺญติ กิลมติ มหาวินาสํ ปาปุณาติ ฯ เจตาติ เจติรฏฺฐวาสิโน โจรา ฯ หนึสุ เวทพฺพนฺติ เวทพฺพมนฺตวเสน เวทพฺโพติ ลทฺธนามํ พฺราหฺมณํ หนึสุ ฯ สพฺเพ เต พฺยสนมชฺฌคุนฺติ เตปิ จ สพฺเพ อนวเสสา อญฺญมญฺญํ ฆาตยมานา พฺยสนํ อธิคจฺฉึสุ ปฏิลภึสุ ฯ
เอวํ โพธิสตฺโต ยถา อมฺหากํ อาจริโย อนุปาเยน อฏฺฐาเน ปรกฺกมํ กโรนฺโต ธนํ วสฺสาเปตฺวา อตฺตนาปิ ชีวิตกฺขยํ ปตฺโต อญฺเญสญฺจ ปญฺจนฺนมฺปิ ชนสตานํ วินาสปจฺจโย ชาโต เอวเมว โย อญฺโญปิ อนุปาเยน อตฺตโน อตฺถํ อิจฺฉนฺโต วายามํ กริสฺสติ สพฺโพ โส อตฺตนาว วินสฺสิสฺสติ ปเรสญฺจ วินาสปจฺจโย ภวิสฺสตีติ วนํ อุนฺนาเทตฺวา เทวตาสุ สาธุการํ ททมานาสุ อิมาย คาถาย ธมฺมํ เทเสตฺวา ตํ ธนํ อุปาเยน อตฺตโน เคหํ อาหริตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ยาวตายุกํ ฐตฺวา ชีวิตปริโยสาเน สคฺคปถํ ปูรยมาโน อคมาสิ ฯ
สตฺถาปิ น ตฺวํ ภิกฺขุ อิทาเนว ทุพฺพโจ ปุพฺเพปิ ทุพฺพโจว ทุพฺพจตฺตา ปน มหาวินาสํ ปตฺโตสีติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา เวทพฺพพฺราหฺมโณ ทุพฺพจภิกฺขุ อโหสิ อนฺเตวาสิโก ปน อหเมวาติ ฯ
เวทพฺพชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗