ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ปัญจุโปสถิกชาดก
ชาดกที่ ๔๙๐ · ปกิณณกนิบาตชาดก

ปัญจุโปสถิกชาดก

ว่าด้วยนกพิราบ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๙๕๑ · บรรทัด ๗๕๕๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากปัญจุโปสถิกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภอุบาสก ๕๐๐ ผู้รักษาอุโบสถ ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า อปฺโปสฺสุโกทานิ ตุวํ กโปต ดังนี้.

มีเรื่องย่อว่า ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งเหนือพระพุทธอาสน์อันอลงกต ท่ามกลางบริษัทสี่ ในธรรมสภา ทอดพระเนตรดูบริษัทด้วยพระหฤทัยอันอ่อนโยน ทรงทราบว่า วันนี้เทศนาจักตั้งเรื่องขึ้น เพราะอาศัยถ้อยคำแห่งพวกอุบาสกเป็นแท้ จึงตรัสเรียกพวกอุบาสกมา ตรัสถามว่าดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย พวกเธอพากันบำเพ็ญวัตรแห่งผู้รักษาอุโบสถหรือครั้นอุบาสกเหล่านั้น กราบทูลว่าพระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตรัสว่าพวกเธอกระทำดีแล้ว อันอุโบสถนี้เป็นเชื้อสายแห่งหมู่บัณฑิตแต่ครั้งก่อนที่จริงบัณฑิตแต่ครั้งก่อนพากันอยู่จำอุโบสถเพื่อข่มกิเลสมีราคะเป็นต้น อุบาสกเหล่านั้นพากันกราบทูลอาราธนา ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล ได้มีประเทศอันเป็นดงน่ารื่นรมย์ยิ่งนัก อยู่ระหว่างพรมแดนแห่งแคว้นทั้งสาม มีเเคว้นมคธเป็นต้น. พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาลในแคว้นมคธ เจริญวัยแล้ว ละกามทั้งหลาย ปลีกตนเข้าไปสู่ดงนั้น สร้างอาศรมบทบวชเป็นฤาษี พำนักอาศัยอยู่. ก็ในที่ไม่ไกลอาศรมของท่าน นกพิราบกับภรรยาอาศัยอยู่ที่เชิงแห่งหนึ่ง งูอาศัยที่จอมปลวกจอมหนึ่ง ที่ละเมาะป่าแห่งหนึ่งหมาจิ้งจอกอาศัยอยู่ ที่ละเมาะป่าอีกแห่งหนึ่งเล่าหมีอาศัยอยู่. ทั้งสี่สัตว์เหล่านั้น ต่างก็เข้าไปหาพระฤาษี ฟังธรรม ตามกาลอันเป็นโอกาส. อยู่มาวันหนึ่ง นกพิราบกับภรรยาออกจากรังไปหากิน. เหยี่ยวตัวหนึ่งจับนางนกพิราบตัวบินไปข้างหลังนกพิราบนั้นแล้วบินหนีไป. นกพิราบได้ยินเสียงร้องของนางนกพิราบนั้น เหลียวกลับมองดู เห็นนางนกพิราบนั้นกำลังถูกเหยี่ยวนั้นโฉบไป. ฝ่ายเหยี่ยวเล่าก็ฆ่านางนกพิราบนั้นทั้ง ๆ ที่กำลังร้องอยู่นั่นเองตาย แล้วจิกกินเสีย. นกพิราบกลุ้มใจ เพราะพลัดพรากจากนางนกนั้น ดำริว่า ความรักนี้ทำให้เราลำบากเหลือเกิน คราวนี้เรายังข่มความรักไม่ได้แล้ว จักไม่ขอออกไปหากิน. มันตัดขาดทางโคจรเลยไปสู่สำนักพระดาบสสมาทานอุโบสถเพื่อข่มราคะนอนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง.

กล่าวถึงงู คิดจักแสวงหาเหยื่อ ออกจากที่อยู่ เที่ยวแสวงหาเหยื่อในสถานเป็นที่เที่ยวไปของแม่โคในบ้านชายแดน. ครั้งนั้นโคผู้อันเป็นมงคลขาวปลอดของนายอำเภอ กินหญ้าแล้วก็คุกเข่าที่เชิงจอมปลวกแห่งหนึ่ง เอาเขาขวิดดินเล่นอยู่. งูเล่าก็กลัวเสียงฝีเท้าของแม่โคทั้งหลาย เลื้อยไปเพื่อจะเข้าจอมปลวกนั้น. ทีนั้นโคผู้ก็เหยียบมันด้วยเท้า. มันโกรธโคนั้นจึงกัดโคผู้ถึงสิ้นชีวิตตรงนั้นเอง. พวกชาวบ้านได้ยินข่าวว่า โคผู้ตายแล้ว ทุกคนพากันมารวมกัน ร้องไห้บูชาโคผู้ตัวนั้นด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น พากันขุดหลุมฝังแล้วหลีกไป. เวลาพวกนั้นพากันกลับแล้ว งูก็เลื้อยออกมาคิดว่า เราอาลัยความโกรธฆ่าโคผู้ตัวนี้เสีย ทำให้มหาชนพากันเศร้าโศก ที่นี้เราข่มความโกรธนี้ไม่ได้แล้ว จักไม่ออกหากินละกลับไปสู่อาศรมนั้น นอนสมาทานอุโบสถเพื่อข่มความโกรธ.

ฝ่ายหมาจิ้งจอกเที่ยวแสวงหาอาหาร เห็นช้างตายตัวหนึ่ง ดีใจว่า เราได้เหยื่อชิ้นใหญ่แล้ววิ่งไปกัดที่งวงได้เป็นเหมือนเวลากัดเสา ไม่ได้ความยินดีที่ตรงงวงนั้น กัดงาต่อไป ได้เป็นอย่างแกะแท่นหิน ปรี่เข้ากัดท้อง ได้เป็นอย่างกระด้ง ตรงเข้ากัดหาง ได้เป็นอย่างกัดสาก กรากเข้ากัดช่องทวารหนัก ได้เป็นเหมือนกับขนมหวาน. มันตั้งหน้าขย้ำอยู่ด้วยอำนาจความโลภ เลยเข้าไปภายในท้องเวลาหิวก็กินเนื้อในท้องนั้น เวลากระหายก็ดื่มเลือด เวลานอนก็นอนทับไส้และปอด. มันคิดว่าทั้งข้าวทั้งน้ำมีเสร็จแล้วในที่นี้ทีเดียว กูจักทำอะไรในแห่งอื่นเล่า แสนรื่นรมย์อยู่ในท้องช้างนั้นแห่งเดียว ไม่ออกข้างนอกเลย คงอยู่ในท้องช้างเท่านั้น. จำเนียรกาลต่อมา ซากช้างก็แห้งด้วยลมและแดด ช่องทวารหนักก็ปิด. หมาจิ้งจอกนอนอยู่ภายในท้อง กลับมีเนื้อและเลือดน้อยร่างกายผ่ายผอมมองไม่เห็นทางออกได้. ครั้นวันหนึ่ง เมฆมิใช่ฤดูกาลให้ฝนตกช่องทวารหนักชุ่มชื้นอ่อนตัว ปรากฏช่องให้เห็น. หมาจิ้งจอกพอเห็นช่องคิดว่า กูลำบากนานนัก ต้องหนีออกช่องนี้จงได้ แล้วเอานิ้วดันช่องทวารหนัก. เมื่อมันมีสรีระยุ่ยดันออกจากที่แคบโดยเร็ว ขนเลยติดอยู่ที่ช่องทวารหนักหมด. มันมีตัวโล้นเหมือนจาวตาลหลุดออกมาได้. มันคิดว่า เพราะอาศัยความโลภ กูต้องเสวยทุกข์นี้ ที่นี้กูข่มความโลภไม่ได้ จักไม่ขอหากินละ ไปสู่อาศรมนั้น สมาทานอุโบสถ เพื่อข่มความโลภนอนอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง.

กล่าวถึงหมีออกจากป่าแล้ว ถูกความอยากยิ่งครอบงำ จึงไปสู่บ้านชายแดนในแคว้นมัลละ. พวกชาวบ้านได้ยินว่าหมีมาแล้ว ต่างถือธนูและพลองเป็นต้นพากันออกไปล้อมละเมาะที่หมีนั้นเข้าไป. มันรู้ว่าถูกมหาชนล้อมไว้ จึงออกหนี. เมื่อมันกำลังหนีอยู่นั้นเอง ฝูงชนพากันยิงด้วยธนูตีด้วยพลอง. มันหัวแตกเลือดไหลอาบไปที่อยู่ของตน ได้คิดว่า ทุกข์นี้เกิดเพราะอำนาจความโลภ คือความอยากยิ่งของกู ทีนี้กูข่มความโลภคือความอยากยิ่งนี้ไว้มิได้แล้ว จักไม่หากินละ ไปสู่อาศรมนั้น สมาทานอุโบสถ เพื่อข่มความอยากยิ่ง หมอบอยู่ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง. ฝ่ายดาบสเล่า ก็อาศัยชาติของตน ตกไปในอำนาจมานะ ไม่สามารถจะยังฌานให้บังเกิดได้. ครั้งนั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งทราบความที่ดาบสนั้นมีมานะ ดำริว่า สัตว์ผู้นี้มิใช่อื่นเลย ที่แท้เป็นหน่อเนื้อแห่งพระพุทธเจ้า จักบรรลุความเป็นพระสัพพัญญูในกัลป์นี้เองแหละ เราต้องกระทำการข่มมานะของสัตว์นี้เสียแล้ว กระทำให้สมาบัติบังเกิดจงได้ จึงมาจากป่าหิมพานต์ตอนเหนือ ขณะเมื่อดาบสนั้นกำลังนอนอยู่ในบรรณศาลานั้นเอง นั่งเหนือแผ่นกระดานหินของดาบสนั้น. ดาบสนั้นออกมาเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นนั่งเหนืออาสนะของตน ก็ขุ่นใจเพราะความมีมานะ ปรี่เข้าไปหาท่านแล้วตบมือตวาดว่า ฉิบหายเถิด ไอ้ถ่อย ไอ้กาลกรรณี ไอ้สมณะหัวโล้น มึงมานั่งเหนือแผ่นกระดานของกูทำไม.

ครั้งนั้นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นกล่าวกะท่านว่า พ่อคนดี เหตุไร พ่อจึงมีแต่มานะ ข้าพเจ้าบรรลุปัจเจกพุทธญาณเเล้วนะในกัลป์นี้เอง พ่อก็จักเป็นพระสัพพัญญูพระพุทธเจ้า พ่อเป็นหน่อเนื้อพระพุทธเจ้านะ พ่อบำเพ็ญบารมีมาแล้ว รอกาลเพียงเท่านี้ ข้างหน้าผ่านไป จักเป็นพระพุทธเจ้าพ่อดำรงในความเป็นพระพุทธเจ้าจักมีชื่อว่า สิทธัตถะ บอกนามตระกูลโคตรและพระอัครสาวกเป็นต้นแล้วได้ประทานโอวาทว่า พ่อยังจะมัวเอาแต่มานะเป็นคนหยาบคาย เพื่ออะไรเล่า นี้ไม่สมควรแก่พ่อเลย. ดาบสนั้นแม้เมื่อท่านกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ยังคงไม่ไหว้ท่านอยู่นั่นเอง มิหนำซ้ำไม่ถามเสียด้วยว่า ข้าจักเป็นพระพุทธเจ้าเมื่อไร. ครั้นพระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่าเธอไม่รู้ถึงความใหญ่หลวงแห่งชาติและความใหญ่โตแห่งคุณของเรา หากเธอสามารถ ก็จงเที่ยวไปในอากาศเหมือนเรา แล้วเหาะไปในอากาศ โปรยฝุ่นที่เท้าของตนลงในมณฑลชฎาของดาบสนั้น ไปสู่หิมพานต์ตอนเหนือดังเดิม. พอท่านไปแล้ว ดาบสถึงสลดใจคิดว่า ท่านผู้นี้เป็นสมณะเหมือนกัน มีสรีระหนัก ไปในอากาศได้ ดุจปุยนุ่น ที่ทิ้งไปในช่องลม เพราะถือชาติเรามิได้กราบเท้าทั้งคู่ ของพระปัจเจกพุทธเจ้าเห็นปานฉะนี้ มิหนำซ้ำไม่ถามเสียด้วยว่า เราจักเป็นพระพุทธเจ้าเมื่อไร ขึ้นชื่อว่าชาตินี้จักกระทำอะไรได้ ศีลและจรณะเท่านั้นเป็นใหญ่ในโลกนี้ ก็แต่ว่ามานะของเรานี้แลจำเริญอยู่ จักพาไปหานรกได้ ทีนี้เรายังข่มมานะนี้มิได้แล้วจักไม่ไปหาผลาผลเข้าสู่บรรณศาลาสมาทานอุโบสถเพื่อข่มมานะเสีย นั่งเหนือกระดานเลียบเป็นกุลบุตรผู้มีญาณใหญ่ ข่มมานะเสียได้ เจริญกสิณ ยังอภิญญาและสมาบัติ๘ ให้บังเกิดได้แล้ว จึงออกไปนั่งที่แผ่นกระดานหินท้ายที่จงกรม. ครั้งนั้นสัตว์มีนกพิราบเป็นต้น พากันเข้าไปหาท่าน ไหว้แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง พระมหาสัตว์จึงถามนกพิราบว่า ในวันอื่น ๆ เจ้าไม่ได้มาเวลานี้ เจ้าคงไม่ได้หาอาหาร ในวันนี้เจ้าเป็นผู้รักษาอุโบสถหรือไฉนเล่า. นกพิราบกราบเรียนว่า ขอรับกระผม. ครั้งนั้นเมื่อท่านจะถามมันว่าด้วยเหตุไรเล่า กล่าวคาถาเป็นประถมว่า

ดูก่อนนกพิราบ เพราะเหตุไร บัดนี้ เจ้าจึงมี ความขวนขวายน้อย ไม่ต้องการอาหาร อดกลั้น ความหิวกระหาย มารักษาอุโบสถ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺโปสฺสุโก ได้แก่ ผู้ปราศจากความอาลัย. บทว่า น ตฺว ความว่า วันนี้ท่านไม่มีความต้องการด้วยโภชนะ.

นกพิราบได้ฟังดังนั้นแล้ว ได้กล่าว ๒ คาถาว่า

แต่ก่อนนี้ข้าพเจ้าบินไปกับนางนกพิราบ เราทั้ง ๒ ชื่นชมยินดีกันอยู่ในป่าประเทศนั้น ทันใดนั้น เหยี่ยวได้โฉบนางนกพิราบไปเสีย ข้าพเจ้าไม่ปรารถนา จะพลัดพรากจากนางไป แต่จำต้องพลัดพรากจากนาง เพราะพลัดพรากจากนาง ข้าพเจ้าได้เสวยเวทนาทางใจ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงรักษาอุโบสถ ด้วยคิดว่า ความรักอย่าได้กลับมาหาเราอีกเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รมาม ความว่า พวกเราย่อมยินดีด้วยความยินดีในกาม. บทว่า สากุณิโก แปลว่า นกเหยี่ยว.

เมื่อนกพิราบแถลงอุโบสถกรรมของตนแล้ว พระมหาสัตว์จึงถามงูเป็นต้นทีละตัว ๆ. แม้สัตว์เหล่านั้นก็พากันแถลงความจริง. เมื่อจะถามงูท่านกล่าวว่า

ดูก่อนผู้ไปไม่ตรง เลื้อยไปด้วยอก มีลิ้น ๒ ลิ้น เจ้ามีเขี้ยวเป็นอาวุธ มีพิษร้ายแรง เพราะเหตุไร เจ้าจึง อดกลั้นความหิวกระหายมารักษาอุโบสถ. งูกล่าวว่า โคของนายอำเภอ กำลังเปลี่ยว มีหนอกกระเพื่อม มีลักษณะงาม มีกำลัง มันได้เหยียบข้าพเจ้า ข้าพเจ้า โกรธจึงได้กัดมัน มันก็ถูกทุกขเวทนาครอบงำ ถึง ความตาย ณ ที่นั้น ลำดับนั้น ชนทั้งหลายก็พากัน ออกมาจากบ้าน ร้องไห้คร่ำครวญ หาได้พากันหลบหลีกไปไม่ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้รักษาอุโบสถ ด้วยคิดว่า ความโกรธอย่าได้มาถึงเราอีกเลย. พระมหาสัตว์เมื่อจะถามสุนัขจิ้งจอก จึงกล่าวคาถาว่า ดูก่อนสุนัขจิ้งจอก เนื้อของคนที่ตายแล้ว อยู่ ในป่าช้าเป็นอันมาก อาหารชนิดนี้เป็นที่พอใจของเจ้า เพราะเหตุไร เจ้าจึงอดกลั้นความกระหายมารักษา อุโบสถ. สุนัขจิ้งจอกกล่าวว่า ข้าพเจ้าได้เข้าไปสู่ท้องช้างตัวใหญ่ ยินดีใน ซากศพ ติดใจในเนื้อช้าง ลมร้อนและแสงแดดอัน กล้าได้แผดเผาทวารหนักช้างนั้นให้แห้ง ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งผอมทั้งเหลือง ไม่มีทางจะออกได้ ต่อมามีฝนห่าใหญ่ตกลงมาโดยพลัน ชะทวารหนักของ ช้างนั้นให้เปียกชุ่ม ดูก่อนท่านผู้เจริญ ทีนั้น ข้าพเจ้า จึงออกมาได้ดั่งดวงจันทร์พ้นจากปากราหู ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงรักษาอุโบสถ ด้วยคิดว่า ความโลภอย่ามาถึงเราอีกเลย. เมื่อจะถามหมีจึงกล่าวว่า ดูก่อนหมี แต่ก่อนนี้ เจ้าขยี้กินตัวปลวกในจอม ปลวก เพราะเหตุไร เจ้าจึงอดกลั้นความหิวกระหาย มารักษาอุโบสถเล่า. หมีกล่าวว่า ข้าพเจ้าดูหมิ่นถิ่นที่เคยอยู่ของตน ได้ไปยัง ปัจจันตคามแคว้นมลรัฐ เพราะความเป็นผู้อยากมาก เกินไป ครั้งนั้นชนทั้งหลายก็พากันออกจากบ้าน รุมตี ข้าพเจ้าด้วยคันธนู ข้าพเจ้าศีรษะแตกเลือดอาบ ได้ กลับมาอยู่ถิ่นที่เคยอยู่อาศัยของตน เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงรักษาอุโบสถ ด้วยคิดว่า ความอยากมาก เกินไปอย่าได้มาถึงเราอีกเลย.

ในคาถานั้น พระมหาสัตว์เรียกงูนั้น ด้วยคำว่า อนุชฺชคามิ เป็นต้นบทว่า จลกฺกกุโธ ความว่า โคนั้นมีหนอกกระเพื่อม. บทว่า ทุกฺขาภิตนฺโน ความว่า โคนั้นถูกทุกข์บีบคั้นยิ่งนัก กระสับกระส่าย. บทว่า พหู แปลว่ามาก. บทว่า ปาวิสํ แปลว่า เข้าไปแล้ว. บทว่า รสฺมิโย แปลว่า แสงแห่งพระอาทิตย์ (แสงแดด). บทว่า นิกฺขมิสฺสํ แปลว่า ออกไปแล้ว. บทว่า กิปิลฺลิกานิ แปลว่า ปลวกทั้งหลาย. บทว่า นิปฺโปถยนฺโต แปลว่าขยี้ขยำ. บทว่า อติเหฬยาโน แปลว่า ดูหมิ่น นินทา ติเตียน. บทว่า โกทณฺฑเกน ได้แก่ ด้วยไม้คันธนูและไม้พลอง.

ครั้นสัตว์ทั้ง ๔ นั้น พรรณนาอุโปสถกรรมของตนอย่างนี้แล้ว ก็ชวนกันลุกขึ้นไหว้พระมหาสัตว์ เมื่อจะถามบ้างว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ วันอิน ๆ ในเวลานี้ พระคุณเจ้าเคยไปหาผลาผล วันนี้ เหตุไร พระคุณเจ้าจึงไม่ไป กระทำอุโปสถกรรมอยู่ จึงกล่าวคาถาว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้อความอันใด ท่านก็ได้ถาม พวกข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทั้งหมดก็ได้พยากรณ์ข้อความ อันนั้นตามที่ได้รู้เห็นมา ข้าแต่ท่านผู้เป็นวงศ์พรหม ผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าจะขอถามท่านบ้างละ เพราะ

เหตุไร ท่านจึงรักษาอุโบสถเล่า. ฝ่ายพระโพธิสัตว์นั้น ก็แถลงแก่พวกนั้นว่า

พระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่ง ผู้ไม่แปดเปื้อนด้วย กิเลส นั่งอยู่ในอาศรมของฉันครู่หนึ่ง ท่านได้บอก ให้ฉันทราบถึงที่ไปที่มา นามโคตรและจรณะทุกอย่าง ถึงอย่างนั้น ฉันก็มิได้กราบไหว้เท้าทั้ง ๒ ของท่าน อนึ่ง ฉันก็มิได้ถามถึงนามและโคตรของท่านเลย เพราะเหตุนั้น ฉันจึงรักษาอุโบสถ ด้วยคิดว่า มานะ อย่าได้มาถึงฉันอีกเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ โน ความว่า ท่านไม่ได้ถามถึงความใดกะพวกข้าพเจ้าเลย. บทว่า ยถาปชานํ ความว่า พวกข้าพเจ้าได้แถลงเรื่องนั้นตามที่ตนได้รู้มา. บทว่า อนูปลิตฺโต ความว่า อันกิเลสทุกอย่างจะไม่เข้าไปไล้ทาจิตได้เลย. บทว่า โส มํ อเวทิ ความว่า ท่านได้บอกให้ทราบข้ารู้ แสดงแก่ข้าทุกอย่าง ถึงฐานะที่ข้าควรดำเนิน ฐานะที่ข้าดำเนินไปแล้วในบัดนี้ และเรื่องนามโคตรและจรณะของข้าในอนาคตเช่นนี้ว่าเธอจักมีนามอย่างนี้ จักมีโคตรอย่างนี้ เธอจักมีศีลเเละจรณะเห็นปานนี้. บทว่า เอวมหํ นิคฺคหึ ความว่า เมื่อท่านแสดงถึงอย่างนี้ ข้ามิได้กราบบาทยุคลของท่านเพราะอาศัยมานะของตน.

พระมหาสัตว์แถลงการกระทำอุโบสถของตนอย่างนี้แล้ว ตักเตือนสัตว์เหล่านั้นส่งต่อไป กลับเข้าบรรณศาลา. สัตว์เหล่านั้นเล่าต่างพากันไปที่อยู่ของตน พระมหาสัตว์มีฌานไม่เสื่อม ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้าสัตว์พวกนั้นตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน ได้ไปสวรรค์ตาม ๆ กัน.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้ ตรัสย้ำว่า อุบาสกทั้งหลายอันอุโบสถนี้เป็นเชื้อแถวแห่งหมู่บัณฑิตแต่เก่าก่อนด้วยประการฉะนี้ อุโบสถเป็นอันควรจะบำเพ็ญ แล้วทรงประชุมชาดกว่า นกพิราบในครั้งนั้น ได้มาเป็นอนุรุทธะ หมีได้มาเป็นกัสสปะ หมาจิ้งจอกได้มาเป็นโมคคัลลานะงูได้มาเป็นสารีบุตร ส่วนดาบสได้มาเป็นเราตถาคตแล.

จบอรรถกถาปัญจอุโบสถชาดก

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๔๔๔–๔๕๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ปกิณณกนิบาตชาดก · ๘๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๘๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

7. Pañcauposathajātakaṃ.

Appossukodāni tuvaṃ kapotāti idaṃ satthā jetavane viharanto uposathike pañcasate upāsake ārabbha kathesi.

Tadā hi bhagavā dhammasabhāyaṃ catuparisamajjhe alaṅkatabuddhāsane nisīditvā muducittena parisaṃ oloketvā ajja upāsakānaṃpi kathaṃ paṭicca desanā samuṭṭhahissatīti ñatvā upāsake āmantetvā upāsakā uposathikaṃ karothāti pucchitvā āma bhanteti vutte sādhu tumhehi kataṃ uposathonāmesa porāṇakapaṇḍitānaṃ vaṃso porāṇakapaṇḍitā hi rāgādikilesaṃ pariggahaṇatthaṃ uposathavāsaṃ vasiṃsūti vatvā tehi yācito atītaṃ āhari

atīte magadharaṭṭhādīnaṃ tiṇṇaṃ raṭṭhānaṃ antare ativiya ramaṇīyo aṭavīpadeso ahosi. Bodhisatto magadharaṭṭhe brāhmaṇamahāsālakule nibbattitvā vayappatto kāme pahāya nikkhamitvā taṃ aṭaviṃ pavisitvā assamapadaṃ katvā isipabbajjaṃ pabbajitvā vāsaṃ kappesi. Tassa pana assamassa avidūre ekasmiṃ veḷugahane bhariyāya saddhiṃ kapotasakuṇo vasati ekasmiṃ vammike ahi ekasmiṃ vanagumbe siṅgālo ekasmiṃ vanagumbe accho. Te cattāropi kālena kālaṃ isiṃ upasaṅkamitvā dhammaṃ suṇanti. Athekadivasaṃ kapoto bhariyāya saddhiṃ kulāvakā nikkhamitvā gocarāya pakkāmi. Tassa pacchato gacchantiṃ kapotiṃ eko seno gahetvā palāyi. Tassā viravasaddaṃ sutvā kapoto Nivattitvā olokento taṃ kapotiṃ tena hariyamānaṃ passi. Senopi taṃ viravantiññeva māretvā khādi. Kapoto tāya viyogena pariḍayhamāno cintesi ayaṃ rāgo ativiya maṃ kilameti na idāni imaṃ aniggahetvā gocarāya pakkamissāmīti. So gocarapathaṃ pacchinditvā tāpasassa santikaṃ gantvā rāgaṃ niggahāya uposathaṃ samādiyitvā ekamante nipajji. Sappopi gocaraṃ pariyesissāmīti vasanaṭṭhānā nikkhamitvā paccantagāme gāvīcaraṇaṭṭhāne gocaraṃ pariyesati. Tadā gāma bhojakassa sabbaseto maṅgalausabho gocaraṃ gahetvā ekasmiṃ vammikapāde jaṇṇunā patiṭṭhāya siṅgena mattikaṃ gaṇhanto kīḷati. Sappopi gāvīnaṃ padasaddena bhīto taṃ vammikaṃ pavesituṃ pakkhanto. Atha naṃ usabho pādena akkami. So taṃ kujjhitvā ḍaṃsi. Usabho tattheva jīvitakkhayaṃ patto. Gāmavāsino usabho kira matoti sutvā sabbe ekato āgantvā roditvā taṃ gandhamālādīni pūjetvā āvāṭe nikkhaṇitvā pakkamiṃsu. Sappo tesaṃ gatakāle nikkhamitvā ahaṃ kodhaṃ nissāya imaṃ jīvitā voropetvā mahājanassa sokaṃ pāpesiṃ na idāni imaṃ aniggahetvā gocarāya pakkamissāmīti nivattitvā taṃ assamaṃ gantvā kodhaṃ niggahaṇatthāya uposathaṃ samādiyitvā nipajji. Siṅgālopi gocaraṃ pariyesanto ekaṃ matahatthiṃ disvā mahāgocaro me laddhoti tuṭṭho gantvā soṇḍāya ḍaṃsi thambhe daṭṭhakāloviya ahosi tattha assādaṃ alabhitvā dante ḍaṃsi pāsāṇe daṭṭhakāloviya ahosi kucchiyaṃ Ḍaṃsi kusulake daṭṭhakāloviya ahosi naṅguṭṭhe ḍaṃsiṃ mūsale daṭṭhakāloviya ahosi vaccamagge ḍaṃsi madhukapūve daṭṭhakāloviya ahosi. So lobhavasena khādanto antokucchiyaṃ pāvisi tattha chātakāle maṃsaṃ khādi pipāsitakāle lohitaṃ pivi nipajjanakāle antāni papphāsañca avattharitvā nipajji. So idheva annapānañca nipphannaṃ aññattha kiṃ karissāmīti cintetvā tattheva abhirato bahi anikkhamitvā antokucchiyaṃyeva vasi. Aparabhāge vātātapena hatthikuṇape sukkhante karīsamaggo pidahito. Siṅgālo antokucchiyaṃ nipajjamāno appamaṃsalohito paṇḍukasarīro hutvā nikkhamanamaggaṃ na passi. Athekadivasaṃ akālamegho vassi. Karīsamaggo temiyamāno mudu hutvā vivaraṃ dassesi. Siṅgālopi chiddaṃ disvā aticiramhi kilamanto iminā chiddena palāyissāmīti karīsamaggaṃ sīsena pahari. Tassa sambādhe ṭhāne vegena nikkhamantassa sinnasarīrassa sabbāni lomāni karīsamagge laggāni. Tālakandoviya nillomasarīro hutvā nikkhami. So lobhaṃ nissāya mayā idaṃ dukkhaṃ anubhūtaṃ idāni imaṃ aniggahetvā gocaraṃ na gaṇhissāmīti cintetvā taṃ assamaṃ gantvā lobhaṃ niggahaṇatthāya uposathaṃ samādiyitvā ekamante nipajji. Acchopi araññā nikkhamitvā aticchābhibhūto mallaraṭṭhe paccantagāmaṃ gato. Gāmavāsino accho kira āgatoti dhanudaṇḍādihatthā nikkhamitvā tena paviṭṭhaṃ gumbaṃ parivāresuṃ. So mahājanena parivāritabhāvaṃ ñatvā nikkhamitvā palāyi. Palāyantameva naṃ Dhanūhiceva daṇḍehi ca pothesuṃ. So bhinnena sīsena lohitena paggharantena attano vasanaṭṭhānaṃ gantvā idaṃ dukkhaṃ mama aticchālobhavasena uppannaṃ na dāni imaṃ aniggahetvā gocaraṃ gaṇhissāmīti cintetvā taṃ assamaṃ gantvā aticchāniggahaṇatthāya uposathaṃ samādiyitvā ekamante nipajji. Tāpasopi attano jātiṃ nissāya mānavasiko hutvā jhānaṃ uppādetuṃ na sakkoti. Atheko paccekabuddho tassa mānanissitabhāvaṃ ñatvā ayaṃ na añño satto buddhaṅkuro esa imasmiṃyeva kappe sabbaññutaṃ pāpuṇissati imassa mānaniggahaṃ katvā samāpattinibbattanakāraṇaṃ karissāmīti tasmiṃ paṇṇasālāyaṃ katvā samāpattinibbattanakāraṇaṃ karissāmīti tasmiṃ paṇṇasālāyaṃ nipanneyeva uttarahimavantato āgantvā tassa pāsāṇaphalake nisīdi. So nikkhamitvā taṃ attano āsane nisinnaṃ disvā mānanissitabhāvena anattamano hutvā taṃ upasaṅkamitvā accharaṃ paharitvā nassa vasala kālakaṇṇi muṇḍakasamaṇa mama kimatthaṃ nisinnaphalake nisinnosīti āha. Atha naṃ so sappurisa kasmā mānanissito ahaṃ paṭividdhapaccekabuddhañāṇo tvaṃ imasmiṃyeva kappe sabbaññū buddho bhavissasi buddhaṅkurosi pāramiyo pūretvā āgato aññaṃ ettakaṃnāma kālaṃ atikkamitvā buddho bhavissasi buddhabhāve ṭhito siddhatthonāma bhavissasīti nāmañca kulañca gottañca aggasāvakādayo ca ācikkhitvā kimatthaṃ mānanissito hutvā pharuso ahosi nayidaṃ tavānucchavikanti ovādaṃ adāsi. So tena evaṃ vuttepi neva naṃ vandi neva kadāhaṃ buddho bhavissāmīti ādīni pucchi. Atha Paccekabuddho mama jātiyā vā mama guṇānaṃ vā mahantabhāvaṃ na jānāsi sace sakkosi ahaṃviya ākāse vicarāhīti vatvā ākāse uppatitvā attano pādapaṃsuṃ tassa jaṭāmaṇḍale vikīranto uttarahimavantameva gato. Tāpaso tassa gatakāle saṃvegappatto hutvā ayaṃ samaṇoyeva garusarīro vātamukhe khittatūlapicuviya ākāsena gacchanto ahaṃ jātimānena evarūpassa paccekabuddhassa neva pāde vandiṃ neva kadāhaṃ buddho bhavissāmīti pucchiṃ jātināmesā kiṃ karissati imasmiṃ loke sīlacaraṇameva mahantaṃ ayaṃ kho pana me māno vaḍḍhamāno nirayaṃ upanessati nadāni imaṃ mānaṃ aniggahetvā phalāphalatthāya gamissāmīti paṇṇasālaṃ pavisitvā mānaṃ niggahaṇatthāya uposathaṃ samādiyitvā kaṭṭhattharikāya nisinno mahāñāṇo kulaputto mānaṃ niggahetvā kasiṇaṃ vaḍḍhetvā abhiññā ca aṭṭhasamāpattiyo ca nibbattetvā nikkhamitvā caṅkamakoṭiyaṃ pāsāṇaphalake nisīdi. Atha naṃ kapotādayo upasaṅkamitvā vanditvā ekamantaṃ nisīdiṃsu. Mahāsatto kapotaṃ pucchi tvaṃ aññesu divasesu na imāya velāya āgacchasi gocaraṃ na pariyesasi kinnu kho ajja uposathiko jātosīti. Āma bhanteti. Atha naṃ kena kāraṇenāti pucchanto paṭhamaṃ gāthamāha

appossukodāni tuvaṃ kapota

vihaṅgama na tuva bhojanattho

Khudaṃ pipāsaṃ adhivāsayanto

kasmā bhavūposathiko kapotāti.

Tattha appossukoti nirālayo. Na tavāti ajja tava bhojanenattho natthīti.

Taṃ sutvā kapoto dve gāthā abhāsi

ahaṃ pure saddhi gato kapotiyā

tasmiṃ padesamhi ubho ramāma

athaggahī sākuṇiko kapotiṃ

akāmako tāya vinā ahosiṃ.

Nānābhāvā vippayogena tassā

manomayaṃ vedanaṃ vedayāmi

tasmā ahaṃ uposathaṃ pālayāmi

rāgo mamaṃ mā punarāgamāsīti.

Tattha ramāmāti imasmiṃ bhūmibhāge kāmaratiyā ramāma. Sākuṇikoti senasakuṇo.

Kapotena attano uposathakamme vaṇṇite mahāsatto sappādīsu ekamekaṃ pucchi. Tepi yathābhūtaṃ byākariṃsu. Sappaṃ pucchanto āha

anujjugāmi uraga dujivha

dāḍhāvudho ghoravisosi sappa

khudaṃ pipāsaṃ adhivāsayanto

kasmā bhavūposathiko nu dīghāti. Sappo āha

usabho ahu balavā gāmikassa

calakkakudho vaṇṇabalūpapanno

so maṃ akkami taṃ kupito aḍassiṃ

dukkhābhitunno maraṇaṃ upāgami.

Tato janā nikkhamitvāna gāmā

kanditvā roditvā upakkamiṃsu

tasmā ahuposathaṃ pālayāmi

kodho mamaṃ mā punarāgamāsīti.

Siṅgālaṃ pucchanto āha

matāna maṃsāni bahū susāne

manuññarūpaṃ tava bhojanetaṃ

khudaṃ pipāsaṃ adhivāsayanto

kasmā bhavūposathiko siṅgālāti.

Siṅgālo āha

pavissaṃ kucchiṃ mahato gajassa

kuṇape rato hatthimaṃsagiddho

uṇho ca vāto tikhiṇā ca rasmiyo

tehi sosataṃ tassa karīsamaggaṃ.

Kīso ca paṇḍū ca ahaṃ bhadante

na me abhinikkhamanassa maggo

Mahā ca megho sahasā pavassi

so temayi tassa karīsamaggaṃ.

Tato ahaṃ nikkhamissaṃ bhadante

cando yathā rāhumukhā pamutto

tasmā ahuposathaṃ pālayāmi

lobho ca maṃ mā punarāgamāsīti.

Acchaṃ pucchanto āha

vammikathūpasmiṃ kipillikāni

nippothayanto tuvaṃ pure carāsi

khudaṃ pipāsaṃ adhivāsayanto

kasmā bhavūposathiko nu acchāti.

Accho āha

sakaṃ niketaṃ atiheḷayāno

atricchatāya mallagāmaṃ agañchiṃ

tato janā nikkhamitvāna gāmā

kodaṇḍakena paripothayiṃsu maṃ.

So bhinnasīso rudhiramakkhitaṅgo

paccāgamāsiṃ vusitaṃ niketaṃ

tasmā ahuposathaṃ pālayāmi

atricchatā mā punarāgamāsīti.

Tattha anujjugāmītiādīhi taṃ ālapati. Calakkakudhoti calamānakakudho. Dukkhābhitunnoti so usabho dukkhena abhibhūto āturo hutvā. Bahūti bahūni. Pavissanti pāvisiṃ. Rasmiyoti suriyarasmiyo. Nikkhamissanti nikkhamiṃ. Kipillikānīti upacikāyo. Nippothayantoti khādamāno. Atiheḷayānoti atimaññanto nindanto garahanto. Kodaṇḍakenāti dhanudaṇḍakehiceva muggarehi ca.

Evante cattāropi attano uposathakammaṃ vaṇṇetvā uṭṭhāya mahāsattaṃ vanditvā bhante tumhe aññesu divasesu imāya velāya phalāphalatthāya gacchatha ajja agantvā kasmā uposathaṃ karitthāti pucchantā gāthamāhaṃsu

yaṃ no apucchittha tuvaṃ bhadante

sabbeva byākarimhā yathāpajānaṃ

mayampi pucchāma tuvaṃ bhadante

kasmā bhavūposathiko nu brahmeti.

Sopi nesaṃ byākāsi

anūpalitto ca mama assamamhi

paccekabuddho muhuttaṃ nisīdi

so maṃ avedī gatimāgatiñca

nāmañca gottañca caraṇañca sabbaṃ.

Evamahaṃ niggahiṃ tassa pāde

na cāpahaṃ nāmagottena pucchiṃ

Tasmā ahuposathaṃ pālayāmi

māno mamaṃ mā punarāgamāsīti.

Tattha yaṃ noti yaṃ atthaṃ tvaṃ amhe apucchi. Yathāpajānanti attano pajānaniyāmena taṃ mayaṃ byākarimha. Anūpalittoti sabbakilesehi anūpalitto. So maṃ avedīti so mama idāni gantabbaṭṭhānañca gataṭṭhānañca anāgate tvaṃ evannāmo bhavissasi evaṅgotto evarūpaṃ te sīlaṃ caraṇaṃ bhavissatīti evaṃ nāmañca gottañca caraṇañca sabbaṃ maṃ avedi jānāpesi kathesi meti attho. Evamahaṃ niggahinti evaṃ kathentassāpi tassa ahaṃ attano mānaṃ nissāya pāde na vandinti.

Evaṃ mahāsatto attano uposathakaraṇaṃ kathetvā te ovaditvā uyyojetvā paṇṇasālaṃ pāvisi. Itarepi yathāṭṭhānāni agamaṃsu. Mahāsatto aparihīnajjhāno brahmalokaparāyano ahosi. Itare tassovāde ṭhatvā saggaparāyanā ahesuṃ.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā evaṃ upāsakā uposatho nāmeso porāṇakapaṇḍitānaṃ vaṃso upavasitabbo uposathoti vatvā jātakaṃ samodhānesi tadā kapoto anuruddho ahosi accho kassapo siṅgālo moggallāno sappo sārīputto tāpaso pana ahamevāti.

Pañcauposathajātakaṃ sattamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๔๐

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๘๙. สุรุจิชาดกชาดกถัดไป๔๙๑. มหาโมรชาดก