มหาวาณิชชาดก
ว่าด้วยโลภมากจนตัวตาย
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๙๙๐ · บรรทัด ๗๗๑๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภพวกพ่อค้าชาวพระนครสาวัตถี ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า วาณิชาสมิตึ กตฺวา ดังนี้.
เรื่องมีว่า พ่อค้าเหล่านั้นเมื่อจะไปค้าขาย ถวายมหาทานแด่พระศาสดาดำรงมั่นในสรณะและศีล กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกข้าพระองค์จักไม่มีโรคกลับมาได้ จักขอบังคมพระบาทยุคลของพระองค์อีกพระเจ้าข้า ออกเดินทางไปกับเกวียน ๕๐๐ เล่ม ถึงแดนกันดาร กำหนดหนทางไม่ได้ เลยพากันหลงทางท่องเที่ยวไปในป่า ขาดน้ำขาดอาหาร เห็นต้นไทรซึ่งนาคยึดครองต้นหนึ่ง ก็ชวนกันปลดเกวียน นั่งที่โคนต้น. พวกนั้นเห็นไทรใบเขียวชอุ่ม ประหนึ่งตะไคร้น้ำ กิ่งไทรเล่าก็เป็นเหมือนอิ่มด้วยน้ำ จึงคิดกันว่าในต้นไม้นี้ ปรากฏเหมือนมีน้ำเอิบอาบ พวกเราตัดกิ่งตะวันออกของต้นไม้นี้เถอะเพื่อจะหลั่งน้ำดื่มให้ได้ ครั้นแล้วคนหนึ่งก็ขึ้นสู่ต้นไม้ตัดกิ่งขาด. ท่อน้ำขนาดลำตาลไหลพรั่ง พวกนั้นพากันอาบพากันดื่ม ณ ที่นั้น แล้วพากันตัดกิ่งทางใต้. โภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ พรั่งพรูออกจากนั้น พากันบริโภค แล้วตัดกิ่งตะวันตก. เหล่าสตรีผู้ตกแต่งร่างกายแล้ว พากันออกมาจากกิ่งนั้น พากันอภิรมย์กับหมู่สตรีนั้น แล้วตัดกิ่งทางเหนือ. แก้ว ๗ ประการหลั่งไหลออกจากกิ่งนั้น พากันเก็บแก้วเหล่านั้นบรรทุกเต็มเกวียนทั้ง ๕๐๐ เล่ม กลับมาสู่พระนครสาวัตถี เก็บงำทรัพย์แล้ว ชวนกันถือของหอมและมาลาเป็นต้น ไปสู่พระมหาวิหารเชตวัน ถวายบังคมพระศาสดาบูชาแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งฟังธรรมกถาแล้ว ทูลนิมนต์ถวายมหาทานในวันรุ่งขึ้น พากันให้ส่วนบุญว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ขอให้ส่วนบุญในทานครั้งนี้ แก่รุกขเทวดาผู้ให้ทรัพย์แก่พวกข้าพระองค์พระเจ้าข้า. พระศาสดาทรงฉันเสร็จ ตรัสถามว่าพวกเธอให้ส่วนบุญแก่รุกขเทวดาองค์ไหน. พวกพ่อค้าพากันกราบทูลเหตุที่พวกตนได้ทรัพย์ ในต้นไทรแด่พระตถาคต. พระศาสดาตรัสว่า พวกเธอมิได้ลุอำนาจตัณหา เพราะเป็นผู้รู้จักประมาณดอกนะจึงได้ทรัพย์ แต่ในครั้งก่อนพวกที่ลุอำนาจตัณหา เพราะไม่รู้จักประมาณ พากันละทิ้งเสียทั้งทรัพย์และชีวิต พ่อค้าเหล่านั้นพากันกราบทูลอาราธนาทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล ทางกันดารนั้นเอง ต้นไทรก็ต้นนั้นแหละ แต่เมืองเป็นพระนครพาราณสี พ่อค้าพ่อค้าหลงทางพบต้นไทรนั้นเหมือนกัน.
พระศาสดาตรัสรู้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงข้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาทั้งหลายว่า
พวกพ่อค้าพากันมาจากรัฐต่าง ๆ กระทำการ ประชุมฉันในเมืองพาราณสี ตั้งพ่อค้าคนหนึ่งให้เป็น หัวหน้า แล้วพากันขนเอาทรัพย์กลับไป พ่อค้าเหล่านั้น มาถึงแดนกันดาร ไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ ได้เห็นต้น ไทรใหญ่มีร่มเงาเย็นสบาย น่ารื่นรมย์ใจ ก็พากันไป นั่งพักที่ร่มต้นไทรนั้น พ่อค้าทั้งหลายเป็นคนโง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ คิดร่วมกันว่า ไม้ต้นนี้บางทีจะมี น้ำไหลซึมอยู่ เชิญพวกเราเหล่าพ่อค้ามาช่วยกันตัดกิ่ง ข้างทิศตะวันออกแห่งต้นไม้นั้นดูทีเถิด พอกิ่งนั้นถูก ตัดขาดออกน้ำใสไม่ขุ่นมัวไหลออกมา พ่อค้าเหล่านั้น ก็พากันอาบและดื่ม ที่สายน้ำนั้นจนสมปรารถนาพ่อค้า ทั้งหลายผู้โง่เขลา ถูกโมทะครอบงำ ร่วมคิดกันเป็น ครั้งที่ ๒ ว่า ขอให้พวกเราด้วยกันตัดกิ่ง ข้างทิศใต้ แห่งต้นไม้นั้นอีกเถิด พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดออก ข้าว สาลี เนื้อสุก ขนมถั่ว ซึ่งมีสีเหมือนข้าวปราศจากน้ำ แกงอ่อม ปลาดุก ก็ไหลออกมามากมาย พ่อค้าเหล่านั้น พากันบริโภคเคี้ยวกินจนสมปรารถนา พ่อค้าทั้งหลาย ผู้โง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ ร่วมคิดเป็นครั้งที่ ๓ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัดกิ่งข้างทิศตะวันตกแห่งต้นไม้ นั้นอีกเถิด พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดออก เหล่านี้นารีแต่งตัว งามสมส่วน มีผ้าและเครื่องอาภรณ์อันวิจิตร ใส่ต่างหู แก้วมณี พากันออกมา นารีทั้งหลายต่างแยกกันบำเรอ พ่อค้าคนละนาง นารี ๒๕ นางต่างก็แวดล้อมพ่อค้า ผู้เป็นหัวหน้าอยู่โดยรอบ ที่ร่มแห่งต้นไทรนั้น พ่อค้า เหล่านั้น แวดล้อมด้วยนารีเหล่านั้นจนสมปรารถนา พ่อค้าทั้งหลายผู้โง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ ร่วมคิด เป็นครั้งที่ ๔ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัดกิ่งข้างทิศ เหนือ แห่งต้นไม้อีกเถิด พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดออก แก้วมุกดา แล้วไพฑูรย์ เงิน ทอง เครื่องประดับ เครื่องปูลาด ผ้ากาสิกพัสตร์และผ้ากัมพล ชื่ออุทธิยะ ก็พรั่งพรูออกมาเป็นอันมาก พ่อค้าเหล่านั้นพากันขน บรรทุกใส่ในเกวียนเหล่านั้นจนสมปรารถนา พ่อค้า เหล่านั้น เป็นคนโง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ ร่วมคิด กันเป็นครั้งที่ ๕ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัดโคนต้นไม้ นั้นเสียทีเดียว บางทีจะได้ของมากไปกว่านี้อีก ทันใด นั้นนายกองเกวียนจึงลุกขึ้น ประคองอัญชลีร้องขอว่า ดูก่อนพ่อค้าทั้งหลาย ต้นไทรทำผิดอะไรหรือ (จึง พากันทำร้าย) ขอให้ท่านจงมีความเจริญเถิด ดูก่อน พ่อค้าทั้งหลาย กิ่งทางทิศตะวันออกก็ให้น้ำ กิ่งทาง ทิศใต้ก็ให้ข้าวและน้ำ กิ่งทางทิศตะวันตกก็ให้นารี กิ่งทางทิศเหนือก็ให้สิ่งที่ปรารถนาทุกอย่าง ต้นไทร ทำผิดอะไรหรือ (จึงพากันจะทำร้าย) ขอให้ท่านจง มีความเจริญเถิด บุคคลพึงนั่งหรือนอน ที่ร่มเงาแห่ง ต้นไม้ใด ก็ไม่ควรหักรานก้านแห่งต้นไม้นั้น เพราะ ผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม แต่พ่อค้าเหล่านั้น มากด้วยกัน ไม่เชื่อถือคำของนายกองเกวียนผู้เดียว ต่างก็ถือขวานที่ลับแล้ว พากันเข้าไปหมายจะตัดต้น ไทรนั้นที่โคน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมิตึ กตฺวา ความว่า จัดเป็นสมาคมคือมากคนรวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวในกรุงพาราณสี. บทว่า ปกฺกมึสุ ความว่า บรรทุกสิ่งของที่มีในกรุงพาราณสีด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่มเดินทางไป. บทว่า คามณึ ความว่า ตั้งผู้มีปัญญาผู้หนึ่งให้เป็นนายกองเกวียน. บทว่าฉาทิยา แปลว่า ที่ร่มเงา. บทว่า อลฺลายเต คือ ปรากฏเป็นเหมือนเต็มด้วยน้ำ. บทว่า ฉินฺนาว ปคฺฆรติ พระศาสดาทรงแสดงว่า ผู้ฉลาดในการขึ้นต้นไม้คนหนึ่ง ขึ้นไปตัดกิ่งนั้น พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดน้ำใสก็ไหลพลั่ง. แม้ข้างหน้าก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า อปฺโปทกวณฺเณ กุมฺมาเส คือ ขนมกุมมาสที่เป็นเสมือนกับข้าวปายาสที่มีน้ำน้อย. บทว่า สิงฺคิ คือแกงอ่อมมีแกงที่ใส่ขิงเป็นต้น. บทว่า วิทลสุปิโย คือแกงถั่วเขียวเป็นต้น. บทว่า วาณิชา เอกาคือ แก่พ่อค้าแต่ละคน พ่อค้ามีจำนวนเท่าใด ในจำนวนนั้นคนละ ๑ นางแต่ในสำนักของนายกองเกวียนมีอยู่ถึง ๒๕ นาง. บทว่า ปริกรึสุ ความว่าแวดล้อม ก็แลพร้อม ๆ กันกับนางเหล่านั้น ยังมีเพดานและที่นอนเป็นต้นเหล่านั้น ไหลออกมาด้วยอานุภาพแห่งพญานาค. บทว่า กุตฺติโย ได้แก่ถุงมือเป็นต้น. บทว่า ปฏิยานิ จ ได้แก่ เครื่องปูลาด มีเครื่องปูลาดอันสำเร็จด้วยขนแกะอันฟูเป็นต้น. บางอาจารย์ท่านกล่าวว่า ผ้ากัมพลขาวก็มี. บทว่า อุฏฺฏิยาเนว กมฺพลา คือผ้ากัมพลชนิดที่ชื่อว่าอุฏฏิยานะมีอยู่. บทว่าเต ตตฺถ ภาเร พนฺธิตฺวา ความว่า ต้องการเท่าใดก็ขนเอาในที่นั้นเท่านั้นบรรทุกเกวียน ๕๐๐ เล่ม. บทว่า วาณิชา ภทฺทมตฺถุ เต ความว่านายกองเกวียนร้องเรียกพ่อค้าแต่ละคน จึงกล่าวว่า ความเจริญจงมีแก่ท่านเถิด. บทว่า อนฺนปานญฺจ ความว่า ได้ให้ข้าวและน้ำ. บทว่า สพฺพกาเม จความว่า ได้ให้สิ่งที่น่าปรารถนาทั้งปวง. บทว่า มิตฺตทุพฺโภ ความว่าเพราะว่าผู้ทำลายมิตรทั้งหลาย คือบุรุษผู้มุ่งร้ายต่อมิตรทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นคนชั่วช้าลามก. บทว่า อนาทิยิตฺวา ความว่า ไม่ยึดถือ คือไม่ขอรับถ้อยคำของนายกองเกวียนนั้น. บทว่า อุปกฺกมุํ ความว่า เตรียมการโค่น คือเริ่มจะตัดเพราะโมหะ.
ครั้งนั้น พญานาคเห็นพ่อค้าเหล่านั้น พากันเข้าไปใกล้ต้นไม้ เพื่อที่จะตัด ดำริว่า เราบันดาลน้ำดื่มแก่พวกนี้ผู้กำลังกระหาย จากนั้นให้โภชนะอันเป็นทิพย์มิหนำซ้ำยังให้ที่นอนและนางบำเรอแก่เขา จากนั้นเล่ายังให้รัตนะเต็ม ๕๐๐ เล่มเกวียน แต่ว่าบัดนี้พวกนี้พูดกันว่า จักตัดต้นไม้เสียทั้งโคนเลยละโมบเหลือเกิน ควรที่เราจะฆ่าเสียให้หมดเว้นแต่นายกองเกวียน. พญานาคนั้นจึงตระเตรียมเสนา สั่งว่า ทหารหุ้มเกราะจำนวนเท่านี้ จงเคลื่อนออกไปทหารแม่นธนูจำนวนเท่านี้ จงเคลื่อนออกไป ทหารโล่จำนวนเท่านี้ จงเคลื่อนออกไป.
พระศาสดาเมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
ต่อจากนั้น นาคทั้งหลายก็พากันออกไป พวก สวมเกราะ ๒๕ พวกถือธนู ๓๐๐ พวกถือโล่ ๖,๐๐๐ นาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺนทฺธา คือพวกที่คลุมร่างกายด้วยเกราะหนึ่งอันประดับด้วยทองและแก้วเป็นต้น. บทว่า ธนุคฺคหานํ ติสตาความว่า พวกทหารที่ถือธนูอันทำด้วยเขาแกะมีประมาณ ๓๐๐. บทว่า จมฺมิโน คือ พวกทหารที่ถือแผ่นโล่ทำด้วยหนังมีประมาณ ๖,๐๐๐ นาย.
ท่านทั้งหลายจงจับพวกนี้มัดฆ่าเสีย อย่าไว้ชีวิต เลย เว้นไว้แต่นายกองเกวียนเท่านั้น นอกนั้นจง สังหารมันทุกคนให้เป็นภัสมธุลีไป. นี้เป็นคาถาที่พญานาคกล่าว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา โว มุญฺจิตฺถ ชีวิตํ ความว่าท่านทั้งหลาย อย่าปล่อยชีวิตแก่ใคร ๆ แม้สักคนเดียวเลย.
นาคทั้งหลาย กระทำตามนั้น แล้วขนเอาสิ่งของมีเครื่องปูลาดชนิดดี ๆเป็นต้น บรรทุกเกวียน ๕๐๐ เล่ม ชวนนายกองเกวียนพากันขับเกวียนเหล่านั้นด้วยตนเองไปสู่กรุงพาราณสี เก็บทรัพย์ทั้งปวงไว้ในกองเกวียนของท่านแล้วชวนกันอำลาท่านไปสู่นาคพิภพของตนดังเดิม.
พระศาสดา ทรงทราบเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า
เพราะเหตุนั้นแหละ บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อ พิจารณาถึงประโยชน์ของตน ไม่ควรลุอำนาจแห่ง ความโลภ พึงกำจัดใจอันประกอบด้วยความโลภเสีย ภิกษุรู้โทษอย่างนี้และรู้ตัณหาว่าเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์ พึงเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีความถือมั่น พึงเป็นผู้ มีสติละเว้นโดยรอบเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่พวกพ่อค้าที่ลุอำนาจความโลภพากันถึงความวอดวายอย่างใหญ่หลวง อธิบายว่า นายกองเกวียนบรรลุสมบัติอันอุดม. บทว่า หเนยฺย ทิสกํ มนํ ความว่า บัณฑิตพึงกำจัดใจ คือ จิตที่ประกอบด้วยโลภะที่เป็นของฝูงสัตว์ผู้มีความโลภมีอย่างต่างๆ ที่เกิดขึ้นแก่ตน. บทว่า เอวนาทีนวํ ความว่า ภิกษุทราบโทษในความโลภอย่างนี้แล้ว. บทว่า ตณฺหา ทุกฺขสฺส สมฺภวํ ความว่า และทราบว่าตัณหานั้นเป็นเหตุเกิดพร้อมแห่งทุกข์มีชาติเป็นต้น คือ ทุกข์นั้นเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้เพราะตัณหานั้น ตัณหานั่นแหละเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์อย่างนี้ ภิกษุรู้แล้ว พึงระลึกไว้ด้วยสติอันมาแล้วโดยมรรคเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น. บทว่า ปริพฺพเช ความว่า พึงประพฤติอิริยาบถ. พระศาสดาทรงถือเอายอดเทศนาด้วยพระอรหัต.
ก็และครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย พวกพ่อค้าที่ลุอำนาจความโลภ พากันถึงความพินาศใหญ่หลวงในปางก่อนอย่างนี้ เหตุนั้น พึงเป็นผู้ไม่ลุอำนาจความโลภทั่วกัน ตรัสประกาศสัจจะทั้งหลาย เมื่อจบสัจจะพ่อค้าเหล่านั้นพากันดำรงในโสดาปัตติผล แล้วทรงประชุมชาดกว่า พญานาคในครั้งนั้นได้มาเป็นสารีบุตร ส่วนนายกองเกวียนได้มาเป็นเราตถาคตแล.
จบอรรถกถามหาวาณิชชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๔๘๗–๔๙๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปกิณณกนิบาตชาดก ๖๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๖๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๑๐. มหาวาณิชชาตกํ ฯ
วาณิชา สมิตึ กตฺวาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต สาวตฺถีวาสิโน วาณิเช อารพฺภ กเถสิ ฯ
เต กิร โวหารตฺถาย คจฺฉนฺตา สตฺถุ มหาทานํ ทตฺวา สรเณสุ จ สีเลสุ จ ปติฏฺฐาย ภนฺเต สเจ อโรคา อาคมิสฺสาม ปุน ตุมฺหากํ ปาเท วนฺทิสฺสามาติ วตฺวา ปญฺจสเตหิ สกเฏหิ นิกฺขมิตฺวา กนฺตารํ ปตฺวา มคฺคํ อสลฺลกฺเขตฺวา มคฺคมูฬฺหา นิรุทเก นิราหาเร อรญฺเญ วิจรนฺตา เอกํ นาคปริคฺคหิตํ นิโคฺรธรุกฺขํ ทิสฺวา สกฏานิ โมเจตฺวา รุกฺขมูเล นิสีทึสุ ฯ เต ตสฺส อุทกติณานิวิย นีลานิ สินิทฺธานิ ปตฺตานิ อุทกปุณฺณานิวิย จ สาขานิ ทิสฺวา จินฺตยึสุ อิมสฺมึ รุกฺเข อุทกํ สญฺจรณํวิย ปญฺญายติ อิมสฺส ปุริมสาขํ ฉินฺทาม ปานียํ โย ทสฺสตีติ ฯ อเถโก รุกฺขํ อภิรูหิตฺวา สาขํ ฉินฺทิ ฯ ตาลขนฺธปฺปมาณา อุทกธารา ปวตฺติ ฯ เต ตตฺถ นฺหาตฺวา ปิวิตฺวา จ ทกฺขิณสาขํ ฉินฺทึสุ ฯ ตโต นานคฺครสโภชนํ นิกฺขมิ ฯ ตํ ภุญฺชิตฺวา ปจฺฉิมสาขํ ฉินฺทึสุ ฯ ตโต อลงฺกตอิตฺถิโย นิกฺขมึสุ ฯ ตาหิ สทฺธึ อภิรมิตฺวา อุตฺตรสาขํ ฉินฺทึสุ ฯ ตโต สตฺต รตนานิ นิกฺขมึสุ ฯ ตานิ คเหตฺวา ปญฺจ สกฏสฺตานิ ปูเรตฺวา สาวตฺถึ ปจฺจาคนฺตฺวา ธนํ สงฺโคเปตฺวา คนฺธมาลาทิหตฺถา เชตวนํ คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ปูเชตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺนา ธมฺมกถํ สุตฺวา นิมนฺเตตฺวา ปุนทิวเส มหาทานํ ทตฺวา ภนฺเต อิมสฺมึ ทาเน อมฺหากํ ธนทายิกาย รุกฺขเทวตาย ปตฺตึ เทมาติ ปตฺตึ อทํสุ ฯ สตฺถา นิฏฺฐิตภตฺตกิจฺโจ กตรรุกฺขเทวตาย ปตฺตึ เทถาติ ปุจฺฉิ ฯ วาณิชา นิโคฺรธรุกฺเข ธนสฺส ลทฺธการณํ ตถาคตสฺส อาโรเจสุํ ฯ สตฺถา ตุมฺเห ตาว มตฺตญฺญุตาย ตณฺหาวสิกา อหุตฺวา ธนํ ลภิตฺถ ปุพฺเพ ปน อมตฺตญฺญุตาย ตณฺหาวสิกา ธนญฺจ ชีวิตญฺจ ชหึสูติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสีนครํ ตเทว กนฺตารํ เสฺวว นิโคฺรโธ ฯ วาณิชา มคฺคมูฬฺหา ตเมว นิโคฺรธํ ปสฺสึสุ ฯ
ตมตฺถํ สตฺถา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา กเถนฺโต คาถา อาห
วาณิชา สมิตึ กตฺวา นานารฏฺฐโต อาคตา
ธนหารา ปกฺกมึสุ เอกํ กตฺวาน คามณึ ฯ
เต ตํ กนฺตารมาคมฺม อปฺปภกฺขํ อนูทกํ
มหานิโคฺรธมทฺทกฺขุํ สีตจฺฉายํ มโนรมํ ฯ
เตปิ ตตฺถ นิสีทิตฺวา ตสฺส รุกฺขสฺส ฉาทิยา
วาณิชา สมจินฺเตสุํ พาลา โมเหน ปารุตา ฯ
อลฺลายเต อยํ รุกฺโข อปิ วารีว สนฺทติ
อิงฺฆสฺส ปุริมํ สาขํ มยํ ฉินฺทาม วาณิชา ฯ
สา จ ฉินฺนาว ปคฺฆริ วาริ อจฺฉํ อนาวิลํ
เต ตตฺถ นฺหาตฺวา ปิวิตฺวา จ ยาว อิจฺฉึสุ วาณิชา ฯ
ทุติยํ สมจินฺเตสุํ พาลา โมเหน ปารุตา
อิงฺฆสฺส ทกฺขิณํ สาขํ มยํ ฉินฺทาม วาณิชา ฯ
สา จ ฉินฺนาว ปคฺฆริ สาลิมํโสทนํ พหุํ
อปฺโปทกวณฺเณ กุมฺมาเส สิงฺคิวิทลสุปิโย
เต ตตฺถ ภุตฺวา ขาทิตฺวา ยาว อิจฺฉึสุ วาณิชา ฯ
ตติยํ สมจินฺเตสุํ พาลา โมเหน ปารุตา
อิงฺฆสฺส ปจฺฉิมํ สาขํ มยํ ฉินฺทาม วาณิชา ฯ
สา จ ฉินฺนาว ปคฺฆริ นาริโย สมลงฺกตา
วิจิตฺตวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ฯ
อปิสุ วาณิชา เอกา นาริโย ปญฺจวีสติ
สมนฺตา ปริกรึสุ ตสฺส รุกฺขสฺส ฉาทิยา
เต ตาหิ ปริวาเรตฺวา ยาว อิจฺฉึสุ วาณิชา ฯ
จตุตฺถํ สมจินฺเตสุํ พาลา โมเหน ปารุตา
อิงฺฆสฺส อุตฺตรํ สาขํ มยํ ฉินฺทาม วาณิชา ฯ
สา จ ฉินฺนาว ปคฺฆริ มุตฺตาเวฬุริยา พหู
รตนํ ชาตรูปญฺจ กุตฺติโย ปฏิยานิ จ
กาสิกานิ จ วตฺถานิ อุฏฺฏิยาเนว กมฺพลา
เต ตตฺถ ภาเร พนฺธิตฺวา ยาว อิจฺฉึสุ วาณิชา ฯ
ปญฺจมํ สมจินฺเตสุํ พาลา โมเหน ปารุตา
อิงฺฆสฺส มูลํ ฉินฺทาม อปิ ภิยฺโย ลภามฺหเส ฯ
สมุฏฺฐหิ สตฺถวาโห ยาจมาโน กตญฺชลิ
นิโคฺรเธ กึ อปรชฺฌถ วาณิชา ภทฺทมตฺถุ เต ฯ
วาริหารี ปุริมา สาขา อนฺนปานญฺจ ทกฺขิณา
นาริทา ปจฺฉิมา สาขา สพฺพกาเม จ อุตฺตรา
นิโคฺรเธ กึ อปรชฺฌถ วาณิชา ภทฺทมตฺถุ เต ฯ
ยสฺส รุกฺขสฺส ฉายา นิสีเทยฺย สเยยฺย วา
น ตสฺส สาขํ ภญฺเชยฺย มิตฺตทุพฺโภ หิ ปาปโก ฯ
เต จ ตสฺส อนาทิตฺวา เอกสฺส วจนํ พหู
นิสฺสิตา หิ กุฐารีหิ มูลโต นํ อุปกฺกมุนฺติ ฯ
ตตฺถ สมิตึ กตฺวาติ พาราณสิยํ สมาคมํ กตฺวา พหู เอกโต หุตฺวาติ อตฺโถ ฯ ปกฺกมึสูติ ปญฺจหิ สกฏสเตหิ พาราณเสยฺยกํ ภณฺฑํ อาทาย ปกฺกมึสุ ฯ คามณินฺติ เอกํ ปญฺญวนฺตตรํ สตฺถวาหํ กตฺวา ฯ ฉาทิยาติ ฉายาย ฯ อลฺลายเตติ อุทกภริโตวิย หุตฺวา ปญฺญายติ ฯ ฉินฺนาว ปคฺฆรีติ เอโก รุกฺขาโรหณกุสโล อภิรูหิตฺวา ตํ ฉินฺทิ สา ฉินฺนมตฺตา ปคฺฆรีติ ทสฺเสติ ฯ ปรโตปิ เอเสว นโย ฯ อปฺโปทกวณฺเณ กุมฺมาเสติ อปฺโปทกปายาสสทิเส กุมฺมาเส ฯ สิงฺคีติ สิงฺคเวราทิกํ อุตฺตริภงฺคํ ฯ วิทลสุปิโยติ มุคฺคสูปาทโย ฯ วาณิชา เอกาติ เอเกกสฺส วาณิชสฺส ยตฺตกา วาณิชา เตสุ เอเกกสฺส เอเกกาว สตฺถวาหสฺส ปน สนฺติเก ปญฺจวีสติ ฐิตาติ อตฺโถ ฯ ปริกรึสูติ ปริวาเรสุํ ตาหิ ปน สทฺธึเยว นาคราชานุภาเวน ตานิ วิตานสยนาทีนิ ปคฺฆรึสุ ฯ กุตฺติโยติ หตฺถตฺถรณาทโย ฯ ปฏิยานิ จาติ อุณฺณามยปจฺจตฺถรณาทีนิ ฯ เสตกมฺพลานีติปิ วทนฺติเยว ฯ อุฏฺฏิยาเนว กมฺพลาติ อุฏฺฏิยานนฺนาม กมฺพลา อตฺถิ ฯ เต ตตฺถ ภาเร พนฺธิตฺวาติ ยาวตฺตกํ อิจฺฉึสุ ตาวตฺตกํ ตตฺถ คเหตฺวา ปญฺจ สกฏสตานิ ปูเรตฺวาติ อตฺโถ ฯ วาณิชา ภทฺทมตฺถุ เตติ เอเกกํ วาณิชํ อาลปนฺโต ภทฺทํ เต อตฺถูติ อาห ฯ อนฺนปานญฺจาติ อนฺน ปานญฺจ อทาสิ ฯ สพฺพกาเม จาติ สพฺพกาเม จ อทาสิ ฯ มิตฺตทุพฺโภติ มิตฺตานํ ทุพฺโภ มิตฺตานํ ทุพฺภนปุริโส หิ ปาปโก ลามโกนาม ฯ อนาทิตฺวาติ อนาทยิตฺวา ตสฺส วจนํ อคเหตฺวา ฯ อุปกฺกมุนฺติ โมหา อุปกฺกมุํ ฉินฺทิตุํ อารภึสุ ฯ
อถ เน ฉินฺทนตฺถาย รุกฺขํ อุปคเต ทิสฺวา นาคราชา จินฺเตสิ อหํ เอเตสํ ปิปาสิตานํ ปานียํ ทาเปสึ ตโต ทิพฺพโภชนํ อถสฺส สยนานิเจว ปริจาริกานาริโย จ ตโต ปญฺจสกฏสตปูรํ รตนํ อิทานิ ปนิเม รุกฺขํ มูลโต ฉินฺทิสฺสามาติ วทนฺติ อติวิย ลุทฺธา ฐเปตฺวา สตฺถวาหํ เสเส มาเรตุํ วฏฺฏตีติ ฯ โส เอตฺตกา สนฺนทฺธโยธา นิกฺขมนฺตุ เอตฺตกา ธนุคฺคหา เอตฺตกา จมฺมิโนติ เสนํ วิจาเรสิ ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห
ตโต จ นาคา นิกฺขมึสุ สนฺนทฺธา ปญฺจวีสติ
ธนุคฺคหานํ ติสตา ฉสหสฺสา จ จมฺมิโนติ ฯ
ตตฺถ สนฺนทฺธาติ สุวณฺณรตนาทิจมฺมิกวจฺฉิตา ฯ ธนุคฺคหานํ ติสตาติ เมณฺฑวิสาณธนุคฺคหานํ ตีณิ สตานิ ฯ จมฺมิโนติ โยธา จมฺมิกผลกหตฺถา ฉสหสฺสาติ ฯ
เอเต หนถ พนฺธถ มา โว มุญฺจิตฺถ ชีวิตํ
ฐเปตฺวา สตฺถวาหญฺจ สพฺเพ ตสฺมึ กโรถ เตติ ฯ
อยํ นาคราเชน วุตฺตคาถา ฯ
ตตฺถ มา โว มุญฺจิตฺถ ชีวิตนฺติ กสฺสจิ เอกสฺสาปิ ชีวิตํ มา โว มุญฺจิตฺถ ฯ
นาคา ตถา กตฺวา อุตฺตรตฺถรณาทีนิ ปญฺจสุ สกฏสเตสุ อาโรเปตฺวา สตฺถวาหํ คเหตฺวา สยํ ตานิ สกฏานิ ปาเชตฺวา พาราณสึ คนฺตฺวา สพฺพํ ธนํ ตสฺส เคเห ปฏิสาเมตฺวา ตํ อาปุจฺฉิตฺวา อตฺตโน นาคภวนเมว คตา ฯ
ตมตฺถํ วิทิตฺวา สตฺถา โอสานคาถมาห
ตสฺมา หิ ปณฺฑิโต โปโส สมฺปสฺสํ อตฺถมตฺตโน
โลภสฺส น วสํ คจฺเฉ หเนยฺย ทิสกํ มนํ
เอวมาทีนวํ ญตฺวา ตณฺหา ทุกฺขสฺส สมฺภวํ
วีตตณฺโห อนาทาโน สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเชติ ฯ
ตตฺถ ตสฺมาติ ยสฺมา โลภวสิกาว มหาวินาสํ ปตฺตา สตฺถวาโห อุตฺตมสมฺปตฺตึ ตสฺมา ฯ หเนยฺย ทิสกํ มนนฺติ อตฺตโน อุปฺปชฺชมานํ นานาวิธานํ โลภสตฺตานํ สนฺตกํ มนํ โลภสมฺปยุตฺตํ จิตฺตํ หเนยฺยาติ อตฺโถ ฯ เอวมาทีนวนฺติ เอวํ โลเภ อาทีนวํ ชานิตฺวา ฯ ตณฺหา ทุกฺขสฺส สมฺภวนฺติ ชาติอาทิทุกฺขสฺส สา จ ตณฺหา สมฺภโว ตโต เอวํ ตํ ทุกฺขํ นิพฺพตฺติ เอวํ ตณฺหาว ทุกฺขสฺส สมฺภวํ ญตฺวา วีตตณฺโห อนาทาโน มคฺเคนาคตาย สติยา สโต หุตฺวา ภิกฺขุ ฯ ปริพฺพเชติ อิริเยถ วตฺเตถาติ ฯ อรหตฺเตน เทสนาย กูฏํ คณฺหิ ฯ
อิมญฺจ ปน ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ อุปาสกา ปุพฺเพ โลภวสิกา วาณิชา มหาวินาสํ ปตฺตา ตสฺมา โลภวสิเกหิ น ภวิตพฺพนฺติ วตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ (สจฺจปริโยสาเน เต วาณิชา โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐิตา) ตทา นาคราชา สารีปุตฺโต อโหสิ สตฺถวาโห ปน อหเมวาติ ฯ
มหาวาณิชชาตกํ ทสมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗