ทสพราหมณชาดก
ว่าด้วยชาติพราหมณ์ ๑๐ ชาติ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๐๐๑ · บรรทัด ๗๘๑๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภอสทิสทาน ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า ราชา อโวจ วิธูรํ ดังนี้.
เรื่องอสทิสทานนั้นมีความพิสดารปรากฏแล้ว ในวิธูรชาดกอัฏฐนิบาตเรื่องมีว่า ปางเมื่อพระราชาจะทรงถวายทานนั้น ทรงเลือกคัดภิกษุประมาณ๕๐๐ รูป กระทำพระศาสดาให้ทรงเป็นประธาน และได้ทรงถวายทานแด่พระมหาขีณาสพทั้งนั้น. ครั้งนั้นเมื่อภิกษุจะกล่าวคุณกถาของท้าวเธอ ยกเรื่องขึ้นสนทนากันในธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระราชาเมื่อจะทรงถวายอสทิสทาน ได้ทรงเลือกถวายในภิกษุผู้เป็นที่ประดิษฐานแห่งมรรคผล. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกี้พวกเธอกำลังสนทนาเรื่องอะไรกัน เมื่อพวกภิกษุพากันกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่น่าอัศจรรย์เลย ที่โกศลราชผู้อุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าเช่นเรา ทรงเลือกถวายทาน ปวงบัณฑิตแต่ก่อน เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ ก็เคยเลือกถวายแล้ว ภิกษุเหล่านั้นพากันกราบทูลอาราธนา ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าโกรัพยยุธิฏฐิลโคตรเสวยราชสมบัติ ณ พระนคร อินทปัต แคว้นกุรุ. อำมาตย์ของพระองค์นามว่าวิธูระ คอยถวายอรรถและธรรม. พระราชาทรงยังชมพูทวีปทุกแห่งหนให้กระฉ่อน ทรงถวายมหาทาน. บรรดาคนที่รับทานนั้นบริโภค จะหาคนหนึ่งที่รักษาศีล ๕ ก็ไม่มีเลย ทุกคนทุศีลทั้งนั้น. ทานมิได้กระทำให้พระราชาทรงยินดี. พระราชาเข้าพระหทัยว่า การเลือกให้ทานมีผลมาก ทรงมีพระประสงค์จะให้ทานแก่ผู้มีศีล ทรงดำริว่า ต้องปรึกษากับวิธูรบัณฑิต. ท้าวเธอทรงรับสั่งให้ท่านผู้มาสู่ที่เฝ้านั่งเหนืออาสนะ ตรัสถามปัญหา.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสกึ่งพระคาถาว่า
พระราชายุธิฏฐิลทรงปรารถนาธรรม ได้ตรัส กะวิธูรอำมาตย์. ต่อไปเป็นดำรัสของพระราชาและคำตอบของท่านวิธูระว่า พระเจ้ายุธิฏฐิละผู้ทรงฝักใฝ่ในธรรม ได้ตรัสสดับ วิธูรอำมาตย์ว่า ดูก่อนวิธูระ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์ ทั้งหลายผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรจะบริโภคโภชนาหารของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจะให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ที่ให้ทานแล้วจักมี ผลมาก. ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พราหมณ์ทั้งหลาย ผู้มีศีลเป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ที่สมควรจะ บริโภคโภชนาหารของพระองค์นั้นหาได้ยาก ข้าแต่พระ มหาราชา ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับมาว่า ชาติพราหมณ์ มี ๑๐ ชาติ ขอพระองค์จงทรงสดับการจำแนกแจง ชาติพราหมณ์เหล่านั้น ของข้าพระองค์ ชนทั้งหลาย ถือเอากระสอบอันเต็มไปด้วยรากไม้เรียบร้อย ปิดสลาก บอกสรรพคุณยาไว้ รดน้ำมนต์และร่ายมนต์ ข้าแต่ พระราชา ชนเหล่านั้นแม้จะเป็นเหมือนกับหมอ ก็ยัง เรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงพราหมณ์พวกนั้น แก่พระองค์ แล้ว เราจะต้องการพราหมณ์เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. (พระเจ้าโกรัพยะตรัสดังนี้ว่า) ดูก่อนวิธูระ ชน เหล่านั้นปราศจากคุณเครื่องความเป็นพราหมณ์ จะ เรียกว่าเป็นพราหมณ์มิได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์ เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหารของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ที่ให้ทานแล้วจักมี ผลมาก. ชนทั้งหลายถือกระดิ่ง ตีประกาศไปข้างหน้าบ้าง คอยรับใช้บ้าง ศึกษาในการขับรถบ้าง ข้าแต่พระราชา ชนเหล่านั้นแม้จะเหมือนกับคนบำเรอ ก็ยังเรียกกันว่า เป็นพราหมณ์ ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงพราหมณ์ พวกนั้น แก่พระองค์แล้ว เราจะต้องการพราหมณ์ เหล่านั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวก พราหมณ์ที่ให้ทานแล้วจักมีผลมาก. พวกพราหมณ์ ถือน้ำเต้าและไม้สีฟัน คอยเข้า ใกล้พระราชาทั้งหลาย ในบ้านและนิคมด้วยตั้งใจว่า เมื่อคนทั้งหลายในบ้านหรือนิคมไม่ให้อะไร ๆ พวกเรา จักไม่ลุกขึ้น ข้าแต่พระราชา ชนเหล่านั้นแม้จะเหมือน กับผู้กดขี่ข่มเหง ก็ยังเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้า พระพุทธเจ้ากราบทูลถึงพราหมณ์พวกนั้น แก่พระองค์ แล้ว เราจักต้องการพราหมณ์เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ คนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้น จากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหารของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ที่ให้ ทานแล้วจักมีผลมาก. ชนทั้งหลายมีเล็บและขนรักแร้งอกยาว ฟันเขลอะ มีธุลีบนศีรษะเกรอะกรังด้วยฝุ่นละออง เป็นพวกยาจก ท่องเที่ยวไป ข้าแต่พระราชา ชนพวกนั้นแม้จะเหมือน กับมนุษย์ขุดตอ ก็ยังเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้าแต่ พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงพราหมณ์ พวกนั้น แก่พระองค์แล้ว เราจะต้องการพราหมณ์ เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ ที่ให้ทานเเล้วจักมีผลมาก. ข้าแต่พระองค์ ผู้เป็นอธิบดีแห่งประชาชน ชนทั้งหลายขายสิ่งของเครื่องชำ คือ ผลสมอ ผล มะขามป้อม มะม่วง ชมพู่ สมอพิเภก ขนุนสำมะลอ ไม้สีฟัน มะตูม พุทรา ผลเกด อ้อยและงบน้ำอ้อย เครื่องโบกควัน น้ำผึ้งและยาหยอดตา ข้าแต่พระราชา ชนเหล่านั้นแม้จะเหมือนกับพ่อค้า ก็ยังเรียกกันว่า เป็นพราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์กราบ ทูลถึงพราหมณ์พวกนั้นแก่พระองค์แล้ว เราจะต้อง การพราหมณ์เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวก พราหมณ์ ที่ให้ทานแล้วจักมีผลมาก. ชนทั้งหลายใช้คนให้ทำการไถและการค้า ใช้ให้ เลี้ยงแพะเลี้ยงแกะ สู่ขอนางกุมารีทำการวิวาหมงคล และอาวาหมงคล ชนเหล่านั้นแม้จะเหมือนกับกุฎุมพี และคฤหบดี ก็ยังเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงชนพวกนั้นแก่ พระองค์แล้ว เราจะต้องการพราหมณ์เช่นนั้นหรือหา ไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวก พราหมณ์ ที่ให้ทานแล้วจักมีผลมาก. ยังอีกพวกหนึ่งเล่า เป็นปุโรหิตในบ้านบริโภค ภิกษาที่เก็บไว้ ชนเป็นอันมากพากันถามปุโรหิตบ้าน เหล่านั้น พวกเหล่านั้นจักรับจ้างตอนสัตว์ แม้ปศุสัตว์ คือ กระบือ สุกร แพะ ถูกฆ่าเพราะปุโรหิตชาวบ้าน เหล่านั้น ข้าแต่พระราชา คนเหล่านั้นแม้จะเหมือน กับคนฆ่าโค ก็ยังเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงชนพวกนั้นแก่ พระองค์แล้ว เราจักต้องการพราหมณ์เช่นนั้นหรือ หาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ ที่ให้ทานแล้วจักมีผลมาก. อีกพวกหนึ่งเป็นพราหมณ์ถือดาบและโล่เหน็บ กระบี่ ยืนเฝ้าอยู่ที่ย่านพ่อค้าบ้าง รับคุ้มครองขบวน เกวียนบ้าง ชนเหล่านั้นแม้จะเหมือนคนเลี้ยงโคและ นายพราน ก็ยังเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงพราหมณ์พวก นั้นแก่พระองค์แล้ว เราจักต้องการพราหมณ์เช่นนั้น หรือหาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวก พราหมณ์ที่ให้ทานแล้วจักมีผลมาก. ชนทั้งหลายปลูกกระท่อมไว้ในป่า ทำเครื่อง ดักสัตว์ เบียดเบียนกระต่ายและเสือปลาตลอดถึงเหี้ย ทั้งปลาและเต่า ข้าแต่พระราชา ชนทั้งหลายแม้จะ เป็นผู้เสมอกับนายพราน เขาก็เรียกกันว่าพราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึง พราหมณ์พวกนั้นแก่พระองค์แล้ว เราจะต้องการ พราหมณ์เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวก พราหมณ์ที่ให้ทานแล้วจักมีผลมาก. อีกพวกหนึ่งย่อมนอนใต้เตียง เพราะปรารถนา ทรัพย์ พระราชาทั้งหลายสรงสนานอยู่ข้างบน ใน คราวมีพิธีโสมยาคะ ข้าแต่พระราชา ชนพวกนั้น แม้จะเหมือนกับคนกวาดมลทิน ก็ยังเรียกกันว่าเป็น พราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบ ทูลถึงพราหมณ์พวกนั้นแก่พระองค์แล้ว เราจักต้อง การพราหมณ์เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกเป็นพราหมณ์ก็ไม่ได้ ท่านจงแสวงทาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรจะบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวก พราหมณ์ที่ให้ทานแล้วจักมีผลมาก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลวนฺเต ได้แก่ ท่านผู้มีศีลที่มากับมรรค. บทว่า พหุสฺสุเต ได้แก่ ท่านผู้เป็นพหูสูตด้วยปฏิเวธ. บทว่า ทกฺขิณํ ได้แก่ทาน. บทว่า เย ได้แก่หมู่สมณะและพราหมณ์ผู้ทรงธรรมเหล่าใดควรบริโภคทานนั้น สมณะและพราหมณ์เหล่านั้น หาได้ยาก. บทว่า พฺราหฺมณชาติโย ได้แก่ ตระกูลของพราหมณ์. บทว่า เตสํ วิภงฺควิจยํ ความว่าเชิญพระองค์ทรงสดับการจำแนกพราหมณ์เหล่านั้น อันเป็นความวิจิตรแห่งปัญญาของข้าพระพุทธเจ้าโดยพิสดาร. บทว่า สํวุเต ได้แก่ ผูกปากร่วมไว้. บทว่า โอสธิกาเย คนฺเถนฺติ ความว่า ประพันธ์ฉันท์อย่างนี้ว่า ยาขนานนี้สำหรับโรคนี้ ขนานนี้สำหรับโรคนี้ แล้วให้ฝูงคน. บทว่า นฺหาปยนฺติ ได้แก่ ทำน้ำที่เรียกว่าน้ำสรง (น้ำมนต์). บทว่า ชปนฺติ จ ความว่าร่ายวิชชัมภูต. บทว่า ติกิจฺฉกสมา คือ เสมือนด้วยแพทย์. บทว่า เตปิ วุจฺจนฺติ ความว่า แม้พวกนั้นก็มิได้รู้เลยว่าพวกเราเป็นพราหมณ์หรือมิใช่พราหมณ์ คงเลี้ยงชีวิตด้วยเวชกรรมเรื่อยไป ฝูงชนพากันเรียกว่า พราหมณ์ตามโวหาร. บทว่า อกฺขาตา เต ความว่า ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงพวกพราหมณ์ที่ชื่อว่า พราหมณ์หมอเหล่านี้นั้นแล้ว. บทว่า นิปตามเสความว่า ท่านวิธูระกราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระปรีชา พวกเรายังจะเข้าไปหาเพื่อต้องการนิมนต์พวกพราหมณ์เช่นนั้นหรือ คือพระองค์ยังมีความต้องการพวกพราหมณ์เหล่านั้นอยู่หรือ.
บทว่า พฺราหมญฺา ได้แก่ พราหมณธรรม. บทว่า น เต วุจฺจนฺติ ความว่า พวกนั้นจะเรียกว่า พราหมณ์ ตามความหมายว่าผู้มีบาปอันลอยเสียแล้วไม่ได้. บทว่า กิงฺกิณิโย ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ยังมีพวกพราหมณ์พวกหนึ่งละทิ้งพราหมณธรรมของตนเสียถือเอากังสดาลบรรเลงขับร้องไปข้างหน้าพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา เพื่อต้องการเครื่องเลี้ยงชีพ. บทว่า เปสนานิปิ ความว่าบางทีก็รับใช้เหมือนอย่างทาสและกรรมกร. บทว่า รถจริยาสุ ความว่าย่อมศึกษาในรถศิลปะ. บทว่า ปริจาริกสมา คือ เสมือนทาสและกรรมกร. บทว่า ปงฺกทณฺฑํ ได้แก่ ไม้สีฟัน. บทว่า ปจฺจุเปสฺสนฺติ ราชาโนความว่า พวกพราหมณ์อีกพวกหนึ่ง เข้าไปคบหาใกล้ชิดพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา. บทว่า คาเมสุ นิคเมสุ จ ความว่า นั่งอยู่ใกล้ประตูนิเวศน์ของท่านเหล่านั้น. บทว่า นิคฺคาหกสมา ความว่า เป็นเสมือนราชบุรุษผู้เก็บภาษีอากร หมายความว่า คนเหล่านั้นกล่าวว่า เก็บไม่ได้ไม่ยอมไป กระทำการเร่งรัดเอาจนได้ทีเดียวฉันใด ก็คิดว่า จะไปในบ้านหรือในป่าก็ตาม เมื่อยังไม่ได้แล้ว พวกเราจะตายก็ไม่ขอลุกขึ้น แล้วอยู่ประจำฉันนั้น. บทว่า เตปิ ได้แก่ แม้พวกนั้นเล่าก็เป็นเสมือนพนักงานเก็บภาษีอากร มีบาปกรรม.
บทว่า รชชลฺเลหิ ความว่า ยังอีกพวกหนึ่งโสมมด้วยละอองฝุ่น. บทว่า ยาจกา ได้แก่ คนขอทรัพย์ เสมือนคนขุดตอ คือเป็นผู้เสมอกับก่นตอไม้ในไร่ที่เผาแล้ว ได้แก่ พวกคนที่พากันขุดดินแล้วถอนตอไม้ที่ไฟไหม้เพราะมีร่างกายสกปรก และเพราะยืนอยู่ด้วยความไม่เคลื่อนไหวด้วยตั้งใจว่าไม่ได้รับไม่ไป จึงเป็นเสมือนตอไม้ที่เขาขุดขึ้นวางไว้ฉะนั้น. บทว่า เตปิความว่า พวกนั้นเล่าก็เก็บออมทรัพย์ที่ได้ด้วยวิธีนั้นไว้จนร่ำรวยแล้ว ยังเที่ยวไปอย่างนั้นอีก เป็นพราหมณ์ทุศีล. บทว่า อุจฺฉุปูฏํ ได้แก่ อ้อยและน้ำอ้อยงบ. บทว่า มธุอญฺชนํ ได้แก่ น้ำผึ้งและยาหยอดตา. บทว่า อุจฺจาวจานิ คือมีค่าน้อยและมาก. บทว่า ปณิยานิ ได้แก่ สิ่งของทั้งหลาย. บทว่า วิปเณนฺติ ได้แก่ ย่อมซื้อขาย. บทว่า เตปิ ความว่า แม้พวกนั้นผู้ค้าขายสิ่งของเหล่านี้เพียงเท่านี้ เลี้ยงชีพก็เป็นพราหมณ์พ่อค้า. บทว่า โปสยนฺติ คือได้เลี้ยงเพื่อเลี้ยงชีวิตโดยทางซื้อขาย. บทว่า ปเวจฺฉนฺติ ความว่า รับเงินทองให้ธิดาของตนแก่ผู้อื่น พวกนั้นให้แก่ผู้อื่นอย่างนี้เรียกว่า วิวาหะรับ (ธิดาของคนอื่น) เพื่อบุตรของตน เรียกอาวาหะ. บทว่า อมฺพฏฺเวเสหิ ความว่าพวกนั้นเสมือนกับพวกกุฎุมพีและคหบดี แม้พวกนั้นก็เรียกกันว่า พราหมณ์ด้วยอำนาจแห่งบัญญัติ. บทว่า นิกฺขิตฺตภิกฺขํ ได้แก่ยังอีกพวกหนึ่งนั้นเล่า เป็นพวกปุโรหิตประจำบ้าน บริโภคภิกษาที่เขากะไว้เพื่อประโยชน์แก่ตน. บทว่าพหู เน ความว่า ชนเป็นอันมาก พากันถามยามและการมงคลกะพวกปุโรหิตประจำบ้านเหล่านั้น. บทว่า อณฺฑจฺเฉทานิ ลญฺจกา ความว่า พวกเหล่านั้นยังรับจ้างตอนวัวเปลี่ยวเป็นต้น และรับจ้างสักอวัยวะเป็นรูปตรีศูลเป็นต้น คือกระทำเครื่องหมาย. บทว่า ตตฺถ ความว่า ในเรือนของพวกปุโรหิตประจำบ้านฝูงสัตว์เลี้ยงเป็นต้นเหล่านั้น พากันถูกฆ่าเพื่อจำหน่ายเนื้อ. บทว่า เตปิความว่า แม้พวกนั้นจะเป็นเสมือนคนฆ่าโค ก็ยังเรียกกันว่าพราหมณ์.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๕๑๖–๕๒๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปกิณณกนิบาตชาดก ๑๒๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๑๒. ทสพฺราหฺมณชาตกํ ฯ
ราชา อโวจ วิธูรนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อสทิสทานํ อารพฺภ กเถสิ ฯ ตํ อฏฺฐนิปาเต วิธูรชาตเก วิตฺถาริตเมว ฯ
ราชา กิร ตํ ทานํ ททนฺโต สตฺถารํ เชฏฺฐกํ กตฺวา ปญฺจ ภิกฺขุสตานิ วิจินิตฺวา คณฺหิตฺวา มหาขีณาสวานญฺเญว อทาสิ ฯ อถสฺส ภิกฺขู คุณกถํ กเถนฺตา อาวุโส ราชา อสทิสทานํ เทนฺโต วิจินิตฺวา มคฺคผลฏฺฐาเน อทาสีติ ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมายนามาติ วุตฺเต อนจฺฉริยํ ภิกฺขเว ยํ โกสลราชา มาทิสสฺส พุทฺธสฺส อุปฏฺฐาโก หุตฺวา วิเจยฺย ทานํ เทติ โปราณกปณฺฑิตา อนุปฺปนฺเน พุทฺเธ วิเจยฺย ทานํ อทํสูติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ
อตีเต ภิกฺขเว กุรุรฏฺเฐ อินฺทปตฺตนคเร ยุธิฏฺฐิลโคตฺโต โกรพฺโย ราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตสฺส วิธูโรนาม อมจฺโจ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ อนุสาสิ ฯ ราชา สกลชมฺพูทีปํ โขเภนฺโต มหาทานํ เทติ ฯ มนุสฺเสสุ ตํ คเหตฺวา ภุญฺชนฺเตสุ เอโกปิ ปญฺจสีลมตฺตํ รกฺขนฺโตนาม นตฺถิ สพฺเพ ทุสฺสีลาว ฯ ทานํ ราชานํ น โตเสติ ฯ ราชา วิเจยฺย ทานํ มหปฺผลนฺติ สีลวนฺตานํ ทาตุกาโม หุตฺวา จินฺเตสิ วิธูรปณฺฑิเตน สทฺธึ มนฺตยิสฺสามีติ ฯ โส ตํ อุปฏฺฐานํ อาคตํ อาสเน นิสีทาเปตฺวา ปญฺหํ ปุจฺฉิ ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อุปฑฺฒคาถมาห
ราชา อโวจ วิธูรํ ธมฺมกาโม ยุธิฏฺฐิโลติ ฯ
ปุรโต รญฺโญ จ วิธูรสฺส จ วจนปฏิวจนํ อโหสิ ฯ
พฺราหฺมเณ วิธูร ปริเยส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต
วิรเต เมถุนา ธมฺมา เย เม ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ
ทกฺขิณํ สมฺม ทสฺสามิ ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
ทุลฺลภา พฺราหฺมณา เทว สีลวนฺโต พหุสฺสุตา
วิรตา เมถุนา ธมฺมา เย เต ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ ฯ
ทส ขลุ มหาราช ยา ตา พฺราหฺมณชาติโย
เตสํ วิภงฺควิจยํ วิตฺถาเรน สุโณหิ เม ฯ
ปสิพฺพเก คเหตฺวาน ปุณฺเณ มูลสฺส สํวุเต
โอสธิกาเย คนฺเถนฺติ นฺหาปยนฺติ ชปนฺติ จ ฯ
ติกิจฺฉกสมา ราช เตปิ วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา
อกฺขาตา เต มหาราช ตาทิเส นิปตามเส ฯ
อเปตา เต จ พฺราหฺมญฺญา (อิติ ราชา จ โกรพฺโย)
น เต วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา
อญฺเญ วิธูร ปริเยส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต
วิรเต เมถุนา ธมฺมา เย เม ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ
ทกฺขิณํ สมฺม ทสฺสามิ ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
กิงฺกิณิโย คเหตฺวาน โฆเสนฺติ ปุรโตปิ เต
เปสนานิปิ คจฺฉนฺติ รถจริยาสุ สิกฺขเร
ปริจาริกสมา ราช เตปิ วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา
อกฺขาตา เต มหาราช ตาทิเส นิปตามเส ฯ
อเปตา เต จ พฺราหฺมญฺญา (อิติ ราชา จ โกรพฺโย)
น เต วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา
อญฺเญ วิธูร ปริเยส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต
วิรเต เมถุนา ธมฺมา เย เม ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ
ทกฺขิณํ สมฺม ทสฺสามิ ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
กมณฺฑลุํ คเหตฺวาน ปงฺกทณฺฑญฺจ พฺราหฺมณา
ปจฺจุเปสฺสนฺติ ราชาโน คาเมสุ นิคเมสุ จ
นาทินฺเน วุฏฺฐเหสฺสาม คามมฺหิ นิคมมฺหิ วา
นิคฺคาหกสมา ราช เตปิ วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา
อกฺขาตา เต มหาราช ตาทิเส นิปตามเส ฯ
อเปตา เต จ พฺราหฺมญฺญา (อิติ ราชา จ โกรพฺโย)
น เต วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา
อญฺเญ วิธูร ปริเยส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต
วิรเต เมถุนา ธมฺมา เย เม ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ
ทกฺขิณํ สมฺม ทสฺสามิ ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
ปรุฬฺหกจฺฉนขโลมา ปงฺกทนฺตา รชสฺสิรา
โอกิณฺณา รชชลฺเลหิ ยาจกา วิจรนฺติ เต
ขาณุฆาตสมา ราช เตปิ วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา
อกฺขาตา เต มหาราช ตาทิเส นิปตามเส ฯ
อเปตา เต จ พฺราหฺมญฺญา (อิติ ราชา จ โกรพฺโย)
น เต วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา
อญฺเญ วิธูร ปริเยส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต
วิรเต เมถุนา ธมฺมา เย เม ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ
ทกฺขิณํ สมฺม ทสฺสามิ ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
หรีตกํ อามลกํ อมฺพํ ชมฺพุํ วิเภทกํ
ลพุชํ ทนฺตโปณานิ เวฬุวา พทรานิ จ
ราชายตนํ อุจฺฉุปูฏํ ธูมเนตฺตํ มธุอญฺชนํ
อุจฺจาวจานิ ปณียานิ วิปเณนฺติ ชนาธิป
วาณิชกสมา ราช เตปิ วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา
อกฺขาตา เต มหาราช ตาทิเส นิปตามเส ฯ
อเปตา เต จ พฺราหฺมญฺญา (อิติ ราชา จ โกรพฺโย)
น เต วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา
อญฺเญ วิธูร ปริเยส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต
วิรเต เมถุนา ธมฺมา เย เม ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ
ทกฺขิณํ สมฺม ทสฺสามิ ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
กสิวาณิชฺชํ กาเรนฺติ โปสยนฺติ อเชฬเก
กุมาริโย ปเวจฺฉนฺติ วิวาหนฺตาวาหนฺติ จ
สมา อมฺพฏฺฐเวเสหิ เตปิ วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา
อกฺขาตา เต มหาราช ตาทิเส นิปตามเส ฯ
อเปตา เต จ พฺราหฺมญฺญา (อิติ ราชา จ โกรพฺโย)
น เต วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา
อญฺเญ วิธูร ปริเยส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต
วิรเต เมถุนา ธมฺมา เย เม ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ
ทกฺขิณํ สมฺม ทสฺสามิ ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
นิกฺขิตฺตภิกฺขํ ภุญฺชนฺติ คาเมสุ เต ปุโรหิตา
พหู เน ปริปุจฺฉนฺติ อณฺฑจฺเฉทานิ ลญฺจกา
ปสูปิ ตตฺถ หญฺญนฺติ มหิสา สุกรา อชา
โคฆาตกสมา ราช เตปิ วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา
อกฺขาตา เต มหาราช ตาทิเส นิปตามเส ฯ
อเปตา เต จ พฺราหฺมญฺญา (อิติ ราชา จ โกรพฺโย)
น เต วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา
อญฺเญ วิธูร ปริเยส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต
วิรเต เมถุนา ธมฺมา เย เม ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ
ทกฺขิณํ สมฺม ทสฺสามิ ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
อสิจมฺมํ คเหตฺวาน ขคฺคํ ปคฺคยฺห พฺราหฺมณา
เวสฺสปเถสุ ติฏฺฐนฺติ สตฺถํ อมฺพาหยนฺติปิ
สมา โคปนิสาเทหิ เตปิ วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา
อกฺขาตา เต มหาราช ตาทิเส นิปตามเส ฯ
อเปตา เต จ พฺราหฺมญฺญา (อิติ ราชา จ โกรพฺโย)
น เต วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา
อญฺเญ วิธูร ปริเยส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต
วิรเต เมถุนา ธมฺมา เย เม ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ
ทกฺขิณํ สมฺม ทสฺสามิ ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
อรญฺเญ กุฏิกํ กตฺวา กูฏานิ การยนฺติ เต
สสํ วิฬารํ พาเธนฺติ อาโคธา มจฺฉกจฺฉปํ
เต ลุทฺทกสมา ราช เตปิ วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา
อกฺขาตา เต มหาราช ตาทิเส นิปตามเส ฯ
อเปตา เต จ พฺราหฺมญฺญา (อิติ ราชา จ โกรพฺโย)
น เต วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา
อญฺเญ วิธูร ปริเยส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต
วิรเต เมถุนา ธมฺมา เย เม ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ
ทกฺขิณํ สมฺม ทสฺสามิ ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
อญฺเญ ธนสฺส กามาหิ เหฏฺฐา มญฺเจ ปสกฺขิตา
ราชาโน อุปริ นฺหาเปนฺติ โสมยาเค อุปฏฺฐิเต
มลมชฺชสมา ราช เตปิ วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา
อกฺขาตา เต มหาราช ตาทิเส นิปตามเส ฯ
อเปตา เต จ พฺราหฺมญฺญา (อิติ ราชา จ โกรพฺโย)
น เต วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา
อญฺเญ วิธูร ปริเยส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต
วิรเต เมถุนา ธมฺมา เย เม ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ
ทกฺขิณํ สมฺม ทสฺสามิ ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลนฺติ ฯ
ตตฺถ สีลวนฺเตติ มคฺเคนาคตสีเล ฯ พหุสฺสุเตติ ปฏิเวธพหุสฺสุเต ฯ ทกฺขิณนฺติ ทานํ ฯ เยติ เย ธมฺมิกสมณพฺราหฺมณา ตํ ทานํ ภุญฺเชยฺยุํ เต ทุลฺลภา ฯ พฺราหฺมณชาติโยติ พฺราหฺมณกุลานิ ฯ เตสํ วิภงฺควิจยนฺติ เตสํ พฺราหฺมณานํ วิภาคํ มม ปญฺญาย วิจิตภาวํ วิตฺถาเรน สุณาหิ ฯ สํวุเตติ พนฺธมุเข ฯ โอสธิกาเย คนฺเถนฺตีติ อิทํ อิมสฺส โรคสฺส เภสชฺชํ อิทํ อิมสฺสาติ เอวํ สิโลเก พนฺธิตฺวา มนุสฺสานํ เทนฺติ ฯ นฺหาปยนฺตีติ นฺหาปนํนาม กโรนฺติ ฯ ชปนฺติ จาติ ภูตวิชฺชํ ปริวตฺเตนฺติ ฯ ติกิจฺฉกสมาติ เวชฺชสทิสา ฯ เตปิ วุจฺจนฺตีติ เตปิ พฺราหฺมณา วา มยํ อพฺราหฺมณา วาติ อชานิตฺวาว เวชฺชกมฺเมน ชีวิตํ กปฺเปนฺตา โวหาเรน พฺราหฺมณาติ วุจฺจนฺติ ฯ อกฺขาตา เตติ อิเม เต มยา เวชฺชพฺราหฺมณานาม อกฺขาตา ฯ นิปตามเสติ เวเทหิ ตาทิเส พฺราหฺมเณ นิมนฺตนตฺถาย อุปสงฺกมาม อตฺถิ เต เอเตหิ อตฺโถติ ปุจฺฉิ ฯ พฺราหฺมญฺญาติ พฺราหฺมณธมฺโม ฯ น เต วุจฺจนฺตีติ เต วาหิตปาปตาย พฺราหฺมณานาม น วุจฺจนฺติ ฯ กิงฺกิณิโยติ มหาราช อปเรปิ พฺราหฺมณา อตฺตโน พฺราหฺมณธมฺมํ ฉฑฺเฑตฺวา ชีวิกตฺถาย ราชราชมหามตฺตานํ ปุรโต กํสตาเล คเหตฺวา วาเทนฺตา คายนฺตา คจฺฉนฺติ ฯ เปสนานิปีติ ทาสกมฺมกราวิย เปสนานิปิ คจฺฉนฺติ ฯ รถจริยาสูติ รถสิปฺปํ สิกฺขนฺติ ฯ ปริจาริกสมาติ ทาสกมฺมกรสทิสา ฯ ปงฺกทณฺฑนฺติ ทนฺตกฏฺฐํ ฯ ปจฺจุเปสฺสนฺติ ราชาโนติ อปเรปิ พฺราหฺมณา ราชราชมหามตฺเต ปฏิจฺจ อาคมฺม สนฺธาย อุปเสวนฺติ ฯ คาเมสุ นิคเมสุ จาติ เตสํ นิเวสนทฺวาเร นิสีทนฺติ ฯ นิคฺคาหกสมาติ นิคฺคาหการเกหิ พลิสาธกราชปุริเสหิ สมา ยถา เต ปุริสา อคเหตฺวา น คมิสฺสามาติ นิคฺคหํ กตฺวา คณฺหนฺติเยว ตถา คาเม วา วเน วา อลทฺเธ มยํ มรนฺตาปิ น อุฏฺฐหิสฺสามาติ อุปวสนฺติ ฯ เตปีติ เตปิ พลิสาธกสทิสา ปาปธมฺมา ฯ รชชลฺเลหีติ รเชหิ จ ปํสูหิ จ โอกิณฺณา ฯ ยาจกาติ ธนยาจกา ขาณุฆาตสมาติ มลินสรีรตาย ฌามเขตฺเต ขาณุฆาตเกหิ ภูมึ ขณิตฺวา ฌามขาณุกอุทฺธรณมนุสฺเสหิ สมา อคเหตฺวา น คมิสฺสามาติ นิจฺจลภาเวน ฐิตตฺตา นิกฺขณิตฺวา ฐปิตขาณุกาวิยาติ อตฺโถ ฯ เตปีติ เตปิ ตถา ลทฺธํ ธนํ วฑฺฒิยา ปโยเชตฺวา ปุน ตถา วิจรนฺตา ทุสฺสีลา พฺราหฺมณา ฯ อุจฺฉุปูฏนฺติ อุจฺฉุญฺเจว ผาณิตปูฏญฺจ ฯ มธุอญฺชนนฺติ มธุญฺเจว อญฺชนญฺจ ฯ อุจฺจาวจานีติ อปฺปคฺฆมหคฺฆานิ ฯ ปณิยานีติ ภณฺฑานิ ฯ วิปเณนฺตีติ กีณนฺติ วิกีณนฺติ ฯ เตปีติ เตปิ อิมานิ เอตฺตกานิ วิกีณิตฺวา ชีวิตกปฺปกา วาณิชกพฺราหฺมณา ฯ โปสยนฺตีติ กยวิกเยน ชีวิตกปฺปนตฺถํ โปเสนฺตีติ ฯ ปเวจฺฉนฺตีติ อตฺตโน ธีตโร หิรญฺญสุวณฺณํ คเหตฺวา ปเรสํ เทนฺติ เต เอวํ ปเรสํ ททมานา วิวาหนฺติ อตฺตโน ปุตฺตานํ อตฺถาย คณฺหมานา อาวาหนฺติ นาม ฯ อมฺพฏฺฐเวเสหีติ กุฏุมฺพิเกหิ เจว คหปตีหิ จ สมา เตปิ โวหารวเสน พฺราหฺมณาติ วุจฺจนฺติ ฯ นิกฺขิตฺตภิกฺขนฺติ คามปุโรหิตา หุตฺวา อตฺตโน อตฺถาย นิมนฺตภิกฺขํ ฯ พหู เนติ พหู ชนา เต คามปุโรหิเต นกฺขตฺตมุหุตฺตมงฺคลานิ ปุจฺฉนฺติ ฯ อณฺฑจฺเฉทานิ ลญฺจกาติ ภตึ คเหตฺวา พลิพทฺธาทีนํ อณฺฑจฺเฉทกา เจว ติสูลาทิองฺคกรเณน ลญฺจกา จ ลกฺขณการกาติ อตฺโถ ฯ ตตฺถาติ เตสํ คามปุโรหิตานํ เคเหสุ มํสวิกีณนตฺถํ เอเต ปสุอาทโยปิ หญฺญนฺติ ฯ เตปีติ เตปิ โคฆาตกสมา พฺราหฺมณาติ วุจฺจนฺติ ฯ อสิจมฺมนฺติ อสิญฺเจว จมฺมกณฺฑวารณญฺจ ฯ เวสฺสปเถสูติ วาณิชานํ คมนมคฺเคสุ ฯ อมฺพาหยนฺตีติ สตฺถวาหานํ หตฺถโต สตมฺปิ สหสฺสมฺปิ คเหตฺวา สตฺถํ โจรา อฏวึ อาวหนฺติ ฯ โคปนิสาเทหีติ โคปาลเกหิ เจว เนสาเทหิ จ คามฆาตกโจเรหิ สมาติ วุจฺจนฺติ ฯ เตปีติ เตปิ เอวรูปา พฺราหฺมณาติ วุจฺจนฺติ ฯ กูฏานิ การยนฺติ เตติ กูฏปาสาทีนิ โรเปนฺติ ฯ สสํ วิฬารนฺติ สสญฺจ พิฬาเร จ เอเตน ถลจเร มิเค ทสฺเสติ ฯ อาโคธา มจฺฉกจฺฉปนฺติ ถลเชสุ ตาว อาโคธโตว มหนฺเต จ ขุทฺทเก จ ปาณิโน พาเธนฺติ มาเรนฺติ ชลเชสุ มจฺฉกจฺฉเป ฯ เตปีติ เตปิ ลุทฺทกสมา พฺราหฺมณาติ วุจฺจนฺติ ฯ อญฺเญ ธนสฺส กามาหีติ อปเร พฺราหฺมณา ธนํ ปฏฺเฐนฺตา ฯ เหฏฺฐา มญฺเจ ปสกฺขิตาติ กลิปวาหนกมฺมํ กาเรสฺสามาติ รตนมยํ มญฺจํ กาเรตฺวา ตสฺส เหฏฺฐา นิปนฺนา อจฺฉนฺติ อถ เนสํ โสมยาเค อุปฏฺฐิเต ราชาโน อุปริ นฺหายนฺติ เต กิร โสมยาเค นิฏฺฐิเต อาคนฺตฺวา ตสฺมึ มญฺเจ นิสีทนฺติ อถ เน อญฺเญ พฺราหฺมณา กลึ ปวาเหสฺสามาติ นฺหาเปนฺติ รตนมญฺโจ จ รญฺโญ ราชาลงฺกาโร จ สพฺโพ เหฏฺฐา นิปนฺนสฺเสว โหติ ฯ เตปีติ เตปิ มลมชฺชเนหิ นฺหาปิเตหิ สทิสา พฺราหฺมณาติ วุจฺจนฺติ ฯ
เอวมฺปิเม โวหารมตฺเต พฺราหฺมเณ ทสฺเสตฺวา อิทานิ ปรมตฺถพฺราหฺมเณ ทสฺเสนฺโต เทฺว คาถา อภาสิ
อตฺถิ โข พฺราหฺมณา เทว สีลวนฺโต พหุสฺสุตา
วิรตา เมถุนา ธมฺมา เย เต ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ ฯ
เอกจฺเจ ภตฺตํ ภุญฺชนฺติ น จ มชฺชํ ปิวนฺติ เต
อกฺขาตา เต มหาราช ตาทิเส นิปตามเสติ ฯ
ตตฺถ สีลวนฺโตติ อริยสีเลน สมนฺนาคตา ฯ พหุสฺสุตาติ ปฏิเวธพาหุสจฺเจน สมนฺนาคตา ฯ ตาทิเสติ เอวรูเป พาหิตปาเป ปจฺเจกพุทฺธพฺราหฺมเณ นิมนฺตนตฺถาย อุปสงฺกมามาติ ฯ
ราชา ตสฺส กถํ สุตฺวา ปุจฺฉิ สมฺม วิธูร เอวรูปา อคฺคทกฺขิเณยฺยา พฺราหฺมณา กหํ วสนฺตีติ ฯ อุตฺตรหิมวนฺเต นนฺทมูลกปพฺภาเร มหาราชาติ ฯ เตนหิ ปณฺฑิต ตว พเลน มยฺหํ เต พฺราหฺมเณ ปริเยสาติ ตุฏฺฐมานโส คาถมาห
เอเต โข พฺราหฺมณา วิธูร สีลวนฺโต พหุสฺสุตา
เอเต วิธูร ปริเยส ขิปฺปญฺจ เน นิมนฺตยาติ ฯ
มหาสตฺโต สาธูติ ตสฺส วจนํ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา เตนหิ มหาราช นครํ อลงฺกริตฺวา สพฺเพ นครวาสิโน ทานํ ทตฺวา อุโปสถํ อธิฏฺฐาย สมาทินฺนสีลา โหนฺตูติ เภริญฺจาราเปตฺวา ตุมฺเหปิ สทฺธึ ปริสชเนน อุโปสถํ สมาทิยาถาติ วตฺวา สยํ ปาโตว ภุญฺชิตฺวา อุโปสถํ สมาทาย สายณฺหสมเย ชาติปุปฺผปุณฺณสุวณฺณสมุคฺคํ อาหราเปตฺวา รญฺญา สทฺธึ ปญฺจปติฏฺฐิตํ ปติฏฺฐเปตฺวา ปจฺเจกพุทฺธานํ คุเณ อนุสฺสริตฺวา วนฺทิตฺวา อุตฺตรหิมวนฺเต นนฺทมูลกปพฺภารวาสิโน ปญฺจสตา ปจฺเจกพุทฺธา เสฺว อมฺหากํ ภิกฺขํ คณฺหนฺตูติ นิมนฺเตตฺวา อากาเส อฏฺฐ ปุปฺผมุฏฺฐิโย วิสชฺเชสิ ฯ ตทา ตตฺถ ปญฺจสตา ปจฺเจกพุทฺธา วสนฺติ ฯ ปุปฺผานิ คนฺตฺวา เตสํ ปจฺเจกพุทฺธานํ สนฺติเก อุปริ ปตึสุ ฯ เต อาวชฺเชนฺตา ตํ การณํ ญตฺวา มาริสา วิธูรปณฺฑิเตน นิมนฺติตมฺหา น โข ปเนส อิตรสตฺโต พุทฺธงฺกุโร เอส อิมสฺมิญฺเญว กปฺเป พุทฺโธ ภวิสฺสติ กริสฺสามสฺส สงฺคหนฺติ นิมนฺตนํ อธิวาสยึสุ ฯ มหาสตฺโต ปุปฺผานํ อนาคตสญฺญาย อธิวาสิตภาวํ ญตฺวา มหาราช ปจฺเจกพุทฺธา อาคมิสฺสนฺติ สกฺการสมฺมานํ กโรหีติ อาห ฯ ราชา ปุนทิวเส มหาสกฺการํ กตฺวา มหาตเล มหารหานิ อาสนานิ ปญฺญาเปสิ ฯ ปจฺเจกพุทฺธาปิ อโนตตฺตทเห กตสรีรปฏิชคฺคนา เวลํ สลฺลกฺเขตฺวา อากาเสนาคนฺตฺวา ราชงฺคเณ โอตรึสุ ฯ ราชา จ โพธิสตฺโต จ ปสนฺนมานสา เตสํ หตฺถโต ปตฺเต คเหตฺวา ปาสาทํ อาโรเปตฺวา นิสีทาเปตฺวา ทกฺขิโณทกํ ทตฺวา ปณีเตน ขาทนีเยน โภชนีเยน ปริวีสึสุ เตสํ ภตฺตกิจฺจปริโยสาเน ปุนทิวสตฺถายาติ เอวํ สตฺตเม ทิวเส นิมนฺเตตฺวา มหาทานํ ทตฺวา สตฺตเม ทิวเส สพฺพปริกฺขาเร อทํสุ ฯ เต อนุโมทนํ กตฺวา อากาเสน ตตฺเถว คตา ฯ ปริกฺขาราปิ เตเหว สทฺธึเยว คตา ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนจฺฉริยํ ภิกฺขเว โกสลรญฺโญ มม อุปฏฺฐากสฺส สโต วิเจยฺยทานํ ทาตุํ โปราณกปณฺฑิตา อนุปฺปนฺเนปิ พุทฺเธ ทานํ อทํสุเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ ปจฺเจกพุทฺธา ปรินิพฺพุตา วิธูรปณฺฑิโต ปน อหเมวาติ ฯ
ทสพฺราหฺมณชาตกํ ทฺวาทสมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗