ภิกขาปรัมปรชาดก
ว่าด้วยการให้ทานในท่านใด มีผลมาก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๐๒๔ · บรรทัด ๗๙๔๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภกุฎุมพีผู้ใดผู้หนึ่ง ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สุขุมาลรูปํ ดังนี้.
เรื่องมีว่า กุฎุมพีนั้นเป็นผู้มีสัทธาเลื่อมใส กระทำมหาสักการะแด่พระตถาคตเจ้า และแด่พระสงฆ์เนือง ๆ. ครั้นวันหนึ่ง เขาได้คิดว่า เราถวายโภชนะอันประณีตและเนื้อละเอียด แด่พระพุทธรัตนะและพระสงฆ์กระทำมหาสักการะเนือง ๆ คราวนี้ต้องกระทำมหาสักการะแก่พระธรรมรัตนะบ้างเมื่อกระทำสักการะแก่พระธรรมรัตนะนั้นต้องทำอย่างไรเล่าหนอ. เขาถือของหอมและมาลาเป็นต้นมาก ไปสู่พระวิหารเชตวัน ถวายบังคมพระศาสดากราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ปรารถนาจะกระทำสักการะแก่พระธรรมรัตนะนั้น ควรกระทำอย่างไรเล่า พระเจ้าข้า. ครั้งนั้นพระศาสดาตรัสกะเขาว่า ถ้าเธอปรารถนาจะกระทำสักการะแก่พระธรรมรัตนะไซร้ จงกระทำสักการะแก่อานนท์ ผู้เป็นคลังพระธรรมเถิด. เขากราบทูลว่าสาธุ นิมนต์พระเถระในวันรุ่งขึ้น นำไปสู่เรือนของตนด้วยสักการะใหญ่ ให้ท่านนั่งเหนืออาสนะมีค่ามาก บูชาด้วยของหอมและมาลาเป็นต้น ถวายโภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ แล้วได้ถวายผ้าราคาแพง พอแก่ไตรจีวร พระเถรเจ้าก็ดำริว่าสักการะทั้งนี้กุฎุมพีการทำแก่พระธรรมรัตนะ ไม่สมควรแก่เรา สมควรแก่พระธรรมเสนาบดี จึงนำบิณฑบาตและผ้าไปสู่พระวิหาร ถวายแด่พระสารีบุตรเถรเจ้า พระคุณท่านนั้นเล่า ก็ดำริว่า สักการะทั้งนี้เขากระทำแก่พระธรรมรัตนะ ควรแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นเจ้าของแห่งพระธรรมพระองค์เดียวโดยแท้ จึงถวายแด่พระทศพล พระศาสดาไม่ทรงเห็นผู้ยิ่งกว่าพระองค์ จึงเสวยบิณฑบาตทรงรับผ้าจีวร พวกภิกษุยกเรื่องขึ้นสนทนาในธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย กุฎุมพีชื่อโน้นคิดจะการทำสักการะแก่พระธรรมรัตนะ ได้ถวายแด่พระอานนท์เถรเจ้า ผู้เป็นคลังพระธรรม พระเถรเจ้าดำริว่า นี้ไม่สมควรแก่ตน ได้ถวายแด่พระธรรมเสนาบดี ถึงท่านนั้นก็ดำริว่านี้ไม่สมควรแก่ตน ได้ถวายแด่พระตถาคต ทีนั้นพระตถาคตมิได้ทรงเห็นผู้อื่นที่ยิ่งกว่าพระองค์ ทรงพระดำริว่า สักการะนั้นสมควรแก่เราเท่านั้น และทรงรับผ้าเพื่อจีวร ด้วยอาการอย่างนี้ บิณฑบาตบรรลุถึงพระบาทมูลของพระธรรมสามีทีเดียว เพราะพระองค์เป็นผู้สมควร พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกี้พวกเธอสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อพวกภิกษุกราบทูลให้ทรงทราบแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่ในบัดนี้เท่านั้นที่บิณฑบาต ไปต่อ ๆ กันจนถึงผู้ที่สมควรจนได้ ในครั้งก่อน แม้เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ ก็ได้ถึงแล้วเหมือนกัน พวกภิกษุพากันกราบทูลอาราธนาทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล พระเจ้าพรหมทัต ทรงละการลุอคติ ไม่ให้พระราชธรรมทั้ง ๑๐ ประการเสื่อมเสีย เสวยราชสมบัติโดยธรรม ณ พระนครพาราณสี เมื่อเป็นเช่นนี้ การวินิจฉัยของพระองค์ไม่ต้องมี เป็นดุจว่างเปล่าพระราชาทรงแสวงหาโทษของพระองค์ ทรงกำหนดดูแม้ทั้งภายในพระราชนิเวศน์เป็นต้น มิได้ทรงเห็นผู้กล่าวถึงโทษของพระองค์ ในภายในพระราชวังในภายในพระนคร และในหมู่บ้านใกล้ประตูพระนคร ทรงดำริว่า จักต้องแสวงหาในชนบท ทรงมอบราชสมบัติให้แก่มวลอำมาตย์ ปลอมพระองค์จาริกไปในกาสิกรัฐกับท่านปุโรหิต ไม่ทรงพบผู้ที่กล่าวโทษของพระองค์เลยสักคนเสด็จไปถึงนิคมหนึ่งในชายแดน ประทับนั่งที่ศาลานอกประตู ขณะนั้นกุฎุมพีผู้มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ชาวนิคมไปสู่ท่าน้ำกับบริวารมากมาย เห็นพระราชาผู้มีพระสรีระละเอียดอ่อน มีผิวพรรณเพียงดังทองคำ ประทับนั่งที่ศาลา เกิดความสิเนหา เข้าไปสู่ศาลา กระทำปฏิสันถารแล้วทูลว่า เชิญท่านอยู่ตรงนี้เท่านั้นเถิดนะ ไปเรือนจัดแจงโภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ ให้บริวารมากคนถือภาชนะใส่ภัตไป ขณะนั้นดาบสผู้อยู่ในหิมวันตประเทศ ได้อภิญญา ๕ มานั่งณ ศาลานั้นเหมือนกัน ยังมีพระปัจเจกพุทธเจ้ามาทางอากาศ จากเงื้อมเขานันทมูลกะ นั่ง ณ ศาลานั้นอีกองค์หนึ่ง กุฎุมพีถวายน้ำชำระพระหัตถ์แก่พระราชา เตรียมถาดใส่ภัตพร้อมแกงและกับมีรสเลิศต่าง ๆ พลางน้อมเข้าไปถวาย พระราชาทรงรับภัตนั้นแล้ว พระราชทานแก่ปุโรหิต พราหมณ์รับถาดภัตนั้นแล้ว ถวายแด่ดาบส ดาบสรับถาดภัตนั้นแล้ว ไปสู่สำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้า ถือถาดภัตไวด้วยหัตถ์เบื้องซ้าย ถือเต้าน้ำด้วยหัตถ์เบื้องขวา ถวายทักษิโณทกแล้ว ใส่ภัตลงในบาตร ท่านมิได้เชื้อเชิญ มิได้ไต่ถามใคร ๆ ฉันแล้ว ในเวลาที่ท่านเสร็จภัตกิจ กุฎุมพีดำริว่า เราถวายภัตแก่พระราชา พระราชาพระราชทานภัตแก่ปุโรหิต ปุโรหิตถวายแด่ดาบสดาบสถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ไม่ไต่ถามใครเลยทีเดียว ฉันแล้ว อะไรเล่าหนอเป็นเหตุบังคับแห่งการให้ของท่านเหล่านี้ ผู้มีเท่านี้ อะไรเล่าเป็นเหตุบังคับให้มิต้องไต่ถามใคร ๆ ฉันเลย ของพระปัจเจกพุทธเจ้านี้ เราต้องถามท่านเหล่านั้นตามลำดับ เขาเข้าไปหาทีละท่าน ไหว้แล้วถาม. แม้ท่านเหล่านั้นก็บอกเขา ดังต่อไปนี้
ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นพระองค์ผู้ทรงเป็นสุขุมาลชาติ เคยประทับในพระตำหนักอันประเสริฐ ทรงบรรทมเหนือพระยี่ภู่อันใหญ่โต เสด็จจากแว่น แคว้นมาสู่ดง จึงได้ทูลถวายข้าวสุก อย่างดีแห่งข้าว สาลี เป็นภัตอันวิจิตร มีแกงเนื้ออันสะอาดด้วยความรัก ต่อพระองค์ พระองค์ทรงรับภัตนั้นแล้ว นี้ได้เสวย ด้วยพระองค์เอง ให้พระราชทานแก่พราหมณ์ ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ ข้อนี้เป็นธรรมอะไร ของพระองค์. พราหมณ์เป็นอาจารย์ของฉัน เป็นผู้ขวนขวาย ในกิจน้อยกิจใหญ่ทั้งเป็นครู และผู้คอยตักเตือน ฉัน ควรให้โภชนะ. บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านพราหมณ์ผู้โคดมอัน พระราชาทรงบูชา พระราชาทรงพระราชทานภัต อัน มีแกงเนื้ออย่างสะอาดแก่ท่าน ท่านรับภัตนั้นแล้วได้ ถวายโภชนะแก่ฤาษี ชะรอยท่านจะรู้ว่าตนมิได้เป็น เขตแห่งทาน ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแก่ท่าน ธรรมข้อนี้ เป็นธรรมอะไรของท่าน. ข้าพเจ้ายังกำหนัดอยู่ในเรือนทั้งหลาย ต้องเลี้ยง บุตรและภรรยา ถวายอนุศาสน์แก่พระราชา เชิญให้ เสวยกามอันเป็นของมนุษย์ ข้าพเจ้าควรถวายโภชนะ แก่ฤาษี ผู้อยู่ในป่าสิ้นกาลนาน ผู้เรืองตบะเป็นวุฒิบุคคลอบรมตนแล้ว. บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านฤาษีผู้ซูบผอม สะพรั่ง ไปด้วยเส้นเอ็น มีเล็บและขนรักแร้งอกยาว ฟันเขลอะ มีธุลีบนศีรษะ ท่านอยู่ในป่าผู้เดียวไม่ห่วงใยชีวิต ภิกษุ ที่ท่านถวายโภชนะนั้นดีกว่าท่านด้วยคุณข้อไหน. อาตมภาพยังขุดเผือก มันมือเสือ มันนก ยัง เก็บข้าวฟ่างและลูกเดือยมาตากตำ เที่ยวหาฝักบัว เหง้าบัว น้ำผึ้ง เนื้อสัตว์ พุทรา และมะขามป้อมมา บริโภค ความยึดถือนั้นของอาตมายังมีอยู่ เมื่ออาตมา ยังหุงต้ม ก็ควรถวายโภชนะแก่ท่านผู้ไม่หุงต้ม ยังมี กังวลก็ควรถวายโภชนะแก่ผู้ไม่มีความห่วงใย ยังมี ความถือมั่น ก็ควรถวายโภชนะแก่ท่านผู้ไม่มีความ ถือมั่น. บัดนี้ กระผมขอถามท่านภิกษุผู้นั่งนิ่ง มีวัตร อันดี พระฤาษีถวายภัตตาหารอันปรุงด้วยเนื้อสะอาด แก่ท่านดังนั้น ท่านรับภัตตาหารนั้นแล้วนั่งนิ่ง ฉันอยู่ องค์เดียว ไม่เชื้อเชิญใคร ๆ อื่น กระผมขอนมัสการ แก่พระคุณท่าน นี้เป็นธรรมอะไรของพระคุณท่าน. อาตมาไม่ได้หุงต้มเอง ไม่ได้ให้ใครหุงต้ม ไม่ ได้ตัดเอง ไม่ได้ให้ใครตัด ฤาษีรู้ว่าอาตมาไม่มีความ กังวล เป็นผู้ห่างไกลจากบาปทั้งปวง จึงถือภิกษาหาร ด้วยมือซ้าย ถือเต้าน้ำด้วยมือขวา ถวายภัตตาหารอัน ปรุงด้วยเนื้อสะอาดแก่อาตมา บุคคลเหล่านี้ยังมีความ ห่วงใย ยังมีความยึดถือ จึงสมควรจะให้ทาน อาตมา เข้าใจเอาว่า การที่บุคคลเชื้อเชิญผู้ให้นั้นเป็นการผิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิวนํ ความว่า เคยเสด็จมาสู่ชายแดนนี้อันเป็นเสมือนป่าที่หาน้ำมิได้. บทว่า กูฏาคารวรูเปตํ ความว่า เคยเสด็จเข้าไปแต่พระตำหนักอันประเสริฐ คือเคยประทับอยู่ในพระตำหนักอันประเสริฐ. บทว่า มหาสยนมุปาสิตํ คือเคยเสด็จเข้าสู่พระแท่นสิริยาสน์อันตกแต่งไว้เป็นอันดี ในพระตำหนักนั้นเอง. บทว่า ตสฺส เต ความว่า ข้าพระองค์เห็นพระองค์ผู้เห็นปานนี้. บทว่า เปมเกน ความว่า ความจงรักอันมีต่อพระองค์นั้น. บทว่า วฑฺฒโมทนํ ได้แก่ ข้าวสุกอย่างดี. บทว่า วิจิตฺตํ ความว่า อันหุงด้วยข้าวสารอันงดงามปราศจากเม็ดหักและเม็ดดำ. บทว่าอทาปยิ แปลว่า ได้ถวายแล้ว. บทว่า อตฺตานํ แปลว่า ด้วยพระองค์อีกอย่างหนึ่งบาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า อนสิตฺวานแปลว่ามิได้เสวยเเล้ว. บทว่า โกยํ ธมฺโม ความว่า ข้อนี้เป็นสภาวธรรมอะไรของพระองค์พระเจ้าข้า. บทว่า นมตฺถุ เต ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมแด่พระองค์ผู้มีได้เสวยด้วยตนแล้วพระราชทานแก่ผู้อื่น. บทว่า อาจริโย ความว่าดูก่อนกุฎุมพี พราหมณ์ผู้นี้เป็นอาจารย์ผู้ฝึกสอนอาจาระของฉัน. บทว่า ปาวโตแปลว่า ผู้ขวนขวาย. บทว่า อามนฺตนิโก ความว่า ควรที่ฉันจะพึงเชื้อเชิญคือเหมาะที่จะถือเอาสิ่งที่ฉันให้. บทว่า ทาตุมรหามิ ความว่า เพราะเหตุนั้นฉันจึงควรให้โภชนะแก่อาจารย์เห็นปานนี้ ทั้งนี้พระราชาทรงพรรณนาคุณของพราหมณ์.
บทว่า อเขตฺตญฺญูสิ ความว่า ชะรอยว่าท่านจะทราบเขตของทานโดยแท้ คือการให้ในตน มิใช่เขตเช่นนี้ว่า สิ่งที่ให้แล้วในเรา มิได้มีผลมากเลย. บทว่า อนุสาสามิ ความว่า ท่านปุโรหิตกล่าวถึงโทษในตนอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าละทิ้งประโยชน์ตน ถวายอนุสาสน์อรรถและธรรมแด่พระราชา. บทว่า อารญฺิกสฺส คือ ปุโรหิตกล่าวคุณของพระฤาษี. บทว่าอิสิโน ได้แก่ ผู้แสวงหาคุณมีศีลเป็นต้น. บทว่า ตปสฺสิโน คือผู้บำเพ็ญตบะ. บทว่า วุฑฺฒสฺส ได้แก่ ผู้เป็นบัณฑิต เจริญด้วยคุณธรรม. บทว่า นาวกงฺขสิ ความว่า ทั้งตนเองก็หาโภชนะได้ยาก ยังให้โภชนะเช่นนี้แก่ผู้อื่นไม่ห่วงใยในชีวิตของตนเลยหรือ. บทว่า ภิกฺขุ เกน คือภิกษุนี้ประเสริฐกว่าพระคุณด้วยคุณข้อไหน. บทว่า ขณมาลุกลมฺพานิ ความว่า อาตมายังขุดเผือกมัน. บทว่า พิลาลิตกฺกลานิ จ ความว่า มันมือเสือ และมันนก. บทว่า ธุนิสามากนิวารํ ความว่า ยังสลัดข้าวฟ่างและลูกเดือย. บทว่า สสาทิยํ ปสาทิยํ ความว่า เมื่อสลัดข้าวฟ่างและลูกเดือยเหล่านั้นได้ก็ผึ่งแดด แล้วซ้อมที่แห้งแล้วอีก ฟัดด้วยกระด้ง คำเป็นข้าวสารนำมาหุงต้มบริโภค. บทว่า สากํ ได้แก่ ผักชนิดหนึ่งที่เป็นกับข้าวได้. บทว่า มํสํ ได้แก่ เนื้อมีเนื้ออันเป็นเดนราชสีห์และเสือโคร่ง เป็นต้น. บทว่า ตานิ อาหตฺถ ความว่า นำผักเป็นต้นเหล่านั้นมา. บทว่า อมมสฺส ได้แก่ ผู้หมดความห่วงใยว่าของเราด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า สกิญฺจโน ได้แก่ ยังมีความห่วงใย. บทว่า อนาทานสฺส ได้แก่ ผู้ไม่ยึดถือ. บทว่า ทาตุมรหามิ ความว่า ย่อมควรเพื่อจะให้โภชนะที่ตนได้แล้วแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า เห็นปานนี้. บทว่า ตุณฺหิมาสินํ คือนั่งไม่พูดกะใคร ๆ. บทว่า อกิญฺจนํ คือผู้เว้นจากความห่วงใยด้วยอำนาจราคะเป็นต้น. บทว่า อารนํ ได้แก่ เว้นขาดแล้ว คือละบาปทั้งปวงตั้งอยู่. บทว่า กมณฺฑลุํ ได้แก่ ลักจั่น. บทว่า เอเต หิ ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านเหยียดมือชี้ว่า คนทั้ง ๓ มีพระราชาเป็นต้นเหล่านี้. บทว่า ทาตุมรหนฺติ ความว่าย่อมควรที่จะให้แก่บุคคลเช่นเรา. บทว่า ปจฺจนีกํ ความว่า ความจริงการเชื้อเชิญผู้ให้นะ เป็นปฏิปทาที่ผิด คือนี้เป็นการเลี้ยงชีวิตด้วยการแสวงหาปิณฑะตอบแทนบิณฑะ อย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาอเนสนา ๒๑ อย่างย่อมชื่อว่าเป็นมิจฉาปฏิบัติ.
กุฎุมพีฟังคำนั้นของท่านแล้วดีใจ กล่าวคาถาสุดท้าย ๒ คาถาว่า
วันนี้พระราชาผู้ประเสริฐเสด็จมา ณ ที่นี้เพื่อ ประโยชน์แก่ข้าพระพุทธเจ้าหนอ ข้าพระพุทธเจ้าเพิ่ง ทราบชัดวันนี้เองว่า ทานที่ให้ในท่านผู้ใดจักมีผลมาก พระราชาทั้งหลายทรงกังวลอยู่ในแว่นแคว้น พราหมณ์ ทั้งหลายกังวลอยู่ในกิจน้อยกิจใหญ่ ฤาษีกังวลอยู่ใน เหง้ามันและผลไม้ ส่วนพวกภิกษุหลุดพ้นได้แล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รเถสโภ พระจอมรถ กุฎุมพีพูดหมายความถึงพระราชา. บทว่า กิจฺจากิจฺเจสุ คือในกิจของพระราชาที่ตนพึงกระทำบทว่า ภิกฺขโว ความว่า แต่พระภิกษุผู้ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย พ้นได้แล้วจากภพทั้งปวง.
พระปัจเจกพุทธเจ้าแสดงธรรมแก่เขาแล้ว ก็กลับไปสู่สถานแห่งตนทีเดียว. ดาบสก็เหมือนกัน ส่วนพระราชาทรงพักอยู่ในสำนักของเขาสองสามวัน แล้วเสด็จไปสู่พระนครพาราณสีเหมือนกัน.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสย้ำว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่บิณฑบาตไปถึงที่สมควรจนได้ แม้ในครั้งก่อน ก็ได้ไปถึงแล้วเหมือนกัน ทรงประชุมชาดกว่า กุฎุมพีผู้บูชาธรรมครั้งนั้น ได้มาเป็นกุฎุมพีผู้ทำสักการะแก่พระธรรมรัตนะ พระราชาได้มาเป็นอานนท์ ปุโรหิตได้มาเป็นสารีบุตร พระปัจเจกพุทธเจ้าได้ปรินิพพานแล้ว ส่วนดาบสจากหิมพานต์ได้มาเป็นเราตถาคตแล.
จบอรรถกถาภิกขาปรัมปรชาดก จบอรรถกถาปกิณณกนิบาตชาดก รวมชาดกที่มีในปกิณณกนิบาตนี้ คือ
๑. สาลิเกทารชาดก ๒. จันทกินนรชาดก ๓. มหาอุกกุสชาดก๔. อุททาลกชาดก ๕. ภิสชาดก ๖. สุรุจิชาดก ๗. ปัญจุโปสถิกชาดก๘. มหาโมรชาดก ๙. ตัจฉสูกรชาดก ๑๐. มหาวาณิชชาดก ๑๑. สาธินราชชาดก ๑๒. ทสพราหมณชาดก ๑๓. ภิกขาปรัมปรชาดก และอรรถกถา.
พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย ชาดก
เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๗
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
วีสตินิบาตชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๕๓๓ – เล่ม ๖๑ หน้า ๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปกิณณกนิบาตชาดก ๕๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๑๓. ภิกฺขาปรมฺปรชาตกํ ฯ
สุขุมาลรูปํ ทิสฺวานาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ กุฏุมฺพิกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส กิร สทฺโธ โหติ ปสนฺโน ตถาคตสฺส เจว สงฺฆสฺส จ นิวทฺธํ มหาสกฺการํ กโรติ ฯ อเถกทิวสํ โส จินฺเตสิ อหํ พุทฺธรตนสฺส เจว สงฺฆสฺส จ ปณีตโภชนานิ เจว สุขุมวตฺถานิ จ ททนฺโต นิวทฺธํ มหาสกฺการํ กโรมิ อิทานิ ธมฺมรตนสฺสาปิ มหาสกฺการํ กริสฺสามิ กินฺนุ โข ตสฺส สกฺการํ กโรนฺเตน กาตพฺพนฺติ ฯ โส พหูนิ คนฺธมาลาทีนิ อาทาย เชตวนํ คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ปุจฺฉิ อหํ ภนฺเต ธมฺมรตนสฺส สกฺการํ กตฺตุกาโม กินฺนุ โข ตสฺส สกฺการํ กโรนฺเตน กาตพฺพนฺติ ฯ อถ นํ สตฺถา สเจ ธมฺมรตนสฺส สกฺการํ กาตุกาโม ธมฺมภณฺฑาคาริกสฺส อานนฺทสฺส สกฺการํ กโรหีติ อาห ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ปุนทิวเส เถรํ นิมนฺเตตฺวา มหนฺเตน สกฺกาเรน อตฺตโน เคหํ เนตฺวา มหารหาสเน นิสีทาเปตฺวา คนฺธมาลาทีหิ ปูเชตฺวา นานคฺครสโภชนํ ทตฺวา มหคฺเฆ ติจีวรปโหนเก สาฏเก อทาสิ ฯ เถโรปิ อยมฺปิ สกฺกาโร ธมฺมรตนสฺส กโต น มยฺหํ อนุจฺฉวิโก ธมฺมเสนาปติสฺส อนุจฺฉวิโกติ จินฺเตตฺวา ปิณฺฑปาตญฺจ วตฺถานิ จ วิหารํ นีหริตฺวา สารีปุตฺตตฺเถรสฺส อทาสิ ฯ โสปิ อยํ สกฺกาโร ธมฺมรตนสฺส กโต เอกนฺเตน ธมฺมสฺสามิสมฺมาสมฺพุทฺธสฺเสว อนุจฺฉวิโกติ จินฺเตตฺวา ทสพลสฺส อทาสิ ฯ สตฺถา อตฺตโน อุตฺตริตรํ อทิสฺวา ปิณฺฑปาตํ ปริภุญฺชิ จีวรสาฏเก อคฺคเหสิ ฯ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส อสุโกนาม กุฏุมฺพิโก ธมฺมรตนสฺส สกฺการํ กโรมีติ ธมฺมภณฺฑาคาริกสฺส อานนฺทตฺเถรสฺส อทาสิ เถโร นายํ มยฺหํ อนุจฺฉวิโกติ ธมฺมเสนาปติโน อทาสิ โสปิ นายํ มยฺหํ อนุจฺฉวิโกติ ตถาคตสฺส อทาสิ ตโต ตถาคโต อญฺญํ อุตฺตริตรํ อปสฺสนฺโต อตฺตโน ธมฺมสฺสามิตาย มยฺหเมว โส สกฺกาโร อนุจฺฉวิโกติ ตํ ปิณฺฑปาตํ ปริภุญฺชิตฺวา จีวรสาฏเก จ คณฺหิ เอวํ โส ปิณฺฑปาโต ยถานุจฺฉวิกตาย ธมฺมสฺสามิโนว ปาทมูเล คโตติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมายนามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปิณฺฑปาโต ปรมฺปราย ยถานุจฺฉวิกํ คจฺฉติ ปุพฺเพ อนุปฺปนฺเนปิ พุทฺเธ อคมาสิเยวาติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺโต อคติคมนํ ปหาย ทส ราชธมฺเม อโกเปนฺโต ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ ฯ เอวํ สนฺเตปิสฺส วินิจฺฉโย น โหติ สุญฺโญวิย ฯ ราชา อตฺตโน อคุณคเวสโก หุตฺวา อนฺโต- นิเวสนาทีนิปิ ปริคฺคณฺหนฺโต อนฺเตปุเร จ อนฺโตนคเร จ ทฺวารคาเมสุ จ อตฺตโน อคุณํ กเถนฺตํ อทิสฺวา ชนปเท คเวสิสฺสามีติ อมจฺจานํ รชฺชํ นิยฺยาเทตฺวา ปุโรหิเตน สทฺธึ อญฺญาตกเวเสน กาสิกรฏฺเฐ จรนฺโต กญฺจิ อคุณํ กเถนฺตํ อทิสฺวา ปจฺจนฺเต เอกํ นิคมํ คนฺตฺวา พหิทฺวารสาลายํ นิสีทิ ฯ ตสฺมึ ขเณ นิคมวาสี อสีติโกฏิวิภโว กุฏุมฺพิโก มหนฺเตน ปริวาเรน นฺหานติตฺถํ คจฺฉนฺโต สาลายํ นิสินฺนํ สุวณฺณวณฺณํ สุขุ มาลสรีรํ ราชานํ ทิสฺวา อุปฺปนฺนสิเนโห สาลํ ปวิสิตฺวา ปฏิสนฺถารํ กตฺวา อิเธว โหถาติ วตฺวา เคหํ คนฺตฺวา นานคฺครสโภชนํ สมฺปาเทตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน ภตฺตภาชนานิ คาหาเปตฺวา อคมาสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ หิมวนฺตวาสี ปญฺจาภิญฺโญ ตาปโส อาคนฺตฺวา ตตเถว นิสีทิ ฯ นนฺทมูลกปพฺภารโต ปจฺเจกพุทฺโธปิ อากาเสน อาคนฺตฺวา ตตฺเถว นิสีทิ ฯ กุฏุมฺพิโก รญฺโญ หตฺถโธวนํ ทตฺวา นานคฺครเสหิ สูปพฺยญฺชเนหิ ภตฺตปาตึ สชฺเชตฺวา รญฺโญ อุปนาเมสิ ฯ ราชา ตํ คเหตฺวา ปุโรหิตสฺส พฺราหฺมณสฺส อทาสิ ฯ พฺราหฺมโณ ตํ ภตฺตปาตึ คเหตฺวา ตาปสสฺส อทาสิ ฯ ตาปโส ตํ ภตฺตปาตึ คเหตฺวา ปจฺเจกพุทฺธสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา วามหตฺเถน ภตฺตปาตึ คเหตฺวา ทกฺขิณหตฺเถน กมณฺฑลุํ คเหตฺวา ทกฺขิโณทกํ ทตฺวา ปตฺเต ภตฺตํ ปกฺขิปิ ฯ โส กญฺจิ อนิมนฺเตตฺวา อนาปุจฺฉิตฺวา ปริภุญฺชิ ฯ ตสฺส ภตฺตกิจฺจปริโยสาเน กุฏุมฺพิโก จินฺเตสิ มยา รญฺโญ ภตฺตํ ทินฺนํ รญฺญา ภตฺตํ พฺราหฺมณสฺส ทินฺนํ พฺราหฺมเณน ภตฺตํ ตาปสสฺส ทินฺนํ ตาปเสน ปจฺเจกพุทฺธสฺส ภตฺตํ ทินฺนํ ปจฺเจกพุทฺโธ กญฺจิ อนาปุจฺฉิตฺวาว ปริภุญฺชิ กินฺนุ โข อิเมสํ เอตฺตกานํ ทานการณํ กึ อิมสฺส กญฺจิ อนาปุจฺฉิตฺวา ภุญฺชนการณํ อนุปุพฺเพน เต ปุจฺฉิสฺสามีติ ฯ โส เอเกกํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา ปุจฺฉิ ฯ เตปิสฺส กเถสุํ
สุขุมาลรูปํ ทิสฺวา รฏฺฐา วิวนมาคตํ
กูฏาคารวรูเปตํ มหาสยนมุปาสิตํ
ตสฺส เต เปมเกนาหํ อทาสึ วฑฺฒโมทนํ
สาลีนํ วิจิตฺตํ ภตฺตํ สุจิมํสูปเสจนํ
ตํ ตฺวํ ภตฺตํ ปฏิคฺคยฺห พฺราหฺมณสฺส อทาปยิ
อตฺตานํ อนสิตฺวาน โกยํ ธมฺโม นมตฺถุ เต ฯ
อาจริโย พฺราหฺมโณ มยฺหํ กิจฺจากิจฺเจสุ ปาวโต
คุรุ จ อามนฺตนิโก จ ทาตุมรหามิ โภชนํ ฯ
พฺราหฺมณํทานิ ปุจฺฉามิ โคตมํ ราชปูชิตํ
ราชา เต ภตฺตํ ปาทาสิ สุจิมํสูปเสจนํ
ตํ ตฺวํ ภตฺตํ ปฏิคฺคยฺห อิสิสฺส โภชนํ อทา
อเขตฺตญฺญูสิ ทานสฺส โกยํ ธมฺโม นมตฺถุ เต ฯ
ภรามิ ปุตฺตทาเร จ ฆเรสุ คธิโต อหํ
ภุญฺช มานุสิเก กาเม อนุสาสามิ ราชิโน
อารญฺญิกสฺส อิสิโน จิรํ รตฺตํ ตปสฺสิโน
วุฑฺฒสฺส ภาวิตตฺตสฺส ทาตุมรหามิ โภชนํ ฯ
อิสิญฺจทานิ ปุจฺฉามิ กีสํ ธมฺมนิสณฺฐิตํ
ปรุฬฺหกจฺฉนขโลมํ ปงฺกทนฺตํ รชสฺสิรํ
เอโก อรญฺเญ วิหรสิ นาวกงฺขสิ ชีวิตํ
ภิกฺขุ เกน ตยา เสยฺโย ยสฺส ตฺวํ โภชนํ อทา ฯ
ขณมาลุกลมฺพานิ พิลาลิตกฺกลานิ จ
ธุนิสามากนิวารํ สสาทิยํ ปสาทิยํ
สากํ ภึสํ มธุมํสํ พทรา อามลกานิ จ
ตานิ อาหตฺถ ภุญฺชามิ อตฺถิ เม โส ปริคฺคโห
ปจนฺโต อปจนฺตสฺส อมมสฺส สกิญฺจโน
อนาทานสฺส สาทาโน ทาตุมรหามิ โภชนํ ฯ
ภิกฺขุญฺจทานิ ปุจฺฉามิ ตุณฺหิมาสิน สุพฺพตํ
อิสิ เตภตฺตํ ปาทาสิ สุจิมํสูปเสจนํ
ตํ ตฺวํ ภตฺตํ ปฏิคฺคยฺห ตุณฺหี ภุญฺชสิ เอกโก
นาญฺญํ กญฺจิ นิมนฺเตสิ โกยํ ธมฺโม นมตฺถุ เต ฯ
น ปจามิ น ปาเจมิ น ฉินฺทามิ น เฉทเย
ตํ มํ อกิญฺจนํ ญตฺวา สพฺพปาเปหิ อารนํ
วาเมน ภิกฺขํ อาทาย ทกฺขิเณน กมณฺฑลุํ
อิสิ เม ภตฺตํ ปาทาสิ สุจิมํสูปเสจนํ ฯ
เอเต หิ ทาตุมรหนฺติ สมมา สปริคฺคหา
ปจฺจนีกมหํ มญฺเญ โย ทาตารํ นิมนฺตเยติ ฯ
ตตฺถ วิวนนฺติ นิรุทการญฺญสทิสํ อิมํ ปจฺจนฺตํ อาคตํ ฯ กูฏาคารวรูเปตนฺติ กูฏาคารวเรน อุเปตํ วรกูฏาคารวาสีนนฺติ อตฺโถ ฯ มหาสยนมุปาสิตนฺติ ตตฺเถว สุปญฺญตฺตํ สิริสยนํ อุปาสิตํ ฯ ตสฺส เตติ เอวรูปํ ตํ ทิสฺวา อหํ ฯ เปมเกนาติ ตสฺส ตว เปมเกน ฯ วฑฺฒโมทนนฺติ อุตฺตโมทนํ ฯ วิจิตฺตนฺติ อปคตขณฺฑกาลเกหิ วิจิตฺต- ตณฺฑุเลหิ กตํ ฯ อทาปยีติ อทาสิ ฯ อตฺตานนฺติ อตฺตนา อยเมว วา ปาโฐ ฯ อนสิตฺวานาติ อภุญฺชิตฺวา ฯ โกยํ ธมฺโมติ มหาราช โก เอส ตุมฺหากํ สภาโว ฯ นมตฺถุ เตติ นโม ตว อตฺถุ โย ตฺวํ อตฺตนา อภุญฺชิตฺวา ปรสฺส อทาสิ ฯ อาจริโยติ กุฏุมฺพิก เอส มยฺหํ อาจารสิกฺขาปโก อาจริโย ฯ ปาวโตติ อุยฺยุตฺโต ฯ อามนฺตนิโกติ อามนฺเตตพฺพยุตฺตโก มยา ทินฺนํ คเหตุํ อนุรูโป ฯ ทาตุมรหามีติ ตสฺมา อหํ เอวรูปสฺส อาจริยสฺส โภชนํ ทาตุํ อรหามีติ ราชา พฺราหฺมณสฺส คุณํ วณฺเณสิ ฯ อเขตฺตญฺญูสีติ กามํ ทานสฺส เขตฺตํ มยิ ทินฺนํ มหปฺผลํ น โหตีติ เอวํ อตฺตนิ ทานํ อเขตฺตํ ชานาสิ มญฺเญติ ฯ อนุสาสามีติ อตฺตโน อตฺถํ ปหาย รญฺโญ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ อนุสาสามิ เอวํ อตฺตโน อคุณํ กเถตฺวา ฯ อารญฺญิกสฺสาติ อิสิโน คุณํ กเถสิ ฯ อิสิโนติ สีลาทิคุณปริเยสกสฺส ฯ ตปสฺสิโนติ ตปสฺสิกสฺส ฯ วุฑฺฒสฺสาติ ปณฺฑิตสฺส คุณวุฑฺฒสฺส ฯ นาวกงฺขสีติ สยํ ทุลฺลภโภชโน หุตฺวา เอวรูปํ โภชนํ อญฺญสฺส เทสิ กึ อตฺตโน ชีวิตํ น กงฺขสิ ฯ ภิกฺขุ เกนาติ อยํ กตเรน คุเณน ตยา เสฏฺฐตโร ฯ ขณมาลุกลมฺพานีติ ขณนฺโต อาลุกลมฺพานิ เจว ตาลกนฺทานิ จ ฯ พิลาลิตกฺกลานิ จาติ วิลาลิกนฺทตกฺกลกนฺทานิ จ ฯ ธุนิสามากนิวารนฺติ สามากํ นิวารญฺจ ธุนิตฺวา ฯ สสาทิยํ ปสาทิยนฺติ เอเต สามากนิวาเร ธุนนฺโต สสาเทตฺวา ปุน สุกฺขาปิเต ปสาเทตฺวา สุปฺเปน ปปฺโผเฏตฺวา ตณฺฑุเล โกเฏตฺวา ตณฺฑุเล อาทาย ปจิตฺวา ภุญฺชามีติ วทติ ฯ สากนฺติ ยํ กิญฺจิ สูเปยฺยปณฺณํ ฯ มํสนฺติ สีหพฺยคฺฆวิฆาสาทิมํสํ ฯ ตานิ อาหตฺถาติ ตานิ สากาทีนิ อาหริตฺวา ฯ อมมสฺสาติ ตณฺหาทิฏฺฐิมมรหิตสฺส ฯ สกิญฺจโนติ สปลิโพโธ ฯ อนาทานสฺสาติ นิคฺคหณสฺส ฯ ทาตุมรหามีติ เอวรูปสฺส ปจฺเจกพุทฺธสฺส อตฺตนา ลทฺธโภชนํ ทาตุํ อรหามิ ฯ ตุณฺหิมาสินนฺติ กิญฺจิ อวตฺวา นิสินฺนํ ฯ อกิญฺจนนฺติ ราคกิญฺจนาทิรหิตํ ฯ อารนนฺติ วิรหิตํ สพฺพปาปานิ ปหาย ฐิตํ ฯ กมณฺฑลุนฺติ กมณฺฑํ ฯ เอเต หีติ เอเต ราชา ทโย ตโย ชนาติ หตฺถํ ปสาเรตฺวา เต นิทฺทิสนฺโต เอวมาห ฯ ทาตุมรหนฺตีติ มาทิสสฺส ทาตุํ อรหนฺติ ฯ ปจฺจนีกนฺติ ปจฺจนีกปฏิปทํ ทายกสฺส หิ นิมนฺตนํ เอกวีสติยา อเนสนาสุ อญฺญตราย ปิณฺฑปฏิปิณฺฑปริเยสนาย ชีวิตกปฺปนสงฺขาตา มิจฺฉาชีวปฏิปตฺตินาม โหตีติ ฯ
ตสฺส ตํ สุตฺวา กุฏุมฺพิโก อตฺตมโน เทฺว โอสานคาถา อภาสิ
อตฺถาย วต เม อชฺช อิธาคจฺฉิ รเถสโภ
โยหํ อชฺช ปชานามิ ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
รฏฺเฐสุ คิทฺธา ราชาโน กิจฺจากิจฺเจสุ พฺราหฺมณา
อิสี มูลผเล คิทฺธา วิปฺปมุตฺตา จ ภิกฺขโวติ ฯ
ตตฺถ รเถสโภติ ราชานํ สนฺธายาห ฯ กิจฺจากิจฺเจสูติ รญฺโญ กิจฺจกรณีเยสุ ฯ ภิกฺขโวติ ปจฺเจกพุทฺธภิกฺขโว ปน สพฺพภเวหิ วิปฺปมุตฺตา ฯ
ปจฺเจกพุทฺโธ ตสฺส ธมฺมํ เทเสตฺวา สกฏฺฐานเมว คโต ฯ ตถา ตาปโส ฯ ราชา ปน กติปาหํ ตสฺส สนฺติเก วสิตฺวา พาราณสิเมว คโต ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปิณฺฑปาโต ยถานุจฺฉวิกํ คจฺฉติ ปุพฺเพปิ คโตเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ธมฺมปูชกกุฏุมฺพิโก ธมฺมรตนสฺส สกฺการการโก กุฏุมฺพิโก อโหสิ ราชา อานนฺโท ปุโรหิโต สารีปุตฺโต อโหสิ ปจฺเจกพุทฺโธ ปรินิพฺพุโต หิมวนฺตตาปโส ปน อหเมว สมฺมาสมฺพุทฺโธติ ฯ
ภิกฺขาปรมฺปรชาตกํ เตรสมํ ฯ
อิติ
ชาตกฏฺฐกถาย เตรสชฺาตกปฏิมณฺฑิตสฺส
ปกิณฺณกนิปาตสฺสตฺถวณฺณนา นิฏฺฐิตา ฯ
เกทารํ กินฺนราเจว อุกฺกุสุทฺทาลโก ภิส
สุรุจิ อุโปสโถเจว โมโร ตจฺฉกวาณิโช
สาธิโน พฺราหฺมโณ ภิกฺขา เตรเสว ปกิณฺณเกติ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗