ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. จิตตสัมภูตชาดก
ชาดกที่ ๔๙๘ · วิสตินิบาตชาดก

จิตตสัมภูตชาดก

ว่าด้วยผลของกรรม

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๐๕๔ · บรรทัด ๘๐๖๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากจิตตสัมภูตชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๓

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุสองรูป ซึ่งอยู่ร่วมรักกันสนิทเป็นสัทธิงวิหาริก ของท่านพระมหากสัสปะตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สพฺพํ นรานํ สผลํ สุจิณฺณํ ดังนี้.

ได้ยินว่า ภิกษุสองรูปนั้น ใช้สอยสมณบริขารร่วมกันมีความคุ้นเคยสนิทกันอย่ายิ่ง แม้เมื่อเที่ยวบิณฑบาตก็ไปร่วมกัน ไม่สามารถที่จะพรากจากกันได้. ภิกษุทั้งหลายนั่งสรรเสริญความคุ้นเคยกันของภิกษุทั้งสองรูปนั้นแหละในธรรมสภา พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่ภิกษุสองรูปนี้เป็นผู้คุ้นเคยกันในอัตภาพนี้ ไม่น่าอัศจรรย์เลย ก็โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้ถึงจะท่องเที่ยวไประหว่างสามสี่ภพ ก็ไม่ละทิ้งความสนิทสนมกันฐานมิตรเลยเหมือนกันแล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาแสดงดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล พระเจ้าอวันตีมหาราช เสวยราชสมบัติในกรุงอุชเชนี แคว้นอวันตี ในกาลนั้น ด้านนอกกรุงอุชเชนีมีหมู่บ้านคนจัณฑาลตำบลหนึ่ง. พระมหาสัตว์เจ้าบังเกิดในหมู่บ้านนั้น ต่อมา คัพภเสยยกสัตว์แม้อื่น ก็มาเกิดเป็นบุตรแห่งน้าหญิงของพระมหาสัตว์นั้นเหมือนกัน . ในกุมารทั้งสองนั้นคนหนึ่งซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ ชื่อจิตตกุมาร คนหนึ่งซึ่งเป็นบุตรน้าสาวชื่อสัมภูตกุมาร. กุมารแม้ทั้งสองเหล่านั้น ครั้นเจริญวัยแล้ว เรียนศิลปศาสตร์ ชื่อว่า จัณฑาลวังสโธวนะ วันหนึ่งชักชวนกัน ว่า เราทั้งสองจักแสดงศิลปศาสตร์ ที่ใกล้ประตูพระนครอุชเชนี คนหนึ่งแสดงศิลปะที่ประตูด้านทิศเหนือ อีกคนหนึ่งแสดงศิลปะที่ประตูด้านทิศใต้. ก็ในพระนครนั้นได้มีนางทิฏฐมังคลิกาสองคน คนหนึ่งเป็นธิดาของท่านเศรษฐี อีกคนหนึ่งเป็นธิดาของท่านปุโรหิตาจารย์. นางทั้งสองได้ให้บริวารชน ถือเอาของขบเคี้ยวและของบริโภคทั้งระเบียบดอกไม้และของหอมเป็นต้นเป็นอันมากไป ด้วยคิดว่าจักเล่นในอุทยาน คนหนึ่งออกทางประตูด้านทิศเหนือ อีกคนหนึ่งออกทางประตูด้านทิศใต้. นางทิฎฐมังคลิกากุมารีทั้งสองนั้น เห็นบุตรของคนจัณฑาลสองพี่น้องแสดงศิลปะอยู่ จึงถามว่าคนเหล่านี้เป็นใคร ๆ ได้ฟังว่าเป็นบุตรของคนจัณฑาล จึงคิดว่า เราทั้งหลายได้เห็นบุคคลที่ไม่สมควรจะเห็นแล้วหนอแล้วเอาน้ำหอมล้างตาพากันกลับ. มหาชนที่ไปด้วยพากันโกรธ กล่าวว่า เฮ้ยไอ้คนจัณฑาลชาติชั่ว เพราะอาศัยเจ้าทั้งสอง พวกเราจึงไม่ได้ดื่มสุราและกับแกล้มที่ไม่ต้องซื้อหา แล้วพากันโบยตีพี่น้องแม้ทั้งสองเหล่านั้น ให้ถึงความบอบช้ำย่อยยับ พี่น้องทั้งสองเหล่านั้นกลับได้สติฟื้นขึ้นมา จึงลุกขึ้นเดินไปยังสำนักของกันแลกัน มาพร้อมกัน ณ สถานที่แห่งหนึ่ง แล้วบอกเล่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นสู่กันฟัง ต่างร้องไห้คร่ำครวญ ปรึกษากันว่า เราทั้งสองจักทำอย่างไรกันดี แล้วพูดกันว่า เพราะอาศัยชาติกำเนิด ความทุกข์นี้จึงเกิดแก่เราทั้งสอง พวกเราไม่สามารถจะกระทำงานของคนจัณฑาลได้จึงตกลงกันว่า เราทั้งสองปกปิดชาติกำเนิดแล้ว ปลอมแปลงเพศเป็นพราหมณ์มาณพ ไปสู่เมืองตักกศิลา เล่าเรียนศิลปวิทยากันเถิด ดังนี้แล้ว เดินทางไปในพระนครตักกศิลานั้น เป็นธัมมันเตวาสิกเริ่มเรียนศิลปศาสตร์ ในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์เล่าลือกันไปทั่วชมพูทวีปว่า ได้ยินว่า คนจัณฑาลสองพี่น้อง ปกปิดชาติกำเนิดหนีไปเรียนศิลปศาสตร์.

ในพี่น้องทั้งสองคนนั้น จิตตบัณฑิตเล่าเรียนศิลปศาสตร์สำเร็จ แต่สัมภูตกุมารยังเรียนไม่สำเร็จ อยู่มาวันหนึ่ง พราหมณ์ชาวบ้านผู้หนึ่ง มาเชิญอาจารย์ทิศาปาโมกข์ว่า ข้าพเจ้าจักกระทำการสวดมนต์ (ในพิธีมงคล) ในคืนวันนั้นเอง ฝนตกเอ่อล้นซอกมุมเป็นต้นในหนทาง. อาจารย์จึงเรียกจิตตบัณฑิตมาแต่เช้าตรู่ ส่งไปแทนตนโดยสั่งว่าพ่อมหาจำเริญ เราไม่สามารถจะไปได้เธอจงไปสวดมงคลกถาพร้อมด้วยมาณพทั้งหลาย บริโภคอาหารส่วนที่พวกเธอได้รับ แล้วนำอาหารส่วนที่เราได้มาให้ด้วย จิตตบัณฑิตรับคำอาจารย์แล้วพามาณพทั้งหลายมาแล้ว. คนทั้งหลายคดข้าวปายาสตั้งไว้ หมายว่า กว่ามาณพทั้งหลายจะอาบน้ำล้างหน้าเสร็จ ก็จะเย็นพอดี เมื่อข้าวปายาสยังไม่ทันเย็นมาณพทั้งหลายพากันมานั่งในเรือนแล้ว. มนุษย์ทั้งหลายจึงให้น้ำทักษิโณทกยกสำรับมาตั้งไว้ข้างหน้าของมาณพเหล่านั้น. สัมภูตมาณพ เป็นเหมือนคนมีนิสัยละโมบในอาหาร รีบตักก้อนข้าวปายาสใส่ปาก ด้วยสำคัญว่าเย็นดีแล้วก้อนข้าวปายาสซึ่งร้อนระอุเหมือนเหล็กแดง ก็ลวกปากของเขา. เขาสะบัดหน้าสั่นไปทั้งร่าง ตั้งสติไม่อยู่ มองดูจิตตบัณฑิตเผลอกล่าวเป็นภาษาจัณฑาลไปอย่างนี้ว่า " ขลุ ขลุ " ฝ่ายจิตตบัณฑิต ก็ตั้งสติไว้ไม่ได้เหมือนกัน ส่งภาษาจัณฑาลตอบไปอย่างนี้ว่า " นิคคละ นิคคละ " มาณพทั้งหลายต่างมองหน้าแล้วพูดกันว่า นี้ภาษาอะไรกัน ? จิตตบัณฑิตกล่าวมงคลกถาอนุโมทนาแล้ว. มาณพทั้งหลาย จึงออกไปภายนอก แล้วนั่งวิพากย์วิจารภาษากันอยู่ในที่นั้น ๆเป็นพวก ๆ พอรู้ว่าเป็นภาษาจัณฑาลแล้วจึงด่าว่า เฮ้ย ! ไอ้คนจัณฑาลชาติชั่วพวกเจ้าหลอกลวงว่าเป็นพราหมณ์มาตลอดเวลามีประมาณเท่านี้ แล้วช่วยกันโบยตีมาณพทั้งสอง.

ลำดับนั้น สัตบุรุษผู้หนึ่งจึงห้ามว่า ท่านทั้งหลายจงหลีกไป แล้วกันสองมาณพออกมา แล้วส่งไปโดยพูดว่า นี้เป็นโทษแห่งชาติกำเนิดของท่านทั้งสอง จงพากันไปบวชเลี้ยงชีพ ณ ประเทศแห่งใดแห่งหนึ่งเถิด มาณพทั้งหลายกลับมาแจ้งเรื่องที่มาณพทั้งสองเป็นจัณฑาลให้อาจารย์ทราบทุกประการแม้มาณพทั้งสอง ก็เข้าป่า บวชเป็นฤาษี ต่อมาไม่นานนัก ก็จุติจากอัตภาพนั้นไปบังเกิดในท้องของแม่เนื้อ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา จำเดิมแต่คลอดจากท้องแม่เนื้อแล้ว มฤคโปดกทั้งสองพี่น้องก็เที่ยวไปด้วยกัน ไม่อาจพรากจากกันได้. วันหนึ่ง นายพรานผู้หนึ่ง มาเห็นมฤคโปดกทั้งสอง คาบเหยื่อกลับมาแล้วยืนเอาหัวต่อหัว เอาเขาต่อเขา เอาปากต่อปากจรดติดชิดกัน ยืนขนชันตั้งอยู่ ณ ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง จึงพุ่งหอกไปที่สัตว์ทั้งสองให้สิ้นชีวิต ด้วยการประหารทีเดียวเท่านั้น. ครั้นมฤคโปดกทั้งคู่จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ไปบังเกิดในกำเนิดนกเขา อยู่ที่ริมฝั่งน้ำ รัมมทานที. แม้ในอัตภาพนั้นก็มีนายพรานดักนกผู้หนึ่งมาเห็นลูกนกเขาทั้งสองเหล่านั้นซึ่งเจริญวัยแล้ว ไปเที่ยวคาบเหยื่อแล้วมายืนเอาหัวซบหัว เอาจะงอยปากต่อจะงอยปากแนบสนิทชิดเรียงยืนเคียงกัน จึงเอาข่ายครอบฆ่าให้ตายด้วยการประหารทีเดียวเท่านั้น. ก็ครั้นจุติจากอัตภาพนี้แล้ว จิตตบัณฑิตเกิดเป็นบุตรของปุโรหิตในพระนครโกสัมพี. สัมภูตบัณฑิตไปเกิดเป็นโอรสของพระเจ้าอุตตรปัญจาลราช. จำเดิมแต่กาลที่ถึงวันขนานนาม กุมารเหล่านั้น ก็ระลึกชาติหนหลังของตน ๆ ได้. สัมภูตบัณฑิตราชกุมาร ไม่สามารถระลึกชาติในระหว่างได้ คงระลึกได้เฉพาะชาติที่ ๔ ซึ่งเกิดเป็นคนจัณฑาลเท่านั้น ส่วนจิตตบัณฑิตกุมาร ระลึกได้ตลอด ๔ ชาติโดยลำดับ. ในเวลาที่มีอายุได้ ๑๖ ปี จิตตบัณฑิตออกจากเรือนเข้าไปสู่หิมวันต์ประเทศ บวชเป็นฤาษี ยังฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว ยับยั้งอยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่ฌาน. ฝ่ายสัมภูตราชกุมารเมื่อพระชนกสวรรคตแล้ว ให้ยกเศวตฉัตรขึ้นเสวยราชสมบัติแทน ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถา ด้วยความเบิกบานพระราชหฤทัย การทำให้เป็นเพลงขับเฉลิมฉลองมงคล ท่ามกลางมหาชน ในวันเฉลิมฉัตรมงคลนั่นเอง. นางสนมกำนัลก็ดี นักฟ้อนรำทั้งหลายก็ดี ได้สดับคาถาเพลงขับนั้นแล้ว คิดว่า ได้ยินว่า นี้เป็นเพลงขับเฉลิมฉลองเนื่องในวันมงคล ของพระราชาของเราทั้งหลาย จึงพากันขับร้องบทเพลงพระราชนิพนธ์นั้นทั่วกัน ประชาชนชาวพระนครแม้ทั้งหมดทราบว่า เพลงขับนี้เป็นที่โปรดปราน พอพระราชหฤทัยของพระราชา ก็พากันขับร้องบทพระราชนิพนธ์นั่นแหละ ต่อ ๆ กันไปโดยลำดับ. ฝ่ายพระจิตตบัณฑิตดาบส อยู่ในหิมวันตประเทศนั่นแล ใคร่ครวญพิจารณาดูว่า สัมภูตบัณฑิตผู้น้องชายของเรา ได้ครอบครองเศวตฉัตรแล้วหรือว่ายังไม่ได้ครอบครอง ทราบว่าได้ครอบครองแล้ว จึงคิดว่า บัดนี้เรายังไม่สามารถเพื่อจะไปสั่งสอนพระราชาซึ่งได้เสวยราชสมบัติใหม่ ให้ทรงรู้แจ้งซึ่งธรรมวิเศษได้ก่อน เราจักเข้าไปหาท้าวเธอในเวลาที่ทรงพระชราภาพ กล่าวธรรมกถา แล้วชักนำให้บรรพชาดังนี้แล้วจึงมิได้เสด็จไปตลอดคระยะเวลา ๕๐ ปี ในเวลาที่พระราชาทรงเจริญด้วยพระโอรสและพระธิดาแล้ว จึงเหาะมาทางอากาศด้วยฤทธานุภาพ ลงที่พระราชอุทยาน นั่งพักอยู่บนแท่นมงคลศิลาอาสน์ราวกับพระปฏิมาทองคำ. ขณะนั้นมีเด็กคนหนึ่ง ขับเพลงบทพระราชนิพนธ์ เก็บฟืนอยู่. จิตตบัณฑิตดาบสเรียกเด็กนั้นมา เด็กก็มาไหว้พระดาบสแล้วยืนอยู่. ทีนั้นพระจิตตบัณฑิตดาบส จึงกล่าวกะเด็กนั้นว่า ตั้งแต่เช้ามา เจ้าขับเพลงขับบทเดียวนี้เท่านั้นไม่รู้จักเพลงอย่างอื่นบ้างเลยหรือ ? เด็กตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมรู้บทเพลงแม้อย่างอื่น เป็นอันมาก แต่บทเพลงทั้งสองบทนี้ เป็นบทที่พระราชาทรงโปรดปราน พอพระราชหฤทัย เพราะฉะนั้น กระผมจึงขับร้องเฉพาะเพลงบทนี้เท่านั้น พระดาบสถานต่อไปว่า ก็มีใคร ๆ ขับร้องเพลงขับตอบบทพระราชนิพนธ์บ้างหรือไม่ ? เด็กตอบว่า ไม่มีเลยขอรับ. พระดาบสจึงกล่าวว่าก็เจ้าเล่า จักสามารถเพื่อจะขับบทเพลงตอบอยู่หรือ ? เด็กตอบว่า เมื่อกระผมรู้ก็จักสามารถ. พระดาบสกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น เมื่อพระราชาทรงขับบทเพลงพระราชนิพนธ์ทั้งสองแล้ว เจ้าจงจำเอาบทเพลงขับที่สามนี้ไปร้องขับตอบเถิดแล้วสอนเพลงขับนั้นให้เด็กส่งไป พร้อมกับสั่งว่า เจ้า ไปขับร้องในสำนักของพระราชา พระราชาทรงเลื่อมใสจักพระราชทานยศยิ่งใหญ่แก่เจ้า. เด็กนั้นรีบไปยังสำนักของมารดาให้ช่วยประดับตกแต่งตนแล้ว ไปยังประตูพระราชนิเวศน์สั่งราชบุรุษให้กราบทูลพระราชาว่า ได้ยินว่า มีเด็กคนหนึ่งจักมาขับร้องบทเพลงตอบกับด้วยพระองค์ ครั้นเมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้วจึงเข้าไปถวายบังคม อันพระราชาตรัสถามว่า พ่อเด็กน้อย เขาว่าเจ้าจักมาร้องเพลงตอบกับเราหรือ ? ก็กราบทูลว่า ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า เป็นความจริงพระเจ้าข้า แล้วกราบทูลให้พระราชามีพระราชโองการ ให้ราชบริษัททั้งหลายมาประชุมกัน เมื่อราชบริษัทประชุมพร้อมกันแล้ว จึงกราบทูลพระราชาว่าขอพระองค์โปรดทรงขับร้องเพลงบทพระนิพนธ์ของพระองค์ก่อนเถิด ข้าพระพุทธเจ้าจักขับบทเพลงถวายตอบทีหลัง. พระราชาได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาความว่า

กรรมทุกอย่างที่นรชนสั่งสมไว้แล้ว ย่อมมีผล เสมอไป ขึ้นชื่อว่ากรรม แม้จะเล็กน้อยที่จะไม่ให้ผล เป็นไม่มี เราได้เห็นตัวของเรา ผู้ชื่อว่า สัมภูตะ มี อานุภาพมาก อันบังเกิดขึ้นด้วยผลบุญ เพราะกรรม ของตนเอง กรรมทุกอย่างที่นรชนสั่งสมไว้แล้ว ย่อม มีผลเสมอไป ขึ้นชื่อว่ากรรมแม้จะเล็กน้อยที่จะไม่ให้ ผลเป็นไม่มี มโนรถของเราสำเร็จแล้ว แม้ฉันใด มโนรถแม้ของจิตตบัณฑิต พระเชษฐาของเรา ก็คง สำเร็จแล้วฉันนั้น กระมังหนอ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น กมฺมุนา กิญฺจน โมฆมตฺถิ นี้พระราชาตรัสหมายถึง อปราปรเวทนียกรรม ว่าในกรรมที่บุคคลทำแล้วทั้งดีและชั่ว กรรมแม้เล็กน้อยเพียงอย่างเดียว ที่จะชื่อว่าเป็นโมฆะไม่มี คือจะไร้ผลเสียเลย หามิได้ ต้องให้ผลก่อน จึงจักพ้นไปได้. บทว่า สมฺภูตํ ความว่าพระเจ้าสัมภูตบัณฑิต ตรัสเรียกพระองค์เองว่า เราเห็นตัวเองซึ่งมีชื่อว่าสัมภูตะ. บทว่า สกมฺมุนา ปุญฺผลูปปนฺนา ความว่า ข้าพเจ้าเห็นตัวข้าพเจ้า ผู้บังเกิดขึ้นด้วยผลแห่งบุญ เพราะกรรมของตน คือบังเกิดขึ้นด้วยผลแห่งบุญ เพราะอาศัยกรรมของตนเป็นเหตุเป็นปัจจัย.

บทว่า กจฺจินุ จิตฺตสฺสปิ ความว่า แท้จริง เราทั้งสองได้รักษาศีลร่วมกันมา ไม่นานนักข้าพเจ้าก็ถึงซึ่งยศใหญ่ ด้วยผลแห่งศีลนั่นเองก่อนฉันใด มโนรถแม้แห่งจิตตเชษฐาพระภาดาของเรา จะสำเร็จสมความมุ่งหมายฉันนั้นเหมือนกัน ดังมโนรถของเราหรือไม่หนอ.

เมื่อพระเจ้าสัมภูตะขับเพลงคาถาสองบทจบลง กุมารเมื่อจะขับเพลงตอบถวาย จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ กรรมทุกอย่างที่ นรชนสั่งสมไว้แล้ว ย่อมมีผลเสมอไป ขึ้นชื่อว่ากรรม แม้จะเล็กน้อยที่จะไม่ให้ผลเป็นอันไม่มี มโนรถของ พระองค์สำเร็จแล้ว แม้ฉันใด ขอพระองค์โปรดทราบ เถิดว่า มโนรถของจิตตบัณฑิต ก็สำเร็จแล้วฉันนั้น เหมือนกัน. พระราชาทรงสดับคาถานั้นแล้ว จึงตรัสพระคาถาที่ ๔ ความว่า เจ้าหรือคือจิตตะ เจ้าได้ฟังคำนี้มาจากคนอื่น หรือว่าใครบอกเนื้อความนี้แก่เจ้า คาถานี้เจ้าขับดีแล้ว

เราไม่มีความสงสัย เราจะให้บ้านส่วยร้อยตำบลแก่เจ้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุตมญฺโต เม ความว่า ถ้อยคำที่ว่าเชษฐาภาดาของพระเจ้าสัมภูตะ นามว่า จิตตบัณฑิตนี้ เจ้าได้ยินมาแต่สำนักจิตตบัณฑิตคนนั้น ผู้กล่าวอยู่หรือ ? บทว่า โกจิ นํ ความว่า หรือว่าใครบอกเนื้อความนี้แก่เจ้าว่า จิตตบัณฑิตผู้พระภาดาของพระเจ้าสัมภูตราชเราเห็นแล้ว. บทว่า สุคีตา ความว่า คาถานี้เจ้าขับดีแล้ว แม้โดยประการทั้งปวงเราไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยในเพลงขับนี้. บทว่า คามวรํ สตญฺจ ความว่าพระเจ้าสัมภูตราชตรัสว่า เราจะให้บ้านส่วยร้อยตำบลเป็นรางวัลแก่เจ้า.

ลำดับนั้น กุมารจึงกล่าวคาถาที่ ๕ ความว่า

ข้าพระพุทธเจ้าหาใช่จิตตะไม่ ข้าพระพุทธเจ้า ฟังคำนี้มาจากคนอื่น และฤาษีได้บอกเนื้อความนี้ แก่ข้าพระพุทธเจ้าแล้วสั่งว่า เจ้าจงไปขับคาถานี้ ตอบ ถวายพระราชา พระราชาทรงพอพระทัยแล้ว จะพึง พระราชทานบ้านส่วยให้แก่เจ้าบ้างกระมัง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตมตฺถํ ความว่า พระฤาษีรูปหนึ่งนั่งอยู่ในพระอุทยานของพระองค์ บอกเนื้อความนี้แก่ข้าพเจ้า. พระเจ้าสัมภูตราชทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้ว ทรงพระดำริว่า ชะรอยพระดาบสนั้น จักเป็นจิตตบัณฑิตผู้เชษฐภาดาของเรา เราจักไปพบพระเชษฐภาดาของเรานั้น เมื่อจะตรัสใช้ให้ราชบุรุษเตรียมกระบวน จึงตรัสพระคาถาสองคาถา ความว่า

ราชบุรุษทั้งหลาย จงเทียมราชรถของเรา จัดแจงให้ดี ผูกรัดจัดสรรให้งดงามวิจิตร จงผูกรัด สายประคนมงคลหัตถี นายหัตถาจารย์จงขึ้นประจำคอ จงนำเอาเภรีตะโพนสังข์มาตระเตรียม เจ้าหน้าที่ ทั้งหลายจงเทียมยานพาหนะโดยเร็ว วันนี้แลเราจักไป เยี่ยมเยียนพระฤาษี ซึ่งนั่งอยู่ ณ อาศรมสถานให้ถึงที่ ทีเดียว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หญฺนฺตุ แปลว่า จงนำมาเตรียมไว้. บทว่า อสฺสมนฺตํ ตัดบทเป็น อสฺสมํ ตํ แปลว่า ยังอาศรมบทนั้น.

พระเจ้าสัมภูตราช ครั้นดำรัสสั่งอย่างนี้แล้ว เสด็จขึ้นทรงรถพระที่นั่งเสด็จไปโดยพลัน จอดราชรถไว้ที่ประตูพระราชอุทยาน แล้วเสด็จเข้าไปหาพระดาบสจิตตบัณฑิตนมัสการแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง มีพระราชหฤทัยชื่นชมโสมนัส ตรัสพระคาถาที่ ๘ ความว่า

ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ลาภดีแล้วหนอ คาถาอันข้าพเจ้า ขับดีแล้วในท่ามกลางบริษัท ข้าพเจ้าได้พบพระฤาษี ผู้สมบูรณ์ด้วยศีลพรต เป็นผู้มีความชื่นชมยินดี ปีติโสมนัสยิ่งนัก.

พระคาถานี้มีอรรถาธิบายว่า คาถาที่ข้าพเจ้าขับกล่อมในท่ามกลางบริษัท ในวันฉัตรมงคลของข้าพเจ้านั้น เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าได้พบพระฤาษีผู้เข้าถึงศีลและพรตแล้ว ถึงความปีติโสมนัสหาที่เปรียบมิได้ นับว่าข้าพเจ้าได้ลาภอันดียิ่งทีเดียว.

ตอนที่ ๑ / ๓ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๓๗–๕๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

วิสตินิบาตชาดก · ๑๒๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

จิตฺตสมฺภูตชาตกํ

สพฺพํ นรานํ สผลํ สุจิณฺณนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อายสฺมโต มหากสฺสปสฺส ปิยสํวาเส เทฺว สทฺธิวิหาริเก ภิกฺขู อารพฺภ กเถสิ ฯ

เต กิร อญฺญมญฺญํ อปฺปฏิวิภตฺตโภคา ปรมวิสฺสาสิกา อเหสุํ ปิณฺฑาย จรนฺตาปิ เอกโต คจฺฉนฺติ วินา ภวิตุํ น สกฺโกนฺติ ฯ ธมฺมสภายํ ภิกฺขู เตสํเยว วิสฺสาสํ วณฺณยมานา นิสีทึสุ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต อนจฺฉริยํ ภิกฺขเว อิเมสํ เอกสฺมึ อตฺตภาเว วิสฺสาสิกตฺตํ โปราณกปณฺฑิตา ปน ตีณิ จตฺตาริ ภวนฺตรานิ คจฺฉนฺตาปิ มิตฺตภาวํ น วิชหึสุเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต อวนฺติรฏฺเฐ อุชฺเชนิยํ อวนฺติมหาราชา นาม รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตทา อุชฺเชนิยา พหิ จณฺฑาลกคามโก อโหสิ ฯ มหาสตฺโต ตตฺถ นิพฺพตฺติ ฯ อปโรปิ สตฺโต ตสฺเสว มาตุจฺฉาปตฺโต หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ เตสุ เอโก จิตฺโต นาม อโหสิ เอโก สมฺภูโต นาม อโหสิ เต อุโภปิ วยปฺปตฺตา จณฺฑาลวํสโธวนํ นาม สิปฺปํ อุคฺคณฺหิตฺวา เอกทิวสํ อุชฺเชนีนครทฺวาเร สิปฺปํ ทสฺเสสฺสามาติ เอโก อุตฺตรทฺวาเร สิปฺปํ ทสฺเสสิ เอโก ปาจีนทฺวาเร สิปฺปํ ทสฺเสสิ ฯ ตสฺมิญฺจ นคเร เทฺว ทิฏฺฐมงฺคลิกาโย อเหสุํ ฯ เอกา เสฏฺฐิธีตา เอกา ปุโรหิตธีตา ฯ ตา พหุขาทนีย โภชนีย มาลาคนฺธาทีนิ คาหาเปตฺวา อุยฺยานกีฬํ กีฬิสฺสามาติ เอกา อุตฺตรทฺวาเรน นิกฺขมิ เอกา ปาจีนทฺวาเรน ฯ ตา เต จณฺฑาลปุตฺเต สิปฺปํ ทสฺเสนฺเต ทิสฺวา เก เอเตติ ปุจฺฉิตฺวา จณฺฑาลปุตฺตาติ สุตฺวา อปสฺสิตพฺพยุตฺตกํ วต ปสฺสิมฺหาติ คนฺโธทเกน อกฺขีนิ โธวิตฺวา นิวตฺตึสุ ฯ มหาชนา อเร ทุฏฺฐจณฺฑาลา ตุมฺเห นิสฺสาย มยํ อมูลกานิ สุราภตฺตานิ น ลภิมฺหาติ เต อุโภปิ ภาติเก โปเถตฺวา อนยพฺยสนํ ปาเปสุํ ฯ เต ปฏิลทฺธสญฺญา อุฏฺฐาย อญฺญมญฺญสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา เอกสฺมึ ฐาเน สมาคนฺตฺวา อญฺญมญฺญสฺส ตํ ทุกฺขุปฺปตฺตึ อาโรเจตฺวา โรทิตฺวา ปริเทวิตฺวา กินฺติ กริสฺสามาติ มนฺเตตฺวา อิทํ อมฺหากํ ชาตึ นิสฺสาย ทุกฺขํ อุปฺปนฺนํ จณฺฑาลกมฺมํ กาตุํ น สกฺขิสฺสามาติ ชาตึ ปฏิจฺฉาเทตฺวา พฺราหฺมณมาณวกเวเสน ตกฺกสิลํ คนฺตฺวา สิปฺปํ อุคฺคณฺหิสฺสามาติ สนฺนิฏฺฐานํ กตฺวา ตตฺถ คนฺตฺวา ธมฺมนฺเตวาสิกา หุตฺวา ทิสาปาโมกฺขาจริยสฺส สนฺติเก สิปฺปํ ปฏฺฐเปสุํ ฯ ชมฺพูทีปตเล เทฺว กิร จณฺฑาลา ชาตึ ปฏิจฺฉาเทตฺวา สิปฺปํ อุคฺคณฺหนฺตีติ สุยฺยิตฺถ ฯ

เตสุ จิตฺตปณฺฑิตสฺส สิปฺปํ นิฏฺฐิตํ สมฺภูตสฺส น ตาว นิฏฺฐิตํ ฯ อเถกทิวสํ เอโก คามวาสี พฺราหฺมโณ วาจกํ กริสฺสามีติ อาจริยํ นิมนฺเตสิ ฯ ตเมว รตฺตึ เทโว วสฺสิตฺวา มคฺเค กนฺทราทีนิ ปูเรสิ ฯ อาจริโย ปาโตว จิตฺตปณฺฑิตํ ปกฺโกสาเปตฺวา ตาต อหํ คนฺตุํ น สกฺขิสฺสามิ ตฺวํ มาณเวหิ สทฺธึ คนฺตฺวา มงฺคลํ วตฺวา ตุมฺเหหิ ลทฺธํ ภุญฺชิตฺวา อมฺเหหิ ลทฺธํ อาหราติ เปเสสิ ฯ โส สาธูติ มาณวเก คเหตฺวา อาคโต ฯ ยาว มาณวา นหายนฺติ เจว มุขานิ โธวนฺติ จ ตาว มนุสฺสา ปายาสํ วฑฺฒิตฺวา นิพฺพาตูติ ปฏฺฐเปสุํ ฯ มาณวา ตสฺมึ อนิพฺพุเตเยว อาคนฺตฺวา นิสีทึสุ ฯ มนุสฺสา ทกฺขิโณทกํ ทตฺวา เตสํ ปุรโต ปาติโย ฐเปสุํ ฯ สมฺภูโต ลุทฺธธาตุโก วิย หุตฺวา สีตโลติ สญฺญาย ตํ ปายาสปิณฺฑํ อุกฺขิปิตฺวา มุเข ฐเปสิ ฯ โส ตสฺส อาทิตฺตอโยคุโฬ มุขํ ทหิ ฯ โส กมฺปมาโน สตึ อนุปฏฺฐเปตฺวา จิตฺตปณฺฑิตํ โอโลเกตฺวา จณฺฑาลภาสาย เอวํ ขลุ ขลูติ อาห ฯ โสปิ ตเถว สตึ อนุปฏฺฐเปตฺวา จณฺฑาลภาสาย เอวํ นิคฺคล นิคฺคลาติ อาห ฯ มาณวา อญฺญมญฺญํ โอโลเกตฺวา กึภาสา นาเมสาติ วทึสุ ฯ จิตฺตปณฺฑิโต มงฺคลํ อภาสิ ฯ มาณวา พหิ นิกฺขมิตฺวา วคฺควคฺคา หุตฺวา ตตฺถ ตตฺถ นิสีทิตฺวา ภาสํ โสเธนฺตา จณฺฑาลภาสาติ ญตฺวา อเร ทุฏฺฐจณฺฑาลา เอตฺตกํ กาลํ พฺราหฺมณมฺหาติ วตฺวา วญฺจยิตฺถาติ อุโภปิ เต โปถยึสุ ฯ

อเถโก สปฺปุริโส อเปถาติ นิวาเรตฺวา อยํ ตุมฺหากํ ชาติยา โทโส คจฺฉถ กตฺถจิ เทเสว ปพฺพชิตฺวา ชีวถาติ เต อุโภ อุยฺโยเชสิ ฯ มาณวา เตสํ จณฺฑาลภาวํ อาจริยสฺส อาโรเจสุํ ฯ อิตเรปิ อรญฺญํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา น จิรสฺเสว ตโต จวิตฺวา เนรญฺชราย ตีเร มิคิยา กุจฺฉิสฺมึ นิพฺพตฺตึสุ ฯ เต มาตุกุจฺฉิโต นิกฺขนฺตกาลโต ปฏฺฐาย เอกโตว วิจรนฺติ วินา ภวิตุํ น สกฺโกนฺติ ฯ เต เอกทิวสํ โคจรํ คเหตฺวา เอกสฺมึ รุกฺขมูเล สีเสน สีสํ สิงฺเคน สิงฺคํ ตุณฺเฑน ตุณฺฑํ อลฺลิยาเปตฺวา โรมสมาเน ฐิเต ทิสฺวา เอโก ลุทฺทโก สตฺตึ ขิปิตฺวา เอกปฺปหาเรเนว ชีวิตา โวโรเปสิ ฯ ตโต จวิตฺวา รมฺมทานทีตีเร อุกฺกุสโยนิยํ นิพฺพตฺตึสุ ฯ ตตฺถาปิ เต วุฑฺฒิปฺปตฺเต โคจรํ คเหตฺวา สีเสน สีสํ ตุณฺเฑน ตุณฺฑํ อลฺลิยาเปตฺวา ฐิเต ทิสฺวา เอโก ยฏฺฐิลุทฺทโก เอกปฺปหาเรเนว พนฺธิตฺวา วธิ ฯ ตโต ปน จวิตฺวา จิตฺตปณฺฑิโต โกสมฺพิยํ ปุโรหิตสฺส ปุตฺโต หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ สมฺภูตปณฺฑิโต อุตฺตรปญฺจาลรญฺโญ ปุตฺโต หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ เต นามคหณทิวสกาลโต ปฏฺฐาย อตฺตโน ชาตึ อนุสฺสรึสุ ฯ สมฺภูตปณฺฑิโต นิรนฺตรํ สริตุํ อสกฺโกนฺโต จตุตฺถํ จณฺฑาลชาติเมว อนุสฺสรติ ฯ จิตฺตปณฺฑิโต ปฏิปาฏิยา จตสฺโส ชาติโยติ ฯ โส โสฬสวสฺสกาเล นิกฺขมิตฺวา หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ฌานาภิญฺญาโย นิพฺพตฺเตตฺวา ฌานสุเขน วีตินาเมนฺโต วสิ ฯ สมฺภูโตปิ ปิตุอจฺจเยน ฉตฺตํ อุสฺสาเปตฺวา ฉตฺตมงฺคลทิวเสเยว มหาชนมชฺเฌ มงฺคลคีตํ กตฺวา อุทานวเสน เทฺว คาถา อภาสิ ฯ ตา สุตฺวา อมฺหากํ กิร รญฺโญ มงฺคลคีตนฺติ โอโรธาปิ คนฺธพฺพาปิ ตเมว คีตํ คายนฺติ ฯ อนุกฺกเมน รญฺโญ ปิยคีตนฺติ สพฺเพปิ นครวาสิโน มนุสฺสา ตเมว คายนฺติ ฯ จิตฺตปณฺฑิโตปิ หิมวนฺตปฺปเทเส วสนฺโตเยว กินฺนุโข เม ภาติเกน สมฺภูเตน ฉตฺตํ ลทฺธํ อุทาหุ น ตาวาติ อุปธาเรนฺโต ลทฺธภาวํ ญตฺวา นวรชฺชํ ตาว อิทานิ คนฺตฺวา ตํ ปโพเธตุํ น สกฺขิสฺสามิ มหลฺลกกาเล นํ อุปสงฺกมิตฺวา ธมฺมํ กเถตฺวา ปพฺพาเชสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ปณฺณาสวสฺสานิ อคนฺตฺวา รญฺโญ ปุตฺตธีตาหิ วฑฺฒิตกาเล อิทฺธิยา อากาเสนาคนฺตฺวา รญฺโญ อุยฺยาเน โอตริตฺวา มงฺคลสิลาปฏฺเฏ สุวณฺณปฏิมา วิย นิสีทิ ฯ ตสฺมึ ขเณ เอโก ทารโก รญฺโญ ตํ คีตํ คายนฺโต ทารูนิ อุทฺธรติ ฯ จิตฺตปณฺฑิโต ตํ ปกฺโกสิ ฯ โส อาคนฺตฺวา วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ อถ นํ อาห ตฺวํ ปาโต ปฏฺฐาย อิมเมว คีตํ คายสิ กึ อญฺญํ น ชานาสีติ ฯ ภนฺเต อญฺญานิปิ พหูนิ ชานามิ อิมานิ ปน เทฺว รญฺโญ ปิยคีตานิ ตสฺมา อิมาเนว คายามีติ ฯ อตฺถิ โกจิ ปน รญฺโญ คีตสฺส ปฏิคีตํ คายนฺโตติ ฯ นตฺถิ ภนฺเตติ ฯ สกฺขิสฺสสิ ปน ตฺวํ ปฏิคีตํ คายิตุนฺติ ฯ ชานนฺโต สกฺขิสฺสามีติ ฯ เตนหิ ตฺวํ รญฺญา ทฺวีสุ คีเตสุ คายิเตสุ อิทํ ตติยํ กตฺวา คายสฺสูติ คีตํ ทตฺวา รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา คายิสฺสสิ ราชา เต ปสีทิตฺวา มหนฺตํ อิสฺสริยํ ทสฺสตีติ อุยฺโยเชสิ ฯ โส สีฆํ มาตุ สนฺติกํ คนฺตฺวา อตฺตานํ อลงฺการาเปตฺวา ราชทฺวารํ คนฺตฺวา เอโก กิร ทารโก ตุมฺเหหิ สทฺธึ ปฏิคีตํ คายิสฺสตีติ รญฺโญ อาโรจาเปตฺวา อาคนฺตฺวา คายตูติ วุตฺเต คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา ตฺวํ กิร ตาต ปฏิคีตํ คายิสฺสสีติ ปุฏฺโฐ อาม เทวาติ สพฺพํ ราชปริสํ สนฺนิปาตาเปตฺวา สนฺนิปติตาย ปริสาย ราชานํ อาห ตุมฺเห ตาวเทว ตุมฺหากํ คีตํ คายถ อถาหํ ปฏิคีตํ คายิสฺสามีติ ฯ ราชา เทฺว คาถา อภาสิ

สพฺพํ นรานํ สผลํ สุจิณฺณํ

น กมฺมุนา กิญฺจน โมฆมตฺถิ

ปสฺสามิหํ สมฺภูตํ มหานุภาวํ

สกมฺมุนา ปุญฺญผลูปปนฺนํ ฯ

สพฺพํ นรานํ สผลํ สุจิณฺณํ

น กมฺมุนา กิญฺจน โมฆมตฺถิ

กจฺจินฺนุ จิตฺตสฺสปิ เอวเมว

อิทฺโธ มโน ตสฺส ยถาปิ มยฺหนฺติ ฯ

ตตฺถ น กมฺมุนา กิญฺจน โมฆมตฺถีติ สุกตทุกฺกเตสุ กมฺเมสุ กิญฺจนํ เอกํ กมฺมํปิ โมฆํ นาม นตฺถิ นิปฺผลํ น โหติ วิปากํ ทตฺวา วินสฺสตีติ อปราปริยเวทนียกมฺมํ สนฺธายาห ฯ สมฺภูตนฺติ อตฺตานํ วทติ ปสฺสามิ อหํ อายสฺมนฺตํ สมฺภูตํ ฯ สกมฺมุนา ปุญฺญผลูปปนฺนนฺติ สเกน กมฺเมน ปุญฺญผลูปปนฺนํ สกมฺมํ นิสฺสาย ปุญฺญผเลน อุปปนฺนํ ตํ ปสฺสามีติ อตฺโถ ฯ กจฺจินฺนุ จิตฺตสฺสปีติ มยํ หิ เทฺวปิ ชนา เอกโต หุตฺวา น จิรํ สีลํ รกฺขิมฺหา อหํ ตาว ตสฺเสว ผเลน มหนฺตํ ยสํ ปตฺโต กจฺจิ นุโข เม ภาติกสฺส จิตฺตสฺสาปิ เอวเมว มโน อิทฺโธ สมิทฺโธติ ฯ

ตสฺส คีตาวสาเน ทารโก คายนฺโต ตติยํ คาถมาห

สพฺพํ นรานํ สผลํ สุจิณฺณํ

น กมฺมุนา กิญฺจน โมฆมตฺถิ

จิตฺตํปิ ชานาติ ตเถว เทว

อิทฺโธ มโน ตสฺส ยถาปิ ตุยฺหนฺติ ฯ

ตํ สุตฺวา ราชา จตุตฺถํ คาถมาห

ภวํ นุ จิตฺโต สุตมญฺญโต เต

อุทาหุ เต โกจิ นํ เอตทกฺขา

คาถา สุคีตา น มมตฺถิ กงฺขา

ททามิ เต คามวรํ สตญฺจาติ ฯ

ตตฺถ สุตมญฺญโต เตติ อหํ สมฺภูตสฺส ภาตา จิตฺโต นามาติ วทนฺตสฺส จิตฺตสฺเสว นุ เต สนฺติกา สุตนฺติ อตฺโถ ฯ โกจิ นนฺติ อุทาหุ มยา สมฺภูตสฺส รญฺโญ ภาตา จิตฺโต ทิฏฺโฐติ โกจิ เต เอตมตฺถํ อาจิกฺขิ ฯ สุคีตาติ สพฺพถาปิ อยํ คาถา สุคีตา นตฺเถตฺถ มม กงฺขา ฯ คามวรํ สตญฺจาติ คามวรานํ เต สตํ ททามีติ วทติ ฯ

ตโต ทารโก ปญฺจมํ คาถมาห

น จาหํ จิตฺโต สุตมญฺญโต เม

อิสิ จ เม เอตมตฺถํ อสํสิ

คนฺตฺวาน รญฺโญ ปฏิคาหิ คาถํ

อปิ นุ เต คามวรํ ทเทยฺยาติ ฯ

ตตฺถ เอตมตฺถนฺติ ตุมฺหากํ อุยฺยาเน นิสินฺโน เอโก อิสิ มยฺหํ เอตมตฺถํ อาจิกฺขิ ฯ

ตํ สุตฺวา ราชา โส มม ภาตา จิตฺโต ภวิสฺสติ อิทาเนว นํ คนฺตฺวา ปสฺสิสฺสามีติ ปุริเส อาณาเปนฺโต คาถาทฺวยมาห

โยเชนฺตุ เม ราชรเถ สุกเต จิตฺตสิพฺพเน

กจฺฉํ นาคานํ พนฺธถ คีเวยฺยํ ปฏิมุญฺจถ ฯ

หญฺญนฺตุ โภ เภริ มุทิงฺค สงฺเข

สีฆานิ ยานานิ จ โยชยนฺตุ

อชฺเชวหํ อสฺสมนฺตํ คมิสฺสํ

ยตฺเถว ทกฺขิสฺส อิสึ นิสินฺนนฺติ ฯ

ตตฺถ หญฺญนฺตูติ อาหญฺญนฺตุ ฯ อสฺสมนฺตนฺติ ตํ อสฺสมํ ฯ

โส เอวํ วตฺวา รถํ อภิรุยฺห สีฆํ คนฺตฺวา อุยฺยานทฺวาเร รถํ ฐเปตฺวา จิตฺตปณฺฑิตํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺโน ตุฏฺฐมานโส อฏฺฐมํ คาถมาห

สุลทฺธลาโภ วต เม อโหสิ

คาถา สุคีตา ปริสาย มชฺเฌ

โสหํ อิสึ สีลวตูปปนฺนํ

ทิสฺวา ปตีโต สุมโนหมสฺมีติ ฯ

ตสฺสตฺโถ สุลทฺธลาโภ วต มยฺหํ ฉตฺตมงฺคลทิวเส ปริสาย มชฺเฌ คีตา คาถา สุคีตา วต อโหสิ สฺวาหํ อชฺช สีลวตูปปนฺนํ อิสึ ทิสฺวา ปีติโสมนสฺสปฺปตฺโต ชาโตติ ฯ

โส จิตฺตปณฺฑิตสฺส ทิฏฺฐกาลโต ปฏฺฐาย โสมนสฺสปฺปตฺโต ภาติกสฺส เม ปลฺลงฺกํ อตฺถรถาติ อาทีนิ อาณาเปนฺโต นวมํ คาถมาห

อาสนํ อุทกปิฏฺฐํ ปฏิคฺคณฺหาตุ โน ภวํ

อคฺเฆ ภวนฺตํ ปุจฺฉามิ อคฺฆํ กุรุตุ โน ภวนฺติ ฯ

ตตฺถ อคฺเฆติ อติถิโน ทาตพฺพยุตฺตกสฺมึ อคฺเฆ ภวนฺตํ อาปุจฺฉามิ ฯ กุรุตุ โนติ อิมํ โน อคฺฆํ ภวํ ปฏิคฺคณฺหาตูติ ฯ

เอวํ มธุรปฏิสนฺถารํ กตฺวา รชฺชํ มชฺเฌ ภินฺทิตฺวา เทนฺโต อิตรํ คาถมาห

รมฺมญฺจ เต อาวสถํ กโรตุ

นารีคเณหิ ปริจารยสฺสุ

กโรหิ โอกาสมนุคฺคหาย

อุโภปิ มํ อิสฺสริยํ กโรมาติ ฯ

ตตฺถ อิมํ อิสฺสริยนฺติ กปิลรฏฺเฐ อุตฺตรปญฺจาลนคเร รชฺชํ มชฺเฌ ภินฺทิตฺวา เทฺว ราชาโน กโรม อนุภวาม ฯ

ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา จิตฺตปณฺฑิโต ธมฺมํ เทเสนฺโต ฉ คาถา อภาสิ

ทิสฺวา ผลํ ทุจฺจริตสฺส ราช

อโถ สุจิณฺณสฺส มหาวิปากํ

อตฺตานเมว ปฏิสํยมิสฺสํ

น ปตฺถเย ปุตฺตปสุทฺธนํ วา ฯ

ทเสวิมา วสฺสทสา มจฺจานํ อิธ ชีวิตํ

อปฺปตฺตญฺเญว ตํ โอธึ นโฬ ฉินฺโนว สุสฺสติ ฯ

ตตฺถ กา นนฺทิ กา ขิฑฺฑา กา รติ กา ธเนสินา

กึ เม ปุตฺเตหิ ทาเรหิ ราช มุตฺโตสฺมิ พนฺธนา ฯ

โสหเมตํ ปชานามิ มจฺจุ เม นปฺปมชฺชติ

อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส กา รติ กา ธเนสินา ฯ

ชาตี นรานํ อธมฺมา ชนินฺท

จณฺฑาลโยนี ทฺวิปทกนิฏฺฐา

สเกหิ กมฺเมหิ สุปาปเกหิ

จณฺฑาลิคพฺเภ อวสิมฺห ปุพฺเพ ฯ

จณฺฑาลาหุมฺหาวนฺตีสุ มิคา เนรญฺชรํ ปติ

อุกฺกุสา รมฺมทาตีเร ตยชฺช พฺราหฺมณขตฺติยาติ ฯ

ตตฺถ ทุจฺจริตสฺสาติ มหาราช ตฺวํ สุจริตสฺเสว ผลํ ชานาสิ อหํ ปน ทุจฺจริตสฺสาปิ ผลํ ปสฺสามิเยว มยํ หิ อุโภ ทุจฺจริตผเลน อิโต จตุตฺเถ อตฺตภาเว จณฺฑาลโยนิยํ นิพฺพตฺตา ตตฺถ น จิรํ สีลํ รกฺขิตฺวา ตสฺส ผเลน ตฺวํ ขตฺติยกุเล นิพฺพตฺโต อหํ พฺราหฺมณกุเล เอวาหํ ทุจฺจริตสฺส จ ผลํ สุจิณฺณสฺส จ ผลํ มหาวิปากํ ทิสฺวา อตฺตานเมว สีลสํยเมน ปฏิสํยมิสฺสํ ปุตฺตํ วา ปสุํ วา ธนํ วา น ปตฺเถมิ ฯ ทเสวิมา วสฺสทสาติ มหาราช มนฺททสกํ ขิฑฺฑาทสกํ วณฺณทสกํ พลทสกํ ปญฺญาทสกํ หานิทสกํ ปพฺภารทสกํ วงฺกทสกํ โมมูหทสกํ สยนทสกนฺติ อิเมสํ หิ ทสนฺนํ ทสกานํ วเสน ทเสว วสฺสทสา อิมํ มจฺจานํ อิธ มนุสฺสโลกมฺหิ ชีวิตํ ตยิทํ นิยเมน สพฺพา เอตา ทสา น ปาปุณาติ อถโข อปฺปตฺตญฺเญว ตํ โอธึ นโฬ ฉินฺโนว สุสฺสติ เยปิ สกลํ วสฺสสตํ ชีวนฺติ เตสํปิ มนฺททสเก ปวตฺตา รูปารูปธมฺมา วิจฺฉินฺทิตฺวา อาตเป ปกฺขิตฺตนโฬ วิย ตตฺเถว สุสฺสนฺติ อนฺตรธายนฺติ ตํ โอธึ อติกฺกมิตฺวา ขิฑฺฑาทสกํ น ปาปุณนฺติ ตถา ขิฑฺฑาทสกาทีสุ ปวตฺตานิ วณฺณทสกาทีนิ ฯ ตตฺถาติ ตสฺมึ เอวํ สุสฺสมาเน ชีวิเต กา ปญฺจกามคุเณ นิสฺสาย อภินนฺทิ กา กายกีฬาทิวเสน ขิฑฺฑา วา กา โสมนสฺสวเสน รติ กา ธเนสินา กึ เม ปุตฺเตหิ ทาเรหิ มุตฺโตสฺมิ เอตมฺหา ปุตฺตทารพนฺธนาติ อตฺโถ ฯ อนฺตเกนาธิปนฺนสฺสาติ ชีวิตนฺตกเรน มจฺจุนา อภิภูตสฺส ฯ ทฺวิปทกนิฏฺฐาติ ทฺวิปทานํ อนฺตเร ลามกา ฯ อวสิมฺหาติ เทฺวปิ มยํ อวสิมฺห ฯ จณฺฑาลาหุมฺหาติ มหาราช อิโต ปุพฺเพว จตุตฺถํ ชาตึ อวนฺติรฏฺเฐ อุชฺเชนีนคเร จณฺฑาลา อหุมฺหา ตโต จวิตฺวา เนรญฺชราย นทิยา ตีเร อุโภปิ มิคา อหุมฺหา ตตฺถ เทฺวปิ อมฺเห เอกสฺมึ รุกฺขมูเล อญฺญมญฺญํ นิสฺสาย ฐิเต เอโก ลุทฺทโก เอเกเนว สตฺติปฺปหาเรน ชีวิตา โวโรเปสิ ตโต จวิตฺวา รมฺมทาตีเร กุรรา อหุมฺหา ตตฺราปิ โน นิสฺสาย ฐิเต เอโก เนสาโท เอกปฺปหาเรเนว พนฺธิตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปสิ ตโต จวิตฺวา เต มยํ อชฺช พฺราหฺมณขตฺติยา ชาตา อหํ โกสมฺพิยํ พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺโต ตฺวํ อิธ ราชา ชาโตติ เอวมสฺส อตีตา ลามกา ชาติโย ปกาเสตฺวา อิทาเนว อิมิสฺสาปิ ชาติยา อายุสงฺขารปริตฺตกํ ทสฺเสตฺวา ปุญฺเญสุ อุสฺสาหํ ชเนนฺโต จตสฺโส คาถา อภาสิ

อุปนียติ ชีวิตมปฺปมายุํ

ชรูปนีตสฺส น สนฺติ ตาณา

กโรหิ ปญฺจาล มเมว วากฺยํ

มากาสิ กมฺมานิ ทุกฺขุทฺรยานิ ฯ

อุปนียติ ชีวิตมปฺปมายุํ

ชรูปนีตสฺส น สนฺติ ตาณา

กโรหิ ปญฺจาล มเมว วากฺยํ

มากาสิ กมฺมานิ ทุกฺขปฺผลานิ ฯ

อุปนียติ ชีวิตมปฺปมายุํ

ชรูปนีตสฺส น สนฺติ ตาณา

กโรหิ ปญฺจาล มเมว วากฺยํ

มากาสิ กมฺมานิ รชสฺสิรานิ ฯ

อุปนียติ ชีวิตมปฺปมายุํ

วณฺณํ ชรา หนฺติ นรสฺส ชียโต

กโรหิ ปญฺจาล มเมว วากฺยํ

มากาสิ กมฺมํ นิรยูปปตฺติยาติ ฯ

ตตฺถ อุปนียตีติ มหาราช อิทํปิ ชีวิตํ มรณํ อุปคจฺฉติ อิทํ หิ เตสํ สตฺตานํ อปฺปมายุํ สรสปริตฺตตายปิ ฐิติปริตฺตตายปิ ปริตฺตํ สุริยุคฺคมเน ติณคฺเค อุสฺสาวพินฺทุสทิสํ ฯ น สนฺติ ตาณาติ น หิ ชราย มรณํ อุปนีตสฺส ปุตฺตาทโย ตาณา นาม โหนฺติ ฯ มเมว วากฺยนฺติ เอตํ มม วจนํ ฯ มากาสีติ มา รูปาทิกามคุณเหตุ ปมาทํ อาปชฺชตฺวา นิรยาทีสุ ทุกฺขวฑฺฒนานิ กมฺมานิ อกาสิ ฯ ทุกฺขปฺผลานีติ ทุกฺขวิปากานิ ฯ รชสฺสิรานีติ กิเลสรเชน โอกิณฺณสีสานิ ฯ วณฺณนฺติ ชิรมานสฺส นรสฺส สรีรวณฺณํ ชรา หนฺติ ฯ นิรยูปปตฺติยาติ นิรสฺสาเท นิรเย อุปฺปชฺชนตฺถาย ฯ

เอวํ มหาสตฺเต กเถนฺเต ราชา ปพุชฺฌิตฺวา ติสฺโส คาถา อภาสิ

อทฺธา หิ สจฺจํ วจนํ ตเวทํ

ยถา อิสี ภาสสิ เอวเมตํ

กามา จ เม สนฺติ อนปฺปรูปา

เต ทุจฺจชา มาทิสเกน ภิกฺขู ฯ

นาโค ยถา ปงฺกมชฺเฌ พฺยสนฺโน

ปสฺสํ ถลํ นาภิสมฺโภติ คนฺตุํ

เอวมหํ กามปงฺเก พฺยสนฺโน

น ภิกฺขุโน มคฺคมนุพฺพชามิ ฯ

ยถาปิ มาตาปิตโร จ ปุตฺตํ

นานุสาสเร กินฺติ สุขี ภเวยฺย

เอวํปิ มํ ตฺวํ อนุสาส ภนฺเต

ยถา จิรํ เปจฺจ สุขี ภเวยฺยนฺติ ฯ

ตตฺถ อนปฺปรูปาติ อปริตฺตชาติกา พหู อปริมิตา ฯ เต ทุจฺจชา มาทิสเกนาติ ภาติก ตฺวํ กิเลเส ปหาย ฐิโต อหํ ปน กามปงฺเก นิมุคฺโค ตสฺมา มาทิเสเนว เต กามา ทุจฺจชา ฯ นาโค ยถาติ อิมินา อตฺตโน กามปงฺเก นิมุคฺคภาวสฺส อุปมํ ทสฺเสติ ฯ ตตฺถ พฺยสนฺโนติ วิสนฺโน วิสตฺโต อนุปฺปวิฏฺโฐ ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ มคฺคนฺติ ตุมฺหากํ โอวาทานุสาสนิมคฺคํ ฯ นานุพฺพชามีติ ปพฺพชิตุํ น สกฺโกมิ อิเธว ปน เม ฐิตสฺส โอวาทํ เทถาติ ฯ อนุสาสเรติ อนุสาเสนฺติ ฯ

อถ นํ มหาสตฺโต อาห

โน เจ ตุวํ อุสฺสาหเส ชนินฺท

กาเม อิเม มานุสเก ปหาตุํ

ธมฺมิพลึ ปฏฺฐปยสฺสุ ราช

อธมฺมกาโร จ เต มาหุ รฏฺเฐ ฯ

ทูตา วิธาวนฺตุ ทิสา จตสฺโส

นิมนฺติตา สมณพฺราหฺมณานํ

เต อนฺนปาเนน อุปฏฺฐหสฺสุ

วตฺเถน เสนาสนปจฺจเยน

อนฺเนน ปาเนน ปสนฺนจิตฺโต

สนฺตปฺปย สมณพฺราหฺมเณ จ

ทตฺวา จ ภุตฺวา จ ยถานุภาวํ

อนนฺทิโต สคฺคมุเปหิ ฐานํ ฯ

สเจ จ ตํ ราช มโท สเหยฺย

นารีคเณหิ ปริวารยนฺตํ

อิมเมว คาถํ มนสิกโรหิ

ภาเสสิ เจตํ ปริสาย มชฺเฌ ฯ

อพฺโภกาสสโย ชนฺตุ วชนฺตฺยา ขีรปายิโต

ปริกิณฺโณ สุวาเนหิ สฺวาชฺช ราชาติ วุจฺจตีติ ฯ

ตตฺถ น อุสฺสาหเสติ น อุสฺสหสิ ฯ ธมฺมิพลินฺติ ธมฺเมน สเมน อนติริตฺตพลึ คณฺหาติ อตฺโถ ฯ อธมฺมกาโร เตติ โปราณกราชูหิ ฐปิตํ วินิจฺฉยธมฺมํ ภินฺทิตฺวา ปวตฺตา อธมฺมกิริยา ฯ นิมนฺติตาติ ธมฺมิกสมณพฺราหฺมเณ นิมนฺเตตฺวา ปกฺโกสกา ฯ ยถานุภาวนฺติ ยถาพลํ ยถาสตึ ฯ อิมเมว คาถนฺติ อิทานิ วตฺตพฺพํ สนฺธายาห ฯ ตตฺรายํ อธิปฺปาโย มหาราช สเจ ตํ มโท อภิภเวยฺย สเจ เต นารีคเณหิ ปริวุตสฺส รูปาทโย วา กามคุเณ รชฺชสุขํ วา อารพฺภ มาโน อุปฺปชฺเชยฺย อเถว จินฺเตยฺยาสิ อหํ ปุเร จณฺฑาลโยนิยํ นิพฺพตฺโต ฉนฺนสฺส ติณกุฏิมตฺตสฺสาปิ อภาวา อพฺโภกาสสโย อโหสึ ตทา หิ เม มาตา จณฺฑาลี อรญฺญํ ทารุปณฺณาทีนํ อตฺถาย คจฺฉนฺตี มํ กุกฺกุรคณสฺส มชฺเฌ อพฺโภกาเส นิปชฺชาเปตฺวา อตฺตโน ขีรํ ปาเยตฺวา คจฺฉติ โสหํ กุกฺกุเรหิ ปริวาริโต เตหิเยว สทฺธึ สุนขิยา ขีรํ ปิวิตฺวา วฑฺฒิโต เอวํ นีจชจฺโจ หุตฺวา อชฺช ราชา นาม ชาโตติ อิติ โข ตฺวํ มหาราช อิมินา อตฺเถน อตฺตานํ โอวทนฺโต โย โส ปุพฺเพ อพฺโภกาสสโย ชนฺตุ อรญฺญํ วชนฺติยา จณฺฑาลิยา อิโตจีโตจ อนุสญฺจรนฺติยา สุนขิยา จ ขีรํ ปายิโต สุนเขหิ ปริกิณฺโณ วฑฺฒิโต โส อชฺช ราชาติ วุจฺจตีติ อิมํ คาถํ ภาเสยฺยาสีติ ฯ

เอวํ มหาสตฺโต ตสฺส โอวาทํ ทตฺวา ทินฺโน เต มยา โอวาโท อิทานิ ตฺวํ ปพฺพช วา มา วา อตฺตนาว อตฺตโน กมฺมสฺส วิปากํ ปฏิเสวิสฺสตีติ วตฺวา อากาเส อุปฺปติตฺวา ตสฺส มตฺถเก ปาทรชํ ปาเตนฺโต หิมวนฺตเมว คโต ฯ ราชาปิ ตํ ทิสฺวา อุปฺปนฺนสํเวโค เชฏฺฐปุตฺตสฺส รชฺชํ ทตฺวา พลนิกายํ นิวตฺตาเปตฺวา หิมวนฺตาภิมุโข ปายาสิ ฯ มหาสตฺโต ตสฺสาคมนํ ญตฺวา อิสิคณปริวุโต อาคนฺตฺวา ตํ อาทาย คนฺตฺวา ปพฺพาเชตฺวา กสิณปริกมฺมํ อาจิกฺขิ ฯ โส ฌานาภิญฺญา นิพฺพตฺเตสิ ฯ อิติ เต อุโภปิ พฺรหฺมโลกปรายนา อเหสุํ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว โปราณกปณฺฑิตา ตีณิ จตฺตาริ ภวนฺตรานิ คจฺฉนฺตาปิ ทฬฺหวิสฺสาสาว อเหสุนฺติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา สมฺภูโต อานนฺโท อโหสิ จิตฺตปณฺฑิโต ปน อหเมวาติ ฯ

จิตฺตสมฺภูตชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ทุติยํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๙๗. มาตังคชาดกชาดกถัดไป๔๙๙. สีวิราชชาดก