จิตตสัมภูตชาดก
ว่าด้วยผลของกรรม
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๐๕๔ · บรรทัด ๘๐๖๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๓
เรื่องเล่า
จําเดิมแต่ได้พบพระจิตตบัณฑิตดาบสแล้ว พระเจ้าสัมภูตราช ทรงชื่นชมโสมนัสยิ่ง เมื่อจะมีพระราชดำรัสตรัสสั่ง ซึ่งราชกิจมีอาทิว่า ท่านทั้งหลายจงลาดบัลลังก์เพื่อเชษฐภาดาของเรา จึงตรัสคาถาที่ ๙ ความว่า
ขอเชิญท่านผู้เจริญ โปรดรับอาสนะ น้ำ และ รองเท้าของข้าพเจ้าทั้งหมดเถิด ข้าพเจ้ายินดีต้อนรับ ท่านผู้เจริญ ในสิ่งของอันมีราคาคู่ควรแก่การต้อนรับ ขอท่านผู้เจริญ เชิญรับสักการะอันมีค่าของข้าพเจ้า ทั้งหลายด้วยเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคฺเฆ ความว่า ข้าพเจ้าขอต้อนรับท่านผู้เจริญ ในสิ่งของอันมีราคาควรเพื่อการต้อนรับแขก. บทว่า กุรุเต โนความว่า ขอเชิญท่านผู้เจริญจงรับประเคน สิ่งอันมีค่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิด.
ครั้นพระเจ้าสัมภูตบัณฑิต ทรงทำการปฏิสันถาร ด้วยพระดำรัสอันอ่อนหวานอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแบ่งราชสมบัติถวายกึ่งหนึ่งจึงตรัสพระคาถานอกนี้ ความว่า
ขอเชิญพระเชษฐาทรงสร้างปรางค์ปราสาท อัน เป็นที่อยู่น่ารื่นรมย์สำหรับพระองค์เถิด จงทรงบำรุง บำเรอด้วยหมู่นารีทั้งหลาย โปรดให้โอกาสเพื่ออนุเคราะห์แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด แม้เราทั้งสองก็จะครอบ ครองอิสริยสมบัตินี้ร่วมกัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมํ อิสฺสริยํ ความว่า เราจะเป็นกษัตริย์กันทั้งสององค์ แบ่งราชสมบัติกันคนละครึ่ง แล้วเสวยราชย์ครอบครองอยู่ในอุตตรปัญจาลนคร แคว้นกปิลรัฐ.
พระจิตตบัณฑิตดาบสฟังพระดำรัส ของพระเจ้าสัมภูตราชแล้วเมื่อจะแสดงธรรมเทศนาถวาย จึงกล่าวคาถา ๖ คาถา ความว่า
ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์ทรงเห็นผลแห่งสุจริต อย่างเดียว ส่วนอาตมาภาพเห็นผลแห่งสุจริต และ ทุจริตที่สั่งสมไว้แล้ว เป็นวิบากใหญ่จึงสำรวมตน เท่านั้น มิได้ปรารถนาบุตร ปศุสัตว์หรือทรัพย์ ชีวิต ของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ มีกำหนดร้อยปีเป็นอย่าง มาก ไม่เกินกำหนดนั้นไปได้เลย ย่อมจะเหือดแห้งไป เหมือนไม้อ้อที่ถูกตัดแล้ว มีแต่จะเหี่ยวแห้งไปฉะนั้น ในช่วงชีวิตอันจะต้องเหือดแห้งไปนั้น จะมัวเพลิดเพลินไปไย จะมัวเล่นคึกคะนองไปทำไม ความยินดี จะเป็นประโยชน์อะไร ประโยชน์อะไรด้วยการแสวง หาทรัพย์ จะมีประโยชน์อะไรด้วยบุตรและภรรยา สำหรับอาตมา ดูก่อนมหาบพิตร อาตมาพ้นแล้วจาก เครื่องผูก อาตมารู้ชัดอย่างนี้ว่า มัจจุราชจะไม่รังควาน เราเป็นอันไม่มี เมื่อบุคคลถูกมัจจุราชครอบงำแล้ว ความยินดีจะเป็นประโยชน์อะไร จะมีประโยชน์อะไร ด้วยการแสวงหาทรัพย์ ดูก่อนมหาบพิตร ผู้เป็น จอมนระ ชาติกำเนิดของตนเราไม่สม่ำเสมอกัน กำเนิดแห่งคนจัณฑาลจัดว่าเลวทรามในระหว่างมนุษย์ เมื่อชาติก่อนเราทั้งสองได้อยู่ร่วมกัน ในครรภ์แห่ง นางจัณฑาล เพราะกรรมอันชั่วช้าของตน เราทั้งสอง ได้เกิดเป็นคนจัณฑาล ในกรุงอุชเชนีอวันตีชนบท ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้เกิดเป็นเนื้อสองตัว พี่น้อง อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ครั้นจุติจากอัตภาพ นั้นแล้ว ได้เกิดเป็นนกเขาสองตัวพี่น้อง อยู่ฝั่ง รัมมทานที ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว คราวนี้ อาตมาภาพเกิดเป็นพราหมณ์ มหาบพิตรทรงสมภพ เป็นกษัตริย์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุจฺจริตสฺส ความว่า ดูก่อนมหาบพิตรพระราชสมภาร พระองค์ทรงเห็นแต่ผลแห่งสุจริตอย่างเดียว ส่วนอาตมาภาพเห็นทั้งผลแห่งทุจริตและสุจริตทีเดียว ด้วยว่าเราทั้งสองได้บังเกิดในกำเนิดคนจัณฑาล ในอัตภาพที่ ๔ แต่อัตภาพนี้ ด้วยผลแห่งทุจริต พากันรักษาศีลอยู่ในอัตภาพนั้นไม่นาน ด้วยผลแห่งศีลอันสุจริตนั้น พระองค์ทรงบังเกิดในตระกูลกษัตริย์ อาตมาภาพเกิดในตระกูลพราหมณ์ เพราะอาตมาภาพเห็นผลแห่งทุจริตและสุจริตอันเคยสั่งสมดีแล้ว ว่าเป็นวิบากใหญ่อย่างนี้ จึงจักสำรวมตนเท่านั้น ด้วยความสำรวมคือศีล จะปรารถนาบุตร ปศุสัตว์ หรือธนสารสมบัติก็หามิได้.
บทว่า ทเสวิมา วสฺสทสา ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า เพราะชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลกนี้ มีกำหนดสิบปีสิบหน คือร้อยปีเท่านั้นด้วยสามารถแห่งหมวดสิบเหล่านี้ คือ มันททสกะ สิบปีแห่งความเป็นเด็กอ่อน๑ ขิฑฑาทสกะ สิบปีแห่งการเล่นคึกคะนอง ๑ วัณณทสกะ สิบปีแห่งความสวยงาม ๑ พลทสกะ สิบปีแห่งความมีกำลังสมบูรณ์ ๑ ปัญญาทสกะ สิบปีแห่งความมีปัญญารอบรู้ ๑ หานิทสกะ สิบปีแห่งความเสื่อม ๑ ปัพภารทสกะสิบปีแห่งความมีกายเงื้อมไปข้างหน้า ๑ วังกทสกะ สิบปีแห่งความมีกายคดโกง๑ โมมูหทสกะ สิบปีแห่งความหลงเลอะเลือน ๑ สยนทสกะ สิบปีแห่งการนอนอยู่กับที่ ๑. ชีวิตนี้ย่อมไม่ถึงขั้นลำดับทสกะเหล่านี้ครบทั้งหมด ตามที่กำหนดไว้. โดยที่แท้ยังไม่ทันถึงเขตที่กำหนดนั้นเลย ก็ซูบซีดเหี่ยวแห้งไปดังไม้อ้อที่ถูกตัดแล้วฉะนั้น ถึงแม้สัตว์เหล่าใดมีอายุอยู่ได้ครบ ๑๐๐ ปีบริบูรณ์รูปธรรมและอรูปธรรมของสัตว์แม้เหล่านั้น อันเป็นไปในมันททสกะถูกตัดแล้วย่อมผันแปรเหือดแห้งอันตรธานไป ในระยะมันททสกะนั่นเอง ดุจไม้อ้อที่เขาตัดแล้วตากไว้ที่แดดฉะนั้น. ที่จะล่วงเลยกำหนดนั้น จนถึงขั้นขิฑฑาทสกะหามิได้ วัณณทสกะเป็นต้น อันเป็นไปแล้วในขิฑฑาทสกะเป็นต้นก็อย่างเดียวกัน.
บทว่า ตตฺถ ความว่า เมื่อชีวิตนั้นต้องซูบซีดเหี่ยวแห้งไปด้วยอาการอย่างนี้ ความเพลิดเพลินยินดีเพราะอาศัยเบญจกามคุณ จะมีประโยชน์อะไร ? การเล่นคึกคะนองด้วยสามารถแห่งการเล่นทางกายเป็นต้น จะมีประโยชน์อะไรความยินดีด้วยสามารถแห่งความโสมนัส จะมีประโยชน์อะไร ? การแสวงหาธนสารสมบัติจะมีประโยชน์อะไร ? ประโยชน์อะไร ด้วยลูก ด้วยเมียของอาตมาภาพ อาตมาภาพหลุดพ้นแล้วจากเครื่องผูกคือบุตรและภรรยานั้น.
บทว่า อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส ความว่า อันมฤตยูผู้กระทำที่สุดแห่งชีวิตครอบงำแล้ว. บทว่า ทฺวิปทกนิฏฺา ความว่า (กำเนิดคนจัณฑาล) นับเป็นกำเนิดต่ำต้อย ในระหว่างมวลมนุษย์ผู้มีสองเท้าด้วยกัน. บทว่า อวสิมฺหา ความว่า เราแม้ทั้งสองคนได้เคยอยู่ร่วมกันมา.
บทว่า จณฺฑลาหุมฺหา ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า เมื่อก่อนนับถอยหลังจากนี้ไป ๔ ชาติ เราทั้งสองได้เกิดเป็นคนจัณฑาลอยู่ในพระนครอุชเชนี แคว้นอวันตีรัฐ เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว เราแม้ทั้งสอง ได้เกิดเป็นมฤคโปดก อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรานที มีนายพรานผู้หนึ่งฆ่าเราแม้ทั้งสองซึ่งยืนพิงกันอยู่ที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรานั้น จนสิ้นชีวิตเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้วไปเกิดเป็นนกเขา อยู่ร่วมกันที่ฝั่งน้ำ "รัมมทานที" มีเนสาทผู้หนึ่งดักข่ายทำลายเราให้ถึงตายด้วยการประหารคราวเดียวเท่านั้น ครั้นเคลื่อนจากอัตภาพนั้น มาในชาตินี้ เราทั้งสองเกิดเป็นพราหมณ์ และกษัตริย์คือ อาตมาภาพเกิดในตระกูลพราหมณ์ในพระนครโกสัมพี พระองค์เกิดเป็นกษัตริย์ในพระนครนี้ ครั้นพระโพธิสัตว์ ประกาศชาติกำเนิดอันลามกต่ำต้อยที่ผ่านมาแล้ว แก่พระเจ้าสัมภูตราชนั้น ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล้วแสดงว่าอายุสังขาร แม้ในชาตินี้มีเวลาเล็กน้อย ให้พระเจ้าสัมภูตราชทรงเกิดอุตสาหะในบุญกุศลทั้งหลาย ได้กล่าวคาถา ๔ คาถา ติดต่อกันไป ความว่า
ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ถูกชรานำเข้าไปสู่ความ ตาย อายุของสัตว์ทั้งหลายเป็นของน้อย เมื่อนรชน ถูกชรานำเข้าไปสู่ความตาย ย่อมไม่มีผู้ต้านทาน ดูก่อนพระเจ้าปัญจาลราช มหาบพิตรจงทรงทำตามคำ ของอาตมาภาพ อย่าทรงทำกรรมทั้งหลายมีทุกข์เป็น กำไรเลย ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ถูกชรานำเข้าไปสู่ ความตาย อายุของสัตว์ทั้งหลายเป็นของน้อย เมื่อ นรชนถูกชรานำเข้าไปสู่ความตาย ย่อมไม่มีผู้ต้านทาน ดูก่อนพระเจ้าปัญจาลราช มหาบพิตรจงทรงทำตามคำ ของอาตมภาพ อย่าทรงทำกรรมทั้งหลาย อันมีทุกข์ เป็นผลเลย ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ถูกชรานำเข้าไปสู่ ความตาย อายุของสัตว์ทั้งหลาย เป็นของน้อย เมื่อ นรชนถูกชรานำเข้าไปสู่ความตาย ย่อมไม่มีผู้ต้านทาน ดูก่อนพระเจ้าปัญจาลราช มหาบพิตรจงทรงทำตามคำ ของอาตมภาพ อย่าทรงทำกรรมทั้งหลาย อันมีศีรษะ เกลือกกลั้วด้วยกิเลสธุลี ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ถูกชรา นำเข้าไปสู่ความตาย อายุของสัตว์ทั้งหลายเป็นของ น้อย ชราย่อมกำจัดวรรณะของนรชนผู้แก่เฒ่า ดูก่อน พระเจ้าปัญจาลราช มหาบพิตรจงทรงทำตามคำของ อาตมาภาพ อย่าทรงทำกรรมที่ให้เข้าถึงนรกเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปนียติ ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้าชีวิตแม้นี้ ย่อมเข้าไปใกล้ความตาย เพราะอายุของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นนี้มีน้อย ชื่อว่า นิดหน่อยเพราะแล่นไปได้น้อยบ้าง เพราะดำรงอยู่ได้น้อยบ้างเป็นเช่นเดียวกับหยาดน้ำค้างที่ติดอยู่ปลายหญ้า อันเหือดแห้งด้วยแสงพระอาทิตย์อุทัยฉะนั้น.
บทว่า น สนฺติ ตาณา ความว่า เพราะว่าเมื่อนรชนอันชรานำเข้าไปใกล้ความตายแล้ว ปิยชนทั้งหลายมีบุตรเป็นต้น จะเป็นผู้ที่ต้านทานป้องกันไว้ได้ ก็หามิได้. บทว่า มเมว วากฺยํ ความว่า ซึ่งถ้อยคำของอาตมาภาพนี้. บทว่า มากาสิ ความว่า อย่าได้ถึงความประมาทมัวเมาเพราะเหตุแห่งกามคุณมีรูปเป็นต้น แล้วกระทำกรรมที่มีทุกข์เป็นกำไรอันเป็นเครื่องให้เจริญด้วยทุกข์ในอบายมีนรกเป็นต้น. บทว่า ทุกฺขผลานิ ได้แก่กรรมที่มีทุกข์เป็นผล. บทว่า รชสฺสิรานิ ได้แก่ กรรม อันเป็นเหตุให้ศีรษะเกลือกกลั้วด้วยธุลี คือกิเลส. บทว่า วณฺณํ ความว่า ชราย่อมกำจัดวรรณะแห่งสรีระของนรชน ผู้เสื่อมวัยทรุดโทรม บทว่า นิรยูปปตฺติยา ความว่า อย่าได้สร้างกรรมเพื่อจะไปบังเกิดในนรก อันหาความยินดีมิได้เลย.
เมื่อพระมหาสัตว์เจ้ากล่าวอยู่อย่างนี้ พระเจ้าสัมภูตราชทรงรู้สึกพระองค์ แล้วตรัสพระคาถา ๓ คาถา ความว่า
ข้าแต่ภิกษุ ถ้อยคำของพระคุณเจ้านี้เป็นคำจริง แท้ทีเดียว พระฤาษีกล่าวไว้ฉันใด คำนี้ก็เป็นฉันนั้น แต่ว่ากามทั้งหลายของข้าพเจ้ายังมีอยู่มาก กามเหล่า นั้น คนเช่นข้าพเจ้าสละได้ยาก ช้างจมอยู่ท่ามกลาง หล่มแล้ว ย่อมไม่อาจถอนตนไปสู่ที่ดอนได้ด้วยตนเอง ฉันใด ข้าพเจ้าจมอยู่ในหล่มคือกามกิเลส ก็ยังไม่ สามารถปฏิบัติตนตามทางของภิกษุได้ฉันนั้น ข้าแต่ พระคุณเจ้าผู้เจริญ อนึ่ง บุตรจะมีความสุขได้ด้วยวิธีใด มารดาบิดาพร่ำสอนบุตรด้วยวิธีนั้นฉันใด ข้าพเจ้าละ จากโลกนี้ไปแล้วจะพึงเป็นผู้มีความสุขอื่นนานได้ด้วย วิธีใด ขอพระคุณเจ้าโปรดพร่ำสอนข้าพเจ้า ด้วยวิธี นั้น ฉันนั้นเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนปฺปรูปา ความว่า กามกิเลสทั้งหลายของข้าพเจ้า ยังมีชาติมิใช่นิดหน่อย คือมากมาย หาประมาณมิได้. บทว่าเต ทุจฺจชา มาทิสเกน ความว่า ข้าแต่ภิกษุผู้เชษฐภาดา ท่านละกิเลสทั้งหลายดำรงตนอยู่ได้แล้ว ส่วนข้าพเจ้ายังจมอยู่ในเปือกตม คือ กามกิเลสเพราะเหตุนั้น คนเช่นข้าพเจ้าละกามกิเลสเหล่านั้นได้ยากยิ่ง.
ด้วยบทว่า นาโค ยถา นี้ พระเจ้าสัมภูตราชทรงแสดงถึงความที่พระองค์จมลงในเปลือกตมคือกามกิเลส. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺยสนฺโน ความว่า ข้าพเจ้าจมลงแล้ว คือ ลื่นไหลลงแล้ว ได้แก่ ถลำลงไปแล้ว. อีกอย่างหนึ่งปาฐะ ก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า มคฺคํ ได้แก่ มรรคาแห่งโอวาทานุสาสนีของท่าน. บทว่า นานุพฺพชามิ ความว่า ข้าพเจ้าไม่สามารถจะบรรพชาได้ ขอท่านจงโปรดให้โอวาทแก่ข้าพเจ้าผู้ดำรงอยู่ในฆรวาสวิสัยนี้. เท่านั้นเถิด. บทว่า อนุสาสเร แปลว่า ย่อมพร่ำสอน.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กล่าวกะพระเจ้าสัมภูตราชนั้นว่า
ดูก่อนมหาบพิตร ผู้จอมนรชน ถ้ามหาบพิตร ไม่สามารถละกามของมนุษย์เหล่านี้ได้ไซร้ มหาบพิตรจงทรงเริ่มตั้งพลีกรรมอันชอบธรรมเถิด แต่การ กระทำอันไม่เป็นธรรมขออย่าได้มีในรัฐสีมาของมหาบพิตรเลย ทูตทั้งหลายจงไปยังทิศทั้ง ๔ นิมนต์สมณะ พราหมณ์ทั้งหลายมา มหาบพิตรจงทรงบำรุงสมณะ พราหมณ์ทั้งหลายด้วยข้าว น้ำ ผ้า เสนาสนะ และ คิลานปัจจัย มหาบพิตรจงเป็นผู้มีกมลจิตอันผ่องใส ทรงอังคาสสมณพราหมณ์ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำ ได้ทรงบริจาคทานตามสติกำลัง และทรงเสวยแล้ว เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายไม่ติเตียน จงเสด็จ เข้าถึงสวรรคสถานเถิด. ดูก่อนมหาบพิตร ก็ถ้าความ เมาจะพึงครอบงำมหาบพิตรผู้อันหมู่นารีทั้งหลายแวดล้อมอยู่ มหาบพิตรจงทรงมนสิการคาถานี้ไว้ แล้วพึง ตรัสคาถานี้ในท่ามกลางบริษัทว่า เมื่อชาติก่อนเราเป็น คนนอนอยู่กลางแจ้ง อันมารดาจัณฑาลเมื่อจะไปป่า ให้ดื่มน้ำนม มาแล้ว นอนคลุกคลีอยู่กับสุนัขทั้งหลาย จนเติบโต มาบัดนี้ คนนั้นใคร ๆ เขาก็เรียกกันว่า พระราชา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น อุตฺสาหเส ความว่า ถ้าหากพระองค์จะไม่สามารถ. บทว่า ธมฺมพลึ ความว่า จงยึดเหนี่ยวเอาธรรมิกพลีอย่าให้บกพร่องโดยธรรมสม่ำเสมอ. บทว่า อธมฺมถาโร เต ความว่าอย่าทำลายวินิจฉัยธรรมอันโบราณกษัตริย์ทั้งหลายตั้งไว้ ประพฤติธรรมจรรยา.
บทว่า นิมนฺติตา ความว่า เชื้อเชิญอาราธนาสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรมมา. บทว่า ยถานุภาวํ ความว่า ตามสติกำลังของตน. บทว่าอิมเมว คาถํ พระโพธิสัตว์กล่าวหมายถึงข้อความคาถาที่จะกล่าวต่อไป ณบัดนี้.
ในคาถานั้น มีอธิบายดังนี้ ดูก่อนมหาราชเจ้า ถ้าหากความมัวเมาจะพึงครอบงำพระองค์ คือ ถ้าหากความมานะถือตัว ปรารภกามคุณมีรูปเป็นต้น หรือปรารภความสุขเกิดแต่ราชสมบัติจะพึงบังเกิดขึ้นแก่พระองค์ ผู้ห้อมล้อมด้วยหมู่สนมนารีทั้งหลายไซร้ ทันทีนั้นพระองค์พึงทรงจินตนาการว่าในชาติปางก่อนเราเกิดในกำเนิดจัณฑาล ได้หลับนอนในที่ซึ่งเป็นอัพโภกาสกลางแจ้ง เพราะไม่มีแม้เพียงกระท่อมมุงด้วยหญ้ามิดชิด ก็แลในกาลนั้นนางจัณฑาลีผู้เป็นมารดาของเรา เมื่อจะไปสู่ป่า เพื่อหาฟืนและผักเป็นต้นให้เรานอนกลางแจ้งท่ามกลางหมู่ลูกสุนัข ให้เราดื่มนมของตนแล้วไป เรานั้นแวดล้อมไปด้วยลูกสุนัข ดื่มนมแห่งแม่สุนัข พร้อมด้วยลูกสุนัขเหล่านั้น จึงเจริญวัยเติบโต เราเป็นผู้มีเชื้อชาติต่ำช้ามาอย่างนี้ แต่วันนี้เกิดเป็นผู้ที่ประชาชนเรียกว่ากษัตริย์ ดูก่อนมหาราชเจ้า เพราะเหตุนี้แล เมื่อพระองค์จะทรงสอนตนเองด้วยเนื้อความนี้ พึงตรัสคาถาว่า ในชาติปางก่อนเราเป็นสัตว์นอนอยู่ในอันโภกาสกลางแจ้ง เมื่อนางจัณฑาลีผู้มารดาไปสู่ป่า เที่ยวไปทางโน้นบ้างทางนี้บ้าง เป็นผู้อันแม่สุนัขสงสาร ให้ดื่มนม คลุกคลีอยู่กับพวกลูก ๆ จึงเจริญเติบโตมาได้ แต่วันนี้ เรานั้นอันใคร ๆ เขาเรียกกันว่าเป็นกษัตริย์ ดังนี้.
พระมหาสัตว์ครั้นให้โอวาทแก่พระเจ้าสัมภูตราชอย่างนี้แล้วจึงกล่าวว่าอาตมาภาพถวายโอวาทแก่พระองค์แล้ว บัดนี้พระองค์จงทรงผนวชเสียเถิดอย่าทรงเสวยวิบากแห่งกรรมของตนด้วยตนเลย แล้วเหาะขึ้นไปในอากาศยังละอองธุลีพระบาทให้ตกเหนือเศียรเกล้าของพระราชา แล้วเหาะไปยังหิมวันตประเทศทันที ฝ่ายพระราชาทอดพระเนตรดูพระดาบสนั้นไปแล้ว เกิดความสังเวชสลดพระทัย ยกราชสมบัติให้แก่ราชโอรสองค์ใหญ่ ตรัสสั่งให้พลนิกายกลับไปแล้ว บ่ายพระพักตร์เสด็จไปยังหิมวันตประเทศ (เพียงองค์เดียว) พระมหาสัตว์เจ้า ทรงทราบการเสด็จมาของพระราชาแล้ว แวดล้อมด้วยหมู่ฤาษีเป็นบริวาร มาต้อนรับพระราชาให้ทรงผนวชแล้วสอนกสิณบริกรรม. พระสัมภูตดาบส บำเพ็ญฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว. พระดาบสทั้งสองแม้เหล่านั้นได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ด้วยประการฉะนี้.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๓๗–๕๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
วิสตินิบาตชาดก ๑๒๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
จิตฺตสมฺภูตชาตกํ
สพฺพํ นรานํ สผลํ สุจิณฺณนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อายสฺมโต มหากสฺสปสฺส ปิยสํวาเส เทฺว สทฺธิวิหาริเก ภิกฺขู อารพฺภ กเถสิ ฯ
เต กิร อญฺญมญฺญํ อปฺปฏิวิภตฺตโภคา ปรมวิสฺสาสิกา อเหสุํ ปิณฺฑาย จรนฺตาปิ เอกโต คจฺฉนฺติ วินา ภวิตุํ น สกฺโกนฺติ ฯ ธมฺมสภายํ ภิกฺขู เตสํเยว วิสฺสาสํ วณฺณยมานา นิสีทึสุ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต อนจฺฉริยํ ภิกฺขเว อิเมสํ เอกสฺมึ อตฺตภาเว วิสฺสาสิกตฺตํ โปราณกปณฺฑิตา ปน ตีณิ จตฺตาริ ภวนฺตรานิ คจฺฉนฺตาปิ มิตฺตภาวํ น วิชหึสุเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต อวนฺติรฏฺเฐ อุชฺเชนิยํ อวนฺติมหาราชา นาม รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตทา อุชฺเชนิยา พหิ จณฺฑาลกคามโก อโหสิ ฯ มหาสตฺโต ตตฺถ นิพฺพตฺติ ฯ อปโรปิ สตฺโต ตสฺเสว มาตุจฺฉาปตฺโต หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ เตสุ เอโก จิตฺโต นาม อโหสิ เอโก สมฺภูโต นาม อโหสิ เต อุโภปิ วยปฺปตฺตา จณฺฑาลวํสโธวนํ นาม สิปฺปํ อุคฺคณฺหิตฺวา เอกทิวสํ อุชฺเชนีนครทฺวาเร สิปฺปํ ทสฺเสสฺสามาติ เอโก อุตฺตรทฺวาเร สิปฺปํ ทสฺเสสิ เอโก ปาจีนทฺวาเร สิปฺปํ ทสฺเสสิ ฯ ตสฺมิญฺจ นคเร เทฺว ทิฏฺฐมงฺคลิกาโย อเหสุํ ฯ เอกา เสฏฺฐิธีตา เอกา ปุโรหิตธีตา ฯ ตา พหุขาทนีย โภชนีย มาลาคนฺธาทีนิ คาหาเปตฺวา อุยฺยานกีฬํ กีฬิสฺสามาติ เอกา อุตฺตรทฺวาเรน นิกฺขมิ เอกา ปาจีนทฺวาเรน ฯ ตา เต จณฺฑาลปุตฺเต สิปฺปํ ทสฺเสนฺเต ทิสฺวา เก เอเตติ ปุจฺฉิตฺวา จณฺฑาลปุตฺตาติ สุตฺวา อปสฺสิตพฺพยุตฺตกํ วต ปสฺสิมฺหาติ คนฺโธทเกน อกฺขีนิ โธวิตฺวา นิวตฺตึสุ ฯ มหาชนา อเร ทุฏฺฐจณฺฑาลา ตุมฺเห นิสฺสาย มยํ อมูลกานิ สุราภตฺตานิ น ลภิมฺหาติ เต อุโภปิ ภาติเก โปเถตฺวา อนยพฺยสนํ ปาเปสุํ ฯ เต ปฏิลทฺธสญฺญา อุฏฺฐาย อญฺญมญฺญสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา เอกสฺมึ ฐาเน สมาคนฺตฺวา อญฺญมญฺญสฺส ตํ ทุกฺขุปฺปตฺตึ อาโรเจตฺวา โรทิตฺวา ปริเทวิตฺวา กินฺติ กริสฺสามาติ มนฺเตตฺวา อิทํ อมฺหากํ ชาตึ นิสฺสาย ทุกฺขํ อุปฺปนฺนํ จณฺฑาลกมฺมํ กาตุํ น สกฺขิสฺสามาติ ชาตึ ปฏิจฺฉาเทตฺวา พฺราหฺมณมาณวกเวเสน ตกฺกสิลํ คนฺตฺวา สิปฺปํ อุคฺคณฺหิสฺสามาติ สนฺนิฏฺฐานํ กตฺวา ตตฺถ คนฺตฺวา ธมฺมนฺเตวาสิกา หุตฺวา ทิสาปาโมกฺขาจริยสฺส สนฺติเก สิปฺปํ ปฏฺฐเปสุํ ฯ ชมฺพูทีปตเล เทฺว กิร จณฺฑาลา ชาตึ ปฏิจฺฉาเทตฺวา สิปฺปํ อุคฺคณฺหนฺตีติ สุยฺยิตฺถ ฯ
เตสุ จิตฺตปณฺฑิตสฺส สิปฺปํ นิฏฺฐิตํ สมฺภูตสฺส น ตาว นิฏฺฐิตํ ฯ อเถกทิวสํ เอโก คามวาสี พฺราหฺมโณ วาจกํ กริสฺสามีติ อาจริยํ นิมนฺเตสิ ฯ ตเมว รตฺตึ เทโว วสฺสิตฺวา มคฺเค กนฺทราทีนิ ปูเรสิ ฯ อาจริโย ปาโตว จิตฺตปณฺฑิตํ ปกฺโกสาเปตฺวา ตาต อหํ คนฺตุํ น สกฺขิสฺสามิ ตฺวํ มาณเวหิ สทฺธึ คนฺตฺวา มงฺคลํ วตฺวา ตุมฺเหหิ ลทฺธํ ภุญฺชิตฺวา อมฺเหหิ ลทฺธํ อาหราติ เปเสสิ ฯ โส สาธูติ มาณวเก คเหตฺวา อาคโต ฯ ยาว มาณวา นหายนฺติ เจว มุขานิ โธวนฺติ จ ตาว มนุสฺสา ปายาสํ วฑฺฒิตฺวา นิพฺพาตูติ ปฏฺฐเปสุํ ฯ มาณวา ตสฺมึ อนิพฺพุเตเยว อาคนฺตฺวา นิสีทึสุ ฯ มนุสฺสา ทกฺขิโณทกํ ทตฺวา เตสํ ปุรโต ปาติโย ฐเปสุํ ฯ สมฺภูโต ลุทฺธธาตุโก วิย หุตฺวา สีตโลติ สญฺญาย ตํ ปายาสปิณฺฑํ อุกฺขิปิตฺวา มุเข ฐเปสิ ฯ โส ตสฺส อาทิตฺตอโยคุโฬ มุขํ ทหิ ฯ โส กมฺปมาโน สตึ อนุปฏฺฐเปตฺวา จิตฺตปณฺฑิตํ โอโลเกตฺวา จณฺฑาลภาสาย เอวํ ขลุ ขลูติ อาห ฯ โสปิ ตเถว สตึ อนุปฏฺฐเปตฺวา จณฺฑาลภาสาย เอวํ นิคฺคล นิคฺคลาติ อาห ฯ มาณวา อญฺญมญฺญํ โอโลเกตฺวา กึภาสา นาเมสาติ วทึสุ ฯ จิตฺตปณฺฑิโต มงฺคลํ อภาสิ ฯ มาณวา พหิ นิกฺขมิตฺวา วคฺควคฺคา หุตฺวา ตตฺถ ตตฺถ นิสีทิตฺวา ภาสํ โสเธนฺตา จณฺฑาลภาสาติ ญตฺวา อเร ทุฏฺฐจณฺฑาลา เอตฺตกํ กาลํ พฺราหฺมณมฺหาติ วตฺวา วญฺจยิตฺถาติ อุโภปิ เต โปถยึสุ ฯ
อเถโก สปฺปุริโส อเปถาติ นิวาเรตฺวา อยํ ตุมฺหากํ ชาติยา โทโส คจฺฉถ กตฺถจิ เทเสว ปพฺพชิตฺวา ชีวถาติ เต อุโภ อุยฺโยเชสิ ฯ มาณวา เตสํ จณฺฑาลภาวํ อาจริยสฺส อาโรเจสุํ ฯ อิตเรปิ อรญฺญํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา น จิรสฺเสว ตโต จวิตฺวา เนรญฺชราย ตีเร มิคิยา กุจฺฉิสฺมึ นิพฺพตฺตึสุ ฯ เต มาตุกุจฺฉิโต นิกฺขนฺตกาลโต ปฏฺฐาย เอกโตว วิจรนฺติ วินา ภวิตุํ น สกฺโกนฺติ ฯ เต เอกทิวสํ โคจรํ คเหตฺวา เอกสฺมึ รุกฺขมูเล สีเสน สีสํ สิงฺเคน สิงฺคํ ตุณฺเฑน ตุณฺฑํ อลฺลิยาเปตฺวา โรมสมาเน ฐิเต ทิสฺวา เอโก ลุทฺทโก สตฺตึ ขิปิตฺวา เอกปฺปหาเรเนว ชีวิตา โวโรเปสิ ฯ ตโต จวิตฺวา รมฺมทานทีตีเร อุกฺกุสโยนิยํ นิพฺพตฺตึสุ ฯ ตตฺถาปิ เต วุฑฺฒิปฺปตฺเต โคจรํ คเหตฺวา สีเสน สีสํ ตุณฺเฑน ตุณฺฑํ อลฺลิยาเปตฺวา ฐิเต ทิสฺวา เอโก ยฏฺฐิลุทฺทโก เอกปฺปหาเรเนว พนฺธิตฺวา วธิ ฯ ตโต ปน จวิตฺวา จิตฺตปณฺฑิโต โกสมฺพิยํ ปุโรหิตสฺส ปุตฺโต หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ สมฺภูตปณฺฑิโต อุตฺตรปญฺจาลรญฺโญ ปุตฺโต หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ เต นามคหณทิวสกาลโต ปฏฺฐาย อตฺตโน ชาตึ อนุสฺสรึสุ ฯ สมฺภูตปณฺฑิโต นิรนฺตรํ สริตุํ อสกฺโกนฺโต จตุตฺถํ จณฺฑาลชาติเมว อนุสฺสรติ ฯ จิตฺตปณฺฑิโต ปฏิปาฏิยา จตสฺโส ชาติโยติ ฯ โส โสฬสวสฺสกาเล นิกฺขมิตฺวา หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ฌานาภิญฺญาโย นิพฺพตฺเตตฺวา ฌานสุเขน วีตินาเมนฺโต วสิ ฯ สมฺภูโตปิ ปิตุอจฺจเยน ฉตฺตํ อุสฺสาเปตฺวา ฉตฺตมงฺคลทิวเสเยว มหาชนมชฺเฌ มงฺคลคีตํ กตฺวา อุทานวเสน เทฺว คาถา อภาสิ ฯ ตา สุตฺวา อมฺหากํ กิร รญฺโญ มงฺคลคีตนฺติ โอโรธาปิ คนฺธพฺพาปิ ตเมว คีตํ คายนฺติ ฯ อนุกฺกเมน รญฺโญ ปิยคีตนฺติ สพฺเพปิ นครวาสิโน มนุสฺสา ตเมว คายนฺติ ฯ จิตฺตปณฺฑิโตปิ หิมวนฺตปฺปเทเส วสนฺโตเยว กินฺนุโข เม ภาติเกน สมฺภูเตน ฉตฺตํ ลทฺธํ อุทาหุ น ตาวาติ อุปธาเรนฺโต ลทฺธภาวํ ญตฺวา นวรชฺชํ ตาว อิทานิ คนฺตฺวา ตํ ปโพเธตุํ น สกฺขิสฺสามิ มหลฺลกกาเล นํ อุปสงฺกมิตฺวา ธมฺมํ กเถตฺวา ปพฺพาเชสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ปณฺณาสวสฺสานิ อคนฺตฺวา รญฺโญ ปุตฺตธีตาหิ วฑฺฒิตกาเล อิทฺธิยา อากาเสนาคนฺตฺวา รญฺโญ อุยฺยาเน โอตริตฺวา มงฺคลสิลาปฏฺเฏ สุวณฺณปฏิมา วิย นิสีทิ ฯ ตสฺมึ ขเณ เอโก ทารโก รญฺโญ ตํ คีตํ คายนฺโต ทารูนิ อุทฺธรติ ฯ จิตฺตปณฺฑิโต ตํ ปกฺโกสิ ฯ โส อาคนฺตฺวา วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ อถ นํ อาห ตฺวํ ปาโต ปฏฺฐาย อิมเมว คีตํ คายสิ กึ อญฺญํ น ชานาสีติ ฯ ภนฺเต อญฺญานิปิ พหูนิ ชานามิ อิมานิ ปน เทฺว รญฺโญ ปิยคีตานิ ตสฺมา อิมาเนว คายามีติ ฯ อตฺถิ โกจิ ปน รญฺโญ คีตสฺส ปฏิคีตํ คายนฺโตติ ฯ นตฺถิ ภนฺเตติ ฯ สกฺขิสฺสสิ ปน ตฺวํ ปฏิคีตํ คายิตุนฺติ ฯ ชานนฺโต สกฺขิสฺสามีติ ฯ เตนหิ ตฺวํ รญฺญา ทฺวีสุ คีเตสุ คายิเตสุ อิทํ ตติยํ กตฺวา คายสฺสูติ คีตํ ทตฺวา รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา คายิสฺสสิ ราชา เต ปสีทิตฺวา มหนฺตํ อิสฺสริยํ ทสฺสตีติ อุยฺโยเชสิ ฯ โส สีฆํ มาตุ สนฺติกํ คนฺตฺวา อตฺตานํ อลงฺการาเปตฺวา ราชทฺวารํ คนฺตฺวา เอโก กิร ทารโก ตุมฺเหหิ สทฺธึ ปฏิคีตํ คายิสฺสตีติ รญฺโญ อาโรจาเปตฺวา อาคนฺตฺวา คายตูติ วุตฺเต คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา ตฺวํ กิร ตาต ปฏิคีตํ คายิสฺสสีติ ปุฏฺโฐ อาม เทวาติ สพฺพํ ราชปริสํ สนฺนิปาตาเปตฺวา สนฺนิปติตาย ปริสาย ราชานํ อาห ตุมฺเห ตาวเทว ตุมฺหากํ คีตํ คายถ อถาหํ ปฏิคีตํ คายิสฺสามีติ ฯ ราชา เทฺว คาถา อภาสิ
สพฺพํ นรานํ สผลํ สุจิณฺณํ
น กมฺมุนา กิญฺจน โมฆมตฺถิ
ปสฺสามิหํ สมฺภูตํ มหานุภาวํ
สกมฺมุนา ปุญฺญผลูปปนฺนํ ฯ
สพฺพํ นรานํ สผลํ สุจิณฺณํ
น กมฺมุนา กิญฺจน โมฆมตฺถิ
กจฺจินฺนุ จิตฺตสฺสปิ เอวเมว
อิทฺโธ มโน ตสฺส ยถาปิ มยฺหนฺติ ฯ
ตตฺถ น กมฺมุนา กิญฺจน โมฆมตฺถีติ สุกตทุกฺกเตสุ กมฺเมสุ กิญฺจนํ เอกํ กมฺมํปิ โมฆํ นาม นตฺถิ นิปฺผลํ น โหติ วิปากํ ทตฺวา วินสฺสตีติ อปราปริยเวทนียกมฺมํ สนฺธายาห ฯ สมฺภูตนฺติ อตฺตานํ วทติ ปสฺสามิ อหํ อายสฺมนฺตํ สมฺภูตํ ฯ สกมฺมุนา ปุญฺญผลูปปนฺนนฺติ สเกน กมฺเมน ปุญฺญผลูปปนฺนํ สกมฺมํ นิสฺสาย ปุญฺญผเลน อุปปนฺนํ ตํ ปสฺสามีติ อตฺโถ ฯ กจฺจินฺนุ จิตฺตสฺสปีติ มยํ หิ เทฺวปิ ชนา เอกโต หุตฺวา น จิรํ สีลํ รกฺขิมฺหา อหํ ตาว ตสฺเสว ผเลน มหนฺตํ ยสํ ปตฺโต กจฺจิ นุโข เม ภาติกสฺส จิตฺตสฺสาปิ เอวเมว มโน อิทฺโธ สมิทฺโธติ ฯ
ตสฺส คีตาวสาเน ทารโก คายนฺโต ตติยํ คาถมาห
สพฺพํ นรานํ สผลํ สุจิณฺณํ
น กมฺมุนา กิญฺจน โมฆมตฺถิ
จิตฺตํปิ ชานาติ ตเถว เทว
อิทฺโธ มโน ตสฺส ยถาปิ ตุยฺหนฺติ ฯ
ตํ สุตฺวา ราชา จตุตฺถํ คาถมาห
ภวํ นุ จิตฺโต สุตมญฺญโต เต
อุทาหุ เต โกจิ นํ เอตทกฺขา
คาถา สุคีตา น มมตฺถิ กงฺขา
ททามิ เต คามวรํ สตญฺจาติ ฯ
ตตฺถ สุตมญฺญโต เตติ อหํ สมฺภูตสฺส ภาตา จิตฺโต นามาติ วทนฺตสฺส จิตฺตสฺเสว นุ เต สนฺติกา สุตนฺติ อตฺโถ ฯ โกจิ นนฺติ อุทาหุ มยา สมฺภูตสฺส รญฺโญ ภาตา จิตฺโต ทิฏฺโฐติ โกจิ เต เอตมตฺถํ อาจิกฺขิ ฯ สุคีตาติ สพฺพถาปิ อยํ คาถา สุคีตา นตฺเถตฺถ มม กงฺขา ฯ คามวรํ สตญฺจาติ คามวรานํ เต สตํ ททามีติ วทติ ฯ
ตโต ทารโก ปญฺจมํ คาถมาห
น จาหํ จิตฺโต สุตมญฺญโต เม
อิสิ จ เม เอตมตฺถํ อสํสิ
คนฺตฺวาน รญฺโญ ปฏิคาหิ คาถํ
อปิ นุ เต คามวรํ ทเทยฺยาติ ฯ
ตตฺถ เอตมตฺถนฺติ ตุมฺหากํ อุยฺยาเน นิสินฺโน เอโก อิสิ มยฺหํ เอตมตฺถํ อาจิกฺขิ ฯ
ตํ สุตฺวา ราชา โส มม ภาตา จิตฺโต ภวิสฺสติ อิทาเนว นํ คนฺตฺวา ปสฺสิสฺสามีติ ปุริเส อาณาเปนฺโต คาถาทฺวยมาห
โยเชนฺตุ เม ราชรเถ สุกเต จิตฺตสิพฺพเน
กจฺฉํ นาคานํ พนฺธถ คีเวยฺยํ ปฏิมุญฺจถ ฯ
หญฺญนฺตุ โภ เภริ มุทิงฺค สงฺเข
สีฆานิ ยานานิ จ โยชยนฺตุ
อชฺเชวหํ อสฺสมนฺตํ คมิสฺสํ
ยตฺเถว ทกฺขิสฺส อิสึ นิสินฺนนฺติ ฯ
ตตฺถ หญฺญนฺตูติ อาหญฺญนฺตุ ฯ อสฺสมนฺตนฺติ ตํ อสฺสมํ ฯ
โส เอวํ วตฺวา รถํ อภิรุยฺห สีฆํ คนฺตฺวา อุยฺยานทฺวาเร รถํ ฐเปตฺวา จิตฺตปณฺฑิตํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺโน ตุฏฺฐมานโส อฏฺฐมํ คาถมาห
สุลทฺธลาโภ วต เม อโหสิ
คาถา สุคีตา ปริสาย มชฺเฌ
โสหํ อิสึ สีลวตูปปนฺนํ
ทิสฺวา ปตีโต สุมโนหมสฺมีติ ฯ
ตสฺสตฺโถ สุลทฺธลาโภ วต มยฺหํ ฉตฺตมงฺคลทิวเส ปริสาย มชฺเฌ คีตา คาถา สุคีตา วต อโหสิ สฺวาหํ อชฺช สีลวตูปปนฺนํ อิสึ ทิสฺวา ปีติโสมนสฺสปฺปตฺโต ชาโตติ ฯ
โส จิตฺตปณฺฑิตสฺส ทิฏฺฐกาลโต ปฏฺฐาย โสมนสฺสปฺปตฺโต ภาติกสฺส เม ปลฺลงฺกํ อตฺถรถาติ อาทีนิ อาณาเปนฺโต นวมํ คาถมาห
อาสนํ อุทกปิฏฺฐํ ปฏิคฺคณฺหาตุ โน ภวํ
อคฺเฆ ภวนฺตํ ปุจฺฉามิ อคฺฆํ กุรุตุ โน ภวนฺติ ฯ
ตตฺถ อคฺเฆติ อติถิโน ทาตพฺพยุตฺตกสฺมึ อคฺเฆ ภวนฺตํ อาปุจฺฉามิ ฯ กุรุตุ โนติ อิมํ โน อคฺฆํ ภวํ ปฏิคฺคณฺหาตูติ ฯ
เอวํ มธุรปฏิสนฺถารํ กตฺวา รชฺชํ มชฺเฌ ภินฺทิตฺวา เทนฺโต อิตรํ คาถมาห
รมฺมญฺจ เต อาวสถํ กโรตุ
นารีคเณหิ ปริจารยสฺสุ
กโรหิ โอกาสมนุคฺคหาย
อุโภปิ มํ อิสฺสริยํ กโรมาติ ฯ
ตตฺถ อิมํ อิสฺสริยนฺติ กปิลรฏฺเฐ อุตฺตรปญฺจาลนคเร รชฺชํ มชฺเฌ ภินฺทิตฺวา เทฺว ราชาโน กโรม อนุภวาม ฯ
ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา จิตฺตปณฺฑิโต ธมฺมํ เทเสนฺโต ฉ คาถา อภาสิ
ทิสฺวา ผลํ ทุจฺจริตสฺส ราช
อโถ สุจิณฺณสฺส มหาวิปากํ
อตฺตานเมว ปฏิสํยมิสฺสํ
น ปตฺถเย ปุตฺตปสุทฺธนํ วา ฯ
ทเสวิมา วสฺสทสา มจฺจานํ อิธ ชีวิตํ
อปฺปตฺตญฺเญว ตํ โอธึ นโฬ ฉินฺโนว สุสฺสติ ฯ
ตตฺถ กา นนฺทิ กา ขิฑฺฑา กา รติ กา ธเนสินา
กึ เม ปุตฺเตหิ ทาเรหิ ราช มุตฺโตสฺมิ พนฺธนา ฯ
โสหเมตํ ปชานามิ มจฺจุ เม นปฺปมชฺชติ
อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส กา รติ กา ธเนสินา ฯ
ชาตี นรานํ อธมฺมา ชนินฺท
จณฺฑาลโยนี ทฺวิปทกนิฏฺฐา
สเกหิ กมฺเมหิ สุปาปเกหิ
จณฺฑาลิคพฺเภ อวสิมฺห ปุพฺเพ ฯ
จณฺฑาลาหุมฺหาวนฺตีสุ มิคา เนรญฺชรํ ปติ
อุกฺกุสา รมฺมทาตีเร ตยชฺช พฺราหฺมณขตฺติยาติ ฯ
ตตฺถ ทุจฺจริตสฺสาติ มหาราช ตฺวํ สุจริตสฺเสว ผลํ ชานาสิ อหํ ปน ทุจฺจริตสฺสาปิ ผลํ ปสฺสามิเยว มยํ หิ อุโภ ทุจฺจริตผเลน อิโต จตุตฺเถ อตฺตภาเว จณฺฑาลโยนิยํ นิพฺพตฺตา ตตฺถ น จิรํ สีลํ รกฺขิตฺวา ตสฺส ผเลน ตฺวํ ขตฺติยกุเล นิพฺพตฺโต อหํ พฺราหฺมณกุเล เอวาหํ ทุจฺจริตสฺส จ ผลํ สุจิณฺณสฺส จ ผลํ มหาวิปากํ ทิสฺวา อตฺตานเมว สีลสํยเมน ปฏิสํยมิสฺสํ ปุตฺตํ วา ปสุํ วา ธนํ วา น ปตฺเถมิ ฯ ทเสวิมา วสฺสทสาติ มหาราช มนฺททสกํ ขิฑฺฑาทสกํ วณฺณทสกํ พลทสกํ ปญฺญาทสกํ หานิทสกํ ปพฺภารทสกํ วงฺกทสกํ โมมูหทสกํ สยนทสกนฺติ อิเมสํ หิ ทสนฺนํ ทสกานํ วเสน ทเสว วสฺสทสา อิมํ มจฺจานํ อิธ มนุสฺสโลกมฺหิ ชีวิตํ ตยิทํ นิยเมน สพฺพา เอตา ทสา น ปาปุณาติ อถโข อปฺปตฺตญฺเญว ตํ โอธึ นโฬ ฉินฺโนว สุสฺสติ เยปิ สกลํ วสฺสสตํ ชีวนฺติ เตสํปิ มนฺททสเก ปวตฺตา รูปารูปธมฺมา วิจฺฉินฺทิตฺวา อาตเป ปกฺขิตฺตนโฬ วิย ตตฺเถว สุสฺสนฺติ อนฺตรธายนฺติ ตํ โอธึ อติกฺกมิตฺวา ขิฑฺฑาทสกํ น ปาปุณนฺติ ตถา ขิฑฺฑาทสกาทีสุ ปวตฺตานิ วณฺณทสกาทีนิ ฯ ตตฺถาติ ตสฺมึ เอวํ สุสฺสมาเน ชีวิเต กา ปญฺจกามคุเณ นิสฺสาย อภินนฺทิ กา กายกีฬาทิวเสน ขิฑฺฑา วา กา โสมนสฺสวเสน รติ กา ธเนสินา กึ เม ปุตฺเตหิ ทาเรหิ มุตฺโตสฺมิ เอตมฺหา ปุตฺตทารพนฺธนาติ อตฺโถ ฯ อนฺตเกนาธิปนฺนสฺสาติ ชีวิตนฺตกเรน มจฺจุนา อภิภูตสฺส ฯ ทฺวิปทกนิฏฺฐาติ ทฺวิปทานํ อนฺตเร ลามกา ฯ อวสิมฺหาติ เทฺวปิ มยํ อวสิมฺห ฯ จณฺฑาลาหุมฺหาติ มหาราช อิโต ปุพฺเพว จตุตฺถํ ชาตึ อวนฺติรฏฺเฐ อุชฺเชนีนคเร จณฺฑาลา อหุมฺหา ตโต จวิตฺวา เนรญฺชราย นทิยา ตีเร อุโภปิ มิคา อหุมฺหา ตตฺถ เทฺวปิ อมฺเห เอกสฺมึ รุกฺขมูเล อญฺญมญฺญํ นิสฺสาย ฐิเต เอโก ลุทฺทโก เอเกเนว สตฺติปฺปหาเรน ชีวิตา โวโรเปสิ ตโต จวิตฺวา รมฺมทาตีเร กุรรา อหุมฺหา ตตฺราปิ โน นิสฺสาย ฐิเต เอโก เนสาโท เอกปฺปหาเรเนว พนฺธิตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปสิ ตโต จวิตฺวา เต มยํ อชฺช พฺราหฺมณขตฺติยา ชาตา อหํ โกสมฺพิยํ พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺโต ตฺวํ อิธ ราชา ชาโตติ เอวมสฺส อตีตา ลามกา ชาติโย ปกาเสตฺวา อิทาเนว อิมิสฺสาปิ ชาติยา อายุสงฺขารปริตฺตกํ ทสฺเสตฺวา ปุญฺเญสุ อุสฺสาหํ ชเนนฺโต จตสฺโส คาถา อภาสิ
อุปนียติ ชีวิตมปฺปมายุํ
ชรูปนีตสฺส น สนฺติ ตาณา
กโรหิ ปญฺจาล มเมว วากฺยํ
มากาสิ กมฺมานิ ทุกฺขุทฺรยานิ ฯ
อุปนียติ ชีวิตมปฺปมายุํ
ชรูปนีตสฺส น สนฺติ ตาณา
กโรหิ ปญฺจาล มเมว วากฺยํ
มากาสิ กมฺมานิ ทุกฺขปฺผลานิ ฯ
อุปนียติ ชีวิตมปฺปมายุํ
ชรูปนีตสฺส น สนฺติ ตาณา
กโรหิ ปญฺจาล มเมว วากฺยํ
มากาสิ กมฺมานิ รชสฺสิรานิ ฯ
อุปนียติ ชีวิตมปฺปมายุํ
วณฺณํ ชรา หนฺติ นรสฺส ชียโต
กโรหิ ปญฺจาล มเมว วากฺยํ
มากาสิ กมฺมํ นิรยูปปตฺติยาติ ฯ
ตตฺถ อุปนียตีติ มหาราช อิทํปิ ชีวิตํ มรณํ อุปคจฺฉติ อิทํ หิ เตสํ สตฺตานํ อปฺปมายุํ สรสปริตฺตตายปิ ฐิติปริตฺตตายปิ ปริตฺตํ สุริยุคฺคมเน ติณคฺเค อุสฺสาวพินฺทุสทิสํ ฯ น สนฺติ ตาณาติ น หิ ชราย มรณํ อุปนีตสฺส ปุตฺตาทโย ตาณา นาม โหนฺติ ฯ มเมว วากฺยนฺติ เอตํ มม วจนํ ฯ มากาสีติ มา รูปาทิกามคุณเหตุ ปมาทํ อาปชฺชตฺวา นิรยาทีสุ ทุกฺขวฑฺฒนานิ กมฺมานิ อกาสิ ฯ ทุกฺขปฺผลานีติ ทุกฺขวิปากานิ ฯ รชสฺสิรานีติ กิเลสรเชน โอกิณฺณสีสานิ ฯ วณฺณนฺติ ชิรมานสฺส นรสฺส สรีรวณฺณํ ชรา หนฺติ ฯ นิรยูปปตฺติยาติ นิรสฺสาเท นิรเย อุปฺปชฺชนตฺถาย ฯ
เอวํ มหาสตฺเต กเถนฺเต ราชา ปพุชฺฌิตฺวา ติสฺโส คาถา อภาสิ
อทฺธา หิ สจฺจํ วจนํ ตเวทํ
ยถา อิสี ภาสสิ เอวเมตํ
กามา จ เม สนฺติ อนปฺปรูปา
เต ทุจฺจชา มาทิสเกน ภิกฺขู ฯ
นาโค ยถา ปงฺกมชฺเฌ พฺยสนฺโน
ปสฺสํ ถลํ นาภิสมฺโภติ คนฺตุํ
เอวมหํ กามปงฺเก พฺยสนฺโน
น ภิกฺขุโน มคฺคมนุพฺพชามิ ฯ
ยถาปิ มาตาปิตโร จ ปุตฺตํ
นานุสาสเร กินฺติ สุขี ภเวยฺย
เอวํปิ มํ ตฺวํ อนุสาส ภนฺเต
ยถา จิรํ เปจฺจ สุขี ภเวยฺยนฺติ ฯ
ตตฺถ อนปฺปรูปาติ อปริตฺตชาติกา พหู อปริมิตา ฯ เต ทุจฺจชา มาทิสเกนาติ ภาติก ตฺวํ กิเลเส ปหาย ฐิโต อหํ ปน กามปงฺเก นิมุคฺโค ตสฺมา มาทิเสเนว เต กามา ทุจฺจชา ฯ นาโค ยถาติ อิมินา อตฺตโน กามปงฺเก นิมุคฺคภาวสฺส อุปมํ ทสฺเสติ ฯ ตตฺถ พฺยสนฺโนติ วิสนฺโน วิสตฺโต อนุปฺปวิฏฺโฐ ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ มคฺคนฺติ ตุมฺหากํ โอวาทานุสาสนิมคฺคํ ฯ นานุพฺพชามีติ ปพฺพชิตุํ น สกฺโกมิ อิเธว ปน เม ฐิตสฺส โอวาทํ เทถาติ ฯ อนุสาสเรติ อนุสาเสนฺติ ฯ
อถ นํ มหาสตฺโต อาห
โน เจ ตุวํ อุสฺสาหเส ชนินฺท
กาเม อิเม มานุสเก ปหาตุํ
ธมฺมิพลึ ปฏฺฐปยสฺสุ ราช
อธมฺมกาโร จ เต มาหุ รฏฺเฐ ฯ
ทูตา วิธาวนฺตุ ทิสา จตสฺโส
นิมนฺติตา สมณพฺราหฺมณานํ
เต อนฺนปาเนน อุปฏฺฐหสฺสุ
วตฺเถน เสนาสนปจฺจเยน
อนฺเนน ปาเนน ปสนฺนจิตฺโต
สนฺตปฺปย สมณพฺราหฺมเณ จ
ทตฺวา จ ภุตฺวา จ ยถานุภาวํ
อนนฺทิโต สคฺคมุเปหิ ฐานํ ฯ
สเจ จ ตํ ราช มโท สเหยฺย
นารีคเณหิ ปริวารยนฺตํ
อิมเมว คาถํ มนสิกโรหิ
ภาเสสิ เจตํ ปริสาย มชฺเฌ ฯ
อพฺโภกาสสโย ชนฺตุ วชนฺตฺยา ขีรปายิโต
ปริกิณฺโณ สุวาเนหิ สฺวาชฺช ราชาติ วุจฺจตีติ ฯ
ตตฺถ น อุสฺสาหเสติ น อุสฺสหสิ ฯ ธมฺมิพลินฺติ ธมฺเมน สเมน อนติริตฺตพลึ คณฺหาติ อตฺโถ ฯ อธมฺมกาโร เตติ โปราณกราชูหิ ฐปิตํ วินิจฺฉยธมฺมํ ภินฺทิตฺวา ปวตฺตา อธมฺมกิริยา ฯ นิมนฺติตาติ ธมฺมิกสมณพฺราหฺมเณ นิมนฺเตตฺวา ปกฺโกสกา ฯ ยถานุภาวนฺติ ยถาพลํ ยถาสตึ ฯ อิมเมว คาถนฺติ อิทานิ วตฺตพฺพํ สนฺธายาห ฯ ตตฺรายํ อธิปฺปาโย มหาราช สเจ ตํ มโท อภิภเวยฺย สเจ เต นารีคเณหิ ปริวุตสฺส รูปาทโย วา กามคุเณ รชฺชสุขํ วา อารพฺภ มาโน อุปฺปชฺเชยฺย อเถว จินฺเตยฺยาสิ อหํ ปุเร จณฺฑาลโยนิยํ นิพฺพตฺโต ฉนฺนสฺส ติณกุฏิมตฺตสฺสาปิ อภาวา อพฺโภกาสสโย อโหสึ ตทา หิ เม มาตา จณฺฑาลี อรญฺญํ ทารุปณฺณาทีนํ อตฺถาย คจฺฉนฺตี มํ กุกฺกุรคณสฺส มชฺเฌ อพฺโภกาเส นิปชฺชาเปตฺวา อตฺตโน ขีรํ ปาเยตฺวา คจฺฉติ โสหํ กุกฺกุเรหิ ปริวาริโต เตหิเยว สทฺธึ สุนขิยา ขีรํ ปิวิตฺวา วฑฺฒิโต เอวํ นีจชจฺโจ หุตฺวา อชฺช ราชา นาม ชาโตติ อิติ โข ตฺวํ มหาราช อิมินา อตฺเถน อตฺตานํ โอวทนฺโต โย โส ปุพฺเพ อพฺโภกาสสโย ชนฺตุ อรญฺญํ วชนฺติยา จณฺฑาลิยา อิโตจีโตจ อนุสญฺจรนฺติยา สุนขิยา จ ขีรํ ปายิโต สุนเขหิ ปริกิณฺโณ วฑฺฒิโต โส อชฺช ราชาติ วุจฺจตีติ อิมํ คาถํ ภาเสยฺยาสีติ ฯ
เอวํ มหาสตฺโต ตสฺส โอวาทํ ทตฺวา ทินฺโน เต มยา โอวาโท อิทานิ ตฺวํ ปพฺพช วา มา วา อตฺตนาว อตฺตโน กมฺมสฺส วิปากํ ปฏิเสวิสฺสตีติ วตฺวา อากาเส อุปฺปติตฺวา ตสฺส มตฺถเก ปาทรชํ ปาเตนฺโต หิมวนฺตเมว คโต ฯ ราชาปิ ตํ ทิสฺวา อุปฺปนฺนสํเวโค เชฏฺฐปุตฺตสฺส รชฺชํ ทตฺวา พลนิกายํ นิวตฺตาเปตฺวา หิมวนฺตาภิมุโข ปายาสิ ฯ มหาสตฺโต ตสฺสาคมนํ ญตฺวา อิสิคณปริวุโต อาคนฺตฺวา ตํ อาทาย คนฺตฺวา ปพฺพาเชตฺวา กสิณปริกมฺมํ อาจิกฺขิ ฯ โส ฌานาภิญฺญา นิพฺพตฺเตสิ ฯ อิติ เต อุโภปิ พฺรหฺมโลกปรายนา อเหสุํ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว โปราณกปณฺฑิตา ตีณิ จตฺตาริ ภวนฺตรานิ คจฺฉนฺตาปิ ทฬฺหวิสฺสาสาว อเหสุนฺติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา สมฺภูโต อานนฺโท อโหสิ จิตฺตปณฺฑิโต ปน อหเมวาติ ฯ
จิตฺตสมฺภูตชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
ทุติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗