นักขัตตชาดก
ว่าด้วยประโยชน์คือฤกษ์
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๙ · บรรทัด ๓๒๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระบรมศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอาชีวกคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นกฺขตฺตํ ปฏิมาเนนฺตํ เป็นอาทิ. ได้ยินว่า กุลบุตรชาวบ้านนอกผู้หนึ่ง ไปขอกุลธิดานางหนึ่ง ในกรุงสาวัตถี ให้แก่ลูกชายของตน นัดหมายวันกันว่าในวันโน้น จักมารับเอาตัวไป ครั้นถึงวันนัดจึงถามอาชีวก ผู้เข้าไปสู่ตระกูลของตนว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ วันนี้พวกผมจักทำมงคลอย่างหนึ่ง ฤกษ์ดีไหมครับ. อาชีวกนั้นโกรธอยู่แล้วว่าคนผู้นี้ครั้งแรกไม่ถามเราเลย บัดนี้เลยวันไปแล้วกลับมาถามเราเอาเถิด จักต้องสั่งสอนเขาเสียบ้าง จึงพูดว่า วันนี้ฤกษ์ไม่ดีพวกท่านอย่ากระทำการมงคลในวันนี้เลย ถ้าขืนทำ จักพินาศใหญ่. พวกมนุษย์ในตระกูลพากันเชื่ออาชีวกนั้น ไม่ไปรับตัวในวันนั้น. ฝ่ายพวกชาวเมืองจัดการมงคลไว้พร้อมแล้ว ไม่เห็นพวกนั้นมา ก็กล่าวว่า พวกนั้นกำหนดไว้วันนี้ แล้วก็ไม่มา แม้การงานของพวกเราก็ใกล้จะสำเร็จแล้ว เรื่องอะไรจักต้องไปคอยพวกนั้น จักยกธิดาของเราให้คนอื่นไป แล้วก็ยกธิดาให้แก่ตระกูลอื่นไป ด้วยการมงคลที่เตรียมไว้นั้นแหละ. ครั้นวันรุ่งขึ้นพวกที่ขอไว้ก็พากันมาถึง แล้วกล่าวว่า พวกท่านจงส่งตัวเจ้าสาวให้พวกเราเถิด. ทันใดนั้น ชาวเมืองสาวัตถี ก็พากันบริภาษพวกนั้นว่า พวกท่านสมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นคนบ้านนอก ขาดความเป็นผู้ดี เป็นคนลามก กำหนดวันไว้แล้ว ดูหมิ่นเสียไม่มาตามกำหนด เชิญกลับไปตามทางที่มากันนั่นแหละ พวกเรายกเจ้าสาวให้คนอื่นแล้ว. พวกชาวบ้านนอก ก็พากันทะเลาะกับชาวเมืองครั้นไม่ได้เจ้าสาว ก็ต้องพากันไปตามทางที่มานั่นเอง. เรื่องที่อาชีวกกระทำอันตรายงานมงคล ของมนุษย์เหล่านั้น ปรากฏว่ารู้กันตัวไปในระหว่างภิกษุทั้งหลาย. และภิกษุเหล่านั้นประชุมกันในธรรมสภา นั่งพูดกันว่า อาวุโสทั้งหลาย อาชีวกกระทำอันตรายงานมงคลของตระกูลเสียแล้ว. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอกำลังสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? ครั้นภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่าภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่อาชีวกกระทำอันตรายงานมงคลของตระกูลนั้นเสีย แม้ในกาลก่อนก็โกรธคนเหล่านั้นกระทำอันตรายงานมงคลเสียแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี ชาวพระนครพากันไปสู่ขอธิดาของชาวชนบท กำหนดวันแล้ว ถามอาชีวกผู้คุ้นเคยกันว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ วันนี้ผมจะกระทำงานมงคลสักอย่างหนึ่ง ฤกษ์ดีไหมขอรับ. อาชีวกนั้นโกรธอยู่แล้วว่า คนพวกนี้กำหนดวันเอาตามพอใจตน บัดนี้ กลับถามเรา คิดต่อไปว่า ในวันนี้เราจักทำการขัดขวางงานของตนเหล่านั้นเสีย แล้วกล่าวว่า วันนี้ฤกษ์ไม่ดี ถ้ากระทำการมงคลจักพากันถึงความพินาศใหญ่. คนเหล่านั้นพากันเชื่ออาชีวกจึงไม่ไปรับเจ้าสาว. ชาวชนบททราบว่า พวกนั้นไม่มา ก็พูดกันว่า พวกนั้นกำหนดวันไว้วันนี้ แล้วก็ไม่มา ธุระอะไรจักต้องคอยคนเหล่านั้น แล้วก็ยกธิดาให้แก่คนอื่น. รุ่งขึ้น ชาวเมืองพากันมาขอรับเจ้าสาว ชาวชนบทก็พากันกล่าวว่า พวกท่านขึ้นชื่อว่าเป็นชาวเมือง แต่ขาดความเป็นผู้ดี กำหนดวันไว้แล้ว แต่ไม่มารับเจ้าสาว เพราะพวกท่านไม่มา เราจึงยกให้คนอื่นไป. ชาวเมืองกล่าวว่า พวกเราถามอาชีวกดู ได้ความว่า ฤกษ์ไม่ดี จึงไม่มาจงให้เจ้าสาวแก่พวกเราเถิด. ชาวชนบทแย้งว่า เพราะพวกท่านไม่มากัน พวกเราจึงยกเจ้าสาวให้คนอื่นไปแล้ว คราวนี้จักนำตัวเจ้าสาวที่ให้เขาไปแล้วมาอีกได้อย่างไรเล่า ? เมื่อคนเหล่านั้นโต้เถียงกันไป โต้เถียงกันมา อยู่อย่างนี้ ก็พอดีมีบุรุษผู้เป็นบัณฑิตชาวเมืองคนหนึ่ง ไปชนบทด้วยกิจการบางอย่าง ได้ยินชาวเมืองเหล่านั้นกล่าวว่า พวกเราถามอาชีวกแล้ว จึงไม่มาเพราะฤกษ์ไม่ดี ก็พูดว่า ฤกษ์จะมีประโยชน์อะไร เพราะการได้เจ้าสาวก็เป็นฤกษ์อยู่แล้ว มิใช่หรือ ? ดังนี้แล้ว กล่าวคาถานี้ความว่า :"ประโยชน์ผ่านพ้นคนโง่ ผู้มัวคอยฤกษ์ยามอยู่ ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์ ดวงดาวทั้งหลาย จักทำอะไรได้" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิมาเนนฺตํ ความว่า ผู้คอยดูอยู่ อธิบายว่า มัวรอคอยอยู่ว่า ฤกษ์จะมีในบัดนี้ จักมีในบัดนี้. บทว่า อตฺโถ พาลํ อุปจฺจคา ความว่า ประโยชน์กล่าวคือการได้เจ้าสาว ผ่านพ้นคนโง่ผู้เป็นชาวเมืองนี้. บทว่า อตฺโถ อตฺถสฺส นกฺขตฺตํ ความว่า บุคคลเที่ยวแสวงหาประโยชน์ใด ประโยชน์ที่เขาได้แล้วนั่นแหละ ชื่อว่าเป็นฤกษ์ของประโยชน์. บทว่า กึ กริสฺสฺติ ตารกา ความว่า ก็ดวงดาวทั้งหลายในอากาศนอกจากนี้ จักยังประโยชน์เช่นไรให้สำเร็จได้. พวกชาวเมือง ทะเลาะกับพวกนั้นแล้ว ก็ไม่ได้เจ้าสาวอยู่นั่นเอง เลยพากันไป. แม้พระบรมศาสดาก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่อาชีวกนั้น ทำการขัดขวางงานมงคลของตระกูลนั้น ถึงในครั้งก่อน ก็ได้กระทำแล้วเหมือนกัน ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาตรัสแล้ว ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่าอาชีวกในครั้งนั้น ได้มาเป็นอาชีวกในครั้งนี้ แม้ตระกูลทั้งสิ้นในครั้งนั้น ก็ได้มาเป็นตระกูลในครั้งนี้ ส่วนบุรุษผู้เป็นบัณฑิตผู้ยืนกล่าวคาถา ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถานักขัตตชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๔๙–๕๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๙. นกฺขตฺตชาตกํ
นกฺขตฺตํ ปฏิมาเนนฺตนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ อาชีวกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
สาวตฺถิยํ กิร เอกํ กุลธีตรํ ชนปเท เอโก กุลปุตฺโต อตฺตโน ปุตฺตสฺส วาเรตฺวา อสุกทิวเส นาม คณฺหิสฺสามาติ ทิวสํ ฐเปตฺวา ตสฺมึ ทิวเส สมฺปตฺเต อตฺตโน กุลุปกํ อาชีวกํ ปุจฺฉิ ภนฺเต อชฺช มยํ เอกํ มงฺคลํ กริสฺสาม โสภนํ นุ โข นกฺขตฺตนฺติ ฯ โส อยํ มํ ปฐมํ อปุจฺฉิตฺวาว ทิวสํ ฐเปตฺวา อิทานิ ปฏิปุจฺฉติ โหตุ สิกฺขาเปสฺสามิ นนฺติ กุชฺฌิตฺวา อชฺช อโสภนํ นกฺขตฺตํ มา อชฺช มงฺคลํ กริตฺถ สเจ กริตฺถ มหาวินาโส ภวิสฺสตีติ อาห ฯ กุลมนุสฺสา ตสฺส สทฺทหิตฺวา ตํ ทิวสํ น คจฺฉึสุ ฯ นครวาสิโน สพฺพํ มงฺคลกิริยํ กตฺวา เตสํ อนาคมนํ ทิสฺวา เตหิ อชฺช ทิวโส ฐปิโต โน จ โข อาคตา อมฺหากมฺปิ พหุํ ขยํ กมฺมํ คตํ กินฺโน เตหิ อมฺหากํ ธีตรํ อญฺญสฺส ทสฺสามาติ ยถากเตเนว มงฺคเลน ธีตรํ อญฺญสฺส กุลสฺส อทํสุ ฯ อิตเร ปุนทิวเส อาคนฺตฺวา เทถ โน ทาริกนฺติ อาหํสุ ฯ อถ เต สาวตฺถีวาสิโน ชนปทวาสิโน นาม ตุมฺเห ฉินฺนกคหปติกา ปาปมนุสฺสา ทิวสํ ฐเปตฺวา อวญฺญาย น อาคตา อาคมนมคฺเคเนว ปฏิคจฺฉถ อมฺเหหิ อญฺญสฺส ทาริกา ทินฺนาติ ปริภาสึสุ ฯ เต เตหิ สทฺธึ กลหํ กตฺวา ทาริกํ อลภิตฺวา ยถาคตมคฺเคเนว คตา ฯ เตนปิ อาชีวเกน เตสํ มนุสฺสานํ มงฺคลนฺตรายสฺส กตภาโว ภิกฺขูนํ อนฺตเร ปากโฏ ชาโต ฯ เต จ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ สนฺนิปติตฺวา อาวุโส อาชีวเกน กุลสฺส มงฺคลนฺตราโย กโตติ กถยมานา นิสีทึสุ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิ ฯ เต อิมาย นามาติ กถยึสุ ฯ น ภิกฺขเว อิทาเนว อาชีวโก ตสฺส กุลสฺส มงฺคลนฺตรายํ กโรติ ปุพฺเพปิ เอเตสํ กุชฺฌิตฺวา มงฺคลนฺตรายํ อกาสิเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต นครวาสิโน ชนปทวาสีนํ ธีตรํ วาเรตฺวา ทิวสํ ฐเปตฺวา อตฺตโน กุลุปกํ อาชีวกํ ปุจฺฉึสุ ภนฺเต อชฺช อมฺหากํ เอกา มงฺคลกิริยา โสภนํ นุ โข นกฺขตฺตนฺติ ฯ โส อิเม อตฺตโน รุจิยา ทิวสํ ววฏฺฐเปตฺวา อิทานิ มํ ปุจฺฉนฺตีติ กุชฺฌิตฺวา อชฺช เนสํ มงฺคลนฺตรายํ กริสฺสามีติ จินฺเตตฺวา อชฺช อโสภนํ นกฺขตฺตํ สเจ กโรถ มหาวินาสํ ปาปุณิสฺสถาติ อาห ฯ เต ตสฺส สทฺทหิตฺวา น คมึสุ ฯ ชนปทวาสิโน เตสํ อนาคมนํ ญตฺวา เต อชฺช ทิวสํ ฐเปตฺวาปิ น อาคตา กินฺโน เตหิ อญฺเญสํ ธีตรํ ทสฺสามาติ อญฺเญสํ ธีตรํ อทํสุ ฯ นครวาสิโน ปุนทิวเส อาคนฺตฺวา ทาริกํ ยาจึสุ ฯ ชานปทา ตุมฺเห นครวาสิโน นาม ฉินฺนกคหปติกา ทิวสํ ฐเปตฺวา ทาริกํ น คณฺหถ มยํ ตุมฺหากํ อนาคมนภาเวน อญฺเญสํ อทมฺหาติ ฯ มยํ อาชีวกํ ปุจฺฉิตฺวา นกฺขตฺตํ น โสภนนฺติ นาคตา เทถ โน ทาริกนฺติ ฯ อมฺเหหิ ตุมฺหากํ อนาคมนภาเวน อญฺเญสํ ทินฺนา อิทานิ ทินฺนทาริกํ กถํ ปุน อาเนสฺสามาติ ฯ เอวนฺเตสุ อญฺญมญฺญํ กลหํ กโรนฺเตสุ เอโก นครวาสิปณฺฑิตปุริโส เอเกน กมฺเมน ชนปทํ คนฺตฺวา เตสํ นครวาสีนํ มยํ อาชีวกํ ปุจฺฉิตฺวา นกฺขตฺตสฺส อโสภนภาเวน นาคตาติ กเถนฺตานํ สุตฺวา นกฺขตฺเตน โก อตฺโถ นนุ ทาริกาย ลทฺธภาโว นกฺขตฺตนฺติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
นกฺขตฺตํ ปฏิมาเนนฺตํ อตฺโถ พาลํ อุปจฺจคา
อตฺโถ อตฺถสฺส นกฺขตฺตํ กึ กริสฺสนฺติ ตารกาติ ฯ
ตตฺถ ปฏิมาเนนฺตนฺติ โอโลเกนฺตํ อิทานิ นกฺขตฺตํ ภวิสฺสติ อิทานิ ภวิสฺสตีติ อาคมยมานนฺติ อตฺโถ ฯ อตฺโถ พาลํ อุปจฺจคาติ เอตํ นครวาสิกํ พาลํ ทาริกปฏิลาภสงฺขาโต อตฺโถ อติกฺกนฺโต ฯ อตฺโถ อตฺถสฺส นกฺขตฺตนฺติ ยํ อตฺถํ ปริเยสนฺโต จรติ โส ปฏิลทฺโธ อตฺโถว อตฺถสฺส นกฺขตฺตนฺนาม ฯ กึ กริสฺสนฺติ ตารกาติ อิตเร ปน อากาเส ตารกา กึ กริสฺสนฺติ กตรํ อตฺถํ สาเธสฺสนฺตีติ อตฺโถ ฯ
นครวาสิโน กลหํ กตฺวา ทาริกํ อลภิตฺวาว อคมํสุ ฯ
สตฺถาปิ น ภิกฺขเว เอส อาชีวโก อิทาเนวสฺส กุลสฺส มงฺคลนฺตรายํ กโรติ ปุพฺเพปิ อกาสิเยวาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา อาชีวโก เอตรหิ อาชีวโก อโหสิ ตานิปิ กุลานิ อิทานิ กุลาเนว คาถํ วตฺวา ฐิตปณฺฑิตปุริโส ปน อหเมวาติ ฯ
นกฺขตฺตชาตกํ นวมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗