ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. จุลลกเศรษฐีชาดก
ชาดกที่ ๔ · เอกกนิบาตชาดก · อปัณณกวรรค

จุลลกเศรษฐีชาดก

ว่าด้วยคนฉลาดตั้งตนได้

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔ · บรรทัด ๒๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากจุลลกเศรษฐีชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ในชีวกัมพวัน ทรงปรารภ พระจุลลปันถกเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า อปฺปเกนปิ เมธาวี ดังนี้. เบื้องต้น พึงกล่าวการเกิดขึ้นและการบรรพชาของพระจุลลปันถกในอัมพวันนั้นก่อน. มีกถาตามลำดับดังต่อไปนี้

ได้ยินว่า ในกรุงราชคฤห์มีธิดาของเศรษฐีผู้มีทรัพย์มาก ได้ทำความเชยชิดกับทาสของตนเองกลัวว่า แม้คนอื่นจะรู้กรรมนี้ของเรา จึงกล่าวอย่างนี้ถ้าบิดามารดาของเราจักรู้โทษนี้ จักกระทำไห้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ พวกเราจักไปอยู่ต่างประเทศ จึงถือของสำคัญที่จะถือไปได้ ออกทางประตูลับแม้ทั้งสองคนได้พากันไปด้วยคิดว่า จักไปยังที่ที่คนอื่นไม่รู้จัก แล้วอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง. เมื่อผัวเมียทั้งสองนั้นอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง เพราะอาศัยการอยู่ร่วมกันธิดาเศรษฐีก็ตั้งครรภ์. ธิดาเศรษฐีนั้นอาศัยครรภ์แก่ จึงปรึกษากับสามีแล้วกล่าวว่า ครรภ์ของเราแก่แล้ว ชื่อว่าการตลอดบุตรในที่ที่ห่างเหินจากญาติและพวกพ้อง ย่อมเป็นทุกข์แท้สำหรับเราทั้งสอง พวกเราจักไปเฉพาะยังเรือนของตระกูล. สามีนั้นคิดว่า ถ้าเราจักไปบัดนี้ ชีวิตของเราจะไม่มี จึงผัดวันอยู่ว่าจะไปวันนี้ จะไปวันพรุ่งนี้ ธิดาเศรษฐีนั้นคิดว่า สามีนี้เป็นคนโง่ไม่อุตสาหะที่จะไป เพราะโทษของตนมีมาก ธรรมดาว่าบิดามารดามีประโยชน์เกื้อกูลโดยส่วนเดียวในบุตรธิดา สามีนี้จะไปหรือไม่ก็ตาม เราควรจะไป เมื่อสามีนั้นออกจากเรือน นางจึงเก็บงำบริขารในเรือน บอกถึงความที่ในไปเรือนของตระกูลแก่ชาวบ้านใกล้เคียง แล้วเดินทาง.

ลำดับนั้น บุรุษนั้นมาเรือนไม่เห็นนางจึงถามคนที่คุ้นเคย ได้ฟังว่าไปเรือนตระกูล จึงรีบตามไปทันในระหว่างทาง. ฝ่ายธิดาเศรษฐีนั้นก็ได้ตลอดบุตรในระหว่างทางนั้นนั่นเอง สามีนั้น ถามว่า นางผู้เจริญ นี่อะไร. ฝ่ายธิดาเศรษฐีนั้นกล่าวว่า บุตรคนหนึ่งเกิดแล้ว สามีกล่าวว่า บัดนี้ พวกเราจักทำอย่างไร. ธิดาเศรษฐีกล่าวว่า พวกเราจะไปเรือนของตระกูล เพื่อประโยชน์แก่กรรมใด กรรมนั้นได้สำเร็จแล้วในระหว่างทางพวกเราจักไปที่นั้นทำอะไรพวกเราจักกลับ แม้ทั้งสองคนเป็นผู้มีความคิดเป็นอันเดียวกันกลับแล้ว. ก็เพราะทารกนั้น เกิดในระหว่างทาง บิดามารดาจึงตั้งชื่อว่า ปันถก ไม่นานเท่าไรนัก นางก็ตั้งครรภ์อื่นอีก เรื่องราวทั้งปวงพึงไห้พิศดารโดยนัยก่อนนั่นแหละ ก็เพราะทารกแม้คนนั้นก็เกิดในหนทาง บิดามารดาจึงตั้งชื่อบุตรผู้เกิดที่แรกว่า มหาปันถก ตั้งชื่อบุตรคนที่สองว่า จุลลปันถก สามีภรรยานั้นพาทารกแม้ทั้งสองคนมายังที่อยู่ของตนนั่นแล.

เมื่อสามีภรรยาทั้งสองนั้นอยู่ในที่นั้น มหาปันถกทารกได้ฟังคนอื่น ๆพูดว่าอา ว่าปู่ ว่าย่า จึงถามมารดาว่า แม่จ๋า พวกเด็กอื่น ๆ พูดว่าปู่พูดว่าย่า ญาติของเราไม่มีหรือ. มารดากล่าวว่า จ้ะพ่อ ในที่นี้ ญาติของพวกเราไม่มี แต่ในพระนครราชคฤห์ พวกเรามีดาชื่อว่ามหาธนเศรษฐี ญาติของพวกเรามีอยู่ในเมืองราชคฤห์นั้นมาก มหาปันถกกล่าวว่า เพราะเหตุไร พวกเราจึงไม่ไปที่เมืองราชคฤห์นั้นละแม่. นางไม่บอกเหตุที่คนมาแก่บุตร เมื่อบุตรทั้งสองรบเร้าถามอยู่ จึงกล่าวกะสามีว่า เด็กเหล่านั้นทำเราให้ลำบากเหลือเกินบิดามารดาเห็นพวกเราแล้วจักกินเนื้อเทียวหรือ มาเถิดพวกเราจักแสดงตระกูลของตาแก่เด็กทั้งหลาย. สามีกล่าวว่า เราจักไม่อาจไปประจัญหน้า แต่เราจักนำไป ภรรยากล่าวว่า ดีแล้ว พวกเด็ก ๆ ควรจะเห็นตระกูลของตานั่นแลโดยวิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง. ชนแม้ทั้งสองนั้นพาทารกทั้งสองไปถึงเมืองราชคฤห์โดยลำดับ แล้วพักอยู่ในศาลาแห่งหนึ่งใกล้ประตูเมือง แล้วให้บอกบิดามารดาถึงความที่มารดาของทารกพาเอาทารก ๒ คนมา. ตายายเหล่านั้นได้ฟังข่าวนั้นแล้วกล่าวว่า คนชื่อว่าไม่ใช่บุตร ไม่ใช่ธิดา ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลายผู้เที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ คนเหล่านั้นมีความผิดมากแก่พวกเรา คนเหล่านั้นไม่อาจเพื่อจะดำรงอยู่ในคลองจักษุของพวกเรา ชนแม้ทั้งสองจงถือเอาทรัพย์ชื่อมีประมาณเท่านี้ไปยังที่ที่ผาสุกเลี้ยงชีวิตอยู่เถิด แต่จงส่งทารกทั้งสองคนมาไว้ที่นี้. ธิดาเศรษฐีถือเอาทรัพย์ที่บิดามารดาส่งมา แล้วส่งทารกทั้งสองให้ไปในมือของพวกทูตที่มานั่นแหละ. ทารกทั้งสองเจริญเติบโตอยู่ในตระกูลของตา.

บรรดาทารกทั้งสองนั้น จุลลปันถกยังเยาว์เกินไป ส่วนมหาปันถกไปฟังธรรมกถาของพระทศพลกับตา เมื่อมหาปันถกนั้น ฟังธรรมในที่พร้อมพระพักตร์ของพระศาสดาเป็นนิตย์ จิตก็น้อมไปเพื่อบรรพชา. เขาจึงกล่าวกะตาว่า ถ้าท่านยอมรับ กระผมจะบวช. ตากล่าวว่า เจ้าพูดอะไร พ่อ เจ้าเป็นที่รักของตา การบรรพชาเฉพาะของเจ้าเท่านั้น ดีกว่าการบรรพชา แม้ของชาวโลกทั้งสิ้น ถ้าเจ้าอาจ จงบวชเถอะพ่อ. ครั้นรับคำแล้วจึงไปยังสำนักของพระศาสดา. พระศาสดาตรัสว่า ท่านมหาเศรษฐี ท่านได้ทารกนี้มาหรือ. มหาเศรษฐีกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทารกนี้เป็นหลานของข้าพระองค์ เขาพูดว่า จะบวชในสำนักของพระองค์ พระศาสดาจึงทรงสั่งภิกษุผู้บิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งว่า เธอจงให้ทารกนี้บวช. พระเถระบอกตจปัญจกกรรมฐาน แก่มหาปันถกนั้นแล้วให้บวช มหาปันถกนั้นเรียนพุทธวจนะเป็นอันมาก มีพรรษาครบบริบูรณ์แล้ว ได้อุปสมบทเป็นอุปสัมบันกระทำกรรมฐานโดยโยนิโสมนสิการ ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว.

พระมหาปันถกนั้น ยับยั้งอยู่ด้วยความสุขในฌานและความสุขในมรรคจึงคิดว่า เราอาจไหมหนอเพื่อจะให้สุขนี้แก่จุลลปันถก ลำดับนั้น ท่านมหาปันถกจึงไปยังสำนักของเศรษฐีผู้เป็นตากล่าวว่า ท่านมหาเศรษฐี ถ้าท่านยินยอม อาตมภาพจักให้จุลลปันถกบวช. มหาเศรษฐีกล่าวว่า จงให้บวชเถิดท่านผู้เจริญ. พระเถระให้จุลลปันถกทารกบวชแล้ว ให้ตั้งอยู่ในศีล ๑๐สามเณรจุลลปันถก พอบวชแล้วเท่านั้น ได้เป็นคนเขลา สมดังที่ท่านกล่าวว่าโดยเวลา เดือนไม่อาจเรียนคาถาเดียวนี้ว่า

ดอกบัวโกกนุทมีกลิ่นหอม ไม่ปราศจากกลิ่น หอม พึงบานแต่เช้าฉันใด ท่านจงดูพระอังคีรสผู้ ไพโรจน์ เหมือนพระอาทิตย์ส่องแสงจ้าในอากาศ

ฉะนั้น. ได้ยินว่า พระจุลลปันถกนั้นบวชในกาลแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้มีปัญญา ได้ทำการหัวเราะเยาะ ในเวลาทีภิกษุผู้เขลารูปหนึ่งเรียนอุเทศ. ภิกษุนั้นละอาย เพราะการเย้นหยันนั้นจึงไม่เรียนอุเทศ ไม่ทำการสาธยาย. เพราะกรรมนั้น พระจุลลปันถกนี้ พอบวชเท่านั้นจึงเกิดเป็นคนเขลา เมื่อท่านเรียนบทเหนือ ๆ ขึ้นไป บทที่เรียนแล้ว ๆ ก็เลือนหายไป เมื่อท่านจุลลปันถกนั้นพยายามเรียนคาถานี้เท่านั้น ๔ เดือนล่วงไปแล้ว ลำดับนั้นพระมหาปันถกจึงคร่าพระจุลลปันถกนั้น ออกจากวิหารโดยกล่าวว่า จุลลปันถกเธอเป็นผู้อาภัพในพระศาสนานี้โดย ๘ เดือนไม่อาจเรียนคาถาเดียวได้ ก็เธอจักทำกิจแห่งบรรพชิตให้ถึงที่สุดได้อย่างไร จงออกไปจากวิหาร. พระจุลลปันถกไม่ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ เพราะความรักในพระพุทธศาสนา.

ในคราวนั้น พระมหาปันถกได้เป็นพระภัตตุเทสก์ผู้แจกภัต. หมอชีวกโกมารภัจถือของหอมและดอกไม้เป็นอันมากไปยังอัมพวันของตน บูชาพระศาสดาฟังธรรมแล้วลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายบังคมพระทศพลแล้วเข้าไปหาพระมหาปันถกถามว่า ท่านผู้เจริญในสำนักของพระศาสดา มีภิกษุเท่าไร ? พระมหาปันถกกล่าวว่า มีภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป. หมอชีวกกล่าวว่า ท่านผู้เจริญพรุ่งนี้ ท่านจงพาภิกษุ ๕๐๐ รูปมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ไปรับภิกษาในนิเวศน์ของผม. พระเถระกล่าวว่า อุบาสก. ชื่อว่าพระจุลลปันถกเป็นผู้เขลามีธรรมไม่งอกงาม อาคมภาพจะนิมนต์เพื่อภิกษุที่เหลือยกเว้น พระจุลลปันถกนั้น. พระจุลลปันถกได้ฟังดังนั้น จึงคิดว่า พระเถระพี่ชายของเราเมื่อรับนิมนต์ เพื่อภิกษุทั้งหลายมีประมาณเท่านี้ก็รับ กันเราไว้ภายนอก พี่ชายของเราจักผิดใจในเราโดยไม่ต้องสงสัย บัดนี้ เราจะประโยชน์อะไรด้วยพระศาสนานี้ เราจักเป็นคฤหัสถ์กระทำบุญมีทานเป็นต้นเลี้ยงชีวิต. วันรุ่งขึ้น พระจุลลปันถกนั้นไปแต่เช้าตรู่ด้วยคิดว่า จักเป็นคฤหัสถ์ ในเวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาทรงตรวจโลก ได้ทรงเห็นเหตุนั้นนั่นแล จึงเสด็จไปก่อนล่วงหน้า ได้ประทับยืนจงกรมอยู่ที่ซุ้มประตู ใกล้ทางที่พระจุลลปันถกจะไป. พระจุลลปันถกเมื่อจะเดินไปสู่เรือน เห็นพระศาสดาจึงเข้าไปเฝ้าแล้วถวายบังคม.

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระจุลลปันถกนั้นว่า จุลลปันถก ก็เธอจะไปไหนในเวลานี้ พระจุลลปันถกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพระพี่ชายฉุดคร่าข้าพระองค์ออก ด้วยเหตุนั้น ข้าพระองค์จะไปด้วยคิดว่าจักเป็นคฤหัสถ์ พระศาสดาตรัสว่า จุลลปันถก ชื่อว่าการบรรพชาของเธอในสำนักของเรา เธอถูกพระพี่ชายฉุดคร่าออกไป เพราะเหตุไรจึงไม่มายังสำนักของเรา มาเถิด เธอจะประโยชน์อะไรด้วยความเป็นคฤหัสถ์ เธอจักอยู่ในสำนักของเรา แล้วทรงพาพระจุลลปันถกไป ให้พระจุลลปันถกนั้นนั่งที่หน้ามุขพระคันธกุฏี ตรัสว่า จุลลปันถก เธอจงผินหน้าไปทางทิศตะวันออก จงอยู่ในที่นี้แหละ ลูบคลำผ้าท่อนเก่าไปว่า รโชหรณํ รโชหรณํ ผ้าเป็นเครื่องนำธุลีไป ผ้าเป็นเครื่องนำธุลีไป แล้วทรงประทานผ้าเก่าอันบริสุทธิ์ซึ่งทรงปรุงแต่งด้วยฤทธิ์ เมื่อเขากราบทูลเวลา (ภัตตาหาร) ให้ทรงทราบ จึงแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จไปยังนิเวศน์ของหมอชีวกประทับนั่งบนอาสนะ ที่เขาปูลาดแล้ว ฝ่ายพระจุลลปันถกมองดูพระอาทิตย์นั่งลบท่อนผ้าเก่านั้นว่า รโชหรณํ รโชหรณํ เมื่อพระจุลลปันถกนั้น ลูบท่อนผ้าเก่านั้นอยู่ ผ้าได้เศร้าหมองไปแต่นั้นพระจุลลปันถกจึงคิดว่า ท่อนผ้าเก่าผืนนั้นบริสุทธิ์อย่างยิ่ง แต่เพราะอาศัยอัตภาพนี้ จึงละปรกติเกิดเศร้าหมองอย่างนี้ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอจึงเริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อมเจริญวิปัสสนา พระศาสดาทรงทราบว่าจิตของจุลลปันถกขึ้นสู่วิปัสสนาแล้ว จึงตรัสว่า จุลลปันถก เธออย่ากระทำความสำคัญว่า ท่อนผ้าเก่านั้น เท่านั้นเป็นของเศร้าหมองย้อมด้วยฝุ่นธุลี แต่ธุลีคือราคะเป็นต้น เหล่านั้น มีอยู่ในภายใน เธอจงนำธุลีคือราคะเป็นต้นนั้น ไปเสีย แล้วทรงเปล่งโอภาสเป็นผู้มีพระรูปโฉมปรากฏ เหมือนประทับ นั่งอยู่เบื้องหน้า ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

ราคะเรียกว่า ธุลี แต่ฝุ่นละอองไม่เรียกว่าธุลี คำว่า ธุลีนี้เป็นชื่อของราคะ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นละ ธุลีนั้นได้แล้ว ย่อมอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ ปราศจากธุลี โทสะ เรียกว่าธุลี แต่ฝุ่นละอองไม่เรียก ว่า ธุลี คำว่าธุลีนี้ เป็นชื่อของโทสะ ภิกษุทั้งหลาย เหล่านั้น ละธุลีนั้นได้แล้ว ย่อมอยู่ในศาสนาของ พระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี โมหะ เรียกว่า ธุลี แต่ฝุ่น ละอองไม่เรียกว่า ธุลี คำว่าธุลีนี้ เป็นชื่อของโมหะ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ละธุลี นั้นได้แล้วย่อมอยู่ใน

ศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี. ในเวลาจบคาถา พระจุลลปันถกบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายปิฎกทั้งสามมาถึงแก่พระจุลลปันถกนั้น พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายเทียว.

ได้ยินว่า ในกาลก่อน พระจุลลปันถกนั้นเป็นพระราชากำลังทำประทักษิณพระนคร เมื่อพระเสโทไหลออกจากพระนลาต จึงเอาผ้าสาฎกบริสุทธิ์เช็ดพระนลาต ผ้าสาฎกได้เศร้าหมองไป พระราชานั้นทรงได้อนิจจสัญญาความหมายว่าไม่เที่ยง ว่าผ้าสาฎกอันบริสุทธิ์เห็นปานนี้ ละปกติเดิมเกิดเศร้าหมองเพราะอาศัยร่างกายนี้ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ ด้วยเหตุนั้น ผ้าเป็นเครื่องนำธุลีออกไปเท่านี้ เกิดเป็นปัจจัยแก่พระจุลลปันถกนั้น.

ฝ่ายหมอชีวกโกมารภัจน้อมนำน้ำทักษิโณทกเข้าไปถวายพระทศพลพระศาสดาเอาพระหัตถ์ปิดบาตรโดยตรัสว่า ชีวก ในวิหารมีภิกษุอยู่มิใช่หรือพระมหาปันถกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวิหารไม่มีภิกษุมิใช่หรือพระเจ้าข้า พระศาสดาตรัสว่า ชีวก มีภิกษุ. หมอชีวกจึงส่งบุรุษไปโดยสั่งว่าพนาย ถ้าอย่างนั้นท่านจงไป อนึ่ง จงรู้ว่าในวิหารมีภิกษุหรือไม่มี ขณะนั้นพระจุลลปันถกคิดว่า พี่ชายของเราพูดว่า ในวิหารไม่มีภิกษุ เราจักประกาศความที่ภิกษุทั้งหลายมีอยู่ในวิหาร แก่พี่ชายของเรานั้น แล้วบันดาลให้อัมพวันทั้งสิ้นเต็มไปด้วยภิกษุทั้งหลายเท่านั้น ภิกษุพวกหนึ่งทำจีวรกรรม ภิกษุพวกหนึ่งทำกรรมคือย้อมจีวร ภิกษุพวกหนึ่งทำการสาธยาย ท่านนิรมิตภิกษุ๑,๐๐๐ รูป ซึ่งเหมือนกันและกันอย่างนี้ บุรุษนั้นเห็นภิกษุมากมายในวิหารจึงกลับไปบอกหมอชีวกว่า ข้าแต่นาย อัมพวันทั้งสิ้นเต็มด้วยภิกษุทั้งหลาย ณ ที่นั่นแหละ แม้พระเถระ

ก็นิรมิตอัตภาพตั้งพัน [ล้วนเป็น] พระปันถก นั่งอยู่ในอัมพวันอันรื่นรมย์จนกระทั่งประกาศเวลา [ภัต] ให้ทราบกาล.

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะบุรุษนั้นว่า ท่านจงไปวิหาร กล่าวว่าพระศาสดาตรัสเรียกภิกษุชื่อว่า จุลลปันถก เมื่อบุรุษนั้นไปกล่าวอย่างนั้นแล้วปากตั้งพันก็ตั้งขึ้นว่า อาตมะชื่อจุลลปันถก อาตมะชื่อจุลลปันถก บุรุษไปกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญนัยว่าภิกษุแม้ทั้งหมด ชื่อจุลลปันถกทั้งนั้น. พระศาสดาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงไปจับมือภิกษุผู้พูดก่อนว่า อาตมะชื่อจุลลปันถก ภิกษุที่เหลือจะอันตรธานไป บุรุษนั้น ได้กระทำอย่างนั้น ทันใดนั่นเอง ภิกษุประมาณพันรูปได้อันตรธานหายไป พระเถระได้ไปกับบุรุษนั้นในเวลาเสร็จภัตกิจ พระศาสดาตรัสเรียกหมอชีวกมาว่า ชีวก ท่านจงรับบาตรของพระจุลลปันถก พระจุลลปันถกนี้จักกระทำอนุโมทนาแก่ท่าน. หมอชีวกได้กระทำอย่างนั้น พระเถระบันลือสีหนาท ดุจราชสีห์หนุ่มยังปิฎกทั้ง ๓ให้กำเริบ กระทำอนุโมทนา พระศาสดาเสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ. มีภิกษุสงฆ์เป็นบริวารเสด็จไปยังพระวิหาร เมื่อภิกษุทั้งหลายแสดงวัตรแล้ว เสด็จลุกจากอาสนะประทับยืนที่หน้ามุขพระคันธกุฎี ประทานโอวาทของพระสุด แก่ภิกษุสงฆ์ แล้วตรัสบอกพระกรรมฐาน ทรงส่งภิกษุสงฆ์ไปแล้วเสด็จเข้าพระคันธกุฎี อันตอบด้วยของหอมอันมีกลิ่นหอม ทรงเข้าสีหไสยา โดยพระปรัศว์เบื้องขวา

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๑๘๓–๑๙๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๓๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๔ จุลฺลกเสฏฺฐิชาตกํ

อปฺปเกนปิ เมธาวีติ อิทํ ธมฺมเทสนํ ภควา ราชคหํ อุปนิสฺสาย ชีวกมฺพวเน วิหรนฺโต จุลฺลปนฺถกตฺเถรํ อารพฺภ กเถสิ ฯ ตสฺส อมฺพวเน จุลฺลปนฺถกสฺส ตาว อุปฺปตฺติ จ ปพฺพชฺชา จ กเถตพฺพา ฯ อยํ อนุปพฺพิกถา ฯ

ราชคเห กิร มหาธนเสฏฺฐิกุลสฺส ธีตา อตฺตโน ทาเสเนว สทฺธึ สนฺถวํ กตฺวา อญฺเญปิ เม อิมํ กมฺมํ ชาเนยฺยุนฺติ ภีตา เอวมาห อมฺเหหิ อิมสฺมึ ฐาเน วสิตุํ น สกฺกา สเจ เม มาตาปิตโร อิมํ โทสํ ชานิสฺสนฺติ ขณฺฑาขณฺฑิกํ กริสฺสนฺติ วิเทสํ คนฺตฺวา วสิสฺสามาติ หตฺถสารํ คเหตฺวา อคฺคทฺวาเรน นิกฺขมิตฺวา ยตฺถ วา ตตฺถ วา อญฺเญหิ อชานนฏฺฐานํ คนฺตฺวา วสิสฺสามาติ อุโภปิ อคมํสุ ฯ เตสํ เอกสฺมึ ฐาเน วสนฺตานํ สํวาสมนฺวาย ตสฺสา กุจฺฉิยํ คพฺโภ ปติฏฺฐาสิ ฯ สา คพฺภปริปากมาคมฺม สามิเกน สทฺธึ มนฺเตตฺวา คพฺโภ เม ปริปากํ คโต ญาติพนฺธุวิรหิเต ฐาเน คพฺภวุฏฺฐานํ นาม อุภินฺนํปิ อมฺหากํ ทุกฺขเมว กุลเคหเมว คจฺฉามาติ ฯ โสทานิ สจาหํ คมิสฺสามิ ชีวิตํ เม นตฺถีติ อชฺช คจฺฉาม เสฺว คจฺฉามาติ ทิวเส อติกฺกาเมติ ฯ สา จินฺเตสิ อยํ พาโล อตฺตโน โทสสฺส มหนฺตตาย คนฺตุํ น อุสฺสหติ มาตาปิตโร นาม ปุตฺเต เอกนฺตหิตา อยํ คจฺฉตุ วา มา วา มยา คนฺตุํ วฏฺฏตีติ ฯ สา ตสฺมึ เคหา นิกฺขนฺเต เคหปริกฺขารํ ปฏิสาเมตฺวา อตฺตโน กุลฆรํ คตภาวํ อนนฺตรเคหวาสีนํ อาโรเจตฺวา มคฺคํ ปฏิปชฺชิ ฯ อถ โส ปุริโส ฆรํ อาคโต ตํ อทิสฺวา ปวิสฺสเก ปุจฺฉิตฺวา กุลฆรํ คตาติ สุตฺวา เวเคน อนุพนฺธิตฺวา อนฺตรามคฺเค สมฺปาปุณิ ฯ ตสฺสาปิ ตตฺเถว คพฺภวุฏฺฐานํ อโหสิ ฯ โส กึ อิทํ ภทฺเทติ ปุจฺฉิ ฯ สาปิ เอโก ปุตฺโต ชาโตติ ฯ อิทานิ กึ กริสฺสามาติ ฯ ยสฺสตฺถาย มยํ กุลฆรํ คจฺเฉยฺยาม ตํ กมฺมํ อนฺตราว นิปฺผนฺนํ ตตฺถ คนฺตฺวา กึ กริสฺสาม นิวตฺตามาติ เทฺวปิ เอกจิตฺตา หุตฺวา นิวตฺตึสุ ฯ ตสฺส จ ทารกสฺส ปนฺเถ ชาตตฺตา ปนฺถโกเตฺวว นามํ กรึสุ ฯ ตสฺสา นจิรสฺเสว อปโร คพฺโภ ปติฏฺฐหิ ฯ สพฺพํ ปุริมนเยเนว วิตฺถาเรตพฺพํ ฯ ตสฺสาปิ ทารกสฺส ปนฺเถ ชาตตฺตา ปฐมํ ชาตสฺส มหาปนฺถโกติ นามํ กตฺวา อิตรสฺส จุลฺลปนฺถโกติ นามํ กรึสุ ฯ เต เทฺวปิ ทารเก คเหตฺวา อตฺตโน วสนฏฺฐานเมว อาคตา ฯ เตสํ ตตฺถ วสนฺตานํ มหาปนฺถกทารโก อญฺเญ ชเน จุลฺลปิตาติ อยฺยโกติ อยฺยิกาติ วทนฺเต สุตฺวา มาตรํ ปุจฺฉิ อมฺม อญฺเญ ทารกา อยฺยโกติ วทนฺติ อยฺยิกาติ วทนฺติ อมฺหากํ ญาตกา นตฺถีติ ฯ อาม ตาต ตุมฺหากํ เอตฺถ ญาตกา นตฺถิ ราชคหนคเร ปน โว มหาธนเสฏฺฐี นาม อยฺยโก ตตฺถ ตุมฺหากํ พหู ญาตกาติ ฯ กสฺมา ตตฺถ น คจฺฉาม อมฺมาติ ฯ สา อตฺตโน อาคมนการณํ ปุตฺตสฺส อกเถตฺวา ปุตฺเตสุ ปุนปฺปุนํ กเถนฺเตสุ สามิกํ อาห อิเม มํ ทารกา อติวิย กิลเมนฺติ กินฺโน มาตาปิตโร ทิสฺวา มํสํ ขาทิสฺสนฺติ เอหิ ทารกานํ อยฺยกกุลํ ทสฺเสสฺสามาติ ฯ อหํ สมฺมุขา คนฺตุํ น สกฺขิสฺสามิ ตมฺปน เนสฺสามีติ อาห ฯ สาธุ เยนเกนจิ นเยน ทารกานํ อยฺยกกุลเมว ทฏฺฐุํ วฏฺฏตีติ ฯ เต เทฺวปิ ชนา ทารเก อาทาย อนุปุพฺเพน ราชคหํ ปตฺวา นครทฺวาเร เอกิสฺสา สาลาย นิวาสํ กตฺวา ทารกมาตา เทฺว ทารเก คเหตฺวา อาคตภาวํ มาตาปิตูนํ อาโรจาเปสิ ฯ เต ตํ สาสนํ สุตฺวา สํสาเร วิจรนฺตานํ อมฺหากํ น ปุตฺโต น ธีตา นาม นตฺถิ เต อมฺหากํ มหาปราธิกา น สกฺกา เตหิ อมฺหากํ จกฺขุปเถ ฐาตุํ เอตฺตกนฺนาม ธนํ คเหตฺวา เทฺวปิ ชนา ผาสุกฏฺฐานํ คนฺตฺวา ชีวนฺตุ ทารเก ปน อิเธว เปเสนฺตูติ ฯ เสฏฺฐิธีตา มาตาปิตูหิ เปสิตํ ธนํ คเหตฺวา ทารเก อาคตทูตานํเยว หตฺเถ ทตฺวา เปเสสิ ฯ ทารกา อยฺยกกุเล วฑฺฒนฺติ ฯ

เตสุ จุลฺลปนฺถโก อติทหโร มหาปนฺถโก ปน อยฺยเกน สทฺธึ ทสพลสฺส ธมฺมกถํ โสตุํ คจฺฉติ ฯ ตสฺส นิจฺจํ สตฺถุ สมฺมุขา ธมฺมํ สุณนฺตสฺส ปพฺพชฺชาย จิตฺตํ นมิ ฯ โส อยฺยกํ อาห สเจ ตุมฺเห สมฺปฏิจฺฉถ อหํ ปพฺพเชยฺยนฺติ ฯ กึ วเทสิ ตาต ตฺวํ มยฺหํ ปิโย สกลโลกสฺสาปิ ปพฺพชิตโต ตเวว ปพฺพชฺชา ภทฺทกา สเจ สกฺโกสิ ปพฺพช ตาตาติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ คโต ฯ สตฺถา กึ มหาเสฏฺฐิ อยํ ทารโก เต ลทฺโธติ ฯ อาม ภนฺเต อยํ ทารโก มยฺหํ นตฺตา ตุมฺหากํ สนฺติเก ปพฺพชามีติ วทตีติ อาห ฯ สตฺถา อญฺญตรํ ปิณฺฑปาติกภิกฺขุํ อิมํ ทารกํ ปพฺพาเชหีติ อาณาเปสิ ฯ เถโร ตสฺส ตจปญฺจกกมฺมฏฺฐานํ อาจิกฺขิตฺวา ปพฺพาเชสิ ฯ โส พหุํ พุทฺธวจนํ อุคฺคณฺหิตฺวา ปริปุณฺณวสฺโส อุปสมฺปทํ ลภิตฺวา อุปสมฺปนฺโน โยนิโสมนสิกาเรน กมฺมฏฺฐานํ กโรนฺโต อรหตฺตํ ปาปุณิ ฯ

โส ฌานสุเขน จ มคฺคสุเขน จ วีตินาเมนฺโต จินฺเตสิ สกฺกา นุ โข อิมํ สุขํ จุลฺลปนฺถกสฺส ทาตุนฺติ ฯ ตโต อยฺยกเสฏฺฐิสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา มหาเสฏฺฐิ สเจ ตุมฺเห สมฺปฏิจฺฉถ อหํ จุลฺลปนฺถกํ ปพฺพาเชสฺสามีติ อาห ฯ ปพฺพาเชถ ภนฺเตติ ฯ เถโร จุลฺลปนฺถกทารกํ ปพฺพาเชตฺวา ทสสุ สีเลสุ ปติฏฺฐาเปสิ ฯ จุลฺลปนฺถกสามเณโร ปพฺพชิตฺวาว ทนฺโธ อโหสิ ฯ ยถาห

ปทฺทมํ ยถา โกกนทํ สุคนฺธํ

ปาโต สิยา ผุลฺลมวีตคนฺธํ

องฺคีรสํ ปสฺส วิโรจมานํ

ตปนฺตมาทิจฺจมิวนฺตลิกฺเขติ อิมํ เอกคาถํ จตูหิ มาเสหิ คณฺหิตุํ นาสกฺขิ ฯ โส กิร กสฺสปสมฺมาสมฺพุทฺธกาเล ปพฺพชิตฺวา ปญฺญวา หุตฺวา อญฺญตรสฺส ทนฺธภิกฺขุโน อุทฺเทสคหณกาเล ปริหาสเกฬึ อกาสิ ฯ โส ภิกฺขุ เตน ปริหาเสน ลชฺชิโต เนว อุทฺเทสํ คณฺหิ น สชฺฌายมกาสิ ฯ เตน กมฺเมนายํ ปพฺพชิตฺวาว ทนฺโธ ชาโต ฯ คหิตคหิตปทํ อุปรุปริปทํ คณฺหนฺตสฺส นสฺสติ ฯ ตสฺส อิมเมว คาถํ คเหตุํ วายมนฺตสฺส จตฺตาโร มาสา อติกฺกนฺตา ฯ อถ นํ มหาปนฺถโก จุลฺลปนฺถก ตฺวํ อิมสฺมึ สาสเน อภพฺโพ จตูหิ มาเสหิ เอกํ คาถํ คเหตุํ น สกฺโกสิ ปพฺพชิตกิจฺจํ ปน ตฺวํ กถํ มตฺถกํ ปาเปสฺสสิ นิกฺขม อิโตติ วิหารา นิกฺกฑฺฒิ ฯ จุลฺลปนฺถโก พุทฺธสาสเน สิเนเหน คิหิภาวํ น ปฏฺเฐติ ฯ

ตสฺมึ กาเล มหาปนฺถโก ภตฺตุทฺเทสโก อโหสิ ฯ ชีวโก โกมารภจฺโจ พหุคนฺธมาลํ อาทาย อตฺตโน อมฺพวนํ คนฺตฺวา สตฺถารํ ปูเชตฺวา ธมฺมํ สุตฺวา อุฏฺฐายาสนา ทสพลํ วนฺทิตฺวา มหาปนฺถกํ อุปสงฺกมิตฺวา กิตฺตกา ภนฺเต สตฺถุ สนฺติเก ภิกฺขูติ ปุจฺฉิ ฯ ปญฺจมตฺตานิ ภิกฺขุสตานีติ ฯ เสฺว ภนฺเต พุทฺธปฺปมุขานิ ปญฺจภิกฺขุสตานิ อาทาย อมฺหากํ นิเวสเน ภิกฺขํ คณฺหถาติ ฯ อุปาสก จุลฺลปนฺถโก นาม ทนฺโธ อวิรุฬฺหธมฺโม ตํ ฐเปตฺวา เสสานํ นิมนฺตนํ ปฏิจฺฉามีติ เถโร อาห ฯ ตํ สุตฺวา จุลฺลปนฺถโก จินฺเตสิ มยฺหํ ภาติกตฺเถโร เอตฺตกานํ ภิกฺขูนํ นิมนฺตนํ สมฺปฏิจฺฉนฺโต มํ พาหิรํ กตฺวา สมฺปฏิจฺฉติ นิสฺสํสยํ มยฺหํ ภาติกสฺส มยิ จิตฺตํ ภินฺนํ ภวิสฺสติ กึ อิทานิ มยฺหํ อิมินา สาสเนน คิหี หุตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กโรนฺโต ชีวิสฺสามีติ ฯ โส ปุนทิวเส ปาโตว คิหี ภวิสฺสามีติ ปายาสิ ฯ สตฺถา ปจฺจูสกาเล โลกํ โวโลเกนฺโต อิมํ การณํ ทิสฺวาเยว ปฐมตรํ คนฺตฺวา จุลฺลปนฺถกสฺส คมนมคฺเค ทฺวารโกฏฺฐเก จงฺกมนฺโต อฏฺฐาสิ ฯ จุลฺลปนฺถโก ฆรํ คจฺฉนฺโต สตฺถารํ ทิสฺวา อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิ ฯ อถ นํ สตฺถา กหํ ปน จุลฺลปนฺถก อิมาย เวลาย คจฺฉสีติ อาห ฯ ภาตา มํ ภนฺเต นิกฺกฑฺฒติ เตนาหํ คิหี ภวิสฺสามีติ คจฺฉามีติ ฯ จุลฺลปนฺถก ตว ปพฺพชฺชา นาม มม สนฺติเก ภาตรา นิกฺกฑฺฒิโต กสฺมา มม สนฺติกํ นาคจฺฉสิ เอหิ กินฺเต คิหิภาเวน มม สนฺติเก ภวิสฺสสีติ จุลฺลปนฺถกํ อาทาย คนฺตฺวา คนฺธกุฏิปฺปมุเข นํ นิสีทาเปตฺวา จุลฺลปนฺถก ปุรตฺถาภิมุโข หุตฺวา อิมํ ปิโลติกํ รโชหรณํ รโชหรณนฺติ ปริมชฺชนฺโต อิเธว โหหีติ อิทฺธิยา อภิสงฺขตํ ปริสุทฺธปิโลติกํ ทตฺวา กาเล อาโรจิเต ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต ชีวกสฺส นิเวสนํ คนฺตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิ ฯ จุลฺลปนฺถโกปิ สุริยํ โอโลเกนฺโต ตํ ปิโลติกขณฺฑํ รโชหรณํ รโชหรณนฺติ ปริมชฺชนฺโต นิสีทิ ฯ ตสฺส ตํ ปริมชฺชนฺตสฺส กิลิฏฺฐํ อโหสิ ฯ ตโต จินฺเตสิ อิทํ ปิโลติกขณฺฑํ อติวิย ปริสุทฺธํ อิทํ ปน อตฺตภาวํ นิสฺสาย ปุริมปกตึ ปชหิตฺวา เอวํ กิลิฏฺฐํ ชาตํ อนิจฺจา วต สงฺขาราติ ขยวยํ ปฏฺฐเปนฺโต วิปสฺสนํ วฑฺเฒติ ฯ สตฺถา จุลฺลปนฺถกสฺส จิตฺตํ วิปสฺสนํ อารุฬฺหนฺติ ญตฺวา จุลฺลปนฺถก ตฺวํ เอตํ ปิโลติกขณฺฑเมว สงฺกิลิฏฺฐํ รชรญฺชิตํ ชาตนฺติ มา สญฺญํ กริ อพฺภนฺตเร ปน เต ราครชาทโย อตฺถิ เต หราหีติ วตฺวา โอภาสํ วิสฺสชฺเชตฺวา ปุรโต นิสินฺโน วิย ปญฺญายมานรูโป หุตฺวา อิมา คาถา อภาสิ

ราโค รโช น จ ปน เรณุ วุจฺจติ

ราคสฺเสตํ อธิวจนํ รโชติ

เอตํ รชํ วิปฺปชหิตฺว ภิกฺขโว

วิหรนฺติ เต วิคตรชสฺส สาสเน ฯ

โทโส รโช น จ ปน เรณุ วุจฺจติ

โทสสฺเสตํ อธิวจนํ รโชติ

เอตํ รชํ วิปฺปชหิตฺว ภิกฺขโว

วิหรนฺติ เต วิคตรชสฺส สาสเน ฯ

โมโห รโช น จ ปน เรณุ วุจฺจติ

โมหสฺเสตํ อธิวจนํ รโชติ

เอตํ รชํ วิปฺปชหิตฺว ภิกฺขโว

วิหรนฺติ เต วิคตรชสฺส สาสเนติ ฯ คาถาปริโยสาเน จุลฺลปนฺถโก สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ ปาปุณิ ฯ ปฏิสมฺภิทาหิเยวสฺส ตีณิ ปิฏกานิ อาคมึสุ ฯ โส กิร ปุพฺเพ ราชา หุตฺวา นครปทกฺขิณํ กโรนฺโต นลาฏโต เสเท มุญฺจนฺเต ปริสุทฺเธน สาฏเกน นลาฏนฺตํ ปุญฺฉิ ฯ สาฏโก กิลิฏฺโฐ อโหสิ ฯ โส อิมํ สรีรํ นิสฺสาย เอวรูโป ปริสุทฺโธ สาฏโก ปกตึ ชหิตฺวา กิลิฏฺโฐ ชาโต อนิจฺจา วต สงฺขาราติ อนิจฺจสญฺญํ ปฏิลภิ ฯ เตนสฺส การเณน รโชหรณเมว ปจฺจโย ชาโต ฯ

ชีวโกปิ โข โกมารภจฺโจ ทสพลสฺส ทกฺขิโณทกํ อุปนาเมสิ ฯ สตฺถา นนุ ชีวก วิหาเร ภิกฺขุ อตฺถีติ หตฺเถน ปตฺตํ ปิทหิ ฯ มหาปนฺถโก นนุ ภนฺเต วิหาเร ภิกฺขุ นตฺถีติ อาห ฯ สตฺถา อตฺถิ ชีวกาติ อาห ฯ ชีวโก เตนหิ ภเณ คจฺฉ วิหาเร ปน ภิกฺขูนํ อตฺถิภาวํ วา นตฺถิภาวํ วา ชานาหีติ ปุริสํ เปเสสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ จุลฺลปนฺถโก มยฺหํ ภาติโก วิหาเร ภิกฺขุ นตฺถีติ ภณฺติ วิหาเร ภิกฺขูนํ อตฺถิภาวมสฺส ปกาเสสฺสามีติ สกลอมฺพวนํ ภิกฺขูนํเยว ปูเรติ เอกจฺเจ ภิกฺขู จีวรกมฺมํ กโรนฺติ เอกจฺเจ รชนกมฺมํ กโรนฺติ เอกจฺเจ สชฺฌายํ กโรนฺติ เอวํ อญฺญมญฺญสทิสํ ภิกฺขุสหสฺสํ มาเปสิ ฯ โส ปุริโส วิหาเร พหู ภิกฺขู ทิสฺวา นิวตฺติตฺวา อยฺย สกลอมฺพวนํ ภิกฺขูหิ ปริปุณฺณนฺติ ชีวกสฺส อาโรเจสิ ฯ เถโรปิ โข ตตฺเถว

สหสฺสกฺขตฺตุมตฺตานํ นิมฺมินิตฺวาน ปนฺถโก

นิสีทิ อมฺพวเน รมฺเม ยาว กาลปฺปเวทนาติ ฯ อถ สตฺถา ตํ ปุริสํ อาห วิหารํ คนฺตฺวา สตฺถา จุลฺลปนฺถกํ นาม ปกฺโกสตีติ วเทหีติ ฯ เตน คนฺตฺวา ตถา วุตฺเต อหํ จุลฺลปนฺถโก อหํ จุลฺลปนฺถโกติ มุขสหสฺสํ อุฏฺฐหิ ฯ ปุริโส คนฺตฺวา สพฺเพปิ กิร ภนฺเต จุลฺลปนฺถกาเยว นามาติ อาห ฯ เตนหิ คนฺตฺวา โย ปฐมํ อหํ จุลฺลปนฺถโกติ วทติ ตํ หตฺเถ คณฺห อวเสสา อนฺตรธายิสฺสนฺตีติ ฯ โส ตถา อกาสิ ฯ ตาวเทว สหสฺสมตฺตา ภิกฺขู อนฺตรธายึสุ ฯ เถโร เตน สทฺธึ อคมาสิ ฯ สตฺถา ภตฺตกิจฺจปริโยสาเน ชีวกํ อามนฺเตสิ ชีวก จุลฺลปนฺถกสฺส ปตฺตํ คณฺห อยํ เต อนุโมทนํ กริสฺสตีติ ฯ ชีวโก ตถา อกาสิ ฯ เถโร สีหนาทํ นทนฺโต ตรุณสีโห วิย ตีหิ ปิฏฺเกหิ สงฺโขเภตฺวา อนุโมทนํ อกาสิ ฯ สตฺถา อุฏฺฐายาสนา ภิกฺขุสงฺฆปริวาโร วิหารํ คนฺตฺวา ภิกฺขูหิ วตฺเต ทสฺสิเต อุฏฺฐายาสนา คนฺธกุฏิปฺปมุเข ฐตฺวา ภิกฺขุสงฺฆสฺส สุคโตวาทํ ทตฺวา กมฺมฏฺฐานํ กเถตฺวา ภิกฺขุสงฺฆํ อุยฺโยเชตฺวา สุรภิคนฺธวาสิตํ คนฺธกุฏึ ปวิสิตฺวา ทกฺขิเณน ปสฺเสน สีหเสยฺยํ อุปคโต ฯ

อถ สายณฺหสมเย ธมฺมสภายํ ภิกฺขู อิโต จิโต จ สโมสริตฺวา รตฺตกมฺพลสาณึ ปริกฺขิปนฺตา วิย นิสีทิตฺวา สตฺถุ คุณกถํ อารภึสุ อาวุโส มหาปนฺถโก จุลฺลปนฺถกสฺส อชฺฌาสยํ อชานนฺโต จตูหิ มาเสหิ เอกํ คาถํ คณฺหาเปตุํ น สกฺโกติ ทนฺโธ อยนฺติ วิหารา นิกฺกฑฺฒิ สมฺมาสมฺพุทโธ ปน อตฺตโน อนุตฺตรธมฺมราชตาย เอกสฺมึเยวสฺส อนฺตราภตฺเต สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ อทาสิ ตีณิ ปิฏกานิ สห ปฏิสมฺภิทาหิเยว อาคตานิ อโห พุทฺธพลํ นาม มหนฺตนฺติ ฯ อถ ภควา ธมฺมสภายํ อิมํ กถาปวุตฺตึ ญตฺวา อชฺช มยา คนฺตุํ วฏฺฏตีติ พุทฺธเสยฺยาย อุฏฺฐาย สุรตฺตทุปฏฺฏํ นิวาเสตฺวา วิชฺชุลตํ วิย กายพนฺธนํ พนฺธิตฺวา รตฺตกมฺพลสทิสํ สุคตมหาจีวรํ ปารุปิตฺวา สุรภิคนฺธกุฏิโต นิกฺขมิตฺวา มตฺตวรวารณสีหวิกฺกนฺตวิลาเสน อนนฺตาย พุทฺธลีฬฺหาย ธมฺมสภํ คนฺตฺวา อลงฺกตมณฺฑปมชฺเฌ ปญฺญตฺตปวรพุทฺธาสนํ อภิรุยฺห ฉพฺพณฺณพุทฺธรสฺมิโย วิสฺสชฺเชนฺโต อณฺณวกุจฺฉึ สงฺโขภยมาโน ยุคนฺธรมตฺถเก พาลสุริโย วิย อาสนมชฺเฌ นิสีทิ ฯ สมฺมาสมฺพุทฺเธ ปน อาคตมตฺเต ภิกฺขุสงฺโฆ กถํ ปจฺฉินฺทิตฺวา ตุณฺหี อโหสิ ฯ สตฺถา มุทุเกน เมตฺตจิตฺเตน ปริสํ โอโลเกตฺวา อยํ ปริสา อติวิย โสภติ เอกสฺสปิ หตฺถกุกฺกุจฺจํ วา ปาทกุกฺกุจฺจํ วา อุกฺกาสิตสทฺโท วา ขิปิตสทฺโท วา นตฺถิ สพฺเพปิเม พุทฺธคารเวน สคารวา พุทฺธเตเชน ตชฺชิตา มยิ อายุกปฺปํปิ อกเถตฺวา นิสินฺเน ปฐมํ กถํ สมุฏฺฐาเปตฺวา น กเถสฺสนฺติ กถาสมุฏฺฐาปนวตฺตนฺนาม มยา ชานิตพฺพํ อหเมว ปฐมํ กเถสฺสามีติ มธุเรน พฺรหฺมสฺสเรน ภิกฺขู อามนฺเตตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ สนฺนิสินฺนา กา จ ปน โว อนฺตรา กถา วิปฺปกตาติ อาห ฯ ภนฺเต น มยํ อิมสฺมึ ฐาเน นิสินฺนา อญฺญํ ติรจฺฉานกถํ กเถม ตุมฺหากํเยว ปน คุเณ วณฺณยมานา นิสินฺนมฺหา อาวุโส มหาปนฺถโก จุลฺลปนฺถกสฺส อชฺฌาสยํ อชานนฺโต จตูหิ มาเสหิ เอกคาถํ คณฺหาเปตุํ น สกฺโกติ ทนฺโธ อยนฺติ วิหารา นิกฺกฑฺฒิ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ปน อตฺตโน อนุตฺตรธมฺมราชตาย เอกสฺมึเยวสฺส อนฺตราภตฺเต สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ อทาสิ อโห พุทฺธานํ พลํ นาม มหนฺตนฺติ ฯ สตฺถา ภิกฺขูนํ กถํ สุตฺวา ภิกฺขเว จุลฺลปนฺถโก มํ นิสฺสาย อิทานิ ตาว ธมฺเมสุ จ ธมฺมมหตฺตํ ปตฺโต ปุพฺเพ ปน มํ นิสฺสาย โภเคสุปิ โภคมหตฺตํ ปาปุณีติ อาห ฯ ภิกฺขู ตสฺสตฺถสฺส อาวิภาวตฺถํ ภควนฺตํ ยาจึสุ ฯ ภควา ภวนฺตเรน ปฏิจฺฉนฺนํ การณํ ปากฏํ อกาสิ ฯ

อตีเต กาสิรฏฺเฐ พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เสฏฺฐิกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต เสฏฺฐิฏฺฐานํ ลภิตฺวา จุลฺลกเสฏฺฐี นาม อโหสิ ฯ โส ปณฺฑิโต พฺยตฺโต สพฺพนิมิตฺตานิ ชานาติ ฯ โส เอกทิวสํ ราชุปฏฺฐานํ คจฺฉนฺโต อนฺตรวีถิยํ มตมูสิกํ ทิสฺวา ตํขเณ นกฺขตฺตํ สมาเนตฺวา อิทมาห สกฺกา จกฺขุมตา กุลปุตฺเตน อิมํ อุนฺทุรํ คเหตฺวา ทาราภรณญฺจ กาตุํ กมฺมนฺเต จ ปโยเชตุนฺติ ฯ อญฺญตโร ทุคฺคตกุลปุตฺโต จูฬนฺเตวาสิโก นาม ตํ เสฏฺฐิสฺส วจนํ สุตฺวา นายํ อชานิตฺวา กเถสฺสตีติ มูสิกํ คเหตฺวา เอกสฺมึ อาปเณ วิฬาลสฺสตฺถาย วิกฺกิณิตฺวา กากณิกํ ลภิตฺวา ตาย กากณิกาย ผาณิตํ คเหตฺวา เอเกน ฆเฏน ปานียํ คณฺหิ ฯ โส อรญฺญโต อาคจฺฉนฺเต มาลากาเร ทิสฺวา โถกํ โถกํ ผาณิตขณฺฑํ ทตฺวา อุลุงฺเกน ปานียํ อทาสิ ฯ เต ตสฺส เอเกกํ ปุปฺผมุฏฺฐึ อทํสุ ฯ โส เตน ปุปฺผมูเลน ปุนทิวเสปิ ผาณิตญฺจ ปานียฆฏญฺจ คเหตฺวา ปุปฺผารามเมว คโต ฯ ตสฺส ตํ ทิวสํ มาลาการา อฑฺฒโอจิตเก ปุปฺผคจฺเฉ ทตฺวา อคมํสุ ฯ โส นจิรสฺเสว อิมินา อุปาเยน อฏฺฐ กหาปเณ ลภิ ฯ ปุน เอกสฺมึ วาตวุฏฺฐิทิวเส ราชุยฺยาเน พหู สุกฺขทณฺฑกา สาขา จ ปลาสญฺจ วาเตน ปติตํ โหติ ฯ อุยฺยานปาโล ฉฑฺเฑตุํ อุปายํ น ปสฺสติ ฯ โส ตตฺถ คนฺตฺวา สเจ อิมานิ ทารุปณฺณานิ มยฺหํ ทสฺสสิ อหํ เต อิมินา สพฺพานิ นีหริสฺสามีติ อุยฺยานปาลํ อาห ฯ โส คณฺห อยฺยาติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ จูฬนฺเตวาสิโก ทารกานํ เกฬิมณฺฑลํ คนฺตฺวา ผาณิตํ ทตฺวา มุหุตฺเตน สพฺพานิ ทารุปณฺณานิ นีหราเปตฺวา อุยฺยานทฺวาเร ราสึ กาเรสิ ฯ ตทา ราชกุมฺภกาโร ราชกุลาลภาชนานํ ปจนตฺถาย ทารูนิ ปริเยสมาโน อุยฺยานทฺวาเร ตานิ ทิสฺวา ตสฺส หตฺถโต กิณิตฺวา คณฺหิ ฯ ตํ ทิวสํ จูฬนฺเตวาสิโก ทารุวิกฺกเยน โสฬส กหาปเณ จาฏิอาทีนิ จ ปญฺจ ภาชนานิ ลภิ ฯ โส จตุวีสติยา กหาปเณสุ ชาเตสุ อตฺถิ อยํ อุปาโย มยฺหนฺติ นครทฺวารโต อวิทูรฏฺฐาเน เอกํ ปานียจาฏึ ฐเปตฺวา ปญฺจสเต ติณหารเก ปานีเยน อุปฏฺฐหิ ฯ เตปิ อาหํสุ ตฺวํ สมฺม อมฺหากํ พหุปกาโร กินฺเต กโรมาติ ฯ โส มยฺหํ กิจฺเจ อุปฺปนฺเน กริสฺสถาติ วตฺวา อิโต จิโต จ วิจรนฺโต ถลปถกมฺมิเกน จ ชลปถกมฺมิเกน จ สทฺธึ มิตฺตสนฺถวํ อกาสิ ฯ ตสฺส ถลปถกมฺมิโก เสฺว อิมํ นครํ อสฺสพาณิชโก ปญฺจ อสฺสสตานิ คเหตฺวา อาคมิสฺสตีติ อาจิกฺขิ ฯ โส ตสฺส วจนํ สุตฺวา ติณหารเก อาห อชฺช มยฺหํ เอเกกํ ติณกลาปํ เทถ มยา จ ติเณ อวิกฺกิณิเต อตฺตโน ติณํ มา วิกฺกิณิตฺถาติ ฯ เต สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ปญฺจ ติณกลาปสตานิ อาหริตฺวา ตสฺส ฆรทฺวาเร ปาตยึสุ ฯ อสฺสพาณิโช สกลนคเร อสฺสานํ อาหารํ อลภิตฺวา ตสฺส สหสฺสํ ทตฺวา ตํ ติณํ คณฺหิ ฯ ตโต กติปาหจฺจเยนสฺส ชลปถกมฺมิกสหายโก อาโรเจสิ ปฏฺฏนํ มหานาวา อาคตาติ ฯ โส อตฺถิ อยํ อุปาโยติ อฏฺฐหิ กหาปเณหิ สพฺพปริวารสมฺปนฺนํ ตาวกาลิกรถํ คเหตฺวา มหนฺเตน ยเสน นาวาย ปฏฺฏนํ คนฺตฺวา เอกํ องฺคุลิมุทฺทิกํ นาวิกสฺส สจฺจการํ ทตฺวา อวิทูเร ฐาเน สาณึ ปริกฺขิปาเปตฺวา นิสินฺโน ปุริเส อาณาเปสิ พาหิรพาณิเชสุ อาคเตสุ ตติเยน ปริหาเรน อาโรเจถาติ ฯ นาวา อาคตาติ สุตฺวา พาราณสิโต สตมตฺตา พาณิชา ภณฺฑํ คณฺหามาติ อาคมึสุ ฯ ภณฺฑํ ตุมฺเห น ลภิสฺสถ อสุกฏฺฐาเน นาม มหาพาณิเชน สจฺจกาโร ทินฺโนติ ฯ เต ตํ สุตฺวา ตสฺส สนฺติกํ อาคตา ฯ ปาทมูลิกา ปุริสา ปุริมสญฺญาวเสน ตติเยน ปริหาเรน เตสํ อาคตภาวํ อาโรเจสุํ ฯ เต สตมตฺตา พาณิชา เอเกกํ สหสฺสํ ทตฺวา เตน สทฺธึ นาวาย ปตฺติกา หุตฺวา ปุน เอเกกํ สหสฺสํ ทตฺวา ปตฺตึ วิสฺสชฺชาเปตฺวา ภณฺฑํ อตฺตโน สนฺตกํ อกํสุ ฯ จูฬนฺเตวาสิโก เทฺว สตสหสฺสานิ คณฺหิตฺวา พาราณสึ อาคนฺตฺวา กตญฺญุนา ภวิตุํ วฏฺฏตีติ เอกํ สตสหสฺสํ คาหาเปตฺวา จุลฺลกเสฏฺฐิสฺส สมีปํ คโต ฯ อถ นํ เสฏฺฐี กินฺเต ตาต กตฺวา อิทํ ธนํ ลทฺธนฺติ ปุจฺฉิ ฯ โส ตุมฺเหหิ กถิตอุปาเย ฐตฺวา จตุมาสพฺภนฺตเรเยว ลทฺธนฺติ มตมูสิกํ อาทึ กตฺวา สพฺพํ ปวุตฺตึ กเถสิ ฯ จุลฺลกมหาเสฏฺฐี ตสฺส วจนํ สุตฺวา อิทานิ เอวรูปํ ทารกํ มม สนฺตกํ กาตุํ วฏฺฏตีติ วยปฺปตฺตํ อตฺตโน ธีตรํ ทตฺวา สกลกุฏุมฺพสฺส สามิกํ อกาสิ ฯ โส เสฏฺฐิโน อจฺจเยน ตสฺมึ นคเร เสฏฺฐิฏฺฐานํ ลภิ ฯ โพธิสตฺโตปิ ยถากมฺมํ อคมาสิ ฯ

สมฺมาสมฺพุทฺโธ อิมํ ธมฺมเทสนํ กเถตฺวา อภิสมฺพุทฺโธว หุตฺวา อิมํ คาถํ กเถสิ

อปฺปเกนปิ เมธาวี ปาภเฏน วิจกฺขโณ

สมุฏฺฐาเปติ อตฺตานํ อณุํ อคฺคึว สนฺธมนฺติ ฯ

ตตฺถ อปฺปเกนปีติ โถเกนาปิ ปริตฺเตนาปิ ฯ เมธาวีติ ปญฺญวา ฯ ปาภเฏนาติ ภณฺฑมูเลน ฯ วิจกฺขโณติ โวหารกุสโล ฯ สมุฏฺฐาเปติ อตฺตานนฺติ มหนฺตํ ธนยสํ อุปฺปาเทตฺวา ตตฺถ อตฺตานํ สณฺฐเปติ ปติฏฺฐาเปติ ฯ ยถา กึ ฯ อณุํ อคฺคึว สนฺธมนฺติ ยถา ปณฺฑิโต ปุริโส ปริตฺตกํ อคฺคึ อนุกฺกเมน โคมยจุณฺณาทีนิ ปกฺขิปิตฺวา มุขวาเตน ธมนฺโต สมุฏฺฐาเปติ วฑฺเฒติ มหนฺตํ อคฺคิกฺขนฺธํ กโรติ เอวเมว ปณฺฑิโต โถกํปิ ปาภฏํ ลภิตฺวา นานาอุปาเยหิ ปโยเชตฺวา ธนญฺจ ยสญฺจ อุปฺปาเทสิ วฑฺเฒติ วฑฺเฒตฺวา จ ปน ตตฺถ อตฺตานํ ปติฏฺฐาเปติ ตายเอว วา ปน ธนยสมหนฺตตาย อตฺตานํ สมุฏฺฐาเปติ อภิญฺญาตํ ปากฏํ กโรตีติ อตฺโถ ฯ

อิติ ภควา น ภิกฺขเว จุลฺลปนฺถโก มํ นิสฺสาย อิทานิ ธมฺเมสุ ธมฺมมหตฺตํ ปตฺโต ปุพฺเพ ปน โภเคสุปิ โภคมหตฺตํ ปาปุณีติ เอวํ อิมํ ธมฺมเทสนํ ทสฺเสตฺวา เทฺว วตฺถูนิ กเถตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา จูฬนฺเตวาสิโก จุลฺลปนฺถโก อโหสิ จุลฺลกมหาเสฏฺฐี ปน อหเมว อโหสีติ ฯ

จุลฺลกเสฏฺฐิชาตกํ จตุตฺถํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓. เสรีววาณิชชาดกชาดกถัดไป๕. ตัณฑุลนาฬิชาดก