ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. จุลลกเศรษฐีชาดก
ชาดกที่ ๔ · เอกกนิบาตชาดก · อปัณณกวรรค

จุลลกเศรษฐีชาดก

ว่าด้วยคนฉลาดตั้งตนได้

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔ · บรรทัด ๒๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากจุลลกเศรษฐีชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๒ จาก ๒

เรื่องเล่า

ครั้นในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลายประชุมกันรอบด้านในโรงธรรมสภานั่งเหมือนวงม่านผ้ากัมพลแดง ปรารภเรของพระคุณของพระศาสดาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระมหาปันถกไม่รู้อัธยาศัยของพระจุลลปันถก ไม่อาจให้เรียนคาถาเดียวโดยเวลา ๔ เดือน ฉุดออกจากวิหาร โดยกล่าวว่า จุลลปันถกนี้โง่เขลาแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทานพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาแก่พระจุลลปันถกนั้น ในระหว่างภัตคราวเดียวเท่านั้น เพราะพระองค์เป็นพระธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม ปิฎกทั้งสามมาพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทีเดียว น่าอัศจรรย์ ชื่อว่าพุทธพลังใหญ่หลวง. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความเป็นไปของเรื่องนี้ในโรงธรรมสภา ทรงพระดำริว่า วันนี้เราควรไป จึงเสด็จลุกขึ้นจากพุทธไสยา ทรงนุ่งผ้าสองชั้นอันแดงดี ทรงผูกรัดประคดประดุจสายฟ้าแลบทรงห่มมหาจีวรขนาดพระสุคตเช่นกับผ้ากัมพลแดง เสด็จออกจากพระคันธกุฎีอันมีกลิ่นหอม เสด็จไปยังโรงธรรมสภา ด้วยความงามอันเยื้องกรายดุจช้างตัวประเสริฐอันซับมันและดุจราชสีห์ และด้วยพุทธลีลาอันหาที่สุดมิได้ เสด็จขึ้นบวรพุทธอาสน์ที่ลาดไว้ทรงเปล่งพุทธรัศมีมีพรรณ ๖ ประการเสมือนทรงยังท้องทะเลให้กระเพื่อม ประดุจพระอาทิตย์ทอแสงอ่อน ๆ เหนือยอดเขายุคนธรฉะนั้น ประทับนั่งท่ามกลางอาสนะ ก็เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพอสักว่าเสด็จมา ภิกษุสงฆ์ได้งดการพูดจานิ่งอยู่แล้ว พระศาสดาทรงแลดูบริษัทด้วยพระเมตตาจิตอันอ่อนโยน ทรงพระดำริว่า บริษัทนี้งามเหลือเกิน การคะนองมือคะนองเท้า หรือเสียงไอเสียงจาม แท้ของภิกษุรูปเดียวก็มิได้มี ภิกษุแม้ทั้งปวงนี้มีความเคารพด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า อันเดชของพระพุทธเจ้าคุกคามแล้ว เมื่อเรานั่งไม่กล่าวแม้ตลอดกัป ภิกษุทั้งหลายจักไม่ตั้งถ้อยคำขึ้นกล่าวก่อน ชื่อว่าวัตรในการตั้งเรื่อง เราควรจะรู้ เราแหละจักกล่าวก่อนจึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายด้วยพระสุรเสียงดุจเสียงพรหมอันไพเราะ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไร เรื่องอะไรที่พวกเธอพูดค้างไว้ในระหว่าง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระองค์ทั้งหลายนั่งอยู่ในที่นี้ ไม่กล่าวเดียรฉานกถาอย่างอื่น แต่นั่งพรรณนาพระคุณทั้งหลายของพระองค์เท่านั้นว่า อาวุโสทั้งหลาย พระมหาปันถกไม่รู้อัธยาศัยของพระจุลลปันถก ไม่อาจให้เรียนคาถาเดียวโดย ๔ เดือนฉุดออกจากวิหารโดยกล่าวว่า พระจุลลปันถกนี้โง่เขลา แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทานพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาแก่พระจุลลปันถกนั้นในระหว่างภัตครั้งเดียวเท่านั้น เพราะพระองค์ทรงเป็นพระธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม น่าอัศจรรย์ ชื่อว่าพระกำลังของพระพุทธเจ้าทั้งหลายใหญ่หลวงนัก พระศาสดาได้ทรงสดับถ้อยคำของภิกษุทั้งหลายแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระจุลลปันถกบรรลุถึงความเป็นใหญ่ในธรรม ในธรรมทั้งหลายในบัดนี้ เพราะอาศัยเราก่อน แต่ในปางก่อน จุลลปันถกนี้ถึงความเป็นใหญ่ในโภคะ แม้ในโภคะทั้งหลาย ก็เพราะอาศัยเรา. ภิกษุทั้งหลายจึงทูลอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อตรัสเรื่องนั้นให้แจ่มแจ้ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำเหตุอันระหว่างภพปกปิดไว้ให้ปรากฏ ดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในเมืองพาราณสีในแคว้นกาสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลเศรษฐี เจริญวัยแล้ว ได้รับตำแหน่งเศรษฐี ได้ชื่อว่าจุลลกเศรษฐี จุลลกเศรษฐีนั้น เป็นบัณฑิตฉลาดเฉียบแหลมรู้นิมิตทั้งปวง วันหนึ่ง จุลลกเศรษฐีนั้น ไปสู่ที่บำรุงพระราชา เห็นหนูตายในระหว่างถนน คำนวนนักขัตฤกษ์ในขณะนั้นแล้ว กล่าวคำนี้ว่ากุลบุตรผู้มีดวงตาคือปัญญา อาจเอาหนูตัวนี้ไปกระทำการเลี้ยงดูภรรยาและประกอบการงานได้.

กุลบุตรผู้ยากไร้คนหนึ่งชื่อว่า จูฬันเตวาสิก ได้ฟังคำของเศรษฐีนั้นแล้วคิดว่า ท่านเศรษฐนี้ไม่รู้ จักไม่พูด จึงเอาหนูไปขายในตลาดแห่งหนึ่งเพื่อเป็นอาหารแมว ได้ทรัพย์กากณึกหนึ่ง จึงซื้อน้ำอ้อยด้วยทรัพย์หนึ่งกากณึกนั้น แล้วเอาหม้อใบหนึ่งตักน้ำไป เขาเห็นพวกช่างดอกไม้มาจากป่าจึงให้ชิ้นน้ำอ้อยคนละหน่อยหนึ่ง แล้วให้ดื่มน้ำกระบวยหนึ่งพวกช่างดอกไม้เหล่านั้น ได้ให้ดอกไม้คนละกำมือแก่เขา.

แม้ในวันรุ่งขึ้น เขาก็เอาค่าดอกไม้นั้นซื้อน้ำอ้อยและน้ำดื่มหม้อหนึ่งไปยังสวนดอกไม้ทีเดียว พวกช่างดอกไม้ได้ให้กอดอกไม้ที่เก็บไปแล้วครึ่งกอแก่เขาในวันนั้นแล้วก็ไป ไม่นานนัก เขาก็ได้เงิน ๘ กหาปณะโดยอุบายนี้.

ในวันมีฝนเจือลมวันหนึ่ง ไม้แห้ง กิ่งไม้ และใบไม้เป็นอันมาก ในพระราชอุทยาน ถูกลมพัดตกลงมาอีก คนเฝ้าอุทยานไม่เห็นอุบายที่จะทิ้ง เขาไปในพระราชอุทยานนั้นแล้วกล่าวกะคนเฝ้าอุทยานว่า ถ้าท่านจักให้ไม้และใบไม้เหล่านั้นแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักนำของทั้งหมดออกไปจากสวนนี้ของท่านคนเฝ้าอุทยานนั้นรับคำว่า เอาไปเถอะนาย. จูฬันเตวาสิกจึงไปยังสนามเล่นของพวกเด็กๆ ให้น้ำอ้อย ให้ต้นไม้และใบไม้ทั้งหมดออกไปโดยเวลาครู่เดียว ให้กองไว้ที่ประตูอุทยาน ในกาลนั้น ช่างหม้อหลวงเที่ยวหาพื้นเพื่อเผาภาชนะดินของหลวง เห็นไม้และใบไม้เหล่านั้นที่ประตูอุทยานจึงซื้อเอาจากมือของจูฬันเตวาสิกนั้น วันนั้นจูฬันเตวาสิกได้ทรัพย์ ๑๖ กหาปณะ และภาชนะ ๕อย่างมีตุ่มเป็นต้น ด้วยการขายไม้.

เมื่อมีทรัพย์ ๒๔ กหาปณะ จูฬันเตวาสิกนั้นจึงคิดว่า เรามีอุบายนี้แล้วตั้งตุ่มน้ำดื่มตุ่มหนึ่งไว้ในที่ไม่ไกลประตูพระนคร บริการคนหาบหญ้า ๕๐๐คนด้วยน้ำดื่ม. คนหาบหญ้าแม้เหล่านั้น กล่าวว่า สหาย ท่านมีอุปการะมากแก่พวกเรา พวกเราจะการทำอะไรแก่ท่าน (ได้บ้าง) จูฬันเตวาสิกนั้น กล่าวว่าเนื้อกิจเกิดขึ้นแก่เรา ท่านทั้งหลายจักกระทำ แล้วเที่ยวไปข้างโน้น ข้างนี้ ได้กระทำความสนิทสนม โดยความเป็นมิตรกับคนผู้ทำงานทางบก และคนทำงานทางน้ำ.

คนทำงานทางบกบอกแก่จูฬันเตวาสิกนั้นว่า พรุ่งนี้ พ่อค้ามาจักพาม้า ๕๐๐ ตัวมายังนครนี้. นายจูฬันเตวาสิกนั้นได้ฟังคำของคนทำงานทางบกนั้นแล้ว จึงกล่าวกะพวกคนหาบหญ้าว่า วันนี้ ท่านจงให้หญ้าแก่เราคนละกำ และเมื่อเรายังไม่ได้ขายหญ้า ท่านทั้งหลายอย่าขายหญ้าของตน ๆ คนหาบหญ้าเหล่านั้นรับคำแล้วนำหญ้า ๕๐๐ กำ มาลงที่ประตูบ้านของจูฬันเตวาสิกนั้น. พ่อค้าม้าไม่ได้อาหารสำหรับม้าในพระนครทั้งสิ้น จึงให้ทรัพย์หนึ่งพันแก่จูฬันเตวาสิกนั้น แล้วถือเอาหญ้านั้นไป.

แต่นั้นล่วงไป ๒-๓ วัน สหายผู้ทำงานทางน้ำบอกแก่จูฬันเตวาสิกนั้นว่า เรือใหญ่มาจอดที่ท่าแล้ว. จูฬันเตวาสิกนั้นคิดว่า มีอุบายนี้. จึงเอาเงิน๘ กหาปณะไปเช่ารถ ซึ่งเพียบพร้อมด้วยบริวารทั้งปวง แล้วไปยังท่าเรือด้วยยศใหญ่ ให้แหวนวงหนึ่งเป็นมัดจำแก่นายเรือ ให้วงม่านนั่งอยู่ในที่ไม่ไกลสั่งคนไว้ว่า เมื่อพ่อค้าภายนอกมา พวกท่านจงบอก โดยการบอกประวิงไว้สามครั้ง. พ่อค้าประมาณร้อยคนจากเมืองพาราณสีได้ฟังว่า เรือมาแล้ว จึงมาโดยกล่าวว่า พวกเราจะซื้อเอาสินค้า. นายเรือกล่าวว่า พวกท่านจักไม่ได้สินค้า พ่อค้าใหญ่ในที่ชื่อโน้น ให้มัดจำไว้แล้ว พ่อค้าเหล่านั้นได้ฟังดังนั้นจึงมายังสำนักของจูฬันเตวาสิกนั้น. คนผู้รับใช้ใกล้ชิดจึงบอกความที่พวกพ่อค้าเหล่านั้นมาโดยการบอกประวิงไว้สามครั้ง ตามสัญญาเดิม. พ่อค้าประมาณ ๑๐๐ คนนั้น ให้ทรัพย์คนละพัน เป็นผู้มีหุ้นส่วนเรือกับจูฬันเตวาสิกนั้น แล้วให้อีกคนละพันให้ปล่อยหุ้น ได้กระทำสินค้าให้เป็นของตน จูฬันเตวาสิกถือเอาทรัพย์สองแสนกลับมาเมืองพาราณสี คิดว่า เราควรเป็นคนกตัญญู จึงให้ถือเอาทรัพย์แสนหนึ่งไปยังที่ใกล้จุลลกเศรษฐี. ลำดับนั้น จุลลกเศรษฐีจึงถามจูฬันเตวาสิกนั้นว่า ดูก่อนพ่อ เธอทำอะไรจึงได้ทรัพย์นี้. จูฬันเตวาสิกนั้น กล่าวว่าข้าพเจ้าตั้งอยู่ในอุบายที่ท่านบอก จึงได้ทรัพย์ภายใน ๔ เดือนเท่านั้น แล้วบอกเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่หนูตายเป็นต้นไป. ท่านจุลลกมหาเศรษฐี ได้ฟังคำของจูฬันเตวาสิกนั้นแล้วคิดว่า บัดนี้ เรากระทำทารกเห็นปานนี้ให้เป็นของเราจึงจะควร จึงให้ธิดาของคนผู้เจริญวัยแล้วกระทำให้เป็นเจ้าของทรัพย์ทั้งสิ้น. เมื่อท่านเศรษฐีล่วงลับไปแล้ว จูฬันเตวาสิกนั้น ก็ได้ตำแหน่งเศรษฐีในนครนั้น. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ได้ไปตามยถากรรม.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นตรัสพระธรรมเทศนานี้ ทรงเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมยิ่งที่เดียว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า

บุคคลผู้มีปัญญารู้จักใคร่ครวญ ย่อมตั้งตนได้ ด้วยทรัพย์อันเป็นต้นทุน แม้มีประมาณน้อย เหมือน คนก่อไฟกองน้อยให้เป็นกองใหญ่ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปเกนปิ แปลว่า แม้น้อย คือแม้นิดหน่อย. บทว่า เมธาวี แปลว่า ผู้มีปัญญา. บทว่า ปาภเฏนได้แก่ ด้วยต้นทุนของสินค้า. บทว่า วิจกฺขโณ ได้แก่ ผู้ฉลาดในโวหาร. บทว่า สมุฏฺาเปติ อตฺตานํ ความว่า ยังทรัพย์และยศใหญ่ให้เกิดขึ้นแล้วตั้งตน คือยังคนให้ตั้งอยู่ในทรัพย์และยศนั้น. ถามว่า เหมือนอะไร ? ตอบว่า เหมือนคนก่อไฟกองน้อยให้เป็นกองใหญ่ อธิบายว่า บุรุษผู้เป็นบัณฑิตใส่โคมัยและจุรณเป็นคนแล้วเป่าด้วยลมปาก ก่อไฟนิดหน่อยขึ้น คือให้เพิ่มขึ้น ได้แก่ ทำให้เป็นกองไฟใหญ่ โดยลำดับ ฉันใด บัณฑิตก็ฉันนั้นเหมือนกัน ได้ทรัพย์อันเป็นต้นต้นแม้น้อย แล้วประกอบอุบายต่าง ๆ ย่อมทำทรัพย์และยศให้เกิดขึ้น คือให้เพิ่มขึ้น ก็แหละครั้น ให้เพิ่มขึ้นแล้วก็ดำรงตนไว้ในทรัพย์และยศนั้น ก็หรือว่า ย่อมตั้งตนไว้ คือ กระทำให้รู้กัน คือให้ปรากฏ เพราะความเป็นใหญ่ในทรัพย์และยศนั้นนั้น แหละ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จุลลปันถกอาศัยเราแล้วถึงความเป็นใหญ่ในธรรม ในเพราะธรรมทั้งหลาย ในบัดนี้ ก็หามิได้ ส่วนในกาลก่อนก็อาศัยเราจึงถึงความเป็นใหญ่ในโภคะ แม้เพราะโภคะทั้งหลาย แล้วตรัสเรื่อง ๒ เรื่อง สืบอนุสนธิกันแล้วทรงประชุมชาดกว่า จูฬันเตวาสิกในกาลนั้น ได้เป็นพระจุลลปันถกในบัดนี้ ส่วนจุลลกมหาเศรษฐีในกาลนั้น ได้เป็นเราเองแล.

จบ จุลลกมหาเศรษฐีชาดกที่ ๔

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๒ / ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๑๘๓–๑๙๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๓๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๔ จุลฺลกเสฏฺฐิชาตกํ

อปฺปเกนปิ เมธาวีติ อิทํ ธมฺมเทสนํ ภควา ราชคหํ อุปนิสฺสาย ชีวกมฺพวเน วิหรนฺโต จุลฺลปนฺถกตฺเถรํ อารพฺภ กเถสิ ฯ ตสฺส อมฺพวเน จุลฺลปนฺถกสฺส ตาว อุปฺปตฺติ จ ปพฺพชฺชา จ กเถตพฺพา ฯ อยํ อนุปพฺพิกถา ฯ

ราชคเห กิร มหาธนเสฏฺฐิกุลสฺส ธีตา อตฺตโน ทาเสเนว สทฺธึ สนฺถวํ กตฺวา อญฺเญปิ เม อิมํ กมฺมํ ชาเนยฺยุนฺติ ภีตา เอวมาห อมฺเหหิ อิมสฺมึ ฐาเน วสิตุํ น สกฺกา สเจ เม มาตาปิตโร อิมํ โทสํ ชานิสฺสนฺติ ขณฺฑาขณฺฑิกํ กริสฺสนฺติ วิเทสํ คนฺตฺวา วสิสฺสามาติ หตฺถสารํ คเหตฺวา อคฺคทฺวาเรน นิกฺขมิตฺวา ยตฺถ วา ตตฺถ วา อญฺเญหิ อชานนฏฺฐานํ คนฺตฺวา วสิสฺสามาติ อุโภปิ อคมํสุ ฯ เตสํ เอกสฺมึ ฐาเน วสนฺตานํ สํวาสมนฺวาย ตสฺสา กุจฺฉิยํ คพฺโภ ปติฏฺฐาสิ ฯ สา คพฺภปริปากมาคมฺม สามิเกน สทฺธึ มนฺเตตฺวา คพฺโภ เม ปริปากํ คโต ญาติพนฺธุวิรหิเต ฐาเน คพฺภวุฏฺฐานํ นาม อุภินฺนํปิ อมฺหากํ ทุกฺขเมว กุลเคหเมว คจฺฉามาติ ฯ โสทานิ สจาหํ คมิสฺสามิ ชีวิตํ เม นตฺถีติ อชฺช คจฺฉาม เสฺว คจฺฉามาติ ทิวเส อติกฺกาเมติ ฯ สา จินฺเตสิ อยํ พาโล อตฺตโน โทสสฺส มหนฺตตาย คนฺตุํ น อุสฺสหติ มาตาปิตโร นาม ปุตฺเต เอกนฺตหิตา อยํ คจฺฉตุ วา มา วา มยา คนฺตุํ วฏฺฏตีติ ฯ สา ตสฺมึ เคหา นิกฺขนฺเต เคหปริกฺขารํ ปฏิสาเมตฺวา อตฺตโน กุลฆรํ คตภาวํ อนนฺตรเคหวาสีนํ อาโรเจตฺวา มคฺคํ ปฏิปชฺชิ ฯ อถ โส ปุริโส ฆรํ อาคโต ตํ อทิสฺวา ปวิสฺสเก ปุจฺฉิตฺวา กุลฆรํ คตาติ สุตฺวา เวเคน อนุพนฺธิตฺวา อนฺตรามคฺเค สมฺปาปุณิ ฯ ตสฺสาปิ ตตฺเถว คพฺภวุฏฺฐานํ อโหสิ ฯ โส กึ อิทํ ภทฺเทติ ปุจฺฉิ ฯ สาปิ เอโก ปุตฺโต ชาโตติ ฯ อิทานิ กึ กริสฺสามาติ ฯ ยสฺสตฺถาย มยํ กุลฆรํ คจฺเฉยฺยาม ตํ กมฺมํ อนฺตราว นิปฺผนฺนํ ตตฺถ คนฺตฺวา กึ กริสฺสาม นิวตฺตามาติ เทฺวปิ เอกจิตฺตา หุตฺวา นิวตฺตึสุ ฯ ตสฺส จ ทารกสฺส ปนฺเถ ชาตตฺตา ปนฺถโกเตฺวว นามํ กรึสุ ฯ ตสฺสา นจิรสฺเสว อปโร คพฺโภ ปติฏฺฐหิ ฯ สพฺพํ ปุริมนเยเนว วิตฺถาเรตพฺพํ ฯ ตสฺสาปิ ทารกสฺส ปนฺเถ ชาตตฺตา ปฐมํ ชาตสฺส มหาปนฺถโกติ นามํ กตฺวา อิตรสฺส จุลฺลปนฺถโกติ นามํ กรึสุ ฯ เต เทฺวปิ ทารเก คเหตฺวา อตฺตโน วสนฏฺฐานเมว อาคตา ฯ เตสํ ตตฺถ วสนฺตานํ มหาปนฺถกทารโก อญฺเญ ชเน จุลฺลปิตาติ อยฺยโกติ อยฺยิกาติ วทนฺเต สุตฺวา มาตรํ ปุจฺฉิ อมฺม อญฺเญ ทารกา อยฺยโกติ วทนฺติ อยฺยิกาติ วทนฺติ อมฺหากํ ญาตกา นตฺถีติ ฯ อาม ตาต ตุมฺหากํ เอตฺถ ญาตกา นตฺถิ ราชคหนคเร ปน โว มหาธนเสฏฺฐี นาม อยฺยโก ตตฺถ ตุมฺหากํ พหู ญาตกาติ ฯ กสฺมา ตตฺถ น คจฺฉาม อมฺมาติ ฯ สา อตฺตโน อาคมนการณํ ปุตฺตสฺส อกเถตฺวา ปุตฺเตสุ ปุนปฺปุนํ กเถนฺเตสุ สามิกํ อาห อิเม มํ ทารกา อติวิย กิลเมนฺติ กินฺโน มาตาปิตโร ทิสฺวา มํสํ ขาทิสฺสนฺติ เอหิ ทารกานํ อยฺยกกุลํ ทสฺเสสฺสามาติ ฯ อหํ สมฺมุขา คนฺตุํ น สกฺขิสฺสามิ ตมฺปน เนสฺสามีติ อาห ฯ สาธุ เยนเกนจิ นเยน ทารกานํ อยฺยกกุลเมว ทฏฺฐุํ วฏฺฏตีติ ฯ เต เทฺวปิ ชนา ทารเก อาทาย อนุปุพฺเพน ราชคหํ ปตฺวา นครทฺวาเร เอกิสฺสา สาลาย นิวาสํ กตฺวา ทารกมาตา เทฺว ทารเก คเหตฺวา อาคตภาวํ มาตาปิตูนํ อาโรจาเปสิ ฯ เต ตํ สาสนํ สุตฺวา สํสาเร วิจรนฺตานํ อมฺหากํ น ปุตฺโต น ธีตา นาม นตฺถิ เต อมฺหากํ มหาปราธิกา น สกฺกา เตหิ อมฺหากํ จกฺขุปเถ ฐาตุํ เอตฺตกนฺนาม ธนํ คเหตฺวา เทฺวปิ ชนา ผาสุกฏฺฐานํ คนฺตฺวา ชีวนฺตุ ทารเก ปน อิเธว เปเสนฺตูติ ฯ เสฏฺฐิธีตา มาตาปิตูหิ เปสิตํ ธนํ คเหตฺวา ทารเก อาคตทูตานํเยว หตฺเถ ทตฺวา เปเสสิ ฯ ทารกา อยฺยกกุเล วฑฺฒนฺติ ฯ

เตสุ จุลฺลปนฺถโก อติทหโร มหาปนฺถโก ปน อยฺยเกน สทฺธึ ทสพลสฺส ธมฺมกถํ โสตุํ คจฺฉติ ฯ ตสฺส นิจฺจํ สตฺถุ สมฺมุขา ธมฺมํ สุณนฺตสฺส ปพฺพชฺชาย จิตฺตํ นมิ ฯ โส อยฺยกํ อาห สเจ ตุมฺเห สมฺปฏิจฺฉถ อหํ ปพฺพเชยฺยนฺติ ฯ กึ วเทสิ ตาต ตฺวํ มยฺหํ ปิโย สกลโลกสฺสาปิ ปพฺพชิตโต ตเวว ปพฺพชฺชา ภทฺทกา สเจ สกฺโกสิ ปพฺพช ตาตาติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ คโต ฯ สตฺถา กึ มหาเสฏฺฐิ อยํ ทารโก เต ลทฺโธติ ฯ อาม ภนฺเต อยํ ทารโก มยฺหํ นตฺตา ตุมฺหากํ สนฺติเก ปพฺพชามีติ วทตีติ อาห ฯ สตฺถา อญฺญตรํ ปิณฺฑปาติกภิกฺขุํ อิมํ ทารกํ ปพฺพาเชหีติ อาณาเปสิ ฯ เถโร ตสฺส ตจปญฺจกกมฺมฏฺฐานํ อาจิกฺขิตฺวา ปพฺพาเชสิ ฯ โส พหุํ พุทฺธวจนํ อุคฺคณฺหิตฺวา ปริปุณฺณวสฺโส อุปสมฺปทํ ลภิตฺวา อุปสมฺปนฺโน โยนิโสมนสิกาเรน กมฺมฏฺฐานํ กโรนฺโต อรหตฺตํ ปาปุณิ ฯ

โส ฌานสุเขน จ มคฺคสุเขน จ วีตินาเมนฺโต จินฺเตสิ สกฺกา นุ โข อิมํ สุขํ จุลฺลปนฺถกสฺส ทาตุนฺติ ฯ ตโต อยฺยกเสฏฺฐิสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา มหาเสฏฺฐิ สเจ ตุมฺเห สมฺปฏิจฺฉถ อหํ จุลฺลปนฺถกํ ปพฺพาเชสฺสามีติ อาห ฯ ปพฺพาเชถ ภนฺเตติ ฯ เถโร จุลฺลปนฺถกทารกํ ปพฺพาเชตฺวา ทสสุ สีเลสุ ปติฏฺฐาเปสิ ฯ จุลฺลปนฺถกสามเณโร ปพฺพชิตฺวาว ทนฺโธ อโหสิ ฯ ยถาห

ปทฺทมํ ยถา โกกนทํ สุคนฺธํ

ปาโต สิยา ผุลฺลมวีตคนฺธํ

องฺคีรสํ ปสฺส วิโรจมานํ

ตปนฺตมาทิจฺจมิวนฺตลิกฺเขติ อิมํ เอกคาถํ จตูหิ มาเสหิ คณฺหิตุํ นาสกฺขิ ฯ โส กิร กสฺสปสมฺมาสมฺพุทฺธกาเล ปพฺพชิตฺวา ปญฺญวา หุตฺวา อญฺญตรสฺส ทนฺธภิกฺขุโน อุทฺเทสคหณกาเล ปริหาสเกฬึ อกาสิ ฯ โส ภิกฺขุ เตน ปริหาเสน ลชฺชิโต เนว อุทฺเทสํ คณฺหิ น สชฺฌายมกาสิ ฯ เตน กมฺเมนายํ ปพฺพชิตฺวาว ทนฺโธ ชาโต ฯ คหิตคหิตปทํ อุปรุปริปทํ คณฺหนฺตสฺส นสฺสติ ฯ ตสฺส อิมเมว คาถํ คเหตุํ วายมนฺตสฺส จตฺตาโร มาสา อติกฺกนฺตา ฯ อถ นํ มหาปนฺถโก จุลฺลปนฺถก ตฺวํ อิมสฺมึ สาสเน อภพฺโพ จตูหิ มาเสหิ เอกํ คาถํ คเหตุํ น สกฺโกสิ ปพฺพชิตกิจฺจํ ปน ตฺวํ กถํ มตฺถกํ ปาเปสฺสสิ นิกฺขม อิโตติ วิหารา นิกฺกฑฺฒิ ฯ จุลฺลปนฺถโก พุทฺธสาสเน สิเนเหน คิหิภาวํ น ปฏฺเฐติ ฯ

ตสฺมึ กาเล มหาปนฺถโก ภตฺตุทฺเทสโก อโหสิ ฯ ชีวโก โกมารภจฺโจ พหุคนฺธมาลํ อาทาย อตฺตโน อมฺพวนํ คนฺตฺวา สตฺถารํ ปูเชตฺวา ธมฺมํ สุตฺวา อุฏฺฐายาสนา ทสพลํ วนฺทิตฺวา มหาปนฺถกํ อุปสงฺกมิตฺวา กิตฺตกา ภนฺเต สตฺถุ สนฺติเก ภิกฺขูติ ปุจฺฉิ ฯ ปญฺจมตฺตานิ ภิกฺขุสตานีติ ฯ เสฺว ภนฺเต พุทฺธปฺปมุขานิ ปญฺจภิกฺขุสตานิ อาทาย อมฺหากํ นิเวสเน ภิกฺขํ คณฺหถาติ ฯ อุปาสก จุลฺลปนฺถโก นาม ทนฺโธ อวิรุฬฺหธมฺโม ตํ ฐเปตฺวา เสสานํ นิมนฺตนํ ปฏิจฺฉามีติ เถโร อาห ฯ ตํ สุตฺวา จุลฺลปนฺถโก จินฺเตสิ มยฺหํ ภาติกตฺเถโร เอตฺตกานํ ภิกฺขูนํ นิมนฺตนํ สมฺปฏิจฺฉนฺโต มํ พาหิรํ กตฺวา สมฺปฏิจฺฉติ นิสฺสํสยํ มยฺหํ ภาติกสฺส มยิ จิตฺตํ ภินฺนํ ภวิสฺสติ กึ อิทานิ มยฺหํ อิมินา สาสเนน คิหี หุตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กโรนฺโต ชีวิสฺสามีติ ฯ โส ปุนทิวเส ปาโตว คิหี ภวิสฺสามีติ ปายาสิ ฯ สตฺถา ปจฺจูสกาเล โลกํ โวโลเกนฺโต อิมํ การณํ ทิสฺวาเยว ปฐมตรํ คนฺตฺวา จุลฺลปนฺถกสฺส คมนมคฺเค ทฺวารโกฏฺฐเก จงฺกมนฺโต อฏฺฐาสิ ฯ จุลฺลปนฺถโก ฆรํ คจฺฉนฺโต สตฺถารํ ทิสฺวา อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิ ฯ อถ นํ สตฺถา กหํ ปน จุลฺลปนฺถก อิมาย เวลาย คจฺฉสีติ อาห ฯ ภาตา มํ ภนฺเต นิกฺกฑฺฒติ เตนาหํ คิหี ภวิสฺสามีติ คจฺฉามีติ ฯ จุลฺลปนฺถก ตว ปพฺพชฺชา นาม มม สนฺติเก ภาตรา นิกฺกฑฺฒิโต กสฺมา มม สนฺติกํ นาคจฺฉสิ เอหิ กินฺเต คิหิภาเวน มม สนฺติเก ภวิสฺสสีติ จุลฺลปนฺถกํ อาทาย คนฺตฺวา คนฺธกุฏิปฺปมุเข นํ นิสีทาเปตฺวา จุลฺลปนฺถก ปุรตฺถาภิมุโข หุตฺวา อิมํ ปิโลติกํ รโชหรณํ รโชหรณนฺติ ปริมชฺชนฺโต อิเธว โหหีติ อิทฺธิยา อภิสงฺขตํ ปริสุทฺธปิโลติกํ ทตฺวา กาเล อาโรจิเต ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต ชีวกสฺส นิเวสนํ คนฺตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิ ฯ จุลฺลปนฺถโกปิ สุริยํ โอโลเกนฺโต ตํ ปิโลติกขณฺฑํ รโชหรณํ รโชหรณนฺติ ปริมชฺชนฺโต นิสีทิ ฯ ตสฺส ตํ ปริมชฺชนฺตสฺส กิลิฏฺฐํ อโหสิ ฯ ตโต จินฺเตสิ อิทํ ปิโลติกขณฺฑํ อติวิย ปริสุทฺธํ อิทํ ปน อตฺตภาวํ นิสฺสาย ปุริมปกตึ ปชหิตฺวา เอวํ กิลิฏฺฐํ ชาตํ อนิจฺจา วต สงฺขาราติ ขยวยํ ปฏฺฐเปนฺโต วิปสฺสนํ วฑฺเฒติ ฯ สตฺถา จุลฺลปนฺถกสฺส จิตฺตํ วิปสฺสนํ อารุฬฺหนฺติ ญตฺวา จุลฺลปนฺถก ตฺวํ เอตํ ปิโลติกขณฺฑเมว สงฺกิลิฏฺฐํ รชรญฺชิตํ ชาตนฺติ มา สญฺญํ กริ อพฺภนฺตเร ปน เต ราครชาทโย อตฺถิ เต หราหีติ วตฺวา โอภาสํ วิสฺสชฺเชตฺวา ปุรโต นิสินฺโน วิย ปญฺญายมานรูโป หุตฺวา อิมา คาถา อภาสิ

ราโค รโช น จ ปน เรณุ วุจฺจติ

ราคสฺเสตํ อธิวจนํ รโชติ

เอตํ รชํ วิปฺปชหิตฺว ภิกฺขโว

วิหรนฺติ เต วิคตรชสฺส สาสเน ฯ

โทโส รโช น จ ปน เรณุ วุจฺจติ

โทสสฺเสตํ อธิวจนํ รโชติ

เอตํ รชํ วิปฺปชหิตฺว ภิกฺขโว

วิหรนฺติ เต วิคตรชสฺส สาสเน ฯ

โมโห รโช น จ ปน เรณุ วุจฺจติ

โมหสฺเสตํ อธิวจนํ รโชติ

เอตํ รชํ วิปฺปชหิตฺว ภิกฺขโว

วิหรนฺติ เต วิคตรชสฺส สาสเนติ ฯ คาถาปริโยสาเน จุลฺลปนฺถโก สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ ปาปุณิ ฯ ปฏิสมฺภิทาหิเยวสฺส ตีณิ ปิฏกานิ อาคมึสุ ฯ โส กิร ปุพฺเพ ราชา หุตฺวา นครปทกฺขิณํ กโรนฺโต นลาฏโต เสเท มุญฺจนฺเต ปริสุทฺเธน สาฏเกน นลาฏนฺตํ ปุญฺฉิ ฯ สาฏโก กิลิฏฺโฐ อโหสิ ฯ โส อิมํ สรีรํ นิสฺสาย เอวรูโป ปริสุทฺโธ สาฏโก ปกตึ ชหิตฺวา กิลิฏฺโฐ ชาโต อนิจฺจา วต สงฺขาราติ อนิจฺจสญฺญํ ปฏิลภิ ฯ เตนสฺส การเณน รโชหรณเมว ปจฺจโย ชาโต ฯ

ชีวโกปิ โข โกมารภจฺโจ ทสพลสฺส ทกฺขิโณทกํ อุปนาเมสิ ฯ สตฺถา นนุ ชีวก วิหาเร ภิกฺขุ อตฺถีติ หตฺเถน ปตฺตํ ปิทหิ ฯ มหาปนฺถโก นนุ ภนฺเต วิหาเร ภิกฺขุ นตฺถีติ อาห ฯ สตฺถา อตฺถิ ชีวกาติ อาห ฯ ชีวโก เตนหิ ภเณ คจฺฉ วิหาเร ปน ภิกฺขูนํ อตฺถิภาวํ วา นตฺถิภาวํ วา ชานาหีติ ปุริสํ เปเสสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ จุลฺลปนฺถโก มยฺหํ ภาติโก วิหาเร ภิกฺขุ นตฺถีติ ภณฺติ วิหาเร ภิกฺขูนํ อตฺถิภาวมสฺส ปกาเสสฺสามีติ สกลอมฺพวนํ ภิกฺขูนํเยว ปูเรติ เอกจฺเจ ภิกฺขู จีวรกมฺมํ กโรนฺติ เอกจฺเจ รชนกมฺมํ กโรนฺติ เอกจฺเจ สชฺฌายํ กโรนฺติ เอวํ อญฺญมญฺญสทิสํ ภิกฺขุสหสฺสํ มาเปสิ ฯ โส ปุริโส วิหาเร พหู ภิกฺขู ทิสฺวา นิวตฺติตฺวา อยฺย สกลอมฺพวนํ ภิกฺขูหิ ปริปุณฺณนฺติ ชีวกสฺส อาโรเจสิ ฯ เถโรปิ โข ตตฺเถว

สหสฺสกฺขตฺตุมตฺตานํ นิมฺมินิตฺวาน ปนฺถโก

นิสีทิ อมฺพวเน รมฺเม ยาว กาลปฺปเวทนาติ ฯ อถ สตฺถา ตํ ปุริสํ อาห วิหารํ คนฺตฺวา สตฺถา จุลฺลปนฺถกํ นาม ปกฺโกสตีติ วเทหีติ ฯ เตน คนฺตฺวา ตถา วุตฺเต อหํ จุลฺลปนฺถโก อหํ จุลฺลปนฺถโกติ มุขสหสฺสํ อุฏฺฐหิ ฯ ปุริโส คนฺตฺวา สพฺเพปิ กิร ภนฺเต จุลฺลปนฺถกาเยว นามาติ อาห ฯ เตนหิ คนฺตฺวา โย ปฐมํ อหํ จุลฺลปนฺถโกติ วทติ ตํ หตฺเถ คณฺห อวเสสา อนฺตรธายิสฺสนฺตีติ ฯ โส ตถา อกาสิ ฯ ตาวเทว สหสฺสมตฺตา ภิกฺขู อนฺตรธายึสุ ฯ เถโร เตน สทฺธึ อคมาสิ ฯ สตฺถา ภตฺตกิจฺจปริโยสาเน ชีวกํ อามนฺเตสิ ชีวก จุลฺลปนฺถกสฺส ปตฺตํ คณฺห อยํ เต อนุโมทนํ กริสฺสตีติ ฯ ชีวโก ตถา อกาสิ ฯ เถโร สีหนาทํ นทนฺโต ตรุณสีโห วิย ตีหิ ปิฏฺเกหิ สงฺโขเภตฺวา อนุโมทนํ อกาสิ ฯ สตฺถา อุฏฺฐายาสนา ภิกฺขุสงฺฆปริวาโร วิหารํ คนฺตฺวา ภิกฺขูหิ วตฺเต ทสฺสิเต อุฏฺฐายาสนา คนฺธกุฏิปฺปมุเข ฐตฺวา ภิกฺขุสงฺฆสฺส สุคโตวาทํ ทตฺวา กมฺมฏฺฐานํ กเถตฺวา ภิกฺขุสงฺฆํ อุยฺโยเชตฺวา สุรภิคนฺธวาสิตํ คนฺธกุฏึ ปวิสิตฺวา ทกฺขิเณน ปสฺเสน สีหเสยฺยํ อุปคโต ฯ

อถ สายณฺหสมเย ธมฺมสภายํ ภิกฺขู อิโต จิโต จ สโมสริตฺวา รตฺตกมฺพลสาณึ ปริกฺขิปนฺตา วิย นิสีทิตฺวา สตฺถุ คุณกถํ อารภึสุ อาวุโส มหาปนฺถโก จุลฺลปนฺถกสฺส อชฺฌาสยํ อชานนฺโต จตูหิ มาเสหิ เอกํ คาถํ คณฺหาเปตุํ น สกฺโกติ ทนฺโธ อยนฺติ วิหารา นิกฺกฑฺฒิ สมฺมาสมฺพุทโธ ปน อตฺตโน อนุตฺตรธมฺมราชตาย เอกสฺมึเยวสฺส อนฺตราภตฺเต สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ อทาสิ ตีณิ ปิฏกานิ สห ปฏิสมฺภิทาหิเยว อาคตานิ อโห พุทฺธพลํ นาม มหนฺตนฺติ ฯ อถ ภควา ธมฺมสภายํ อิมํ กถาปวุตฺตึ ญตฺวา อชฺช มยา คนฺตุํ วฏฺฏตีติ พุทฺธเสยฺยาย อุฏฺฐาย สุรตฺตทุปฏฺฏํ นิวาเสตฺวา วิชฺชุลตํ วิย กายพนฺธนํ พนฺธิตฺวา รตฺตกมฺพลสทิสํ สุคตมหาจีวรํ ปารุปิตฺวา สุรภิคนฺธกุฏิโต นิกฺขมิตฺวา มตฺตวรวารณสีหวิกฺกนฺตวิลาเสน อนนฺตาย พุทฺธลีฬฺหาย ธมฺมสภํ คนฺตฺวา อลงฺกตมณฺฑปมชฺเฌ ปญฺญตฺตปวรพุทฺธาสนํ อภิรุยฺห ฉพฺพณฺณพุทฺธรสฺมิโย วิสฺสชฺเชนฺโต อณฺณวกุจฺฉึ สงฺโขภยมาโน ยุคนฺธรมตฺถเก พาลสุริโย วิย อาสนมชฺเฌ นิสีทิ ฯ สมฺมาสมฺพุทฺเธ ปน อาคตมตฺเต ภิกฺขุสงฺโฆ กถํ ปจฺฉินฺทิตฺวา ตุณฺหี อโหสิ ฯ สตฺถา มุทุเกน เมตฺตจิตฺเตน ปริสํ โอโลเกตฺวา อยํ ปริสา อติวิย โสภติ เอกสฺสปิ หตฺถกุกฺกุจฺจํ วา ปาทกุกฺกุจฺจํ วา อุกฺกาสิตสทฺโท วา ขิปิตสทฺโท วา นตฺถิ สพฺเพปิเม พุทฺธคารเวน สคารวา พุทฺธเตเชน ตชฺชิตา มยิ อายุกปฺปํปิ อกเถตฺวา นิสินฺเน ปฐมํ กถํ สมุฏฺฐาเปตฺวา น กเถสฺสนฺติ กถาสมุฏฺฐาปนวตฺตนฺนาม มยา ชานิตพฺพํ อหเมว ปฐมํ กเถสฺสามีติ มธุเรน พฺรหฺมสฺสเรน ภิกฺขู อามนฺเตตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ สนฺนิสินฺนา กา จ ปน โว อนฺตรา กถา วิปฺปกตาติ อาห ฯ ภนฺเต น มยํ อิมสฺมึ ฐาเน นิสินฺนา อญฺญํ ติรจฺฉานกถํ กเถม ตุมฺหากํเยว ปน คุเณ วณฺณยมานา นิสินฺนมฺหา อาวุโส มหาปนฺถโก จุลฺลปนฺถกสฺส อชฺฌาสยํ อชานนฺโต จตูหิ มาเสหิ เอกคาถํ คณฺหาเปตุํ น สกฺโกติ ทนฺโธ อยนฺติ วิหารา นิกฺกฑฺฒิ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ปน อตฺตโน อนุตฺตรธมฺมราชตาย เอกสฺมึเยวสฺส อนฺตราภตฺเต สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ อทาสิ อโห พุทฺธานํ พลํ นาม มหนฺตนฺติ ฯ สตฺถา ภิกฺขูนํ กถํ สุตฺวา ภิกฺขเว จุลฺลปนฺถโก มํ นิสฺสาย อิทานิ ตาว ธมฺเมสุ จ ธมฺมมหตฺตํ ปตฺโต ปุพฺเพ ปน มํ นิสฺสาย โภเคสุปิ โภคมหตฺตํ ปาปุณีติ อาห ฯ ภิกฺขู ตสฺสตฺถสฺส อาวิภาวตฺถํ ภควนฺตํ ยาจึสุ ฯ ภควา ภวนฺตเรน ปฏิจฺฉนฺนํ การณํ ปากฏํ อกาสิ ฯ

อตีเต กาสิรฏฺเฐ พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เสฏฺฐิกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต เสฏฺฐิฏฺฐานํ ลภิตฺวา จุลฺลกเสฏฺฐี นาม อโหสิ ฯ โส ปณฺฑิโต พฺยตฺโต สพฺพนิมิตฺตานิ ชานาติ ฯ โส เอกทิวสํ ราชุปฏฺฐานํ คจฺฉนฺโต อนฺตรวีถิยํ มตมูสิกํ ทิสฺวา ตํขเณ นกฺขตฺตํ สมาเนตฺวา อิทมาห สกฺกา จกฺขุมตา กุลปุตฺเตน อิมํ อุนฺทุรํ คเหตฺวา ทาราภรณญฺจ กาตุํ กมฺมนฺเต จ ปโยเชตุนฺติ ฯ อญฺญตโร ทุคฺคตกุลปุตฺโต จูฬนฺเตวาสิโก นาม ตํ เสฏฺฐิสฺส วจนํ สุตฺวา นายํ อชานิตฺวา กเถสฺสตีติ มูสิกํ คเหตฺวา เอกสฺมึ อาปเณ วิฬาลสฺสตฺถาย วิกฺกิณิตฺวา กากณิกํ ลภิตฺวา ตาย กากณิกาย ผาณิตํ คเหตฺวา เอเกน ฆเฏน ปานียํ คณฺหิ ฯ โส อรญฺญโต อาคจฺฉนฺเต มาลากาเร ทิสฺวา โถกํ โถกํ ผาณิตขณฺฑํ ทตฺวา อุลุงฺเกน ปานียํ อทาสิ ฯ เต ตสฺส เอเกกํ ปุปฺผมุฏฺฐึ อทํสุ ฯ โส เตน ปุปฺผมูเลน ปุนทิวเสปิ ผาณิตญฺจ ปานียฆฏญฺจ คเหตฺวา ปุปฺผารามเมว คโต ฯ ตสฺส ตํ ทิวสํ มาลาการา อฑฺฒโอจิตเก ปุปฺผคจฺเฉ ทตฺวา อคมํสุ ฯ โส นจิรสฺเสว อิมินา อุปาเยน อฏฺฐ กหาปเณ ลภิ ฯ ปุน เอกสฺมึ วาตวุฏฺฐิทิวเส ราชุยฺยาเน พหู สุกฺขทณฺฑกา สาขา จ ปลาสญฺจ วาเตน ปติตํ โหติ ฯ อุยฺยานปาโล ฉฑฺเฑตุํ อุปายํ น ปสฺสติ ฯ โส ตตฺถ คนฺตฺวา สเจ อิมานิ ทารุปณฺณานิ มยฺหํ ทสฺสสิ อหํ เต อิมินา สพฺพานิ นีหริสฺสามีติ อุยฺยานปาลํ อาห ฯ โส คณฺห อยฺยาติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ จูฬนฺเตวาสิโก ทารกานํ เกฬิมณฺฑลํ คนฺตฺวา ผาณิตํ ทตฺวา มุหุตฺเตน สพฺพานิ ทารุปณฺณานิ นีหราเปตฺวา อุยฺยานทฺวาเร ราสึ กาเรสิ ฯ ตทา ราชกุมฺภกาโร ราชกุลาลภาชนานํ ปจนตฺถาย ทารูนิ ปริเยสมาโน อุยฺยานทฺวาเร ตานิ ทิสฺวา ตสฺส หตฺถโต กิณิตฺวา คณฺหิ ฯ ตํ ทิวสํ จูฬนฺเตวาสิโก ทารุวิกฺกเยน โสฬส กหาปเณ จาฏิอาทีนิ จ ปญฺจ ภาชนานิ ลภิ ฯ โส จตุวีสติยา กหาปเณสุ ชาเตสุ อตฺถิ อยํ อุปาโย มยฺหนฺติ นครทฺวารโต อวิทูรฏฺฐาเน เอกํ ปานียจาฏึ ฐเปตฺวา ปญฺจสเต ติณหารเก ปานีเยน อุปฏฺฐหิ ฯ เตปิ อาหํสุ ตฺวํ สมฺม อมฺหากํ พหุปกาโร กินฺเต กโรมาติ ฯ โส มยฺหํ กิจฺเจ อุปฺปนฺเน กริสฺสถาติ วตฺวา อิโต จิโต จ วิจรนฺโต ถลปถกมฺมิเกน จ ชลปถกมฺมิเกน จ สทฺธึ มิตฺตสนฺถวํ อกาสิ ฯ ตสฺส ถลปถกมฺมิโก เสฺว อิมํ นครํ อสฺสพาณิชโก ปญฺจ อสฺสสตานิ คเหตฺวา อาคมิสฺสตีติ อาจิกฺขิ ฯ โส ตสฺส วจนํ สุตฺวา ติณหารเก อาห อชฺช มยฺหํ เอเกกํ ติณกลาปํ เทถ มยา จ ติเณ อวิกฺกิณิเต อตฺตโน ติณํ มา วิกฺกิณิตฺถาติ ฯ เต สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ปญฺจ ติณกลาปสตานิ อาหริตฺวา ตสฺส ฆรทฺวาเร ปาตยึสุ ฯ อสฺสพาณิโช สกลนคเร อสฺสานํ อาหารํ อลภิตฺวา ตสฺส สหสฺสํ ทตฺวา ตํ ติณํ คณฺหิ ฯ ตโต กติปาหจฺจเยนสฺส ชลปถกมฺมิกสหายโก อาโรเจสิ ปฏฺฏนํ มหานาวา อาคตาติ ฯ โส อตฺถิ อยํ อุปาโยติ อฏฺฐหิ กหาปเณหิ สพฺพปริวารสมฺปนฺนํ ตาวกาลิกรถํ คเหตฺวา มหนฺเตน ยเสน นาวาย ปฏฺฏนํ คนฺตฺวา เอกํ องฺคุลิมุทฺทิกํ นาวิกสฺส สจฺจการํ ทตฺวา อวิทูเร ฐาเน สาณึ ปริกฺขิปาเปตฺวา นิสินฺโน ปุริเส อาณาเปสิ พาหิรพาณิเชสุ อาคเตสุ ตติเยน ปริหาเรน อาโรเจถาติ ฯ นาวา อาคตาติ สุตฺวา พาราณสิโต สตมตฺตา พาณิชา ภณฺฑํ คณฺหามาติ อาคมึสุ ฯ ภณฺฑํ ตุมฺเห น ลภิสฺสถ อสุกฏฺฐาเน นาม มหาพาณิเชน สจฺจกาโร ทินฺโนติ ฯ เต ตํ สุตฺวา ตสฺส สนฺติกํ อาคตา ฯ ปาทมูลิกา ปุริสา ปุริมสญฺญาวเสน ตติเยน ปริหาเรน เตสํ อาคตภาวํ อาโรเจสุํ ฯ เต สตมตฺตา พาณิชา เอเกกํ สหสฺสํ ทตฺวา เตน สทฺธึ นาวาย ปตฺติกา หุตฺวา ปุน เอเกกํ สหสฺสํ ทตฺวา ปตฺตึ วิสฺสชฺชาเปตฺวา ภณฺฑํ อตฺตโน สนฺตกํ อกํสุ ฯ จูฬนฺเตวาสิโก เทฺว สตสหสฺสานิ คณฺหิตฺวา พาราณสึ อาคนฺตฺวา กตญฺญุนา ภวิตุํ วฏฺฏตีติ เอกํ สตสหสฺสํ คาหาเปตฺวา จุลฺลกเสฏฺฐิสฺส สมีปํ คโต ฯ อถ นํ เสฏฺฐี กินฺเต ตาต กตฺวา อิทํ ธนํ ลทฺธนฺติ ปุจฺฉิ ฯ โส ตุมฺเหหิ กถิตอุปาเย ฐตฺวา จตุมาสพฺภนฺตเรเยว ลทฺธนฺติ มตมูสิกํ อาทึ กตฺวา สพฺพํ ปวุตฺตึ กเถสิ ฯ จุลฺลกมหาเสฏฺฐี ตสฺส วจนํ สุตฺวา อิทานิ เอวรูปํ ทารกํ มม สนฺตกํ กาตุํ วฏฺฏตีติ วยปฺปตฺตํ อตฺตโน ธีตรํ ทตฺวา สกลกุฏุมฺพสฺส สามิกํ อกาสิ ฯ โส เสฏฺฐิโน อจฺจเยน ตสฺมึ นคเร เสฏฺฐิฏฺฐานํ ลภิ ฯ โพธิสตฺโตปิ ยถากมฺมํ อคมาสิ ฯ

สมฺมาสมฺพุทฺโธ อิมํ ธมฺมเทสนํ กเถตฺวา อภิสมฺพุทฺโธว หุตฺวา อิมํ คาถํ กเถสิ

อปฺปเกนปิ เมธาวี ปาภเฏน วิจกฺขโณ

สมุฏฺฐาเปติ อตฺตานํ อณุํ อคฺคึว สนฺธมนฺติ ฯ

ตตฺถ อปฺปเกนปีติ โถเกนาปิ ปริตฺเตนาปิ ฯ เมธาวีติ ปญฺญวา ฯ ปาภเฏนาติ ภณฺฑมูเลน ฯ วิจกฺขโณติ โวหารกุสโล ฯ สมุฏฺฐาเปติ อตฺตานนฺติ มหนฺตํ ธนยสํ อุปฺปาเทตฺวา ตตฺถ อตฺตานํ สณฺฐเปติ ปติฏฺฐาเปติ ฯ ยถา กึ ฯ อณุํ อคฺคึว สนฺธมนฺติ ยถา ปณฺฑิโต ปุริโส ปริตฺตกํ อคฺคึ อนุกฺกเมน โคมยจุณฺณาทีนิ ปกฺขิปิตฺวา มุขวาเตน ธมนฺโต สมุฏฺฐาเปติ วฑฺเฒติ มหนฺตํ อคฺคิกฺขนฺธํ กโรติ เอวเมว ปณฺฑิโต โถกํปิ ปาภฏํ ลภิตฺวา นานาอุปาเยหิ ปโยเชตฺวา ธนญฺจ ยสญฺจ อุปฺปาเทสิ วฑฺเฒติ วฑฺเฒตฺวา จ ปน ตตฺถ อตฺตานํ ปติฏฺฐาเปติ ตายเอว วา ปน ธนยสมหนฺตตาย อตฺตานํ สมุฏฺฐาเปติ อภิญฺญาตํ ปากฏํ กโรตีติ อตฺโถ ฯ

อิติ ภควา น ภิกฺขเว จุลฺลปนฺถโก มํ นิสฺสาย อิทานิ ธมฺเมสุ ธมฺมมหตฺตํ ปตฺโต ปุพฺเพ ปน โภเคสุปิ โภคมหตฺตํ ปาปุณีติ เอวํ อิมํ ธมฺมเทสนํ ทสฺเสตฺวา เทฺว วตฺถูนิ กเถตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา จูฬนฺเตวาสิโก จุลฺลปนฺถโก อโหสิ จุลฺลกมหาเสฏฺฐี ปน อหเมว อโหสีติ ฯ

จุลฺลกเสฏฺฐิชาตกํ จตุตฺถํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓. เสรีววาณิชชาดกชาดกถัดไป๕. ตัณฑุลนาฬิชาดก