โรหนมิคชาดก
ว่าด้วยความรักในสายเลือด
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๑๐๔ · บรรทัด ๘๓๓๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้าคิดว่า นายพรานนี้เมื่อจะจับเรา จับโดยงานอาชีพของตน หรือว่าจับโดยการบังคับของผู้อื่น จึงถามเหตุที่จับ. บุตรนายพรานตอบว่า ดูก่อนพญาเนื้อ ข้าพเจ้าจะมีกิจกรรมเกี่ยวกับท่านก็หามิได้แต่พระอัครมเหสีของพระราชา ซึ่งมีพระนามว่า พระนางเขมาราชเทวี มีพระประสงค์จะฟังธรรมกถาของท่าน ท่านจึงถูกข้าพเจ้าจับโดยพระราชโองการเพื่อประโยชน์แก่พระเทวีนั้น. พระมหาสัตว์กล่าวว่า สหายเอ๋ย เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านปล่อยเราเสีย ชื่อว่าทำสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง มาเถิด จงนำเราไปแสดงแก่บรมกษัตริย์เถิด เราจักแสดงธรรมถวายพระนางเทวี. นายพรานกล่าวว่าดูก่อนพญาเนื้อ ธรรมดาพระราชาทั้งหลายมีพระเดชานุภาพร้ายกาจ ใครจักรู้ว่า จักมีอะไรเกิดขึ้น ข้าพเจ้าไม่ยินดียศศักดิ์ที่ทรงพระราชทานดอก เชิญท่านไปตามสบายของท่านเถิด. พระมหาสัตว์คิดว่า พรานนี้เมื่อปล่อยเราไปชื่อว่าทำกิจที่ทำได้ยากอย่างยิ่ง เราจักทำอุบายให้พรานนั้นได้รับยศศักดิ์ แล้วจึงกล่าวว่า ดูก่อนสหาย ท่านจงเอามือลูบหลังเราก่อนเถิด. นายพรานจึงเอามือลูบหลังพญาเนื้อ มือของเขาก็เต็มไปด้วยขนมีสีเหมือนทองคำ. เขาจึงถามว่าดูก่อนพญาเนื้อ ข้าพเจ้าจักทำอย่างไรกับขนเหล่านี้ พญาเนื้อจึงบอกว่าดูก่อนสหาย ท่านจงเอาขนเหล่านั้นไปถวายแด่พระราชา และพระราชเทวี ทูลว่านี้เป็นขนของสุวรรณมฤคนั้น ดังนี้ ตั้งอยู่ในฐานะตัวแทนของเรา แสดงธรรมถวายพระบรมราชเทวี ด้วยคาถาเหล่านี้ การแพ้พระครรภ์ของพระนางก็จักสงบ เพราะทรงสดับธรรมกถานั้นแล ดังนี้แล้ว ให้นายพรานเรียนราชธรรมคาถา ๑๐ คาถา มีอาทิว่า ธมฺมญฺจร มหาราช ซึ่งแปลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระราชาพึงประพฤติธรรมดังนี้แล้วให้เบญจศีล กล่าวสอนด้วยความไม่ประมาทแล้วส่งไป.
บุตรของนายพราน ยกย่องพระมหาสัตว์ไว้ในตำแหน่งอาจารย์ กระทำประทักษิณสามครั้ง แล้วไหว้ในฐานะสี่ เอาใบบัวห่อขนทองทั้งหลายแล้วลาหลีกไป. เนื้อทั้งสามตามไปส่งนายพรานหน่อยหนึ่ง แล้วเอาปากคาบอาหารและน้ำ พากันกลับไปยังสำนักของมารดาบิดา. มารดาบิดาทั้งสองเมื่อจะถามว่าโรหนะลูกรัก ได้ยินว่า เจ้าติดบ่วง แล้วพ้นมาได้อย่างไร จึงกล่าวคาถาความว่า
ลูกรัก เมื่อชีวิตเข้าไปใกล้ความตายแล้ว เจ้า หลุดมาได้อย่างไร ไฉนนายพรานจึงปล่อยจากบ่วง เหล็กมาเล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปนีตสฺมิ ความว่า เมื่อชีวิตสถิตอยู่เฉพาะหน้ามฤตยู เจ้ารอดตายมาได้อย่างไร.
พระโพธิสัตว์ฟังคำนั้นแล้ว กล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า
น้องจิตตกะกล่าววาจาไพเราะหู เป็นที่จับใจ ดื่มด่ำในหฤทัย ช่วยให้ข้าพเจ้าหลุดมาได้ ด้วยวาจา สุภาษิต น้องสุตตนาได้กล่าววาจาไพเราะหู จับใจ ดื่มด่ำในหฤทัย ช่วยข้าพเจ้าให้หลุดมาได้ด้วยวาจา สุภาษิต นายพรานได้ฟังวาจาไพเราะหู เป็นที่จับใจ ดื่มด่ำในหฤทัย แล้วปล่อยข้าพเจ้า เพราะฟังวาจา สุภาษิตของน้องทั้งสองนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภณํ แปลว่า กล่าวอยู่. บทว่า หทยงฺคํ แปลว่า ดื่มด่ำในหฤทัย. บทว่า ภณํ ในคาถาที่ ๒ เท่ากับ ภณมานา แปลว่าเมื่อน้องนางสุตตนากล่าวอยู่. บทว่า สุตฺวา ความว่า นายพรานนั้นฟังวาจาของเนื้อทั้งสองเหล่านั้นแล้ว.
ลำดับนั้น เมื่อมารดาบิดาพระโพธิสัตว์จะอนุโมทนา จึงกล่าวว่า
ก็เราทั้งหลายเห็นลูกโรหนะมาแล้ว พากันชื่นชม ยินดี ฉันใด ขอนายพรานพร้อมด้วยลูกเมีย จงชื่นชม ยินดี ฉันนั้นเถิด.
ฝ่ายนายพรานออกจากป่าแล้วไปสู่ราชตระกูล ถวายบังคมพระราชาแล้วยืน ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง. พระราชาเห็นเขาแล้วตรัสพระคาถาว่า
แน่ะนายพราน เจ้าได้บอกไว้ว่า จะนำเนื้อหรือ หนังเนื้อมามิใช่หรือ เออก็เหตุอะไรเล่า เจ้าจึงไม่นำ เอาเนื้อหรือหนังเนื้อมา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิคจมฺมานิ ได้แก่ เนื้อหรือหนัง. บทว่าอาหรึ แปลว่า จักนำมา. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า ดูก่อนพ่อพรานผู้เจริญเจ้าได้กล่าวไว้อย่างนี้มิใช่หรือว่า เมื่อไม่สามารถจะนำเนื้อมา ก็จะนำหนังมาหรือเมื่อไม่สามารถจะนำหนังมา ก็จักนำขนมา ด้วยเหตุไร เจ้าจึงมิได้นำเนื้อหรือหนังของมันมาเลย.
นายพรานได้ฟังพระดำรัสแล้วกล่าวคาถา ความว่า
เนื้อนั้นได้มาติดบ่วงเหล็กถึงมือแล้ว แต่มีเนื้อ สองตัวไม่ได้ติดบ่วง มายืนอยู่ใกล้เนื้อตัวนั้น ข้าพระองค์ได้เกิดความสังเวชใจ ความอัศจรรย์ใจ ขนพองสยองเกล้าว่า ถ้าเราฆ่าเนื้อตัวนี้ เราจักต้อง ละทิ้งชีวิต ในสถานที่นี้แหละในวันนี้ทีเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาคมํ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ก็เนื้อนั้นมาสู่เงื้อมมือ ทั้งมาสู่บ่วงที่ข้าพระพุทธเจ้าดักไว้ด้วย ได้ติดอยู่ในบ่วงนั้น. บทว่า ตญฺจ มุตฺตา อุปาสเร ความว่า แต่ว่าเนื้อสองตัวพ้นบ่วงไปแล้ว คือไม่ได้เข้ามาติดบ่วงเลย ได้เข้ามายืนพิงเนื้อนั้นปลอบใจอยู่. บทว่า อพฺภูโต แปลว่า ไม่เคยเป็นมาก่อนเลย. บทว่า อิมญฺจาหํ ตัดบทเป็น อิมํ อหํ แปลว่า ก็ข้าพระองค์นั้น. อธิบายว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าพระองค์ผู้มีความสังเวชสลดใจ ได้มีความปริวิตกนี้ว่า ถ้าเราจักฆ่าเนื้อนี้เสีย เราจักต้องละทิ้งชีวิตในสถานที่นี้แหละในวันนี้ทีเดียว.
พระราชาสดับคำนั้นแล้ว ตรัสว่า
ดูก่อนนายพราน เนื้อนั้นเป็นเช่นไร เป็นเนื้อ มีกรรมอย่างไร มีสีสรรอย่างไร มีศีลอย่างไร ท่าน จึงได้สรรเสริญเนื้อเหล่านั้นนัก. พระราชาตรัสถามเช่นนี้บ่อย ๆ ด้วยสามารถทรงพิศวงพระทัย. นายพรานได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว กล่าวคาถาความว่า เนื้อเหล่านั้นมีเขาขาว ขนสะอาด หนังเปรียบ ด้วยทองคำ เท้าแดง ตาสุกสะกาว เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอทาตสิงฺคา ความว่า เนื้อเหล่านั้นมีเขาเช่นเดียวกับพวงเงิน. บทว่า สุจิพาลา ความว่า ประกอบด้วยขนอ่อนสะอาดเช่นกับขนจามรี. บทว่า โลหิตกา ความว่า เช่นเดียวกับปลาโลมาและปลาวาฬแดง. บทว่า ปาทา ได้แก่ ปลายกีบเท้า. บทว่า อญฺชิตกฺขา ความว่า ประกอบด้วยนัยน์ตามีประสาททั้ง ๕ หมดจด เหมือนไล้ทาไว้.
เมื่อนายพรานกราบทูลอยู่อย่างนี้แล ได้วางโลมชาติทั้งหลายมีสีเหมือนทองของพระโพธิสัตว์ ไว้ในพระหัตถ์ของพระราชา เมื่อจะประกาศสีกายแห่งเนื้อเหล่านั้น จึงกล่าวคาถา ความว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เนื้อเหล่านั้นเป็น เช่นนี้ เป็นเนื้อมีธรรมเช่นนี้ เป็นเนื้อเลี้ยงมารดาบิดา ข้าพระพุทธเจ้า จึงมิได้นำเนื้อเหล่านั้นมาถวาย พระองค์ พระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาตาเปติภรา ความว่า เนื้อเหล่านั้นช่วยกันเลี้ยงมารดาบิดาแก่ชราตาบอด จึงชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรมเช่นนี้. บทว่าน เต โส อภิหารยุํ ความว่า พญาเนื้อนั้น ใคร ๆ ไม่อาจจะนำมาเพื่อเป็นเครื่องบรรณาการแก่พระองค์ได้. ปาฐะว่า อภิหารยึ ดังนี้ก็มี. ความก็ว่าข้าพระพุทธเจ้าหาได้นำพญาเนื้อนั้นมาถวาย เพื่อเป็นบรรณาการแก่พระองค์ไม่ คือมิได้นำมาเลย.
นายพรานกล่าวพรรณนาคุณความดี ของพระโพธิสัตว์จิตตมฤคและนางมฤคีโปติกาชื่อสุตตนา ด้วยประการฉะนี้แล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าอันพญาเนื้อนั้นให้ขนของตนมาแล้ว ให้ศึกษาบทธรรมสั่งบังคับว่า ท่านพึงตั้งอยู่ในฐานะเป็นตัวแทนของเรา แสดงธรรมถวายพระราชเทวี ด้วยคาถาราชธรรมจรรยา ๑๐ ประการเถิด.
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ตรัสสั่งให้นายพรานนั่งเหนือราชบัลลังก์อันขจิตด้วยรัตนะ ๗ ประการ พระองค์เองกับพระบรมราชเทวี ประทับนั่งบนพระราชอาสน์ที่ต่ำ ณ ที่อันควรส่วนข้างหนึ่ง ทรงประคองอัญชลี เชื้อเชิญนายพราน.
เมื่อนายพรานนั้นจะแสดงธรรมถวาย จึงทูลว่า
ข้าแต่บรมขัตติยมหารา ขอพระองค์จงทรง ประพฤติให้เป็นธรรม ในพระราชมารดาบิดา ข้าแต่ องค์ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์. ข้าแต่บรมขัตติยมหาราช ขอพระองค์จงทรง ประพฤติให้เป็นธรรม ในพระราชบุตร และพระราช ชายาทั้งหลาย ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ประพฤติ ธรรมในโลกนี้แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์. ข้าแต่บรมขัตติยมหาราช ขอพระองค์จงทรง ประพฤติให้เป็นธรรม ในมิตรและอำมาตย์ทั้งหลาย ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ประพฤติธรรมในโลกนี้ แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์. ข้าแต่บรมขัตติยมหาราช ขอพระองค์จงทรง ประพฤติให้เป็นธรรมในพาหนะ และพลทั้งหลาย ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้ แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์. ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ให้เป็นธรรมในบ้านและนิคมทั้งหลาย ข้าแต่องค์ ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรม ในแว่นแคว้นและชนบททั้งหลาย ข้าแต่ องค์ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรง ประพฤติให้เป็นธรรม ในสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลก นี้แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์. ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ให้เป็นธรรม ในหมู่มฤคและปักษีทั้งหลาย ข้าแต่องค์ ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จัก ได้ไปสู่สวรรค์. ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม เพราะธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำ สุขมาให้ ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติ ธรรมในโลกนี้แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์. ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม พระอินทร์ เทพยเจ้าทั้งหลายพร้อมทั้งพระพรหม ได้เสวยทิพยสมบัติ เพราะธรรมอันประพฤติ ดีแล้ว ข้าแต่องค์ราชันย์ ขอพระองค์อย่าได้ทรง ประมาทธรรม ธรรมเหล่านั้นเป็นวัตตบทในทศราช ธรรมนั่นเอง ข้อนี้แล เป็นอนุสาสนีที่พร่ำสอนกันมา กัลยาณชนมาซ่องเสพผู้มีปัญญา พระองค์ทรงประพฤติ อย่างนี้แล้ว จะได้ไปสู่ไตรทิพยสถาน ด้วยประการ ฉะนี้.
บุตรนายพรานแสดงธรรมด้วยพุทธลีลา โดยนิยามอันพระมหาสัตว์ทรงแสดงแล้วนั่นเอง เหมือนเทวดาผู้วิเศษยังแม่น้ำในอากาศ ให้ตกลงมาฉะนั้น ด้วยประการฉะนี้. มหาชนยังสาธุการให้เป็นไปนับเป็นพัน ความแพ้พระครรภ์ของพระบรมราชเทวีก็ระงับไป เพราะทรงสดับธรรมกถานั่นเอง. พระราชาทรงดีพระทัย เมื่อจะทรงปูนบำเหน็จชุบเลี้ยงบุตรนายพราน ด้วยยศใหญ่ ได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถาความว่า
ดูก่อนนายพราน เราให้ทองคำ ๑๐๐ แท่ง กุณฑลแก้วมณีอันมีค่ามาก เตียงสี่เหลี่ยมมีสีคล้าย ดอกสามหาว และภรรยาผู้ทัดเทียมกันสองคน กับ โค ๑๐๐ ตัวแก่ท่าน เราจักปกครองราชสมบัติโดยธรรม ท่านเป็นผู้มีอุปการะแก่เรามา ดูก่อนนายพราน ท่าน จงเลี้ยงดูบุตรและภรรยาด้วยกสิกรรม พาณิชยกรรม การให้กู้หนี้ และด้วยการประพฤติเลี้ยงชีพโดยสัมมา อาชีวะเถิด อย่าได้กระทำบาปอีกเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ถูลํ ความว่า เราจักให้เครื่องประดับคือมณีและแก้วกุณฑลมีค่ามาก แก่ท่าน. บทว่า จตุรสฺสํ ได้แก่ บัลลังก์สูงสี่เหลี่ยม อธิบายว่า มีด้านศีรษะสูงสี่เหลี่ยม. บทว่า อุมฺมารปุปฺผ สิรินฺนิภํ ได้แก่ บัลลังก์ที่สำเร็จด้วยไม้แก่นสีดำ ประกอบด้วยโอภาส มีรัศมีเช่นเดียวกับดอกสามหาว เพราะลาดด้วยเครื่องลาดสีเขียว. บทว่า สาทิสิโย ความว่าทัดเทียมกันด้วยรูปสมบัติ และโภคสมบัติ. บทว่า อุสภญฺจ ควํ สตํ ความว่าและเราจะให้โคฝูงร้อยตัว มีโคผู้เป็นหัวหน้าแก่ท่าน.
บทว่า กาเรสฺสํ ความว่า เราจะไม่ยังทศพิธราชธรรมให้กำเริบจักเสวยราชสมบัติโดยธรรมเท่านั้น. บทว่า พหุกาโร เมสิ ความว่าแม้ท่านก็ชื่อว่าเป็นผู้มีอุปการะแก่เรามากเพราะเป็นผู้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นตัวแทนแห่งพญาเนื้อตัวมีสีเหมือนทอง แล้วแสดงธรรมแก่เรา เราเป็นผู้อันท่านให้ประดิษฐานอยู่ในเบญจศีล โดยนิยามดังพญาเนื้อกล่าวแล้วนั่นแล.
บทว่า กสิวณิชฺชา ความว่า ดูก่อนนายพรานผู้สหาย เรามิได้เห็นพญาเนื้อ ฟังแต่ถ้อยคำของพญาเนื้อเท่านั้น ยังตั้งอยู่ในเบญจศีลได้ แม้ท่านก็จงเป็นคนมีศีลตั้งแต่บัดนี้ไป จงกระทำกสิกรรม และพาณิชยกรรม และอิณทานกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า อุญฺฉาจริยา ความว่า อันเป็นหลักของการครองชีพ อธิบายว่า ท่านจงเลี้ยงดูบุตรภรรยาของท่าน ด้วยกสิกรรมและพาณิชยกรรมเป็นต้นนี้ อันเป็นสัมมาอาชีวะเถิด อย่าได้กระทำบาปอีกเลย.
นายพรานฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว กราบทูลว่าข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะอยู่ครอบครองเรือน ขอพระองค์โปรดทรงอนุญาตการบรรพชา แก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด ครั้นได้พระบรมราชานุญาตแล้ว ก็มอบทรัพย์สมบัติที่พระราชาทรงพระราชทานแก่ตน แก่บุตรภรรยา แล้วเข้าไปสู่หิมวันตประเทศ บวชเป็นฤาษี ยังสมาบัติ ๘ ให้บังเกิด เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. ฝ่ายพระราชาทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระมหาสัตว์เจ้าแล้วทรงบำเพ็ญทางแห่งสวรรค์ให้เต็มบริบูรณ์ โอวาทของพระมหาสัตว์นั้นก็ดำเนินติดต่อมาเป็นเวลาพันปี.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้วตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในชาติก่อน พระอานนท์ก็ได้สละชีวิต เพื่อประโยชน์แก่เรา ด้วยประการอย่างนี้เหมือนกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า นายพรานในครั้งนั้นได้มาเป็นพระฉันนะในบัดนี้ พระราชาได้มาเป็นพระสารีบุตรพระเทวี ได้มาเป็นเขมาภิกษุณี มารดาบิดาได้มาเป็นตระกูลมหาราชสุตตนามฤคีได้มาเป็นอุบลวรรณาเถรี จิตตมฤคได้มาเป็นพระอานนท์เนื้อแปดหมื่นได้มาเป็นหมู่สากิยราช ส่วนพญาเนื้อได้มาเป็นเราตถาคตแล.
จบอรรถกถาโรหนมิคชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๙๐–๑๐๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
วิสตินิบาตชาดก ๑๒๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
โรหนมิคชาตกํ
เอเต ยูถา ปฏิยนฺตีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อายสฺมโต อานนฺทสฺส ชีวิตปริจฺจาคํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส ปนสฺส ชีวิตปริจฺจาโค อสีตินิปาเต จุลฺลหํสชาตเก ธนปาลทมเน อาวิภวิสฺสตีติ ฯ เอวนฺเตนายสฺมตา สตฺถุ อตฺถาย ชีวิเต ปริจฺจตฺเต ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส อายสฺมา อานนฺโท เสกฺโข ปฏิสมฺภิทาปฺปตฺโต หุตฺวา ทสพลสฺสตฺถาย ชีวิตํ ปริจฺจชีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพเปส มมตฺถาย ชีวิตํ ปริจฺจชิเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต เขมา นามสฺส อคฺคมเหสี อโหสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต หิมวนฺตปฺปเทเส มิคโยนิยํ นิพฺพตฺเตตฺวา สุวณฺณวณฺโณ อโหสิ ฯ โสภคฺคปฺปตฺโต กนิฏฺโฐปิสฺส จิตฺตมิโค นาม สุวณฺณวณฺโณ อโหสิ ฯ กนิฏฺฐภคินีปิสฺส สุตฺตนา นาม สุวณฺณวณฺณาว อโหสิ ฯ มหาสตฺโต ปน โรหโน นาม มิคราชา อโหสิ ฯ โส หิมวนฺเต เทฺว ปพฺพตราชิโย อติกฺกมิตฺวา ตติยาย อนฺตเร โรหนํ นาม สรํ นิสฺสาย อสีติมิคสหสฺสปริวาโร วาสํ กปฺเปสิ ฯ โส อนฺเธ ชิณฺเณ มาตาปิตโร โปเสสิ ฯ
อเถโก พาราณสิโต อวิทูเร เนสาทคามวาสี เนสาทปุตฺโต อตฺถิ ฯ โส หิมวนฺตํ ปวิฏฺโฐ มหาสตฺตํ ทิสฺวา อตฺตโน คามกํ อาคนฺตฺวา อปรภาเค กาลํ กโรนฺโต ปุตฺตสฺส อาโรเจสิ ตาต อมฺหากํ กมฺมภูมิยํ อสุกสฺมึ นาม ฐาเน สุวณฺณวณฺโณ มิโค วสติ สเจ ราชา ปุจฺเฉยฺย กเถยฺยาสีติ ฯ
อเถกทิวสํ เขมา นาม เทวี ปจฺจูสกาเล สุปินํ อทฺทส ฯ เอวรูโป สุปิโน อโหสิ สุวณฺณวณฺโณ มิโค กาญฺจนปีเฐ นิสีทิตฺวา สุวณฺณกึกนิกํ อาโกฏฺเฏนฺโต วิย มธุเรน สเรน เทวิยา ธมฺมํ เทเสสิ ฯ สา สาธุการํ ทตฺวา ธมฺมํ สุณาติ ฯ มิโค ธมฺมกถาย อนิฏฺฐิตาย เอว อุฏฺฐาย คจฺฉติ ฯ สามิ มิคํ คณฺหถ คณฺหถาติ วทนฺตีเยว ปพุชฺฌิ ฯ ปริจาริกาโย ตสฺสา สทฺทํ สุตฺวา ปิทหิตทฺวารกวาตปานํ เคหํ ชนสฺสาปิ โอกาโสปิ นตฺถิ อยฺยา อิมาย เวลาย มิคํ คณฺหาเปตีติ อวหสึสุ ฯ สา ตสฺมึ ขเณ สุปิโน อยนฺติ ญตฺวา จินฺเตสิ สุปิโน เม ทิฏฺโฐติ สเจ วกฺขามิ ราชา อนาทโร ภวิสฺสติ โทหโลติ วุตฺเต ปน อาทเรน ปริเยสิสฺสติ สุวณฺณวณฺณมิคสฺส ธมฺมํ สุณิสฺสามีติ ฯ สา คิลานาลยํ กตฺวา นิปชฺชิ ฯ ราชา อาคนฺตฺวา ภทฺเท กึ เต อผาสุกนฺติ ปุจฺฉิ ฯ เทว อญฺญํ นตฺถิ โทหโล ปน เม อุปฺปนฺโนติ ฯ กึ อิจฺฉสีติ ฯ สุวณฺณวณฺณสฺส มิคสฺส ธมฺมํ โสตุํ อิจฺฉามิ เทวาติ ฯ ภทฺเท ยํ นตฺถิ ตตฺถ กึ เต โทหโล อุปฺปนฺโน สุวณฺณวณฺโณ นาม มิโคเยว นตฺถีติ ฯ สา สเจ น ลภามิ อิเธว เม มรณนฺติ รญฺโญ ปิฏฺฐึ ทตฺวา นิปชฺชิ ฯ ราชา สเจ อตฺถิ ลภิสฺสสีติ ปริสมชฺเฌ นิสีทิตฺวา โมรชาตเก วุตฺตนเยเนว อมจฺเจ จ พฺราหฺมเณ จ ปุจฺฉิตฺวา สุวณฺณวณฺณา นาม มิคา โหนฺตีติ สุตฺวา ลุทฺทเก สนฺนิปาตาเปตฺวา เกเนวรูโป มิโค ทิฏฺโฐ เกน สุโตติ ปุจฺฉิตฺวา เตน เนสาทปุตฺเตน ปิตุ สนฺติกา สุตนิยาเมน กถิเต สมฺม ตสฺส เต มิคสฺส อานีตกาเล มหนฺตํ สกฺการํ กริสฺสามิ คจฺฉ อาเนหิ นนฺติ วตฺวา ปริพฺพยํ ทตฺวา ตํ เปเสสิ ฯ โสปิ สจาหํ เทว ตํ อาเนตุํ น สกฺขิสฺสามิ จมฺมมสฺส อาเนสฺสามิ ตํ อาเนตุํ อสกฺโกนฺโต โลมานิปิสฺส อาเนยฺยามิ ตุมฺเห มา จินฺตยิตฺถาติ วตฺวา นิเวสนํ คนฺตฺวา ปุตฺตทารสฺส ปริพฺพยํ ทตฺวา ตตฺถ คนฺตฺวา ตํ มิคราชานํ ทิสฺวา กิสฺมึ นุโข ฐาเน ปาสํ โอฑฺเฑตฺวา อิมํ คณฺหิตุํ สกฺขิสฺสามีติ วีมํสนฺโต ปานียติตฺเถ โอกาสํ ปสฺสิ ฯ โส ทฬฺหํ จมฺมโยตฺตํ ปาสํ วฏฺเฏตฺวา มหาสตฺตสฺส ปานียํ ปิวนฏฺฐาเน ยฏฺฐิปาสํ โอฑฺเฑสิ ฯ
ปุนทิวเส มหาสตฺโต อสีติยา มิคสหสฺเสหิ สทฺธึ โคจเร จริตฺวา ปกติติตฺเถเยว ปานียํ ปิวิสฺสามีติ ตตฺถ คนฺตฺวา โอตรนฺโตเยว ปาเส พชฺฌิ ฯ โส สจาหํ อิทาเนว พนฺธรวํ รวิสฺสามิ ญาติคโณ ปานียํ อปิวิตฺวา ภีโต ปลายิสฺสตีติ จินฺเตตฺวา ยฏฺฐึ อลฺลิยิตฺวา อตฺตโน ปสฺเส วตฺเตตฺวา ปานียํ ปิวนฺโต วิย อโหสิ ฯ อถ อสีติยา มิคสหสฺสานํ ปานียํ ปิวิตฺวา อุตฺตริตฺวา ฐิตกาเล ปาสํ ฉินฺทิสฺสามีติ ติกฺขตฺตุํ อากฑฺฒติ ฯ ปฐมวาเร จมฺมํ ฉิชฺชิ ทุติยวาเร มํสํ ฉิชฺชิ ตติยวาเร นหารุ ฉิชฺชิ ฯ ปาโส อฏฺฐึ อาหจฺจ อฏฺฐาสิ ฯ โส ฉินฺทิตุํ อสกฺโกนฺโต พนฺธรวํ รวิ ฯ มิคคณา ภายิตฺวา ตีหิ ฆฏาหิ ปลายึสุ ฯ จิตฺตมิโค ติณฺณํ ฆฏานํ อนฺตเร มหาสตฺตํ อทิสฺวา อิทํ ภยํ อุปฺปชฺชมานํ มม ภาตุ อุปฺปนฺนํ ภวิสฺสตีติ จินฺเตตฺวา ตสฺส สนฺติกํ อาคนฺตฺวา ตํ พนฺธํ ปสฺสิ ฯ
อถ นํ มหาสตฺโต ทิสฺวา ตาต ภาติก มา อิธ ติฏฺฐ สาสงฺกํ อิทํ ฐานนฺติ วตฺวา อุยฺโยเชนฺโต ปฐมํ คาถมาห
เอเต ยูถา ปฏิยนฺติ ภีตา มรณา จิตฺตก
คจฺฉ ตุวํปิ มา กงฺขิ ชีวิสฺสนฺติ ตยา สหาติ ฯ
ตตฺถ เอเตติ จกฺขุปถํ อติกฺกมิตฺวา ทูรคเต สนฺธายาห ฯ ปฏิยนฺตีติ ปฏิคจฺฉนฺติ ปลายนฺตีติ อตฺโถ ฯ จิตฺตกาติ ตํ อาลปติ ฯ ตยา สหาติ ตฺวํ เอเตสํ มม ฐาเน ฐตฺวา ราชา โหหิ เอเต ตยา สทฺธึ ชีวิสฺสนฺตีติ ฯ
ตโต อุภินฺนํปิ ติสฺโส เอกนฺตริกา คาถา โหนฺติ ฯ
นาหํ โรหน คจฺฉามิ หทยํ เม อวกสฺสติ
น ตํ อหํ ชเหสฺสามิ อิธ เหสฺสามิ ชีวิตํ ฯ
เต หิ นูน มริสฺสนฺติ อนฺธา อปรินายกา
คจฺฉ ตุวํปิ มา กงฺขิ ชีวิสฺสนฺติ ตยา สห ฯ
นาหํ โรหน คจฺฉามิ หทยํ เม อวกสฺสติ
น ตํ พนฺธํ ชหิสฺสามิ อิธ เหสฺสามิ ชีวิตนฺติ ฯ
ตตฺถ โรหนาติ มหาสตฺตํ นาเมน อาลปติ ฯ อวกสฺสตีติ คฬฺหยติ กฑฺฒติ โสเกน วา กฑฺฒิยติ ฯ เต หิ นูนาติ เต อมฺหากํ มาตาปิตโร เอกํเสเนว ทฺวีสุ อมฺเหสุ อิธ มเตสุ อปรินายกา หุตฺวา อปฺปฏิชคฺคิยมานา สุสฺสิตฺวา มริสฺสนฺติ ตสฺมา ภาติก จิตฺตก คจฺฉ ตุวํ ตยา สห เต ชีวิสฺสนฺตีติ อตฺโถ ฯ อิธ เหสฺสามีติ อิมสฺมึเยว ฐาเน ชีวิตํ ชหิสฺสามีติ ฯ
อิติ วตฺวา คนฺตฺวา โพธิสตฺตสฺส ทกฺขิณปสฺสํ นิสฺสาย ตํ สนฺธาเรตฺวา อสฺสาเสนฺโต อฏฺฐาสิ ฯ สุตฺตนาปิ มิคโปติกา ปลายิตฺวา มิคานํ อนฺตเร อุโภ ภาติเก อปสฺสนฺตี อิทํ ภยํ มม ภาติกานํ อุปฺปนฺนํ ภวิสฺสตีติ นิวตฺเตตฺวา เตสํ สนฺติกํ อาคโต ฯ ตํ อาคจฺฉนฺตึ ทิสฺวา มหาสตฺโต ปญฺจมํ คาถมาห
คจฺฉ ภีรุ ปลายสฺสุ กูเฏ พนฺโธสฺมิ อายเส
คจฺฉ ตุวํปิ มา กงฺขิ ชีวิสฺสนฺติ ตยา สหาติ ฯ
ตตฺถ ภีรูติ มาตุคาโม นาม อปฺปมตฺตเกนาปิ ภายติ เตน ตํ เอวํ อาลปติ ฯ กูเฏติ ปฏิจฺฉนฺนปาเส ฯ อายเสติ โส หิ อนฺโต อุทเก อยกฺขนฺธํ โกฏฺเฏตฺวา ตตฺถ สารทารุยฏฺฐึ พนฺธิตฺวา โอฑฺฑิโต ตสฺมา เอวมาห ฯ ตยา สหาติ เต อสีติสหสฺสา มิคา ตยา สทฺธึ ชีวิสฺสนฺตีติ ฯ
ตโต ปรา ปุริมนเยเนว ติสฺโส คาถา โหนฺติ ฯ
นาหํ โรหน คจฺฉามิ หทยํ เม อวกสฺสติ
น ตํ พนฺธํ ชเหสฺสามิ อิธ เหสฺสามิ ชีวิตํ ฯ
เต หิ นูน มริสฺสนฺติ อนฺธา อปรินายกา
คจฺฉ ตุวํปิ มา กงฺขิ ชีวิสฺสนฺติ ตยา สห ฯ
นาหํ โรหน คจฺฉามิ หทยํ เม อวกสฺสติ
น ตํ พนฺธํ ชหิสฺสามิ อิธ เหสฺสามิ ชีวิตนฺติ ฯ
ตตฺถ เต หิ นูนาติ อิธาปิ มาตาปิตโรว สนฺธายาห ฯ
สาปิ ตเถว ปฏิกฺขิปิตฺวา มหาสตฺตสฺส วามปสฺสํ นิสฺสาย อสฺสาสยมานา อฏฺฐาสิ ฯ ลุทฺโทปิ เต มิเค ปลายนฺเต ทิสฺวา พนฺธรวญฺจ สุตฺวา พนฺโธ ภวิสฺสติ มิคราชาติ ทฬฺหํ กจฺฉํ พนฺธิตฺวา มิคมรณสตฺตึ อาทาย เวเคนาคจฺฉิ ฯ มหาสตฺโต ตํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา นวมํ คาถมาห
อยํ โส ลุทฺทโก เอติ ลุทฺทรูโป สหาวุโธ
โย โน วธิสฺสติ อชฺช อุสุนา สตฺติยามปีติ ฯ
ตตฺถ ลุทฺทรูโปติ ทารุณชาติโก ฯ สตฺติยามปีติ อุสุนา สตฺติยาปิ โน ปริหริตฺวา วธิสฺสติ ตสฺมา ยาว โส นาคจฺฉติ ตาว ปลายถาติ ฯ
ตํ ทิสฺวาปิ จิตฺตมิโค น ปลายิ ฯ สุตฺตนา ปน สกภาเวน สนฺธาเรตุํ อสกฺโกนฺตี มรณภยภีตา โถกํ ปลายิตฺวา อหํ เทฺว ภาติเก ปหาย กหิ ปลายิสฺสามีติ อตฺตโน ชีวิตํ ชหิตฺวา นลาเฏ มจฺจุํ อาทาย ปุนาคนฺตฺวา ภาตุ วามปสฺเส อฏฺฐาสิ ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา ทสมํ คาถมาห
สา มุหุตฺตํ ปลายิตฺวา ภยฏฺฏา ภยตชฺชิตา
สุทุกฺกรํ อกรา ภีรุ มรณายูปนิวตฺตถาติ ฯ
ตตฺถ มรณายูปนิวตฺตถาติ มรณตฺถาย อุปนิวตฺติ ฯ
ลุทฺโทปิ อาคนฺตฺวา เต ตโย ชเน เอกโต ฐิเต ทิสฺวา เมตฺตจิตฺตํ อุปฺปาเทตฺวา เอกกุจฺฉิยํ นิพฺพตฺตภาตโร วิย มญฺญมาโน จินฺเตสิ มิคราชา ตาว ปาเส พนฺโธ อิเม ปน เทฺว ชนา หิโรตฺตปฺปพนฺเธน พนฺธา กึ นุโข อิเม เอตสฺส โหนฺตีติ ฯ อถ นํ ปุจฺฉนฺโต คาถมาห
กินฺนุ เตเม มิคา โหนฺติ มุตฺตา พนฺธํ อุปาสเร
น ตํ จชิตุมิจฺฉนฺติ ชีวิตสฺสาปิ การณาติ ฯ
ตตฺถ กินฺนุ เตเมติ กินฺนุ เต อิเม ฯ อุปาสเรติ อุปาสนฺติ ฯ
อถสฺส โพธิสตฺโต อาจิกฺขิ
ภาตโร โหนฺติ เม ลุทฺท โสทริยา เอกมาตุกา
น มํ จชิตุมิจฺฉนฺติ ชีวิตสฺสาปิ การณาติ ฯ
โส ตสฺส วจนํ สุตฺวา ภิยฺโยโส มตฺตาย มุทุจิตฺโต อโหสิ ฯ จิตฺตมิคราชา ตสฺส มุทุจิตฺตํ ญตฺวา สมฺม ลุทฺทก มา ตฺวํ เอตํ มิคราชานํ มิคมตฺโตเยวาติ มญฺญิตฺถ อยํ หิ มิคราชา อสีติยา มิคสหสฺสานํ ราชา สีลาจารสมฺปนฺโน สพฺพสตฺเตสุ มุทุจิตฺโต มหาปญฺโญ อนฺเธ ชิณฺเณ มาตาปิตโร โปเสสิ สเจ ตฺวํ เอวรูปํ ธมฺมิกมิคํ มาเรสิ เอตํ มาเรนฺโต มาตาปิตโร จ โน มญฺจ ภคินิญฺจ เมติ อมฺเห ปญฺจปิ ชเน มาเรสิเยว มยฺหํ ปน ภาตุ ชีวิตํ เทนฺโต ปญฺจนฺนํปิ โน ชีวิตทายโก อโหสีติ วตฺวา คาถมาห
เต หิ นูน มริสฺสนฺติ อนฺธา อปรินายกา
ปญฺจนฺนํ ชีวิตํ เทหิ ภาตรํ มุญฺจ ลุทฺทกาติ ฯ
โส ตสฺส ธมฺมกถํ สุตฺวา ปสนฺนจิตฺโต มา ภายีติ วตฺวา อนนฺตรํ คาถมาห
โส โว อหํ ปโมกฺขามิ มาตาเปติภรํ มิคํ
นนฺทนฺตุ มาตาปิตโร มุตฺตํ ทิสฺวา มหามิคนฺติ ฯ
ตตฺถ โวติ นิปาตมตฺตํ ฯ ทิสฺวาติ พนฺธนา ปมุตฺตํ ปสฺสิตฺวา ฯ
เอวญฺจ ปน วตฺวา จินฺเตสิ รญฺญา ทินฺนยโส มยฺหํ กึ กริสฺสติ สจาหํ อิมํ มิคราชานํ วธิสฺสามิ อยํ วา เม ปฐวี ภิชฺชิตฺวา วิวรํ ทสฺสติ อสนิ วา เม มตฺถเก ปติสฺสติ วิสชฺชิสฺสามิ นนฺติ ฯ โส มหาสตฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา ยฏฺฐึ ปาเตตฺวา จมฺมโยตฺตํ ฉินฺทิสฺสามีติ มิคราชานํ อาลิงฺคิตฺวา อุทกปริยนฺเต นิปชฺชาเปตฺวา มุทุจิตฺเตน สนิกํ ปาสา โมเจตฺวา นหารุนา นหารุํ มํเสน มํสํ จมฺเมน จมฺมํ สโมธาเนตฺวา อุทเกน โลหิตํ โธวิตฺวา เมตฺตจิตฺเตน ปุนปฺปุนํ ปริมชฺชิ ฯ ตสฺส เมตฺตานุภาเวน มหาสตฺตสฺส ปารมิตานุภาเวน สพฺพานิ นหารุมํสจมฺมานิ สนฺธิยึสุ ฯ ปาโท สุจฺฉนฺนจมฺมโลโม อโหสิ ฯ อสุกสฺมึ ฐาเน พนฺโธ วโณ อโหสีติ น ปญฺญายิตฺถ ฯ มหาสตฺโต สุขปฺปตฺโต อฏฺฐาสิ ฯ ตํ ทิสฺวา จิตฺตมิโค โสมนสฺสชาโต ลุทฺทสฺส อนุโมทนํ กโรนฺโต คาถมาห
เอวํ ลุทฺทก นนฺทสฺสุ สห สพฺเพหิ ญาติภิ
ยถาหมชฺช นนฺทามิ มุตฺตํ ทิสฺวา มหามิคนฺติ ฯ
อถ นํ มหาสตฺโต กินฺนุ โข เอส ลุทฺโท มํ คณฺหนฺโต อตฺตโน กมฺเมน คณฺหิ อุทาหุ อญฺญสฺส อาณตฺติยาติ จินฺเตตฺวา คหิตการณํ ปุจฺฉิ ฯ ลุทฺทปุตฺโต อาห สามิ น มยฺหํ ตุมฺเหหิ กมฺมํ อตฺถิ รญฺโญ ปน อคฺคมเหสี เขมา นาม ตุมฺหากํ ธมฺมกถํ โสตุกามา ตทตฺถาย รญฺโญ อาณตฺติยา ตฺวํ มยา คหิโตติ ฯ สมฺม เอวํ สนฺเต มํ วิสชฺเชนฺโต อติทุกฺกรํ กโรสิ เอหิ มํ เนตฺวา รญฺโญ ทสฺเสหิ เทวิยา ธมฺมํ กเถสฺสามีติ ฯ สามิ ราชาโน นาม กกฺขลา โก ชานาติ กึ ภวิสฺสติ มยฺหํ รญฺญา ทินฺเนน ยเสน กมฺมํ นตฺถิ คจฺฉ ตฺวํ ยถาสุขนฺติ ฯ ปุน มหาสตฺโต อิมินา มํ วิสชฺเชนฺเตน อติทุกฺกรํ กตํ ยสปฏิลาภอุปายมสฺส กริสฺสามีติ จินฺเตตฺวา สมฺม ปิฏฺฐึ ตาว เม หตฺเถน ปริมชฺชาหีติ อาห ฯ โส ปริมชฺชิ ฯ หตฺโถ สุวณฺณวณฺเณหิ โลเมหิ ปริปูริ ฯ สามิ อิเมหิ กึ กโรมีติ ฯ สมฺม อิมานิ หริตฺวา รญฺโญ จ เทวิยา จ ทสฺเสตฺวา อิมานิ ตสฺส สุวณฺณมิคสฺส โลมานีติ วตฺวา มม ฐาเน ฐตฺวา อิมาหิ คาถาหิ เทวิยา ธมฺมํ เทเสหิ สุตฺวาเยว หิสฺสา โทหโล ปฏิปสฺสมฺภิสฺสตีติ ฯ ธมฺมญฺจร มหาราชาติ ทส ราชธมฺมคาถา อุคฺคณฺหาเปตฺวา ปญฺจ สีลานิ ทตฺวา อปฺปมาเทน โอวทิตฺวา อุยฺโยเชสิ ฯ ลุทฺทปุตฺโต มหาสตฺตํ อาจริยฏฺฐาเน ฐเปตฺวา ติกฺขตฺตุํ ปทกฺขิณํ กตฺวา จตูสุ ฐาเนสุ วนฺทิตฺวา โลมานิ ปทุมินิปตฺเตน คเหตฺวา ปกฺกามิ ฯ เตปิ นํ ตโย ชนา โถกํ อนุคนฺตฺวา มุเขน โคจรญฺจ ปานียญฺจ คเหตฺวา มาตาปิตูนํ สนฺติกํ คมึสุ ฯ มาตาปิตโร ตาต โรหน ตฺวํ กิร ปาเส พนฺโธ กถํ มุตฺโตสีติ ปุจฺฉนฺตา คาถมาหํสุ
กถํ ตฺวํ ปโมกฺโข อาสิ อุปนีตสฺมิ ชีวิเต
กถํ ปุตฺต ปโมกฺขสิ กูฏปาสมฺหา ลุทฺทโกติ ฯ
ตตฺถ อุปนีตสฺมินฺติ ตฺวํ ชีวิเต มรณสนฺติกํ อุปนีเต กถํ ปโมกฺโข อาสีติ ฯ
ตํ สุตฺวา โพธิสตฺโต ติสฺโส คาถาโย อภาสิ
ภณํ กณฺณสุขํ วาจํ หทยงฺคํ หทยนิสฺสิตํ
สุภาสิตาหิ วาจาหิ จิตฺตโก มํ อโมจยิ ฯ
ภณํ กณฺณสุขํ วาจํ หทยงฺคํ หทยนิสฺสิตํ
สุภาสิตาหิ วาจาหิ สุตฺตนา มํ อโมจยิ ฯ
สุตฺวา กณฺณสุขํ วาจํ หทยงฺคํ หทยนิสฺสิตํ
สุภาสิตานิ สุตฺวาน ลุทฺทโก มํ อโมจยีติ ฯ
ตตฺถ ภณนฺติ ภณนฺโต ฯ หทยงฺคนฺติ หทยงฺคมํ ฯ ทุติยคาถาย ภณนฺติ ภณมานา ฯ สุตฺวาติ โส อิเมสํ อุภินฺนํ วาจํ สุตฺวา ฯ
อถสฺส มาตาปิตโร อนุโมทนฺตา อาหํสุ
เอวํ อานนฺทิโต โหตุ สห ทาเรหิ ลุทฺทโก
ยถา มยํ จ นนฺทาม ทิสฺวา โรหนมาคตนฺติ ฯ
ลุทฺโทปิ อรญฺญา นิกฺขมิตฺวา ราชกุลํ คนฺตฺวา ราชานํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ ตํ ทิสฺวา ราชา คาถมาห
นนุ ตฺวํ อวจ ลุทฺท มิคจมฺมานิ อาหรึ
อถ เกน นุ วณฺเณน มิคจมฺมานิ นาหรีติ ฯ
ตตฺถ มิคจมฺมานีติ มิคํ วา จมฺมํ วา ฯ อาหรินฺติ อาหริสฺสามีติ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ อมฺโภ ลุทฺทก นนุ ตฺวํ เอวํ อวจ มิคํ อาเนตุํ อสกฺโกนฺโต จมฺมํ อาหริสฺสามิ จมฺมํ อาเนตุํ อสกฺโกนฺโต โลมานีติ โส ตฺวํ เกน การเณน เนว มิคํ น มิคจมฺมํ อาหรีติ ฯ
ตํ สุตฺวา ลุทฺโท คาถมาห
อาคมญฺเญว หตฺถตฺถํ กูฏปาสญฺจ โส มิโค
อพชฺฌิ ตํ มิคราชํ ตญฺจ มุตฺตา อุปาสเร ฯ
ตสฺส เม อหุ สํเวโค อพฺภูโต โลมหํสโน
อิมญฺจาหํ มิคํ หญฺเญ อชฺช หิสฺสามิ ชีวิตนฺติ ฯ
ตตฺถ อาคมนฺติ มหาราช โส มิโค มม หตฺถตฺถํ หตฺถวสญฺเจว มยา โอฑฺฑิตํ กูฏปาสมฺหิ อาคโต ตสฺมึ กูฏปาเส อพชฺฌิ ฯ ตญฺจ มุตฺตา อุปาสเรติ ตญฺจ พนฺธํ อุปาสเร มุตฺตา อพนฺธาว เทฺว มิคา อสฺสาเสนฺตา ตํ นิสฺสาย อฏฺฐํสุ ฯ อพฺภูโตติ ปุพฺเพ อพฺภูตปุพฺโพ ฯ อิมญฺจาหนฺติ อิมํ อหํ ฯ อถ เม สํวิคฺคสฺส เอตทโหสิ สเจ อหํ อิมํ มิคํ หนิสฺสามิ อชฺเชว อิมสฺมึเยว ฐาเน ชีวิตํ ชหิสฺสามีติ ฯ
ตํ สุตฺวา ราชา อาห
กีทิสา เต มิคา ลุทฺท กีทิสา ธมฺมิกา มิคา
กถํวณฺณา กถํสีลา พาฬฺหํ โข เต ปสํสสีติ ฯ อิทํ โส ราชา วิมฺหยวเสน ปุนปฺปุนํ ปุจฺฉติ ฯ ตํ สุตฺวา ลุทฺโท คาถมาห
โอทาตสิงฺคา สุจิพาลา ชาตรูปตจูปมา
ปาทา โลหิตกา เตสํ อญฺชิตกฺขา มโนรมาติ ฯ
ตตฺถ โอทาตสิงฺคาติ รชฏทามสทิสา สิงฺคา ฯ สุจิพาลาติ จามรีพาลสทิเสน สุจินา พาเลน สมนฺนาคตา ฯ โลหิตกาติ รตฺตโลมปวาลสทิสา ฯ ปาทาติ ขุรปริยนฺตา ฯ อญฺชิตกฺขาติ อญฺชิเตหิ วิย วิสุทฺธปญฺจปสาเทหิ อกฺขีหิ สมนฺนาคตา ฯ
อิติ โส กเถนฺโตว มหาสตฺตสฺส สุวณฺณวณฺณานิ โลมานิ รญฺโญ หตฺเถ ฐเปตฺวา เตสํ มิคานํ สรีรวณฺณํ ปกาเสนฺโต คาถมาห
เอทิสา เต มิคา เทว เอทิสา ธมฺมิกา มิคา
มาตาเปติภรา เทว น เต โส อภิหารยุนฺติ ฯ
ตตฺถ มาตาเปติภราติ ชิณฺเณ อนฺเธ มาตาปิตโร โปเสนฺติ เอตาทิสา ธมฺมิกา ฯ น เต โส อภิหารยุนฺติ โส มิคราชา น สกฺกา เกนจิ ตว ปณฺณาการตฺถาย อภิหริตุนฺติ อตฺโถ ฯ อภิหารยินฺติปิ ปาโฐ ฯ โส เต อหํ ตว ปณฺณาการตฺถาย นาภิหารยึ น อาหรินฺติ อตฺโถ ฯ
อิติ โส มหาสตฺตสฺส จิตฺตกมิคสฺส จ สุตฺตนาย จ มิคโปติกาย คุเณ กเถตฺวา มหาราช อหํ เตน มิครญฺญา อตฺตโน โลมานิ ทสฺเสตฺวา มม ฐาเน ฐตฺวา ทสหิ ราชธมฺมจริยาหิ คาถาหิ เทวิยา ธมฺมํ กเถยฺยาสีติ อุคฺคณฺหาปิโต อาณตฺโตติ อาห ฯ
ตํ สุตฺวา ราชา ตํ สตฺตรตนขจิเต ราชปลฺลงฺเก นิสีทาเปตฺวา สยํ เทวิยา สทฺธึ นีจาสเน เอกมนฺตํ นิสีทิตฺวา ตํ อญฺชลึ ปคฺคยฺห ยาจติ ฯ โส ธมฺมํ เทเสนฺโต อาห
ธมฺมญฺจร มหาราช มาตาปิตูสุ ขตฺติย
อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ
ธมฺมญฺจร มหาราช ปุตฺตทาเรสุ ขตฺติย
อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ
ธมฺมญฺจร มหาราช มิตฺตามจฺเจสุ ขตฺติย
อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ
ธมฺมญฺจร มหาราช พาหเนสุ พเลสุ จ
อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ
ธมฺมญฺจร มหาราช คาเมสุ นิคเมสุ จ
อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ
ธมฺมญฺจร มหาราช รฏฺเฐสุ ชนปเทสุ จ
อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ
ธมฺมญฺจร มหาราช สมเณ พฺราหฺมเณสุ จ
อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ
ธมฺมญฺจร มหาราช มิคปกฺขีสุ ขตฺติย
อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ
ธมฺมญฺจร มหาราช ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ
อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ
ธมฺมญฺจร มหาราช อินฺทา เทวา สพฺรหฺมกา
สุจิณฺเณน ทิวํ ปตฺตา มา ธมฺมํ ราช ปมาโท ฯ
ตตฺเถว เต วตฺตปทา เอสาว อนุสาสนี
สปญฺญํ เสวิ กลฺยาณี เอวํ ตฺวํ ติทิวงฺคโตติ ฯ
อิติ เนสาทปุตฺโต มหาสตฺเตน เทสิตนิยาเมเนว อากาสคงฺคํ วิย โอตาเรนฺโต พุทฺธลีลาย ธมฺมํ เทเสสิ ฯ มหาชโน สาธุการสหสฺสานิ ปวตฺเตสิ ฯ ธมฺมกถํ สุตฺวาเยว เทวิยา โทหโล ปฏิปสฺสมฺภิ ฯ ราชา ตุสฺสิตฺวา ลุทฺทปุตฺตํ มหนฺเตน ยเสน สนฺตปฺเปนฺโต ติสฺโส คาถา อภาสิ
ทมฺมิ นิกฺขสตํ ลุทฺท ถูลญฺจ มณิกุณฺฑลํ
จตุรสฺสญฺจ ปลฺลงฺกํ อุมฺมาปุปฺผสิรินฺนิภํ ฯ
เทฺว จ สาทิสิโย ภริยา อุสภญฺจ ควํ สตํ
ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสฺสํ พหุกาโร เมสิ ลุทฺทก ฯ
กสิวณิชฺชา อิณทานํ อุญฺฉาจริยา จ ลุทฺทก
เอเตน ทารํ โปเสหิ มา ปาปํ อกริ ปุนาติ ฯ
ตตฺถ ถูลนฺติ มหคฺฆํ มณิกุณฺฑลปสาธนญฺจ เต ทมฺมิ ฯ จตุรสฺสนฺติ จตุตฺถุสฺสทํ จตุอุสฺสีสกนฺติ อตฺโถ ฯ อุมฺมาปุปฺผสิรินฺนิภนฺติ นีลปจฺจตฺถรณตฺถตตฺตา อุมฺมาปุปฺผสทิสาย สนฺนิภาย โอภาเสน สมนฺนาคตํ กาฬวณฺณทารุสารมยํ วา ฯ สาทิสิโยติ อญฺญมญฺญํ รูเปน จ โภเคน จ สทิสา ฯ อุสภญฺจ ควํ สตนฺติ อุสภํ เชฏฺฐกํ กตฺวา ควํ สตญฺจ เต ทมฺมิ ฯ กาเรสฺสนฺติ ทส ราชธมฺเม อโกเปนฺโต ธมฺเมเนว รชฺชํ กาเรสฺสามีติ ฯ พหุกาโร เมสีติ สุวณฺณวณฺณสฺส มิครญฺโญ ฐาเน ฐตฺวา ธมฺมสฺส เทสิตตฺตา ตฺวํปิ มม พหูปกาโร มิคราเชน วุตฺตนิยาเมเนว เต อหํ ปญฺจสุ สีเลสุ ปติฏฺฐาปิโต ฯ กสิวณิชฺชาติ สมฺม ลุทฺทก อหํ มิคราชํ อทิสฺวา ตสฺส วจนเมว สุตฺวา ปญฺจสุ สีเลสุ ปติฏฺฐิโต ตฺวํปิ ตโต ปฏฺฐาย สีลวา โหหิ ยานิ ตานิ กสิวณิชฺชานิ อิณทานญฺจ กโรหิ ฯ อุญฺฉาจริยาติ อาชีวมุขานิ เอเตน สมฺมาอาชีเวน ตว ปุตฺตทารํ โปเสหิ มา ปุน ปาปํ อกรีติ ฯ
โส รญฺโญ กถํ สุตฺวา น เม ฆราวาเสน อตฺโถ ปพฺพชฺชํ เม อนุชานาถ เทวาติ ฯ ราชานํ อนุชานาเปตฺวา รญฺญา ทินฺนํ ธนํ ปุตฺตทารสฺส ทตฺวา หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อฏฺฐสมาปตฺติโย นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ ราชาปิ มหาสตฺตสฺส โอวาเท ฐตฺวา สคฺคปทํ ปูเรสิ ฯ ตสฺส โอวาโท วสฺสสหสฺสํ ปวตฺตติ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว ปุพฺเพปิ มมตฺถาย อานนฺเทน ชีวิตํ ปริจฺจตฺตเมวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ลุทฺโท ฉนฺโน อโหสิ ราชา สารีปุตฺโต เทวี เขมา ภิกฺขุนี มาตาปิตโร มหาราชกุลานิ อเหสุํ สุตฺตนา อุปฺปลวณฺณา จิตฺตมิโค อานนฺโท อสีติมิคสหสฺสานิ สากิยคณา โรหนมิคราชา ปน อหเมวาติ ฯ
โรหนมิคชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
ปญฺจมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗