ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สัตติคุมพชาดก
ชาดกที่ ๕๐๓ · วิสตินิบาตชาดก

สัตติคุมพชาดก

ว่าด้วยพี่น้องก็ยังต่างใจกัน

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๑๔๒ · บรรทัด ๘๔๖๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสัตติคุมพชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระคทายวิหาร ใกล้ถ้ำมัททกุจฉิทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า มิคลุทฺโท มหาราช ดังนี้.

ความย่อว่า เมื่อพระเทวทัตกลิ้งศิลา สะเก็ดแตกมากระทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็เกิดทุกขเวทนาเป็นกำลัง. ภิกษุทั้งหลายเป็นอันมากมาประชุมกันเพื่อเฝ้าเยี่ยมพระตถาคตเจ้า. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเห็นพุทธบริษัทมาประชุมกันแล้ว มีพระดำรัสว่า ภิกษุทั้งหลายเสนาสนะนี้คับแคบนัก จักมีการประชุมใหญ่ พวกเธอจงนำเราขึ้นคานหามไปที่ถ้ำมัททกุจฉิเถิด. ภิกษุทั้งหลาย พากันกระทำตามพุทธดำรัส. หมอชีวกโกมารภัจ ได้จัดการรักษาพระบาทของพระตถาคตเจ้าให้ผาสุก. ภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมสนทนากันในสำนักของพระศาสดาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตแม้ตนเองก็ลามก แม้บริษัทของเธอก็ลามก พระเทวทัตนั้นเป็นคนลามกมีบริวารลามกอยู่อย่างนี้ พระศาสดาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอประชุมสนทนาอะไรกัน ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในชาตินี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระเทวทัตก็เป็นคนลามก มีบริวารลามกเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล พระราชาพระนามว่า ปัญจาละ เสวยราชสมบัติอยู่ในอุตตรปัญจาลนคร กาลนั้น พระมหาสัตว์บังเกิดเป็นลูกพญานกแขกเต้าตัวหนึ่ง สองตัวพี่น้องอยู่ที่สิมพลีวันใกล้สานุบรรพตแห่งหนึ่ง ในแนวป่า. ก็ในด้านเหนือของภูเขาลูกนั้น มีบ้านโจรเป็นที่อยู่อาศัยของโจร ๕๐๐ ในด้านใต้เป็นอาศรมสถานที่อยู่ของหมู่ฤาษี ๕๐๐ ตน. ในกาลเมื่อสุวโปดกสองพี่น้องนั้นกำลังสอนบิน บังเกิดลมหัวด้วนขึ้น สุวโปดกตัวหนึ่ง ถูกลมพัดไปตกระหว่างอาวุธของพวกโจรในโจรคาม เพราะสุวโปดกตกลงในระหว่างกองอาวุธพวกโจรจับได้จึงตั้งชื่อว่า " สัตติคุมพะ ". ส่วนสุวโปดกตัวหนึ่งลมพัดไปตกในระหว่างกองดอกไม้ ที่เนินทรายใกล้อาศรมพระฤาษี เพราะสุวโปดกนั้นตกลงในระหว่างกองดอกไม้ พระฤาษีทั้งหลายจึงพากันตั้งชื่อนกนั้นว่า " ปุปฺผกะ ".

สัตติคุมพสุวโปดก เจริญเติบโตในระหว่างพวกโจร. บุปผกสุวโปดกเจริญเติบโตในระหว่างพระฤาษีทั้งหลาย อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าปัญจาลราชประดับตกแต่งองค์ด้วยเครื่องสรรพาลังการ เสด็จทรงรถพระที่นั่งอันประเสริฐเสด็จสู่ชายป่าอันเป็นรมณียสถานมีดอกไม้ผลไม้ผลิดอกออกผลงามดี ณ ที่ใกล้พระนคร โดยทรงประสงค์จะล่ามฤค พร้อมด้วยบริวารเป็นจำนวนมากแล้วทรงประกาศว่า มฤคหนีออกได้โดยด้านหน้าที่ของผู้ใด อาชญาจะพึงมีแก่ผู้นั้น แล้วเสด็จลงจากราชรถ ทรงธนูศรประทับยืนซ่อนพระองค์อยู่ในซุ้มที่ราชบุรุษจัดทำถวาย. เมื่อพวกราชบุรุษพากันตีเคาะที่ละเมาะพุ่มไม้ เพื่อที่จะให้มฤคทั้งหลายลุกขึ้น เนื้อทรายตัวหนึ่ง ลุกขึ้น แลดูทางที่จะไป เห็นสถานที่ด้านพระราชาประทับยืนอยู่สงัดเงียบ จึงบ่ายหน้าตรงทิศนั้นเผ่นหนีไป. อำมาตย์ทั้งหลายร้องถามกันว่า มฤคหนีไปทางด้านหน้าที่ของใคร รู้ว่าทางด้านหน้าที่ของพระราชาแล้ว พากันทำการยิ้มเยาะพระราชา. พระเจ้าปัญจาลราชทรงกลั้นการเย้ยหยันของเหล่าอำมาตย์ไม่ได้ ด้วยอัสมิมานะ. เสด็จขึ้นสู่รถพระที่นั่งตรัสสั่งว่า เราจักจับมฤคนั้นให้ได้เดี๋ยวนี้ แล้วตรัสสั่งบังคับนายสารถีว่า จงขับรถไปโดยเร็ว เสด็จไปตามทางที่มฤคหนีไป. ราชบริษัทไม่สามารถจะติดตามรถพระที่นั่งซึ่งกำลังวิ่งไปโดยเร็วได้ พระราชาสองคนกับนายสารถีเสด็จไปจนถึงเวลาเที่ยงวัน ไม่พบเนื้อ จึงเสด็จกลับมา ทอดพระเนตรเห็นลำธารอันเป็นรมณียสถานใกล้โจรคามนั้น แล้วเสด็จลงจากราชรถทรงเสวยแล้วเสด็จขึ้น. ลำดับนั้น นายสารถีจึงเลิกเครื่องปูรถ แต่งให้เป็นที่บรรทมที่ภายใต้ร่มไม้. พระราชาทรงบรรทม ณ ที่นั้น ฝ่ายนายสารถีก็นั่งถวายงานนวดพระบาทยุคลของพระราชาอยู่. พระราชาทรงบรรทมหลับ ๆ ตื่น ๆ ในระยะติด ๆ กัน. ฝ่ายพวกโจรชาวโจรคามเข้าป่าเพื่อถวายอารักขาพระราชากันหมด. ในโคจรคามจึงเหลืออยู่แต่สัตติคุมพสุวโปดก กับบุรุษพ่อครัวชื่อปติโกลุมพะสองคนเท่านั้น. ขณะนั้น สัตติคุมพสุวโปดกบินออกจากบ้านไปเห็นพระราชาจึงคิดว่า เราจักฆ่าพระราชาผู้กำลังหลับนี้เสีย เก็บเอาเครื่องประดับไปเสีย แล้วบินกลับไปยังสำนักของนายปติโกลุมพะ แจ้งเหตุนั้นให้ทราบ.

พระศาสดาเมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๕ คาถาความว่า

พระมหาราชา ผู้เป็นจอมแห่งชนชาวปัญจาลรัฐ เป็นดุจนายพรานเนื้อ เสด็จออกมาสู่ป่าพร้อมด้วยเสนา พลัดจากหมู่เสนาไป. ท้าวเธอได้ทอดพระเนตรเห็นกระท่อม ที่เขาทำ ไว้เป็นที่อาศัย ของโจรทั้งหลายในป่านั้น สุวโปดก ออกจากกระท่อมนั้นไปแล้ว กลับมาพูดแข็งขันกับ พ่อครัวว่า มีบุรุษหนุ่มน้อย มีรถม้าเป็นพาหนะ มี กุณฑลเกลี้ยงเกลาดี มีกรอบหน้าแดง งดงามเหมือน พระอาทิตย์ ส่องแสงสว่างในกลางวัน ฉะนั้น. เมื่อถึงเที่ยงวัน พระราชากำลังบรรทมหลับ พร้อมกับนายสารถี (สุวโปดกป่าวร้องว่า) เอาซิพวก เรา จงรีบไปชิงเอาทรัพย์ทั้งหมดของท้าวเธอเสีย เวลา นี้ก็เงียบสงัดดุจกลางคืน พระราชากำลังบรรทมหลับ พร้อมกับนายสารถี พวกเราจงไปแย่งเอาผ้าและกุณฑลแก้วมณี แล้วฆ่าเสียเอากิ่งไม้กลบไว้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิคลุทฺโท ความว่า พระเจ้าปัญจาลราชมีพระอาการดุจนายพรานเนื้อ เพราะทรงแสวงหาเนื้อเหมือนนายพราน. บทว่าโอคโณ ความว่า ทรงล้าหลัง พลัดไปจากหมู่เสนา. บทว่า ตกฺการานํ กุฏีกตํ ความว่า พระราชานั้นได้ทอดพระเนตรเห็นหมู่บ้าน ซึ่งเขาทำไว้เป็นที่อยู่อาศัยของพวกโจรในป่านั้น. บทว่า ตสฺส ความว่า ออกจากกระท่อมของโจรนั้น. บทว่า ลุทฺทานิ ภาสติ ความว่า นกสุวโปดกกล่าวถ้อยคำหยาบคายกับพ่อครัวชื่อปติโกลุมพะนั้น.

บทว่า สมฺปนฺนวาหโน แปลว่า มีม้าเป็นพาหนะอันสมบูรณ์. บทว่า โลหิตุณฺหีโส ความว่า ถึงพร้อมแล้วด้วยกรอบหน้าอันแดง งดงาม. บทว่า สมฺปติเก ได้แก่ บัดเดี๋ยวนี้ คือบัดนี้ ได้แก่ ในเวลาที่พระอาทิตย์ตั้งอยู่ในท่ามกลาง. บทว่า สหสา ความว่า สุวโปดกกล่าวว่า พวกเรามาช่วยกันทำอาการข่มขู่. แย่งชิงเอาโดยเร็วพลัน.

บทว่า นิสฺสิเวปิ รโหทานิ ความว่า แม้บัดนี้เป็นที่ลับเหมือนค่ำคืน คือ นกสุวโปดกกล่าวคำนี้ว่า ในเวลาค่ำคืน คือในสมัยกึ่งรัตติกาลมนุษย์ทั้งหลายเล่นหัวอยู่ย่อมพากันนอน ย่อมชื่อว่าเป็นที่ลับได้ฉันใด บัดนี้คือในเวลาที่พระอาทิตย์ตั้งอยู่ในท่ามกลางเห็นปานนี้ ย่อมเป็นฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า หนฺตฺวาน ความว่า ครั้นพวกเราปลงพระชนม์พระราชา ถือเอาผ้าผ่อนอาภรณ์พรรณ์แล้ว แต่นั้นจึงฉุดพระบาทท้าวเธอลากมา เอากิ่งไม้ปิดบังหมกไว้ในที่ส่วนข้างหนึ่ง.

สัตติคุมพสุวโปดกนั้น ครั้นบินออกไปโดยเร็วครั้งหนึ่งแล้วก็บินกลับไปยังสำนักของนายปติโกลุมพะ อีกครั้งหนึ่งด้วยประการฉะนี้. พ่อครัวปติโกลุมพะ ได้ฟังถ้อยคำของสุวโปดกนั้นแล้ว จึงออกไปดูรู้ว่าเป็นพระราชาแล้วก็สะดุ้งตกใจกลัวกล่าวคาถา ความว่า

ดูก่อนสุวโปดกสัตติคุมพะ เจ้าเป็นบ้าไปกระมัง จึงได้พูดอย่างนั้น เพราะว่าพระราชาทั้งหลาย ถึงจะ เสด็จมาแต่ไกล ก็ย่อมทรงเดชานุภาพเหมือนดังไฟ สว่างไสว ฉะนั้น.

ลำดับนั้น สุวโปดกได้กล่าวตอบพ่อครัวปติโกลุมพะ โดยวจนประพันธ์คาถา ความว่า

ดูก่อนปติโกลุมพะ ท่านเมาแล้วย่อมเก่งกาจมาก มิใช่หรือ เมื่อมารดาของเราเปลือยกายอยู่ ไยท่านจึง เกลียดการโจรกรรมเล่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อถ ตฺวํ มีความเท่ากับ นนุ ตฺวํ. บทว่า มตฺโต ความว่า เมื่อก่อนท่านได้ดื่มสุราเหลือเดนของพวกโจรเมาแล้วย่อมเก่งกาจคุกคามมากมิใช่หรือ ? สุวโปดกกล่าว. บทว่า ภรรยา หมายเอาภรรยาหัวหน้าโจร. ได้ยินว่า ครั้งนั้นภรรยาหัวหน้าโจรนั้น นุ่งผ้ากรองด้วยกิ่งไม้เที่ยวอยู่. บทว่า วิชิคุจฺฉเส ความว่า เมื่อมารดาของเราเปลือยกายอยู่บัดนี้ไยท่านจึงรังเกียจการโจรกรรม คือไม่อยากทำโจรกรรมเล่า.

พระเจ้าปัญจาลราชทรงตื่นพระบรรทม ได้ทรงสดับคำของสุวโปดกกล่าวกับพ่อครัว โดยภาษามนุษย์ ทรงดำริว่า สถานที่นี้มีภัยเฉพาะหน้าเมื่อจะทรงปลุกนายสารถีให้ลุกขึ้น จึงตรัสพระคาถา ความว่า

ดูก่อนนายสารถี เพื่อนยาก จงลุกขึ้นเทียมรถ เราไม่ชอบใจนก เราจงไปอาศรมอื่นกันเถิด. ฝ่ายนายสารถีก็ลุกขึ้นโดยด่วน เทียมราชรถแล้ว กล่าวคาถา กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ราชรถได้เทียมแล้ว และม้า ราชพาหนะมีกำลัง ก็ได้จัดเทียมแล้ว เชิญพระองค์ เสด็จขึ้นประทับเถิด จะได้เสด็จไปยังอาศรมอื่นพระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พลวาหโน ได้แก่ พาหนะที่มีกำลังคือม้าที่สมบูรณ์ด้วยกำลังมาก.

เมื่อพระเจ้าปัญจาลราชเสด็จขึ้นประทับบนราชรถเท่านั้น ม้าสินธพทั้งคู่ก็วิ่งไปโดยเร็วดังลมพัด. สัตติคุมพสุวโปดก เห็นราชรถกำลังวิ่งไป ถึงความเคียดแค้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า

พวกโจรในอาศรมนี้ พากันไปเสียที่ไหนหมดเล่า พระเจ้าปัญจาลราชนั้นหลุดพ้นไปได้ เพราะพวก โจรเหล่านั้นไม่เห็น ท่านทั้งหลายจงจับเกาทัณฑ์ หอก และโตมร พระเจ้าปัญจาลราชกำลังหนีไป ท่านทั้งหลายอย่าได้ปล่อยให้มีชีวิตอยู่ได้เลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกนุเม เท่ากับ กุหึ นุ อิเม แปลว่าโจรในอาศรมนี้ไปไหนเสียหมดเล่าหนอ. บทว่า อสฺมึ ความว่า ในอาศรมนี้. บทว่า ปริจาริกา ได้แก่ โจรทั้งหลาย. บทว่า อทสฺสนา ความว่าพระเจ้าปัญจาลราชหนีพ้นไปได้ เพราะพวกโจรเหล่านั้นไม่ได้เห็น. บทว่าเอส คจฺฉติ ความว่า พระเจ้าปัญจาลราชหนีรอดเงื้อมมือพวกโจรเหล่านั้นเสด็จไปได้ เพราะไม่เห็น. บทว่า ชีวิตํ ความว่า เมื่อพวกท่านยังมีชีวิตอยู่อย่าได้ปล่อยไปเสีย ทุกคนจงจับอาวุธ วิ่งตามไปจับพระราชาให้ได้.

เมื่อสัตติคุมสุวโปดกนั้น ร้องพลางบินตามพระราชาไปอยู่อย่างนี้พระราชาก็เสด็จถึงอาศรมของฤาษีทั้งหลาย ขณะนั้นหมู่ฤาษีไปแสวงหาผลาผลมีปุปผกสุวโปดกตัวเดียวเท่านั้นอยู่ในอาศรม. มันเห็นพระราชาแล้ว บินออกมารับเสด็จ ได้ทำการปฏิสันถาร.

พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๔คาถา ความว่า

ขณะนั้น ปุปผกสุวโปดก ตัวมีจะงอยปากแดง งาม ยินดีต้อนรับพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราชา พระองค์เสด็จมาดีแล้ว อนึ่ง พระองค์มิได้เสด็จมาร้าย พระองค์ผู้ทรงอิสรภาพ เสด็จมาถึงแล้วโดยลำดับ ของสิ่งใดมีอยู่ในอาศรมนี้ ขอพระองค์ทรงเลือกเสวย ของสิ่งนั้น ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง ผล หมากเม่า อันเป็นผลไม้มีรสหวานเล็กน้อย ขอพระองค์จงเลือกเสวยแต่ที่ดี ๆ ข้าแต่พระมหาราชา น้ำนี้ เย็นนำมาแต่ซอกภูเขา ขอเชิญพระองค์ทรงดื่มถ้าทรง ปรารถนา ฤาษีทั้งหลายในอาศรมนี้ พากันไปป่า เพื่อแสวงหาผลาผล เชิญพระองค์เสด็จลุกขึ้นไปทรง เลือกหยิบเอาเองเถิด เพราะข้าพระองค์ไม่มีมือจะทูล ถวายได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏินนฺทิตฺถ ความว่า พอเห็นพระราชาแล้ว ก็ชื่นชมยินดี. บทว่า โลหิตตุณฺฑโก แปลว่า มีจะงอยปากแดงคือถึงส่วนแห่งความงาม. บทว่า มธุเก ได้แก่ ผลาผลที่มีรสหวาน. บทว่ากาสมาริโย ความว่า ขอพระองค์โปรดเสวยผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง และผลหมากเน่า ซึ่งมีชื่ออย่างนี้ ๆ. บทว่า ตโต ปิว ความว่าโปรดทรงดื่มน้ำ จากโรงน้ำดื่มนั้นเถิด.

บทว่า เย อสฺมึ ปริจาริกา ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระฤาษีเหล่าใดเที่ยวไปอยู่ในอาศรมนี้ พระฤาษีเหล่านั้นไปสู่ป่าเพื่อแสวงหาผลาผล. บทว่า คณฺหวโห ความว่า พระองค์โปรดหยิบเอาผลาผลน้อยใหญ่. บทว่าทาตเว แปลว่า เพื่อจัดถวาย.

พระราชาทรงเลื่อมใสในการปฏิสันถารของปุปผกสุวโปดก เมื่อจะทรงทำการชมเชย จึงตรัสพระคาถา ๒ คาถา ความว่า

นกแขกเต้าตัวนี้ เจริญดีหนอ ประกอบด้วย คุณธรรมอย่างยิ่ง ส่วนนกแขกเต้าตัวโน้น พูดคำ หยาบคายว่า จงจับมัดพระราชานี้ ฆ่าเสียอย่าให้รอด ชีวิตไปได้เลย เมื่อนกแขกเต้าตัวนั้น รำพันเพ้ออยู่ อย่างนี้ เราได้มาถึงอาศรมนี้ โดยสวัสดี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิตโร ได้แก่ นกแขกเต้าในบ้านโจร. บทว่า อิจฺเจวํ ความว่า ส่วนเรา เมื่อนกแขกเต้าตัวนั้นเพ้อรำพันอยู่อย่างนี้มาถึงอาศรมนี้แล้ว โดยสวัสดี.

ปุปผกสุวโปดก ฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า

ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์ทั้งสองเป็น พี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน ได้เจริญเติบโตที่ต้นไม้ เดียวกัน แต่ต่างพลัดกันไปอยู่คนละเขตแดน สัตติคุมพะเจริญอยู่ในสำนักของพวกโจร ส่วนข้าพระองค์ เจริญอยู่ในสำนักของฤาษีในอาศรมนี้ สัตติคุมพะนั้น เข้าอยู่ในสำนักของอสัตบุรุษ ข้าพระองค์อยู่ในสำนัก ของสัตบุรุษ ฉะนั้น ข้าพระองค์ทั้งสองจึงต่างกัน โดยธรรม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภาตโรสฺมา ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า สัตติคุมพะนั้น กับข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองเป็นพี่น้องกัน บทว่า โจรานํ ความว่า สัตติคุมพะนั้น เจริญในสำนักพวกโจร ข้าพระพุทธเจ้าเจริญในสำนักพวกฤาษี. บทว่า อสตํ โส สตํ อหํ ความว่า สัตติคุมพะเข้าอยู่สำนักอสัตบุรุษผู้ทุศีล ข้าพระพุทธเจ้าเข้าอยู่สำนักสัตบุรุษผู้มีศีล. บทว่าเตน ธมฺเมน โน วินา ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า โจรทั้งหลายแนะนำสั่งสอนสัตติคุมพะนั้น ด้วยธรรมของโจร และกิริยาโจร พระฤาษีทั้งหลายแนะนำสั่งสอนข้าพระพุทธเจ้าด้วยธรรมของฤาษี และอาจาระมรรยาทของฤาษี เพราะเหตุนั้น แม้สัตติคุมพะนั้นจึงแตกต่างจากข้าพระพุทธเจ้าโดยโจรธรรมนั้น ส่วนข้าพระพุทธเจ้า ก็แตกต่างจากเขาโดยอิสิธรรม.

บัดนี้ ปุปผกสุวโปดก เมื่อจะจำแนกธรรมนั้น จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า

การฆ่าก็ดี การจองจำก็ดี การหลอกลวงด้วย ของปลอมก็ดี การหลอกลวงด้วยอาการตรง ๆ ก็ดี การปล้นฆ่าชาวบ้านก็ดี การกระทำกรรมอันแสน สาหัสก็ดี มีอยู่ในที่ใด สัตติคุมพะนั้นย่อมศึกษาสิ่ง เหล่านั้นในที่นั้น ข้าแต่พระองค์ผู้ภารตวงศ์ ใน อาศรมของฤาษีนี้มีแต่สัจจธรรม ความไม่เบียดเบียน ความสำรวมและความฝึกอินทรีย์ ข้าพระองค์เป็นผู้ เจริญแล้วบนตักของฤาษีทั้งหลาย ผู้มีปกติให้อาสนะ และน้ำ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิกตี ได้แก่ การหลอกลวงด้วยของปลอม. บทว่า วญฺจนานิ ได้แก่ การหลอกลวงกันตรง ๆ (ซึ่ง ๆ หน้า). บทว่า อาโลปา ได้แก่ การปล้นฆ่าชาวบ้านในเวลากลางวัน. บทว่าสหสาการา ได้แก่ การเข้าไปสู่เรือนแล้วจับเจ้าทรัพย์ ทำให้บอบช้ำแสนสาหัส โดยคุกคามขู่เข็ญด้วยความตาย.

บทว่า สจฺจํ ได้แก่ สภาวธรรม. บทว่า ธมฺโม ได้แก่ สุจริตธรรม. บทว่า อหึสา ได้แก่ ความไม่เบียดเบียน มีเมตตาธรรมเป็นบุรพภาค. บทว่า สํยโม ได้แก่ ความสำรวมระวังในศีล. บทว่า ทโม ได้แก่ การทรมานอินทรีย์.

บทว่า อาสนูทกทายีนํ ความว่า แห่งพระฤาษีทั้งหลายผู้มีปกติให้อาสนะและอุทกวารี แก่ชนทั้งหลายผู้มาถึงเฉพาะหน้า. ปุปผกสุวโปดกเรียกพระราชาว่า " ภารตา ".

บัดนี้ เมื่อปุปผกสุวโปดก จะแสดงธรรมแก่พระราชาสืบไป ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ความว่า

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๑๓๑–๑๔๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

วิสตินิบาตชาดก · ๘๗ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๘๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

สตฺติคุมฺพชาตกํ

มิคลุทฺโท มหาราชาติ อิทํ สตฺถา มทฺทกุจฺฉิสฺมึ มิคทาเย วิหรนฺโต เทวทตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

เทวทตฺเตน หิ สิลาย ปวิทฺธาย ภควโต ปาเท สขลิกาย ฆเฏ พลวเวทนา อุปฺปชฺชึสุ ฯ ตถาคตสฺส ทสฺสนตฺถาย พหู ภิกฺขู สนฺนิปตึสุ ฯ อถ ภควา ปริสํ สนฺนิปติตํ ทิสฺวา ภิกฺขเว อิทํ เสนาสนํ อติสมฺพาธํ สนฺนิปาโต มหา ภวิสฺสติ มญฺจ สิวิกาย มทฺทกุจฺฉิยํ เนถาติ อาห ฯ ภิกฺขู ตถา กรึสุ ฯ ชีวโก ตถาคตสฺส ปาทํ ผาสุกํ อกาสิ ฯ ภิกฺขู สตฺถุ สนฺติเก นิสินฺนาว กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส เทวทตฺโต สยํปิ ปาโป ปริสาปิสฺส ปาปา อิติ โส ปาโป ปาปปริวาโรว วิหรตีติ ฯ สตฺถา กึ กเถถ ภิกฺขเวติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ เทวทตฺโต ปาโปว ปาปปริวาโรเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต อุตฺตรปญฺจาลนคเร ปญฺจาโล นาม ราชา รชฺชํ กเรสิ ฯ ตทา มหาสตฺโต อรญฺญายตเน เอกสฺมึ สานุปพฺพเต สิมฺพลิวเน เอกสฺส สุวรญฺโญ ปุตฺโต หุตฺวา นิพฺพตฺติ เทฺว ภาตโร อเหสุํ ฯ ตสฺส ปน ปพฺพตสฺส อุปริวาเต โจรคามโก อโหสิ ปญฺจนฺนํ โจรสตานํ นิวาโส อโธวาเต อสฺสโม ปญฺจนฺนํ อิสิสตานํ นิวาโส ฯ เตสํ สุวโปตกานํ ปกฺขนิกฺขมนกาเล วาต- มณฺฑลิกา อุทปาทิ ฯ ตาย ปหโต เอโก สุวโปตโก โจรคาเม โจรานํ อาวุธนฺตเร ปติโต ฯ ตสฺส ตตฺถ ปติตตฺตา สตฺติคุมฺโพ- เตฺววสฺส นามํ กรึสุ ฯ เอโก อสฺสเม พาลุกถเล ปุปฺผนฺตเร ปติโต ฯ ตสฺส ตตฺถ ปติตตฺตา ปุปฺผโกเตฺววสฺส นามํ กรึสุ ฯ สตฺติคุมฺโพ โจรานํ อนฺตเร วฑฺฒิโต ฯ ปุปฺผโก อิสีนํ อนฺตเร วฑฺฒิโต ฯ อเถกทิวสํ ราชา สพฺพาลงฺการปฏิมณฺฑิโต รถวรํ อภิรุหิตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน มิควธาย นครโต อวิทูเร สุปุปฺผิต- สุผลิตรมณียํ อุปวนํ คนฺตฺวา ยสฺส ปสฺเสน มิโค ปลาโต ตสฺเสว คีวาติ วตฺวา รถา โอรุยฺห ปฏิจฺฉาเทตฺวา ทินฺเน โกฏฺฐเก ธนุํ อาทาย อฏฺฐาสิ ฯ ปุริเสหิ มิคานํ อุฏฺฐาปนตฺถาย วนคุมฺเพสุ โปถิยมาเนสุ เอโก เอณิมิโค อุฏฺฐาย คมนมคฺคํ โอโลเกนฺโต รญฺญา ฐิตฏฺฐานสฺเสว วิวิตฺตํ ทิสฺวา ตทภิมุโข ปกฺขนฺทิตฺวา ปลายิ ฯ อมจฺจา กสฺส ปสฺเสน มิโค ปลาโตติ ปุจฺฉนฺตา รญฺโญ ปสฺเสนาติ ญตฺวา รญฺญา สทฺธึ เกฬึ กรึสุ ฯ ราชา อสฺมิมาเนน เตสํ เกฬึ อสหนฺโต อิทานิ ตํ มิคํ คณฺหิสฺสามีติ รถํ อภิรุยฺห สีฆํ เปเสหีติ สารถึ อาณาเปตฺวา มิเคน คตมคฺคํ ปฏิปชฺชิ ฯ รถํ เวเคน คจฺฉนฺตํ ปริสา อนุพนฺธิตุํ นาสกฺขึสุ ฯ ราชา สารถิทุติโย ยาว มชฺฌนฺติกา คนฺตฺวา มิคํ อทิสฺวา นิวตฺ- ตนฺโต ตสฺส โจรคามกสฺส สนฺติเก รมณียํ กนฺทรํ ทิสฺวา รถา โอรุยฺห นหาตฺวา จ ปิวิตฺวา จ ปจฺจุตฺตริ ฯ อถสฺส สารถี รถโต อุตฺตรตฺถรณํ โอตาเรตฺวา สยนํปิ รุกฺขจฺฉายาย ปญฺญเปสิ ฯ โส ตตฺถ นิปชฺชิ ฯ สารถีปิ ตสฺส ปาเท สมฺพาหนฺโต นิสีทิ ฯ ราชา อนฺตรนฺตรา นิทฺทายติ เจว ปพุชฺฌติ จ ฯ โจรคามวาสิโน โจราปิ รญฺโญ อารกฺขณตฺถาย อรญฺญเมว ปวิสึสุ ฯ โจรคามเก สตฺติคุมฺโพ เจว ภตฺตรนฺธโก ปติโกลุมฺโพ นาเมโก ปุริโส จาติ เทฺวว โอหิยึสุ ฯ ตสฺมึ ขเณ สตฺติคุมฺโพ คามโต นิกฺขมิตฺวา ราชานํ ทิสฺวา อิมํ นิทฺทายมานํ มาเรตฺวา อาภรณานิ คเหสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ปติโกลุมฺพกสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ตํ การณํ อาโรเจสิ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา ปญฺจ คาถา อภาสิ

มิคลุทฺโท มหาราชา ปญฺจาลานํ รเถสโภ

นิกฺขนฺโต สห เสนาย โอคโณ วนมาคโต ฯ

ตตฺถทฺทสา อรญฺญสฺมึ ตกฺการานํ กุฏีกตํ

ตสฺสา กุฏิยา นิกฺขมฺม สุโว ลุทฺทานิ ภาสติ ฯ

สมฺปนฺนพาหโน โปโส ยุวา สมฺมฏฺฐกุณฺฑลี

โสภติ โลหิตุณฺหีโส ทิวา สุริโยว ภาสติ ฯ

มชฺฌนฺติเก สมฺปติเก สุตฺโต ราชา สสารถิ

หนฺทสฺสาภรณํ สพฺพํ คณฺหาม สหสา มยํ ฯ

นิสฺสิเวปิ รโหทานิ สุตฺโต ราชา สสารถิ

อาทาย วตฺถํ มณิกุณฺฑลญฺจ

หนฺตฺวาน สาขาหิ อวตฺถรามาติ ฯ

ตตฺถ มิคลุทฺโทติ มิคลุทฺโท วิย มิคานํ คเวสนโต มิคลุทฺโทติ วุตฺโต ฯ โอคโณติ คณา โอหีโน ปริหีโน หุตฺวา ฯ ตกฺการานํ กุฏีกตนฺติ โส ราชา ตตฺถ อรญฺเญ โจรานํ วสนตฺถาย กตํ คามกํ อทฺทส ฯ ตสฺสาติ ตโต โจรกุฏิโต ฯ ลุทฺทานิ ภาสตีติ ปติโกลุมฺเพน สทฺธึ ทารุณานิ วจนานิ กเถสิ ฯ สมฺปนฺนพาหโนติ สมฺปนฺนอสฺสพาหโน ฯ โลหิตุณฺหีโสติ รตฺเตน อุณฺหีสปเฏน สมนฺนา- คโต ฯ สมฺปติเกติ สมฺปติ อิทานิ เอวรูเป ฐิตมชฺฌนฺติเก กาเลติ อตฺโถ ฯ สหสาติ สหเสน ปสยฺหาการํ กตฺวา คณฺหามาติ วทติ ฯ นิสฺสิเวปิ รโหทานีติ นิสฺสิเวปิ อิทานิ รโห อิทํ วทติ ยถา นิสฺสิเว อฑฺฒรตฺติกสมเย มนุสฺสา กีฬนฺตา สยนฺติ รโห โหติ อิทานิ เอวรูเป ฐิตมชฺฌนฺติเกปิ กาเล ตเถวาติ ฯ หนฺตฺวา- นาติ ราชานํ มาเรตฺวา วตฺถาภรณานิสฺส คเหตฺวา อถ นํ ปาเท คเหตฺวา กฑฺฒิตฺวา เอกมนฺเต สาขาหิ ปฏิจฺฉาเทมาติ ฯ

อิติ โส เวเคน สกึ นิกฺขมิตฺวา สกึ ปติโกลุมฺพสฺส สนฺติกํ คจฺฉติ ฯ โส ตสฺส วจนํ สุตฺวา นิกฺขมิตฺวา โอโลเกนฺโต ราชภาวํ ญตฺวา ภีโต คาถมาห

กินฺนุ อุมฺมตฺตรูโปว สตฺติคุมฺพ ปภาสสิ

ทุราสทา หิ ราชาโน อคฺคิ ปชฺชลิโต ยถาติ ฯ

อถ นํ สุโว คาถาย อชฺฌภาสิ

อถ ตฺวํ ปติโกลุมฺพ มตฺโต ถูลานิ คชฺชสิ

มาตรา มยฺห นคฺคาย กึ นุ ตฺวํ วิชิคุจฺฉเสติ ฯ

ตตฺถ อถ ตฺวนฺติ นนุ ตฺวํ ฯ มตฺโตติ โจรานํ อุจฺฉิฏฺฐสุรํ ลภิตฺวา ตาย มตฺโต หุตฺวา ปุพฺเพ มหาคชฺชิตานิ ตชฺชสิ ฯ มาตราติ โจรเชฏฺฐกสฺส ภริยํ สนฺธายาห ฯ สา กิร ตทา สาขาภงฺคํ นิวาเสตฺวา จรติ ฯ วิชิคุจฺฉเสติ มม มาตริ นคฺคาย กึ นุ ตฺวํ อิทานิ โจรกมฺมํ ชิคุจฺฉสิ กาตุํ น อิจฺฉสีติ ฯ

ราชา ปพุชฺฌิตฺวา ตสฺส เตน สทฺธึ มนุสฺสภาสาย กเถนฺตสฺส วจนํ สุตฺวา สปฺปฏิภยํ อิทํ ฐานนฺติ สารถึ อุฏฺฐาเปนฺโต คาถมาห

อุฏฺเฐหิ สมฺม ตรมาโน รถํ โยเชหิ สารถิ

สกุโณ เม น รุจฺจติ อญฺญํ คจฺฉาม อสฺสมนฺติ ฯ

โสปิ สีฆํ อุฏฺฐหิตฺวา รถํ โยเชตฺวา คาถมาห

ยุตฺโต รโถ มหาราช ยุตฺโต จ พลวาหโน

อธิติฏฺฐ มหาราช อญฺญํ คจฺฉาม อสฺสมนฺติ ฯ

ตตฺถ พลวาหโนติ พลววาหโน มหาถามอสฺสสมฺปนฺโนติ อตฺโถ ฯ อธิติฏฺฐาติ อภิรุห ฯ

อภิรุฬฺหมตฺเตเยว ตสฺมึ สินฺธวา วาตเวเคน ปกฺขนฺทึสุ ฯ สตฺติคุมฺโพ รถํ คจฺฉนฺตํ ทิสฺวา สมฺภมปฺปตฺโต เทฺว คาถา อภาสิ

โกนุเมว คตา สพฺเพ เย อสฺมึ ปริจารกา

เอส คจฺฉติ ปญฺจาโล มุตฺโต เตสํ อทสฺสนา ฯ

โกทณฺฑกานิ คณฺหถ สตฺติโย โตมรานิ จ

เอส คจฺฉติ ปญฺจาโล มา โว มุญฺจิตฺถ ชีวิตนฺติ ฯ

ตตฺถ โกนุเมติ กุหึ นุ อิเม ฯ อสฺมินฺติ อิมสฺมึ อสฺสเม ฯ ปริจารกาติ โจรา ฯ อทสฺสนาติ เอเตสํ โจรานํ อทสฺสเนน มุตฺโต ฯ เอส คจฺฉตีติ เอเตสํ หตฺถโต มุตฺโต หุตฺวา เอส อทสฺสนํ คจฺฉตีติ อตฺโถ ฯ โกทณฺฑกานีติ ธนู ฯ ชีวิตนฺติ ตุมฺหากํ ชีวนฺตานํ มา มุญฺจิตฺถ อาวุธหตฺถา ธาวิตฺวา คณฺหถ นนฺติ ฯ

เอวํ ตสฺส วิรวิตฺวา อปราปรํ วิธาวนฺตสฺเสว ราชา อิสีนํ อสฺสมํ ปตฺโต ฯ ตสฺมึ ขเณ อิสโย ผลาผลตฺถาย คตา ฯ เอโก ปุปฺผกสุโวว อสฺสมปเท โหติ ฯ โส ราชานํ ทิสฺวา ปจฺจุคฺคมนํ กตฺวา ปฏิสนฺถารมกาสิ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา จตสฺโส คาถา อภาสิ

อถาปโร ปฏินนฺทิตฺถ สุโว โลหิตตุณฺฑโก

สฺวาคตนฺเต มหาราช อโถ เต อทุราคตํ

อิสฺสโรสิ อนุปฺปตฺโต ยํ อิธตฺถิ ปเวทย ฯ

ติณฺฑุกานิ ปิยาลานิ มธุเก กาสมาริโย

ผลานิ ขุทฺทกปฺปานิ ภุญฺช ราช วรํ วรํ ฯ

อิทํปิ ปานิยํ สีตํ อาภตํ คิริคพฺภรา

ตโต ปิว มหาราช สเจ ตฺวํ อภิกงฺขสิ ฯ

อรญฺญํ อุญฺฉาย คตา เย อสฺมึ ปริจารกา

สยํ อุฏฺฐาย คณฺหโวฺห หตฺถา เม นตฺถิ ทาตเวติ ฯ

ตตฺถ ปฏินนฺทิตฺถาติ ราชานํ ทิสฺวาว ตุสฺสิ ฯ โลหิตตุณฺฑโกติ รตฺตตุณฺฑโก โสภคฺคปฺปตฺโต ฯ มธุเกติ มธุกผลานิ ฯ กาสมาริโยติ เอวํนามกานิ ผลานิ การผลานิ วา ฯ ตโต ปิวาติ ตโต ปานียมาฬกโต คเหตฺวา ปานียํ ปิว ฯ เย อสฺมึ ปริจารกาติ มหาราช เย อิมสฺมึ อสฺสเม วิจรณกา อิสโย เต อรญฺญํ อุญฺฉาย คตา ฯ คณฺหโวฺหติ ผลาผลานิ คณฺหถ ฯ ทาตเวติ ทาตุํ ฯ

ราชา ตสฺส ปฏิสนฺถาเร ปสีทิตฺวา ถุตึ กโรนฺโต คาถาทฺวยมาห

ภทฺทโก วตายํ ปกฺขี ทิโช ปรมธมฺมิโก

อเถโส อิตโร ปกฺขี สุโว ลุทฺทานิ ภาสติ ฯ

เอตํ หนถ พนฺธถ มา โว มุญฺจิตฺถ ชีวิตํ

อิจฺเจวํ วิลปนฺตสฺส โสตฺถี ปตฺโตสฺมิ อสฺสมนฺติ ฯ

ตตฺถ อิตโรติ โจรกุฏิยํ สุวโก ฯ อิจฺเจวนฺติ อหํ ปน ตสฺส เอวํ วิลปนฺตสฺส อิมํ อสฺสมํ โสตฺถินา ปตฺโตติ ฯ

รญฺโญ กถํ สุตฺวา ปุปฺผโก เทฺว คาถา อภาสิ

ภาตโรสฺมา มหาราช โสทริยา เอกมาตุกา

เอกรุกฺขสฺมึ สํวฑฺฒา นานาเขตฺตํ คตา อุโภ ฯ

สตฺติคุมฺโพ จ โจรานํ อหญฺจ อิสินํ อิธ

อสตํ โส สตํ อหํ เตน ธมฺเมน โน วินาติ ฯ

ตตฺถ ภาตโรสฺมาติ มหาราช โส จาหญฺจ อุโภ ภาตโร โหม ฯ โจรานนฺติ โส โจรานํ สนฺติเก สํวฑฺโฒ อหํ อิสีนํ สนฺติเก ฯ อสตํ โส สตํ อหนฺติ โส อสาธูนํ ทุสฺสีลานํ สนฺติกํ อุปคโต อหํ สาธูนํ สีลวนฺตานํ เตน ธมฺเมน โน วินาติ มหาราช ตญฺจ สตฺติคุมฺพํ โจรา โจรธมฺเมน เจว โจรกิริยาย จ วิเนสุํ มํ อิสโย อิสิธมฺเมน อิสิสีลาจาเรน ตสฺมา โสปิ เตน โจรธมฺเมน โน วินา โหติ อหํ หิ อิสิธมฺเมน โน วินา โหมีติ ฯ

อิทานิ ตํ ธมฺมํ วิภเชนฺโต คาถาทฺวยมาห

ยตฺถ วโธ จ พนฺโธ จ นิกตี วญฺจนานิ จ

อาโลปา สหสาการา ตานิ โส ตตฺถ สิกฺขติ ฯ

อิธ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ อหึสา สํยโม ทโม

อาสนูทกทายีนํ องฺเก วฑฺโฒสฺมิ ภารตาติ ฯ

ตตฺถ นิกตีติ ปฏิรูปเกน วญฺจนานิ ฯ วญฺจนานีติ อุชุกวญฺจนาเนว ฯ อาโลปาติ ทิวา คามฆาตา ฯ สหสาการาติ เคหํ ปวิสิตฺวา มรเณน ตชฺเชตฺวา สาหสิกกมฺมกรณานิ จ ฯ สจฺจนฺติ สภาโว ฯ ธมฺโมติ สุจริตธมฺโม ฯ อหึสาติ เมตฺตาปุพฺพภาโค ฯ สํยโมติ สีลสํยโม ฯ ทโมติ อินฺทฺริยทมนํ ฯ อาสนูทกทายีนนฺติ อพฺภาคตานํ ชนานํ อาสนญฺจ อุทกทานญฺจ ทานสีลานํ ฯ ภารตาติ ราชานํ อาลปติ ฯ

อิทานิ รญฺโญ ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมา คาถา อภาสิ

ยํ ยํ หิ ราช ภชติ สนฺตํ วา ยทิ วา อสํ

สีลวนฺตํ วิสีลํ วา วสํ ตสฺเสว คจฺฉติ ฯ

ยาทิสํ กุรุเต มิตฺตํ ยาทิสญฺจูปเสวติ

โสปิ ตาทิสโก โหติ สหวาโส หิ ตาทิโส ฯ

เสวมาโน เสวมานํ สมฺผุฏฺโฐ สมฺผุสํ ปรํ

สโร ทุฏฺโฐ กลาปํว อลิตฺตมุปลิมฺปติ ฯ

อุปลิมฺปภยา ธีโร เนว ปาปสขา สิยา

ปูติมจฺฉํ กุสคฺเคน โย นโร อุปนยฺหติ

กุสาปิ ปูตี วายนฺติ เอวํ พาลูปเสวนา ฯ

ตครญฺจ ปลาเสน โย นโร อุปนยฺหติ

ปตฺตาปิ สุรภี วายนฺติ เอวํ ธีรูปเสวนา ฯ

ตสฺมา ปตฺตปูฏสฺเสว ญตฺวา สมฺปากมตฺตโน

อสนฺเตนูปเสเวยฺย สนฺเต เสเวยฺย ปณฺฑิโต

อสนฺโต นิรยํ เนนฺติ สนฺโต ปาเปนฺติ สุคฺคตินฺติ ฯ

ตตฺถ สนฺตํ วา ยทิ วา อสนฺติ สปฺปุริสํ วา อสปฺปุริสํ วา ฯ เสวมาโน เสวมานนฺติ เสวมาโน อาจริโย เสวมานํ อนฺเตวาสิกํ ฯ สมฺผุฏฺโฐติ อนฺเตวาสินา สมฺผุฏฺโฐ อาจริโย ฯ สมฺผุสํ ปรนฺติ ปรํ อาจริยํ ผุสนฺโต อนฺเตวาสี ฯ อลิตฺตนฺติ ตํ อนฺเตวาสิกํ ปาปธมฺเมน อลิตฺตํ โส อาจริโย วิสทุฏฺโฐ สโร เสสํ สรกลาปํ วิย ลิมฺปติ ฯ เอวํ พาลูปเสวนาติ พาลูปเสวี หิ ปูติมจฺฉํ อุปนยฺหนกุสคฺคํ วิย โหติ ปาปกมฺมํ อกโรนฺโตปิ อวณฺณํ อกิตฺตึ ลภติ ฯ ธีรูปเสวนาติ ธีรูปเสวี ปุคฺคโล ตคราทิคนฺธชาติปลิเวฐนปตฺตํ วิย โหติ ปณฺฑิโต ภวิตุํ อสกฺโกนฺโตปิ กลฺยาณมิตฺตเสวีติ คุณกิตฺตึ ลภติ ฯ ปตฺตปูฏสฺเสวาติ ทุคฺคนฺธสุคนฺธปลิเวฐนปณฺณสฺเสว ฯ สมฺปากมตฺตโนติ กลฺยาณมิตฺตสํสคฺควเสน อตฺตโน ปริปากํ ปริปากญาณภาวํ ญตฺวาติ อตฺโถ ฯ ปาเปนฺติ สุคฺคตินฺติ สนฺโต สมฺมาทิฏฺฐิกา อตฺตานํ นิสฺสิเต สตฺเต สคฺคเมว ปาเปนฺตีติ เทสนํ ยถานุสนฺธิเมว ปาเปสิ ฯ

ราชา ตสฺส ธมฺมกถาย ปสีทติ ฯ อิสิคโณปิ อาคโต ฯ ราชา อิสโย วนฺทิตฺวา ภนฺเต มํ อนุกมฺปมานา มม วสนฏฺฐาเน วสถาติ วตฺวา เตสํ ปฏิญฺญํ คเหตฺวา นครํ คนฺตฺวา สุวานํ อภยํ อทาสิ ฯ อิสโยปิ ตตฺถ อคมํสุ ฯ ราชา อิสิคณํ อุยฺยาเน วสาเปนฺโต ยาวชีวํ อุปฏฺฐหิตฺวา สคฺคปูรํ ปูเรสิ ฯ อถสฺส ปุตฺโตปิ ฉตฺตํ อุสฺสาเปตฺวา อิสิคณํ ปฏิชคฺคิเยว ฯ ตสฺมึ กุลปริวตฺเต สตฺต ราชาโน อิสิคณสฺส ทานํ ปวตฺตยึสุ ฯ มหาสตฺโต อรญฺเญเยว วสนฺโต ยถากมฺมํ คโต ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว ปุพฺเพปิ เทวทตฺโต ปาโป ปาปปริวาโรเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา สตฺติคุมฺโพ เทวทตฺโต อโหสิ โจรา เทวทตฺตปริสา ราชา อานนฺโท อิสิคณา พุทฺธปริสา ปุปฺผกสุโว ปน อหเมวาติ ฯ

สตฺติคุมฺพชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

สตฺตมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๐๒. หังสชาดกชาดกถัดไป๕๐๔. ภัลลาติยชาดก