ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. โสมนัสสชาดก
ชาดกที่ ๕๐๕ · วิสตินิบาตชาดก

โสมนัสสชาดก

ว่าด้วยการใคร่ครวญก่อนแล้วทำ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๑๖๔ · บรรทัด ๘๖๑๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากโสมนัสสชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภความที่พระเทวทัตพยายาม เพื่อจะปลงพระชนม์พระองค์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า โก ตํ หืสติ เหเติ ดังนี้.

ก็ในกาลครั้งนั้น พระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในปางก่อนพระเทวทัตนี้ ก็พยายามเพื่อจะฆ่าเราตถาคตเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล มีพระราชาทรงพระนามว่า เรณุราช เสวยราชสมบัติในอุตตรปัญจาลนคร แคว้นกุรุ. ครั้งนั้น พระดาบสชื่อ มหารักขิตะมีดาบส ๕๐๐ เป็นบริวาร อยู่ในหิมวันตประเทศเที่ยวจาริกไป เพื่อจะเสพอาหารรสเค็มและรสเปรี้ยว จนลุถึงอุตตรปัญจาลนคร พักอยู่ในพระราชอุทยานรุ่งขึ้นพร้อมด้วยบริวารเที่ยวไปบิณฑบาตจนถึงราชทวาร. พระเจ้าเรณุราชทรงเห็นหมู่ฤาษี ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถ จึงตรัสสั่งให้นิมนต์มานั่ง ณ ท้องพระโรง มีพื้นกว้างใหญ่อันประดับตกแต่งแล้ว ทรงอังคาสด้วยอาหารอันประณีต แล้วตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย อยู่จำพรรษาที่อุทยานของข้าพเจ้าตลอดฤดูฝนนี้เถิด แล้วเสด็จไปพระราชอุทยานพร้อมด้วยดาบสเหล่านั้น ตรัสสั่งให้สร้างที่อยู่พระราชทานบรรพชิตบริขารทรงนมัสการแล้วเสด็จกลับพระราชวัง. นับแต่นั้นมา ดาบสเหล่านั้นแม้ทั้งหมดก็รับพระราชทานฉัน ในพระราชนิเวศน์เป็นประจำ. ก็พระราชามิได้มีพระโอรส จึงทรงปรารถนาจะได้พระโอรส. ราชโอรสก็หาได้มาอุบัติสมพระราชประสงค์ไม่ ล่วงกาลฤดูฝน ๓ เดือนแล้ว ท่านมหารักขิตดาบส จึงเข้าไปถวายพระพรลาพระราชาว่า บัดนี้ ที่ป่าหิมพานต์เป็นรมณียสถาน พวกอาตมาภาพจะไปอยู่ที่ป่าหิมพานต์นั้นตามเดิม อันพระราชาทรงกระทำการสักการะบูชาแล้ว จึงออกจากพระราชอุทยานไป ในเวลาเที่ยงวัน ได้แวะออกจากทางเสียในระหว่างมรรคา พาบริวารนั่งอยู่ที่เนินหญ้าแพรกอ่อน ๆณ ภายใต้ต้นไม้มีร่มเงาอันเยือกเย็นต้นหนึ่ง.

ดาบสเหล่านั้นนั่งประชุมสนทนากันว่า ในพระราชวังหามีพระราชโอรสที่จะสืบราชตระกูลไม่ ถ้าพระราชาจะพึงได้พระราชโอรส ก็จะเป็นการดีทีเดียวจะได้สืบราชสกุลสืบไป. ท่านมหารักขิตดาบส ได้ยินถ้อยคำของดาบสเหล่านั้นแล้ว จึงใคร่ครวญดูว่า พระราชาจักมีพระโอรสหรือไม่หนอ ทราบว่าจักมี จึงพูดขึ้นว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านอย่าคิดวิตกไปเลย วันนี้เวลาใกล้รุ่ง เทพบุตรหนึ่งองค์จักจุติลงมา ถือปฏิสนธิในครรภ์แห่งอัครมเหสีของพระราชา ชฎิลโกงผู้หนึ่งได้ยินดังนั้น จึงคิดว่า เราจักเป็นราชกุลุปกะ (พระดาบสประจำราชสำนัก) เสียแต่บัดนี้ จึงในเวลาที่พวกดาบสออกเดินทางไป แกล้งลวงว่าเป็นไข้แล้วนอนเสีย ถูกพวกดาบสอื่น ๆ เตือนว่า ลุกขึ้นเถิดพวกเราจักไปกันละ. ก็ตอบว่า เราไม่สามารถจะไปได้. ท่านมหารักขิตดาบสรู้เหตุที่ดาบสนั้นแกล้งนอน จึงกล่าวว่า ท่านสามารถจะไปได้เมื่อใด จงตามมาเมื่อนั้นเถิด ดังนี้แล้ว พาหมู่ฤาษีเดินทางไปยังหิมวันตประเทศทีเดียว. ฝ่ายดาบสโกง จึงรีบย้อนกลับมาโดยเร็ว ยืนอยู่ที่ราชทวาร สั่งให้ราชบุรุษกราบทูลพระราชาว่า ดาบสอุปัฏฐากของท่านมหารักขิตดาบสมาเฝ้า ครั้นพระราชาตรัสสั่งให้รีบนิมนต์เข้าไปเฝ้า จึงขึ้นสู่ปราสาท นั่งบนอาสนะที่เขาปูไว้แล้ว. พระราชาทรงนมัสการพระดาบสแล้ว ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ตรัสถามถึงสุขภาพอนามัยของพระฤาษีทั้งหลาย แล้วตรัสว่า พระคุณเจ้ารีบด่วนกลับมาทั้งนี้ด้วยเหตุอันใดหรือ ? ดาบสโกงถวายพระพรว่า ขอถวายพระพรถูกต้องทีเดียว หมู่ฤาษีนั่งพักกันอยู่ตามสบาย ต่างสนทนาปราศรัยกันว่า ถ้าหากว่าพระโอรสผู้สืบสันตติวงศ์ของพระราชาจะพึงเสด็จอุบัติขึ้นไซร้ ข้อนั้นจะเป็นความดีฉะนั้นแล้ว อาตมาภาพฟังคำสนทนานั้นแล้ว ตรวจดูด้วยทิพยจักษุว่ามหาบพิตรจักมีพระราชโอรสหรือไม่หนอ เห็นว่า เทพบุตรผู้มีมหิทธิฤทธิ์จักจุติมาบังเกิดในพระครรภ์ แห่งพระนางสุธรรมาอัครมเหสี จึงคิดว่า ผู้ที่ไม่รู้ ก็จะพึงทำลายพระครรภ์ให้พินาศเสีย จำเราต้องแจ้งแก่มหาบพิตรทั้งสองจึงได้รีบมาเพื่อต้องการถวายพระพรให้ทรงทราบ บัดนี้ อาตมาภาพก็ได้ถวายพระพรให้พระองค์ทรงทราบแล้ว ขอถวายพระพรลาไป. พระเจ้าเรณุราชทรงโสมนัสยินดี มีพระหฤทัยเลื่อมใส ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระคุณเจ้ายังไปไม่ได้ ดังนี้แล้ว นำดาบสโกงไปสู่พระราชอุทยานี้ จัดแจงสถานที่อยู่พระราชทาน. จำเดิมแต่นั้นมา ดาบสโกงนั้น ก็พำนักอาศัยขบฉัน ในราชตระกูล จนได้มีนามว่า ทิพพจักษุดาบส (ดาบสผู้มีตาทิพย์) ทีเดียว.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์จุติจากดาวดึงส์พิภพ ถือปฏิสนธิในพระครรภ์แห่งพระนางสุธรรมาราชเทวี ในพระนครนั้น. ในวันขนานพระนามพระราชกุมารนั้น พระราชมารดาบิดา จึงขนานพระนามว่า โสมนัสสกุมาร. พระราชโอรสทรงเจริญพระชนมพรรษาด้วยกุมารบริหารโดยลำดับ ฝ่ายดาบสโกงจัดแจงปลูกผักอันเกื้อกูลแก่สูปะ และวัลลิผล คือผลไม้เครือเถา มีประการต่าง ๆ ด้านริมพระราชอุทยานแห่งหนึ่ง แล้วจำหน่ายขายแก่ชาวร้านตลาดรวบรวมทรัพย์ไว้. ในกาลเมื่อพระโพธิสัตว์ มีพระชันษาได้ ๗ ปี ประเทศชายแดนราชอาณาเขตกำเริบจลาจล. พระเจ้าเรณุราชตรัสสั่งว่า เจ้าอย่าประมาทท่านทิพพจักษุดาบส ทรงให้พระราชกุมารรับคำแล้วเสด็จไป ด้วยหวังว่า เราจักจัดการให้ปัจจันตชนบทสงบราบคาบ. ครั้นวันหนึ่ง พระราชกุมารคิดว่า เราจักไปเยี่ยมเยียนท่านชฎิล จึงเสด็จสู่พระราชอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นชฎิลโกงนุ่งผ้ากาสาวะหยักรั้งผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง สองมือถือน้ำข้างละหม้อ กำลังรดน้ำไร่ผักอยู่ ก็ทรงทราบว่า ชฎิลผู้นี้เป็นชฎิลโกง ไม่บำเพ็ญสมณธรรมของตน มัวปลูกผักทำสวนครัวเสีย จึงทรงทักทายให้ชฎิลโกงนั้นได้อายว่าดูก่อนคฤหบดีพ่อค้าผัก ท่านกำลังทำอะไรอยู่ ? แล้วมิได้ทรงกราบไหว้เสด็จออกกลับไปยังพระนคร. ชฎิลโกงคิดว่า บัดนี้ พระราชกุมารนี้ เป็นศัตรูเราเสียแล้ว ใครรู้เข้า ความเสื่อมเสียอะไร ๆ จักมี ควรที่เราจะกำจัดพระราชกุมารนั้น เสียแต่บัดนี้ทีเดียว ในเวลาใกล้ที่พระราชาจะเสด็จมา จึงโยนแผ่นหินไปรวมไว้ ณ ส่วนหนึ่ง ทุบต่อยหม้อน้ำให้แตก ทั้งเกลี่ยหญ้าทิ้งเรี่ยราดไว้บนบรรณศาลา เอาน้ำมันทาตัว เข้าไปยังบรรณศาลา นอนคลุมโปงอยู่บนเตียง ทำประหนึ่งว่าถึงความทุกข์ร้อนอย่างใหญ่หลวง. พระราชาครั้นเสด็จมาแล้ว ทรงกระทำประทักษิณพระนคร ยังไม่เสด็จเข้าพระราชนิเวศน์ทรงดำริว่า เราจักเยี่ยมเยียนท่านทิพพจักษุดาบสผู้เป็นเจ้าแห่งเราก่อน แล้วเสด็จไปถึงประตูบรรณศาลา ทอดพระเนตรเห็นอาการอันวิปริตเช่นนั้น ทรงพระดำริว่า นี้เรื่องอะไรหนอ จึงเสด็จเข้าไปทอดพระเนตรเห็นชฎิลโกงนั้นนอนอยู่ ทรงลูบคลำเท้าทั้งสองของชฎิลโกง ตรัสพระคาถาที่ ๑ ความว่า

ใครมาตี มาด่าท่านหรือ ทำไมท่านจึงเสียใจ น้อยใจ เศร้าโศกอยู่ วันนี้มารดาบิดาของท่าน มา ร้องไห้รบกวน ประการใด หรือว่าวันนี้ ใครมารังแก ท่าน ให้ต้องนอนเหนือแผ่นดิน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หึสติ แปลว่า ทุบตี. บทว่า เหเติแปลว่า ด่าว่า. บทว่า กวชฺช เสตุ ความว่า หรือว่าวันนี้ มีใครมาเบียดเบียนรังแก ให้ท่านต้องนอนเหนือแผ่นดิน.

ชฎิลโกงได้ยินพระดำรัสนั้น จึงทอดถอนหายใจลุกขึ้นกล่าวคาถาที่ ๒ความว่า

ขอถวายพระพรพระจอมภูมิบาล อาตมาภาพ ดีใจมากที่ได้เห็นมหาบพิตร อาตมาภาพเข้ามาอาศัย มหาบพิตร มิได้เบียดเบียนใคร ขอถวายพระพร อาตมาภาพถูกพระราชโอรสของมหาบพิตรเบียดเบียน.

เบื้องหน้าแต่นี้ไป พึงทราบคาถาประพันธ์ ที่พระคันถรจนาจารย์ประพันธ์ไว้ง่าย ๆ ตามนัยวาระพระบาลีความว่า

(พระราชาทรงพระพิโรธ ตรัสว่า) เหวยเหล่า นายทวารบาล พนักงานตำรวจดาบ และนายเพชฌฆาต ทั้งหลาย พวกเจ้าจงไปตามหน้าที่ของตน ๆ จงไป ยังภายในพระราชฐาน ฆ่าเจ้าโสมนัสสกุมารเสีย แล้ว ตัดเอาศีรษะมา. ทูตทั้งหลายที่พระราชาส่งไป ได้กราบทูลพระกุมารว่า ข้าแต่พระขัตติโยรส พระองค์เป็นผู้ที่พระ อิสราธิบดี ราชบิดาทรงตัดขาดแล้ว พระองค์ต้องโทษ ถึงประหารชีวิต พระเจ้าข้า. พระราชโอรส ทรงพระกันแสงอยู่ ทรงประคอง อัญชลี ยกพระหัตถ์ทั้งสิบนิ้วขึ้นอ้อนว่า ตัวเราอยาก จะขอเฝ้าพระราชบิดา ผู้เป็นจอมประชาราษฎร์ ขอ ท่านทั้งหลายจงนำเราผู้ยังมีชีวิตไปเฝ้าพระราชบิดาเถิด. ทูตทั้งหลายได้ฟังพระดำรัส ของพระราชกุมาร แล้ว ได้พาพระราชโอรสเข้าเฝ้าพระราชา ฝ่ายพระราชโอรส ครั้นเห็นพระราชบิดา จึงกราบทูลไปแต่ ไกลว่า ข้าแต่พระราชบิดา ผู้เป็นจอมประการาษฎร์ พวกนายประตู พนักงานตำรวจดาบ และเพชฌฆาต ทั้งหลาย พากันมาเพื่อจะฆ่าข้าพระพุทธเจ้าเสีย ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทูลถาม ขอได้ทรงพระกรุณา โปรดตรัสบอกเนื้อความนั้น แก่ข้าพระพุทธเจ้า วันนี้ ข้าพระพุทธเจ้ามีความผิดในเรื่องนี้ เป็นประการใด หรือ พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหึสโก ความว่า ข้าพระองค์ไม่เบียดเบียนใคร ๆ เป็นผู้เพรียบพร้อมด้วยศีลและอาจาระ. บทว่า เรณุมนุปวิสฺส ความว่า ขอถวายพระพร พระองค์เรณุมหาราช อาตมาภาพเข้ามาอยู่อาศัย. บทว่า เหยิโตสฺมิ ความว่า อาตมาถูกโอรสของพระองค์ พาพวกบริวารเป็นอันมาก เข้ามากล่าวหมิ่นประมาทว่า เฮ้ยเจ้าดาบสโกง เพราะเหตุไร เจ้าจึงมาอยู่ในที่นี้ ดังนี้แล้ว งัดแผ่นหินโยนทิ้ง ซ้ำทุบต่อยหม้อน้ำแล้วมิหนำ ชกต่อยถีบเตะเบียดเบียนอาตมาภาพอีกด้วย. ดาบสนั้นกล่าวคำเท็จแต่งให้เป็นเหมือนจริง ทูลให้พระราชาหลงเชื่อ ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า อายนฺตุ ความว่า พระเจ้าเรณุราช ทรงกริ้วพระราชกุมารว่านับแต่กาลที่ได้ปฏิบัติผิดในพระผู้เป็นเจ้าของเราแล้ว โสมนัสสกุมารนั้น จักละอายแม้ในตัวเราก็หามิได้ เมื่อจะตรัสสั่งบังคับให้สำเร็จโทษพระราชกุมารเสียจึงตรัสอย่างนี้. บทว่า กสาวิยา ความว่า พระเจ้าเรณุราช ตรัสสั่งว่าเหวย ! เหล่าชาวเพชฌฆาตทุกหมู่เหล่าผู้มีขวานอยู่ในมือ จงมาโดยวิธีการของตน ๆ. บทว่า วรํ ความว่า จงตัดศีรษะอันประเสริฐ คือ อวัยวะเบื้องสูงนำมาให้เรา. บทว่า ราชิโน ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทูตทั้งหลายที่พระราชาทรงส่งไปจากราชสำนัก พากันรีบไปล้อมจับพระราชกุมาร ซึ่งพระราชมารดาทรงประดับตกแต่งแล้ว ให้ประทับเหนือพระเพลาของพระองค์แล้วพากันกราบทูลความนั้น บทว่า อิสฺสเรน หมายถึง พระราชา. บทว่า วิติณฺโณสิ ความว่า พระองค์เป็นผู้อันพระราชาตัดขาดแล้ว.

บทว่า ส ราชปุตฺโต ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชโอรสทรงสดับถ้อยคำของทูตเหล่านั้นแล้ว สะดุ้งตกพระทัยกลัวต่อมรณภัย ผลุดลุกจากพระเพลาของพระมารดา. บทว่า ปฏิทสฺสเยถ ความว่า ท่านทั้งหลายจงนำเราเข้าเฝ้า. บทว่า ตสฺส ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทูตเหล่านั้น ฟังพระดำรัสนั้นของพระกุมารแล้ว จึงงดการประหารชีวิตไว้ และเอาเชือกมัดพระกุมารจูงไปเฝ้าพระราชา เหมือนดังคนจูงโคฉะนั้น ก็เมื่อพวกเพชฌฆาต กำลังนำพระกุมารไป พระนางสุธรรมาราชเทวี พร้อมด้วยนางนักสนม แวดล้อมด้วยหมู่ทาสี อีกทั้งชาวพระนครทั้งหลาย ต่างพูดกันว่า พวกเราจักไม่ยอมให้สำเร็จโทษพระกุมารผู้หาความผิดมิได้แล้วได้ตามไป พร้อมกับพระกุมารนั้น.

บทว่า อาคจฺฉุํ ความว่า พวกเพชฌฆาตมายังสำนักของข้าพระพุทธเจ้าเพื่อจะลงพระราชอาญา. บทว่า หนฺตุํ มมํ ความว่า เพื่อจะฆ่าข้าพระพุทธเจ้าเสีย. บทว่า โกนีธ ความว่า พระกุมารทูลถามว่า พระราชบิดาตรัสสั่งให้ประหารชีวิตข้าพระพุทธเจ้าด้วยประการใด อะไรหนอเป็นความผิดของข้าพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้. พระเจ้าเรณุราชตวาดว่า ภวัคคพรหมยังต่ำนัก โทษของเจ้าใหญ่โตมาก เมื่อจะตรัสบอกโทษผิดของพระราชกุมาร จึงตรัสพระคาถาความว่า

ทิพพจักษุดาบสผู้ไม่ประมาท ทำกิจรดน้ำบำเรอ ไฟ ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้าทุกเมื่อ เหตุไรเจ้าจึงเรียกทิพพจักษุดาบสผู้สำรวมอินทรีย์ เป็นพรหมจารีเช่นนั้นว่า " พราหมณ์ คฤหบดี "

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทกํ สชาติ ความว่า ทำการลงสู่น้ำ. บทว่า ตํ ตาทิสํ ความว่า พระเจ้าเรณุราชตรัสว่า เพราะเหตุไร เจ้าจึงร้องเรียกทิพพจักษุดาบสผู้เป็นเจ้าของเราเห็นปานนั้น ด้วยวาทะว่า " คฤหบดี " เล่า.

ลำดับนั้น พระกุมารกราบทูลว่า ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเรียกคฤหบดีแท้ ๆ ด้วยวาทะว่า คฤหบดี ดังนี้ จะมีโทษผิดอะไรหรือ ดังนี้แล้วตรัสคาถาความว่า

ขอเดชะ กุลุปกดาบสผู้นี้มีของเก็บไว้หลายอย่าง คือผลสมอพิเภก เผือกมัน และผลไม้ทั้งหลาย กุลุปกดาบสผู้นี้เป็นผู้ไม่ประมาทเก็บรักษาสิ่งของเหล่านั้น ไว้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงเรียกดาบสนั้นว่า " คฤหบดี ".

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มูลา ได้แก่ พืชทั้งหลายมีพืชที่เกิดจากรากเป็นต้น. บทว่า ผลา ได้แก่ วัลลิผลาผลนานาชนิด. บทว่า เต รกฺขติ โคปยตปฺปมตฺโต ความว่า กุลุปกดาบสของเสด็จพ่อนี้ ทำการปลูกผักนั่งเฝ้าอยู่ ไม่ประมาท ทำรั้วล้อมคุ้มครองดูแล ด้วยเหตุนั้นแหละ กุลุปกดาบสนั้น จึงจัดว่าเป็นพราหมณ์คฤหบดีของเสด็จพ่อ. บทว่า อิติ นํ อหมฺปิ คหปติ ความว่า ที่ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลมา หากเสด็จพ่อไม่ทรงเชื่อโปรดตรัสสั่งให้ถามชาวร้านขายผัก ที่พระราชทวารทั้ง ๔ ทิศดูเถิด.

พระราชาจึงตรัสสั่งให้ราชบุรุษไปเรียกชาวร้านขายผักมาซักถาม ชาวร้านขายผักทั้งหลายก็พากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เป็นความจริงพระพุทธเจ้าข้าพวกข้าพระพุทธเจ้าซื้อผักและผลไม้จากมือของท่านดาบสรูปนี้จริง. พระราชกุมารโสมนัสส์ ตรัสสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิสูจน์สิ่งของดู ทำให้เห็นประจักษ์ราชบุรุษของพระกุมารเข้าไปยังบรรณศาลาของดาบสนั้น แล้วค้นนำเอาห่อกหาปณมาสกที่ได้จากการขายผัก มาถวายยืนยัน แด่พระราชา. พระราชาทรงทราบว่า พระมหาสัตว์ไม่มีความผิด จึงตรัสพระคาถา ความว่า

ดูก่อนเจ้าโสมนัสสกุมาร เรื่องนี้เจ้าพูดได้จริง ดาบสผูนี้ มีของเก็บไว้หลายอย่าง ดาบสผู้นี้เป็นผู้ไม่ ประมาท เก็บรักษาสิ่งของเหล่านั้นไว้ เพราะฉะนั้น ดาบสผู้นี้จึงชื่อว่า พราหมณ์ คฤหบดี.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ ทรงพระดำริว่า การที่เราเข้าป่าหิมพานต์แล้วบวชเสีย ดีกว่าอยู่ในสำนักของพระราชาผู้โง่เขลาเห็นปานนี้ แล้วแถลงโทษของพระราชาให้แจ้งชัด ในท่ามกลางบริษัทนั่นเอง แล้วกราบทูลลาว่าข้าพระพุทธเจ้าจักทูลลาออกไปบรรพชาเสียวันนี้ทีเดียว. พระโพธิสัตว์ทำสักการะแก่บริษัทแล้ว ตรัสพระคาถาความว่า

บริษัททั้งหลาย ทั้งชาวนิคม และชาวชนบท ที่มาประชุมกันถ้วนทุกคน ขอจงฟังข้าพเจ้า พระราชาผู้เป็นจอมประชาราษฎร์นี้ เป็นพาลได้ฟังคำชฎิล โกงแล้วตรัสสั่งให้ฆ่าเราเสียโดยหาเหตุมิได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาลายํ พาลสฺส ความว่า พระราชานี้เป็นพาลด้วยพระองค์เอง ทรงฟังถ้อยคำของชฎิลโกงผู้เป็นพาลโง่เขลาแล้วตรัสสั่งให้ฆ่าข้าพเจ้าโดยหาเหตุมิได้.

ก็แลพระโพธิสัตว์เจ้า ตรัสดังนี้แล้ว ถวายบังคมพระราชบิดาให้ทรงอนุญาตให้พระองค์ทรงบรรพชาแล้ว ตรัสพระคาถานอกนี้ความว่า

เมื่อรากยังเจริญงอกงามแผ่ไพศาลอยู่ ไม้ไผ่ที่ แตกเป็นกอใหญ่แล้ว ก็แสนยากที่จะถอนให้หมดสิ้น ไปได้ ข้าแต่พระราชบิดาผู้เป็นจอมประการาษฎร์ เกล้ากระหม่อมฉันขอถวายบังคมพระยุคบาท ขอ พระราชทานพระบรมราชานุญาต กระหม่อมฉันจักขอ ออกบวช พระเจ้าข้า.

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๑๖๘–๑๘๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

วิสตินิบาตชาดก · ๑๔๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

โสมนสฺสชาตกํ

โก ตํ หึสติ เหเฐตีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เทวทตฺตสฺส วธาย ปริสกฺกนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตทา หิ สตฺถา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพเปส มม วธาย ปริสกฺกติเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต กุรุรฏฺเฐ อุตฺตรปญฺจาลนคเร เรณุราชา นาม รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตทา มหารกฺขิโต นาม ตาปโส ปญฺจสตตาปสปริวาโร หิมวนฺเต วสิตฺวา โลณมฺพิลเสวนตฺถาย จาริกญฺจรมาโน อุตฺตรปญฺจาลนครํ ปตฺวา ราชุยฺยาเน วสิตฺวา สปริโส ปิณฺฑาย จรนฺโต ราชทฺวารํ สมฺปาปุณิ ฯ ราชา อิสิคณํ ทิสฺวา อิริยาปเถ ปสนฺโน อลงฺกตมหาตเล นิสีทาเปตฺวา ปณีเตน อาหาเรน ปริวิสิตฺวา ภนฺเต อิทํ วสฺสารตฺตํ มม อุยฺยาเนเยว วสถาติ วตฺวา เตหิ สทฺธึ อุยฺยานํ คนฺตฺวา วสนฏฺฐานานิ กาเรตฺวา ปพฺพชิตปริกฺขาเร ทตฺวา วนฺทิตฺวา นิกฺขมิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย สพฺเพปิ เต ราชนิเวสเน ภุญฺชนฺติ ฯ ราชา ปน อปุตฺตโก ปุตฺเต ปตฺเถติ ฯ ปุตฺตา นุปฺปชฺชนฺติ ฯ วสฺสารตฺตจฺจเยน มหารกฺขิโต อิทานิ หิมวนฺโต รมณีโย ตตฺเถว คมิสฺสามาติ ราชานํ อาปุจฺฉิตฺวา รญฺญา กตสกฺการสมฺมาโน นิกฺขมิตฺวา อนฺตรามคฺเค มชฺฌนฺติกสมเย มคฺคา โอกฺกมฺม เอกสฺส สณฺฑจฺฉายสฺส รุกฺขสฺส เหฏฺฐา ตรุณทพฺพติณปิฏฺเฐ สปริโส นิสีทิ ฯ เต ตาปสา กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ ราชเคเห วํสานุรกฺขิโต ปุตฺโต นตฺถิ สาธุ วตสฺส สเจ ราชา ปุตฺตํ ลเภยฺย ปเวณิ ฆฏิเยวาติ ฯ มหารกฺขิโต เตสํ กถํ สุตฺวา ภวิสฺสติ นุโข รญฺโญ ปุตฺโต อุทาหุ โนติ อุปธาเรนฺโต ภวิสฺสตีติ ญตฺวา เอวมาห โภนฺโต มา จินฺตยิตฺถ อชฺช ปจฺจูสกาเล เอโก เทวปุตฺโต จวิตฺวา รญฺโญ อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ ปฏิสนฺธึ คณฺหิสฺสตีติ ฯ ตํ สุตฺวา เอโก กูฏชฏิโล อิทานิ ราชกุลูปโก ภวิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ตาปสานํ คมนกาเล คิลานาลยํ กตฺวา นิปชฺชิตฺวา เอหิ คจฺฉามาติ วุตฺโต น สกฺโกมีติ อาห ฯ มหารกฺขิโต ตสฺส นิปนฺนการณํ ญตฺวา ยทา สกฺโกสิ ตทา อาคจฺเฉยฺยาสีติ อิสิคณํ อาทาย หิมวนฺตเมว คโต ฯ กุหโกปิ นิวตฺเตตฺวา เวเคนาคนฺตฺวา ราชทฺวาเร ฐตฺวา มหารกฺขิตสฺส อุปฏฺฐากตาปโส อาคโตติ รญฺโญ อาโรจาเปตฺวา รญฺญา เวเคน ปกฺโกสาปิโต ปาสาทํ อภิรุยฺห ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิ ฯ ราชา กุหกํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺโน อิสีนํ อาโรคฺยํ ปุจฺฉิตฺวา ภนฺเต อติขิปฺปํ นิวตฺตถ เกนตฺเถน อาคตตฺถาติ อาห ฯ อาม มหาราช อิสิคโณ สุขนิสินฺโน สาธุ วตสฺส สเจ รญฺโญ ปเวณิปาลโก ปุตฺโต อุปฺปชฺเชยฺยาติ กถํ สมุฏฺฐาเปสิ อหํ ตํ กถํ สุตฺวา ภวิสฺสติ นุโข รญฺโญ ปุตฺโต โนติ ทิพฺพจกฺขุนา โอโลเกนฺโต มหิทฺธิกเทวปุตฺโต จวิตฺวา อคฺคมเหสิยา สุธมฺมาย กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติสฺสตีติ ทิสฺวา อชานนฺตา คพฺภํ นาเสยฺยุํ อาจิกฺขิสฺสามิ เนสนฺติ ตุมฺหากํ กถนตฺถาย อาคโต กถิตนฺเต มยา คจฺฉามหํ มหาราชาติ ฯ ราชา ภนฺเต น สกฺกา คนฺตุนฺติ หฏฺฐตุฏฺโฐ ปสนฺนจิตฺโต กุหกตาปสํ อุยฺยานํ เนตฺวา วสนฏฺฐานํ สํวิทหิตฺวา อทาสิ ฯ โส ตโต ปฏฺฐาย ราชกุเล ภุญฺชมาโน วสติ ฯ ทิพฺพจกฺขุโกเตวฺวสฺส นามํ อโหสิ ฯ

ตทา โพธิสตฺโต ตาวตึสภวนโต จวิตฺวา ตตฺถ ปฏิสนฺธึ คณฺหิ ฯ ตสฺส นามคหณทิวเส โสมนสฺสกุมาโรเตวฺว นามํ กรึสุ ฯ โส กุมารปริหาเรน วฑฺฒติ ฯ กุหกตาปโสปิ อุยฺยานสฺส เอกสฺมึ ปสฺเส นานปฺปการํ สูเปยฺยสากญฺจ วลฺลิผลานิ จ โรเปตฺวา ปณฺณิกานํ หตฺเถ วิกฺกีณนฺโต ธนํ สณฺฐเปสิ ฯ โพธิสตฺตสฺส สตฺตวสฺสิกกาเล รญฺโญ ปจฺจนฺโต กุปฺปิ ฯ โส ทิพฺพจกฺขุตาปสํ มา ปมชฺชาติ ตํ กุมารํ ปฏิจฺฉาเปตฺวา ปจฺจนฺตํ วูปสเมสฺสามีติ คโต ฯ อเถกทิวสํ กุมาโร ชฏิลํ ปสฺสิสฺสามีติ อุยฺยานํ คนฺตฺวา กูฏชฏิลํ เอกํ คณฺฐิกกาสาวํ นิวาเสตฺวา เอกํ ปารุปิตฺวา อุโภหิ หตฺเถหิ เทฺว อุทกฆเฏ คเหตฺวา สากวตฺถุสฺมึ อุทกํ อาสิญฺจนฺตํ ทิสฺวา อยํ กูฏชฏิโล อตฺตโน สมณธมฺมํ อกตฺวา ปณฺณิกกมฺมํ กโรตีติ ญตฺวา กึ กโรสิ ปณฺณิก คหปตีติ ตํ ลชฺชาเปตฺวา อวนฺทิตฺวาว นิกฺขมิตฺวา นครํ คโต ฯ กูฏชฏิโล อยํ อิทาเนว เอวรูโป ปจฺจามิตฺโต โก ชานาติ กึ ภวิสฺสติ อิทาเนว นํ นาเสตุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตตฺวา รญฺโญ อาคมนกาเล ปาสาณผลกํ เอกมนฺตํ ขิปิตฺวา ปานียฆฏํ ภินฺทิตฺวา ปณฺณสาลาย ติณานิ วิกิริตฺวา สรีรํ เตเลน มกฺเขตฺวา ปณฺณสาลํ ปวิสิตฺวา สสีสํ ปารุเปตฺวา มหาทุกฺขปฺปตฺโต วิย มญฺเจ นิปชฺชิ ฯ ราชา อาคนฺตฺวา นครํ ปทกฺขิณํ กตฺวา นิเวสนํ อปวิสิตฺวา มม สามิกํ ทิพฺพจกฺขุํ ปสฺสิสฺสามีติ ปณฺณสาลทฺวารํ คนฺตฺวา ตํ วิปฺปการํ ทิสฺวา กินฺนุ โข เอตนฺติ อนฺโต ปวิสิตฺวา ตํ นิปนฺนกํ ทิสฺวา ปาเท ปริมชฺชนฺโต ปฐมํ คาถมาห

โก ตํ หึสติ เหเฐติ

กึ ทุมฺมโน โสจสิ อปฺปตีโต

กสฺสชฺช มาตาปิตโร รุทนฺตุ

กฺวชฺช เสตุ นิหโต ปฐพฺยาติ ฯ

ตตฺถ หึสตีติ ปหรติ ฯ เหเฐตีติ อกฺโกสติ ฯ กฺวชฺช เสตูติ โก อชฺช สยตุ ฯ

ตํ สุตฺวา กูฏชฏิโล นิตฺถุนนฺโต อุฏฺฐาย ทุติยํ คาถมาห

ตุฏฺโฐสฺมิ เทว ตว ทสฺสเนน

จิรสฺสํ ปสฺสามิ ตํ ภูมิปาล

อหึสโก เรณุมนุปวิสฺส

ปุตฺเตน เต เหฐยิโตสฺมิ เทวาติ ฯ

อิโต ปรํ อุตฺตานสมฺพนฺธคาถา ปาลินเยเนว เวทิตพฺพา ฯ

อายนฺตุ โทวาริกา ขคฺคหตฺถา

กาสาวิยา ยนฺตุ อนฺเตปุรนฺตํ

หนฺตฺวาน โสมนสฺสํ กุมารํ

เฉตฺวาน สีสํ วรมาหรนฺตุ ฯ

เปสิตา ราชิโน ทูตา กุมารํ เอตทพฺรวุํ

อิสฺสเรน วิติณฺโณสิ วธํ ปตฺโตสิ ขตฺติย ฯ

ส ราชปุตฺโต ปริเทวยนฺโต

ทสงฺคุลึ อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา

อหํปิ อิจฺฉามิ ชนินฺท ทฏฺฐุํ

ชีวํ มํ เนตฺวา ปฏิทสฺสเยถ ฯ

ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา รญฺโญ ปุตฺตํ อทสฺสยุํ

ปุตฺโต จ ปิตรํ ทิสฺวา ทูรโตวชฺฌภาสถ ฯ

อาคจฺฉุํ โทวาริกา ขคฺคพนฺธา

กาสาวิยา หนฺตุํ มมํ ชนินฺท

อกฺขาหิ เม ปุจฺฉิโต เอตมตฺถํ

อปราโธ โกนีธ มมชฺช อตฺถีติ ฯ

ตตฺถ อหึสโกติ อหํ กสฺสจิ อหึสโก สีลาจารสมฺปนฺโน ฯ เรณุมนุปวิสฺสาติ มหาราช เรณุ ปวิสิตฺวา ฯ เหฐยิโตสฺมีติ ตว ปุตฺเตน มหาปริวาเรน อนุปวิสิตฺวา อเร กูฏตาปส กสฺมา ตฺวํ อิธ วสสีติ วตฺวา ปาสาณผลกํ ขิปิตฺวา ฆฏํ ภินฺทิตฺวา หตฺเถหิ จ ปาเทหิ จ โกฏฺเฏนฺเตน วิเหฐิโตสฺมีติ ฯ เอวํ โส อภูตเมว ภูตํ วิย กตฺวา ราชานํ สทฺทหาเปสิ ฯ อายนฺตูติ คจฺฉนฺตุ มม สามิมฺหิ วิปฏิปนฺนกาลโต ปฏฺฐาย มยิปิ โส น ลชฺชิสฺสตีติ กุชฺฌิตฺวา ตสฺส วธํ อาณาเปนฺโต เอวมาห ฯ กาสาวิยาติ โจรฆาฏกา เตปิ ผรสุหตฺถา อตฺตโน วิธาเนน คจฺฉนฺตูติ ฯ วรนฺติ วรํ สีสํ อุตฺตมํ สีสํ ฉินฺทิตฺวา อาหรนฺตุ ฯ ราชิโนติ ภิกฺขเว รญฺโญ สนฺติกา ทูตา รญฺญา เปสิตา เวเคนาคนฺตฺวา มาตรา อลงฺกริตฺวา อตฺตโน องฺเก นิสีทาปิตํ กุมารํ ปริวาเรตฺวา เอตทโวจุํ ฯ อิสฺสเรนาติ รญฺญา ฯ วิติณฺโณสีติ ปริจฺจตฺโตสิ ฯ ส ราชปุตฺโตติ ภิกฺขเว เตสํ วจนํ สุตฺวา มรณภยตชฺชิโต มาตุองฺกโต อุฏฺฐาย โส ราชปุตฺโต ฯ ปฏิทสฺสเยถาติ ทสฺเสถ ฯ ตสฺสาติ ภิกฺขเว เต ทูตา ตสฺส กุมารสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา มาเรตุํ อวิสหนฺตา โคณํ วิย นํ รชฺชุยา จ ปริกฑฺฒนฺตา เนตฺวา รญฺโญ อทสฺสยุํ ฯ กุมาเร ปน นียมาเน ทาสีคณปริวุตา สทฺธึ โอโรเธหิ สุธมฺมาปิ เทวี นาคราปิ มยํ นิรปราธํ กุมารํ มาเรตุํ น ทสฺสามาติ เตน สทฺธึเยว อคมํสุ ฯ อาคจฺฉุนฺติ ตุมฺหากํ อาณาย มม สนฺติกํ อาคมึสุ ฯ หนฺตุํ มมนฺติ มํ มาเรตุํ ฯ โกนีธาติ โก นุ อิธ มม อปราโธ เยน มํ ตฺวํ มาเรสีติ ปุจฺฉิ ฯ

ราชา ภวคฺคํ อตินีจํ ตว โทโสว อติมหาติ ตสฺส โทสํ กเถนฺโต คาถมาห

สายญฺจ ปาโต อุทกํ สชาติ

อคฺคินา ปริจาริตปฺปมตฺโต

ตํ ตาทิสํ สํยตํ พฺรหฺมจารึ

ตสฺมา ตุวํ พฺรูสิ คหปตีติ ฯ

ตตฺถ อุทกํ สชาตีติ อุทโกโรหนกมฺมํ กโรติ ฯ ตํ ตาทิสนฺติ ตํ ตถารูปํ มม สามิกํ ทิพฺพจกฺขุกตาปสํ กสฺมา ตฺวํ คหปติวาเทน สมุทาจรสีติ วทติ ฯ

ตโต กุมาโร เทว มยฺหํ คหปติญฺเญว คหปตีติ วทนฺตสฺส โก โทโสติ วตฺวา คาถมาห

ตาลา จ มูลา จ ผลา จ เทว

ปริคฺคหา วิวิธา สนฺติมสฺส

เต รกฺขติ โคปยตปฺปมตฺโต

พฺราหฺมโณ คหปติ เตน โหตีติ ฯ

ตตฺถ มูลาติ มูลกาทิมูลา ฯ ผลาติ นานาวิธานิ วลฺลิผลานิ ฯ เต รกฺขติ โคปยตปฺปมตฺโตติ เต เอส ตว กุลูปกตาปโส ปณฺณิกกมฺมํ กโรนฺโต นิสีทิตฺวา รกฺขติ วตึ กตฺวา โคปยติ อปฺปมตฺโต เตน การเณน โส ตว พฺราหฺมโณ คหปติ นาม โหติ ฯ

อิติ นํ อหมฺปิ คหปตีติ กเถมิ สเจ น สทฺทหสิ จตูสุ ทฺวาเรสุ ปณฺณิเก ปุจฺฉาเปหีติ ฯ ราชา ปุจฺฉาเปสิ ฯ เต อาม มยํ อิมสฺส หตฺถโต ปณฺณญฺจ ผลานิ จ กีณามาติ อาหํสุ ฯ วตฺถุํปิ อุปธาราเปตฺวา ปจฺจกฺขมกาสิ ฯ ปณฺณสาลํ จสฺส ปวิสิตฺวา กุมารสฺส ปุริโส ปณฺณวิกฺกยลทฺธกหาปณมาสกภณฺฑิกํ นีหริตฺวา รญฺโญ ทสฺเสสิ ฯ ราชา มหาสตฺตสฺส นิทฺโทสภาวํ ญตฺวา คาถมาห

สจฺจํ โข เอตํ วทสิ กุมาร

ปริคฺคหา วิวิธา สนฺติมสฺส

เต รกฺขติ โคปยตปฺปมตฺโต

พฺราหฺมโณ คหปติ เตน โหตีติ ฯ

ตโต มหาสตฺโต จินฺเตสิ เอวรูปสฺส พาลรญฺโญ สนฺติเก วาสโต หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา ปพฺพชิตุํ วรนฺติ ปริสมชฺเฌเยวสฺส โทสํ อาวิกตฺวา อาปุจฺฉิตฺวา อชฺเชว นิกฺขมิตฺวา ปพฺพชิสฺสามีติ ฯ โส ปริสาย สกฺการํ กตฺวา คาถมาห

สุณนฺตุ มยฺหํ ปริสา สมาคตา

สเนคมา ชานปทา จ สพฺเพ

พาลายํ พาลสฺส วโจ นิสมฺม

อเหตุนา ฆาฏยเต มํ ชนินฺโทติ ฯ

ตตฺถ พาลายํ พาลสฺสาติ อยํ ราชา สยํ พาโล อิมสฺส พาลสฺส กูฏชฏิลสฺส วจนํ สุตฺวา อเหตุนา มมํ ฆาฏยเตติ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา ปิตรํ วนฺทิตฺวา อตฺตานํ ปพฺพชฺชาย อนุชานาเปตฺวา อิตรํ คาถมาห

ทฬฺหสฺมึ มูเล วิสเต วิรุฬฺเห

ทุนฺนิกฺขโย เวฬุ ปสาขชาโต

วนฺทามิ ปาทานิ ตว ชนินฺท

อนุชานาถ มํ ปพฺพชิสฺสามิ เทวาติ ฯ

ตตฺถ วิสเตติ วิสาเล มหนฺเต ชาเต ฯ ทุนฺนิกฺขโยติ ทุนฺนิกฺกฑฺฒิโย ฯ

ตโต ปรา รญฺโญ จ ปุตฺตสฺส จ วจนปฏิวจนคาถา โหนฺติ

ภุญฺชสฺสุ โภเค วิปุเล กุมาร

สพฺพญฺจ เต อิสฺสริยํ ททามิ

อชฺเชว ตฺวํ กุรูนํ โหติ ราชา

มา ปพฺพชิ ปพฺพชฺชา หิ ทุกฺขา ฯ

กินฺนูธ เทว ตวมตฺถิ โภคา

ปุพฺเพ อหํ เทวโลเก รมิสฺสํ

รูเปหิ สทฺเทหิ อโถ รเสหิ

คนฺเธหิ ผสฺเสหิ มโนรเมหิ ฯ

ภุตฺตา จ เม โภคา ติทิวสฺมึ เทว

ปริวาริโต อจฺฉราสํ คเณน

ตุวญฺจ พาลํ ปรเนยฺยํ วิทิตฺวา

น ตาทิเส ราชกุเล วเสยฺยํ ฯ

สจาหํ พาโล ปรเนยฺโยหมสฺมิ

เอกาปราธํ ขม ปุตฺต มยฺหํ

ปุนปิ เจ เอทิสกํ ภเวยฺย

ยถามตึ โสมนสฺส กโรหีติ ฯ

ตตฺถ ทุกฺขาติ ตาต ปพฺพชฺชา นาม ปรปฏิพทฺธชีวิกตฺตา ทุกฺขา มา ปพฺพชิ ราชา โหหีติ นํ ยาจิ ฯ กินฺนูธ เทวาติ กินฺนุ เทว เย ตว โภคา เตสุ กึ นาม ภุญฺชิตพฺพมตฺถิ ฯ ปริวาริโตติ ปริจาริโต ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ ตสฺส กิร ชาติสฺสรญฺญาณํ อุปฺปชฺชิ ตสฺมา เอวมาห ฯ ปรเนยฺยนฺติ อนฺธํ วิย ยฏฺฐิยา ปเรน เนตพฺพํ ฯ ตาทิเสติ ตาทิสสฺส รญฺโญ สนฺติเก ปณฺฑิเตน น วสิตพฺพํ มยา อตฺตโน ญาณพเลน อชฺช ชีวิตํ ลทฺธํ นาหํ ตฺวํ สนฺติเก วสิสฺสามีติ ญาเปตุํ เอวมาห ฯ ยถามตินฺติ สเจ ปุน มยฺหํ เอวรูโป โทโส โหติ อถ ตฺวํ ยถาอชฺฌาสยํ กโรหีติ ปุตฺตํ ขมาเปสิ ฯ

มหาสตฺโต ราชานํ โอวทนฺโต อฏฺฐ คาถา อาห

อนิสมฺม กตํ กมฺมํ อนวตฺถาย จินฺติตํ

เภสชฺชสฺเสว เวภงฺโค วิปาโก โหติ ปาปโก ฯ

นิสมฺม จ กตํ กมฺมํ สมฺมาวตฺถาย จินฺติตํ

เภสชฺชสฺเสว สมฺปตฺติ วิปาโก โหติ ภทฺรโก ฯ

อลโส คีหิ กามโภคี น สาธุ

อสญฺญโต ปพฺพชิโต น สาธุ

ราชา น สาธุ อนิสมฺมการี

โย ปณฺฑิโต โกธโน ตํ น สาธุ ฯ

นิสมฺม ขตฺติโย กยิรา นานิสมฺม ทิสมฺปติ

นิสมฺมการิโน รญฺโญ ยโสกิตฺตีภิวฑฺฒติ ฯ

นิสมฺม ทณฺฑํ ปณเยยฺย อิสฺสโร

เวคา กตํ ตปเต ภูมิปาล

สมฺมาปณิธี จ นรสฺส อตฺถา

อนานุตปฺปา เต ภวนฺติ ปจฺฉา ฯ

อนานุตปฺปานิ หิ เย กโรนฺติ

วิภชฺช กมฺมายตนานิ โลเก

วิญฺญูปสตฺถานิ สุขุทฺรยานิ

ภวนฺติ พุทฺธานุมตานิ ตานิ ฯ

อคจฺฉุํ โทวาริกา ขคฺคพนฺธา

กาสาวิยา หนฺตุํ มมํ ชนินฺท

มาตุ จ องฺกสฺมึ อหํ นิสินฺโน

อากฑฺฒิโต สหสา เตหิ เทว ฯ

กฏุกํ หิ สมฺพาธํ สุกิจฺฉปตฺโต

มธุรํ ปิยํ ชีวิตํ ลทฺธํ ราช

กิจฺเฉนาหํ อชฺช วธาย มุตฺโต

ปพฺพชฺชเมวาภิมโนหมสฺมีติ ฯ

ตตฺถ อนิสมฺมาติ อโนโลเกตฺวา อนุปธาเรตฺวา ฯ อนวตฺถาย จินฺติตนฺติ อววตฺถเปตฺวา อตุเลตฺวา อตีเรตฺวา จินฺติตํ ฯ วิปาโก โหติ ปาปโกติ ตสฺส หิ ยถา นาม เภสชฺชสฺส เวภงฺโค วิปตฺติ เอวเมว วิปาโก โหติ ปาปโก ฯ อสญฺญโตติ กายาทีหิ อสญฺญโต ทุสฺสีโล ฯ ตํ น สาธูติ ตํ ตสฺเสว โกธนํ น สาธุ ฯ นานิสมฺมาติ อนิสาเมตฺวา กิญฺจิ กมฺมํ น กเรยฺย ฯ ปณเยยฺยาติ ปฏฺฐเปยฺย ปวตฺเตยฺย ฯ เวคาติ เวเคน สหสา ฯ สมฺมาปณิธี จาติ สมฺมาปณิธิตา โยนิโส ฐปิเตน จิตฺเตน กตา นรสฺส อตฺถา ปจฺฉา อนานุตปฺปา ภวนฺตีติ อตฺโถ ฯ วิภชฺชาติ อิมานิ กาตุํ ยุตฺตานิ อิมานิ อยุตฺตานีติ เอวํ ปญฺญาย วิภชิตฺวา ฯ กมฺมายตนานีติ กมฺมานิ ฯ พุทฺธานุมตานีติ ปณฺฑิเตหิ อนุมตานิ อนวชฺชานิ โหนฺติ ฯ กฏกนฺติ เทว กฏกํ สมฺพาธํ สุกิจฺฉํ มรณโต ภยํ ปตฺโตมฺหิ ฯ ลทฺธาติ อตฺตโน ญาณพเลน ลภิตฺวา ฯ ปพฺพชฺชเมวาภิมโนหมสฺมีติ ปพฺพชฺชาภิมุขจิตฺโตเยว อสฺมิ ฯ

เอวํ มหาสตฺเตน ธมฺเม เทสิเต ราชา เทวึ อามนฺเตตฺวา คาถมาห

ปุตฺโต ตวายํ ตรุโณ สุธมฺเม

อนุกมฺปโก โสมนสฺโส กุมาโร

ตํ ยาจมาโน น ลภามิ สฺวชฺช

อรหสิ นํ ยาจิตเว ตุวํปีติ ฯ

ตตฺถ ยาจิตเวติ ยาจิตุํ ฯ

สา ปพฺพชฺชายเมว อุยฺโยเชนฺตี คาถมาห

รมสฺสุ ภิกฺขาจริยาย ปุตฺต

นิสมฺม ธมฺเมสุ ปริปพฺพชสฺสุ

สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ

อนินฺทิโต พฺรหฺมมุเปติ ฐานนฺติ ฯ

ตตฺถ นิสมฺมาติ ปพฺพชนฺโตว นิสาเมตฺวา มิจฺฉาทิฏฺฐิกานํ ปพฺพชฺชํ ปหาย สมฺมาทิฏฺฐิยุตฺตํ นิยฺยานิกํ ปพฺพชฺชํ ปพฺพช ฯ

อถ ราชา คาถมาห

อจฺฉริยรูปํ วต ยาทิสญฺจ

ทุกฺขิตํ มํ ทุกฺขาปยเส สุธมฺเม

ยาจสฺสุ ปุตฺตํ อิติ วุจฺจมานา

ภิยฺโยว อุสฺสาหยเส กุมารนฺติ ฯ

ตตฺถ ยาทิสญฺจาติ ยาทิสํ อิทํ ตฺวํ วเทสิ ตํ อจฺฉริยรูปํ วต ฯ ทุกฺขิตนฺติ ปกติยาปิ มํ ทุกฺขิตํ ภิยฺโย ทุกฺขาปยสิ ฯ

ปุน เทวี คาถมาห

เย วิปฺปมุตฺตา อนวชฺชโภชิโน

ปรินิพฺพุตา โลกมิมํ จรนฺติ

ตมริยมคฺคํ ปฏิปชฺชมานํ

น อุสฺสเห วารยิตุํ กุมารนฺติ ฯ

ตตฺถ วิปฺปมุตฺตาติ ราคาทีหิ วิปฺปมุตฺตา ฯ ปรินิพฺพุตาติ กิเลสปริพฺพาเนน นิพฺพุตา ฯ ตมริยมคฺคนฺติ ตํ เตสํ พุทฺธาทีนํ อริยานํ สนฺตกํ มคฺคํ ปฏิปชฺชมานํ มม ปุตฺตํ นิวาเรตุํ น อุสฺสหามิ เทวาติ ฯ

ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา ราชา โอสานคาถมาห

อทฺธา หเว เสวิตพฺพา สปญฺญา

พหุสฺสุตา เย พหฺฐานจินฺติโน

เยสายํ สุตฺวาน สุภาสิตานิ

อปฺโปสฺสุกา วีตโสกา สุธมฺมาติ ฯ

ตตฺถ พหุฐานจินฺติโนติ พหุการณจินฺติโน ฯ เยสายนฺติ เยสํ อยํ ฯ โสมนสฺสกุมารสฺเสว หิ สา สุภาสิตํ สุตฺวา อปฺโปสฺสุกา ชาตา ราชาปิ ตเทว สนฺธายาห ฯ

มหาสตฺโต มาตาปิตโร วนฺทิตฺวา สเจ มยฺหํ โทโส อตฺถิ ขมถาติ มหาชนสฺส อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา หิมวนฺตาภิมุโข คนฺตฺวา มนุสฺเสสุ นิวตฺเตสุ มนุสฺสวณฺเณนาคนฺตฺวา เทวตาหิ สตฺต ปพฺพตราชิโย อติกฺกมิตฺวา หิมวนฺตํ นีโต วิสฺสกมฺเมน นิมฺมิตาย ปณฺณสาลาย อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิ ฯ ตตฺถ ยาว โสฬสวสฺสกาลา ราชกุเล ปริจาริกเวเสน เทวตาเยว อุปฏฺฐหึสุ ฯ กูฏชฏิลมฺปิ มหาชโน โปเถตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปสิ ฯ มหาสตฺโต ฌานาภิญฺญา นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว ปุพฺเพเปส มยฺหํ วธาย ปริสกฺกติเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา กุหโก เทวทตฺโต อโหสิ มาตา สิริมหามายา มหารกฺขิโต สารีปุตฺโต โสมนสฺสกุมาโร ปน อหเมวาติ ฯ

โสมนสฺสชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

นวมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๐๔. ภัลลาติยชาดกชาดกถัดไป๕๐๖. จัมเปยยชาดก