โสมนัสสชาดก
ว่าด้วยการใคร่ครวญก่อนแล้วทำ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๑๖๔ · บรรทัด ๘๖๑๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสเต ความว่า (ไม้ไผ่) แตกเป็นกอลำใหญ่. บทว่า ทุนฺนิกฺขโย ความว่า ยากที่จะถอนให้หมดสิ้น.
ต่อแต่นี้ไป เป็นคาถาประพันธ์ โต้ตอบระหว่างพระราชากับพระราชโอรส.
(พระราชาตรัสว่า) โสมนัสสกุมารเอ๋ย เจ้าจง เสวยสมบัติอันไพบูลย์เถิด อนึ่ง บิดาจะมอบอิสริยยศ ทั้งหมดให้แก่เจ้า เจ้าจงเป็นพระราชาของชาวกุรุรัฐ เสียในวันนี้ทีเดียวเถิด อย่าบวชเลย เพราะการบวช เป็นทุกข์. (พระโพธิสัตว์ทูลว่า) ขอเดชะ บรรดาโภคสมบัติของพระองค์ ซึ่งมีอยู่ในราชธานีนี้ สิ่งไรเล่าที่ ข้าพระพุทธเจ้าควรบริโภคมีอยู่หรือ เมื่อชาติก่อน ข้าพระพุทธเจ้าเคยรื่นรมย์ อยู่ในเทวโลกด้วยรูป เสียง กลิ่น รส และผัสสะทั้งหลายที่น่ารื่นรมย์ใจ ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า เคยบริโภคสมบัติมาแล้วในไตรทิพย์ เคยมีหมู่นางอัปสรแวดล้อมมาแล้ว ข้าพระพุทธเจ้า มารู้ว่า พระองค์เป็นพาล อันคนอื่นต้องนำไป แล้ว จะอยู่ในราชสกุลเช่นนั้น ไม่ได้เลย. (พระราชาตรัสว่า) ดูก่อนพ่อโสมนัสส์ ถ้าหากว่า บิดาเป็นพาล ต้องอาศัยผู้อื่นจูงไปไซร้ เจ้าจงอดโทษ ให้แก่บิดาสักครั้งหนึ่งเถิด ถ้าแม้ว่าโทษเช่นนี้จะพึงมี อีกไซร้ เจ้าจงกระทำตามมติของตนเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขา ความว่า พระราชาตรัสวิงวอนพระโอรสว่า ลูกรัก ขึ้นชื่อว่าการบรรพชาเป็นทุกข์ เพราะต้องมีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น เจ้าอย่าบวชเลย จงเป็นพระราชาเถิด.
บทว่า กินฺนูธ เทว ความว่า ขอเดชะ พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ โภคสมบัติของพระราชบิดาเหล่าใด มีอยู่ในราชธานีนี้ ในโภคสมบัติเหล่านั้น สิ่งใดเล่า สมควรที่ข้าพระพุทธเจ้าจะพึงบริโภคใช้สอยได้มีอยู่แลหรือ.
บทว่า ปริวารโต ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าอันนางเทพอัปสรเคยบำรุงบำเรอมาแล้ว. อีกนัยหนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน.
ได้ยินว่า พระญาณระลึกชาติได้เกิดขึ้นแก่พระโพธิสัตว์ เพราะเหตุนั้นพระโพธิสัตว์เจ้าจึงตรัสอย่างนี้.
บทว่า ปรเนยฺยํ ความว่า (พระองค์เป็นพาล) ต้องอาศัยคนอื่นนำไปด้วยไม้เท้า ดังคนตาบอด.
บทว่า ตาทิเส ความว่า พระโพธิสัตว์ตรัสอย่างนี้ เพื่อจะให้พระราชบิดาทรงทราบว่า บัณฑิตไม่พึงอยู่ในสำนักของพระราชาเช่นนั้น ข้าพระพุทธเจ้ารอดชีวิตมาได้วันนี้ ก็ด้วยกำลังญาณของตน ข้าพระพุทธเจ้าจักอยู่ในสำนักของพระราชบิดา หาได้ไม่.
บทว่า ยถามตึ ความว่า พระเจ้าเรณุราชทรงขอให้พระราชโอรสงดโทษให้ว่า ถ้าหากว่าโทษผิดเห็นปานนี้ของบิดาจะพึงมีอีกไซร้ เมื่อนั้นเจ้าจงทำตามอัธยาศัยเถิด. พระมหาสัตว์ เมื่อจะถวายโอวาทพระราชบิดา จึงตรัสคาถา ๘ คาถาความว่า
กรรมที่บุคคลใดไม่พิจารณา ให้ถี่ถ้วนเสียก่อน แล้วทำลงไป ผลชั่วร้ายย่อมมีแก่บุคคลนั้น เหมือน ความวิบัติแห่งยาแก้โรคฉะนั้น. ส่วนกรรมที่บุคคลใดพิจารณาถี่ถ้วนก่อนแล้วทำ ลงไป ผลอันเจริญย่อมมีแก่บุคคลนั้น เหมือนความ ถึงพร้อมแห่งยาแก้โรคฉะนั้น. คฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม เป็นคนเกียจคร้านไม่ดี บรรพชิตไม่สำรวม ไม่งาม พระราชาไม่ทรงใคร่ครวญ เสียก่อนแล้วทำลงไป ไม่ดี บัณฑิตมีความโกรธเป็น เจ้าเรือน ก็ไม่ดี. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอธิบดีแห่งทิศ กษัตริย์ทรง ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงค่อยทำ ยังไม่ได้พิจารณา ใคร่ครวญก่อน แล้วไม่ควรทำกิจการอะไร พระเกียรติยศของพระราชาผู้ทรงใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึง ทำลงไป ย่อมเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น. ข้าแต่พระจอมภูมิบาล อิสรชนควรพิจารณา เสียก่อนแล้วจึงลงอาชญา กรรมที่ทำด้วยความรีบร้อน ย่อมเดือดร้อน อนึ่ง ความตั้งตนไว้โดยชอบ และ ประโยชน์ของนรชนย่อมไม่ตามเดือดร้อนในภายหลัง. อนึ่ง ชนเหล่าใดจำแนกแจกแจง ด้วยปัญญา แล้วกระทำกรรมทั้งหลาย ที่ไม่ตามเดือดร้อนในภาย หลังในโลก กรรมของชนเหล่านั้นท่านผู้รู้สรรเสริญ มีความสุขเป็นกำไร พุทธาทิบัณฑิต อนุมัติแล้ว. ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน นายประตู ตำรวจดาบ และพวกเพชฌฆาต พากันไป จะฆ่าข้าพระพุทธเจ้า พวกนั้นพากันฉุดคร่า ข้าพระพุทธเจ้า ผู้กำลังนั่งอยู่บนพระเพลาแห่งพระราชมารดา มาโดยพลัน. ข้าแต่พระราชบิดา แท้จริง ข้าพระพุทธเจ้าถึง ความหวั่นกลัวต่อมรณภัย คับแคบ ฝืดเคืองเหลือเกิน วันนี้ข้าพระพุทธเจ้าได้มีชีวิตอันเป็นที่รัก หวานซาบซึ้งใจ รอดพ้นจากการถูกประหารมาได้แสนยาก จึง น้อมใจต่อบรรพชาอย่างเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้นว่า อนิสมฺม ความว่า ไม่ตรวจตราพิจารณาคือใคร่ครวญ (ก่อนทำ). บทว่า อนวตฺถาย จินฺติตํ ความว่า ไม่กำหนดคือไม่พิจารณาดำริตริตรองให้รอบคอบ. บทว่า วิปาโก โหติ ปาปโกความว่า จริงอยู่พิษสงคือความวิบัติแห่งยาแก้โรคเป็นฉันใด ผลลามกชั่วร้ายย่อมมีแก่บุคคลนั้นฉันนั้น.
บทว่า อสญฺโต ความว่า บรรพชิตผู้ไม่สำรวมด้วยกายทวารเป็นต้น เป็นผู้ทุศีล. บทว่า ตํ น สาธุ ความว่า ความโกรธของบัณฑิตนั้นเองไม่ดี. บทว่า นานิสมฺม ความว่า ยังไม่ได้พิจารณาใคร่ครวญก่อนแล้วไม่ควรกระทำกิจการอะไร. บทว่า ปณเยยฺย ความว่า พึงเริ่มตั้งคือพึงยังอาชญาให้เป็นไป. บทว่า เวคา ความว่า โดยเร็ว คือ โดยฉับพลันทันที.
บทว่า สมฺมาปณิธี จ ความว่า ความตั้งตนไว้โดยชอบและประโยชน์ของนรชน ที่ทำด้วยจิตอันตั้งไว้โดยแยบคาย ย่อมเป็นของไม่ตามเดือดร้อนในภายหลัง. บทว่า วิภชฺช ความว่า ชนเหล่าใด จัดแจงด้วยปัญญาอย่างนี้ว่ากิจการเหล่านี้ควรทำ เหล่านี้ไม่ควรทำ. บทว่า กมฺมายตนานิ ได้แก่การงานทั้งหลาย. บทว่า พุทฺธานุมตานิ ความว่า การงานอันบัณฑิตอนุมัติแล้ว ย่อมเป็นของหาโทษมิได้. บทว่า กฏุกํ ความว่า ขอเดชะข้าแต่พระราชบิดา ข้าพระพุทธเจ้า ถึงความหวั่นกลัวต่อมรณภัย อันเผ็ดร้อนคับแคบ ฝืดเคืองเหลือเกิน. บทว่า ลทฺธา ความว่า ได้ชีวิตคืนมาด้วยกำลังแห่งญาณของตน. บทว่า ปพฺพชฺชเมวาภิมโนหมสฺมิ ความว่าข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้มีจิตน้อมเฉพาะต่อบรรพชาอย่างเดียว.
เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าแสดงธรรมอย่างนี้แล้ว พระเจ้าเรณุราชตรัสเรียกพระราชเทวี มาเฝ้าแล้วตรัสพระคาถาความว่า
ดูก่อนสุธรรมาเทวี โสมนัสสกุมารโอรสของเธอ นี้ ยังรุ่นหนุ่ม น่าเอ็นดู วันนี้เราอ้อนวอนเขาไว้ ก็ ไม่ได้สมปรารถนา แม้เธอก็ควรจะอ้อนวอนโอรสของ เธอ ดูบ้าง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาจิตเว ความว่า เพื่อช่วยอ้อนวอน.
พระนางสุธรรมาเทวี กลับส่งเสริมพระโอรส เพื่อบรรพชาอย่างเดียวตรัสคาถาความว่า
ดูก่อนพระลูกรัก เจ้าจงยินดีด้วยภิกขาจาริยวัตร เถิด จงใคร่ครวญในธรรมทั้งหลาย แล้วละเว้นบรรพชา ของคนมิจฉาทิฏฐิเสียเถิด เจ้าจงวางอาชญาในสรรพสัตว์ นักบวชละวางอาชญาในสรรพสัตว์ทั้งหลายแล้ว เป็นผู้ไม่ถูกติเตียนแล้ว ย่อมเข้าถึงพรหมสถาน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิสมฺม ความว่า เมื่อเจ้าจะบวชแน่จงใคร่ครวญดูแล้วละการบรรพชาของมิจฉาทิฏฐิกชนเสีย จงบรรพชาลัทธิอันเป็นธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์ ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิเถิด.
ลำดับนั้น พระเจ้าเรณุราชตรัสพระคาถา ความว่า
ดูก่อนสุธรรมาเทวี เธอพูดคำเช่นใด คำเช่นนั้น น่าอัศจรรย์จริงหนอ เราได้รับทุกข์อยู่แล้ว เธอยังกลับ เพิ่มทุกข์ให้อีก ฉันขอร้องเธอให้ช่วยอ้อนวอนลูก เธอ กลับสนับสนุนให้โสมนัสสกุมารเกิดอุตสาหะยิ่งขึ้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาทิสญฺจ ความว่า เธอพูดคำนี้เช่นใดคำนั้นน่าประหลาดอัศจรรย์จริงหนอ. บทว่า ทุกฺขิตํ ความว่า เธอเพิ่มทุกข์ให้ฉันซึ่งมีทุกข์อยู่แล้วโดยปกติ ให้ทุกข์หนักขึ้น.
พระนางเทวี ตรัสคาถาอีกความว่า
พระอริยเจ้าเหล่าใด พ้นวิเศษแล้วบริโภคปัจจัย อันหาโทษมิได้ ดับรอบแล้วเที่ยวไปในโลกนี้ หม่อมฉัน ไม่อาจจะห้ามโอรสผู้ดำเนินไปตามมรรคาของพระอริยเจ้าเหล่านั้นได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปฺปมุตฺตา ความว่า หลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งหลาย มีราคะเป็นต้น. บทว่า ปรินิพฺพุตา ความว่า ผู้ดับแล้วด้วยกิเลสปรินิพพานธาตุ. บทว่า ตมริยมคฺคํ ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ หม่อมฉันไม่อาจจะห้ามพระโอรสของหม่อมฉันผู้เจริญรอยมรรคาอันเป็นของแห่งพระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นเหล่านั้นได้.
พระราชาทรงสดับพระเสาวนีย์ ของพระนางเทวีแล้วตรัสคาถาสุดท้ายความว่า
ชนเหล่าใดมีปัญญา เป็นพหูสูต ตรึกตรองเหตุการณ์ถี่ถ้วนมาก พระนางสุธรรมาเทวีนี้ เป็นผู้มี ความขวนขวายน้อย ปราศจากความโศกเศร้า ได้สดับ คำสุภาษิตของชนเหล่าใด ชนเหล่านั้นควรจะสมาคม คบหาทีเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุานจินฺติโน ความว่า เป็นผู้คิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นอันมาก. บทว่า เยสายํ ตัดบทเป็น เยสํ อยํ. แท้จริงพระนางสุธรรมาราชเทวีนั้น ได้ทรงสดับคำสุภาษิตของโสมนัสสกุมารนั่นเองจึงเกิดเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย แม้พระราชาก็ตรัสหมายถึงพระราชโอรสนั้นเหมือนกัน.
พระมหาสัตว์เจ้า ถวายบังคมพระราชมารดาบิดาแล้วกราบทูลว่าถ้าหากว่าโทษผิดของข้าพระพุทธเจ้ามีอยู่ไซร้ ขอพระชนกชนนี ได้โปรดทรงพระกรุณาอดโทษด้วยเถิด แล้วประคองอัญชลีต่อมหาชน บ่ายพระพักตร์ต่อหิมวันตประเทศเสด็จดำเนินไป เมื่อมหาชนส่งเสด็จกลับแล้ว เทพยดาทั้งหลายพากันมาด้วยเพศมนุษย์ พาข้ามขุนเขา ๗ ลูก นำไปสู่ป่าหิมพานต์ทรงบรรพชาเพศเป็นดาบส อยู่ในบรรณศาลา อันวิสสุกรรมเทพบุตรนิรมิตไว้ให้. เทพยดาทั้งหลายต่างอภิบาลบำรุงพระมหาสัตว์เจ้า ด้วยเพศมนุษย์ผู้อภิบาลบำรุงในราชสกุล จนกระทั่งจวบกาลพระมหาสัตว์เจ้ามีพระชนมายุได้ ๑๖ ปี. ฝ่ายมหาชนพากันโบยตีชฎิลโกงจนถึงสิ้นชีวิต. พระมหาสัตว์เจ้า ยังฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่าภิกษุทั้งหลาย แม้ในชาติก่อน พระเทวทัตนี้ ก็พยายามฆ่าเราตถาคตอย่างนี้เหมือนกัน ดังนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ชฎิลโกหกในครั้งนั้นได้มาเป็นพระเทวทัต พระมารดา ได้มาเป็นพระนางสิริมหามายา พระมหารักขิตดาบส ได้มาเป็นพระสารีบุตร ส่วนโสมนัสสกุมาร ได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาโสมนัสสชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๑๖๘–๑๘๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
วิสตินิบาตชาดก ๑๔๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
โสมนสฺสชาตกํ
โก ตํ หึสติ เหเฐตีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เทวทตฺตสฺส วธาย ปริสกฺกนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตทา หิ สตฺถา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพเปส มม วธาย ปริสกฺกติเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต กุรุรฏฺเฐ อุตฺตรปญฺจาลนคเร เรณุราชา นาม รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตทา มหารกฺขิโต นาม ตาปโส ปญฺจสตตาปสปริวาโร หิมวนฺเต วสิตฺวา โลณมฺพิลเสวนตฺถาย จาริกญฺจรมาโน อุตฺตรปญฺจาลนครํ ปตฺวา ราชุยฺยาเน วสิตฺวา สปริโส ปิณฺฑาย จรนฺโต ราชทฺวารํ สมฺปาปุณิ ฯ ราชา อิสิคณํ ทิสฺวา อิริยาปเถ ปสนฺโน อลงฺกตมหาตเล นิสีทาเปตฺวา ปณีเตน อาหาเรน ปริวิสิตฺวา ภนฺเต อิทํ วสฺสารตฺตํ มม อุยฺยาเนเยว วสถาติ วตฺวา เตหิ สทฺธึ อุยฺยานํ คนฺตฺวา วสนฏฺฐานานิ กาเรตฺวา ปพฺพชิตปริกฺขาเร ทตฺวา วนฺทิตฺวา นิกฺขมิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย สพฺเพปิ เต ราชนิเวสเน ภุญฺชนฺติ ฯ ราชา ปน อปุตฺตโก ปุตฺเต ปตฺเถติ ฯ ปุตฺตา นุปฺปชฺชนฺติ ฯ วสฺสารตฺตจฺจเยน มหารกฺขิโต อิทานิ หิมวนฺโต รมณีโย ตตฺเถว คมิสฺสามาติ ราชานํ อาปุจฺฉิตฺวา รญฺญา กตสกฺการสมฺมาโน นิกฺขมิตฺวา อนฺตรามคฺเค มชฺฌนฺติกสมเย มคฺคา โอกฺกมฺม เอกสฺส สณฺฑจฺฉายสฺส รุกฺขสฺส เหฏฺฐา ตรุณทพฺพติณปิฏฺเฐ สปริโส นิสีทิ ฯ เต ตาปสา กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ ราชเคเห วํสานุรกฺขิโต ปุตฺโต นตฺถิ สาธุ วตสฺส สเจ ราชา ปุตฺตํ ลเภยฺย ปเวณิ ฆฏิเยวาติ ฯ มหารกฺขิโต เตสํ กถํ สุตฺวา ภวิสฺสติ นุโข รญฺโญ ปุตฺโต อุทาหุ โนติ อุปธาเรนฺโต ภวิสฺสตีติ ญตฺวา เอวมาห โภนฺโต มา จินฺตยิตฺถ อชฺช ปจฺจูสกาเล เอโก เทวปุตฺโต จวิตฺวา รญฺโญ อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ ปฏิสนฺธึ คณฺหิสฺสตีติ ฯ ตํ สุตฺวา เอโก กูฏชฏิโล อิทานิ ราชกุลูปโก ภวิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ตาปสานํ คมนกาเล คิลานาลยํ กตฺวา นิปชฺชิตฺวา เอหิ คจฺฉามาติ วุตฺโต น สกฺโกมีติ อาห ฯ มหารกฺขิโต ตสฺส นิปนฺนการณํ ญตฺวา ยทา สกฺโกสิ ตทา อาคจฺเฉยฺยาสีติ อิสิคณํ อาทาย หิมวนฺตเมว คโต ฯ กุหโกปิ นิวตฺเตตฺวา เวเคนาคนฺตฺวา ราชทฺวาเร ฐตฺวา มหารกฺขิตสฺส อุปฏฺฐากตาปโส อาคโตติ รญฺโญ อาโรจาเปตฺวา รญฺญา เวเคน ปกฺโกสาปิโต ปาสาทํ อภิรุยฺห ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิ ฯ ราชา กุหกํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺโน อิสีนํ อาโรคฺยํ ปุจฺฉิตฺวา ภนฺเต อติขิปฺปํ นิวตฺตถ เกนตฺเถน อาคตตฺถาติ อาห ฯ อาม มหาราช อิสิคโณ สุขนิสินฺโน สาธุ วตสฺส สเจ รญฺโญ ปเวณิปาลโก ปุตฺโต อุปฺปชฺเชยฺยาติ กถํ สมุฏฺฐาเปสิ อหํ ตํ กถํ สุตฺวา ภวิสฺสติ นุโข รญฺโญ ปุตฺโต โนติ ทิพฺพจกฺขุนา โอโลเกนฺโต มหิทฺธิกเทวปุตฺโต จวิตฺวา อคฺคมเหสิยา สุธมฺมาย กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติสฺสตีติ ทิสฺวา อชานนฺตา คพฺภํ นาเสยฺยุํ อาจิกฺขิสฺสามิ เนสนฺติ ตุมฺหากํ กถนตฺถาย อาคโต กถิตนฺเต มยา คจฺฉามหํ มหาราชาติ ฯ ราชา ภนฺเต น สกฺกา คนฺตุนฺติ หฏฺฐตุฏฺโฐ ปสนฺนจิตฺโต กุหกตาปสํ อุยฺยานํ เนตฺวา วสนฏฺฐานํ สํวิทหิตฺวา อทาสิ ฯ โส ตโต ปฏฺฐาย ราชกุเล ภุญฺชมาโน วสติ ฯ ทิพฺพจกฺขุโกเตวฺวสฺส นามํ อโหสิ ฯ
ตทา โพธิสตฺโต ตาวตึสภวนโต จวิตฺวา ตตฺถ ปฏิสนฺธึ คณฺหิ ฯ ตสฺส นามคหณทิวเส โสมนสฺสกุมาโรเตวฺว นามํ กรึสุ ฯ โส กุมารปริหาเรน วฑฺฒติ ฯ กุหกตาปโสปิ อุยฺยานสฺส เอกสฺมึ ปสฺเส นานปฺปการํ สูเปยฺยสากญฺจ วลฺลิผลานิ จ โรเปตฺวา ปณฺณิกานํ หตฺเถ วิกฺกีณนฺโต ธนํ สณฺฐเปสิ ฯ โพธิสตฺตสฺส สตฺตวสฺสิกกาเล รญฺโญ ปจฺจนฺโต กุปฺปิ ฯ โส ทิพฺพจกฺขุตาปสํ มา ปมชฺชาติ ตํ กุมารํ ปฏิจฺฉาเปตฺวา ปจฺจนฺตํ วูปสเมสฺสามีติ คโต ฯ อเถกทิวสํ กุมาโร ชฏิลํ ปสฺสิสฺสามีติ อุยฺยานํ คนฺตฺวา กูฏชฏิลํ เอกํ คณฺฐิกกาสาวํ นิวาเสตฺวา เอกํ ปารุปิตฺวา อุโภหิ หตฺเถหิ เทฺว อุทกฆเฏ คเหตฺวา สากวตฺถุสฺมึ อุทกํ อาสิญฺจนฺตํ ทิสฺวา อยํ กูฏชฏิโล อตฺตโน สมณธมฺมํ อกตฺวา ปณฺณิกกมฺมํ กโรตีติ ญตฺวา กึ กโรสิ ปณฺณิก คหปตีติ ตํ ลชฺชาเปตฺวา อวนฺทิตฺวาว นิกฺขมิตฺวา นครํ คโต ฯ กูฏชฏิโล อยํ อิทาเนว เอวรูโป ปจฺจามิตฺโต โก ชานาติ กึ ภวิสฺสติ อิทาเนว นํ นาเสตุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตตฺวา รญฺโญ อาคมนกาเล ปาสาณผลกํ เอกมนฺตํ ขิปิตฺวา ปานียฆฏํ ภินฺทิตฺวา ปณฺณสาลาย ติณานิ วิกิริตฺวา สรีรํ เตเลน มกฺเขตฺวา ปณฺณสาลํ ปวิสิตฺวา สสีสํ ปารุเปตฺวา มหาทุกฺขปฺปตฺโต วิย มญฺเจ นิปชฺชิ ฯ ราชา อาคนฺตฺวา นครํ ปทกฺขิณํ กตฺวา นิเวสนํ อปวิสิตฺวา มม สามิกํ ทิพฺพจกฺขุํ ปสฺสิสฺสามีติ ปณฺณสาลทฺวารํ คนฺตฺวา ตํ วิปฺปการํ ทิสฺวา กินฺนุ โข เอตนฺติ อนฺโต ปวิสิตฺวา ตํ นิปนฺนกํ ทิสฺวา ปาเท ปริมชฺชนฺโต ปฐมํ คาถมาห
โก ตํ หึสติ เหเฐติ
กึ ทุมฺมโน โสจสิ อปฺปตีโต
กสฺสชฺช มาตาปิตโร รุทนฺตุ
กฺวชฺช เสตุ นิหโต ปฐพฺยาติ ฯ
ตตฺถ หึสตีติ ปหรติ ฯ เหเฐตีติ อกฺโกสติ ฯ กฺวชฺช เสตูติ โก อชฺช สยตุ ฯ
ตํ สุตฺวา กูฏชฏิโล นิตฺถุนนฺโต อุฏฺฐาย ทุติยํ คาถมาห
ตุฏฺโฐสฺมิ เทว ตว ทสฺสเนน
จิรสฺสํ ปสฺสามิ ตํ ภูมิปาล
อหึสโก เรณุมนุปวิสฺส
ปุตฺเตน เต เหฐยิโตสฺมิ เทวาติ ฯ
อิโต ปรํ อุตฺตานสมฺพนฺธคาถา ปาลินเยเนว เวทิตพฺพา ฯ
อายนฺตุ โทวาริกา ขคฺคหตฺถา
กาสาวิยา ยนฺตุ อนฺเตปุรนฺตํ
หนฺตฺวาน โสมนสฺสํ กุมารํ
เฉตฺวาน สีสํ วรมาหรนฺตุ ฯ
เปสิตา ราชิโน ทูตา กุมารํ เอตทพฺรวุํ
อิสฺสเรน วิติณฺโณสิ วธํ ปตฺโตสิ ขตฺติย ฯ
ส ราชปุตฺโต ปริเทวยนฺโต
ทสงฺคุลึ อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา
อหํปิ อิจฺฉามิ ชนินฺท ทฏฺฐุํ
ชีวํ มํ เนตฺวา ปฏิทสฺสเยถ ฯ
ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา รญฺโญ ปุตฺตํ อทสฺสยุํ
ปุตฺโต จ ปิตรํ ทิสฺวา ทูรโตวชฺฌภาสถ ฯ
อาคจฺฉุํ โทวาริกา ขคฺคพนฺธา
กาสาวิยา หนฺตุํ มมํ ชนินฺท
อกฺขาหิ เม ปุจฺฉิโต เอตมตฺถํ
อปราโธ โกนีธ มมชฺช อตฺถีติ ฯ
ตตฺถ อหึสโกติ อหํ กสฺสจิ อหึสโก สีลาจารสมฺปนฺโน ฯ เรณุมนุปวิสฺสาติ มหาราช เรณุ ปวิสิตฺวา ฯ เหฐยิโตสฺมีติ ตว ปุตฺเตน มหาปริวาเรน อนุปวิสิตฺวา อเร กูฏตาปส กสฺมา ตฺวํ อิธ วสสีติ วตฺวา ปาสาณผลกํ ขิปิตฺวา ฆฏํ ภินฺทิตฺวา หตฺเถหิ จ ปาเทหิ จ โกฏฺเฏนฺเตน วิเหฐิโตสฺมีติ ฯ เอวํ โส อภูตเมว ภูตํ วิย กตฺวา ราชานํ สทฺทหาเปสิ ฯ อายนฺตูติ คจฺฉนฺตุ มม สามิมฺหิ วิปฏิปนฺนกาลโต ปฏฺฐาย มยิปิ โส น ลชฺชิสฺสตีติ กุชฺฌิตฺวา ตสฺส วธํ อาณาเปนฺโต เอวมาห ฯ กาสาวิยาติ โจรฆาฏกา เตปิ ผรสุหตฺถา อตฺตโน วิธาเนน คจฺฉนฺตูติ ฯ วรนฺติ วรํ สีสํ อุตฺตมํ สีสํ ฉินฺทิตฺวา อาหรนฺตุ ฯ ราชิโนติ ภิกฺขเว รญฺโญ สนฺติกา ทูตา รญฺญา เปสิตา เวเคนาคนฺตฺวา มาตรา อลงฺกริตฺวา อตฺตโน องฺเก นิสีทาปิตํ กุมารํ ปริวาเรตฺวา เอตทโวจุํ ฯ อิสฺสเรนาติ รญฺญา ฯ วิติณฺโณสีติ ปริจฺจตฺโตสิ ฯ ส ราชปุตฺโตติ ภิกฺขเว เตสํ วจนํ สุตฺวา มรณภยตชฺชิโต มาตุองฺกโต อุฏฺฐาย โส ราชปุตฺโต ฯ ปฏิทสฺสเยถาติ ทสฺเสถ ฯ ตสฺสาติ ภิกฺขเว เต ทูตา ตสฺส กุมารสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา มาเรตุํ อวิสหนฺตา โคณํ วิย นํ รชฺชุยา จ ปริกฑฺฒนฺตา เนตฺวา รญฺโญ อทสฺสยุํ ฯ กุมาเร ปน นียมาเน ทาสีคณปริวุตา สทฺธึ โอโรเธหิ สุธมฺมาปิ เทวี นาคราปิ มยํ นิรปราธํ กุมารํ มาเรตุํ น ทสฺสามาติ เตน สทฺธึเยว อคมํสุ ฯ อาคจฺฉุนฺติ ตุมฺหากํ อาณาย มม สนฺติกํ อาคมึสุ ฯ หนฺตุํ มมนฺติ มํ มาเรตุํ ฯ โกนีธาติ โก นุ อิธ มม อปราโธ เยน มํ ตฺวํ มาเรสีติ ปุจฺฉิ ฯ
ราชา ภวคฺคํ อตินีจํ ตว โทโสว อติมหาติ ตสฺส โทสํ กเถนฺโต คาถมาห
สายญฺจ ปาโต อุทกํ สชาติ
อคฺคินา ปริจาริตปฺปมตฺโต
ตํ ตาทิสํ สํยตํ พฺรหฺมจารึ
ตสฺมา ตุวํ พฺรูสิ คหปตีติ ฯ
ตตฺถ อุทกํ สชาตีติ อุทโกโรหนกมฺมํ กโรติ ฯ ตํ ตาทิสนฺติ ตํ ตถารูปํ มม สามิกํ ทิพฺพจกฺขุกตาปสํ กสฺมา ตฺวํ คหปติวาเทน สมุทาจรสีติ วทติ ฯ
ตโต กุมาโร เทว มยฺหํ คหปติญฺเญว คหปตีติ วทนฺตสฺส โก โทโสติ วตฺวา คาถมาห
ตาลา จ มูลา จ ผลา จ เทว
ปริคฺคหา วิวิธา สนฺติมสฺส
เต รกฺขติ โคปยตปฺปมตฺโต
พฺราหฺมโณ คหปติ เตน โหตีติ ฯ
ตตฺถ มูลาติ มูลกาทิมูลา ฯ ผลาติ นานาวิธานิ วลฺลิผลานิ ฯ เต รกฺขติ โคปยตปฺปมตฺโตติ เต เอส ตว กุลูปกตาปโส ปณฺณิกกมฺมํ กโรนฺโต นิสีทิตฺวา รกฺขติ วตึ กตฺวา โคปยติ อปฺปมตฺโต เตน การเณน โส ตว พฺราหฺมโณ คหปติ นาม โหติ ฯ
อิติ นํ อหมฺปิ คหปตีติ กเถมิ สเจ น สทฺทหสิ จตูสุ ทฺวาเรสุ ปณฺณิเก ปุจฺฉาเปหีติ ฯ ราชา ปุจฺฉาเปสิ ฯ เต อาม มยํ อิมสฺส หตฺถโต ปณฺณญฺจ ผลานิ จ กีณามาติ อาหํสุ ฯ วตฺถุํปิ อุปธาราเปตฺวา ปจฺจกฺขมกาสิ ฯ ปณฺณสาลํ จสฺส ปวิสิตฺวา กุมารสฺส ปุริโส ปณฺณวิกฺกยลทฺธกหาปณมาสกภณฺฑิกํ นีหริตฺวา รญฺโญ ทสฺเสสิ ฯ ราชา มหาสตฺตสฺส นิทฺโทสภาวํ ญตฺวา คาถมาห
สจฺจํ โข เอตํ วทสิ กุมาร
ปริคฺคหา วิวิธา สนฺติมสฺส
เต รกฺขติ โคปยตปฺปมตฺโต
พฺราหฺมโณ คหปติ เตน โหตีติ ฯ
ตโต มหาสตฺโต จินฺเตสิ เอวรูปสฺส พาลรญฺโญ สนฺติเก วาสโต หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา ปพฺพชิตุํ วรนฺติ ปริสมชฺเฌเยวสฺส โทสํ อาวิกตฺวา อาปุจฺฉิตฺวา อชฺเชว นิกฺขมิตฺวา ปพฺพชิสฺสามีติ ฯ โส ปริสาย สกฺการํ กตฺวา คาถมาห
สุณนฺตุ มยฺหํ ปริสา สมาคตา
สเนคมา ชานปทา จ สพฺเพ
พาลายํ พาลสฺส วโจ นิสมฺม
อเหตุนา ฆาฏยเต มํ ชนินฺโทติ ฯ
ตตฺถ พาลายํ พาลสฺสาติ อยํ ราชา สยํ พาโล อิมสฺส พาลสฺส กูฏชฏิลสฺส วจนํ สุตฺวา อเหตุนา มมํ ฆาฏยเตติ ฯ
เอวญฺจ ปน วตฺวา ปิตรํ วนฺทิตฺวา อตฺตานํ ปพฺพชฺชาย อนุชานาเปตฺวา อิตรํ คาถมาห
ทฬฺหสฺมึ มูเล วิสเต วิรุฬฺเห
ทุนฺนิกฺขโย เวฬุ ปสาขชาโต
วนฺทามิ ปาทานิ ตว ชนินฺท
อนุชานาถ มํ ปพฺพชิสฺสามิ เทวาติ ฯ
ตตฺถ วิสเตติ วิสาเล มหนฺเต ชาเต ฯ ทุนฺนิกฺขโยติ ทุนฺนิกฺกฑฺฒิโย ฯ
ตโต ปรา รญฺโญ จ ปุตฺตสฺส จ วจนปฏิวจนคาถา โหนฺติ
ภุญฺชสฺสุ โภเค วิปุเล กุมาร
สพฺพญฺจ เต อิสฺสริยํ ททามิ
อชฺเชว ตฺวํ กุรูนํ โหติ ราชา
มา ปพฺพชิ ปพฺพชฺชา หิ ทุกฺขา ฯ
กินฺนูธ เทว ตวมตฺถิ โภคา
ปุพฺเพ อหํ เทวโลเก รมิสฺสํ
รูเปหิ สทฺเทหิ อโถ รเสหิ
คนฺเธหิ ผสฺเสหิ มโนรเมหิ ฯ
ภุตฺตา จ เม โภคา ติทิวสฺมึ เทว
ปริวาริโต อจฺฉราสํ คเณน
ตุวญฺจ พาลํ ปรเนยฺยํ วิทิตฺวา
น ตาทิเส ราชกุเล วเสยฺยํ ฯ
สจาหํ พาโล ปรเนยฺโยหมสฺมิ
เอกาปราธํ ขม ปุตฺต มยฺหํ
ปุนปิ เจ เอทิสกํ ภเวยฺย
ยถามตึ โสมนสฺส กโรหีติ ฯ
ตตฺถ ทุกฺขาติ ตาต ปพฺพชฺชา นาม ปรปฏิพทฺธชีวิกตฺตา ทุกฺขา มา ปพฺพชิ ราชา โหหีติ นํ ยาจิ ฯ กินฺนูธ เทวาติ กินฺนุ เทว เย ตว โภคา เตสุ กึ นาม ภุญฺชิตพฺพมตฺถิ ฯ ปริวาริโตติ ปริจาริโต ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ ตสฺส กิร ชาติสฺสรญฺญาณํ อุปฺปชฺชิ ตสฺมา เอวมาห ฯ ปรเนยฺยนฺติ อนฺธํ วิย ยฏฺฐิยา ปเรน เนตพฺพํ ฯ ตาทิเสติ ตาทิสสฺส รญฺโญ สนฺติเก ปณฺฑิเตน น วสิตพฺพํ มยา อตฺตโน ญาณพเลน อชฺช ชีวิตํ ลทฺธํ นาหํ ตฺวํ สนฺติเก วสิสฺสามีติ ญาเปตุํ เอวมาห ฯ ยถามตินฺติ สเจ ปุน มยฺหํ เอวรูโป โทโส โหติ อถ ตฺวํ ยถาอชฺฌาสยํ กโรหีติ ปุตฺตํ ขมาเปสิ ฯ
มหาสตฺโต ราชานํ โอวทนฺโต อฏฺฐ คาถา อาห
อนิสมฺม กตํ กมฺมํ อนวตฺถาย จินฺติตํ
เภสชฺชสฺเสว เวภงฺโค วิปาโก โหติ ปาปโก ฯ
นิสมฺม จ กตํ กมฺมํ สมฺมาวตฺถาย จินฺติตํ
เภสชฺชสฺเสว สมฺปตฺติ วิปาโก โหติ ภทฺรโก ฯ
อลโส คีหิ กามโภคี น สาธุ
อสญฺญโต ปพฺพชิโต น สาธุ
ราชา น สาธุ อนิสมฺมการี
โย ปณฺฑิโต โกธโน ตํ น สาธุ ฯ
นิสมฺม ขตฺติโย กยิรา นานิสมฺม ทิสมฺปติ
นิสมฺมการิโน รญฺโญ ยโสกิตฺตีภิวฑฺฒติ ฯ
นิสมฺม ทณฺฑํ ปณเยยฺย อิสฺสโร
เวคา กตํ ตปเต ภูมิปาล
สมฺมาปณิธี จ นรสฺส อตฺถา
อนานุตปฺปา เต ภวนฺติ ปจฺฉา ฯ
อนานุตปฺปานิ หิ เย กโรนฺติ
วิภชฺช กมฺมายตนานิ โลเก
วิญฺญูปสตฺถานิ สุขุทฺรยานิ
ภวนฺติ พุทฺธานุมตานิ ตานิ ฯ
อคจฺฉุํ โทวาริกา ขคฺคพนฺธา
กาสาวิยา หนฺตุํ มมํ ชนินฺท
มาตุ จ องฺกสฺมึ อหํ นิสินฺโน
อากฑฺฒิโต สหสา เตหิ เทว ฯ
กฏุกํ หิ สมฺพาธํ สุกิจฺฉปตฺโต
มธุรํ ปิยํ ชีวิตํ ลทฺธํ ราช
กิจฺเฉนาหํ อชฺช วธาย มุตฺโต
ปพฺพชฺชเมวาภิมโนหมสฺมีติ ฯ
ตตฺถ อนิสมฺมาติ อโนโลเกตฺวา อนุปธาเรตฺวา ฯ อนวตฺถาย จินฺติตนฺติ อววตฺถเปตฺวา อตุเลตฺวา อตีเรตฺวา จินฺติตํ ฯ วิปาโก โหติ ปาปโกติ ตสฺส หิ ยถา นาม เภสชฺชสฺส เวภงฺโค วิปตฺติ เอวเมว วิปาโก โหติ ปาปโก ฯ อสญฺญโตติ กายาทีหิ อสญฺญโต ทุสฺสีโล ฯ ตํ น สาธูติ ตํ ตสฺเสว โกธนํ น สาธุ ฯ นานิสมฺมาติ อนิสาเมตฺวา กิญฺจิ กมฺมํ น กเรยฺย ฯ ปณเยยฺยาติ ปฏฺฐเปยฺย ปวตฺเตยฺย ฯ เวคาติ เวเคน สหสา ฯ สมฺมาปณิธี จาติ สมฺมาปณิธิตา โยนิโส ฐปิเตน จิตฺเตน กตา นรสฺส อตฺถา ปจฺฉา อนานุตปฺปา ภวนฺตีติ อตฺโถ ฯ วิภชฺชาติ อิมานิ กาตุํ ยุตฺตานิ อิมานิ อยุตฺตานีติ เอวํ ปญฺญาย วิภชิตฺวา ฯ กมฺมายตนานีติ กมฺมานิ ฯ พุทฺธานุมตานีติ ปณฺฑิเตหิ อนุมตานิ อนวชฺชานิ โหนฺติ ฯ กฏกนฺติ เทว กฏกํ สมฺพาธํ สุกิจฺฉํ มรณโต ภยํ ปตฺโตมฺหิ ฯ ลทฺธาติ อตฺตโน ญาณพเลน ลภิตฺวา ฯ ปพฺพชฺชเมวาภิมโนหมสฺมีติ ปพฺพชฺชาภิมุขจิตฺโตเยว อสฺมิ ฯ
เอวํ มหาสตฺเตน ธมฺเม เทสิเต ราชา เทวึ อามนฺเตตฺวา คาถมาห
ปุตฺโต ตวายํ ตรุโณ สุธมฺเม
อนุกมฺปโก โสมนสฺโส กุมาโร
ตํ ยาจมาโน น ลภามิ สฺวชฺช
อรหสิ นํ ยาจิตเว ตุวํปีติ ฯ
ตตฺถ ยาจิตเวติ ยาจิตุํ ฯ
สา ปพฺพชฺชายเมว อุยฺโยเชนฺตี คาถมาห
รมสฺสุ ภิกฺขาจริยาย ปุตฺต
นิสมฺม ธมฺเมสุ ปริปพฺพชสฺสุ
สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ
อนินฺทิโต พฺรหฺมมุเปติ ฐานนฺติ ฯ
ตตฺถ นิสมฺมาติ ปพฺพชนฺโตว นิสาเมตฺวา มิจฺฉาทิฏฺฐิกานํ ปพฺพชฺชํ ปหาย สมฺมาทิฏฺฐิยุตฺตํ นิยฺยานิกํ ปพฺพชฺชํ ปพฺพช ฯ
อถ ราชา คาถมาห
อจฺฉริยรูปํ วต ยาทิสญฺจ
ทุกฺขิตํ มํ ทุกฺขาปยเส สุธมฺเม
ยาจสฺสุ ปุตฺตํ อิติ วุจฺจมานา
ภิยฺโยว อุสฺสาหยเส กุมารนฺติ ฯ
ตตฺถ ยาทิสญฺจาติ ยาทิสํ อิทํ ตฺวํ วเทสิ ตํ อจฺฉริยรูปํ วต ฯ ทุกฺขิตนฺติ ปกติยาปิ มํ ทุกฺขิตํ ภิยฺโย ทุกฺขาปยสิ ฯ
ปุน เทวี คาถมาห
เย วิปฺปมุตฺตา อนวชฺชโภชิโน
ปรินิพฺพุตา โลกมิมํ จรนฺติ
ตมริยมคฺคํ ปฏิปชฺชมานํ
น อุสฺสเห วารยิตุํ กุมารนฺติ ฯ
ตตฺถ วิปฺปมุตฺตาติ ราคาทีหิ วิปฺปมุตฺตา ฯ ปรินิพฺพุตาติ กิเลสปริพฺพาเนน นิพฺพุตา ฯ ตมริยมคฺคนฺติ ตํ เตสํ พุทฺธาทีนํ อริยานํ สนฺตกํ มคฺคํ ปฏิปชฺชมานํ มม ปุตฺตํ นิวาเรตุํ น อุสฺสหามิ เทวาติ ฯ
ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา ราชา โอสานคาถมาห
อทฺธา หเว เสวิตพฺพา สปญฺญา
พหุสฺสุตา เย พหฺฐานจินฺติโน
เยสายํ สุตฺวาน สุภาสิตานิ
อปฺโปสฺสุกา วีตโสกา สุธมฺมาติ ฯ
ตตฺถ พหุฐานจินฺติโนติ พหุการณจินฺติโน ฯ เยสายนฺติ เยสํ อยํ ฯ โสมนสฺสกุมารสฺเสว หิ สา สุภาสิตํ สุตฺวา อปฺโปสฺสุกา ชาตา ราชาปิ ตเทว สนฺธายาห ฯ
มหาสตฺโต มาตาปิตโร วนฺทิตฺวา สเจ มยฺหํ โทโส อตฺถิ ขมถาติ มหาชนสฺส อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา หิมวนฺตาภิมุโข คนฺตฺวา มนุสฺเสสุ นิวตฺเตสุ มนุสฺสวณฺเณนาคนฺตฺวา เทวตาหิ สตฺต ปพฺพตราชิโย อติกฺกมิตฺวา หิมวนฺตํ นีโต วิสฺสกมฺเมน นิมฺมิตาย ปณฺณสาลาย อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิ ฯ ตตฺถ ยาว โสฬสวสฺสกาลา ราชกุเล ปริจาริกเวเสน เทวตาเยว อุปฏฺฐหึสุ ฯ กูฏชฏิลมฺปิ มหาชโน โปเถตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปสิ ฯ มหาสตฺโต ฌานาภิญฺญา นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว ปุพฺเพเปส มยฺหํ วธาย ปริสกฺกติเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา กุหโก เทวทตฺโต อโหสิ มาตา สิริมหามายา มหารกฺขิโต สารีปุตฺโต โสมนสฺสกุมาโร ปน อหเมวาติ ฯ
โสมนสฺสชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
นวมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗