ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มหาปโลภนชาดก
ชาดกที่ ๕๐๗ · วิสตินิบาตชาดก

มหาปโลภนชาดก

ว่าด้วยหญิงเป็นมลทินของพรหมจรรย์

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๒๐๘ · บรรทัด ๘๘๔๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมหาปโลภนชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภมาตุคามทำสัตว์ผู้บริสุทธิ์ให้เศร้าหมอง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า พฺรหฺมโลกา จวิตฺวาน ดังนี้.

เรื่องปัจจุบัน ข้าพเจ้ากล่าวไว้พิสดารแล้วในหนหลัง. ก็ในชาดกนี้พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่ามาตุคามนี้ ย่อมกระทำสัตว์ผู้บริสุทธิ์ให้เศร้าหมองได้ ดังนี้แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้

เรื่องอดีตนิทาน บัณฑิตพึงให้พิสดารตามนัยที่กล่าวแล้ว ในจุลลปโลภนชาดก ในอดีต. ก็ในครั้งนั้น พระมหาสัตว์เจ้า จุติจากพรหมโลก มาบังเกิดเป็นพระโอรสของพระเจ้ากาสิกราช ทรงพระนามว่า อนิตถิคันธกุมาร. พระกุมารไม่ยอมอยู่ในมือของสตรีเลย. สตรีที่จะให้พระกุมารดื่มน้ำนมต้องแปลงเป็นบุรุษเพศ พระราชกุมารโปรดประทับในฌานาคาร ไม่อยากพบเห็นสตรีเพศ.

พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๔ คาถาความว่า

เทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก จุติจากพรหมโลกแล้ว มา เกิดเป็นพระโอรสของพระเจ้ากาสี ผู้ทรงดำรงอยู่ใน ราชสมบัติ อันเพรียบพร้อมด้วยสรรพกาม. ความใคร่ก็ดี ความสำคัญในกามก็ดี ไม่มีใน พรหมโลกเลย พระราชกุมารนั้นจึงทรงรังเกียจกาม ทั้งหลาย ด้วยฌานสัญญาอันบังเกิดในพรหมโลกนั้น เอง. พระราชบิดาตรัสสั่งให้สร้างฌานาคารไว้ภายใน พระราชฐาน สำหรับพระราชกุมารนั้นทรงหลีกเร้น บำเพ็ญฌานในอาคารนั้นเพียงพระองค์เดียว. พระเจ้ากาสิกราช ทรงอัดอั้นตันพระทัย ด้วย ความเศร้าโศกถึงพระโอรส ทรงปริเทวนาการว่าโอรส คนเดียวของเรานี้ ไม่ยินดีเสวยกามารมณ์เสียเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพกามสมิทฺธิสุ ความว่า ก็เทพบุตรองค์หนึ่ง บังเกิดเป็นพระโอรสของพระราชา ผู้ดำรงอยู่ในราชสมบัติอันมั่งคั่งบริบูรณ์ด้วยสรรพกามารมณ์. บทว่า สฺวาสฺสุ ความว่า พระราชกุมารนั้น. บทว่า ตาเยว ความว่า ด้วยฌานสัญญาอันบังเกิดแล้วในพรหมโลกนั้นเอง. บทว่า สุมาปิตํ ความว่า พระราชบิดาทรงสร้างฌานาคารไว้อย่างน่าพึงใจยิ่ง. บทว่า รหสิ ฌายถ ความว่า พระกุมารหาได้สนพระทัยมองดูมาตุคามไม่. บทว่า ปริเทเวสิ ความว่า ทรงบ่นพร่ำเพ้อ.

คาถาที่ ๕ เป็นคาถาแสดงความปริเทวนาการของพระราชา ความว่า

อุบายในข้อนี้มีอยู่อย่างไรหนอ ผู้ใดพึงประเล้าประโลมโอรสของเรา ให้เธอปรารถนากามได้ หรือว่า ผู้นั้นใครเล่าจะรู้เหตุที่จะให้โอรสของเราพัวพันในกาม ได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก นุ โขตฺถ อุปาโย โส ความว่าในเรื่องนี้ จะมีอุบายให้โอรสของเราเสวยกามสมบัติได้อย่างไรหนอ. ปาฐะว่าโก นุโข อิธูปาโย โส อุบายในข้อนี้ มีอยู่อย่างไรหนอ ดังนี้ก็มี แต่ในอรรถกถาท่านกล่าวไว้ว่า โก นุโข ตํ อุปวสิตฺวา อุปลาปนการณํ ชานาติ ความว่า ใครเล่าหนอที่จะเข้าไปรู้เหตุที่ทำให้ลูกของเราเข้าไปพัวพันอยู่ในกามได้. บทว่า โก วา ชานาติ กิญฺจนํ ความว่า หรือว่าใครจะรู้เหตุให้โอรสของเรานี้หมกมุ่นในกามได้.

เบื้องหน้าต่อไปนี้ เป็นอภิสัมพุทธคาถาอันพระศาสดาตรัสไว้ พระคาถากึ่ง ความว่า

ภายในพระราชฐานนั้นเอง มีกุมารีคนหนึ่ง มี ฉวีวรรณงดงาม รูปสวย ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้อง และชำนาญในการดีดสีตีเป่า นางเข้าไปในพระราชฐานนั้นแล้ว กราบทูลความนี้กะพระราชา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหุ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในภายในพระราชฐานนั่นเอง มีดรุณกุมารีนางหนึ่ง ในจำนวนจูฬนาฏนารีทั้งหลาย. บทว่า ปทกฺขิณา ความว่า ได้รับการฝึกจนชำนาญ.

นางกุมาริกา กล่าวคาถากึ่งคาถาทูลพระราชา ความว่า

เกล้ากระหม่อมฉันนี้แล จะพึงประเล้าประโลม พระราชกุมารนั้นได้ ถ้าหากพระราชกุมารนั้น จักได้ เป็นพระภัสดาของกระหม่อมฉัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเจ ภตฺตา ความว่า ถ้าพระราชกุมารนั้นจักเป็นพระภัสดาของหม่อมฉัน.

พระราชาจึงตรัสกะนางกุมาริกา ผู้กล่าวยืนยัน เช่นนั้นว่า เธอจงประเล้าประโลมลูกของเรา ลูกของ เราจักเป็นสามีของเจ้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตว ภตฺตา ความว่า โอรสของเรานี้จักเป็นสามีของเจ้า และตัวเจ้าก็จักได้เป็นอัครมเหสีแห่งโอรสของเราทีเดียวไปเถิด เจ้าจงประเล้าประโลมล่อพระโอรส ให้ทราบซึ้งกามรส.

ครั้นพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงส่งนางกุมาริกานั้นไปมอบแก่ชาวพนักงาน ผู้อภิบาลบำรุงพระกุมาร โดยพระราชโองการว่า เจ้าพนักงานผู้อภิบาลทั้งหลาย จงเปิดโอกาสแก่นางกุมาริกานี้เถิด. ในเวลาใกล้รุ่ง นางกุมาริกาถือพิณไปยืนอยู่ภายนอกใกล้ห้องบรรทมของพระกุมาร แล้วเอาปลายเล็บดีดพิณ ขับกล่อมคลอไปด้วยเสียงอันไพเราะ ประโลมล่อพระกุมารนั้น

พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัส (พระคาถาทั้งหลาย) ความว่า

นางกุมารีนั้น ได้เข้าไปภายในพระราชฐานแล้ว จึงกล่าวเป็นคาถาไพเราะ จับจิตใจ ยั่วยวนชวนให้ รักใคร่ เปลี่ยนแปลงขับลำนำ ประกอบไปด้วยกามารมณ์ มากมายหลายอย่าง. กามฉันทะบังเกิดแก่พระราชกุมารนั้น เพราะได้ ทรงสดับเสียงของนางกุมารี ผู้ขับกล่อมอยู่ พระราชกุมารจึงตรัสถามคนที่อยู่ใกล้เคียงว่า โอ ! นั่นเสียงใคร หรือใครมาขับร้องเสียงสูงต่ำไพเราะจับใจ น่ารักนักหนา ไพเราะหูของเรานัก. (พวกพระพี่เลี้ยงจึงกราบทูลว่า) ขอเดชะ เสียงนี้ น่ายินดี น่าสนุกสนานมิใช่น้อย ถ้าพระองค์พึงบริโภค กามคุณไซร้ กามทั้งหลายจะพึงเป็นที่โปรดปรานพอพระทัยของพระองค์อย่างยิ่ง. (พระราชกุมารรับสั่งว่า) เชิญมาภายในนี้ จงมา ขับร้องใกล้ ๆ เรา เลื่อนเข้ามาขับใกล้ตำหนักของเรา จงขับกล่อมใกล้ที่บรรทมของเรา. นางกุมารีนั้น เข้าไปขับกล่อมภายนอกฝาห้อง บรรทม แล้วเลื่อนเข้าไป ณ ตำหนักฌานาคารโดย ลำดับ จนผูกพระราชกุมารไว้ได้ เหมือนนายหัตถาจารย์ จับคชสารป่า มัดไว้ฉะนั้น. เพราะรู้กามรสโลกีย์แห่งนางกุมารีนั้น พระราช กุมารจึงเกิดความปรารถนาเป็นอธรรมว่า เราเท่านั้น พึงได้บริโภคกาม อย่าได้มีบุรุษอื่นเลย ต่อแต่นั้น พระราชกุมารทรงถือดาบเล่มหนึ่งแล้ว เสด็จไปเพื่อจะ ฆ่าบุรุษทั้งหลายเสีย ด้วยทรงดำริว่า เราจักบริโภคกาม แต่เพียงผู้เดียว อย่าพึงมีบุรุษอื่นอยู่เลย. ต่อแต่นั้น ชาวชนบททั้งปวงจึงมาประชุมกัน ถวายเรื่องราวร้องทุกข์ว่า ข้าแต่พระมหาราชา พระราชโอรสของพระองค์นี้ ทรงเบียดเบียนผู้หาโทษมิได้ พระเจ้าข้า. พระเจ้ากาสีบรมกษัตริย์ ทรงเนรเทศพระราชกุมารออกไปจากรัฐสีมาของพระองค์แล้ว มีพระราช โองการว่า อาณาเขตของเรามีอยู่เพียงใด เจ้าอย่าอยู่ ในอาณาเขตของเราเพียงนั้นเป็นอันขาด. ครั้งนั้น พระราชกุมารทรงพาพระชายาไปจน บรรลุถึงสมุทรนทีแห่งหนึ่ง ทรงสร้างบรรณศาลา แล้ว จึงเสด็จเข้าไปสู่ป่า เพื่อแสวงหาผลาผล. ครั้งนั้น มีฤาษีตนหนึ่ง มาถึงบรรณศาลานั้น โดยทางเบื้องบนสมุทร เข้าไปยังบรรณศาลาของพระราชกุมาร ในเวลาที่นางกุมาร จัดแจงภัตตาหารไว้แล้ว. ชายาของพระราชกุมาร ประเล้าประโลมฤาษีนั้น ดูเถิด กรรมที่นางกุมารีทำนั้นหยาบช้าเพียงไร ฤาษี นั้นเคลื่อนจากพรหมจรรย์เสื่อมจากฤทธิ์. ฝ่ายพระราชโอรสแสวงหามูลผลาผลในป่าได้ จำนวนมากแล้ว ครั้นถึงเวลาเย็น จึงใส่หาบขนเข้าไป สู่อาศรม. ฝ่ายพระฤาษีพอเห็นพระขัตติยราชกุมาร จึงรีบ เข้าไปยังฝั่งสมุทร ด้วยตั้งใจว่า เราจักไปทางเวหาส แต่ต้องจมลงในมหรรณพนั่นเอง. ฝ่ายขัตติยราชกุมาร ได้ทอดพระเนตรเห็นฤาษี จมลงในมหรรณพ จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ ด้วย ความอนุเคราะห์ต่อพระฤาษีนั้นว่า ตัวท่านเองมาด้วยฤทธิ์ บนน้ำอันไม่แตกแยก ครั้นถึงความระคนด้วยสตรีแล้วต้องจมลงในมหรรณพ ธรรมดาสตรีมีปกติหมุนเวียน มีมายามาก มักทำ พรหมจรรย์ให้กำเริบ ย่อมทำนักพรตให้จมลง ท่าน รู้แจ้งฉะนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล สตรีทั้งหลาย มีวาจาไพเราะ เจรจานุ่มนวล ถมไม่เต็มเหมือนกับ นทีธาร ย่อมยังนักพรตให้จมลง ท่านรู้แจ้งฉะนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล สตรีทั้งหลายย่อมเข้าไปซ่องเสพบุรุษใด ด้วยความพอใจหรือด้วยทรัพย์ก็ตาม ย่อม พลันตามเผาผลาญบุรุษนั้น เหมือนไฟป่าเผาสถานที่ ตนเองฉะนั้น. ความเบื่อหน่ายได้เกิดมีแก่ฤาษี เพราะได้ฟัง ถ้อยคำของขัตติยราชกุมาร ฤาษีนั้นกลับได้ทางอันมี มาก่อน แล้วเหาะขึ้นไปยังเวหาส. ฝ่ายขัตติยราชกุมารผู้ทรงพระปรีชา ได้ทอดพระเนตรเห็นพระฤาษีกำลังเหาะไปยังเวหาส จึงได้ ความสลดจิต น้อมพระทัยสู่การบรรพชา ต่อแต่นั้น ขัตติยราชกุมารก็ทรงบรรพชา สำรอกกามราคะแล้ว ได้เข้าถึงพรหมโลก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺเตปุรํ ได้แก่ พระราชฐานอันเป็นที่อยู่ของพระกุมาร. บทว่า พหุํ ความว่า ให้แปลก ๆ ไปมากอย่าง. บทว่า กามูปสญฺหิตํ ความว่า ผลัดเปลี่ยนขับลำนำ อันมีใจความกระตุ้นกามารมณ์. บทว่า กามจฺฉนฺทสฺส ความว่า กามฉันท์บังเกิดขึ้นแก่พระอนิตถิคันธกุมารนั้น. บทว่า ชนํ ได้แก่ ปริจาริกชนผู้อยู่ใกล้พระองค์. บทว่า อุจฺจาวจํ ได้แก่ เพลงที่มีเสียงสูงและต่ำ. บทว่า ภุญฺเชยฺย ความว่า ถ้าหากพระองค์พึงบริโภค (กามคุณ) ไซร้. บทว่า ฉินฺเทยฺยุ ตํ ความว่า ขึ้นชื่อว่ากามทั้งหลายเหล่านั้น จะพึงเป็นที่โปรดปรานพอพระทัย ของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง.

พระราชกุมารทรงสดับว่า สมุทฺทา (คลื่นสมุทร) ดังนี้แล้วทรงนิ่งเฉยเสีย. แม้ในวันรุ่งขึ้น นางกุมาริกาก็ขับร้องอยู่อย่างนั้น. เมื่อเป็นเช่นนี้พระกุมารก็เกิดมีจิตรักใคร่ เมื่อจะโปรดให้นางกุมาริกานั้นมาเฝ้า จึงตรัสเรียกข้าราชบริพาลทั้งหลายมาแล้วตรัสพระคาถามีคำว่า อิงฺฆ (นี่แน่ะเราจะบอกให้) ดังนี้เป็นต้น. บทว่า ติโรกุฑฺฑมฺหิ ความว่า ภายนอกฝาห้องบรรทม. บทว่ามา อญฺโ ความว่า ชื่อว่าบุรุษผู้บริโภคกามคนอื่น ไม่ควรมีเลย. บทว่า หนฺตุํ อุปกฺกมิ ความว่า พระกุมารเสด็จลงไปยืนขวางกลางถนน แล้วปรารภจะฆ่าพวกบุรุษเสีย. บทว่า วิกฺกนฺทึสุ ความว่า เมื่อบุรุษสอง-สามคนถูกพระราชกุมารประหารไปแล้ว ผู้คนทั้งหลายต่างพากันวิ่งหนี หลบเข้าไปสู่เรือน. พระราชกุมารนั้นไม่พบปะพวกบุรุษทั้งหลาย ก็สงบไปพักหนึ่ง. ขณะนั้น ชาวพระนครก็พากันมาประชุมที่พระลานหลวง กราบทูลเรื่องราวแด่พระราชา. บทว่า ชนํ เหเตฺยทูสกํ ความว่า ชาวเมืองกราบทูลกล่าวโทษว่า พระโอรสของพระองค์ทรงประหารคนผู้ไร้ความผิด ขอได้โปรดให้ทรงจับพระราชโอรสนั้น. พระราชาตรัสสั่งให้จับพระกุมารไว้ด้วยอุบาย แล้วตรัสถามทวยนาครว่า ควรลงโทษกุมารนี้อย่างไร ? เมื่อทวยนาครกราบทูลว่า ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ไม่มีทางอื่น แต่ควรที่พระองค์จะทรงเนรเทศพระกุมารนี้ พร้อมด้วยนางกุมาริกานั้น ไปเสียจากแว่นแคว้นพระเจ้าข้า จึงได้ทรงทำตามนั้น.

เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถามีอาทิว่า ตญฺจ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปาเหสิ แปลว่า ทรงเนรเทศแล้ว. บทว่า น เต วตฺถพฺพ ตาวเท ความว่า พระราชอาณาเขตของเรามีอยู่เพียงใด เจ้าอย่าอยู่ในอาณาเขตของเราเพียงนั้นเป็นอันขาด. บทว่า อุญฺฉาย ความว่า เพื่อแสวงหาผลาผล ก็เมื่อพระราชกุมารนั้นเสด็จไปป่านางกุมาริกาผู้ชายาเฝ้าอาศรมจัดแจงของควรเผาและต้ม ซึ่งมีอยู่ในอาศรมนั้นนั่งอยู่ที่ประตูบรรณศาลา คอยดูทางที่ภัสดาจะกลับมา. เมื่อกาลเวลาล่วงไปอย่างนี้ วันหนึ่ง อิทธิมันตดาบสองค์หนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ที่เกาะกลางสมุทรออกจากอาศรมสถาน เดินบนน้ำได้เหมือนเดินบนแผ่นแก้วมณี แล้วเหาะขึ้นไปบนอากาศ เที่ยวไปภิกษาจารจนบรรลุถึงเบื้องบนบรรณศาลานั้น แลเห็นควันไฟจึงคิดว่า ชะรอยในที่นี้จะมีมนุษย์อยู่อาศัย แล้วเลื่อนลอยลงมาที่ประตูบรรณศาลา. ฝ่ายนางกุมาริกาผู้ชายาของพระกุมาร ครั้นเห็นพระดาบสแล้วจึงนิมนต์ให้นั่ง เกิดมีจิตปฏิพัทธ์ ได้แสดงมายาแห่งสตรีให้เห็น จนได้ประพฤติอนาจารร่วมกับพระดาบสนั้น. เมื่อพระศาสดาจะทรงประกาศเนื้อความนั้นจึงตรัสพระคาถา มีอาทิว่า อเถตฺถ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิสิ มาคญฺฉิ ความว่า พระฤาษีได้เหาะมาแล้ว. บทว่า สมุทฺทมุปรูปริ ความว่า โดยทางเบื้องบนสมุทร. บทว่า ปสฺส ยาว สุทารุณํ ความว่า ดูเถิดภิกษุทั้งหลาย กรรมอันทารุณหยาบช้าเพียงไร ที่นางกุมาริกานั้นกระทำแล้ว. บทว่า สายํ ได้แก่ ในสายัณหสมัย.

บทว่า ทิสฺวา ความว่า อิทธิมันตดาบสนั้น เมื่อไม่อาจจะละนางกุมาริกานั้นไปได้ ก็อยู่ที่บรรณศาลานั้นจนตลอดวัน เห็นพระราชกุมารเสด็จมาในเวลาเย็น คิดว่า เราจักหนีไปทางอากาศ จึงกระทำอาการโลดลอยขึ้นไปตกจมลงในมหรรณพ. บทว่า อิสึ ทิสฺวา ความว่า พระราชกุมารนั้นติดตามไป จึงเห็น (พระฤาษี). บทว่า อนุกมฺหปาย ความว่า พระกุมารเกิดความเอ็นดูว่า ถ้าพระดาบสนี้จักมาทางพื้นดิน ก็ควรจะหนีเข้าป่าไปชะรอยจักมาทางอากาศ เพราะเหตุนั้น แม้จะตกไปในสมุทร ท่านก็ยังทำอาการเหมือนกับจะเหาะไป แล้วได้ตรัสพระคาถาด้วยความเอ็นดู ต่อพระดาบสนั้นนั่นเอง. ก็เนื้อความแห่งคาถาเหล่านั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในติกนิบาตแล้วทั้งนั้น. บทว่า นิพฺพิโท อหุ ความว่า ความเบื่อหน่ายในกามทั้งหลายเกิดแล้ว. บทว่า โปราณกํ มคฺคํ ได้แก่ ฌานวิเศษอันตนบรรลุแล้วในกาลก่อน. บทว่า ปพฺพชิตฺวาน ความว่า พระราชกุมารทรงพานางกุมารีไปส่งยังที่อยู่ของมนุษย์ แล้วเสด็จกลับมาบรรพชาเพศเป็นฤาษี อยู่ในราวป่าทรงสำรอกกามราคะเสียได้ ครั้นสำรอกกามราคะได้แล้ว ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ด้วยประการฉะนี้.

พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้สัตว์ผู้บริสุทธิ์ดีแล้วทั้งหลาย ย่อมเศร้าหมองเพราะอาศัยมาตุคามเป็นเหตุอย่างนี้ แล้วทรงประกาศอริยสัจจธรรม แล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบอริยสัจจเทศนา ภิกษุผู้กระสันได้บรรลุพระอรหัตผล. ก็อนิตถิกุมารในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราผู้ตถาคตฉะนี้แล.

จบอรรถกถามหาปโลภนชาดก

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๒๒๔–๒๓๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

วิสตินิบาตชาดก · ๘๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๘๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Mahāpalobhanajātakaṃ

brahmalokā cavitvānāti idaṃ satthā jetavane viharanto visuddhasaṅkilesaṃ ārabbha kathesi.

Vatthu heṭṭhā vitthāritameva. Idha pana satthā bhikakhu

mātugāmo nāmesa visuddhasattepi saṅkiliṭṭhe karotīti vatvā atītaṃ

āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ cullapalobhne vuttanayena atītavatthu vitthāretabbaṃ. Tadā pana mahāsatto brahmalokā cavitvā kāsirañño putto hutvā nibbatti anitthigandhakumāro nāma ahosi. Itthīnaṃ hatthe na saṇṭhāti. Purisavesena naṃ thaññaṃ pāyesi. Jhānāgāre nisīdi itthiyo na passati.

Tamatthaṃ pakāsento satthā catasso gāthā abhāsi

brahmalokā cavitvāna devaputto mahiddhiko

rañño putto udapādi sabbakāmasamiddhisu.

Kāmā vā kāmasaññā vā brahmaloke na vijjati

svāssu tāyeva saññāya kāmehi vijigucchatha.

Tassa cantepure āsi jhānāgāraṃ sumāpitaṃ

so tattha paṭisallīno eko rahasi jhāyatha.

Sa rājā paridevesi puttasokena aṭṭito

ekaputto cayaṃ mayhaṃ na ca kāmāni bhuñjatīti.

Tattha sabbakāmasamiddhisūti sabbakāmānaṃ samiddhīsu sampattīsu ṭhitassa rañño putto hutvā ca eko devaputto nibbatti. Svāssūti so kumāro. Tāyevāti tāya brahmaloke nibbattitāya jhānasaññāya eva. Sumāpitanti pitarā suṭṭhu manāpaṃ katvā māpitaṃ. Rahasi jhāyathāti mātugāmaṃ apassanto vasi. Paridevesīti vilapati.

Pañcamā rañño paridevanagāthā

ko nu khottha upāyo so ko vā jānāti kiñcanaṃ

yo me puttaṃ palobheyya yathākāmāni patthayeti.

Tattha ko nu khottha upāyo soti ko nukho ettha etassa kāmānaṃ bhuñjanaupāyo. Ko nukho idhūpāyo sotipi pāṭho. Aṭṭhakathāyaṃ pana ko nukho taṃ upavasitvā upalāpanakāraṇaṃ jānātīti vuttaṃ. Ko vā jānāti kiñcananti ko vā etassa palibuddhakāraṇaṃ jānātīti attho.

Tato paraṃ diyaḍḍhā abhisambuddhagāthā

ahu kumārī tattheva vaṇṇarūpasamāhitā

kusalā naccagītassa vādite ca padakkhiṇā

sā tattha upasaṅkamma rājānaṃ etadabravīti.

Tattha ahūti bhikkhave tattheva antepure cūḷanāṭakānaṃ antare Ekā taruṇakumārikā ahosi. Padakkhiṇāti susikkhitā. Ahaṃ kho taṃ palobheyyaṃ sace bhattā bhavissatīti upaḍḍhagāthā kumārikāya vuttā.

Tattha sace bhattāti sace esa mayhaṃ pati bhavissatīti.

Taṃ tathāvādinaṃ rājā kumāriṃ etadabravi

tvaññeva naṃ palobhehi tava bhattā bhavissatīti.

Tattha tava bhattāti tavesa pati bhavissati tvaññeva tassa aggamahesī bhavissasi gaccha naṃ palobhehi kāmarasaṃ jānāpehīti.

Evaṃ vatvā rājā imissā kira okāsaṃ karontūti kumārakassa upaṭṭhākānaṃ pesesi. Sā paccūsakāle vīṇaṃ ādāya gantvā kumārassa sayanagabbhassa bahi avidūre ṭhatvā agganakhehi vīṇaṃ vādentī madhurassarena gāyitvā taṃ palobhesi.

Tamatthaṃ pakāsento satthā āha

sā ca antepuraṃ gantvā bahuṃ kāmūpasañhitaṃ

hadayaṅgamā pemanīyā citrā gāthā abhāsatha.

Tassāva gāyamānāya saddaṃ sutvāna nāriyā

kāmacchandassa uppajji janaṃ so paripucchatha.

Kasseso saddo ko vā so bhaṇati uccāvacaṃ bahuṃ

hadayaṅgamaṃ pemanīyaṃ aho kaṇṇasukhaṃ mama.

Esā kho samuddā deva khiḍḍā esā anappikā

sace tvaṃ kāme bhuñjeyya bhiyyo chandeyyu taṃ tava.

Iṃgha āgacchatorena avidūramhi gāyatu

assamassa samīpamhi santike mayha gāyatu.

Tirokuḍḍamhi gāyitvā jhānāgāramhi pāvisi

bandhituṃ anupubbena araññamiva kuñjaraṃ.

Tassā kāmarasaṃ ñatvā issādhammo ajāyatha

ahameva kāme bhuñjeyyaṃ mā añño puriso ahu.

Tato asiṃ gahetvāna purise hantuṃ upakkami

ahameva eko bhuñjissaṃ mā añño puriso siyā.

Tato jānapadā sabbe vikkandiṃsu samāgatā

putto tyāyaṃ mahārāja janaṃ heṭhetyadūsakaṃ.

Tañca rājā vipāhesi samhā raṭṭhā ca khattiyo

yāvatā vijitā mayhaṃ na te vatthabba tāvade.

Tato so bhariyamādāya samuddaṃ upasaṅkami

paṇṇasālaṃ karitvāna vanaṃ uñchāya pāvisi.

Athettha isi māgañchi samuddamuparūpari

so tassa gehaṃ pāvekkhi bhattakāle upaṭṭhite.

Tañca bhariyā palobhesi passa yāva sudāruṇaṃ

cuto so brahmacariyamhā iddhiyā parihāyatha.

Rājaputto ca uñchāto vanamūlaphalaṃ bahuṃ

sāyaṃ kājena ādāya assamaṃ upasaṅkami.

Isi ca khattiyaṃ disvā samuddaṃ upasaṅkami

vehāsayaṃ gamissanti sīdate so mahaṇṇave.

Khattiyo ca isiṃ disvā sīdamānaṃ mahaṇṇave

tasseva anukampāya imā gāthā abhāsatha.

Avijjamāne vārismiṃ sayaṃ āgamma iddhiyā

missībhāvitthiyā gantvā saṃsīdasi mahaṇṇave.

Āvaṭṭanī mahāmāyā brahmacariyavikopanā.

Sīdanti naṃ viditvāna ārakā parivajjaye.

Anelā mudusambhāsā duppūratā nadīsamā

sīdanti naṃ viditvāna ārakā parivajjaye.

Yaṃ etā upasevanti chandasā vā dhanena vā

jātavedova saṇṭhānaṃ khippaṃ anudahanti naṃ.

Khattiyassa vaco sutvā isissa nibbido ahu

laddhā porāṇakaṃ maggaṃ gacchate so vihāsayaṃ.

Khattiyo ca isiṃ disvā gacchamānaṃ vihāsayaṃ

saṃvegaṃ alabhi dhīro pabbajjaṃ samarocayi.

Tato so pabbajitvāna kāmarāgaṃ virājayi

kāmarāgaṃ virājetvā brahmalokūpago ahūti.

Tattha antepuranti kumārassa vasanaṭṭhānaṃ. Bahunti bahuṃ nānappakāraṃ. Kāmūpasañhitanti kāmanissitaṃ gītaṃ pavattayamānā. Kāmacchandassāti assa anitthigandhakumārassa kāmacchando uppajji. Jananta attano santikāvacaraṃ paricārikajanaṃ. Uccāvacanti uggatañca anuggatañca. Bhuñjeyyāti sace bhuñjeyyāsi. Chandeyyu tanti ete kāmā nāma tava rucceyyuṃ. So samuddāti sutvā tuṇhī ahosi. Itarā punadivasepi gāyi. Evaṃ kumāro paṭibaddhacitto hutvā tassā āgamanaṃ rocento paricārike āmantetvā iṃghāti gāthamāha. Tirokuḍḍamhīti sayanagabbhassa kuḍḍassa bahi. Mā aññoti añño kāme paribhuñjanto puriso nāma mā siyā. Hantuṃ upakkamīti anantaravīthiṃ otaritvā māretuṃ ārabhi. Vikkandiṃsūti kumārena katipayesu purisesu pahatesu purisā palāyitvā gehāni pavisiṃsu. So purise alabhanto thokaṃ vissami. Tasmiṃ khaṇe rājaṅgaṇe sannipatitvā upakkosiṃsu. Janaṃ heṭhetyadūsakanti niraparādhaṃ janaṃ heṭheti taṃ gaṇhāpethāti vadiṃsu. Rājā upāyena kumāraṃ gaṇhāpetvā imassa kiṃ kattabbanti pucchi. Deva aññaṃ natthi imaṃ pana kumāraṃ tāya kumārikāya saddhiṃ raṭṭhā pabbājetuṃ vaṭṭatīti vutte tathā akāsi. Tamatthaṃ pakāsento satthā tañcāti ādimāha. Tattha vipāhesīti pabbājesi. Na te vatthabba tāvadeti yattakaṃ mayhaṃ vijitaṃ tattake tayā na vatthabbaṃ. Uñchāyāti phalāphalatthāya tasmiṃ pana vanaṃ paviṭṭhe itarā yaṃ tattha pacitabbayuttakaṃ atthi taṃ pacitvā tassāgamanaṃ olokentī paṇṇasāladvāre nisīdi. Evaṃ kāle gacchante ekadivasaṃ Antaradīpakavāsī eko iddhimantatāpaso assamapadato nikkhamitvā maṇiphalakaṃ viya udakaṃ maddamānova ākāse uppatitvā bhikkhācāraṃ gacchanto paṇṇasālāya uparibhāgaṃ patvā dhūmaṃ disvā imasmiṃ ṭhāne manussā vasanti maññeti paṇṇasāladvāre otari. Sā taṃ disvā nisīdāpetvā paṭibaddhacittā hutvā itthīkuttaṃ dassetvā tena saddhiṃ anācāraṃ acari. Tamatthaṃ pakāsento satthā athetthāti ādimāha. Tattha isi māgañchīti isi āgacchi. Samuddamuparūparīti samuddassa matthakena. Passa yāva sudāruṇanti passatha bhikkhave tāya kumārikāya yāva sudāruṇaṃ kammaṃ katanti attho. Sāyanti sāyaṇhasamaye. Disvāti taṃ vijahituṃ asakkonto sakaladivasaṃ tattheva hutvā sāyaṇhasamaye rājaputtaṃ āgataṃ disvā palāyituṃ vehāsaṃ gamissanti uppatanākāraṃ karontova patitvā mahaṇṇave sīdati. Isiṃ disvāti anubandhamāno gantvā passitvāva. Anukampāyāti sacāyaṃ bhūmiyā āgato abhavissa palāyitvā araññaṃ paviseyya ākāsena āgato bhavissati tasmā samudde patitopi uppatanākāramiva karotīti anukampaṃ uppādetvā tasseva anukampāya abhāsatha. Tāsaṃ pana gāthānaṃ attho tikanipāte vuttoyeva. Nibbido ahūti kāmesu nibbido jāto. Porāṇakaṃ magganti pubbe adhigataṃ jhānavisesaṃ. Pabbajitvānāti taṃ itthiṃ manussāvāsaṃ netvā nivattetvā araññe isipabbajjaṃ pabbajitvā kāmarāgaṃ virājayi virājetvā brahmalokūpagato ahūti.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā evaṃ bhikkhave mātugāmaṃ paṭicca suvisuddhasattāpi saṅkilissantīti vatvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne ukkaṇṭhitabhikkhu arahattaṃ patto. Tadā anitthigandhakumāro pana ahameva ahosinti.

Mahāpalobhanajātakaṃ niṭṭhitaṃ.

Ekādasamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๔๑

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๐๖. จัมเปยยชาดกชาดกถัดไป๕๐๘. ปัญจปัณฑิตชาดก