ทุมเมธชาดก
ว่าด้วยคนโง่ถูกบูชายัญเพราะคนอธรรม
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๐ · บรรทัด ๓๒๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภการบำเพ็ญประโยชน์แก่โลก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า "ทุมฺเมธานํ" ดังนี้. ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสี แห่งพระราชาพระองค์นั้น ครั้นประสูติจากพระครรภ์พระมารดาแล้ว พระประยูรญาติได้ขนานพระนามให้ว่า "พรหมทัตกุมาร" พอมีพระชนม์ ๑๖ พรรษา ก็ได้ทรงศึกษาศิลปะในเมืองตักกสิลา ทรงเจนจบไตรเพท และทรงสำเร็จศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ. ต่อมาพระราชบิดา ทรงพระราชทานตำแหน่งอุปราชแก่พระองค์. ในครั้งนั้น ประชาชนในกรุงพาราณสี นับถือเทวดาเป็นสิ่งขวัญ พากันนอบนบเทวดา ฆ่าแพะ แกะ ไก่ และหมู เป็นต้นมากมาย กระทำการบวงสรวงด้วยดอกไม้และของหอมนานาชนิด และด้วยเนื้อและโลหิต. พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า บัดนี้ ประชาราษฎร์นับถือเทวดาเป็นมิ่งขวัญ พากันฆ่าสัตว์ มหาชนฝังใจในอธรรมถ่ายเดียวโดยมากเราได้ราชสมบัติ เมื่อพระราชบิดาสวรรคตแล้ว จักไม่ให้สัตว์แม้สักตัวเดียวได้ลำบาก ต้องหาอุบายไม่ให้ใคร ๆ ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตให้จงได้. อยู่มาวันหนึ่ง พระองค์ทรงรถเสด็จออกจากพระนคร ทอดพระเนตรเห็นมหาชนชุมนุมกันที่ ต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่ง ใครอยากได้สิ่งใด ๆ ในบรรดา ลูกชาย ลูกหญิง ยศและทรัพย์เป็นต้น ก็พากันบนในสำนักของเทวดา อันสิงอยู่ ณต้นไทรนั้น พระองค์จึงเสด็จลงจากรถ ทรงดำเนินเข้าไปใกล้ต้นไทรนั้น ทรงบูชาด้วยของหอมและดอกไม้ สรงสนาน กระทำปทักษิณต้นไม้เหมือนกับพวกที่ถือเทวดาเป็นมิ่งขวัญ บังคมเทวดาแล้ว เสด็จขึ้นทรงรถกลับเข้าพระนคร ตั้งแต่นั้นมา ก็เสด็จไปที่ต้นไม้นั้น ทุก ๆ ขณะเวลาที่ว่าง ทรงทำการบูชาเหมือนเป็นผู้นับถือ เทวดาเป็นมิ่งขวัญ ดังพรรณนามาแล้วนั่นแล. โดยสมัยต่อมา พระราชบิดาสวรรคต พระองค์ก็ได้เสวยราชย์ ทรงเว้นอคติ ๔ ประการ ทรงประพฤติทศพิธราชธรรมเคร่งครัด ดำรงราชโดยธรรม ทรงพระดำริว่า มโนรถของเราถึงที่สุดแล้ว เราดำรงในราชสมบัติแล้ว แต่ข้อหนึ่งที่เราคิดไว้ครั้งก่อนนั้น ก็จะต้องให้ถึงที่สุดในบัดนี้ พลางมีพระราชกระแสเรียกพวกอำมาตย์และประชาชน มีพราหมณ์ คฤหบดีเป็นต้นมาประชุมกัน ตรัสประกาศว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านทราบกันไหมว่า เหตุใดเราจึงได้ราชสมบัติ ? ประชาชนพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทราบเกล้า ฯพระเจ้าข้า. รับสั่งถามว่า เมื่อเราบูชาต้นไทรต้นโน้นด้วยของหอมเป็นต้น ประคองกระพุ่มมือนบไหว้อยู่ พวกท่านเคยเห็นหรือไม่เล่า ? ขอเดชะ. เคยเห็นพระเจ้าข้า. พระองค์มีพระราชดำรัสต่อไปว่า ในครั้งนั้น เราตั้งความปรารถนาไว้ว่า ถ้าได้ราชสมบัติจักกระทำพลีกรรม เราได้ราชสมบัตินี้ด้วยอานุภาพของเทวดานั้น บัดนี้เราจักกระทำพลีกรรมแก่ท้าวเธอ พวกท่านอย่าชักช้าเลย พากันเตรียมพลีกรรมแก่เทวดา เป็นการเร็วเถิด. พวกอำมาตย์เป็นต้น ทูลถามว่า ขอเดชะ พวกข้าพระพุทธเจ้าจัดสิ่งใดเล่าพระเจ้าข้า ? รับสั่งว่า ท่านทั้งหลาย เมื่อเราบนเทวดาเราได้อ้อนวอนไว้ว่า ข้าพเจ้าจักฆ่าหมู่คนที่พากันประพฤติยึดถือกรรม แห่งคนทุศีล ๕ ประการ มีฆ่าสัตว์เป็นต้น และที่พากันประพฤติยึดถืออกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ ในรัชกาลของข้าพเจ้าแล้วจักทำพลีกรรม ด้วยลำไส้และเลือดเนื้อคนเหล่านั้น เพราะฉะนั้นพวกท่านจงตีฆ้องประกาศไปว่า พระราชาของพวกเราครั้งดำรงพระยศเป็นอุปราชอยู่นั่นแล ทรงบนเทวดาไว้อย่างนี้ว่า ถ้าทรงครองราชสมบัติ จักให้ฆ่าคนที่ปรากฏว่าทุศีลในรัชกาลให้หมด แล้วการทำพลีกรรม บัดนี้พระองค์มีพระราชประสงค์จะให้ฆ่าคนที่ประพฤติ ยึดถือกรรมของตนทุศีล ๕ ประการ ซึ่งเป็นคนทุศีลประมาณพันคน แล้วให้เอาเครื่องใน มีหัวใจ เป็นต้นของคนเหล่านั้น ไปทรงกระทำพลีกรรมแก่เทวดา ชาวพระนครทั้งหลายจงรู้ไว้อย่างนี้เถิด. ก็แลครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงประกาศพระราชประสงค์ว่า คราวนี้นับแต่บัดนี้ไป เราจักต้องฆ่าคนที่ประพฤติกรรมของตนทุศีลให้ถึงพันคน บูชายัญ จึงจักพ้นจากการบน ได้ตรัสพระคาถานี้ ว่า :"เราเข้าไปบนไว้ ถึงการบูชายัญด้วยคนโง่ ๆ พันคน บัดนี้เล่า เราจักต้องบูชายัญละคนที่ประพฤติอธรรมมีมากนัก" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุมฺเมธานํ สหสฺเสน ความว่าบุคคลชื่อว่ามีปัญญาทราม เพราะไม่รู้เลยว่า กรรมนี้ควรทำกรรมนี้ไม่ควรทำ ก็หรือชื่อว่าโง่ เพราะประพฤติยึดถือในอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ ด้วยคนเขลาที่โง่เง่าไร้ปัญญาเหล่านั้นนับให้ได้พันคน. บทว่า ยญฺโ เม อุปยาจิโต ความว่า เราได้เข้าไปหาเทวดา บนไว้ถึงการบูชายัญ ว่าจักบูชายัญอย่างนี้. บทว่า อิทานิ โขหํ ยชิสฺสามิ ความว่า เรานั้นจักบูชายัญในบัดนี้ เพราะได้ครองราชสมบัติด้วยการบนนี้. เพราะเหตุไร ? เพราะเดี๋ยวนี้ คนที่ประพฤติอธรรมมีมากนัก เพราะฉะนั้นต้องจับเขาไปทำพลีกรรม เสียเดี๋ยวนี้ทีเดียว. พวกอำมาตย์ฟังพระดำรัสของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็รับพระบรมราชโองการว่า ชอบด้วยเกล้า ฯ พระเจ้าข้า แล้วเที่ยวตีกลองป่าวประกาศไปทั่วเมืองพาราณสี อันมีปริมณฑล ๑๒โยชน์. ชาวประชาทั่วไป ฟังอาญาจากการตีกลองป่าวประกาศแล้ว จะหาคนที่ยึดถือทุศีลกรรม แม้เพียงข้อเดียว สักคนหนึ่งก็ไม่ได้. ด้วยกุสโลบายอันแนบเนียนนี้ ตลอดเวลาที่พระโพธิสัตว์ครองราชสมบัติอยู่ บุคคลที่กระทำกรรม ในบรรดาทุศีลกรรม๕ ประการ หรือ ๑๐ ประการ แม้เพียงข้อเดียว. ก็ไม่ปรากฏเลย. พระโพธิสัตว์มิได้ทรงให้บุคคลแม้เพียงคนเดียวลำบาก โปรดชาวแว่นแคว้นหัวหน้า ให้รักษาศีล แม้พระองค์เอง ก็ทรงบำเพ็ญบุญมีการให้ทานเป็นต้น ในเวลาสิ้นพระชนม์ ก็ทรงพาบริษัทของพระองค์ ไปแน่นเทวนครด้วยประการฉะนี้. แม้พระบรมศาสดา ก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ตถาคตประพฤติประโยชน์แก่โลก แม้ในกาลก่อน ก็ประพฤติแล้วเหมือนกัน ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า บริษัทในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัทในบัดนี้ ส่วนพระเจ้ากรุงพาราณสี ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาทุมเมธชาดกที่ ๑๐รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ๑. โลสกชาดก ๒. กโปตกชาดก ๓. เวฬุกชาดก๔. มกสชาดก ๕. โรหิณีชาดก ๖. อารามทูสกชาดก ๗. วารุณิทูสกชาดก ๘. เวทัพพชาดก ๙. นักขัตตชาดก ๑๐. ทุกเมธชาดก. จบ อัตถกามวรรคที่ ๕จบ ปัณณาสก์ที่ ๑๖. อาสิงสวรรค
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๕๔–๖๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๑๐. ทุมฺเมธชาตกํ
ทุมฺเมธานนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต โลกตฺถจริยํ อารพฺภ กเถสิ ฯ สา ทฺวาทสนิปาเต มหากณฺหชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส รญฺโญ อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ ปฏิสนฺธึ คณฺหิ ฯ ตสฺส มาตุ กุจฺฉิโต นิกฺขนฺตสฺส นามคหณทิวเส พฺรหฺมทตฺตกุมาโรติ นามํ อกํสุ ฯ โส โสฬสวสฺสุทฺเทสิโก หุตฺวา ตกฺกสิลายํ สิปฺปํ อุคฺคณฺหิตฺวา ติณฺณํ เวทานํ ปารํ คนฺตฺวา อฏฺฐารสนฺนํ วิชฺชฏฺฐานานํ นิปฺผตฺตึ ปาปุณิ ฯ อถสฺส ปิตา อุปรชฺชํ อทาสิ ฯ ตสฺมึ สมเย พาราณสิยํ มนุสฺสา เทวตามงฺคลิกา โหนฺติ เทวตํ นมสฺสนฺติ พหู อเชฬก กุกฺกุฏ สูกราทโย วธิตฺวา นานปฺปกาเรหิ ปุปฺผคนฺเธหิ เจว มํสโลหิเตหิ จ พลิกมฺมํ กโรนฺติ ฯ โพธิสตฺโต จินฺเตสิ อิทานิ สตฺตา เทวตามงฺคลิกา ปาณวธํ กโรนฺติ มหาชโน เยภุยฺเยน อธมฺมสฺมึเยว นิวิฏฺโฐ อหํ ปิตุ อจฺจเยน รชฺชํ ลภิตฺวา เอกมฺปิ อกิลเมตฺวา อุปาเยเนว ปาณวธํ กาตุํ น ทสฺสามีติ ฯ โส เอกทิวสํ รถํ อภิรุยฺห นครา นิกฺขมนฺโต อทฺทส เอกสฺมึ มหนฺเต วฏรุกฺเข มหาชนํ สนฺนิปติตํ ตสฺมึ รุกฺเข นิพฺพตฺตเทวตาย สนฺติเก ปุตฺตธีตุยสธนาทีสุ ยํ ยํ อิจฺฉติ ตํ ตํ ปฏฺเฐนฺตํ ฯ โส รถา โอรุยฺห ตํ รุกฺขํ อุปสงฺกมิตฺวา คนฺธปุปฺเผหิ ปูเชตฺวา อุทเกน อภิเสกํ กตฺวา รุกฺขํ ปทกฺขิณํ กตฺวา เทวตามงฺคลิโก วิย หุตฺวา เทวตํ นมสฺสิตฺวา รถํ อภิรุยฺห นครเมว ปาวิสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย อิมินาว นิยาเมน อนฺตรนฺตเร ตตฺถ คนฺตฺวา เทวตามงฺคลิโก วิย ปูชํ กโรติ ฯ โส อปเรน สมเยน ปิตุ อจฺจเยน รชฺเช ปติฏฺฐาย จตสฺโส อคติโย วชฺเชตฺวา ทส ราชธมฺเม อโกเปนฺโต ธมฺเมน รชฺชํ กาเรนฺโต จินฺเตสิ มยฺหํ มโนรโถ มตฺถกํ ปตฺโต รชฺเช ปติฏฺฐิโตสฺมิ ยํ ปนาหํ ปุพฺเพ เอกํ อตฺถํ วิจินฺตยึ อิทานิ ตํ มตฺถกํ ปาเปสฺสามีติ ฯ อมจฺเจ จ พฺราหฺมณคหปติกาทโย จ สนฺนิปาตาเปตฺวา อามนฺเตสิ ชานาถ โภ มยา เกน การเณน รชฺชํ ปตฺตนฺติ ฯ น ชานาม เทวาติ ฯ อหํ อสุกนฺนาม วฏรุกฺขํ คนฺธาทีหิ ปูเชตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา นมสฺสมาโน ทิฏฺฐปุพฺโพติ ฯ อาม เทวาติ ฯ ตทาหํ ปฏฺฐนํ อกาสึ สเจ รชฺชํ ปาปุณิสฺสามิ พลิกมฺมนฺเต กริสฺสามีติ มยา ตสฺสา เทวตาย อานุภาเวน อิทํ รชฺชํ ลทฺธํ อิทานิ ตสฺสา พลิกมฺมํ กริสฺสามิ ตุมฺเห ปปญฺจํ อกตฺวา ขิปฺปํ เทวตาย พลิกมฺมํ สชฺเชถาติ ฯ กึ คณฺหาม เทวาติ ฯ โภนฺโต อหํ เทวตาย อายาจมาโน เย จ มยฺหํ รชฺเช ปาณาติปาตาทีนิ ปญฺจวิธทุสฺสีลกมฺมานิ ทส อกุสลกมฺมปเถ สมาทาย วตฺติสฺสนฺติ เต ฆาเตตฺวา อนฺตวฏฺฏิมํสโลหิตาทีหิ พลิกมฺมํ กริสฺสามีติ อายาจึ ตสฺมา ตุมฺเห เอวํ เภริญฺจาราเปถ อมฺหากํ ราชา อุปราชกาเลเยว เอวํ อายาจิ สจาหํ รชฺชํ ปาปุณิสฺสามิ เย เม รชฺเช ทุสฺสีลา ภวิสฺสนฺติ เต สพฺเพ ฆาตาเปตฺวา พลิกมฺมํ กริสฺสามีติ โส อิทานิ ปญฺจวิธํ ทุสฺสีลกมฺมํ สมาทาย วตฺตมานานํ ทุสฺสีลานํ สหสฺสํ ฆาตาเปตฺวา เตสํ หทยมํสาทีนิ คาหาเปตฺวา เทวตาย พลิกมฺมํ การาเปตุกาโม เอวํ นครวาสิโน ชานนฺตูติ ฯ เอวญฺจ ปน วตฺวา เยทานิ อิโต ปฏฺฐาย ทุสฺสีลกมฺเม วตฺติสฺสนฺติ เตสํ สหสฺสํ ฆาเตตฺวา ยญฺญํ ยชิตฺวา อายาจนโต มุจฺจิสฺสามีติ เอตมตฺถํ ปกาเสนฺโต อิมํ คาถมาห
ทุมฺเมธานํ สหสฺเสน ยญฺโญ เม อุปยาจิโต
อิทานิ โขหํ ยชิสฺสามิ พหุ อธมฺมิโก ชโนติ ฯ
ตตฺถ ทุมฺเมธานํ สหสฺเสนาติ อิทํ กมฺมํ กาตุํ วฏฺฏติ อิทํ น วฏฺฏตีติ อชานนภาเวน ทสสุ วา ปน อกุสลกมฺมปเถสุ สมาทาย วตฺตนภาเวน ทุมฺเมธา เอเตสนฺติ ทุมฺเมธา เตสํ ทุมฺเมธานํ นิปฺปญฺญานํ พาลปุคฺคลานํ คณิตฺวา คหิเตน สหสฺเสน ฯ ยญฺโญ เม อุปยาจิโตติ มยา เทวตํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ ยชิสฺสามีติ ยญฺโญ ยาจิโต ฯ อิทานิ โขหํ ยชิสฺสามีติ โส อหํ อิมินา อายาจเนน รชฺชสฺส ปฏิลทฺธตฺตา อิทานิ ยชิสฺสามิ ฯ กึการณา ฯ อิทานิ หิ พหุ อธมฺมิโก ชโน ตสฺมา อิทาเนว นํ คเหตฺวา พลิกมฺมํ กริสฺสามีติ ฯ
อมจฺจา โพธิสตฺตสฺส วจนํ สุตฺวา สาธุ เทวาติ ทฺวาทสโยชนิเก พาราณสีนคเร เภริญฺจาราเปสุํ ฯ เภริยา อาณํ สุตฺวา เอกมฺปิ ทุสฺสีลกมฺมํ สมาทาย ฐิโต เอกปุริโสปิ นาโหสิ ฯ อิติ ยาว โพธิสตฺโต รชฺชํ กาเรสิ ตาว เอกปุคฺคโลปิ ปญฺจสุ วา ทสสุ วา ทุสฺสีลกมฺเมสุ เอกมฺปิ กมฺมํ กโรนฺโต น ปญฺญายิตฺถ ฯ เอวํ โพธิสตฺโต เอกปุคฺคลมฺปิ อกิลมนฺโต สกลรฏฺฐวาสิโน สีลํ รกฺขาเปตฺวา สยมฺปิ ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กริตฺวา ชีวิตปริโยสาเน อตฺตโน ปริสํ อาทาย เทวนครํ ปูเรนฺโต อคมาสิ ฯ
สตฺถาปิ น ภิกฺขเว ตถาคโต อิทาเนว โลกสฺส อตฺถํ จรติ ปุพฺเพปิ จริเยวาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ปริสา พุทฺธปริสา อเหสุํ พาราณสีราชา ปน อหเมวาติ ฯ
ทุมฺเมธชาตกํ ทสมํ ฯ
อตฺถกามวคฺโค ปญฺจโม ฯ
ปฐมํ ปณฺณาสกํ ฯ
@เชิงอรรถ:
@*** หน้านี้ไม่มีข้อมูล ***
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗