อโยฆรชาดก
ว่าด้วยอำนาจของมัจจุราช
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๒๖๑ · บรรทัด ๙๐๖๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภการออกมหาภิเนษกรมณ์นั่นเอง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยเมกรตฺตึ ปมํ ดังนี้.
แท้จริงแม้ในครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่า ใช่แต่ในชาตินี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน ตถาคตก็เคยออกมหาภิเนษกรมณ์เหมือนกันแล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังนี้
เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติ ณ พระนครพาราณสี พระอัครมเหสีของท้าวเธอทรงพระครรภ์ ได้รับการบริหารพระครรภ์เป็นอย่างดีจนพระครรภ์แก่แล้ว ประสูติพระราชโอรส ในระหว่างเวลาปัจจุสมัยใกล้รุ่งในภพก่อนมีสตรีผู้หนึ่งร่วมสามีเดียวกันกับพระนางเทวีนั้น ตั้งความปรารถนาไว้ว่า ขอให้เราได้กินลูกของท่านที่คลอดแล้ว ๆ. ได้ยินว่า สตรีผู้นั้น ตนเองเป็นหญิงหมัน ทำความปรารถนาเช่นนั้น เพราะความโกรธสตรีที่มีบุตรแล้วได้มาบังเกิดในกำเนิดนางยักษิณี สตรีที่มีบุตรนั้นได้มาเป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัต จนคลอดพระโอรสองค์นี้ คราวนั้น นางยักษิณีได้โอกาสจึงแปลงกายมา เมื่อพระเทวีทอดพระเนตรดูอยู่นั้นแล ตรงเข้าจับทารกนั้นแล้วหนีไป. พระนางเทวีทรงร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า นางยักษิณีจับโอรสของเราหนีไปแล้ว. ฝ่ายนางยักษิณี ก็กัดกินทารกทำเสียงมุรุ มุรุ เหมือนกินเง่าบัว แสดงท่ายกมือชี้หน้าคุกคามพระเทวี แล้วก็หลีกหนีไป พระราชาทรงสดับพระเสาวนีย์ของพระเทวีแล้วทรงดำริว่า ไฉนนางยักษิณีจึงบังอาจการทำได้แต่ทรงนิ่งเฉยเสีย. ในกาลที่พระเทวีทรงประสูติพระโอรสอีก ท้าวเธอได้ทรงจัดการอารักขามั่นคง. พระเทวีก็ประสูติพระโอรสอีกเป็นคำรบสอง. นางยักษิณีก็มาเคี้ยวกินพระกุมารนั้นแล้วหนีไปอีก. ในวาระที่สาม พระมหาสัตว์เจ้าทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระเทวี พระราชาทรงมีพระโองการให้มหาชนมาประชุมกัน ตรัสถามว่า ยักษิณีตนหนึ่งมากินโอรสที่ประสูติจากพระเทวีของเราทุกคราว ควรจะจัดการสถานใด ? ครั้งนั้นบุรุษคนหนึ่งกราบทูลว่า ขอเดชะธรรมดานางยักษิณี ย่อมกลัวใบตาล ควรที่จะผูกใบตาลไว้ที่พระหัตถ์และพระบาททั้งสองของพระเทวี อีกคนหนึ่งทูลว่า ขอเดชะ ธรรมดานางยักษิณีย่อมกลัวเรือนเหล็ก ควรทำเรือนเหล็กไว้ พ่ะย่ะค่ะ. พระราชาตรัสสั่งว่าดีละ แล้วตรัสสั่งให้ช่างเหล็กทั้งหลายในแว่นแคว้นของพระองค์ มาประชุมกัน ทรงบัญชาว่า ท่านทั้งหลายจงช่วยกันทำเรือนเหล็กให้เรา แล้วโปรดให้ราชบุรุษผู้ดูแลคอยกำกับการ. ช่างเหล็กทั้งหลายจึงก่อสร้างพระตำหนักขึ้น ณ ภูมิภาคอันรื่นรมย์ภายในพระนครนั่นเอง. สัมภาระแห่งพระตำหนักทุกอย่าง ตั้งแต่เสาเป็นต้น ล้วนแล้วไปด้วยเหล็กทั้งนั้น ตำหนักรูปทรงจตุรมุขหลังใหญ่ล้วนแล้วไปด้วยเหล็ก สำเร็จลงโดยเวลาเก้าเดือน. พระตำหนักนั้นงามรุ่งเรืองเท่าเทียมกับแสงประทีปอันโพลงอยู่เป็นนิตย์ พระราชาทรงทราบว่า พระราชเทวีทรงพระครรภ์แก่แล้ว จึงตรัสสั่งให้ประดับตกแต่งพระตำหนักเหล็ก พาพระนางเทวีไปประทับยังตำหนักนั้น พระนางเทวีก็ประสูติพระราชโอรส สมบูรณ์ด้วยธัญบุญลักษณะ ณ พระตำหนักเหล็กนั้น. พระราชากับพระอัครมเหสีทรงพระราชทานนามพระราชโอรสว่า " อโยฆรกุมาร " พระราชาทรงมอบพระกุมารแก่พระพี่เลี้ยงนางนมแล้ว ทรงจัดแจงอารักขาใหญ่ยิ่ง พาพระราชเทวีกระทำประทักษิณเสด็จเลียบพระนคร แล้วเสด็จสู่พื้นอลังกตปราสาท. ฝ่ายนางยักษิณี ถึงเวรตักน้ำ นำน้ำไปถวายท้าวเวสวัณ ถึงความสิ้นชีวิตแล้ว.
พระมหาสัตว์เจ้าทรงเจริญเติบโตในพระตำหนักเหล็กนั่นเอง จนรู้เดียงสา ทรงศึกษาศิลปวิทยาทุกอย่างในที่นั้นแหละ. พระราชาตรัสถานหมู่อำมาตย์ว่า โอรสของเรามีพระชันษาได้เท่าไร ทรงสดับว่า พระโอรสมีพระชันษา ๑๖ แกล้วกล้า สมบูรณ์ด้วยพลานามัย สามารถต่อสู้กับยักษ์ได้แม้ตั้งพันจึงมีพระราชโองการว่า เราจักมอบราชสมบัติแก่โอรสของเรา ท่านทั้งหลายจงให้จัดการตกแต่งทั่วทั้งพระนคร แล้วเชิญพระโอรสออกจากตำหนักเหล็กนำมายังพระราชฐาน อำมาตย์ทั้งหลายรับพระราชโองการว่า ดีละ พระเจ้าข้าแล้วให้พนักงานตบแต่งพระนครพาราณสี อันมีปริมณฑลได้ ๑๒ โยชน์เสร็จแล้วนำมงคลหัตถี อันเพริศแพร้วไปด้วยสรรพาลังการ ไปยังพระตำหนักเหล็กนั้น ประดับตกแต่งพระราชกุมารแล้ว ทูลเชิญให้ประทับเหนือมงคลหัตถีแล้วทูลว่า ขอเดชะพระกุมารผู้ประเสริฐ ขอเชิญพระองค์ทรงทำประทักษิณเลียบพระนครอันอลงกต ซึ่งเป็นมรดกแห่งราชตระกูล แล้วเสด็จไปถวายบังคมพระเจ้ากาสิกราชผู้พระราชบิดา พระองค์จักได้เศวตฉัตรในวันนี้แหละ พะย่ะค่ะเมื่อพระมหาสัตว์ทำการประทักษิณพระนครอยู่ ทอดพระเนตรเห็นพระราชอุทยาน แนวป่า สระโบกขรณี พื้นภูมิภาคและปราสาทราชวังอันน่ารื่นรมย์ยินดีเป็นต้นแล้ว ทรงจินตนาการว่า พระราชบิดาของเรา ให้เราอยู่ในเรือนจำตลอดกาลเพียงนี้ ไม่ให้เราได้เห็นพระนครอันตกแต่งงดงามเห็นปานนี้เลยโทษผิดของเรามีอย่างไรหนอ ดังนี้แล้ว จึงตรัสถามพวกอำมาตย์ อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ขอเดชะ พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ โทษผิดของพระองค์ไม่มีเลย พะย่ะค่ะ แต่นางยักษิณีตนหนึ่งมาเคี้ยวกินพระเชษฐาธิราชของพระองค์ถึงสองพระองค์ เพราะเหตุนั้น พระราชบิดาของพระองค์ จึงโปรดให้พระองค์อยู่ในตำหนักเหล็ก พระองค์รอดพระชนมชีพมาได้ เพราะพระตำหนักเหล็กแท้ ๆ พะย่ะค่ะ อโยฆรราชกุมาร ทรงสดับคำของอำมาตย์กราบทูล แล้วทรงพระดำริว่า เราอยู่ในครรภ์ของพระมารดา ๑๐ เดือนเหมือนอยู่ในโลหกุมภีนรก และคูถนรก นับแต่คลอดออกจากพระครรภ์พระมารดาแล้ว ต้องอยู่ในที่คุมขังถึง ๑๖ ปี ไม่ได้โอกาสที่จะได้ดูโลกภายนอกเลยเป็นเหมือนตกอยู่ในอุสสุทนรกฉะนั้น แม้เราจะพ้นจากเงื้อมมือของนางยักษิณีมาได้ ใช่ว่าจะไม่แก่ไม่ตายก็หามิได้ ประโยชน์อะไรด้วยราชสมบัติแก่เรานับแต่วาระที่ได้ดำรงอยู่ในราชสมบัติแล้ว จะออกบรรพชาได้ยาก เราจักให้พระราชบิดาทรงอนุญาตารบรรพชาแก่เรา แล้วเข้าไปสู่ป่าหิมพานต์ บวชเสียวันนี้ทีเดียว ครั้นพระราชกุมารทรงกระทำประทักษิณพระนครแล้ว เสด็จเข้าไปสู่ราชตระกูล ถวายบังคมพระราชบิดาแล้วประทับยืนอยู่ พระเจ้าพรหมทัตทอดพระเนตรสรีรโสภาแห่งพระโอรสแล้ว ทรงเสน่หารักใคร่เป็นกำลังจึงทรงชำเลืองดูหมู่อำมาตย์ อำมาตย์ทั้งหลายทูลว่า ขอเดชะ จะโปรดให้พวกข้าพระพุทธเจ้า จัดแจงอย่างไรต่อไป. ท้าวเธอจึงตรัสสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงเชิญโอรสของเราให้ประทับเหนือกองรัตนะ แล้วสระสรงด้วยน้ำสังข์สามอย่างแล้วสอดสวมกาญจนมาลา และยกเศวตฉัตรขึ้น พระมหาสัตว์เจ้าจึงถวายบังคมพระราชบิดาทูลคัดค้านว่า ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความต้องการด้วยราชสมบัติ ข้าพระพุทธเจ้าจักบวช ขอพระองค์ได้โปรดทรงอนุญาตให้ข้าพระพุทธเจ้าบวชเถิด. พระเจ้าพรหมทัตจึงตรัสว่า ลูกรัก เจ้าบอกคืนราชสมบัติแล้วจักบวช เพราะเหตุอะไร ? พระมหาสัตว์เจ้าทูลตอบว่า ขอเดชะพระราชบิดาผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ข้าพระพุทธเจ้าอยู่ในพระครรภ์พระมารดา๑๐ เดือน เหมือนอยู่ในคูถนรก ประสูติจากพระครรภ์แล้ว ต้องอยู่ในที่คุมขังถึง ๑๖ ปี ไม่ได้โอกาสที่จะเห็นโลกภายนอกได้ เพราะภัยอันเกิดแต่นางยักษิณีได้เป็นเหมือนตกอยู่โนอุสสุทนรก ถึงพ้นจากเงื้อมมือนางยักษิณีแล้ว ใช่ว่าข้าพระพุทธเจ้าจะเป็นคนไม่แก่ไม่ตายก็หามิได้ ขึ้นชื่อว่า มฤตยุราชนี้ ใคร ๆไม่อาจชนะ ไม่อาจจะลวงได้ ข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้เอือมระอาในภพ ข้าพระพุทธเจ้าจักบวชประพฤติธรรมไปจนกว่า ชรา พยาธิ และมรณะ จะไม่มาถึงข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าไม่ปรารถนาราชสมบัติ ขอเดชะพระราชบิดาผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ โปรดทรงอนุญาตให้ข้าพระองค์บวชเถิด ดังนี้แล้วเมื่อจะทรงแสดงธรรมถวายพระราชบิดา จึงตรัส (พระคาถา) ความว่า
สัตว์ถือปฏิสนธิ กลางคืนก็ตาม กลางวันก็ตาม ย่อมอยู่ในครรภ์มารดาก่อน สัตว์นั้นย่อมเกิดเพราะ กำลังลม ย่อมไปสู่ความเป็นกลละเป็นต้น ย่อมไม่ย้อน กลับมาสู่ความเป็นกลละเป็นต้นอีก. นรชนทั้งหลาย จะยกพลโยธายุทธนาการกับชรา พยาธิ มรณะไม่ได้เลยเป็นอันขาด เพราะว่าชีวิตของ สัตว์ทั้งมวลนี้ ถูกความเกิดและความแก่เข้าไปประทุษร้ายเบียดเบียน เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. พระราชาผู้เป็นอธิบดีในรัฐทั้งหลาย ย่อมจะข่มขี่ ราชศัตรูผู้มีเสนาอันประกอบด้วยองค์ ๔ ล้วนรูปร่างน่า สะพรึงกลัว เอาชัยชนะได้ แต่ไม่สามารถจะชนะเสนา แห่งมัจจุราชได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. พระราชาบางพวก แวดล้อมด้วยพลม้า พลรถ และพลเดินเท้า ย่อมพ้นจากเงื้อมมือของข้าศึก แต่ก็ ไม่อาจจะพ้นจากสำนักของมัจจุราชได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. พระราชาทั้งหลายผู้กล้าหาญ ย่อมหักค่ายทำลาย พระนครแห่งราชศัตรูให้ย่อยยับได้ และกำจัดมหาชน ได้ด้วยพลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า แต่ ไม่สามารถจะหักรานเสนาแห่งมัจจุราชได้ เพราะ เหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. คชสารทั้งหลายที่ตกมัน มีมันเหลวแตกออกจาก กระพอง ย่อมย่ำยีนครทั้งหลาย และเข่นฆ่าประชาชน ได้ แต่ไม่สามารถจะย่ำยีเสนาแห่งมัจจุราชได้ เพราะ เหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า จะบวชประพฤติ ธรรม. นายขมังธนูทั้งหลาย แม้มีมืออันได้ฝึกฝนมาดี แล้ว เป็นผู้มีปัญญา สามารถยิงธนูให้ถูกได้ในที่ไกล ยิงได้แม่นยำไม่ผิดพลาด ก็ไม่สามารถจะยิงต่อต้าน มัจจุราชได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. สระทั้งหลาย และมหาปฐพีกับทั้งภูเขาราวไพร ย่อมเสื่อมสิ้นไป สังขารทั้งปวงนั้นจะตั้งอยู่นานสัก เท่าไร ก็ย่อมเสื่อมสิ้นไป เพราะสังขารทั้งปวงนั้น ครั้นถึงกาลกำหนดแล้วย่อมจะแตกทำลายไป เพราะ เหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติ ธรรม. แท้จริง ชีวิตของสัตว์ทั้งมวลทั้งที่เป็นสตรี และ บุรุษในโลกนี้ เป็นของหวั่นไหว เหมือนแผ่นผ้าของ นักเลงสุรา และต้นไม้เกิดใกล้ฝั่ง เป็นของหวั่นไหว ไม่ยั่งยืนฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. ผลไม้ที่สุกแล้ว ย่อมหล่นล่วง ฉันใด สัตว์ ทั้งหลาย ทั้งหนุ่มแก่ ทั้งปานกลาง ทั้งหญิง ทั้งชาย ย่อมเป็นผู้มีสรีระทำลายหล่นไปฉันนั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. พระจันทร์ อันเป็นราชาแห่งดวงดาวเป็นฉันใด วัยนี้หาเป็นฉันนั้นไม่ เพราะส่วนใดล่วงไปแล้ว ส่วน นั้นเป็นอันล่วงไปแล้วในบัดนี้ อนึ่ง ความยินดีใน กามคุณของคนแก่ชราแล้วย่อมไม่มี ความสุขจะมีมา แต่ไหน เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะ บวชประพฤติธรรม. ยักษ์ก็ดี ปีศาจก็ดี หรือเปรตก็ดี โกรธเคืองแล้ว ย่อมเข้าสิงมนุษย์ได้ แต่ไม่สามารถจะเข้าสิงมัจจุราช ได้เลย เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวช ประพฤติธรรม. มนุษย์ทั้งหลายย่อมกระทำการบวงสรวงยักษ์ ปีศาจ หรือเปรตทั้งหลาย ผู้โกรธเคืองแล้วได้ แต่ไม่ สามารถจะบวงสรวงมัจจุราชได้เลย เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. พระราชาทั้งหลายทรงทราบโทษผิดแล้ว ย่อม ลงอาชญากะบุคคลผู้กระทำความผิด ผู้ประทุษร้ายต่อ ราชสมบัติ และผู้เบียดเบียนประชาชน ตามสมควร แต่ไม่สามารถลงอาชญามัจจุราชได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. ชนทั้งหลายผู้กระทำความผิด ฐานประทุษร้าย ต่อพระราชาก็ดี ผู้ประทุษร้ายต่อราชสมบัติก็ดี ผู้ เบียดเบียนประชาชนก็ดี ย่อมจะขอพระราชทานอภัยโทษได้ แต่หาทำมัจจุราชให้ผ่อนปรน กรุณาปรานี ได้ไม่ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวช ประพฤติธรรม. มัจจุราชมิได้มีความเกรงใจเลยว่า ผู้นี้เป็น กษัตริย์ ผู้นี้เป็นพราหมณ์ ผู้นี้มั่งคั่ง ผู้นี้มีกำลัง ผู้นี้ มีเดชานุภาพ ย่อมย่ำยีทั่วทั้งหมด เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. ราชสีห์ก็ดี เสือโคร่งก็ดี เสือเหลืองก็ดี ย่อม ข่มขี่เคี้ยวกินสัตว์ที่ดิ้นรนอยู่ได้ แต่ไม่สามารถจะเคี้ยว กินมัจจุราชได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. นักเล่นกลทั้งหลาย เมื่อกระทำกลมายา ณ ท่ามกลางสนาม ย่อมลวงนัยน์ตาประชาชนในที่นั้นๆ ให้หลงเชื่อได้ แต่ไม่สามารถจะลวงมัจจุราชให้หลง เชื่อได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวช ประพฤติธรรม. อสรพิษที่มีพิษร้าย โกรธขึ้นมาแล้ว ย่อมขบกัด มนุษย์ให้ถึงตายได้ แต่ไม่สามารถจะขบกัดมัจจุราช ให้ตายได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะ บวชประพฤติธรรม. อสรพิษทั้งหลายโกรธขึ้นแล้ว ขบกัดผู้ใด หมอ ทั้งหลายย่อมถอนพิษร้ายนั้นได้ แต่จะถอนพิษของผู้ ถูกมัจจุราชประทุษร้ายหาได้ไม่ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. แพทย์ผู้มีชื่อเสียงเหล่านี้คือ แพทย์ธรรมมนตรี แพทย์เวตตรุณะ แพทย์โภชะ อาจจะกำจัดพิษ พระยานาคได้ แต่แพทย์เหล่านั้น ต้องทำกาลกิริยา นอนตาย เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. วิชาธรทั้งหลาย เมื่อร่ายอาคมชื่อ โฆรมนต์ ย่อมหายตัวไปได้ด้วยโอสถทั้งหลาย แต่หายตัวไม่ให้ มัจจุราชเห็นไม่ได้เลย เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่ บุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้ นี้เป็น อานิสงส์ในธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ผู้มีปกติประพฤติ ธรรม ย่อมไม่ไปสู่ทุคติ. สภาพทั้งสองคือ ธรรมและอธรรม มีวิบากไม่ เสมอกัน อธรรมย่อมนำไปสู่นรก ธรรมย่อมยังสัตว์ ให้ถึงสุคติ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยเมกรตฺตึ ความว่า โดยมากสัตว์ทั้งหลายเมื่อจะถือปฏิสนธิในท้องมารดา มักถือปฏิสนธิในเวลาราตรี เพราะเหตุนั้น พระโพธิสัตว์เจ้าจึงตรัสอย่างนี้. ในข้อนี้มีอรรถาธิบายว่า สัตว์จะถือปฏิสนธิในเวลาราตรีก็ตาม ในเวลากลางวันก็ตาม ย่อมอยู่ในครรภ์คือท้องของมารดาก่อน. บทว่า มาณโว ความว่า สัตว์ย่อมดำรงอยู่โดยความเป็นกลละ. บทว่า อพฺภุฏฺิโตว โส ยาติ ความว่า เมฆหมอกกล่าวคือวลาหกตั้งขึ้น เกิดขึ้น ถูกกำลังพายุพัดไปฉันใด สัตว์นั้นย่อมไปสู่ความเป็นกลละก่อนฉันนั้นเหมือนกัน.
ข้อนี้ สมกับที่พระโบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า
แรกสัตว์ถือปฏิสนธินั้น เป็นกลละคือข้นเข้า หน่อยหนึ่ง ต่อจากกลละก็เป็นอัพพุทะ คือข้นขุ่นดัง น้ำล้างเนื้อ ต่อจากอัพพุทะ ก็เกิดเป็นเปสิ คือชิ้นเนื้อ อ่อน ๆ ต่อจากเปสิก็เป็นฆนะ คือก้อนแข็ง ต่อจาก ฆนะก็เกิดเป็นสาขาอวัยวะ คือ ผมบ้าง ขนบ้าง เล็บ บ้าง มารดาของนระนั้นบริโภคโภชนะสิ่งใด ทั้งข้าว ทั้งน้ำ นระผู้อยู่ในครรภ์มารดานั้น ย่อมเลี้ยงอัตภาพ ด้วยโภชนะสิ่งนั้น อยู่ในครรภ์มารดานั้น. ในคาถานั้น พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๒๗๙–๒๙๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
วิสตินิบาตชาดก ๑๐๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อโยฆรชาตกํ
ยเมกรตฺตึ ปฐมนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มหาภินิกฺขมนญฺเญว อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตทาปิ หิ โส น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ ตถาคโต มหาภิเนกฺขมฺมํ นิกฺขนฺโตเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต พฺรหฺมทตฺตสฺส รญฺโญ อคฺคมเหสี คพฺภํ ปฏิลภิตฺวา ลทฺธคพฺภปริหารา ปริณตคพฺภา ปจฺจูสสมนนฺตเร ปุตฺตํ วิชายิ ฯ ตสฺสา ปุริมภเว เอกา สปติกา ตว ชาตํ ชาตํ ปชํ ขาทิตุํ ลภิสฺสามีติ ปตฺถนํ ฐเปสิ ฯ สา กิร สยํ วญฺฌา หุตฺวา ปุตฺตมาตุโกเธน ตํ ปตฺถนํ กตฺวา ยกฺขินิโยนิยํ นิพฺพตฺติ ฯ อิตรา รญฺโญ อคฺคมเหสี หุตฺวา อิมํ ปุตฺตํ วิชายิ ฯ สา ยกฺขินี ตทา โอกาสํ ลภิตฺวา เทวิยา ปสฺสนฺติยาว ตุจฺฉรูปา วิย อาคนฺตฺวา ตํ ทารกํ คเหตฺวา ปลายิ ฯ เทวี ยกฺขินี เม ปุตฺตํ คเหตฺวา ปลายีติ มหาสทฺเทน วิรวิ ฯ อิตราปิ ทารกํ มูลกนฺทํ วิย มุรุมุรายนฺตี ขาทิตฺวา เทวิยา หตฺถวิการาทีนิ ทสฺเสตฺวา ตชฺเชนฺตี ปกฺกามิ ฯ ราชา ตํ วจนํ สุตฺวา ยกฺขินิยา กึ สกฺกา กาตุนฺติ ตุณฺหี อโหสิ ฯ ปุน เทวิยา วิชายนกาเล ทฬฺหํ อารกฺขมกาสิ ฯ เทวี ปุน ปุตฺตํ วิชายิ ฯ ยกฺขินี อาคนฺตวา ตํปิ ขาทิตฺวา คตา ฯ ตติยวาเร ตสฺสา กุจฺฉิยํ มหาสตฺโต ปฏิสนฺธึ คณฺหิ ฯ ราชา มหาชนํ สนฺนิปาเตตฺวา เทวิยา ชาตํ ชาตํ ปชํ เอกา ยกฺขินี ขาทติ กึ นุโข กาตพฺพนฺติ ปุจฺฉิ ฯ อเถโก ยกฺขินี นาม ตาลปณฺณสฺส ภายนฺติ เทวิยา หตฺถปาเทสุ ตาลปณฺณํ พนฺธิตุํ วฏฺฏตีติ อาห ฯ อปโร ยกฺขินี นาม อโยฆรสฺส ภายนฺติ อโยฆรํ กาตุํ วฏฺฏตีติ อาห ฯ ราชา สาธูติ อตฺตโน วิชิเต กมฺมาเร สนฺนิปาเตตฺวา อโยฆรํ กาเรถาติ อาณาเปตฺวา อายุตฺตเก อทาสิ ฯ อนฺโตนคเรเยว รมณีเย ภูมิภาเค เคหํ ปติฏฺฐาเปสุํ ฯ ถมฺเภ อาทึ กตฺวา สพฺเพ เคหสมฺภารา อโยมยาว อเหสุํ ฯ นวหิ มาเสหิ อโยมยํ มหนฺตํ จตุสาลํ นิฏฺฐานํ อคมาสิ ฯ ตํ นิจฺจํ ปชฺชลิตปทีปสทิสเมว โหติ ฯ ราชา เทวิยา คพฺภปริปากํ ญตฺวา อโยฆรํ อลงฺการาเปตฺวา ตํ อาทาย อโยฆรํ ปาวิสิ ฯ สา ตตฺถ ธญฺญปุญฺญลกฺขณสมฺปนฺนํ ปุตฺตํ วิชายิ ฯ อโยฆรกุมาโรเตฺววสฺส นามํ กรึสุ ฯ ตํ ธาตีนํ ทตฺวา มหนฺตํ อารกฺขํ สํวิทหิตฺวา ราชา เทวึ อาทาย นครํ ปทกฺขิณํ กตฺวา อลงฺกตปาสาทตลเมว อภิรุหิ ฯ ยกฺขินีปิ อุทกวารํ คนฺตฺวา เวสฺสวณสฺส อุทกํ วหนฺตี ชีวิตกฺขยํ ปตฺตา ฯ มหาสตฺโต อโยฆเรเยว วฑฺฒิตฺวา วิญฺญุตํ ปตฺโต ตตฺเถว สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิ ฯ ราชา โก เม ปุตฺตสฺส วยปฺปเทโสติ อมจฺเจ ปุจฺฉิตฺวา โสฬสวสฺโส เทว สูโร ถามสมฺปนฺโน ยกฺขสหสฺสํปิ ปฏิพาหิตุํ สมตฺโถติ สุตฺวา รชฺชมสฺส ทสฺสามิ สกลนครํ อลงฺการาเปตฺวา อโยฆรโต ตํ นีหริตฺวา อาเนถาติ อาห ฯ อมจฺจา สาธุ เทวาติ ทฺวาทสโยชนิกํ พาราณสึ อลงฺการาเปตฺวา สพฺพาลงฺการภูสิตํ มงฺคลวารณํ อาทาย ตตฺถ คนฺตฺวา กุมารํ อลงฺกริตฺวา หตฺถิกฺขนฺเธ นิสีทาเปตฺวา เทว กุลสนฺตกํ อลงฺกตนครํ ปทกฺขิณํ กตฺวา ปิตรํ กาสิกราชานํ วนฺทถ อชฺเชว เสตจฺฉตฺตํ ลภิสฺสถาติ อาหํสุ ฯ มหาสตฺโต นครํ ปทกฺขิณํ กโรนฺโต อารามรามเณยฺยกํ วนโปกฺขรณิภูมิภาครามเณยฺยกปาสาท- รามเณยฺยกาทีนิ ทิสฺวา จินฺเตสิ มม ปิตา มํ เอตฺตกํ กาลํ พนฺธนาคาเร วสาเปสิ เอวรูปํ อลงฺกตนครํ ทฏฺฐุํ นาทาสิ โก นุโข มยฺหํ โทโสติ อมจฺเจ ปุจฺฉิ ฯ เทว นตฺถิ ตุมฺหากํ โทโส ตุมฺหากํ ปน เทฺว ภาติเก เอกา ยกฺขินี ขาทิ เตน โว ปิตา อโยฆเร วสาเปสิ อโยฆเรน ตุมฺหากํ ชีวิตํ ลทฺธนฺติ ฯ โส เตสํ วจนํ สุตฺวา จินฺเตสิ อหํ ทส มาเส โลหกุมฺภินิรเย วิย คูถนิรเย วิย จ มาตุกุจฺฉิมฺหิ วสิตฺวา มาตุกุจฺฉิโต นิกฺขนฺตกาลโต ปฏฺฐาย โสฬสวสฺสานิ เอตสฺมึ พนฺธนาคาเร วสึ พหิ โอโลเกตุํปิ น ลภึ อุสฺสุทนิรเย ขิตฺโต วิย อโหสึ ยกฺขินิยา หตฺถโต มุตฺโตปิ ปนาหํ เนว อชโร น อมโร กึ เม รชฺเชน รชฺเช ฐิตกาลโต ปฏฺฐาย ทุนฺนิกฺขมนํ โหติ อชฺเชว มม ปิตรํ ปพฺพชฺชํ อนุชานาเปตฺวา หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา ปพฺพชิสฺสามีติ ฯ โส นครํ ปทกฺขิณํ กตฺวา ราชกุลํ ปวิสิตฺวา ราชานํ วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ ราชา ตสฺส สรีรโสภํ โอโลเกตฺวา พลวสิเนเหน อมจฺเจ โอโลเกสิ ฯ เต กึ กโรม เทวาติ วทึสุ ฯ ปุตฺตํ เม รตนราสิมฺหิ ฐเปตฺวา ตีหิ สงฺเขหิ อภิสิญฺจิตฺวา กาญฺจนมาลํ เสตจฺฉตฺตญฺจ อุสฺสาเปถาติ ฯ มหาสตฺโต ปิตรํ วนฺทิตฺวา น มยฺหํ รชฺเชนตฺโถ อหํ ปพฺพชิสฺสามิ ปพฺพชฺชํ เม อนุชานาถาติ ปิตรํ ปฏิกฺขิปิ ฯ ตาต รชฺชํ ปฏิกฺขิปิตฺวา กึการณา ปพฺพชิสฺสสีติ ฯ เทว อหํ มาตุกุจฺฉิมฺหิ ทส มาเส คูถนิรเย วิย วสิตฺวา กุจฺฉิโต นิกฺขนฺโต ยกฺขินิภเยน โสฬส วสฺสานิ พนฺธนาคาเร วสนฺโต พหิ โอโลเกตุํปิ น ลภึ อุสฺสุทนิรเย ขิตฺโต วิย อโหสึ ยกฺขินิยา หตฺถโต มุตฺโตมฺหิ น อชโร อมโร โหมิ มจฺจุ นาเมส สกฺกา เกนจิ ชินิตุํ วญฺเจตุํ ภเว อุกฺกณฺฐิโตสฺมิ ยาว เม พฺยาธิชรามรณานิ นาคจฺฉนฺติ ตาวเทว ปพฺพชิตฺวา ธมฺมํ จริสฺสามิ อลํ เม รชฺเชน อนุชานาถ มํ เทวาติ วตฺวา ปิตุ ธมฺมํ เทเสนฺโต อาห
ยเมกรตฺตึ ปฐมํ คพฺเภ วสติ มาณโว
อพฺภุฏฺฐิโตว โส ยาติ ส คจฺฉํ น นิวตฺตติ ฯ
น ยุชฺฌมานา น พเลน วสฺสิตา
นรา น ชีรนฺติ น จาปิ มิยฺยเร
สพฺพํ หิ ตํ ชาติชรายุปทฺทุตํ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
จตุรงฺคินึ เสน สุภึสรูปํ
ชยนฺติ รฏฺฐาธิปตี ปสยฺห
น มจฺจุโน ชินิตุมุสฺสหนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
หตฺถีหิ อสฺเสหิ รเถหิ ปตฺตีหิ
ปริวาริตา มุจฺจเร เอกจฺจยา
น มจฺจุโน ภญฺชิตุมุสฺสหนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
หตฺถีหิ อสฺเสหิ รเถหิ ปตฺตีหิ
สูรา ปภิญฺชนฺติ ปธํสยนฺติ
น มจฺจุโน มทฺทิตุมุสฺสหนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
มตฺตา คชา ภินฺนคฬา ปภินฺนา
นครานิ มทฺทนฺติ ชนํ หนนฺติ
น มจฺจุโน มทฺทิตุมุสฺสหนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
อิสฺสาสิโน กตหตฺถาปิ ธีรา
ทูเรปาตี อกฺขณเวธิโนปิ
น มจฺจุโน วิชฺฌิตุมุสฺสหนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
สรานิ ขิยฺยนฺติ สเสลกานนา
สพฺพํปิ ตํ ขิยฺยติ ทีฆมนฺตรํ
สพฺพํ หิ ตํ ภญฺชเร กาลปริยายํ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
สพฺเพสํ เอวํ หิ นารีนรานํ
จลาจลํ ปาณภุโนธ ชีวิตํ
ปโฏว ธุตฺตสฺส ทุโมว กูลโช
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
ทุมปฺผลาเนว ปตนฺติ มาณวา
ทหรา จ วุฑฺฒา จ สรีรเภทา
นาริโย นรา มชฺฌิมโปริสา จ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
นายํ วโย ตารกราชสนฺนิโภ
ยทพฺภตีตํ คตเมวทานิ ตํ
ชิณฺณสฺส หี นตฺถิ รตี กุโต สุขํ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
ยกฺขา ปิสาจา อถวาปิ เปตา
กุปฺปิตา เต อสฺสสนฺติ มนุสฺเส
น มจฺจุโน อสฺสสิตุสฺสหนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
ยกฺเข ปิสาเจ อถวาปิ เปเต
กุปฺปิเตปิ เต นิชฺฌปนํ กโรนฺติ
น มจฺจุโน นิชฺฌปนํ กโรนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
อปราธเก ทูสเก เหฐเก จ
ราชาโน ทณฺเฑนฺติ วิทิตฺวาน โทสํ
น มจฺจุโน ทณฺฑยิตุสฺสหนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
อปราธกา ทูสกา เหฐกา จ
ลภนฺติ เต ราชิโน นิชฺฌเปตุํ
น มจฺจุโน นิชฺฌปนํ กโรนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
น ขตฺติโยปิ น จ พฺราหฺมโณปิ
น อฑฺฒกา พลวา เตชวาปิ
น มจฺจุราชสฺส อเปกฺขมตฺถิ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
สีโห จ พฺยคฺโฆ จ อโถ ทีปิโย จ
ปสยฺห ขาทนฺติ วิผนฺทมานํ
น มจฺจุโน ขาทิตุมุสฺสหนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
มายาการา รงฺคมชฺเฌ กโรนฺตา
โมเหนฺติ จกฺขูนิ ชนสฺส ตาวเท
น มจฺจุโน โมหยิตุสฺสหนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
อาสีวิสา กุปฺปิตา อุคฺคเตชา
ฑํสนฺติ มาเรนฺติปิ เต มนุสฺเส
น มจฺจุโน ฑํสิตุมุสฺสหนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
อาสีวิสา กุปฺปิตา ยํ ฑํสนฺติ
ติกิจฺฉกา เตส วิสํ หรนฺติ
น มจฺจุโน ทุฏฺฐ วิสํ หรนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
ธมฺมนฺตรี เวตฺตรุโณ จ โภโช
วิสานิ หนฺตฺวาน ภุชงฺคมานํ
สุยฺยนฺติ เต กาลกตา ตเถว
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
วิชฺชาธรา โฆรมธียมานา
อทสฺสนํ โอสเธภิ วชนฺติ
น มจฺจุราชสฺส วชนฺตทสฺสนํ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ
ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ
เอสานิสํโส ธมฺเม สุจิณฺเณ
น ทุคฺคตึ คจฺฉติ ธมฺมจารี ฯ
นหิ ธมฺโม อธมฺโม จ อุโภ สมวิปากิโน
อธมฺโม นิรยํ เนติ ธมฺโม ปาเปติ สุคฺคตินฺติ ฯ
ตตฺถ ยเมกรตฺตินฺติ เยภุยฺเยน สตฺตา มาตุกุจฺฉิมฺหิ ปฏิสนฺธึ คณฺหนฺตา รตฺตึ คณฺหนฺติ ตสฺมา เอวมาห ฯ อยํ ปเนตฺถ อตฺโถ ยํ เอกรตฺตึ วา ทิวํ วา ปฐมเมว ปฏิสนฺธึ คเหตฺวา มาตุกุจฺฉิสงฺขาเต คพฺเภ วสติ ฯ มาณโวติ สตฺโต กลลภาเวน ปติฏฺฐาสิ ฯ อพฺภุฏฺฐิโตว โส ยาตีติ โส มาณโว ยถา นาม วลาหกสงฺขาโต อพฺโภ อุฏฺฐิโต นิพฺพตฺติโต วายุเวเคน หโต ปฏิคจฺฉติ ตเถว ฯ
ปฐมํ กลลํ โหติ กลลา โหติ อพฺภุทํ
อพฺภุทา ชายเต เปสิ เปสิยา ชายเต ฆโน
ฆนา จ สาขา ชายนฺติ เกสา โลมา นขาปิ จ
ยญฺจสฺส ภุญฺชติ มาตา อนฺนํ ปานญฺจ โภชนํ
เตน โส ตตฺถ ยาเปติ มาตุกุจฺฉิคโต นโรติ ฯ ตตฺถ อิมํ มาตุกุจฺฉิยํ กลลาทิภาวํ มาตุกุจฺฉิโต จ นิกฺขนฺโต มนฺททสกาทิภาวํ อาปชฺชมาโน สสตํ สมิตํ คจฺฉติ ฯ ส คจฺฉํ น นิวตฺตตีติ สจายํ เอวํ คจฺฉนฺโต ปุน อพฺภุทโต กลลภาวํ เปสิอาทิโต วา อพฺภุทาทิภาวํ วา ขิฑฺฑาทสกโต มนฺททสกภาวํ วณฺณทสกาทิโต วา ขิฑฺฑาทสกาทิภาวํ ปาปุณิตุํ น นิวตฺตติ ฯ ยถา ปน โส วลาหโก วาตเวเคน สญฺจุณฺณิยมาโน อหํ อสุกฏฺฐาเน นาม อุฏฺฐิโต ปุน นิวตฺเตตฺวา ตตฺเถว คนฺตฺวา ปกติภาเวน ฐสฺสามีติ น ลภติ ยทสฺส คตํ ตํ คตเมว ยํ อนฺตรหิตํ ตํ อนฺตรหิตเมว โหติ ฯ ตถา โสปิ กลลาทิภาเวน คจฺฉมาโน คจฺฉเตว ตสฺมึ ตสฺมึ โกฏฺฐาเส สงฺขารา ปุริมานํ ปจฺจยา หุตฺวา ปจฺฉโต อนิวตฺเตตฺวา ตตฺถ ตตฺเถว ภิชฺชนฺติ ชรากาเล สงฺขารา อมฺเหหิ เอส ปุพฺเพ ยุวา ถามสมฺปนฺโน กโต ปุน นํ นิวตฺเตตฺวา ตตฺเถว กริสฺสามาติ น ลภนฺติ ตตฺถ ตตฺเถว อนฺตรธายนฺตีติ ทสฺเสติ ฯ น ยุชฺฌมานาติ อุภโต พฺยุเฬฺห สงฺคาเม ยุชฺฌนฺตา ฯ น พเลน วสฺสิตาติ น กายพเลน โยธพเลน วา อุปคตา สมนฺนาคตา ฯ น ชีรนฺตีติ ปุริมํ นการํ อาหริตฺวา เอวรูปาปิ นรา น ชีรนฺติ น จาปิ มิยฺยเรติ อตฺโถ เวทิตพฺโพ ฯ สพฺพมฺหิ ตนฺติ มหาราช สพฺพเมว หิ อิทํ ปาณมณฺฑลํ มหายนฺเตน ปีฬิยมานา อุจฺฉุฆฏิกา วิย ชาติยา จ ชราย จ อุปทฺทุตํ นิจฺจปีฬิตํ ฯ ตํ เม มตี โหตีติ เตน การเณนปิ มม ปพฺพชิตฺวา ธมฺมํ จรามีติ มติ โหติ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ฯ จตุรงฺคินินฺติ หตฺถิอาทีหิ จตุรงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ฯ เสนํ สุภึสรูปนฺติ สุฏฺฐุ ภึสนกชาติกํ เสนํ ฯ ชยนฺตีติ กทาจิ เอกจฺเจ ราชาโน อตฺตโน เสนาย ชยนฺติ ฯ น มจฺจุโนติ เตปิ ราชาโน มหาเสนสฺส มจฺจุโน เสนํ ชยิตุํ น อุสฺสหนฺติ น พฺยาธิชรามรณานิ มทฺทิตุํ สกฺโกนฺติ ฯ มุจฺจเร เอกจฺจยาติ เอเตหิ หตฺถิอาทีหิ ปริวาริตา เอกจฺเจ ปจฺจามิตฺตานํ หตฺถโต มุจฺจนฺติ มจฺจุโน ปน สนฺติกา มุจฺจิตุํ น สกฺโกนฺติ ฯ ปภิญฺชนฺตีติ เอเตหิ หตฺถิอาทีหิ ปจฺจตฺถิกราชูนํ นครานิ ปภิญฺชนฺติ ฯ ปธํสยนฺตีติ มหาชนํ ธํเสนฺตา วิธํเสนฺตา ชีวิตกฺขยํ ปาเปนฺติ ฯ น มจฺจุโนติ เตปิ มรณกาเล สมฺปตฺเต มจฺจุโน ภญฺชิตุํ น สกฺโกนฺติ ฯ ภินฺนคฬา ปภินฺนาติ ตีสุ ฐาเนสุ ปภินฺนา หุตฺวา มทํ คฬนฺตา ปคฺฆริตมทาติ อตฺโถ ฯ น มจฺจุโนติ เตปิ มหามจฺจุํ มทฺทิตุํ น สกฺโกนฺติ ฯ อิสฺสาสิโนติ อิสฺสาสา ธนุคฺคหา ฯ กตหตฺถาติ สุสิกฺขิตา ฯ ทูเรปาตีติ ทูเร ปาเตตุํ สมตฺถา ฯ อกฺขณเวธิโนติ อวิรุทฺธเวธิโน วิชฺชุอาโลเกน วิชฺฌนสมตฺถา วา ฯ สรานีติ อโนตตฺตาทีนิ มหาสรานิปิ ขียนฺติเยว ฯ สเสลกานนาติ สปพฺพตวนสณฺฑา มหาปฐวีปิ ขียติ ฯ สพฺพํ หิ ตนฺติ สพฺพมิทํ สงฺขารคตํ ทีฆมนฺตรํ ฐตฺวา ขียเตว กปฺปุฏฺฐานคฺคึ ปตฺวา มหาเมรูปิ อคฺคิมุเข มธุสิฏฺฐกํ วิย วิลียเตว ฯ อณุมตฺโตปิ สงฺขาโร ฐาตุํ น สกฺโกติ ฯ กาลปริยายนฺติ กาลปริยายํ นสฺสนกาลวารํ ปตฺวา สพฺพํ ภญฺชเร สพฺพํ สงฺขารคตํ ภิชฺชเตว ฯ ตสฺส ปกาสนตฺถํ สตฺตสุริยสุตฺตํ อาหริตพฺพํ ฯ จลาจลนฺติ จญฺจลํ สกภาเวน ฐาตุํ อสมตฺโถ นานาภาววินาภาโว ฯ ปาณภุโนธ ชีวิตนฺติ อิธ โลเก อิเมสํ ปาณภูตานํ ชีวิตํ ฯ ปโฏว ธุตฺตสฺส ทุโมว กูลโชติ สุราธุตฺโต หิ สุรํ ทิสฺวาว อุทเร พนฺธสาฏกํ ทตฺวา ปิวเตว นทีกูเล ชาตทุโมว กูเล ลุชฺชมาเน ลุชฺชติ ยถา เอส ปโฏ จ ทุโม จ จญฺจโล เอวํ สตฺตานํ ชีวิตํ เทวาติ ฯ ทุมปฺผลาเนวาติ ยถา ปกฺกานิ ผลานิ วาตหตานิ ทุมคฺคโต ภูมิยํ ปตนฺติ ตเถว อิเม มาณวา ชราวาเตน หตา ชีวิตา คฬิตฺวา มรณปฐวิยํ ปตนฺติ ฯ ทหราติ อนฺตมโส กลลภาเว ฐิตาปิ ฯ มชฺฌิมโปริสาติ นารีนรานํ มชฺเฌ ฐิตา อุภโตพฺยญฺชนกนปุํสกา ฯ ตารกราชสนฺนิโภติ ยถา ตารกราชา กาฬปกฺเข ขีโณ ปน ชุณฺหปกฺเข ปูรติ น เอวํ สตฺตานํ วโย ฯ สตฺตานํ วโย หิ ยทพฺภตีตํ คตเมวทานิ ตํ น ตสฺส ปุนาคมนํ อตฺถิ ฯ กุโต รตีติ ชราชิณฺณสฺส กามคุเณสุ รติปิ นตฺถิ เต ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชนกสุขํ กุโตเยว ฯ ยกฺขาติ มหิทฺธิกา ยกฺขา ฯ ปิสาจาติ ปํสุปิสาจกา ฯ เปตาติ ปิตฺติวิสยิกา ฯ อสฺสสนฺตีติ อสฺสาสวาเตน อุปหนนฺติ อาวิสนฺตีติ วา อตฺโถ ฯ น มจฺจุโนติ มจฺจุํ ปน เตปิ อสฺสาเสน วา อุปหนิตุํ อาวิสิตุํ วา น สกฺโกนฺติ ฯ นิชฺฌาปนํ กโรนฺตีติ พลิกมฺมวเสน ขมาเปนฺติ ปสาเทนฺติ ฯ อปราธเกติ ราชาปราธการเก ฯ ทูสเกติ รชฺชทูสเก ฯ เหฐเกติ สนฺธิจฺเฉทาทีหิ โลกวิเหฐเก ฯ ราชาโนติ ราชาโน ฯ วิทิตฺวาน โทสนฺติ โทสํ ชานิตฺวา ยถานุรูเปน ทณฺเฑนฺติ ฯ น มจฺจุโนติ เตปิ มจฺจุํ ตณฺฑยิตุํ น สกฺโกนฺติ ฯ นิชฺฌาเปตุนฺติ สกฺขีหิ อตฺตโน นิรปราธภาวํ ปกาเสตฺวา ปสาเทตุํ ฯ น อฑฺฒกา พลวา เตชวาปีติ อิเม อฑฺฒา อยํ กายพลญาณพเลหิ พลวา อยํ เตชวาติ เอวํปิ น มจฺจุราชสฺส อเปกฺขมตฺถิ เอกสฺมึปิ สตฺเต อเปกฺขา เปมํ สิเนโห นตฺถิ สพฺพเมวาภิมทฺทตีติ ทสฺเสติ ฯ ปสยฺหาติ พลกฺกาเรหิ อภิภวิตฺวา ฯ น มจฺจุโนติ เตปิ มจฺจุํ ขาทิตุํ น สกฺโกนฺติ ฯ กโรนฺตาติ มายํ กโรนฺตา ฯ โมเหนฺตีติ อภูตํ ภูตํ กตฺวา ทสฺเสนฺตา โมเหนฺติ ฯ อุคฺคเตชาติ อุคฺคเตน วิสเตเชน สมนฺนาคตา ฯ ติกิจฺฉกาติ วิสเวชฺชา ฯ ธมฺมนฺตรี เวตฺตรุโณ จ โภโชติ เอเต เอวํนามกา เวชฺชา ฯ โฆรมธียมานาติ โฆรํ นาม วิชฺชํ อธิยนฺตา ฯ โอสเธภีติ โฆรํ วา คนฺธาทึ วา วิชฺชํ สาเวตฺวา โอสธานิ อาทาย เตหิ โอสเธหิ ปจฺจตฺถิกานํ อทสฺสนํ วชนฺติ ฯ ธมฺโมติ สุจริตธมฺโม ฯ รกฺขตีติ เยน รกฺขิโต ตํ ปฏิรกฺขติ ฯ สุขนฺติ ฉสุ กามสคฺเคสุ สุขํ อาวหติ ปาเปติ ปฏิสนฺธิวเสน อุปเนติ ฯ
เอวํ มหาสตฺโต จตุวีสติยา คาถาหิ ปิตุ ธมฺมํ เทเสตฺวา มหาราช ตุมฺหากํ รชฺชํ ตุมฺหากเมว โหตุ มยฺหํ อิมินา อตฺโถ นตฺถิ ตุมฺเหหิ สทฺธึ กเถนฺตเมว มํ พฺยาธิชรามรณานิ อุปคจฺฉนฺติ ติฏฺฐถ ตุมฺเหติ วตฺวา อยทามํ ฉินฺทิตฺวา มตฺตหตฺถี วิย กาญฺจนปญฺชรํ ฉินฺทิตฺวา สีหโปตโก วิย กาเม ปหาย มาตาปิตโร วนฺทิตฺวา นิกฺขมิ ฯ อถสฺส ปิตา มมปิ รชฺเชน โก อตฺโถติ รชฺชํ ปหาย เตน สทฺธิญฺเญว นิกฺขมิ ฯ ตสฺมึ นิกฺขมนฺเต เทวีปิ อมจฺจาปิ พฺราหฺมณคหปติกาทโยปีติ สกลนครวาสิโน เคหานิ ฉฑฺเฑตฺวา นิกฺขมึสุ ฯ สมาคโม มหา อโหสิ ฯ ปริสา ทฺวาทสโยชนิกา ชาตา ฯ ตํ อาทาย มหาสตฺโต หิมวนฺตํ ปาวิสิ ฯ สกฺโก ตสฺส นิกฺขนฺตภาวํ ญตฺวา วิสฺสกมฺมํ เปเสตฺวา ทฺวาทสโยชนายามํ สตฺตโยชนวิตฺถารํ อสฺสมปทํ กาเรสิ ฯ สพฺเพ ปพฺพชิตปริกฺขาเร ปฏิทายาเปสิ ฯ อิโต ปรํ มหาสตฺตสฺส ปพฺพชฺชา จ โอวาททานญฺจ พฺรหฺมโลกปรายนตา จ ปริสาย อนปายคมนตา จ สพฺพา เหฏฺฐา วุตฺตนเยเนว เวทิตพฺพา ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว ปุพฺเพปิ ตถาคโต มหาภิเนกฺขมฺมํ นิกฺขนฺโตเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มาตาปิตโร มหาราชกุลานิ อเหสุํ ปริสา พุทฺธปริสา อโยฆรปณฺฑิโต ปน อหเมว สมฺมาสมฺพุทฺโธติ ฯ
อโยฆรชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
จุทฺทสมํ ฯ
อิติ วีสตินิปาตวณฺณนา นิฏฺฐิตา ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗