อโยฆรชาดก
ว่าด้วยอำนาจของมัจจุราช
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๒๖๑ · บรรทัด ๙๐๖๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
นระนั้นย่อมถึงความเป็นกลละเป็นต้นในครรภ์มารดานี้ และครั้นออกจากครรภ์มารดาแล้ว ก็ถึงความเป็นมันททสกะเป็นต้น ย่อมเป็นไปติดต่อไม่ขาดระยะ. บทว่า ส คจฺฉํ น นิวตฺตติ ความว่า และเมื่อเป็นไปอย่างนี้ นระนี้มิได้ย้อนรอยถอยกลับเข้าไปถึงความเป็นกลละจากอัพพุทะ ถึงความเป็นอัพพุทะเป็นต้น จากเปสิเป็นต้น เป็นมันททสกะ จากขิฑฑาทสกะ หรือถึงความเป็นขิฑฑาทสกะเป็นต้น จากวัณณทสกะเป็นต้น เปรียบเหมือนวลาหกอันกำลังลมพัดให้กระจัดกระจาย ย่อมไม่ได้ที่จะคิดว่า เราตั้งขึ้น ณ ที่โน้น จักกลับไปแล้วดำรงอยู่โดยปกติภาพ ณ ที่โน้นอีกทีเดียว ที่ใดอันวลาหกนั้นไปแล้ว ที่นั้นชื่อว่าได้ไปแล้ว ที่ใดอันตรธานไป ที่นั้นเป็นอันชื่อว่าอันตรธานไปแล้ว ฉันใดแม้สัตว์ผู้ถือปฏิสนธิในครรภ์ก็ฉันนั้น เมื่อไปโดยความเป็นกลละเป็นต้นย่อมไปทีเดียว สังขารทั้งหลายในส่วนนั้น ๆ เป็นปัจจัยแห่งภาวะมีในก่อนมิได้ถอยกลับคืนข้างหลัง ย่อมแตกทำลายไปในที่นั้น ๆ ทีเดียว สังขารทั้งหลายในชรากาลย่อมไม่ได้สิ่งที่จะคิดว่า เมื่อก่อนนี้หนุ่มแน่นสมบูรณ์ด้วยกำลังพวกเรากระทำได้ตามต้องการ พวกเราจักให้สังขารนั้นกลับสภาพเดิม ทำได้เหมือนก่อนนั้นอีก ดังนี้ ย่อมจะอันตรธานไปในที่นั้น ๆ นั่นแหละ.
บทว่า น ยุชฺฌมานา ความว่า นรชนทั้งหลายจะตั้งค่ายประชิดพลทั้งสองข้าง กระทำยุทธสงคราม (กับชรามรณะหาได้ไม่). บทว่า น พเลน วสฺสิตา ความว่า นรชนทั้งหลายจะเข้าถึง คือประกอบด้วยกำลังกาย กำลังพลโยธาก็ตาม. บัณฑิตพึงนำเอา "น" อักษรข้างหน้า ในบทว่า น ชีรนฺติ มาประกอบแล้ว ทราบเนื้อความว่า นรชนทั้งหลายแม้เห็นปานนี้ จะไม่แก่ไม่ตายก็หามิได้. บทว่า สพฺพมฺหิ ตํ ความว่า ขอเดชะพระมหาราชเจ้าเพราะมณฑลแห่งปาณะสัตว์ทั้งหมดนี้ ถูกชาติ และชราเบียดเบียนบีบคั้นเป็นนิตย์ ดุจลำอ้อยถูกเครื่องยนต์ขนาดใหญ่บีบคั้น ฉะนั้น. บทว่า ตํ เม มตีโหติ ความว่า แม้เพราะเหตุนั้น ความคิดของข้าพระพุทธเจ้าจึงมี คือเกิดความคิดขึ้นว่า จะบวชประพฤติธรรม. บทว่า จาตุรงฺคินึ ความว่า ประกอบด้วยองค์ ๔ มีม้าเป็นต้น. บทว่า เสนํ สุภึสรูปํ ได้แก่ เสนาซึ่งมีรูปร่างน่ากลัว. บทว่า ชยนฺติ ความว่า บางครั้งพระราชาบางจำพวกชนะ (เสนาของศัตรู) ด้วยเสนาของตนได้. บทว่า น มจฺจุโน ความว่า แต่พระราชาแม้เหล่านั้นไม่อาจชนะเสนาแห่งมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่ได้ คือไม่สามารถเพื่อจะย่ำยี ชราพยาธิ และมรณะได้.
บทว่า มุจฺจเร เอกจฺจยา ความว่า พระราชาบางพวกแวดล้อมด้วยพลช้างเป็นต้นเหล่านี้ ย่อมพ้นจากเงื้อมมือของปัจจามิตรได้ แต่ไม่สามารถเพื่อจะพ้นจากสำนักของมัจจุราชได้. บทว่า ปภิญฺชนฺติ ความว่า พระราชาผู้แกล้วกล้า ย่อมหักหาญตีเอาพระนครของราชศัตรูได้ ด้วยพลช้างเป็นต้นเหล่านั้น. บทว่า ปธํสยนฺติ ความว่า ย่อมกำจัดย่ำยียังมหาชนให้ถึงความตายได้. บทว่า น มจฺจุโน ความว่า แต่พระราชาเหล่านั้น เมื่อกาลมรณะมาถึงแล้ว ไม่อาจที่จะหักรานมฤตยูได้. บทว่า ภินฺนคฬา ปภินฺนา ความว่า คชสารทั้งหลาย เป็นสัตว์มีมันเหลวแตกออกในที่ ๓ สถาน ก็เมามันคือมีมันเหลวไหลออก. บทว่า น มจฺจุโน ความว่า แม้คชสารเหล่านั้นไม่อาจย่ำยีมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่ได้.
บทว่า อิสฺสาสิโน ได้แก่ นายขมังธนูทั้งหลาย. บทว่า กตหตฺถา ความว่า ผู้ศึกษาดีแล้ว. บทว่า ทูเรปาตี ความว่า เป็นผู้สามารถยิงให้ถูกได้ณ ที่ไกล. บทว่า อกฺขณเวธิโน ความว่า ยิงได้แม่นไม่ผิดพลาด หรือเป็นผู้สามารถยิงได้ด้วยสายฟ้าแลบ. บทว่า สรานิ ความว่า แม้สระใหญ่ๆทั้งหลาย มีสระอโนดาตเป็นต้น ย่อมเสื่อมสิ้นไปเหมือนกัน. บทว่า สเสลกานนา ความว่า แม้มหาปฐพีพร้อมทั้งบรรพต และไพรสณฑ์ก็ดี ย่อมเสื่อมสิ้นไป. บทว่า สพฺพํ หิ ตํ ความว่า ธรรมชาติอันนับว่าเป็นสังขารทั้งหมดนี้ แม้ตั้งอยู่ยืนนานเพียงใด ก็ย่อมจะเสื่อมสิ้นไป แม้มหาเมรุราชถึงไฟบัลลัยกัลป์แล้ว ย่อมจะย่อยยับไปเหมือนขี้ผึ้งใกล้เตาไฟ ย่อมละลายไปฉะนั้น ฝ่ายสังขารมีประมาณเล็กน้อย ไม่สามารถดำรงอยู่ได้. สังขารทั้งหมดถึงกาลเป็นที่สุด คือถึงวาระกาลพินาศแล้ว ย่อมจะหักละเอียด คือแตกทำลายไป. เพื่อจะประกาศความนี้นั้น ควรนำสัตตสุริยสูตรมาแสดง.
บทว่า จลาจลํ ความว่า เป็นของจลาจล คือไม่สามารถดำรงอยู่ตามสภาพของตนได้ มีอันเป็นไปต่าง ๆ แปลก ๆ กัน. บทว่า ปาณภุโนธ ชีวิตํ ความว่า ชีวิตของปาณสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นในโลกนี้ (ก็ฉันนั้น). บทว่าปโฏว ธุตฺตสฺส ทุโมว กูลโช ความว่า ธรรมดานักเลงสุราเห็นสุราแล้วย่อมเปลื้องผ้าคาดพุงแลกดื่มได้ทีเดียว ต้นไม้ที่เกิดใกล้ฝั่งแม่น้ำ เมื่อฝั่งพังลงไป ก็ย่อมโค่นล้มไป แผ่นผ้าของนักเลงสุรา และต้นไม้ใกล้ฝั่งนี้เป็นฉันใดขอเดชะ ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น. บทว่า ทุมฺมปฺผลาเนว ความว่าผลไม้ทั้งหลายที่สุกแล้วถูกลมกระทบ ย่อมหล่นจากต้นตกลงที่พื้นดิน ฉันใดมาณพทั้งหลายเหล่านี้ ถูกลมคือชรากระทบแล้ว กลืนกินชีวิตแล้ว ย่อมล่วงหล่นไปในแผ่นดินคือความตาย ฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า ทหรา ความว่ามาณพทั้งหลายเหล่านี้ คือคนหนุ่ม โดยที่สุดแม้ตั้งอยู่ในความเป็นกลละก็ดี. บทว่า มชฺฌิมโปริสา ความว่า หญิงชายผู้ตั้งอยู่ในวัยกลางคน ทั้งอุภโตพยัญชนก และนปุงสกเพศ.
บทว่า ตารกราชสนฺนิโภ ความว่า พระจันทร์เป็นราชาแห่งดวงดารา สิ้นแรงลงในกาฬปักษ์ข้างแรม แต่ก็แจ่มใสเต็มดวง ในชุณหปักษ์ข้างขึ้นฉันใด วัยของสัตว์ทั้งหลายหาเป็นฉันนั้นไม่. เพราะวัยของสัตว์ทั้งหลายส่วนใดล่วงไปแล้ว เป็นอันว่าส่วนนั้นล่วงไปแล้วในบัดนี้ทีเดียว ไม่มีทางที่จะกลับคืนไปสู่วัยนั้นได้อีก. บทว่า กุโต รติ ความว่า แม้ความยินดีในกามคุณทั้งหลายของคนแก่ชราย่อมไม่มี ความสุขอันเกิดขึ้น เพราะอาศัยกามคุณนั้นจะมีมาแต่ไหน. บทว่า ยกฺขา ได้แก่ ยักษ์ผู้มีมหิทธิฤทธิ์ . บทว่า ปีสาจาได้แก่ ปีศาจคลุกฝุ่น. บทว่า เปตา ได้แก่ สัตว์ผู้เข้าถึงเปตวิสัย. บทว่า อสฺสสนฺติ ความว่า เข้าไปกระทบ หรือแทรกซึมเข้าไปตามลมหายใจเข้าออก. บทว่า น มจฺจุโน ความว่า แต่แม้ยักษ์เป็นต้น แม้เหล่านั้น ไม่สามารถจะเข้าไปกระทบทรือแทรกซึมตามลมหายใจมฤตยูได้.
บทว่า นิชฺฌาปนํ กโรนฺติ ความว่า ให้อดโทษ คือให้ยินดีด้วยสามารถแห่งพลีกรรมได้. บทว่า อปราธเก ได้แก่ ผู้กระทำความผิดต่อพระราชา. บทว่า ทูสเก ได้แก่ ผู้ประทุษร้ายต่อราชสมบัติ. บทว่าเหเก ได้แก่ ผู้เบียดเบียนชาวโลกด้วยการตัดช่องย่องเบาเป็นต้น. บทว่าราชิโน ได้แก่ พระราชาทั้งหลาย. บทว่า วิทิตฺวาน โทสํ ความว่าพระราชาทั้งหลายทรงทราบโทษผิดแล้ว ย่อมลงอาชญา ตามสมควรแก่ความผิด. บทว่า น มจฺจุโน ความว่า แต่พระราชาเหล่านั้น ไม่อาจลงอาชญา แก่มฤตยุราชได้. บทว่า นิชฺฌาเปตุํ ความว่า ย่อมได้เพื่อจะประกาศความเป็นผู้ไร้ความผิดของตนได้ ด้วยหลักฐานพยาน. บทว่า น อฑฺฒกา พลวาเตชวาปิ ความว่า พระโพธิสัตว์เจ้าทรงแสดงว่า มัจจุราชมิได้มีความเกรงใจแม้อย่างนี้ว่า ชนเหล่านี้ มั่งคั่ง ผู้นี้มีกำลัง ทั้งด้วยกำลังกาย และกำลังความรู้ผู้นี้มีเดชานุภาพ คือไม่มีความเกรงใจ รักใคร่สิเนหาในสัตวนิกายแม้แต่ผู้เดียวย่อมย่ำยีทั้งหมดทีเดียว.
บทว่า ปสยฺห ความว่า ข่มขี่โดยพลการ. บทว่า น มจฺจุโน ความว่าแม้สัตว์เหล่านั้น ก็ไม่อาจเคี้ยวกินมัจจุราชได้. บทว่า กโรนฺตา ความว่า กระทำกลมายา. บทว่า โมเหนฺติ ความว่า แสดงสิ่งที่ไม่จริง ทำให้เห็นเป็นจริง ลวงนัยน์ตาประชาชน. บทว่า อุคฺคเตชา ความว่า อสรพิษทั้งหลายที่ประกอบด้วยเดชคือพิษกล้า. บทว่า ติกิจฺฉกา ได้แก่ หมอผู้เยียวยาแก้พิษ. บทว่า ธมฺมนฺตรี เวตฺตรุโณ จโภโช ความว่า แพทย์ผู้มีชื่ออย่างนี้ เหล่านี้. บทว่า โฆรมธียมานา ได้แก่ผู้ทรงไว้ซึ่งวิชาชื่อโฆระ. บทว่า โอสเธภิ ความว่า วิชาธรทั้งหลาย ครั้นร่ายวิชา ชื่อโฆระหรือคันธะเป็นต้นแล้ว ถือโอสถไปสู่ที่ซึ่งข้าศึกทั้งหลายไม่อาจแลเห็นได้ด้วยโอสถเหล่านั้น. บทว่า ธมฺโม ได้แก่ สุจริตธรรม. บทว่า รกฺขติ ความว่า สุจริตธรรม อันบุคคลใดรักษาแล้ว สุจริตธรรมนั้นย่อมรักษาผู้นั้นตอบ. บทว่า สุขํ ความว่า ธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาคือให้ถึงสุข ได้แก่ นำเข้าไปด้วยอำนาจแห่งปฏิสนธิในฉกามาพจรสวรรค์.
ครั้นพระมหาสัตว์เจ้า แสดงธรรมถวายพระราชบิดา ด้วยคาถา ๒๔คาถา อย่างนี้แล้ว กราบทูลว่า ขอเดชะพระชนกมหาราชเจ้า ราชสมบัติของพระราชบิดา จงเป็นของพระราชบิดาผู้เดียวเถิด ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความต้องการด้วยราชสมบัตินี้ ชรา พยาธิ และมรณะ ย่อมรุกรานข้าพระพุทธเจ้า ซึ่งกําลังกราบทูลสนทนากับพระองค์อยู่ทีเดียว ขอพระองค์จงอยู่เป็นสุขเถิดดังนี้แล้ว สละกามทั้งหลายถวายบังคมลาพระชนกชนนี เสด็จออกบรรพชาอุปมาเหมือนช้างซับมัน สลัดตัดเสียซึ่งห่วงเหล็กแล่นไป หรือดุจสีหโปดกทำลายกรงทองไปได้ฉะนั้น. ลำดับนั้น พระราชบิดาของพระมหาสัตว์ ทรงดำริว่าประโยชน์อะไรด้วยราชสมบัติแม้แก่เรา จึงสละราชสมบัติ เสด็จออกพร้อมกับพระราชโอรสทีเดียว. เมื่อพระเจ้าพรหมทัตกำลังเสด็จออกไปนั้น ทั้งพระเทวีทั้งหมู่อำมาตย์ราชบริพาร ตลอดจนชาวพระนครทั้งสิ้น มีพราหมณ์และคฤหบดีเป็นต้น ต่างพากันสละเคหสถานออกตามเสด็จพระเจ้าพรหมทัต ได้เกิดเป็นมหาสมาคมใหญ่ มีบริษัทนับได้ประมาณ ๑๒ โยชน์ พระมหาสัตว์เจ้าพาบริษัทนั้นเข้าไปสู่หิมวันตประเทศ ท้าวสักกเทวราช ทรงทราบว่า พระมหาสัตว์เจ้าเสด็จออกแล้ว จึงส่งวิสสุกรรมเทพบุตร ไปเนรมิตอาศรมบทให้ยาว ๑๒ โยชน์ กว้าง ๗ โยชน์ ทั้งให้จัดแจงบรรพชิตบริขารไว้ครบถ้วน. ต่อจากนี้ไป การบรรพชาของพระมหาสัตว์เจ้าก็ดี การให้โอวาทก็ดี ความเป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้าก็ดี ความไม่ไปสู่อบายของบริษัทก็ดีพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังทั้งหมด.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในชาติก่อน ตถาคตก็ออกสู่มหาภิเนษกรมณ์อย่างนี้เหมือนกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระราชมารดาบิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็นมหาราชสกุล บริษัทได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วน อโยฆรบัณฑิต ได้มาเป็นเราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนี้เลย.
จบอรรถกถาอโยฆรชาดก จบอรรถกถา วีสตินิบาต เพียงเท่านี้
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. มาตังคชาดก ๒. จิตตสัมภูตชาดก ๓. สีวิราชชาดก ๔. สิริมันทชาดก ๕. โรหนมิคชาดก ๖. หังสชาดก ๗. สัตติคุมพชาดก ๘. ภัลลาติยชาดก ๙. โสมนัสสชาดก ๑๐. จัมเปยยชาดก ๑๑. มหาโลภนชาดก๑๒. ปัญจบัณฑิตชาดก ๑๓. หัตถิปาลชาดก ๑๔. อโยฆรชาดก และอรรถกถา.
ติงสตินิบาตชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๒๗๙–๒๙๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
วิสตินิบาตชาดก ๑๐๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อโยฆรชาตกํ
ยเมกรตฺตึ ปฐมนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มหาภินิกฺขมนญฺเญว อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตทาปิ หิ โส น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ ตถาคโต มหาภิเนกฺขมฺมํ นิกฺขนฺโตเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต พฺรหฺมทตฺตสฺส รญฺโญ อคฺคมเหสี คพฺภํ ปฏิลภิตฺวา ลทฺธคพฺภปริหารา ปริณตคพฺภา ปจฺจูสสมนนฺตเร ปุตฺตํ วิชายิ ฯ ตสฺสา ปุริมภเว เอกา สปติกา ตว ชาตํ ชาตํ ปชํ ขาทิตุํ ลภิสฺสามีติ ปตฺถนํ ฐเปสิ ฯ สา กิร สยํ วญฺฌา หุตฺวา ปุตฺตมาตุโกเธน ตํ ปตฺถนํ กตฺวา ยกฺขินิโยนิยํ นิพฺพตฺติ ฯ อิตรา รญฺโญ อคฺคมเหสี หุตฺวา อิมํ ปุตฺตํ วิชายิ ฯ สา ยกฺขินี ตทา โอกาสํ ลภิตฺวา เทวิยา ปสฺสนฺติยาว ตุจฺฉรูปา วิย อาคนฺตฺวา ตํ ทารกํ คเหตฺวา ปลายิ ฯ เทวี ยกฺขินี เม ปุตฺตํ คเหตฺวา ปลายีติ มหาสทฺเทน วิรวิ ฯ อิตราปิ ทารกํ มูลกนฺทํ วิย มุรุมุรายนฺตี ขาทิตฺวา เทวิยา หตฺถวิการาทีนิ ทสฺเสตฺวา ตชฺเชนฺตี ปกฺกามิ ฯ ราชา ตํ วจนํ สุตฺวา ยกฺขินิยา กึ สกฺกา กาตุนฺติ ตุณฺหี อโหสิ ฯ ปุน เทวิยา วิชายนกาเล ทฬฺหํ อารกฺขมกาสิ ฯ เทวี ปุน ปุตฺตํ วิชายิ ฯ ยกฺขินี อาคนฺตวา ตํปิ ขาทิตฺวา คตา ฯ ตติยวาเร ตสฺสา กุจฺฉิยํ มหาสตฺโต ปฏิสนฺธึ คณฺหิ ฯ ราชา มหาชนํ สนฺนิปาเตตฺวา เทวิยา ชาตํ ชาตํ ปชํ เอกา ยกฺขินี ขาทติ กึ นุโข กาตพฺพนฺติ ปุจฺฉิ ฯ อเถโก ยกฺขินี นาม ตาลปณฺณสฺส ภายนฺติ เทวิยา หตฺถปาเทสุ ตาลปณฺณํ พนฺธิตุํ วฏฺฏตีติ อาห ฯ อปโร ยกฺขินี นาม อโยฆรสฺส ภายนฺติ อโยฆรํ กาตุํ วฏฺฏตีติ อาห ฯ ราชา สาธูติ อตฺตโน วิชิเต กมฺมาเร สนฺนิปาเตตฺวา อโยฆรํ กาเรถาติ อาณาเปตฺวา อายุตฺตเก อทาสิ ฯ อนฺโตนคเรเยว รมณีเย ภูมิภาเค เคหํ ปติฏฺฐาเปสุํ ฯ ถมฺเภ อาทึ กตฺวา สพฺเพ เคหสมฺภารา อโยมยาว อเหสุํ ฯ นวหิ มาเสหิ อโยมยํ มหนฺตํ จตุสาลํ นิฏฺฐานํ อคมาสิ ฯ ตํ นิจฺจํ ปชฺชลิตปทีปสทิสเมว โหติ ฯ ราชา เทวิยา คพฺภปริปากํ ญตฺวา อโยฆรํ อลงฺการาเปตฺวา ตํ อาทาย อโยฆรํ ปาวิสิ ฯ สา ตตฺถ ธญฺญปุญฺญลกฺขณสมฺปนฺนํ ปุตฺตํ วิชายิ ฯ อโยฆรกุมาโรเตฺววสฺส นามํ กรึสุ ฯ ตํ ธาตีนํ ทตฺวา มหนฺตํ อารกฺขํ สํวิทหิตฺวา ราชา เทวึ อาทาย นครํ ปทกฺขิณํ กตฺวา อลงฺกตปาสาทตลเมว อภิรุหิ ฯ ยกฺขินีปิ อุทกวารํ คนฺตฺวา เวสฺสวณสฺส อุทกํ วหนฺตี ชีวิตกฺขยํ ปตฺตา ฯ มหาสตฺโต อโยฆเรเยว วฑฺฒิตฺวา วิญฺญุตํ ปตฺโต ตตฺเถว สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิ ฯ ราชา โก เม ปุตฺตสฺส วยปฺปเทโสติ อมจฺเจ ปุจฺฉิตฺวา โสฬสวสฺโส เทว สูโร ถามสมฺปนฺโน ยกฺขสหสฺสํปิ ปฏิพาหิตุํ สมตฺโถติ สุตฺวา รชฺชมสฺส ทสฺสามิ สกลนครํ อลงฺการาเปตฺวา อโยฆรโต ตํ นีหริตฺวา อาเนถาติ อาห ฯ อมจฺจา สาธุ เทวาติ ทฺวาทสโยชนิกํ พาราณสึ อลงฺการาเปตฺวา สพฺพาลงฺการภูสิตํ มงฺคลวารณํ อาทาย ตตฺถ คนฺตฺวา กุมารํ อลงฺกริตฺวา หตฺถิกฺขนฺเธ นิสีทาเปตฺวา เทว กุลสนฺตกํ อลงฺกตนครํ ปทกฺขิณํ กตฺวา ปิตรํ กาสิกราชานํ วนฺทถ อชฺเชว เสตจฺฉตฺตํ ลภิสฺสถาติ อาหํสุ ฯ มหาสตฺโต นครํ ปทกฺขิณํ กโรนฺโต อารามรามเณยฺยกํ วนโปกฺขรณิภูมิภาครามเณยฺยกปาสาท- รามเณยฺยกาทีนิ ทิสฺวา จินฺเตสิ มม ปิตา มํ เอตฺตกํ กาลํ พนฺธนาคาเร วสาเปสิ เอวรูปํ อลงฺกตนครํ ทฏฺฐุํ นาทาสิ โก นุโข มยฺหํ โทโสติ อมจฺเจ ปุจฺฉิ ฯ เทว นตฺถิ ตุมฺหากํ โทโส ตุมฺหากํ ปน เทฺว ภาติเก เอกา ยกฺขินี ขาทิ เตน โว ปิตา อโยฆเร วสาเปสิ อโยฆเรน ตุมฺหากํ ชีวิตํ ลทฺธนฺติ ฯ โส เตสํ วจนํ สุตฺวา จินฺเตสิ อหํ ทส มาเส โลหกุมฺภินิรเย วิย คูถนิรเย วิย จ มาตุกุจฺฉิมฺหิ วสิตฺวา มาตุกุจฺฉิโต นิกฺขนฺตกาลโต ปฏฺฐาย โสฬสวสฺสานิ เอตสฺมึ พนฺธนาคาเร วสึ พหิ โอโลเกตุํปิ น ลภึ อุสฺสุทนิรเย ขิตฺโต วิย อโหสึ ยกฺขินิยา หตฺถโต มุตฺโตปิ ปนาหํ เนว อชโร น อมโร กึ เม รชฺเชน รชฺเช ฐิตกาลโต ปฏฺฐาย ทุนฺนิกฺขมนํ โหติ อชฺเชว มม ปิตรํ ปพฺพชฺชํ อนุชานาเปตฺวา หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา ปพฺพชิสฺสามีติ ฯ โส นครํ ปทกฺขิณํ กตฺวา ราชกุลํ ปวิสิตฺวา ราชานํ วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ ราชา ตสฺส สรีรโสภํ โอโลเกตฺวา พลวสิเนเหน อมจฺเจ โอโลเกสิ ฯ เต กึ กโรม เทวาติ วทึสุ ฯ ปุตฺตํ เม รตนราสิมฺหิ ฐเปตฺวา ตีหิ สงฺเขหิ อภิสิญฺจิตฺวา กาญฺจนมาลํ เสตจฺฉตฺตญฺจ อุสฺสาเปถาติ ฯ มหาสตฺโต ปิตรํ วนฺทิตฺวา น มยฺหํ รชฺเชนตฺโถ อหํ ปพฺพชิสฺสามิ ปพฺพชฺชํ เม อนุชานาถาติ ปิตรํ ปฏิกฺขิปิ ฯ ตาต รชฺชํ ปฏิกฺขิปิตฺวา กึการณา ปพฺพชิสฺสสีติ ฯ เทว อหํ มาตุกุจฺฉิมฺหิ ทส มาเส คูถนิรเย วิย วสิตฺวา กุจฺฉิโต นิกฺขนฺโต ยกฺขินิภเยน โสฬส วสฺสานิ พนฺธนาคาเร วสนฺโต พหิ โอโลเกตุํปิ น ลภึ อุสฺสุทนิรเย ขิตฺโต วิย อโหสึ ยกฺขินิยา หตฺถโต มุตฺโตมฺหิ น อชโร อมโร โหมิ มจฺจุ นาเมส สกฺกา เกนจิ ชินิตุํ วญฺเจตุํ ภเว อุกฺกณฺฐิโตสฺมิ ยาว เม พฺยาธิชรามรณานิ นาคจฺฉนฺติ ตาวเทว ปพฺพชิตฺวา ธมฺมํ จริสฺสามิ อลํ เม รชฺเชน อนุชานาถ มํ เทวาติ วตฺวา ปิตุ ธมฺมํ เทเสนฺโต อาห
ยเมกรตฺตึ ปฐมํ คพฺเภ วสติ มาณโว
อพฺภุฏฺฐิโตว โส ยาติ ส คจฺฉํ น นิวตฺตติ ฯ
น ยุชฺฌมานา น พเลน วสฺสิตา
นรา น ชีรนฺติ น จาปิ มิยฺยเร
สพฺพํ หิ ตํ ชาติชรายุปทฺทุตํ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
จตุรงฺคินึ เสน สุภึสรูปํ
ชยนฺติ รฏฺฐาธิปตี ปสยฺห
น มจฺจุโน ชินิตุมุสฺสหนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
หตฺถีหิ อสฺเสหิ รเถหิ ปตฺตีหิ
ปริวาริตา มุจฺจเร เอกจฺจยา
น มจฺจุโน ภญฺชิตุมุสฺสหนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
หตฺถีหิ อสฺเสหิ รเถหิ ปตฺตีหิ
สูรา ปภิญฺชนฺติ ปธํสยนฺติ
น มจฺจุโน มทฺทิตุมุสฺสหนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
มตฺตา คชา ภินฺนคฬา ปภินฺนา
นครานิ มทฺทนฺติ ชนํ หนนฺติ
น มจฺจุโน มทฺทิตุมุสฺสหนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
อิสฺสาสิโน กตหตฺถาปิ ธีรา
ทูเรปาตี อกฺขณเวธิโนปิ
น มจฺจุโน วิชฺฌิตุมุสฺสหนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
สรานิ ขิยฺยนฺติ สเสลกานนา
สพฺพํปิ ตํ ขิยฺยติ ทีฆมนฺตรํ
สพฺพํ หิ ตํ ภญฺชเร กาลปริยายํ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
สพฺเพสํ เอวํ หิ นารีนรานํ
จลาจลํ ปาณภุโนธ ชีวิตํ
ปโฏว ธุตฺตสฺส ทุโมว กูลโช
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
ทุมปฺผลาเนว ปตนฺติ มาณวา
ทหรา จ วุฑฺฒา จ สรีรเภทา
นาริโย นรา มชฺฌิมโปริสา จ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
นายํ วโย ตารกราชสนฺนิโภ
ยทพฺภตีตํ คตเมวทานิ ตํ
ชิณฺณสฺส หี นตฺถิ รตี กุโต สุขํ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
ยกฺขา ปิสาจา อถวาปิ เปตา
กุปฺปิตา เต อสฺสสนฺติ มนุสฺเส
น มจฺจุโน อสฺสสิตุสฺสหนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
ยกฺเข ปิสาเจ อถวาปิ เปเต
กุปฺปิเตปิ เต นิชฺฌปนํ กโรนฺติ
น มจฺจุโน นิชฺฌปนํ กโรนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
อปราธเก ทูสเก เหฐเก จ
ราชาโน ทณฺเฑนฺติ วิทิตฺวาน โทสํ
น มจฺจุโน ทณฺฑยิตุสฺสหนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
อปราธกา ทูสกา เหฐกา จ
ลภนฺติ เต ราชิโน นิชฺฌเปตุํ
น มจฺจุโน นิชฺฌปนํ กโรนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
น ขตฺติโยปิ น จ พฺราหฺมโณปิ
น อฑฺฒกา พลวา เตชวาปิ
น มจฺจุราชสฺส อเปกฺขมตฺถิ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
สีโห จ พฺยคฺโฆ จ อโถ ทีปิโย จ
ปสยฺห ขาทนฺติ วิผนฺทมานํ
น มจฺจุโน ขาทิตุมุสฺสหนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
มายาการา รงฺคมชฺเฌ กโรนฺตา
โมเหนฺติ จกฺขูนิ ชนสฺส ตาวเท
น มจฺจุโน โมหยิตุสฺสหนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
อาสีวิสา กุปฺปิตา อุคฺคเตชา
ฑํสนฺติ มาเรนฺติปิ เต มนุสฺเส
น มจฺจุโน ฑํสิตุมุสฺสหนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
อาสีวิสา กุปฺปิตา ยํ ฑํสนฺติ
ติกิจฺฉกา เตส วิสํ หรนฺติ
น มจฺจุโน ทุฏฺฐ วิสํ หรนฺติ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
ธมฺมนฺตรี เวตฺตรุโณ จ โภโช
วิสานิ หนฺตฺวาน ภุชงฺคมานํ
สุยฺยนฺติ เต กาลกตา ตเถว
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
วิชฺชาธรา โฆรมธียมานา
อทสฺสนํ โอสเธภิ วชนฺติ
น มจฺจุราชสฺส วชนฺตทสฺสนํ
ตมฺเม มตี โหติ จรามิ ธมฺมํ ฯ
ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ
ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ
เอสานิสํโส ธมฺเม สุจิณฺเณ
น ทุคฺคตึ คจฺฉติ ธมฺมจารี ฯ
นหิ ธมฺโม อธมฺโม จ อุโภ สมวิปากิโน
อธมฺโม นิรยํ เนติ ธมฺโม ปาเปติ สุคฺคตินฺติ ฯ
ตตฺถ ยเมกรตฺตินฺติ เยภุยฺเยน สตฺตา มาตุกุจฺฉิมฺหิ ปฏิสนฺธึ คณฺหนฺตา รตฺตึ คณฺหนฺติ ตสฺมา เอวมาห ฯ อยํ ปเนตฺถ อตฺโถ ยํ เอกรตฺตึ วา ทิวํ วา ปฐมเมว ปฏิสนฺธึ คเหตฺวา มาตุกุจฺฉิสงฺขาเต คพฺเภ วสติ ฯ มาณโวติ สตฺโต กลลภาเวน ปติฏฺฐาสิ ฯ อพฺภุฏฺฐิโตว โส ยาตีติ โส มาณโว ยถา นาม วลาหกสงฺขาโต อพฺโภ อุฏฺฐิโต นิพฺพตฺติโต วายุเวเคน หโต ปฏิคจฺฉติ ตเถว ฯ
ปฐมํ กลลํ โหติ กลลา โหติ อพฺภุทํ
อพฺภุทา ชายเต เปสิ เปสิยา ชายเต ฆโน
ฆนา จ สาขา ชายนฺติ เกสา โลมา นขาปิ จ
ยญฺจสฺส ภุญฺชติ มาตา อนฺนํ ปานญฺจ โภชนํ
เตน โส ตตฺถ ยาเปติ มาตุกุจฺฉิคโต นโรติ ฯ ตตฺถ อิมํ มาตุกุจฺฉิยํ กลลาทิภาวํ มาตุกุจฺฉิโต จ นิกฺขนฺโต มนฺททสกาทิภาวํ อาปชฺชมาโน สสตํ สมิตํ คจฺฉติ ฯ ส คจฺฉํ น นิวตฺตตีติ สจายํ เอวํ คจฺฉนฺโต ปุน อพฺภุทโต กลลภาวํ เปสิอาทิโต วา อพฺภุทาทิภาวํ วา ขิฑฺฑาทสกโต มนฺททสกภาวํ วณฺณทสกาทิโต วา ขิฑฺฑาทสกาทิภาวํ ปาปุณิตุํ น นิวตฺตติ ฯ ยถา ปน โส วลาหโก วาตเวเคน สญฺจุณฺณิยมาโน อหํ อสุกฏฺฐาเน นาม อุฏฺฐิโต ปุน นิวตฺเตตฺวา ตตฺเถว คนฺตฺวา ปกติภาเวน ฐสฺสามีติ น ลภติ ยทสฺส คตํ ตํ คตเมว ยํ อนฺตรหิตํ ตํ อนฺตรหิตเมว โหติ ฯ ตถา โสปิ กลลาทิภาเวน คจฺฉมาโน คจฺฉเตว ตสฺมึ ตสฺมึ โกฏฺฐาเส สงฺขารา ปุริมานํ ปจฺจยา หุตฺวา ปจฺฉโต อนิวตฺเตตฺวา ตตฺถ ตตฺเถว ภิชฺชนฺติ ชรากาเล สงฺขารา อมฺเหหิ เอส ปุพฺเพ ยุวา ถามสมฺปนฺโน กโต ปุน นํ นิวตฺเตตฺวา ตตฺเถว กริสฺสามาติ น ลภนฺติ ตตฺถ ตตฺเถว อนฺตรธายนฺตีติ ทสฺเสติ ฯ น ยุชฺฌมานาติ อุภโต พฺยุเฬฺห สงฺคาเม ยุชฺฌนฺตา ฯ น พเลน วสฺสิตาติ น กายพเลน โยธพเลน วา อุปคตา สมนฺนาคตา ฯ น ชีรนฺตีติ ปุริมํ นการํ อาหริตฺวา เอวรูปาปิ นรา น ชีรนฺติ น จาปิ มิยฺยเรติ อตฺโถ เวทิตพฺโพ ฯ สพฺพมฺหิ ตนฺติ มหาราช สพฺพเมว หิ อิทํ ปาณมณฺฑลํ มหายนฺเตน ปีฬิยมานา อุจฺฉุฆฏิกา วิย ชาติยา จ ชราย จ อุปทฺทุตํ นิจฺจปีฬิตํ ฯ ตํ เม มตี โหตีติ เตน การเณนปิ มม ปพฺพชิตฺวา ธมฺมํ จรามีติ มติ โหติ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ฯ จตุรงฺคินินฺติ หตฺถิอาทีหิ จตุรงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ฯ เสนํ สุภึสรูปนฺติ สุฏฺฐุ ภึสนกชาติกํ เสนํ ฯ ชยนฺตีติ กทาจิ เอกจฺเจ ราชาโน อตฺตโน เสนาย ชยนฺติ ฯ น มจฺจุโนติ เตปิ ราชาโน มหาเสนสฺส มจฺจุโน เสนํ ชยิตุํ น อุสฺสหนฺติ น พฺยาธิชรามรณานิ มทฺทิตุํ สกฺโกนฺติ ฯ มุจฺจเร เอกจฺจยาติ เอเตหิ หตฺถิอาทีหิ ปริวาริตา เอกจฺเจ ปจฺจามิตฺตานํ หตฺถโต มุจฺจนฺติ มจฺจุโน ปน สนฺติกา มุจฺจิตุํ น สกฺโกนฺติ ฯ ปภิญฺชนฺตีติ เอเตหิ หตฺถิอาทีหิ ปจฺจตฺถิกราชูนํ นครานิ ปภิญฺชนฺติ ฯ ปธํสยนฺตีติ มหาชนํ ธํเสนฺตา วิธํเสนฺตา ชีวิตกฺขยํ ปาเปนฺติ ฯ น มจฺจุโนติ เตปิ มรณกาเล สมฺปตฺเต มจฺจุโน ภญฺชิตุํ น สกฺโกนฺติ ฯ ภินฺนคฬา ปภินฺนาติ ตีสุ ฐาเนสุ ปภินฺนา หุตฺวา มทํ คฬนฺตา ปคฺฆริตมทาติ อตฺโถ ฯ น มจฺจุโนติ เตปิ มหามจฺจุํ มทฺทิตุํ น สกฺโกนฺติ ฯ อิสฺสาสิโนติ อิสฺสาสา ธนุคฺคหา ฯ กตหตฺถาติ สุสิกฺขิตา ฯ ทูเรปาตีติ ทูเร ปาเตตุํ สมตฺถา ฯ อกฺขณเวธิโนติ อวิรุทฺธเวธิโน วิชฺชุอาโลเกน วิชฺฌนสมตฺถา วา ฯ สรานีติ อโนตตฺตาทีนิ มหาสรานิปิ ขียนฺติเยว ฯ สเสลกานนาติ สปพฺพตวนสณฺฑา มหาปฐวีปิ ขียติ ฯ สพฺพํ หิ ตนฺติ สพฺพมิทํ สงฺขารคตํ ทีฆมนฺตรํ ฐตฺวา ขียเตว กปฺปุฏฺฐานคฺคึ ปตฺวา มหาเมรูปิ อคฺคิมุเข มธุสิฏฺฐกํ วิย วิลียเตว ฯ อณุมตฺโตปิ สงฺขาโร ฐาตุํ น สกฺโกติ ฯ กาลปริยายนฺติ กาลปริยายํ นสฺสนกาลวารํ ปตฺวา สพฺพํ ภญฺชเร สพฺพํ สงฺขารคตํ ภิชฺชเตว ฯ ตสฺส ปกาสนตฺถํ สตฺตสุริยสุตฺตํ อาหริตพฺพํ ฯ จลาจลนฺติ จญฺจลํ สกภาเวน ฐาตุํ อสมตฺโถ นานาภาววินาภาโว ฯ ปาณภุโนธ ชีวิตนฺติ อิธ โลเก อิเมสํ ปาณภูตานํ ชีวิตํ ฯ ปโฏว ธุตฺตสฺส ทุโมว กูลโชติ สุราธุตฺโต หิ สุรํ ทิสฺวาว อุทเร พนฺธสาฏกํ ทตฺวา ปิวเตว นทีกูเล ชาตทุโมว กูเล ลุชฺชมาเน ลุชฺชติ ยถา เอส ปโฏ จ ทุโม จ จญฺจโล เอวํ สตฺตานํ ชีวิตํ เทวาติ ฯ ทุมปฺผลาเนวาติ ยถา ปกฺกานิ ผลานิ วาตหตานิ ทุมคฺคโต ภูมิยํ ปตนฺติ ตเถว อิเม มาณวา ชราวาเตน หตา ชีวิตา คฬิตฺวา มรณปฐวิยํ ปตนฺติ ฯ ทหราติ อนฺตมโส กลลภาเว ฐิตาปิ ฯ มชฺฌิมโปริสาติ นารีนรานํ มชฺเฌ ฐิตา อุภโตพฺยญฺชนกนปุํสกา ฯ ตารกราชสนฺนิโภติ ยถา ตารกราชา กาฬปกฺเข ขีโณ ปน ชุณฺหปกฺเข ปูรติ น เอวํ สตฺตานํ วโย ฯ สตฺตานํ วโย หิ ยทพฺภตีตํ คตเมวทานิ ตํ น ตสฺส ปุนาคมนํ อตฺถิ ฯ กุโต รตีติ ชราชิณฺณสฺส กามคุเณสุ รติปิ นตฺถิ เต ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชนกสุขํ กุโตเยว ฯ ยกฺขาติ มหิทฺธิกา ยกฺขา ฯ ปิสาจาติ ปํสุปิสาจกา ฯ เปตาติ ปิตฺติวิสยิกา ฯ อสฺสสนฺตีติ อสฺสาสวาเตน อุปหนนฺติ อาวิสนฺตีติ วา อตฺโถ ฯ น มจฺจุโนติ มจฺจุํ ปน เตปิ อสฺสาเสน วา อุปหนิตุํ อาวิสิตุํ วา น สกฺโกนฺติ ฯ นิชฺฌาปนํ กโรนฺตีติ พลิกมฺมวเสน ขมาเปนฺติ ปสาเทนฺติ ฯ อปราธเกติ ราชาปราธการเก ฯ ทูสเกติ รชฺชทูสเก ฯ เหฐเกติ สนฺธิจฺเฉทาทีหิ โลกวิเหฐเก ฯ ราชาโนติ ราชาโน ฯ วิทิตฺวาน โทสนฺติ โทสํ ชานิตฺวา ยถานุรูเปน ทณฺเฑนฺติ ฯ น มจฺจุโนติ เตปิ มจฺจุํ ตณฺฑยิตุํ น สกฺโกนฺติ ฯ นิชฺฌาเปตุนฺติ สกฺขีหิ อตฺตโน นิรปราธภาวํ ปกาเสตฺวา ปสาเทตุํ ฯ น อฑฺฒกา พลวา เตชวาปีติ อิเม อฑฺฒา อยํ กายพลญาณพเลหิ พลวา อยํ เตชวาติ เอวํปิ น มจฺจุราชสฺส อเปกฺขมตฺถิ เอกสฺมึปิ สตฺเต อเปกฺขา เปมํ สิเนโห นตฺถิ สพฺพเมวาภิมทฺทตีติ ทสฺเสติ ฯ ปสยฺหาติ พลกฺกาเรหิ อภิภวิตฺวา ฯ น มจฺจุโนติ เตปิ มจฺจุํ ขาทิตุํ น สกฺโกนฺติ ฯ กโรนฺตาติ มายํ กโรนฺตา ฯ โมเหนฺตีติ อภูตํ ภูตํ กตฺวา ทสฺเสนฺตา โมเหนฺติ ฯ อุคฺคเตชาติ อุคฺคเตน วิสเตเชน สมนฺนาคตา ฯ ติกิจฺฉกาติ วิสเวชฺชา ฯ ธมฺมนฺตรี เวตฺตรุโณ จ โภโชติ เอเต เอวํนามกา เวชฺชา ฯ โฆรมธียมานาติ โฆรํ นาม วิชฺชํ อธิยนฺตา ฯ โอสเธภีติ โฆรํ วา คนฺธาทึ วา วิชฺชํ สาเวตฺวา โอสธานิ อาทาย เตหิ โอสเธหิ ปจฺจตฺถิกานํ อทสฺสนํ วชนฺติ ฯ ธมฺโมติ สุจริตธมฺโม ฯ รกฺขตีติ เยน รกฺขิโต ตํ ปฏิรกฺขติ ฯ สุขนฺติ ฉสุ กามสคฺเคสุ สุขํ อาวหติ ปาเปติ ปฏิสนฺธิวเสน อุปเนติ ฯ
เอวํ มหาสตฺโต จตุวีสติยา คาถาหิ ปิตุ ธมฺมํ เทเสตฺวา มหาราช ตุมฺหากํ รชฺชํ ตุมฺหากเมว โหตุ มยฺหํ อิมินา อตฺโถ นตฺถิ ตุมฺเหหิ สทฺธึ กเถนฺตเมว มํ พฺยาธิชรามรณานิ อุปคจฺฉนฺติ ติฏฺฐถ ตุมฺเหติ วตฺวา อยทามํ ฉินฺทิตฺวา มตฺตหตฺถี วิย กาญฺจนปญฺชรํ ฉินฺทิตฺวา สีหโปตโก วิย กาเม ปหาย มาตาปิตโร วนฺทิตฺวา นิกฺขมิ ฯ อถสฺส ปิตา มมปิ รชฺเชน โก อตฺโถติ รชฺชํ ปหาย เตน สทฺธิญฺเญว นิกฺขมิ ฯ ตสฺมึ นิกฺขมนฺเต เทวีปิ อมจฺจาปิ พฺราหฺมณคหปติกาทโยปีติ สกลนครวาสิโน เคหานิ ฉฑฺเฑตฺวา นิกฺขมึสุ ฯ สมาคโม มหา อโหสิ ฯ ปริสา ทฺวาทสโยชนิกา ชาตา ฯ ตํ อาทาย มหาสตฺโต หิมวนฺตํ ปาวิสิ ฯ สกฺโก ตสฺส นิกฺขนฺตภาวํ ญตฺวา วิสฺสกมฺมํ เปเสตฺวา ทฺวาทสโยชนายามํ สตฺตโยชนวิตฺถารํ อสฺสมปทํ กาเรสิ ฯ สพฺเพ ปพฺพชิตปริกฺขาเร ปฏิทายาเปสิ ฯ อิโต ปรํ มหาสตฺตสฺส ปพฺพชฺชา จ โอวาททานญฺจ พฺรหฺมโลกปรายนตา จ ปริสาย อนปายคมนตา จ สพฺพา เหฏฺฐา วุตฺตนเยเนว เวทิตพฺพา ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว ปุพฺเพปิ ตถาคโต มหาภิเนกฺขมฺมํ นิกฺขนฺโตเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มาตาปิตโร มหาราชกุลานิ อเหสุํ ปริสา พุทฺธปริสา อโยฆรปณฺฑิโต ปน อหเมว สมฺมาสมฺพุทฺโธติ ฯ
อโยฆรชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
จุทฺทสมํ ฯ
อิติ วีสตินิปาตวณฺณนา นิฏฺฐิตา ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗