ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กิงฉันทชาดก
ชาดกที่ ๕๑๑ · ติงสตินิบาตชาดก

กิงฉันทชาดก

ว่าด้วยโทษที่ฉกฉวยเอาประโยชน์ของคนอื่น

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๒๘๕ · บรรทัด ๙๑๖๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกิงฉันทชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุโบสถกรรม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กึฉนฺโท กิมธิปฺปาโย ดังนี้.

ความย่อว่า วันหนึ่ง พระศาสดาตรัสถามอุบาสก - อุบาสิกาเป็นอันมากผู้รักษาอุโบสถ ผู้มานั่งเพื่อจะฟังพระธรรมเทศนาอยู่ที่โรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย พวกท่านรักษาอุโบสถหรือ ? เมื่อเขากราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ท่านทั้งหลายทำการรักษาอุโบสถ จัดว่าได้ทำความดีโบราณกบัณฑิตทั้งหลายได้รับยศอันยิ่งใหญ่ ก็เพราะผลแห่งอุโบสถกรรมกึ่งหนึ่ง อันพวกอุบาสกอุบาสิกากราบทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี โดยธรรม ทรงเป็นผู้มีศรัทธา ปสาทะ ไม่ประมาทในทานศีล และอุโบสถกรรม. ท้าวเธอมีตรัสสั่งแม้กะชนที่เหลือ มีอำมาตย์เป็นต้น ให้ตั้งมั่นในกุศลจริยามีทานเป็นต้น. แต่ปุโรหิตของพระองค์ มีปกติรีดเลือดเนื้อประชาชน กินสินบน วินิจฉัยอรรถคดีโดยอยุติธรรม. ในวันอุโบสถตรัสสั่งให้ประชาขนมีอำมาตย์เป็นต้นมาเฝ้า แล้วตรัสสั่งว่า พวกท่านทั้งหลายจงมารักษาอุโบสถ. ปุโรหิตก็ไม่ยอมสมาทานอุโบสถ คราวนั้น เมื่อพระราชากำลังทรงซักถามพวกอำมาตย์ว่า ท่านทั้งหลายสมาทานอุโบสถละหรือ ? จึงตรัสถามปุโรหิตนั้น ผู้รับสินบนและตัดสินอรรถคดีโดยอยุติธรรม ในเวลากลางวันแล้วมาสู่ที่เฝ้าว่า ท่านอาจารย์ ท่านสมาทานอุโบสถแล้วหรือ ? ปุโรหิตนั้นทูลคำเท็จว่าสมาทานแล้ว พะย่ะค่ะ แล้วลงจากปราสาทไป. ครั้งนั้น อำมาตย์ผู้หนึ่งท้วงว่า ท่านไม่ได้สมาทานอุโบสถมิใช่หรือ ? ปุโรหิตนั้นพูดแก้ตัวว่าข้าพเจ้าบริโภคอาหารเฉพาะในเวลาเท่านั้น และข้าพเจ้ากลับไปเรือนแล้วจักบ้วนปากอธิษฐานอุโบสถ ไม่บริโภคอาหารในเวลาเย็น ข้าพเจ้าจักรักษาอุโบสถศีลในเวลากลางคืน ด้วยอาการอย่างนี้ ข้าพเจ้าก็จักมีอุโบสถกรรมกึ่งหนึ่ง. อำมาตย์ผู้นั้นกล่าวว่า ดีละขอรับ ท่านอาจารย์ เขากลับเรือนแล้วก็ได้กระทำอย่างนั้น.

อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อปุโรหิตนั้นนั่งอยู่ในศาล. สตรีผู้มีศีลคนหนึ่ง มายื่นฟ้องคดี เมื่อไม่ได้โอกาสที่จะกลับไปเรือน จึงคิดว่า เราจักไม่ละเลยอุโบสถกรรม พอใกล้เวลา นางจึงเริ่มบ้วนปาก. ขณะนั้น มีผู้นำผลมะม่วงสุกมาให้พราหมณ์ปุโรหิตพวงหนึ่ง. พราหมณ์ปุโรหิตรู้ว่า หญิงนั้นจะสมาทานอุโบสถ จึงหยิบมะม่วงส่งให้ พร้อมกับพูดว่า เจ้าจงรับประทานมะม่วงสุกเหล่านี้ก่อน แล้วจึงสมาทานอุโบสถเถิด. หญิงนั้นก็ได้กระทำตามนั้น. กุศลกรรมของพราหมณ์ปุโรหิตมีเพียงเท่านี้.

ในเวลาต่อมา พราหมณ์ปุโรหิตนั้นทำกาลกิริยาแล้ว ได้ไปบังเกิดเหนือสิริไสยาสน์อันอลงกต ในวิมานทองอันงามเรืองรอง มีภูมิภาคเป็นรมณียสถาน ในสวนอัมพวัน มีบริเวณ ๓ โยชน์ ใกล้ฝั่งน้ำโกสิกิคงคานทีในหิมวันตประเทศ ดุจคนที่หลับแล้วตื่นขึ้น มีเรือนร่างอันประดับตกแต่งดีแล้ว ทรงรูปโฉมงามสง่า แวดล้อมด้วยนางเทพกัญญาหมื่นหกพันเป็นบริวาร. เขาได้เสวยสิริสมบัตินั้น เฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้น. ความจริง เทพบุตรนั้นได้เสวยวิบากผลสมกับกรรมที่ตนทำไว้ โดยภาวะเป็นเวมานิกเปรต. เพราะฉะนั้น เมื่อเวลาอรุณขึ้น เขาจะต้องไปสู่สวนอัมพวัน. ในขณะที่ย่างเข้าไปสู่สวนอัมพวันเท่านั้น อัตภาพอันเป็นทิพย์ของเขาก็อันตรธานไป เกิดอัตภาพประมาณเท่าลำตาล สูง ๘๐ ศอกแทน ไฟติดทั่วร่างกาย เป็นเหมือนดอกทองกวาวที่บานเต็มที่ฉะนั้น นิ้วแต่ละนิ้วที่มือทั้งสองข้าง มีเล็บโตประมาณเท่าจอบใหญ่. เขาเอาเล็บเหล่านั้น กรีดจิกควักเนื้อข้างหลังของตนออกมากินเสวยทุกขเวทนาร้องโอดครวญอยู่. เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ร่างนั้นก็อันตรธานไป ร่างอันเป็นทิพย์ก็เกิดขึ้นแทน. เหล่านางฟ้อนอันเป็นทิพย์ผู้ประดับตกแต่งแล้วด้วยทิพพาลังการ ต่างถือดุริยางดนตรี มาห้อมล้อมบำเรอเมื่อจะเสวยมหาสมบัติ ก็ขึ้นไปยังปราสาทอันเป็นทิพย์ ในสวนอัมพวันอันเป็นรมณียสถาน. เวมานิกเปรตนั้น ได้เฉพาะซึ่งสวนอัมพวัน อันมีปริมณฑล๓ โยชน์ ด้วยผลแห่งการให้ผลมะม่วง แก่สตรีผู้สมาทานอุโบสถ แต่เพราะผลแห่งการกินสินบน ตัดสินคดีโดยอยุติธรรม จึงต้องจิกควักเนื้อหลังของตนกินและเพราะผลแห่งอุโบสถกรรมกกึ่งหนึ่ง จึงได้เสวยยศอันเป็นทิพย์แวดล้อมด้วยหญิงฟ้อนหมื่นหกพันเป็นบริวาร บำรุงบำเรอด้วยประการฉะนี้.

กาลนั้น พระเจ้าพาราณสี เห็นโทษในกามารมณ์ จึงเสด็จออกทรงผนวชเป็นดาบส ให้กระทำบรรณศาลาที่ภูมิประเทศอันน่ารื่นรมย์ประทับอยู่ ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอุญฉาจริยวัตร (เที่ยวภิกษาเลี้ยงชีวิต). อยู่มาวันหนึ่ง ผลมะม่วงสุกโตประมาณเท่าหม้อเขื่อง ๆ ตกมาจากสวนอัมพวันนั้นลอยมาตามกระแสแม่น้ำคงคา มาถึงตรงท่าน้ำซึ่งเป็นที่บริโภคใช้สอยของพระดาบสนั้น. พระดาบสกำลังล้างปากอยู่ เหลือบเห็นผลมะม่วงสุกนั้นลอยมากลางน้ำ จึงลงว่ายน้ำเก็บมานำไปอาศรมบท เก็บไว้ในเรือนไฟ ผ่าด้วยมีดแล้วฉันพอเป็นเครื่องประทังชีวิต ส่วนที่เหลือเอาใบตองปิดไว้ แล้วต่อมาก็ฉันผลมะม่วงนั้นทุก ๆ วันจนหมด. เมื่อมะม่วงสุกผลนั้นหมดแล้ว ก็ไม่อยากฉันผลไม้อื่น ๆ เพราติดรส จึงตั้งใจว่า จักฉันเฉพาะผลมะม่วงสุกชนิดนั้น จึงไปนั่งคอยดูอยู่ที่ริมแม่น้ำ ตกลงใจว่า ถ้าไม่ได้ผลมะม่วงสุกจักไม่ยอมลุกขึ้น. ดาบสนั้นไม่ยอมขบฉัน สู้นั่งคอยดูผลมะม่วงอยู่ที่ริมน้ำนั้นถึง ๖ วัน จนร่างกายซูบซีดเพราะลมและแดดแผดเผา ครั้นถึงวันที่เจ็ด นางเทพธิดาผู้รักษาแม่น้ำ พิจารณาดูรู้เหตุนั้น แล้วคิดว่า พระดาบสผู้นี้เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจของความอยาก สู้อดอาหารถึง ๗ วัน มานั่งคอยดูแม่น้ำคงคา การที่เราจะไม่ถวายผลมะม่วงสุกแก่ดาบสนี้ไม่สมควรเลย เมื่อดาบสนี้ไม่ได้ผลมะม่วงสุกคงจักมรณภาพ เราจักถวายแก่ท่าน จึงมายืนบนอากาศเหนือแม่น้ำคงคา เมื่อจะสนทนากับดาบสนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า

ดูก่อนพราหมณ์ ท่านมีความพอใจอะไร ประสงค์ อะไร ปรารถนาอะไร แสวงหาอะไร จึงมานั่งอยู่แต่ ผู้เดียวในเวลาร้อน เพราะเหตุไร ท่านจึงมานั่งดูแม่น้ำ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉนฺโท ได้แก่ อัธยาศัย. บทว่า อธิปฺปาโย ได้แก่ ความคิด. บทว่า สมฺมสิ ความว่า ท่านปรารถนา (อะไร) ? บทว่า ฆมฺมนิ แปลว่า ในฤดูร้อน. บทว่า เอสํ แปลว่า แสวงหา.

นางเทพธิดากล่าวเรียกดาบสนั้นว่า " พราหมณ์ " เพราะบวชแล้ว. ท่านอธิบายไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านประสงค์อะไร คิดถึงอะไร ปรารถนาอะไร แสวงหาอะไร เพราะต้องการอะไร ท่านจึงมาแลดูแม่น้ำอยู่ที่ฝั่งคงคานี้.

พระดาบสได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๑๐ คาถา ความว่า

หม้อน้ำใหญ่ มีรูปทรงงดงามฉันใด ผลมะม่วง สุกอันมีสีกลีบและรสดีเยี่ยม ก็มีอุปไมยฉันนั้น. เราได้เห็นผลมะม่วงนั้น อันกระแสน้ำพัดลอย มาท่ามกลางแม่น้ำ จึงได้หยิบเอามาเก็บไว้ในเรือนไฟ. แต่นั้นก็วางไว้บนใบตอง ทำวิกัปด้วยมีดเอง แล้วก็ฉัน ความหิวและความระหายของเราก็หายไป. เราหมดความกระวนกระวายใจ พอมะม่วงหมด เราต้องอดทนต่อความทุกข์ ย่อมไม่ได้ประสบความ พอใจในผลไม้ไร ๆ อื่น. ผลมะม่วงใดเกิดมีแก่ข้าพเจ้า ผลมะม่วงนั้นมี รสอร่อยเป็นเลิศ เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ คงจักนำความ ตายมาแก่ข้าพเจ้าแน่ เพราะซูบผอม เนื่องจากอด อาหาร. ข้าพเจ้าเก็บผลมะม่วงสุก อันลอยมาจากทะเล ในห้วงมหรรณพได้ ข้าพเจ้าเข้าใจว่าผลมะม่วงสุกนั้น คงจักนำความตายมาแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องมานั่งอยู่ ที่นี่เพราะเหตุใด เหตุนั้นทั้งหมดข้าพเจ้าบอกท่านแล้ว. ข้าพเจ้านั่งอยู่ เฉพาะแม่น้ำอันน่ารื่นรมย์ แม่น้ำ นี้กว้างขวางมีปลาโลมาใหญ่อาศัยอยู่ น่าจะพึงมีความ สบาย ข้าแต่ท่านผู้ยืนอยู่เฉพาะหน้าแห่งเราไม่หนีไป ท่านจงบอกความนั้นแก่เราเถิด. ดูก่อนท่านผู้มีร่างกายอันสันทัดงามดี ท่านผู้มี ร่างอันงามเช่นกับด้วยทองใบทั้งแผ่น หรือดุจนางพยัคฆี ที่สัญจรไปตามซอกเขา ท่านเป็นใคร หรือ ว่าท่านมาที่นี่เพื่ออะไร. เทพนารีทั้งหลายในเทวโลก ซึ่งเป็นบริจาริกา แห่งทวยเทพในฉกามาพจรสวรรค์ มีอยู่เหล่าใด หรือ สตรีมีรูปงาม ในมนุษยโลกเหล่าใด เทพนารี และ สตรีทั้งหลายเหล่านั้น ในหมู่เทวดาคนธรรพ์ และ มนุษย์ ไม่มีที่จะเสมอเหมือนท่านด้วยรูป ท่านผู้มี ตะโพกอันงามประหนึ่งทอง เราถามท่านแล้ว ขอจง บอกชื่อและเผ่าพันธ์เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาริธโร กุมฺโภ ได้แก่ หม้อน้ำ. บทว่า สุปรินาหวา แปลว่า มีทรวดทรงงาม. บทว่า วณฺณคนฺธรสุตฺตมํ ความว่า อุดมด้วยสีกลิ่นและรสทั้งหลาย. บทว่า ทิสฺวาน เท่ากับ ทิสฺวา แปลว่า เห็นแล้ว. บทว่า อมลมชฺฌิเม ได้แก่ ผู้มีทรวดทรงสันทัดปราศจากมลทิน. พระดาบสเมื่อจะสนทนาปราศรัยกับเทวดาจึงกล่าวอย่างนี้. บทว่าปาณิภิ ได้แก่ ด้วยมือทั้งสอง. บทว่า อคฺยายตนมาหรี ความว่า ได้นำมาสู่โรงพิธีบูชาไฟของตน. บทว่า วิกปฺเปตฺวา ได้แก่ ผ่าตัดแล้ว. ปาฐะเป็น วิกนฺเตตฺวา ดังนี้ก็มี. ยังมีปาฐะเหลืออยู่บทหนึ่งคือบทว่า ขาทึ.

บทว่า อหาสิ เม ความว่า พอข้าพเจ้าวางมะม่วงลงที่ปลายลิ้นเท่านั้น รสแห่งมะม่วงสุกนั้น แผ่ไปตลอดเส้นเอ็น รับรสทั้ง ๗ พัน จนบำบัดความหิวและความระหายของข้าพเจ้าได้. บทว่า อเปตทรโถ ความว่ามีความกระวนกระวายทางกายและใจปราศไปแล้ว. เพราะว่า ผลมะม่วงสุกนั้นกำจัดความกระวนกระวายของข้าพเจ้าได้ เหมือนบริโภคโภชนะอันมีรสดี. บทว่า พยนฺตีภูโต ความว่า ผลมะม่วงนั้นเกิดหมดไป อธิบายว่า เป็นผู้มีผลมะม่วงสุกสิ้นไปแล้ว.

บทว่า ทุกฺขกฺขโม ความว่า ประกอบไปด้วยความทุกข์อันไม่น่าชื่นใจ คือด้วยความทนทรมานกาย และความทนทรมานจิต. พระดาบสแสดงความหมายว่า ก็เพราะข้าพเจ้าไม่ถึงความยินดี แม้เล็กน้อยในผลกล้วยและผลขนุนเป็นต้น อย่างอื่น ผลกล้วย ผลขนุนทั้งหมด พอข้าพเจ้าวางแตะลิ้นก็สำเร็จความอิ่มทันที (คือเมื่อไม่อยากกิน). บทว่า โสสิตฺวา ความว่าเพราะซูบผอมเนื่องจากอดอาหาร. บทว่า ตํ มมํ ความว่า ผลมะม่วงสุกนั้น (คงจักนำความตาย) มาแก่ข้าพเจ้า. บทว่า ยสฺส ความว่า ผลมะม่วงใดพึงมี คือ ผลมะม่วงย่อมมี. ท่านอธิบายว่า ผลาผลอันใดได้ยังประโยชน์ให้สำเร็จแก่ข้าพเจ้า. บทว่า วุยฺหมานํ ความว่า กำลังลอยมาในห้วงน้ำ กล่าวคือลำน้ำ อันมีกระแสทังลึกทั้งกว้าง. อธิบายว่า ข้าพเจ้าเก็บผลมะม่วงสุกขึ้นจากทะเลนั้น ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ผลมะม่วงสุกนั้นคงนำความตายมาให้ข้าพเจ้า เพราะเมื่อข้าพเจ้าไม่ได้ผลมะม่วงสุกนั้น ชีวิตคงจักไม่เป็นไปได้. บทว่า อุปวสามิความว่า ข้าพเจ้าถูกความหิวระหายเบียดเบียนแล้วจึงต้องอยู่ ในที่นี้. บทว่า รนฺมํ ปฏินิสินฺโนสฺมิ ความว่า ข้าพเจ้านั่งอยู่เฉพาะแม่น้ำอันน่ารื่นรมย์. บทว่า ปุถุโลมายุตา ปุถู ความว่า แม่น้ำนี้กว้างใหญ่ไพบูลย์ อันปลาโลมาใหญ่อยู่อาศัย อธิบายว่า สถานที่เช่นนี้ น่าจะเป็นสถานที่ผาสุกสำหรับข้าพเจ้า

บทว่า อปาลยินี แปลว่า ไม่หนีไป. พระดาบสเรียกเทพยดานั้นว่ามม สมฺมุขา ิเต ข้าแต่ท่านผู้ยืนอยู่เฉพาะหน้าแห่งเรา. ปาฐะว่า อปลามินีดังนี้ก็มี. อธิบายว่า มีสรีระร่างกายหาตำหนิมิได้ดังทองที่ไล่มลทินโทษออกแล้ว. บทว่า กิสฺส วา ความว่า พระดาบสถามว่า หรือท่านมาในที่นี้ด้วยเหตุไร. บทว่า รูปปฏฏปฺลมตฺถีว ความว่า มีรูปร่างเกลี้ยงเกลาดังแผ่นทองใบ. บทว่า พยคฺฆีว ความว่า ดูดุจพยัคฆราชหนุ่มงามแช่มช้อย ด้วยท่าทางเยื้องกราย. บทว่า เทวานํ ได้แก่ เทวดาชั้นกามาพจรสวรรค์ทั้ง ๖. บทว่ายา วา มนุสฺสโลกสฺมึ ความว่า หรือสตรีมีรูปร่างในมนุษยโลกเหล่าใด. บทว่า รูเปนนฺวาคติตฺถิโย ได้แก่ สตรีผู้สมบูรณ์ด้วยรูปสมบัติ.

บทว่า นตฺถิ ความว่า โดยที่ตนมุ่งจะสรรเสริญเทพธิดา พระดาบสจึงกล่าวอย่างนี้. ก็พระดาบสนั้นมีความมุ่งหมายว่า (เทพนารี และสตรีทั้งหลายเหล่านั้น) ไม่มีที่จะเสมอเหมือนท่านด้วยรูป. บทว่า คนฺธพฺพมานุเส ความว่าในหมู่คนธรรพ์และมนุษยโลก ซึ่งอาศัยกลิ่นหอมที่รากเป็นต้น ประพรม. บทว่า จารุปุพฺพงฺคี ความว่า ผู้ประกอบไปด้วยอวัยวะ ตะโพก ขาอ่อนงามดังทอง. บทว่า นามญฺจ พนฺธเว ความว่า พระดาบสกล่าวว่าท่านโปรดบอก นามโคตรและเผ่าพันธุ์ของตน แก่ข้าพเจ้าเถิด.

ลำดับนั้น นางเทพธิดาได้กล่าวคาถา ๘ คาถา ความว่า

ดูก่อนพราหมณ์ดาบส ท่านนั่งอยู่ เฉพาะแม่น้ำ โกสิกิคงคาอันน่ารื่นรมย์ใด โกสิกิคงคานั้น มีกระแส อันเชี่ยว เป็นห้วงน้ำใหญ่ ข้าพเจ้าสิงสถิตอยู่ในวิมาน อันตั้งอยู่ที่แม่น้ำนั้น. มีลำห้วย และลำธาร ไหลมาจากเขาหลายแห่ง เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่ไม้นานาพรรณ ย่อมไหลตรง มารวมอยู่ที่ข้าพเจ้าทั้งนั้น. ใช่แต่เท่านั้น ยังมีน้ำที่ไหลมาจากป่า มีกระแส ไหลเชี่ยว สีเขียวปัด อีกมากหลาย และน้ำที่พวกนาค กระทำให้มีสีวิจิตรต่าง ๆ ย่อมไหลมาตามกระแสน้ำ. แม่น้ำเหล่านั้น ย่อมพัดเอาผลมะม่วงผลชมพู่ ผลขนุนสำมะลอ ผลกระทุ่ม ผลตาล และผลมะเดื่อ เป็นอันมาก มาเนือง ๆ. ผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ฝั่งทั้งสอรตกลงในน้ำ แล้ว ผลไม้นั้นย่อมเป็นไปในอำนาจ แห่งกระแสน้ำ ของข้าพเจ้า โดยไม่ต้องสงสัย. ดูก่อนท่านผู้เป็นปราชญ์ มีปัญญามาก ผู้เป็นใหญ่ กว่านรชน ท่านรู้อย่างนี้แล้วจงฟังข้าพเจ้า ท่านอย่า พอใจความเกี่ยวเกาะด้วยตัณหาอย่างนี้เลย จงเลิกคิด เสียเถิด. ดูก่อนพระราชฤาษี ผู้ยังรัฐให้เจริญ ข้าพเจ้า ไม่เข้าใจว่าท่านจะเจริญรุ่งเรืองไปได้อย่างไร เมื่อท่าน ซูบผอมรอความตายอยู่. พรหม คนธรรพ์ เทวดา และฤาษีทั้งหลาย ใน โลกนี้ ผู้มีตนอันสำรวมแล้ว เรืองตบะ เริ่มตั้งความ เพียร ผู้เรืองยศ ย่อมรู้ความที่ท่านตกอยู่ในอำนาจแห่ง ตัณหา อย่างไม่ต้องสงสัยเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกสิกึ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ดาบสท่านนั่งอยู่เฉพาะแม่น้ำโกสิกิคงคา อันรื่นรมย์ใด. บทว่า ภูสาลยา วุตฺถา ความว่า ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ที่แม่น้ำนั้น ซึ่งมีกระแสอันเชี่ยว ประกอบด้วยห้วงน้ำใหญ่. อธิบายว่า ข้าพเจ้าสิงอยู่ที่วิมานอันตั้งอยู่ที่แม่น้ำคงคา. บทว่าวรวาริวโหฆวา ความว่า มีน้ำไหลเชี่ยวประกอบด้วยห้วงน้ำใหญ่. บทว่า สมฺมุขา ความว่า เทพยดาแสดงว่าห้วยละหานลำธารเขา มีประการดังกล่าวแล้ว ย่อมบ่ายหน้าพร้อมมายังเรา เราเป็นประธานของแม่น้ำทั้งหลายเหล่านั้น.

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๓๐๑–๓๑๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติงสตินิบาตชาดก · ๙๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๙๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ตึสตินิปาตวณฺณนา

กึฉนฺทชาตกํ

กึฉนฺโท กิมธิปฺปาโยติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อุโปสถกมฺมํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

เอกทิวสํ หิ สตฺถา พหู อุปาสเก จ อุปาสิกาโย จ อุโปสถิเก ธมฺมสฺสวนตฺถาย อาคนฺตฺวา ธมฺมสภายํ นิสินฺเน อุโปสถิกตฺถ อุปาสกาติ ปุจฺฉิตฺวา อาม ภนฺเตติ วุตฺเต สาธุ โว กตํ อุโปสถํ กโรนฺเตหิ โปราณกา อุปฑฺฒุโปสถกมฺมสฺส นิสฺสนฺเทน มหนฺตํ ยสํ ปฏิลภึสูติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺโต ธมฺเมน รชฺชํ กาเรนฺโต สทฺโธ ปสนฺโน อโหสิ ทานสีลอุโปสถกมฺเมสุ อปฺปมตฺโต ฯ โส เสเสปิ อมจฺจาทโย ทานาทีสุ สมาทเปสิ ฯ ปุโรหิโต ปนสฺส ปรปิฏฺฐิมํสิโก ลญฺจขาทโก กูฏวินิจฺฉยิโก อโหสิ ฯ ราชา อุโปสถทิวเส อมจฺจาทโย ปกฺโกสาเปตฺวา อุโปสถิกา โหถาติ อาห ฯ ปุโรหิโต อุโปสถํ น สมาทยิ ฯ อถ นํ ทิวา ลญฺจํ คเหตฺวา กูฏฏฺฏํ กตฺวา อุปฏฺฐานํ อาคตํ ราชา ตุมฺเห อุโปสถิกาติ อมจฺเจ ปุจฺฉนฺโต ตฺวํ อาจริย อุโปสถิโกติ ปุจฺฉิ ฯ โส อามาติ มุสาวาทํ กตฺวา ปาสาทา โอตริ ฯ อถ นํ เอโก อมจฺโจ นนุ ตุมฺเห น อุโปสถิกาติ โจเทสิ ฯ โส อาห อหํ เวลายเมว ภุญฺชึ เคหํ ปน คนฺตฺวา มุขํ วิกฺขาเลตฺวา อุโปสถํ อธิฏฺฐาย สายํ น ภุญฺชิสฺสามิ รตฺตึ สีลํ รกฺขิสฺสามิ เอวํ เม อุปฑฺฒุโปสถกมฺมํ ภวิสฺสตีติ ฯ สาธุ อาจริยาติ ฯ โส เคหํ คนฺตฺวา ตถา อกาสิ ฯ ปุเนกทิวสํ ตสฺมึ วินิจฺฉเย นิสินฺเน อญฺญตรา สีลวตี อิตฺถี อฏฺฏํ กโรนฺตี ฆรํ คนฺตุํ อลภมานา อุโปสถกมฺมํ นาติกฺกมิสฺสามีติ อุปกฏฺเฐ กาเล มุขํ วิกฺขาเลตุํ อารภิ ฯ ตสฺมึ ขเณ พฺราหฺมณสฺส สุปกฺกานํ อมฺพผลานํ อมฺพปิณฺฑี อาหริยิตฺถ ฯ โส ตสฺสา อุโปสถิกภาวํ ญตฺวา อิมานิ ขาทิตฺวา อุโปสถิกา โหหีติ อทาสิ ฯ สา ตถา อกาสิ ฯ เอตฺตกํ พฺราหฺมณสฺส กมฺมํ ฯ

โส อปรภาเค กาลํ กตฺวา หิมวนฺตปฺปเทเส โกสิกิคงฺคาตีเร ติโยชนิเก อมฺพวเน รมณีเย ภูมิภาเค โสภคฺคปฺปตฺเต กนกวิมาเน อลงฺกตสิริสยเน สุตฺตปฺปพุทฺโธ วิย นิพฺพตฺติ อลงฺกตปฏิยตฺโต อุตฺตมรูปธโร โสฬสสหสฺสเทวกญฺญาปริวาโร ฯ โส รตฺติญฺเญว ตํ สิริสมฺปตฺตึ อนุโภติ ฯ วิมานกเปตภาเวน หิสฺส กมฺมสริกฺขโก วิปาโก อโหสิ ฯ ตสฺมา อรุเณ อุคฺคจฺฉนฺเต อมฺพวนํ ปวิสติ ฯ ปวิฏฺฐกฺขเณเยวสฺส ทิพฺพตฺตภาโว อนฺตรธายิ อสีติหตฺถตาลกฺขนฺธปฺปมาโณ อตฺตภาโว นิพฺพตฺติ สกลสรีรํ ฌายติ สุปุปฺผิตกึสุโก วิย อโหสิ ฯ ทฺวีสุ หตฺเถสุ เอเกกาว องฺคุลี ตตฺถ มหากุทฺทาลปฺปมาณา นขา โหนฺติ ฯ เตหิ นเขหิ อตฺตโนว ปิฏฺฐิมํสํ ผาเลตฺวา อุทฺธริตฺวา อุทฺธริตฺวา ขาทนฺโต เวทนาปฺปตฺโต มหาวิรวํ วิรวนฺโต ทุกฺขํ อนุโภติ ฯ สุริเย อตฺถงฺคเต ตํ สรีรํ อนฺตรธายิ ทิพฺพสรีรํ นิพฺพตฺติ ฯ อลงฺกตปฏิยตฺตา ทิพฺพนาฏกิตฺถิโย นานาตุริยานิ คเหตฺวา ปริวาเรนฺติ ฯ โส มหาสมฺปตฺตึ อนุภวนฺโต รมณีเย อมฺพวเน ทิพฺพปาสาทํ อภิรุหติ ฯ อิติ โส อุโปสถิกาย อิตฺถิยา อมฺพผลทานสฺส นิสฺสนฺเทน ติโยชนิกํ อมฺพวนํ ปฏิลภติ ลญฺจํ คเหตฺวา กูฏฏฺฏกรณสฺส นิสฺสนฺเทน ปน ปิฏฺฐิมํสํ อุปฺปาเฏตฺวา ขาทิ อุปฑฺฒุโปสถสฺส นิสฺสนเทน ยสํ อนุโภติ โสฬสสหสฺสนาฏกิตฺถีหิ ปริวุโต ปริจาเรสิ ฯ ตสฺมึ กาเล พาราณสิราชา กาเมสุ อาทีนวํ ทิสฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อโธคงฺคาย รมณีเย ภูมิปฺปเทเส ปณฺณสาลํ กาเรตฺวา อุญฺฉาจริยาย ยาเปนฺโต วิหาสิ ฯ อเถกทิวสํ ตมฺหา อมฺพวนา มหาฆฏปฺปมาณํ อมฺพปกฺกํ คงฺคาย ปติตฺวา โสเตน วุยฺหมานํ ตสฺส ตาปสสฺส ปริโภคติตฺถาภิมุขํ อาคมิ ฯ โส มุขํ โธวนฺโต ตํ มชฺเฌ นทิยา อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา อุทกํ ตรนฺโต คนฺตฺวา อาทาย อสฺสมปทํ อาหริตฺวา อคฺยาคาเร ฐเปตฺวา สตฺถเกน ผาเลตฺวา ยาปนมตฺตํ ขาทิตฺวา เสสํ กทลิปณฺเณหิ ปฏิจฺฉาเทตฺวา ปุนปฺปุนํ ทิวเส ทิวเส ยาว ปริกฺขยา ขาทิ ฯ ตสฺมึ ปน ขีเณ อญฺญํ ผลาผลํ ขาทิตุํ นาสกฺขิ ฯ รสตณฺหาย พชฺฌิตฺวา ตเมว อมฺพปกฺกํ ขาทิสฺสามีติ นทีตีรํ คนฺตฺวา นทึ โอโลเกนฺโต อมฺพํ อลภิตฺวา น อุฏฺฐหิสฺสามีติ สนฺนิฏฺฐานํ กตฺวา นิสีทิ ฯ โส ตตฺถ นิราหาโร เอกทิวสํ เทฺว ตีณิ จตุปญฺจฉทิวสานิ วาตาตเปน ปริสุสฺสนฺโต อมฺพํ โอโลเกนฺโต นิสีทิ ฯ

อถ สตฺตเม ทิวเส นทีเทวตา อาวชฺชมานา ตํ การณํ ญตฺวา อยํ ตาปโส ตณฺหาวสิโก หุตฺวา สตฺตาหํ นิราหาโร คงฺคํ โอโลเกนฺโต นิสีทิ อิมสฺส อมฺพปกฺกํ อทาตุํ น ยุตฺตํ อลภนฺโต มริสฺสติ ทสฺสามิสฺสาติ อาคนฺตฺวา คงฺคาย อุปริ อากาเส ฐตฺวา เตน สทฺธึ สลฺลปนฺตี ปฐมํ คาถมาห

กึฉนฺโท กิมธิปฺปาโย เอโก สมฺมสิ ฆมฺมนิ

กึ ปตฺถยาโน กึ เอสํ เกน อตฺเถน พฺราหฺมณาติ ฯ

ตตฺถ ฉนฺโทติ อชฺฌาสโย ฯ อธิปฺปาโยติ จิตฺตํ ฯ สมฺมสีติ อจฺฉสิ ฯ ฆมฺมนีติ คิมฺเห ฯ เอสนฺติ เอสนฺโต ฯ พฺราหฺมณาติ ปพฺพชิตตฺตา ตาปสํ อาลปติ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ พฺราหฺมณ ตฺวํ กิมธิปฺปาโย กึ จินฺเตนฺโต กึ ปตฺเถนฺโต กึ คเวสนฺโต เกนตฺเถน อิมสฺมึ คงฺคาตีเร คงฺคํ โอโลเกนฺโต นิสินฺโนติ ฯ

ตํ สุตฺวา ตาปโส ทส คาถา อภาสิ

ยถา มหา วาริธโร กุมฺโภ สุปรินาหวา

ตถูปมํ อมฺพปกฺกํ วณฺณคนฺธรสุตฺตมํ ฯ

ตํ วุยฺหมานํ โสเตน ทิสฺวานามลมชฺฌิเม

ปาณีภิ นํ คเหตฺวาน อคฺยายตนมาหรึ ฯ

ตโต กทลิปตฺเตสุ นิกฺขิปิตฺวา สยํ อหํ

สตฺเถน ตํ วิกปฺเปตฺวา ขุปฺปิปาสํ อหาสิ เม ฯ

โสหํ อเปตทรโถ พฺยนฺภูตีโต ทุกฺขกฺขโม

อสฺสาทํ นาธิคจฺฉามิ ผเลสฺวญฺเญสุ เกสุจิ ฯ

โสสิตฺวา นูน มรณํ ตํ มมํ อาวหิสฺสติ

อมฺพํ ยสฺส ผลํ สาธุ มธุรคฺคํ มโนรมํ ฯ

ยมุทฺธรึ วุยฺหมานํ อุทธิสฺมา มหณฺณเว

อกฺขาตํ เต มยา สพฺพํ ยสฺมา อุปวสามหํ ฯ

รมฺมํ ปฏินิสินฺโนสฺมิ ปุถุโลมายุตา ปุถู

ตญฺจ โข เมว อกฺขาหิ อตฺตานมปลายินี ฯ

กา วา ตฺวมสิ กลฺยาณี กิสฺส วา ตฺวํ สุมชฺฌิเม

รูปปฏฺฏปฺลมตฺถีว พฺยคฺฆีว คิริสานุคา ฯ

ยา สนฺติ นาริโย เทเวสุ เทวานํ ปริจาริกา

ยา วา มนุสฺสโลกสฺมึ รูเปนนฺวาคติตฺถิโย ฯ

รูเปน เต สทิสี นตฺถิ เทวคนฺธพฺพมานุเส

ปุฏฺฐาสิ เม จารุปุพฺพงฺคี พฺรูหิ นามญฺจ พนฺธเวติ ฯ

ตตฺถ วาริธโร กุมฺโภติ อุทกฆโฏ ฯ สุปรินาหวาติ สุสณฺฐาโน ฯ วณฺณคนฺธรสุตฺตมนฺติ วณฺณคนฺธรเสหิ อุตฺตมํ ฯ ทิสฺวานาติ ทิสฺวา ฯ อมลมชฺฌิเมติ นิมฺมลมชฺเฌ ฯ เทวตํ อาลปนฺโต เอวมาห ฯ ปาณีภีติ หตฺเถหิ ฯ อคฺยายตนมาหรินฺติ อตฺตโน อคฺคิหุตฺตสาลํ อาหรึ ฯ วิกปฺเปตฺวาติ วิจฺฉินฺทิตฺวา ฯ วิกนฺเตตฺวาติปิ ปาโฐ ฯ ขาทินฺติ ปาฐเสโส ฯ อหาสิ เมติ ตํ ชิวฺหคฺเค ฐปิตมตฺตเมว สตฺตรสหรณิสหสฺสานิ ผริตฺวา มม ขุทฺทญฺจ ปิปาสญฺจ หริ ฯ อเปตทรโถติ วิคตกายจิตฺตทรโถ ฯ สุรสโภชนํ ภุญฺชนฺตสฺส วิย หิ ตสฺส ตํ สพฺพทรถํ อปาหริ ฯ พฺยนฺตีภูโตติ ตสฺส อมฺพปกฺกสฺส วิคตนฺโต ชาโต ปริกฺขีณอมฺพปกฺโก หุตฺวาติ อตฺโถ ฯ ทุกฺขกฺขโมติ ทุกฺเขน อสาเตน กายกฺขเมน เจว จิตฺตกฺขเมน จ สมนฺนาคโต ฯ อญฺเญสุ ปน กทลิปนสาทีสุ ผเลสุ ปริตฺตกํปิ อสฺสาทํ นาธิคจฺฉามิ สพฺพานิ เม ชิวฺหาย ฐปิตมตฺตานิ ติตฺตกาเนว สมฺปชฺชนฺตีติ ทีเปติ ฯ โสสิตฺวาติ นิราหารตาย โสสิตฺวา สุกฺขาเปตฺวา ฯ ตํ มมนฺติ ตํ มม ฯ ยสฺสาติ ยํ อสฺส ยํ โหตีติ อตฺโถ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยํ ผลาผลํ มม สาธุ อโหสิ ฯ วุยฺหมานนฺติ นทีคมฺภีรปุถุลอุทกกฺขนฺธสงฺขาเต มหณฺณเว วุยฺหมานํ ฯ ตโต อุทธิสฺมา อุทฺธรึ ตํ อมฺพํ มม มรณํ อาวหิสฺสตีติ มญฺญามิ ฯ มยฺหํ หิ ตํ อลภนฺตสฺส ชีวิตํ อปฺปวตฺติสฺสตีติ ฯ อุปวสามีติ ขุปฺปิปาสาหิ อุปหโต วสามิ ฯ รมฺมํ ปฏินิสินฺโนสฺมีติ รมณียํ นทึ ปฏิ อหํ นิสินฺโน ฯ ปุถุโลมายุตา ปุถูติ อยํ นที ปุถุโลเมหิ มจฺเฉหิ อายุตา ปุถู วิปุลา อปิ นาม เม อิโต โสตฺถิ ภเวยฺยาติ อธิปฺปาโย ฯ อปลายินีติ อปลายิตฺวา ฯ มม สมฺมุขา ฐิเตติ ตํ เทวตํ อาลปติ ฯ อปลามินีติปิ ปาโฐ ฯ มลาปรหิเต อนวชฺชสรีเรติ อตฺโถ ฯ กิสฺส วาติ กิสฺส วา การเณน อิธาคมาสีติ ปุจฺฉติ ฯ รูปปฏฺฏปฺลมตฺถีวาติ ปุถุปาลิมตฺถกาญฺจนปตฺตสทิสี ฯ พฺยคฺฆีวาติ ลีลาวิลาเสน ตรุณพฺยคฺฆราชโปติกา วิย ฯ เทวานนฺติ ฉนฺนํ กามาวจรเทวานํ ฯ ยา วา มนุสฺสโลกสฺมินฺติ ยา วา มนุสฺสโลเก ฯ รูเปนนฺวาคติตฺถิโยติ รูเปน อนฺวาคตา อิตฺถิโย ฯ นตฺถีติ อตฺตโน สมฺภาวนาย เอวมาห ฯ ตว รูปสทิสาย นาม น ภวิตพฺพนฺติ หิสฺส อธิปฺปาโย ฯ คนฺธพฺพมานุเสติ มูลคนฺธาทินิสฺสิเตสุ คนฺธพฺเพสุ จ มนุสฺสโลเก จ ฯ จารุปุพฺพงฺคีติ จารุนา ปุพฺพงฺเคน อูรุลกฺขเณน สมนฺนาคเต ฯ นามญฺจ พนฺธเวติ อตฺตโน นามโคตฺตญฺจ พนฺธเว จ มยฺหํ อกฺขาหีติ วทติ ฯ

ตโต เทวตา อฏฺฐ คาถา อภาสิ

ยํ ตฺวํ ปฏินิสินฺโนสิ รมฺมํ พฺราหฺมณ โกสิกึ

สาหํ ภูสาลยา วุตฺถา วรวาริวโหฆวา ฯ

นานาทุมคณากิณฺณา พหุกา คิริกนฺทรา

มเมว สมฺมุขา โหนฺติ อภิสนฺทนฺติ ปาวุเส ฯ

อโถ พหู วนโตทา นีลวาริวหินฺธรา

พหุกา นาคจิตฺโตทา อภิสนฺทนฺติ วารินา ฯ

ตา อมฺพชมฺพูลพุชา นิปาตาลมุทุมฺพรา

พหูนิ ผลชาตานิ อาวหนฺติ อภิณฺหโส ฯ

ยํ กิญฺจิ อุภโต ตีเร ผลํ ปตติ อมฺพุนิ

อสํสยนฺตํ โสตสฺส ผลํ โหติ วสานุคํ ฯ

เอตทญฺญาย เมธาวี ปุถุปญฺญา สุโณหิ เม

มา โรจย อภิสงฺคํ ปฏิเสธ ชนาธิป ฯ

น วาหํ วุทฺธวํ มญฺเญ ยํ ตฺวํ รฏฺฐาภิวฑฺฒน

อาจยมาโน ราชิสิ มรณํ อภิกงฺขสิ ฯ

ตสฺส ชานนฺติ ปิตโร คนฺธพฺพาว สเทวกา

เย วาปิ อิสโย โลเก สญฺญตตฺตา ตปสฺสิโน

อสํสยนฺเต ชานนฺติ ปฏฺฐภูตา ยสสฺสิโนติ ฯ

ตตฺถ โกสิกินฺติ ยํ ตฺวํ พฺราหฺมณ รมฺมํ โกสิกิคงฺคํ ปฏินิสินฺโนสิ ฯ ภูสาลยา วุตฺถาติ ภูเส จณฺฑโสเต อาลโย ยสฺส วิมานสฺส ตสฺมึ อธิวตฺถา ฯ คงฺคฏฺฐกวิมานวาสินีติ อตฺโถ ฯ วรวาริวโหฆวาติ วรวาริวเหน โอเฆน สมนฺนาคตา ฯ สมฺมุขาติ วุตฺตปฺปการา คิริกนฺทรา มํ สมฺมุขํ กโรนฺติ อหํ ตาสํ ปาโมกฺขา โหมีติ ทสฺเสติ ฯ อภิสนฺทนฺตีติ ปวตฺตนฺติ ฯ ตโต ตโต อาคนฺตฺวา มํ โกสิกิคงฺคํ ปวิสนฺตีติ อตฺโถ ฯ วนโตทาติ น เกวลํ กนฺทราว อถโข พหู วนโตทา ตมฺหา วนมฺหา อุทกานิปิ พหูนิ ปวิสนฺติ ฯ นีลวาริวหินฺธราติ มณิวณฺเณน นีเลน วารินา ยุตฺเต อุทกกฺขนฺธสงฺขาเต วเห ธาเรนฺติโย ฯ นาคจิตฺโตทาติ นาคานํ จิตฺตกาเรน วณฺณสงฺขาเตน อุทเกน สมนฺนาคตา ฯ วารินาติ เอวรูปา หิ พหู นทิโย มํ วารินาว อภิสนฺทนฺติ ปริปูเรนฺตีติ ทสฺเสติ ฯ ตาติ ตา นทิโย ฯ อาวหนฺตีติ เอตานิ อมฺพาทีนิ อากฑฺฒนฺติ ฯ สพฺพานิ หิ เอตานิ อุปโยคตฺเถ ปจฺจตฺตวจนานิ ฯ อถวา ตาติ อุปโยคพหุวจนํ ฯ อาวหนฺตีติ อิมานิ อมฺพาทีนิ ตา นทิโย อากฑฺฒนฺติ อุปคจฺฉนฺตีติ อตฺโถ ฯ เอวํ อุปคตานิ ปน มม โสตํ ปวิสนฺตีติ อธิปฺปาโย ฯ โสตสฺสาติ ยํ อุภโต ตีเร ชาตรุกฺเขหิ ผลํ อมฺพุนิ ปตติ สพฺพํ ตํ มม โสตสฺเสว วสานุคตํ โหติ นตฺเถตฺถ สํสโยติ ฯ เอวํ อมฺพปกฺกสฺส นทีโสเตน อาคมนการณํ กเถสิ ฯ เมธาวี ปุถุปญฺญาติ อุภยํ อาลปนเมว ฯ มา โรจยาติ เอวํ ตณฺหาภิสงฺคํ มา โรจย ฯ ปฏิเสธาติ ปฏิเสเธหิ ฯ ตนฺติ ราชานํ โอวทติ ฯ วุทฺธวนฺติ ปญฺญาวุทฺธภาวํ ปณฺฑิตภาวํ ฯ รฏฺฐาภิวฑฺฒนาติ รฏฺฐสฺส อภิวฑฺฒน ฯ อาจยมาโนติ มํสโลหิเตน อาจิยนฺโต วุทฺธนฺโต ตรุโณว หุตฺวาติ อตฺโถ ฯ ราชิสีติ ตํ อาลปติ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยํ ตฺวํ นิราหารตาย สุสฺสมาโน ตรุโณว สมาโน อมฺพโลเภน มรณํ อภิกงฺขสิ น เว อหํ ตว อิทํ ปณฺฑิตภาวํ มญฺญามีติ ฯ ตสฺสาติ โย ปุคฺคโล ตณฺหาวสิโก โหติ ตสฺส ตณฺหาวสิกภาวํ ฯ ปิตโรติ สงฺขํ คตา พฺรหฺมาโน จ สทฺธึ กามาวจรเทเวหิ คนฺธพฺพา จ วุตฺตปฺปการา ทิพฺพจกฺขุกา อิสโย จ อสํสยํ ชานนฺติ ฯ อนจฺฉริยญฺเจตํ ยนฺเต อิทฺธิมนฺโต ชาเนยฺยุํ อสุโก นาม ตณฺหาวสิโก โหตีติ ปุน เตสํ ภาสมานานํ วจนํ สุตฺวา เยปิ เตสํ ปฏฺฐภูตา ยสสฺสิโน ปริจารกา เตปิ ชานนฺติ ปาปกมฺมํ กโรนฺตสฺส หิ รโห นาม นตฺถีติ ตาปสสฺส สํเวคํ อุปฺปาเทนฺตี เอวมาห ฯ

ตโต ตาปโส จตสฺโส คาถา อภาสิ

เอวํ วิทิตฺวา วิทู สพฺพธมฺมํ

วิทฺธํสนํ จวนํ ชีวิตสฺส

น วียตี ตสฺส นรสฺส ปาปํ

สเจ น เจเตติ วธาย ตสฺส ฯ

อิสิปูคสมญฺญาเต เอวํ โลกฺยา วิทิตา สติ

อนริยํ ปริสํภาเส ปาปกมฺมํ ชิคึสสิ ฯ

สเจ อหํ มริสฺสามิ ตีเร เต ปุถุสุสฺโสณิ

อสํสยนฺเต อสิ โลโก มยิ เปเต อาคมิสฺสติ ฯ

ตสฺมาหิ ปาปกํ กมฺมํ รกฺขสฺสุ จ สุมชฺฌิเม

มา ตฺวํ สพฺโพ ชโน ปจฺฉา ปกฺวกฺขาสิ มยี มเตติ ฯ

ตตฺถ เอวํ วิทิตฺวาติ ยถา อหํ สีลญฺจ อนิจฺจตญฺจ ชานามิ เอวํ ชานิตฺวา ฐิตสฺส ฯ วิทูติ วิญฺญุโน ฯ สพฺพธมฺมนฺติ สพฺพํ สุจริตธมฺมํ ฯ ติวิธสุจริตญฺหิ อิธ สพฺพธมฺโมติ อธิปฺเปตํ ฯ วิทฺธํสนนฺติ ภงฺคํ ฯ จวนนฺติ จุตึ ฯ ชีวิตสฺสาติ อายุโน ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ เอวํ วิทิตฺวา ฐิตสฺส หิ ปณฺฑิตสฺส สพฺพํ สุจริตธมฺมํ ชีวิตสฺส จ อนิจฺจตํ ชานนฺตสฺส เอวรูปสฺส นรสฺส ปาปํ น วิยติ น วฑฺฒติ ฯ สเจ น เจเตติ วธาย ตสฺสาติ สุขํ คตสฺส ปรปุคฺคลสฺส วธาย น เจเตติ น จ วิกปฺเปติ เนว ปรปุคฺคลํ นาปิสฺส สนฺตกํ วินาเสติ อหญฺจ กสฺสจิ วธาย อจินฺเตตฺวา เกวลํ อมฺพปกฺเก อาลยํ กตฺวา คงฺคํ โอโลเกนฺโต นิสินฺโนสฺมิ ตฺวํ โอโลเกนฺตี มยฺหํ กินฺนาม อกุสลํ ปสฺสสีติ ฯ อิสิปูคสมญฺญาเตติ อิสิคเณน สุฏฺฐุ อญฺญาเต อิสีนํ สมฺมเต ฯ เอวํ โลกฺยาติ ตฺวํ นาม ปาปวาหเนน โลกสฺส หิตาติ เอวํ วิทิตฺวา ฯ สตีติ สติ โสภเณ อุตฺตเมติ อาลปนเมตํ ฯ อนริยํ ปริสํภาเสติ ตสฺส ชานนฺติ ปิตโรติ อาทิกาย อสุนฺทราย ปริภาสาย สมนฺนาคเต ฯ ชิคึสสีติ มยิ ปาเป อสํวิชฺชนฺเตปิ มํ เอวํ ปริภาสนฺตี จ มรณํ อชฺฌุเปกฺขนฺตี จ อตฺตโน ปาปกมฺมํ คเวสสิ อุปฺปาเทสิ ฯ ตีเร เตติ ตว ตีเร ฯ ปุถุสุสฺโสณีติ ปุถุลาย สุนฺทราย โสณิยา สมนฺนาคเต ฯ เปเตติ อมฺพปกฺกํ อลภิตฺวา ปรโลกคเต มเตติ อตฺโถ ฯ ปกฺวกฺขาสีติ อกฺโกสิ ครหิ นนฺทิ ฯ ปกฺขตฺถาสีติปิ ปาโฐ ฯ

ตํ สุตฺวา เทวธีตา ปญฺจ คาถา อภาสิ

อญฺญาตเมตํ อวิสยฺหสาหิ

อตฺตานํ อมฺพญฺจ ททามิ เต ตํ

โย ทุจฺจเช กามคุเณ ปหาย

สนฺติญฺจ ธมฺมญฺจ อธิฏฺฐิโตสิ ฯ

โย หิตฺวา ปุพฺพสํโยคํ ปจฺฉาสํโยชเนฏฺฐิโก

อธมฺมญฺเจว จรติ ปาปญฺจสฺส ปวฑฺฒติ ฯ

เอหิ ตํ ปาปยิสฺสามิ กามํ อปฺโปสฺสุโก ภว

อุปานยิสฺสามิ ตีรํ ตสฺมึ วิหราหิ อนุสฺสุโก ฯ

ตํ ปุปฺผรสมตฺเตหิ วงฺกงฺเคภิ อรินฺทม

โกญฺจา มยูรา ทิวิยา โกยฏฺฐิมธุสาลิยา

กุชฺชิตา หํสปูเคภิ โกกิเลตฺถ ปโพธเร ฯ

อมฺเพตฺถ วิปฺปสูนคฺคา ปลาลขลสนฺนิภา

โกสุมฺภสลฬานีปา ปกฺกตาลวิลมฺพิโนติ ฯ

ตตฺถ อญฺญาตเมตนฺติ ครหา เต ภวิสฺสตีติ วทนฺโต อมฺพปกฺกตฺถาย วทสีติ เอตํ การณํ มยา อญฺญาตํ ฯ อวิสยฺหสาหีติ ราชาโน นาม ทุสฺสาหํ สหนฺติ เตน ตํ อาลปนฺตี เอวมาห ฯ อตฺตานนฺติ ตํ อาลิงฺคิตฺวา อมฺพวนํ นยนฺตี อตฺตานญฺจ เต ททามิ ตญฺจ อมฺพํ ฯ กามคุเณติ กาญฺจนมาลเสตจฺฉตฺตปฏิมณฺฑิเต วตฺถุกาเม ฯ สนฺติญฺจ ธมฺมญฺจาติ ทุสฺสีลวูปสมสนฺติสงฺขาตํ สีลญฺเจว สุจริตธมฺมญฺจ ฯ อธิฏฺฐิโตสีติ โย ตฺวํ อิเม คุเณ อุปคโตสิ เอเตสุ จ ปติฏฺฐิโตสีติ อตฺโถ ฯ ปุพฺพสํโยคนฺติ ปุริมพนฺธนํ ฯ ปจฺฉาสํโยชเนติ ปจฺฉิมพนฺธเน ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ อมฺโภ ตาปส โย มหนฺตํ รชฺชสิริวิภวํ ปหาย อมฺพปกฺกมตฺเต รสตณฺหาย พชฺฌิตฺวา วาตาตปํ อคเณตฺวา นทีตีเร สุสฺสมาโนปิ นิสีทิ โส มหาสมุทฺทํ ตริตฺวา เวลนฺเต สํสีทนปุคฺคลสทิโส โย ปุคฺคโล รสตณฺหาวสิโก หุตฺวา อธมฺมญฺเจว จรติ รสตณฺหาวเสน กยิรมานํ ปาปญฺจสฺส ปวฑฺฒตีติ ฯ อิติ สา ตาปสํ ครหนฺตี เอวมาห ฯ กามํ อปฺโปสฺสุโก ภวาติ เอกํเสเนว อมฺพปกฺเก นิราลโย อโหสิ ฯ ตสฺมินฺติ สีตเล อมฺพวเน ฯ ตนฺติ เอวํ วทมานาว เทวตา ตาปสํ อาลิงฺคิตฺวา อุเร นิปชฺชาเปตฺวา อากาเส ปกฺขนฺตา ติโยชนิกํ ทิพฺพอมฺพวนํ ทิสฺวา สกุณสทฺทญฺจ สุตฺวา ตาปสสฺส อาจิกฺขนฺตี ตนฺติ เอวมาห ฯ ปุปฺผรสมตฺเตหีติ ปุปฺผรเสน มตฺเตหิ ฯ วงฺกงฺเคภีติ วงฺกคีเวหิ สกุเณหิ อภินาทิตนฺติ อตฺโถ ฯ อิทานิ เต สกุเณ อาจิกฺขนฺตี โกญฺจาติ อาทิมาห ฯ ตตฺถ ทิวิยาติ ทิพฺยา ฯ โกยฏฺฐิมธุสาลิยาติ โกยฏฺฐิสกุณา นาม สุวณฺณสาลิยา สกุณา จ เอเต ทิพฺพสกุณา เอตฺถ วสนฺตีติ ทสฺเสติ ฯ กุชฺชิตา หํสปูเคภีติ หํสคเณหิ อุปกุชฺชิตา วิรวสงฺฆฏฺฏิตา ฯ โกกิเลตฺถ ปโพธเรติ เอตฺถ อมฺพวเน โกกิลา วสนฺติ สตฺตานํ ปโพเธนฺติ ญาเปนฺติ ฯ อมฺเพตฺถาติ อมฺพา เอตฺถ ฯ วิปฺปสูนคฺคาติ ผลภาเรน โอนมิตสาขคฺคา ฯ ปลาลขลสนฺนิภาติ ปุปฺผสนฺนิจเยน สาลิปลาลขลสทิสา ฯ ปกฺกตาลวิลมฺพิโนติ ปกฺกตาลผลวิลมฺพิโน เอวรูปา จ รุกฺขา เอตฺถ อตฺถีติ อมฺพวนํ วณฺเณติ ฯ

วณฺณยิตฺวา จ ปน ตาปสํ ตตฺถ โอตาเรตฺวา อิมสฺมึ อมฺพวเน อมฺพานิ ขาทนฺโต อตฺตโน ตณฺหํ ปูเรหีติ วตฺวา ปกฺกามิ ฯ ตาปโส อมฺพานิ ขาทิตฺวา ตณฺหํ ปูเรตฺวา วิสมิตฺวา อมฺพวเน วิจรนฺโต ตํ เปตํ ทุกฺขํ อนุภวนฺตํ ทิสฺวา กิญฺจิ วตฺตุํ นาสกฺขิ ฯ สุริเย ปน อตฺถงฺคเต ตํ นาฏกิตฺถีปริวาริตํ ทิพฺพสมฺปตฺตึ อนุภวมานํ ทิสฺวา ติสฺโส คาถา อภาสิ

มาลี ติรีฏิ กายุรี องฺคที จนฺทนุสฺสโท

รตฺตึ ตฺวํ ปริจาเรสิ ทิวา เวเทสิ เวทนํ ฯ

โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ ยา เตมา ปริจาริกา

เอวํ มหานุภาโวสิ อพฺภูโต โลมหํสโน ฯ

กึ กมฺมมกริ ปุพฺเพ ปาปํ อตฺตทุกฺขาวหํ

ยํ กริตฺวา มนุสฺเสสุ ปิฏฺฐิมํสานิ ขาทสีติ ฯ

ตตฺถ มาลีติ ทิพฺพมาลธโร ฯ ติรีฏีติ ทิพฺพเวฏฺฐนธโร ฯ กายุรีติ ทิพฺพาภรณปฏิมณฺฑิโต ฯ องฺคทีติ ทิพฺพองฺคเทน สมนฺนาคโต ฯ จนฺทนุสฺสโทติ ทิพฺพจนฺทเนน วิลิตฺโต ฯ ปริจาเรสีติ อินฺทฺริยานิ ทิพฺพวิสเยสุ จาเรสิ ฯ ทิวาติ ทิวา ปน มหาทุกฺขํ อนุโภสิ ฯ ยา เตมาติ ยา เต อิมา ฯ อพฺภูโตติ มนุสฺสโลเก อพฺภูตปุพฺโพ ฯ โลมหํสโนติ เย ตํ ปสฺสนฺติ เตสํ โลมานิ หํสนฺติ ฯ ปุพฺเพติ ปุริมภเว ฯ อตฺตทุกฺขาวหนฺติ อตฺตโน ทุกฺขาวหํ ฯ มนุสฺเสสูติ ยํ มนุสฺสโลเก กตฺวา อิทานิ อตฺตโน ปิฏฺฐิมํสานิ ขาทสีติ ปุจฺฉติ ฯ

เปโต ตํ สญฺชานิตฺวา ตุมฺเห มํ น ชานาถ ตุมฺหากํ ปุโรหิโต อโหสึ อิทํ เม รตฺตึ สุขานุภวนํ ตุมฺเห นิสฺสาย กตสฺส อุปฑฺฒุโปสถสฺส นิสฺสนฺเทน ลทฺธํ ทิวา ทุกฺขานุภวนํ ปน มยา กตปาปสฺเสว นิสฺสนฺเทน อหํ หิ ตุมฺเหหิ วินิจฺฉเย ฐปิโต กูฏฏฺฏํ กตฺวา ลญฺจํ คเหตฺวา ปรปิฏฺฐิมํสิโก หุตฺวา ตสฺส ทิวา กตสฺส กมฺมสฺส นิสฺสนฺเทน อิทํ ทุกฺขํ อนุภวามีติ วตฺวา คาถาทฺวยมาห

อชฺเฌนานิ ปฏิคฺคยฺห กาเมสุ คิทฺธิโต อหํ

อจรึ ทีฆมทฺธานํ ปเรสํ อหิตายหํ ฯ

โย ปิฏฺฐิมํสิโก โหติ เอวํ อุกฺกจฺจ ขาทติ

ยถาหมชฺช ขาทามิ ปิฏฺฐิมํสานิ อตฺตโนติ ฯ

ตตฺถ อชฺเฌนานีติ เวเท ฯ ปฏิคฺคยฺหาติ ปฏิคฺคเหตฺวา อธิสยิตฺวา ฯ อจรินฺติ ปฏิปชฺชึ ฯ อหิตายหนฺติ อตฺถนาสนาย อหํ ฯ โย ปิฏฺฐิมํสิโกติ โย ปุคฺคโล ปเรสํ ปิฏฺฐิมํสขาทโก ปิสุโณ โหติ ฯ อุกฺกจฺจาติ อุกฺกนฺเตตฺวา ฯ

อิทญฺจ ปน วตฺวา ตาปสํ ปุจฺฉิ ตุมฺเห กถํ อิธาคตาติ ฯ ตาปโส สพฺพํ วิตฺถาเรตฺวา กเถสิ ฯ อิทานิ จ ภนฺเต อิเธว วสิสฺสถ คมิสฺสถาติ ฯ น วสิสฺสามิ อสฺสมปทญฺเจว คมิสฺสามีติ ฯ เปโต สาธุ ภนฺเต อหํ โว นิวทฺธํ อมฺพปกฺเกน อุปฏฺฐหิสฺสามีติ วตฺวา อตฺตโน อานุภาเวน อสฺสมปเทเยว โอตาเรตฺวา อนุกฺกณฺฐนฺตา อิเธว วสถาติ ปฏิญฺญํ คเหตฺวา คโต ฯ ตโต ปฏฺฐาย นิวทฺธํ อมฺพปกฺเกน อุปฏฺฐหิ ฯ ตาปโส ตํ ปริภุญฺชนฺโต กสิณปริกมฺมํ กตฺวา ฌานาภิญฺญา นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ

สตฺถา อุปาสกานํ อิทํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน เกจิ โสตาปนฺนา อเหสุํ เกจิ สกทาคามิโน อเหสุํ เกจิ อนาคามิโน อเหสุํ ฯ ตทา เทวธีตา อุปฺปลวณฺณา อโหสิ ฯ ตาปโส ปน อหเมวาติ ฯ

กึฉนฺทชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ปฐมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๑๐. อโยฆรชาดกชาดกถัดไป๕๑๒. กุมภชาดก