ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กุมภชาดก
ชาดกที่ ๕๑๒ · ติงสตินิบาตชาดก

กุมภชาดก

ว่าด้วยโทษของสุรา

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๒๙๒ · บรรทัด ๙๒๓๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกุมภชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภหญิง นักดื่มสุรา ๕๐๐ คน ผู้เป็นสหายของนางวิสาขามหาอุบาสิกา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า โก ปาตุราสิ ดังนี้.

ได้ยินว่า เมื่อเขาประกาศเรื่องมหรสพสุรา ในพระนครสาวัตถีหญิง ๕๐๐ คนเหล่านั้น จัดเตรียมสุรามีรสเข้มไว้ เพื่อสามีที่ไปเล่นมหรสพแล้วปรึกษากันว่า เราทั้งหลายก็จะเล่นมหรสพ ดังนี้แล้ว ทุกคนจึงพากันไปยังสำนักของนางวิสาขากล่าวชักชวนว่า สหายรัก พวกเราไปเล่นมหรสพกันเถิดเมื่อนางวิสาขาปฏิเสธว่า มหรสพนี้เป็นมหรสพสุรา เราจักไม่ดื่มสุราเลยจึงพากันกล่าวว่า ท่านจงถวายทานแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเถิด พวกเราจักเล่นมหรสพกัน. นางวิสาขารับคำว่าดีแล้ว จึงส่งคนไปทูลเชิญพระบรมศาสดาถวายมหาทานแล้วถือเอาของหอมและระเบียบเป็นอันมาก ห้อมล้อมด้วยหญิงเหล่านั้น ไปยังพระเชตวันมหาวิหาร เพื่อสดับพระธรรมกถา ในเวลาเย็น. ก็หญิงเหล่านั้นดื่มสุราไปพลาง เดินทางร่วมไปกับนางวิสาขา ยืนดื่มสุราที่ซุ้มประตู แล้วจึงได้เข้าไปยังสำนักพระศาสดาพร้อมกับนางวิสาขา. นางวิสาขาถวายบังคมพระศาสดา แล้วนั่งลง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. บรรดาหญิงเหล่านั้นบางพวกก็ฟ้อนรำ บางพวกก็คะนองมือคะนองเท้า จนทะเลาะวิวาทกัน ในสำนักของพระศาสดานั่นเอง พระบรมศาสดาจึงทรงเปล่งพระรัศมี ออกจากขนพระโขนงโดยพระประสงค์จะให้หญิงเหล่านั้นเกิดความสังเวช หญิงเหล่านั้นตกใจกลัว ถูกมรณภัยคุกคาม ด้วยเหตุนั้น หญิงเหล่านั้นจึงสร่างเมา. พระศาสดาทรงอันตรธานหายไปจากบัลลังก์ที่ประทับ ทรงยืนอยู่ ณ ยอดสิเนรุบรรพต เปล่งพระรัศมีออกจากพระอุณาโลม เป็นประหนึ่งว่าได้มีพระจันทร์และพระอาทิตย์อุทัยขึ้นถึงพันดวง. พระศาสดาประทับยืน ณ ยอดสิเนรุบรรพตนั่นเอง โดยพระประสงค์จะให้หญิงเหล่านั้นเกิดความสังเวช จึงตรัสพระคาถานี้ความว่า

ท่านทั้งหลายจะมัวร่าเริง บันเทิงกันอยู่ทำไม ในเมื่อโลกกำลังลุกเป็นไฟอยู่เนืองนิตย์ ท่านทั้งหลาย อันความมืดมิดหุ้มห่อแล้ว ยังไม่พากันแสวงหาประทีป คือที่พึ่ง (อีกหรือ ?).

ในเวลาจบพระคาถา หญิงทั้ง ๕๐๐ เหล่านั้น ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลพระศาสดาเสด็จมาประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ ใต้ร่มเงาพระคันธกุฎี ลำดับนั้นนางวิสาขา ถวายบังคมพระศาสดาแล้วกราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญน้ำดื่มที่ชื่อว่าสุราอันเป็นเครื่องทำลายหิริโอตตัปปะนี้ เกิดแล้วแต่ครั้งไรพระเจ้าข้า. เมื่อพระศาสดาจะตรัสบอกแก่นาง จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติใน พระนครพาราณสี มีนายพรานป่าผู้หนึ่งชื่อว่า สุระ เป็นชาวแคว้นกาสี ได้ไปสู่ป่าหิมพานต์ เพื่อต้องการแสวงหาสิ่งของ ในป่าหิมพานต์นั้น มีต้นไม้ต้นหนึ่งลำต้นตั้งตรง ที่ฐานสูงประมาณชั่วบุรุษหนึ่งได้แตกออกเป็นสามค่าคบ ระหว่างค่าคบ ๓ แห่งของต้นไม้นั้น ได้มีโพรงใหญ่ขนาดเท่าตุ่ม เมื่อฝนตกก็เต็มไปด้วยน้ำ ได้มีตนเสมอ มะขามป้อม และเถาพริกไท ขึ้นล้อมรอบต้นไม้นั้น. ผลแห่งต้นไม้นั้น ๆ สุกแล้วก็หลุดออกจากขั้ว ตกลงไปในโพรงนั้น. ใกล้ๆ ต้นไม้นั้นมีข้าวสาลีเกิดขึ้นเอง และนกแขกเต้าทั้งหลายมาคาบเอารวงข้าวสาลีจากที่นั้นแล้วก็บินไปจับกินอยู่บนต้นไม้นั้น เมื่อนกแขกเต้าพากันจิกกินอยู่ เมล็ดข้าวเปลือกก็ดี เมล็ดข้าวสารก็ดี หลุดหล่นลงไปในโพรงนั้น น้ำในโพรงนั้นถูกแสงแดดแผดเผา ก็เกิดมีรส มีสีแดง ๆ ด้วยประการฉะนี้. ในฤดูร้อนฝูงนกทั้งหลายที่กระหายน้ำ บินมากินน้ำนั้น ก็มึนเมาพลัดตกลงไปที่โคนต้นไม้ ม่อยไปหน่อยหนึ่งแล้วส่งเสียงคูขันบินไป. ถึงสุนัขป่าและลิงเป็นต้น ก็มีนัยอย่างเดียวกันนี้. พรานป่าเห็นดังนั้นก็หลากใจคิดว่า ถ้าน้ำนี้เป็นพิษ สัตว์เหล่านี้คงตาย แต่นี่มันม่อยไปหน่อยหนึ่งแล้วก็บินไปได้ตามสบาย น้ำนี้คงไม่มีพิษ. เขาจึงลองดื่มเอง ก็เกิดมึนเมา และอยากจะกินเนื้อสัตว์ ลำดับนั้นเขาจึงก่อไฟให้โชนขึ้น แล้วฆ่านกที่พลัดตกไปที่โคนไม้ มีนกกระทาและไก่เป็นต้นตายย่างเนื้อที่ถ่านเพลิง มือหนึ่งฟ้อนรำ มือหนึ่งถือเนื้อกัดกิน อยู่ในที่นั้นวันหนึ่งถึงสองวัน ก็ ณ ที่ใกล้บริเวณนั้น มีดาบสรูปหนึ่งชื่อ วรุณะ นายพรานป่าเดินไปยังสำนักพระดาบสนั้น โดยธุระอย่างอื่น. เขาได้เกิดความคิดว่า เราจักดื่มน้ำนี้ร่วมกับพระดาบส เขาจึงตักน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่อันหนึ่งจนเต็ม หิ้วไปกับเนื้อย่าง ถึงบรรณศาลาแล้วกล่าวชวนว่า ท่านขอรับ จงลองดื่มน้ำนี้ดูเถิดแล้วทั้งสองก็บริโภคเนื้อดื่มน้ำด้วยกัน. ด้วยประการฉะนี้ น้ำดื่มนั้นเลยเกิดมีชื่อว่า สุราบ้าง วรุณีบ้าง เพราะนายพรานสุระและพระวรุณดาบส พบเห็นเข้า.

ฝ่าย สุรพราน กับวรุณดาบส ทั้งสองคนคิดได้ว่า มีอุบายทำมาหากินได้อยู่ จึงตักสุราใส่กระบอกไม้ไผ่จนเต็ม แล้วพากันหาบไป จนถึงปัจจันตนคร ให้คนกราบทูลพระราชาว่า มีคนทำน้ำดื่มมาเฝ้า พระราชาจึงตรัสสั่งให้คนทั้งสองเข้าเฝ้า เขาจึงนำน้ำดื่มเข้าไปถวาย พระราชาทรงเสวยได้ สอง-สามครั้งก็ทรงมึนเมา แต่น้ำเมานั้น พอเสวยได้เพียงวัน สองวัน เท่านั้นต่อมาพระราชาตรัสถามคนทั้งสองว่า น้ำชนิดนี้ มีอยู่ที่อื่นบ้างไหม ? เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะมีอยู่ พระเจ้าข้า พระราชาตรัสถามว่า มีอยู่ที่ไหน ? เขาทูลว่า ที่ป่าหิมพานต์ พระเจ้าข้า พระราชาตรัสสั่งว่า ถ้าเช่นนั้นท่านทั้งสองจงไปเอามา ชนทั้งสองไปนำเอามาคราว สองคราว แล้วปรึกษากันว่าพวกเราไม่อาจเอามาบ่อย ๆ ได้ จึงกำหนดจดจำเครื่องปรุงทั้งปวงไว้ แล้วเอาเปลือกเป็นต้น ของต้นไม้นั้นมาใส่ปนลงในเครื่องปรุงทุกอย่าง ปรุงสุราขึ้นในพระนคร ชาวพระนครพากันดื่มสุราจนถึงความประมาทมัวเมา เลยยากจนเข็ญใจไปตาม ๆ กัน พระนครก็ได้เป็นเหมือนเมืองร้าง ด้วยเหตุนั้น คนทำน้ำดื่มทั้งสอง จึงหลบหนีออกจากพระนครนั้น ไปยังเมืองพาราณสี ให้กราบทูลพระราชาว่า คนทำน้ำดื่มมาเฝ้า พระเจ้าพาราณสีตรัสสั่งให้คนทั้งสองเข้าเฝ้าแล้วพระราชทานเสบียงแก่คนทั้งสอง เขาช่วยกันจัดการปรุงสุราขึ้น แม้ในพระนครพาราณสีนั้น ถึงพระนครนั้น ก็พินาศไปเช่นนั้นอีก เขาทั้งสองจึงหนีออกจากเมืองนั้นไปเมืองสาเกต หนีออกจากเมืองสาเกตไปยังเมืองสาวัตถีครั้งนั้น พระเจ้าสัพพมิตต์ ได้เป็นกษัตริย์ พระนครสาวัตถี ท้าวเธอทำการสงเคราะห์แก่คนทั้งสองนั้น แล้วตรัสถามว่า พวกเจ้าต้องการสิ่งใดบ้าง เมื่อเขากราบทูลว่า ต้องการรากไม้สำหรับปรุง แป้งข้าวสาลี และตุ่ม ห้าร้อยดังนี้ ก็ตรัสสั่งให้ประทานครบทุกอย่าง. พรานสุระ และวรุณดาบสทั้งสองปรุงสุราใส่ตุ่ม ๕๐๐ ใบตั้งไว้แล้ว ประสงค์จะป้องกันโดยเกรงว่าหนูจะรบกวนจึงผูกแมวไว้ข้าง ๆ ตุ่มใบละตัว แมวเหล่านั้น พากันดื่มสุราที่ไหลลงก้นตุ่มในเวลาที่ต้มแล้วตักใส่ตุ่ม จนมึนเมาหลับไป พวกหนูมาแทะ หู จมูกหนวด และหางแมว แล้วพากันวิ่งหนีไป พวกอายุตตกบุรุษ (คนสอดแนม) คิดว่า แมวดื่มสุราพากันตายหมด จึงไปกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ พระเจ้าสัพพมิตต์ ทรงเห็นว่า ชนทั้งสองนี้ จักทำยาพิษ จึงตรัสสั่งให้ตัดศีรษะคนทั้งสองเสีย คนทั้งสอง พร่ำทูลขอร้องว่า ขอเดชะ ดื่มสุรามีรสอร่อยพระเจ้าข้า ดังนี้ จนขาดใจตาย ครั้นพระราชาตรัสสั่งให้ประหารชีวิตคนทั้งสองแล้ว มีพระราชโองการให้ทำลายตุ่มเลีย ฝ่ายแมวทั้งหลาย เมื่อฤทธิ์สุราสร่างจางไป ก็ลุกขึ้นวิ่งเล่นได้ พวกราชบุรุษเห็นดังนั้น จึงกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ พระราชาทรงพระดำริว่า ถ้าน้ำสุราเป็นพิษ แมวคงตาย ชะรอยจะมีรสอร่อย เราจะลองดื่มดู แล้วตรัสสั่งให้ประดับตกแต่งพระนคร ให้สร้างมณฑปขึ้นที่หน้าพระลาน เสร็จแล้วประทับนั่งบนราชบัลลังก์ ซึ่งยกเศวตฉัตรขึ้นไว้บนมณฑปที่ประดับตบแต่งแล้ว แวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ มุขมนตรีเริ่มจะเสวยสุรา.

ครั้งนั้น ท้าวสักกเทวราช ทรงตรวจดูสัตวโลกว่า ชนเหล่าไหนบ้างหนอ ไม่ประมาทในการบำรุงมารดาบิดาเป็นต้น บำเพ็ญสุจริต ๓ ให้เต็มบริบูรณ์ ทอดพระเนตรเห็นพระเจ้าสัพพมิตต์นั้น ประทับนั่ง เพื่อจะดื่มสุราจึงทรงพระดำริว่า ถ้าพระเจ้าสัพพมิตต์นี้จะดื่มสุราไซร้ สกลชมพูทวีป จักพินาศฉิบหาย เราจักต้องแก้ไข โดยวิธีที่จะให้ท้าวเธองดดื่ม แล้วทรงวางหม้อที่เต็มไปด้วยสุราใบหนึ่งไว้ที่พระหัตถ์ จำแลงเพศเป็นพราหมณ์ เสด็จมายืนอยู่ในอากาศ ณ ที่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าสัพพมิตต์ แล้วตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงซื้อหม้อใบนี้ พระเจ้าสัพพมิตตราช ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์จำแลง ยืนพูดอยู่บนอากาศอย่างนั้น ทรงสงสัยว่า พราหมณ์นี้มาจากไหนกันหนอ เมื่อจะทรงสนทนากับพราหมณ์นั้น ได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถา ความว่า

ท่านเป็นใคร มาจากไตรทิพย์หรือ จึงเปล่งรัศมี สว่างไสวอยู่ในนภากาศ เหมือนพระจันทร์ส่องสว่าง ในยามรัตติกาลฉะนั้น รัศมีแผ่ซ่านออกจากตัวท่าน ดุจสายฟ้าแลบในเวหาสฉะนั้น. ท่านเหยียบลมหนาวในอากาศได้ เดินและยืน ในอากาศได้ ฤทธิ์ของเทวดาทั้งหลาย ผู้ไม่ต้องเดิน ไกล ท่านทำให้เป็นที่ตั้ง และให้เจริญดีแล้วเป็นไฉน ? ท่านเป็นใครมายืนอยู่ในอากาศ ร้องขายหม้อ อยู่ หรือว่าหม้อของท่านนี้ ใช้ประโยชน์อะไรได้ ดู ก่อนพราหมณ์ ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้า เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก ปาตุราสิ ความว่า ท่านเป็นใครมาจากไหน จึงมาปรากฏ อธิบายว่า ท่านมาจากไหน ? บทว่า ติทิวา นภมฺหิ ความว่า พระเจ้าสัพพมิตต์ ตรัสถามว่า ท่านมาจากดาวดึงสพิภพหรือ จึงปรากฏในนภากาศนี้. บทว่า สํวรึ แปลว่า ในรัตติกาล. บทว่าสเตริตา ได้แก่ พระจันทร์ซึ่งมีชื่ออย่างนี้. บทว่า โส ได้แก่ ท่านนั้น. บทว่า ฉินฺนวาตํ ความว่า วลาหกเทพ ย่อมก้าวเดินตามลม อันมีกระแสพัดเยือกเย็นไปได้ ก็แม้ลมนั้นไม่มีแก่ท่านเลย ด้วยเหตุนั้น พระเจ้าสัพพมิตต์จึงตรัสอย่างนี้. บทว่า กมสิ แปลว่า ล่องลอยไป. บทว่า อฆมฺหิ ได้แก่ในอากาศ อันไม่มีอะไรกระทบ. บทว่า วตฺถุกตา ความว่า (ฤทธิ์ของท่าน) เป็นสิ่งที่ทำแล้ว เหมือนวัตถุ เหมือนที่ตั้งฉะนั้น. บทว่า อนทฺธคูนมสิ เทวตานํ ความว่า พระเจ้าสัพพมิตต์ ตรัสถามว่า ฤทธิ์ของท่านที่อบรมดีแล้ว คล้ายฤทธิ์ของทวยเทพ ผู้ชื่อว่า ไม่ต้องเดินทางไกล เพราะไม่ต้องใช้เท้าเดินไปในทางไกล. บทว่า เวหาสยํ กมฺมาคมฺม ความว่า ท่านเป็นใครหรือ จึงอาศัยการย่างเท้า เข้าไปยืนบนอากาศได้. บัณฑิตพึงเชื่อมความของบาทคาถานั้น เข้าด้วยบทว่า โก วา ตุวํ ท่านเป็นใครหรือ ? อธิบายว่า ท่านมายืนอยู่อย่างนี้ชื่อไรเล่า. บทว่า ยเมตมตฺถํ ความว่า ท่านพูดคำนี้ใด ต้องเชื่อมความของบาทคาถานี้ เข้ากับบทว่า อิมสฺส กิสฺส วตายํ จึงได้ความว่า ท่านพูดคำว่า จงซื้อหม้อใบนี้ ดังนี้. อธิบายว่า ท่านพูดว่าจงซื้อหม้อใบนี้ดังนี้ หม้อใบนี้ของท่านใช้ประโยชน์อะไรหรือ ?

ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงฟัง เมื่อจะทรงแสดงโทษของสุรา จึงตรัสว่า

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๓๒๕–๓๔๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติงสตินิบาตชาดก · ๑๔๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

กุมฺภชาตกํ

โก ปาตุราสีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต วิสาขาย สหายิกา สุราปีตา ปญฺจสตา อิตฺถิโย อารพฺภ กเถสิ ฯ

สาวตฺถิยํ กิร สุราฉเณ สงฺฆุฏฺเฐ ตา ปญฺจสตา อิตฺถิโย สามิกานํ ฉเณ กีฬายมานานํ ติกฺขสุรํ ปฏิยาเทตฺวา ฉณํ กีฬิสฺสามาติ สพฺพาปิ วิสาขาย สนฺติกํ คนฺตฺวา สหายิเก ฉณํ กริสฺสามาติ วตฺวา อยํ สุราฉโณ อหํ สุรํ น ปิวิสฺสามีติ วุตฺเต ตุมฺเห สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ทานํ เทถ มยํ ฉณํ กริสฺสามาติ อาหํสุ ฯ สา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา อุยฺโยเชตฺวา สตฺถารํ นิมนฺตาเปตฺวา มหาทานํ ทตฺวา พหุคนฺธมาลํ อาทาย สายณฺหสมเย ธมฺมกถํ โสตุํ ตาหิ ปริวุตา เชตวนํ อคมาสิ ฯ ตา ปนิตฺถิโย สุรํ ปิวมานาว ตาย สทฺธึ คนฺตฺวา ทฺวารโกฏฺฐเก ฐตฺวา สุรํ ปิวิตฺวาว ตาย สทฺธึ สตฺถุ สนฺติกํ อคมํสุ ฯ วิสาขา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ อิตราสุ เอกจฺจา สตฺถุ สนฺติเกเยว นจฺจึสุ เอกจฺจา หตฺถกุกฺกุจฺจปาทกุกฺกุจฺจา กลหํ กรึสุ ฯ สตฺถา ตาสํ สํเวคชนนตฺถาย ภมุกโลมโต รํสิโย วิสชฺเชสิ ฯ อนฺธการติมิสา อโหสิ ฯ ตา ภีตตสิตา มรณภยตชฺชิตา อเหสุํ ฯ เตน ตาสํ สุรา ชิณฺณา ฯ สตฺถา นิสินฺนปลฺลงฺเก อนฺตรหิโต สิเนรุมุทฺธนิ ฐตฺวา อุณฺณาโลมโต รํสึ วิสชฺเชสิ ฯ จนฺทสุริยสหสฺสุคฺคมนํ วิย อโหสิ ฯ สตฺถา ตตฺถ ฐิโตว ตาสํ สํเวคชนนตฺถาย

โก นุ หาโส กิมานนฺโท นิจฺจํ ปชฺชลิเต สติ

อนฺธกาเรน โอนทฺธา ปทีปํ น คเวสถาติ อิมํ คาถมาห ฯ คาถาปริโยสาเน ตา ปญฺจสตาปิ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหึสุ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา คนฺธกุฏิฉายาย พุทฺธาสเน นิสีทิ ฯ อถ นํ วิสาขา วนฺทิตฺวา ภนฺเต อิทํ หิโรตฺตปฺปเภทกํ สุราปานนฺนาม กทา อุปฺปนฺนนฺติ ปุจฺฉิ ฯ โส ตสฺสา อาจิกฺขนฺโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต เอโก กาสิกรฏฺฐวาสี สุโร นาม วนจรโก ภณฺฑํ ปริเยสนตฺถาย หิมวนฺตํ อคมาสิ ฯ ตตฺเถโก รุกฺโข อุคฺคนฺตฺวา โปริสมตฺเต ฐาเน ติธากปฺโป อโหสิ ฯ ตสฺส ติณฺณํ กปฺปานํ อนฺตเร จาฏิปฺปมาโณ อาวาโฏ อโหสิ ฯ โส เทเว วสฺสนฺเต อุทเกน ปูริโต ตํ ปริวาเรตฺวา หรีตกี อามลกี มริจคจฺโฉ จ อเหสุํ ฯ เตสํ ปกฺกานิ วณฺฏกโต ผลานิ ฉินฺทิตฺวา ตตฺถ ปตนฺติ ฯ ตสฺสาวิทูเร สยญฺชาตสาลี ฯ ตโต จ สุวกา สาลิสีสานิ อาหริตฺวา ตสฺมึ รุกฺเข นิสีทิตฺวา ขาทนฺติ ฯ เตสํ ขาทมานานํ สาลีปิ ตณฺฑุลาปิ ตตฺถ ปตนฺติ ฯ อิติ ตํ อุทกํ สุริยาตเปน ปจฺจมานํ รสํ โลหิตวณฺณํ อโหสิ ฯ นิทาฆสมเย ปิปาสิตา สกุณคณา ตํ ปิวิตฺวา มตฺตา ปริวตฺเตตฺวา รุกฺขมูเล ปตึสุ โถกํ นิทฺทายิตฺวา วิกุชฺชมานา ปกฺกมนฺติ ฯ รุกฺขสุนขมกฺกฏาทีสุปิ เอเสว นโย ฯ วนจรโก ตํ ทิสฺวา สเจ อิทํ วิสํ ภเวยฺย อิเม มเรยฺยุํ อิเม ปน โถกํ นิทฺทายิตฺวา ยถาสุขํ คจฺฉนฺติ นยิทํ วิสนฺติ ฯ โส สยํ ปิวิตฺวา มตฺโต หุตฺวา มํสํ ขาทิตุกาโม อโหสิ ฯ ตโต อคฺคึ กตฺวา ปชฺชลิตฺวา รุกฺขมูเล ปติเต สกุเณ ติตฺติรกุกฺกุฏาทโย มาเรตฺวา มํสํ องฺคาเร ปจิตฺวา เอเกน หตฺเถน นจฺจนฺโต เอเกน มํสํ ขาทนฺโต เอกาหํ ทฺวีหํ ตตฺเถว อโหสิ ฯ ตโต ปน อวิทูเร เอโก วรุโณ นาม ตาปโส วสติ ฯ วนจรโก อญฺญถาปิ ตสฺส สนฺติกํ คจฺฉติ ฯ อถสฺส เอตทโหสิ อิทํ ปานํ ตาปเสน สทฺธึ ปิวิสฺสามีติ ฯ โส เอกํ เวฬุนาฬิกํ ปูเรตฺวา ปกฺกมํเสน สทฺธึ อาหริตฺวา ปณฺณสาลํ คนฺตฺวา ภนฺเต อิมํ ปานํ ปิวถาติ วตฺวา อุโภปิ มํสํ ขาทนฺตา ปิวิสุ ฯ อิติ สุเรน จ วรุเณน จ ทิฏฺฐตฺตา ตสฺส ปานสฺส สุราติ จ วรุณีติ จ นามํ ชาตํ ฯ

เต อุโภปิ อตฺเถโส อุปาโยติ เวฬุนาฬิโย ปูเรตฺวา กาเชนาทาย ปจฺจนฺตนครํ คนฺตฺวา ปานการกา นาม อาคตาติ รญฺโญ อาโรเจสุํ ฯ ราชา เน ปกฺโกสาเปสิ ฯ เต ตสฺส ปานํ อุปเนสุํ ฯ ราชา เทฺว ตโย วาเร ปิวิตฺวา มชฺชิ ฯ ตสฺส ตํ เอกาหทฺวีหมตฺตเมว อโหสิ ฯ อถ เน อญฺญํปิ อตฺถีติ ปุจฺฉิ ฯ อตฺถิ เทวาติ ฯ กุหินฺติ ฯ หิมวนฺเต เทวาติ ฯ เตนหิ อาเนถาติ ฯ เต คนฺตฺวา เอกเทฺว วาเร อาเนตฺวา นิวทฺธํ คนฺตุํ น สกฺขิสฺสามาติ สพฺพสมฺภาเร สลฺลกฺเขตฺวา ตสฺส รุกฺขตจาทีนิ คเหตฺวา สพฺพสมฺภาเร ปกฺขิปิตฺวา นคเร สุรํ กรึสุ ฯ นาครา สุรํ ปิวิตฺวา ปมาทํ อาปนฺนา ทุคฺคตา อเหสุํ ฯ นครํ สุญฺญํ วิย อโหสิ ฯ เตน ปานการกา ตโต ปลายิตฺวา พาราณสึ คนฺตฺวา ปานการกา อาคตาติ อาโรเจสุํ ฯ ราชา เน ปกฺโกสาเปตฺวา ปริพฺพยํ อทาสิ ฯ ตตฺถาปิ สุรํปิ อกํสุ ฯ ตํปิ นครํ ตเถว วินสฺสติ ฯ ตโต ปลายิตฺวา สาเกตํ คนฺตฺวา ตโต สาเกตโต สาวตฺถึ อคมํสุ ฯ ตทา สาวตฺถิยํ สพฺพมิตฺโต นาม ราชา อโหสิ ฯ โส เตสํ สงฺคหํ กตฺวา เกน โว อตฺโถติ ปุจฺฉิตฺวา สมฺภารมูเลน เจว สาลิปิฏฺเฐน จ ปญฺจหิ จาฏิสเตหีติ วุตฺเต สพฺพํ ทาเปสิ ฯ เต ปญฺจสุ จาฏิสเตสุ สุรํ สณฺฐเปตฺวา มูสิกภเยน จาติ รกฺขนตฺถาย เอเกกาย จาฏิยา สนฺติเก เอเกกํ วิฬารํ พนฺธึสุ ฯ เต ปจฺจิตฺวา อุตฺตรณกาเล จาฏิกุจฺฉีสุ ปคฺฆรนฺตํ สุรํ ปิวิตฺวา มตฺตา นิทฺทายึสุ ฯ มูสิกา อาคนฺตฺวา เตสํ กณฺณนาสิกทาฐิกนงฺคุฏฺเฐ ขาทิตฺวา อคมํสุ ฯ วิฬารา สุรํ ปิวิตฺวา มตาติ อายุตฺตกปุริสา รญฺโญ อาโรเจสุํ ฯ ราชา วิสการกา เอเต ภวิสฺสนฺตีติ ทฺวินฺนํปิ ชนานํ สีสานิ ฉินฺทาเปสิ ฯ เต สุรํ ปิวิตฺวา มธุรํ เทวาติ วิรวนฺตาว มรึสุ ฯ ราชา เต มาราเปตฺวา จาฏิโย ภินฺทถาติ อาณาเปสิ ฯ วิฬาราปิ สุราย ชิณฺณาย อุฏฺฐหิตฺวา กีฬนฺตา วิจรึสุ ฯ เต ทิสฺวา รญฺโญ อาโรจยึสุ ฯ ราชา สเจ วิสํ อสฺส เต มเรยฺยุํ มธุเรน เตน ภวิตพฺพํ ปิวิสฺสามิ นนฺติ นครํ อลงฺการาเปตฺวา ราชงฺคเณ มณฺฑปํ การาเปตฺวา อลงฺกตมณฺฑเป สมุสฺสิตเสตจฺฉตฺเต ราชปลฺลงฺเก นิสีทิตฺวา อมจฺจคณปริวุโต สุรํ ปาตุํ อารภิ ฯ

ตทา สกฺโก เทวราชา เก นุโข มาตาปิตุปฏฺฐานาทีสุ อปฺปมตฺตา ตีณิ สุจริตานิ ปูเรนฺตีติ โลกํ โวโลเกตฺวา ตํ ราชานํ สุรํ ปาตุํ นิสินฺนํ ทิสฺวา สจายํ สุรํ ปิวิสฺสติ สกลชมฺพูทีโป นสฺสิสฺสติ ยถา น ปิวติ ตถา นํ กริสฺสามีติ เอกํ สุราปุณฺณํ กุมฺภํ หตฺถตเล ฐเปตฺวา พฺราหฺมณเวเสนาคนฺตฺวา รญฺโญ สมฺมุขฏฺฐาเน อากาเสเยว ฐตฺวา อิมํ กุมฺภํ กีณถ อิมํ กุมฺภํ กีณถาติ อาห ฯ สพฺพมิตฺตราชา ตํ ตถา วทนฺตํ อากาเส ฐิตํ ทิสฺวา กุโต นุโข พฺราหฺมโณ อาคจฺฉตีติ เตน สทฺธึ สลฺลเปนฺโต ติสฺโส คาถา อภาสิ

โก ปาตุราสี ติทิวา นภมฺหิ

โอภาสยํ สํวรึ จนฺทิมาว

คตฺเตหิ เต รสฺมิโย นิจฺฉรนฺติ

สเตริตา วิชฺชุริวนฺตลิกฺเข ฯ

โส ฉินฺนวาตํ กมสิ อฆมฺหิ

เวหาสยํ คจฺฉสิ ติฏฺฐสิ จ

อิทฺธี นุ เต วตฺถุกตา สุภาวิตา

อนทฺธคูนมสิ เทวตานํ ฯ

เวหาสยํ กมมาคมฺม ติฏฺฐสิ

กุมฺภํ กิณาถาติ ยเมตมตฺถํ

โก วา ตุวํ กิสฺส วตาย กุมฺโภ

อกฺขาหิ เม พฺราหฺมณ เอตมตฺถนฺติ ฯ

ตตฺถ โก ปาตุราสีติ กุโต ปาตุภูโตสิ กุโต อาคโตสีติ อตฺโถ ฯ ติทิวา นภมฺหีติ กึ ตาวตึสภวนา อาคนฺตฺวา อิธ นภมฺหิ อากาเส ปากโฏ ชาโตสีติ ปุจฺฉติ ฯ สํวรินฺติ รตฺตึ ฯ สเตริตาติ เอวํนามกา ฯ โสติ โส ตฺวํ ฯ ฉินฺนวาตนฺติ วลาหโก สีตาวตฺเตน วาเตน กมติ ตสฺส ปน โสปิ วาโต นตฺถิ เตน เอวมาห ฯ กมสีติ ปวตฺตสิ ฯ อฆมฺหีติ อปฺปฏิเฆ อากาเส ฯ วตฺถุกตาติ วตฺถุ วิย ปติฏฺฐา วิย กตา ฯ อนทฺธคูนมสิ เทวตานนฺติ ยาว ปทสา อทฺธานํ อคมเนน อนทฺธคูนํ เทวตานํ อิทฺธิ สา อสิ ตว สุภาวิตาติ ปุจฺฉติ ฯ เวหาสยํ กมมาคมฺมาติ อากาเส ปวตฺตํ ปทวีติหารํ ปฏิจฺจ นิสฺสาย ติฏฺฐสิ ฯ อิมสฺส โก วา ตุวนฺติ อิมินา สมฺพนฺโธ ฯ เอวํ ติฏฺฐมาโน โก นาม ตฺวนฺติ อตฺโถ ฯ ยเมตมตฺถนฺติ ยํ เอตํ วทสิ ฯ อิมสฺส กิสฺส วตายนฺติ อิมินา สมฺพนฺโธ ฯ ยํ เอตํ กุมฺภํ กีณถาติ วทสิ กิสฺส วา เต อยํ กุมฺโภติ อตฺโถ ฯ

ตโต สกฺโก เตนหิ สุณาหีติ วตฺวา สุราย โทเส ทสฺเสนฺโต อาห

น สปฺปิกุมฺโภ นปิ เตลกุมฺโภ

น ผาณิตสฺส น มธุสฺส กุมฺโภ

กุมฺภสฺส วชฺชานิ อนปฺปกานิ

โทเส พหู กุมฺภคเต สุณาถ ฯ

คเลยฺย ยํ ปิตฺวา ปเต ปปาตํ

โสพฺภํ คุหํ จนฺทนิโยลิคลฺลํ

พหุํปิ ภุญฺเชยฺย อโภชเนยฺยํ

ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ

ยํ เว ปิตฺวา จิตฺตสฺมึ อเนสมาโน

อาหิณฺฑตี โคริว ภกฺขสาที

อนาถมาโน อุปคายติ นจฺจตี จ

ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ

ยํ เว ปิตฺวา อเจลโกว นคฺโค

จเรยฺย คาเม วิสิขนฺตรานิ

สมฺมุฬฺหจิตฺโต อติเวลสายี

ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ

ยํ เว ปิตฺวา อุฏฺฐาย ปเวธมาโน

สีสญฺจ พาหุญฺจ ปจาลยนฺโต

โส นจฺจตี ทารุกฏลฺลโกว

ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ

ยํ เว ปิตฺวา อคฺคิทฑฺฒา สยนฺติ

อโถ สิงฺคาเลหิปิ ขาทิตาเส

พนฺธํ วธํ โภคชานิญฺจุเปนฺติ

ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ

ยํ เว ปิตฺวา ภาเสยฺย อภาสเนยฺยํ

สภายมาสิโน อเปตวตฺโถ

สมกฺขิโต วนฺตคโต พฺยสนฺโน

ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ

ยํ เว ปิตฺวา อุกฺกฏฺโฐ อาวิลกฺโข

มเมว สพฺพปฐวีติ มญฺญติ

น เม สโม จาตุรนฺโตปิ ราชา

ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ

มานาติมานา กลหานิ เปสุณิ

ทุพฺพณฺณินี นคฺคยินี ปลายินี

โปราณธุตฺตาน คตี นิเกโต

ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ

อิทฺธานิ ผีตานิ กุลานิ อสฺสุ

อเนกสาหสฺสธนานิ โลเก

อุจฺฉินฺนทายชฺชกตานิมาย

ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ

ธญฺญํ ธนํ รชฏํ ชาตรูปํ

เขตฺตํ ควํ ยตฺถ วินาสยนฺติ

อุจฺเฉทนี วิตฺตวตํ กุลานํ

ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ

ยํ เว ปิตฺวา ทุฏฺฐรูโปว โปโส

อกฺโกสติ ปิตรํ มาตรญฺจ

สสฺสุปิ คณฺเหยฺย อโถปิ สุณฺหํ

ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ

ยํ เว ปิตฺวา ทุฏฺฐรูปาว นารี

อกฺโกสติ สสฺสุรํ สามิกญฺจ

ทาสํปิ คณฺเห ปริจาริกมฺปิ

ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ

ยํ เว ปิตฺวาน หเนยฺย โปโส

ธมฺเม ฐิตํ สมณํ พฺราหฺมณํ วา

คจฺเฉ อปายํปิ ตโตนิทานํ

ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ

ยํ เว ปิตฺวา ทุจฺจริตํ จรนฺติ

กาเยน วาจาย จ เจตสา วา

นิรยํ วชนฺติ ทุจฺจริตํ จริตฺวา

ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ

ยํ ยาจมานา น ลภนฺติ ปุพฺเพ

พหุํ หิรญฺญํปิ ปริจฺจชนฺตา

โส ตํ ปิวิตฺวา อลิกํ ภณาติ

ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ

ยํ เว ปิตฺวา เปสโน เปสยนฺโต

อจฺจายิเก กรณียมฺหิ ชาเต

อตฺถมฺปิ โส นปฺปชานาติ วุตฺโต

ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ

หิรีมนาปิ อหิรีกภาวํ

ปาตุํ กโรนฺติ มทนาย มตฺตา

ธีราปิ สนฺตา พหุกํ ภณนฺติ

ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ

ยํ เว ปิตฺวา เอกถูปา สยนฺติ

อนาสกา ถณฺฑิลทุกฺขเสยฺยํ

ทุพฺพณฺณิยํ อายสกฺยญฺจุเปนฺติ

ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ

ยํ เว ปิตฺวา ปตฺตกฺขนฺธา สยนฺติ

คาโว กูฏหตาริว น หิ

วารุณิยา เวโค นเรน สุสฺสโหริว

ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ

ยํ มนุสฺสา วิวชฺชนฺติ สปฺปํ

โฆรวิสมิว ตํ โลเก วิสสมานํ

โก นโร ปาตุมรหติ

ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ

ยํ เว ปิตฺวา อนฺธกเวณฺฑปุตฺตา

สมุทฺทตีเร ปริจารยนฺตา

อุปกฺกมุํ มุสเลหญฺญมญฺญํ

ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ ฯ

ยํ เว ปิตฺวา ปุพฺพเทวา ปมตฺตา

ติทิวา จุตา สสฺสติยา สมายา

ตํ ตาทิสํ มชฺชมิมํ นิรตฺถกํ

ชานํ มหาราช กถํ ปิเวยฺย ฯ

นยิมสฺมิ กุมฺภสฺมึ ทธิ มธุ วา

เอวํ อภิญฺญาย กิณาหิ ราช

เอวญฺหิ มํ กุมฺภคตา มยา เต

อกฺขาตรูปํ ตว สพฺพมิตฺตาติ ฯ

ตตฺถ วชฺชานีติ อาทีนวา ฯ คเลยฺยาติ คจฺฉนฺโต ปเท ปเท ปริวตฺเตยฺย ฯ ยํ ปิตฺวา ปเตติ ยํ ปิวิตฺวา ปเตยฺย ฯ โสพฺภนฺติ อาวาฏํ ฯ จนฺทนิโยฬิคลฺลนฺติ จนฺทนิยญฺจ โอลิคลฺลญฺจ ฯ อโภชเนยฺยนฺติ ภุญฺชิตุํ อยุตฺตํ ฯ อเนสมาโนติ อนิสฺสโร ฯ โคริวาติ โคโณ วิย ฯ ภกฺขสาทีติ สุรากสฏขาทโก ยถา โส ตตฺถ ตตฺถ ภกฺขสํ ปริเยสนฺโต อาหิณฺฑติ เอวํ อาหิณฺฑตีติ อตฺโถ ฯ อนาถมาโนติ นิรวสฺสโย อนาโถ วิย ฯ อุปคายตีติ อญฺญํ คายนฺตํ ทิสฺวา อุปคนฺตฺวา คายติ ฯ อเจลโกวาติ อเจลโก วิย ฯ วิสิขนฺตรานีติ อนฺตรวีถิโย ฯ อติเวลสายีติ อติจิรํปิ นิทฺทํ โอกฺกเมยฺย ฯ อติเวลจารีติปิ ปาโฐ ฯ อติเวลจารี หุตฺวา จเรยฺยาติ อตฺโถ ฯ ทารุกฏลฺลโกวาติ ทารุมยยนฺตรูปกํ วิย ฯ โภคชานิญฺจุเปนฺตีติ โภคชานิญฺจ อุเปนฺติ ฯ ปาณาติปาตาทีนิ กตฺวา ทณฺฑปีฬิตา ธนชานิญฺจ อญฺญญฺจ วธพนฺธนาทิทุกฺขํ ปาปุณนฺตีติ อตฺโถ ฯ วนฺตคโตติ อตฺตโน วนฺตสฺมึ คโต ฯ พฺยสนฺโนติ พฺยสนปตฺโต ฯ วิสนฺโนติปิ ปาโฐ ฯ ตสฺมึ วนฺเต โอสนฺโนติ อตฺโถ ฯ อุกฺกฏฺโฐติ อหํ มหาโยโธ โก มยา สทิโส อตฺถีติ เอวํ อุกฺกํสคโต หุตฺวา ฯ อาวิลกฺโขติ รตฺตกฺโข ฯ สพฺพปฐวีติ สพฺพา ปฐวี ฯ สพฺพา ปฐวีติปิ ปาโฐ ฯ จาตุรนฺโตติ จตุสมุทฺทปริยนฺตาย ปฐวิยา อิสฺสโร ฯ มานาติ มานการกา ฯ เสสปเทสุปิ เอเสว นโย ฯ คตีติ นิปฺผตฺติ ฯ นิเกโตติ นิวาโส ฯ ตสฺสา ปุณฺณนฺติ ยา เอวรูปา ตสฺสา ปุณฺณํ ฯ ยตฺถ วินาสยนฺตีติ ยํ นิสฺสาย ยตฺถ ปติฏฺฐิตา เอกํปิ พหุํปิ ธนธญฺญาทิสาปเตยฺยํ นาเสนฺติ กปณา โหนฺติ ฯ อิทฺธานีติ สมิทฺธานิ ฯ ผีตานีติ วตฺถาลงฺการกปฺปภณฺเฑหิ ปุปฺผิตานิ ฯ อุจฺฉินฺนทายชฺชกตานีติ อุจฺฉินฺนทายชฺชานิ นิทฺธนานิ กตานิ ฯ ทุฏฺฐรูโปติ ทปฺปิตรูโป ฯ คณฺเหยฺยาติ ภริยสญฺญาย กิเลสวเสน หตฺเถ คณฺเหยฺย ฯ ทาสํปิ คณฺเหยฺยาติ อตฺตโน ทาสํปิ กิเลสวเสน สามิโก เมติ คณฺเหยฺย ฯ ปิตฺวานาติ ปิวิตฺวา ฯ ทุจฺจริตํ จริตฺวาติ เอวํ ตีหิ ทฺวาเรหิ ทสวิธํปิ อกุสลํ กตฺวา ฯ ยาจมานาติ ยํ ปุริสํ ปุพฺเพ สุรํ อปิวนฺตํ พหุํปิ หิรญฺญํ ปริจฺจชนฺตาปิ มุสาวาทํ กโรหีติ ยาจมานา น ลภนฺติ ฯ ปิตฺวาติ ปิตฺวา ฐิโต ฯ นปฺปชานาติ วุตฺโตติ เกนตฺเถนาคโตสีติ วุตฺโต สาสนสฺส ทุคฺคหิตตฺตา ตํ อตฺถํ นปฺปชานาติ ฯ หิรีมนาปีติ หิริยุตฺตจิตฺตาปิ ฯ เอกถูปาติ สูกรโปตกา วิย หีนชจฺเจหิปิ สทฺธึ เอกราสี หุตฺวา ฯ อนาสกาติ นิราหารา ฯ ถณฺฑิลทุกฺขเสยฺยนฺติ ภูมิยํ ทุกฺขเสยฺยํ ฯ อายสกฺยนฺติ ครหํ ฯ ปตฺตกฺขนฺธาติ ปติตกฺขนฺธา ฯ กูฏหตาริวาติ คีวายํ พนฺธเนน กูเฏน หตา คาโว วิย ฯ ยถา ติณํ อขาทนฺติโย ปายํ อปิวนฺติโย สยนฺติ ตถา สยนฺตีติ อตฺโถ ฯ โฆรวิสมิวาติ โฆรวิสํ วิย ฯ วิสสมานนฺติ วิสสทิสํ ฯ อนฺธกเวณฺฑปุตฺตาติ ทส ภาติกราชาโน ฯ อุปกฺกมุนฺติ ปหรึสุ ฯ ปุพฺพเทวาติ อสุรา ฯ ติทิวาติ ตาวตึสเทวโลกา ฯ สสฺสติยาติ สสฺสตา ทีฆายุกภาเวน นิจฺจสมฺมตา เทวโลกาติ อตฺโถ ฯ สมายาติ สทฺธึ อสุรมายาหิ ฯ ชานนฺติ เอวํ นิรตฺถกํ เอตนฺติ วิชานนฺโต ตุมฺหาทิโส ปณฺฑิตปุริโส กถํ ปิเวยฺย ฯ กุมฺภคตา มยาติ กุมฺภคตํ มยาติ อยเมว วา ปาโฐ ฯ อกฺขาตรูปนฺติ สภาวโต อกฺขาตํ ฯ

ตํ สุตฺวา ราชา สุราย อาทีนวํ ญตฺวา ตุฏฺโฐ สกฺกสฺส ถุตึ กโรนฺโต เทฺว คาถา อภาสิ

น เม ปิตา วา อถวาปิ มาตา

เอตาทิโส ยาทิสโก ตุวํสิ

หิตานุกมฺปิ ปรมตฺถกาโม

โสหํ กริสฺสํ วจนํ ตวชฺช ฯ

ททามิ เต คามวรานิ ปญฺจ

ทาสีสตํ สตฺต ควํสตานิ

อาชญฺญยุตฺเต จ รเถ ทสา อิเม

อาจริโย โหสิ มมตฺถกาโมติ ฯ

ตตฺถ คามวรานีติ พฺราหฺมณ อาจริยสฺส นาม อาจริยภาโค อิจฺฉิตพฺโพ สํวจฺฉเร สตสหสฺสุฏฺฐานเก ตุยฺหํ ปญฺจ คาเม ททามีติ วทติ ฯ ทสา อิเมติ ทส อิเม ปุรโต ฐิเต กาญฺจนวิจิตฺเต รเถ ทสฺเสนฺโต เอวมาห ฯ

ตํ สุตฺวา สกฺโก เทวตฺตภาวํ ทสฺเสนฺโต อตฺตานํ ชานาเปนฺโต อากาเส ฐตฺวา เทฺว คาถา อภาสิ

ตเวว ทาสีสตมตฺถุ ราช

คามา จ คาโว จ ตเวว โหนฺตุ

อาชญฺญยุตฺตา จ รถา ตเวว

สกฺโกหมสฺมี ติทสานมินฺโท ฯ

มํโสทนํ สปฺปิปายญฺจ ภุญฺเช

ขาทสฺสุ จ ตฺวํ มธุมาสปูเว

เอวํ ตุวํ ธมฺมรโต ชนินฺท

อนินฺทิโต สคฺคมุเปหิ ฐานนฺติ ฯ

ตตฺถ เอวํ ตุวํ ธมฺมรโตติ เอวํ ตุวํ นานคฺครสโภชนํ ภุญฺชนฺโต สุราปานา วิรโต ตีณิ ทุจฺจริตานิ ปหาย ติวิธสุจริตธมฺมรโต หุตฺวา เกนจิ อนินฺทิโต สคฺคฏฺฐานํ อุเปหีติ ฯ

อิติ สกฺโก ตสฺส โอวาทํ ทตฺวา สกฏฺฐานเมว คโต ฯ โสปิ สุรํ อปิวิตฺวา สุราภาชนานิ ภินฺทาเปตฺวา สีลํ สมาทาย ทานํ ทตฺวา สคฺคปรายโน อโหสิ ฯ ชมฺพูทีเปปิ อนุกฺกเมน สุราปานํ เวปุลฺลปฺปตฺตํ ชาตํ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ สกฺโก ปน อหเมวาติ ฯ

กุมฺภชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ทุติยํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๑๑. กิงฉันทชาดกชาดกถัดไป๕๑๓. ชัยทิศชาดก