ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สัมพุลาชาดก
ชาดกที่ ๕๑๙ · ติงสตินิบาตชาดก

สัมพุลาชาดก

ว่าด้วยความซื่อสัตย์ของนางสัมพุลา

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๐๖ · บรรทัด ๙๘๙๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสัมพุลาชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภพระนางมัลลิการาชเทวี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่ากา เวธมานา ดังนี้.

เรื่อง (ปัจจุบัน) ข้าพเจ้าพรรณนาไว้แล้วอย่างพิสดารในกุมมาสปิณฑิกชาดก ก็พระนางมัลลิกานั้น ด้วยอานุภาพแห่งการถวายขนมกุมมาสแด่พระตถาคตเจ้า ๓ ก้อน ได้ถึงความเป็นพระอัครมเหสี ของพระเจ้าปเสนทิโกศล ในวันนั้นทีเดียว ถึงพร้อมด้วยกัลยาณธรรม ๕ ประการ มีตื่นก่อนเป็นต้น ถึงพร้อมด้วยญาณความรู้ เป็นอุปัฏฐายิกาแห่งพระพุทธเจ้า เคารพต่อพระสวามี ดังเทพยดา นั้นได้ปรากฏไปทั่วพระนคร อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย ข่าวว่า พระนางมัลลิกาเทวีเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวัตร ทรงเคารพต่อพระสวามี ดุจเทพยดา พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิภษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระนางมัลลิกานี้ ก็ทรงเคารพพระสวามี ดุจเทพยดาเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล โอรสของพระเจ้าพรหมทัตในพระนครพาราณสี ทรงพระนามว่า โสตถิเสนกุมาร พระราชาทรงสถาปนาพระราชโอรส ผู้เจริญวัยแล้วนั้นไว้ในตำแหน่งอุปราช. พระอัครมเหสี ของโสตถิเสนกุมารนั้น พระนามว่าสัมพุลา มีพระรูปโฉมงดงาม เพรียบพร้อมไปด้วยสรีระอินทรีย์เปล่งปลั่ง ปรากฏเหมือนเปลวประทีปโพลงอยู่ ในที่สงัดลม ในเวลาต่อมา โรคเรื้อนเกิดขึ้นในสรีระของโสตถิเสนกุมาร พวกแพทย์ ไม่สามารถจะเยียวยารักษาได้เมื่อโรคเรื้อนแตกออก พระราชกุมาร ก็เป็นผู้อันประชาชนพึงรังเกียจถึงความเดือดร้อน ดำริว่า ราชสมบัติจะมีประโยชน์อะไรแก่เรา เราจักไปตายอย่างอนาถาในป่า แล้วกราบทูลพระราชบิดาให้ทรงทราบ ละทิ้งตำหนักฝ่ายในเสด็จออกไปแล้ว พระนางสัมพุลาอัครมเหสี แม้อันพระราชกุมารให้กลับด้วยอุบายเป็นอันมาก ก็ไม่ยอมกลับถ่ายเดียว ทูลว่า หม่อมฉันจักไปปฏิบัติฝ่าพระบาทผู้พระสวามีในป่า แล้วตามเสด็จไปด้วย พระราชกุมารเข้าไปยังป่าแล้ว สร้างบรรณศาลาขึ้น อยู่อาศัยในประเทศอันสมบูรณ์ ด้วยมูลผลาผลร่มเงา น้ำทำอันหาได้ง่าย ราชธิดาผู้ชายา ก็ทรงปฏิบัติบำรุงพระราชกุมาร. พระนางปรนนิบัติอย่างไร ? คือ พระนาง ตื่นแต่เช้า แล้วกวาดอาศรมบทตักน้ำใช้ น้ำฉัน เข้าไปตั้งไว้ น้อมไม้สีพระทนต์ และน้ำบ้วนพระโอษฐ์เข้าไปถวาย ครั้นบ้วนพระโอษฐ์แล้ว ก็บดยาทาแผลของพระสวามี แล้วให้เสวยผลาผลมีรสหวานอร่อย เมื่อพระสวามี บ้วนพระโอษฐ์ ล้างพระหัตถ์แล้ว ทูลว่า ข้าแต่พระสวามี ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ขอเสด็จที่โปรดอย่ามีความประมาท ถวายบังคมแล้ว ถือกระเช้า เสียม และขอสอย เข้าป่า แสวงหาผลาผล นำผลไม้มาเก็บไว้ที่ข้างหนึ่ง แล้วเอาหม้อตักน้ำมาสรงสนานโสตถิเสนราชกุมาร ผู้พระสวามี ด้วยเครื่องสนานอันเป็นผงและเป็นก้อนต่างๆแล้วน้อมผลาผล อันมีรสอร่อยเข้าไปถวายอีก ครั้นเสวยเสร็จแล้ว พระนางก็น้อมน้ำดื่มที่อบไว้เข้าถวาย พระองค์เองก็บริโภคผลาผล แล้วจัดแจงไม้เรียบเป็นพระบรรจถรณ์ เตรียมไว้ เมื่อพระสวามีบรรทมบนไม้เรียบนั้นแล้ว ก็ทรงล้างพระบาท ทำการนวดฟั้นคั้นพระสรีรกาย แล้วเข้าไปนอนข้างที่พระบรรทมพระนางสัมพุลา ปรนนิบัติพระสวามี โดยอุบายนี้แล.

วันหนึ่ง พระนางกำลังเก็บผลไม้อยู่ในป่า เหลือบเห็นลำธารแห่งหนึ่งจึงยกกระเช้าลงจากศีรษะวางไว้ที่ฝั่งลำธาร คิดว่าเราจักอาบน้ำ แล้วลงไปอาบขัดสรีรกายด้วยขมิ้น จนพระวรกายสะอาดดีแล้ว ขึ้นมา ยืนนุ่งห่มผ้าอันทอด้วยเปลือกไม้ อยู่ที่ริมลำธาร ขณะนั้น รัศมีแห่งพระสรีรกายของพระนาง เป็นเหตุให้ป่ามีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน.

ขณะนั้น อสูรตนหนึ่ง เที่ยวแสวงหาอาหารอยู่ เห็นพระนางสัมพุลาเข้า ก็มีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า

ดูก่อนแม่นาง ผู้มีขาอันอวบอัด เธอเป็นใคร มายืนสั่นอยู่ผู้เดียวที่ลำธาร ดูก่อนแม่นาง ผู้มีลำตัว อันน่าเล้าโลมด้วยมือ เราขอถาม เธอจงบอกชื่อและ เผ่าพันธุ์แก่เรา. ดูก่อนแม่นาง ผู้มีเอวอันกลมกลึง ท่านเป็นใคร หรือว่าเป็นลูกเมียของใคร เป็นผู้มีร่างอันสะคราญ ทำ ป่าเป็นที่อยู่อาศัยแห่งสีหะและเสือโคร่ง ให้น่ารื่นรมย์ สว่างไสวอยู่ ดูก่อนนางผู้เจริญ เราคืออสูรตนหนึ่ง ขอไหว้ท่าน ขอความนอบน้อมจงมีแก่ท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กา เวธมานา ความว่า เพราะเธออาบน้ำในลำธารหนาว จึงยืนสั่นอยู่. บทว่า สญฺจิตูรุ แปลว่า แน่ะนางผู้มีช่วงขาอันอวบอัด. บทว่า ปาณิปเมยฺยมชฺเฌ แปลว่า ดูก่อนแม่นางผู้มีเรือนร่าง อันน่าเล้าโลม ด้วยมือ. บทว่า กา วา ตฺวํ ความว่าเธอเป็นใคร หรือว่า เป็นลูกเมียของใคร. บทว่า อภิวาเทมิ แปลว่า เราขอไหว้เธอ. บทว่า ทานวาหํ ความว่า อสูรนั้นได้กล่าวว่า เราคืออสูรตนหนึ่ง ขอความนอบน้อมนี้จงมีแก่เธอ เราขอประคองอัญชลีแก่เธอ.

พระนางสัมพุลา ได้ฟังคำของอสูรนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถา ๓ คาถาความว่า

คนทั้งหลาย รู้จักโอรสของพระเจ้ากาสีมีนามว่า โสตถิเสนกุมาร เราชื่อสัมพุลา เป็นชายาของโสตถิเสนกุมารนั้น ดูก่อนอสูร ท่านจงรู้อย่างนี้ ดูก่อนท่าน ผู้เจริญ เราชื่อสัมพุลา ขอไหว้ท่าน ขอความนอบ น้อมจงมีแก่ท่าน. ดูก่อนท่านผู้เจริญ พระโอรสของพระเจ้าวิเทหราช เดือดร้อนอยู่ในป่า เรามาพยาบาลพระองค์ผู้ถูก โรคเบียดเบียนอยู่ตัวต่อตัว. อนึ่ง เรามาเที่ยวแสวงหารวงผึ้ง และเนื้อมฤค เราหาอาหารอย่างใดไป พระสวามีของเรา ก็ได้เสวย อาหารอย่างนั้น วันนี้เมื่อไม่ได้อาหาร เธอคงจะหิว โหยเป็นแน่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวเทหปุตฺโต ได้แก่ พระกุมาร ผู้เวเทหราชปิโยรส. บทว่า โรคสมฺมตฺตํ ได้แก่ ผู้อันโรคเบียดเบียนแล้ว. บทว่า อุปฏฺหิ ความว่า เราต้องพยาบาล คือ ปรนนิบัติท้าวเธอ. ปาฐะว่า อุปฏฺิตา ดังนี้ก็มี. บทว่า วนมุญฺฉาย ความว่า เราเที่ยวค้นเสาะแสวงหาของป่า. บทว่า มธุมํสํ ความว่า (เราเที่ยวแสวงหา) ผลไม้รวงผึ้งที่ไม่มีตัว และเนื้อมฤค อันเป็นส่วนเหลือเดนจากราชสีห์ และพยัคฆมฤคเคี้ยวกิน. บทว่า ตํภกฺโข ความว่า เรานำอาหารสิ่งใดไป พระสวามีของเราก็ได้อาหารสิ่งนั้นเสวย. บทว่า ตสฺส นูนชฺช ความว่า เมื่อพระสวามีของเราไม่ได้เสวยอาหารในวันนี้ พระสรีระ คงจะเหี่ยวแห้งดังดอกปทุมที่เขาตากแดดไว้ฉะนั้น. บทว่า นาธติ แปลว่า ซูบซีด คือ เหี่ยวแห้งไป.

ต่อจากนั้นไป เป็นคาถากล่าวโต้ตอบระหว่างอสูร และพระนางสัมพุลาดังต่อไปนี้

(อสูรกล่าวว่า) ดูก่อนนางสัมพุลา เธอจะทำ อะไรได้กับราชบุตร ผู้เดือดร้อนอมโรคอยู่ในป่า เรา จะเป็นภัสดาของเธอ. (นางสัมพุลา ตอบว่า) ดูก่อนอสูรผู้เจริญ รูป ร่างของเราผู้อาดูรด้วยความโศก เป็นอัตภาพยากไร้ จะงดงามอะไร ขอท่านจงแสวงหาหญิงอื่นที่มีรูปร่าง งามกว่าเราเถิด. (อสูรกล่าวว่า) มาเถิดเธอ เชิญขึ้นมายังภูเขานี้ เธอจงเป็นใหญ่กว่าภรรยา ๔๐๐ คนของเรา จะสำเร็จ ความประสงค์ทุกอย่าง. ดูก่อนน้องนาง ผู้มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดังดวง ดาว เจ้าจะได้สั่งใดสิ่งหนึ่งแน่นอน สิ่งของทั้งหมด ของเราหาได้ง่าย เชิญเจ้ามาอภิรมย์กับเราในวันนี้เถิด. ดูก่อนน้องนางสัมพุลา หากเจ้าไม่ยอมเป็นมเหสี ของเรา ชะรอยเจ้าจักต้องเป็นภักษาหารของเรา ใน เวลาเช้าวันพรุ่งเป็นแน่นอน. (พระศาสดาตรัสว่า) ครั้นอสูรผู้มีชฎา ๗ ชั้น หยาบ ช้า เขี้ยวออกนอกปากกินคนเป็นอาหาร ได้จับแขน นางสัมพุลา ผู้มองไม่เห็นที่พึ่งในป่า. นางสัมพุลา ถูกปีศาจผู้หยาบช้า มุ่งอามิสครอบ งำแล้ว ต้องตกอยู่ในอำนาจของศัตรู เศร้าโศกถึงพระ สวามีเท่านั้น รำพันว่า ถึงยักษ์จะเคี้ยวกินเราเสีย เราก็ไม่มีความทุกข์ ทุกข์อยู่แต่ว่า พระหฤทัยของทูลกระหม่อม ของเรา จักเคลือบแคลงเป็นอย่างอื่นไป. เทพยเจ้าทั้งหลาย คงจะไม่มีอยู่แน่นอน ท้าว โลกบาลก็คงไม่มีในโลกนิเป็นแน่ เมื่อยักษ์ผู้ไม่สำรวม ทำด้วยอาการหยาบช้า จะหาผู้ช่วยห้ามป้องกันไม่มี เลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริจิณฺเณน ความว่า เจ้าจักทำอะไรได้ กับราชบุตรผู้อมโรคอยู่นั้น. บทว่า โสกฏฺฏาย แปลว่า ผู้อาดูรด้วยความโศก. ปาฐะว่า โสกฏฺาย ดังนี้ก็มี ความก็ว่า ตั้งอยู่แล้วในความเศร้าโศก. บทว่า ทุรตฺตาย ความว่า เป็นอัตภาพถึงแล้วซึ่งความยากไร้กำพร้า. บทว่า เอหิมํ ความว่า อสูรปลอบโยนว่า เจ้าอย่าคิดว่า ตนมีรูปร่างเลวทรามเลย จงไปยังทิพยวิมานของเราบนยอดเขานี้ จงขึ้นสู่ภูเขานี้เถิด.

บทว่า จตูสตา ความว่า แม้ในวิมานนั้น พี่มีภรรยาอื่นถึง ๔๐๐คน. บทว่า สพฺพนฺตํ ความว่า อสูรนั้นกล่าวว่า เจ้าปรารถนาเครื่องอุปโภคบริโภค ผ้าผ่อนและเครื่องอาภรณ์เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งนั้นทั้งหมดสำหรับพี่มีมากมายล้นเหลือ หาได้ง่ายแท้ ฉะนั้น เจ้าอย่าคิดเสียใจว่าตนเป็นกำพร้า มาเถิด มาร่วมอภิรมย์ยินดีกับพี่. บทว่า มเหเสยฺยํ ความว่า แน่ะนางสัมพุลาผู้เจริญ หากเจ้าไม่ยอมเป็นมเหสีของเราไซร้ เจ้าก็จงเตรียมตัวเพื่อเป็นอาหารเช้าของเรา ด้วยเหตุนั้น เราจักนำเจ้าไปสู่วิมานโดยพลการเมื่อเจ้าไม่สงเคราะห์เราในข้อนั้น พรุ่งนี้เจ้าจักเป็นอาหารของเราแต่เช้าตรู่ทีเดียว. บทว่า ตญฺจ ความว่า อสูรนั้นประกอบด้วยชฎาเจ็ดชั้น ทารุณเขี้ยวงอกออกนอกปาก ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ได้จับแขนนางสัมพุลา ผู้มองไม่เห็นอะไรเป็นที่พึ่งของตนได้ในป่านั้น. บทว่า อธิปนฺนา แปลว่าครอบงำแล้ว. บทว่า อามิสจกฺขุนา ได้แก่ เหลาะแหละโดยถูกกิเลสครอบงำ. บทว่า ปติเมว ความว่า มิได้คิดถึงตน เศร้าโศกถึงแต่พระสวามีเท่านั้น. บทว่า มโน เหสฺสติ ความว่า ครั้นพระองค์ทรงทราบว่า เรามัวล่าช้าอยู่พระทัยของทูลกระหม่อมจักทรงเคลือบแคลงไปต่าง ๆ. บทว่า น สนฺติ เทวาความว่า นางสัมพุลาถูกอสูรจับที่แขน เมื่อจะทำการยกย่องเทวดา จึงกล่าวคำนี้. บทว่า โลกปาลา ความว่า นางสัมพุลากล่าวปริเทวนาการว่า บรรดาเทพยเจ้าผู้มีศีลเห็นปานนี้ ท้าวโลกบาลผู้อารักขา เห็นจะไม่มีในโลกนี้เป็นมั่นคง.

ลำดับนั้น ด้วยเดชอำนาจของพระนาง พิภพของท้าวสักกะหวั่นไหวบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์แสดงอาการร้อนรุ่ม. ท้าวสักกเทวราชจึงทรงแลดูทรงทราบเหตุการณ์นั้นแล้ว ทรงถือวชิราวุธเสด็จมาโดยด่วน ประทับยืนบนศีรษะของอสูรยักษ์ ตรัสพระคาถานอกนี้ ความว่า

หญิงนี้มียศ ประเสริฐกว่าหญิงทั้งหลาย สงบเสงี่ยม เรียบร้อย มีเดชฟุ้งเฟื่องดุจไฟ แน่ะรากษส ถ้าเจ้าจะกินนางนี้ ศีรษะของเจ้าจะแตกออกเจ็ดเสี่ยง เจ้าอย่าทำให้นางเดือดร้อน จงปล่อยไปเสีย เพราะ

นางเป็นหญิงปฏิบัติสามี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตา ความว่า สงบระงับ อีกนัยหนึ่งหมายถึงเป็นคนฉลาด เพรียบพร้อมด้วยความรู้. บทว่า สมา ความว่าปราศจากความไม่สม่ำเสมอทางกายเป็นต้น. บทว่า อเทสิ แปลว่า จะเคี้ยวกิน. บทว่า ผเลยฺย ความว่า ศีรษะของเจ้าอันเราตีด้วยอินทวชิราวุธนี้ พึงแตกแน่นอน. บทว่า มา ตฺวํ ทหิ ความว่า เจ้าอย่าทำให้นางต้องเดือดร้อน.

อสูรฟังดังนั้น จึงปล่อยพระนางสัมพุลา ท้าวสักกเทวราชทรงดำริว่าอสูรนี้ พึงกระทำเช่นนี้อีกเป็นแน่ จึงจองจำอสูรนั้นไว้ด้วยตรวนทิพย์ แล้วปล่อยไว้ในภูเขาลูกที่สาม เพื่อจะมิให้มันมาอีกต่อไป แล้วทรงโอวาทราชธิดาด้วยอัปปมาทธรรม แล้วเสด็จสู่ทิพยสถานของพระองค์. ฝ่ายพระนางสัมพุลาราชธิดา ครั้นพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ได้กลับถึงอาศรมด้วยแสงจันทร์.

พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๘ คาถาความว่า

พระนางสัมพุลานั้น หลุดพ้นแล้วจากยักษ์กินคน กลับมาสู่อาศรม ดุจแม่นกมีลูกอ่อนเป็นอันตราย บินมายังรัง หรือดุจแม่โคนมมายังที่อยู่ อันว่างเปล่า จากลูกน้อยฉะนั้น. พระนางสัมพุลาราชบุตรีผู้มียศ เมื่อไม่เห็น พระสวามีผู้เป็นที่พึ่งของตนในป่า ก็มีดวงพระเนตร พร่าด้วยความร้อน ทรงร่ำไห้อยู่ ณ ที่นั้น. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ สมณพราหมณ์และฤๅษีทั้งหลาย ผู้สมบูรณ์ด้วยจรณะ ว่า ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่ง. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ ราชสีห์ เสือโคร่ง และหมู่มฤคเหล่าอื่นในป่าว่า ดิฉัน ขอถึงท่านทั้งหลาย ว่าเป็นที่พึ่ง. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ เทพยเจ้า อันเนาสถิตอยู่ที่กอหญ้าลดาชาติ และที่เนา อยู่ ณ ภูเขาราวไพร ตลอดถึงดวงดาวในอากาศว่า ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่ง. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ เทพยเจ้า ผู้มีวรรณะเสมอดอกราชพฤกษ์ ผู้ยังดวงดาว ให้รุ่งเรืองงามในราตรีว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง, เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ เทพยเจ้า อันเนาสถิตอยู่ ณ แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรถี อันเป็นที่รับรองแม่น้ำอื่นว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ เทพยเจ้า ผู้เนาสถิตอยู่ ณ ขุนเขาหิมวันต์ อันล้วน แล้วไปด้วยหินว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิฑฺฑํ ผลินสกุณีว ความว่า แม่นกที่ชื่อว่า สกุณีมีลูกอ่อน เพราะเป็นที่ผลิตสกุณโปดกทั้งหลาย คาบเหยื่อด้วยจะงอยปากแล้วบินกลับมารัง เพราะอันตรายบางอย่าง ฉันใด อนึ่ง แม่โคนมตัวมีเยื่อใยในลูกน้อย พึงกลับมาสู่ที่อยู่อันลูกน้อยออกไปแล้ว คือโรงที่ว่างเปล่าจากลูกน้อย ฉันใด พระนางสัมพุลานั้น ก็มาสู่อาศรมอันอ้างว้าง ฉันนั้น.

แท้จริง คราวนั้น เมื่อพระนางสัมพุลาชักช้าอยู่. โสตถิเสนกุมารทรงระแวงว่า ขึ้นชื่อว่าหญิงเป็นคนเหลาะแหละ จะพึงพาแม้ปัจจามิตรของเรามา จึงเสด็จออกจากบรรณศาลา เข้าไปนั่งซ่อนอยู่ระหว่างกอไม้. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวความไว้ดังต่อไปนี้.

บทว่า อุตุมตฺตกฺขา ความว่า มีดวงพระเนตรพร่าด้วยความร้อนอันเกิดแต่กำลังของความเศร้าโศก คือฤดู. บทว่า อปสฺสนฺตี ความว่าพระนางสัมพุลาเมื่อไม่เห็นพระสวามีผู้เป็นที่พึ่งของตน ก็ปริเทวนาการวิ่งไปมาอยู่ในป่านั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมเณ พฺราหฺมเณ ได้แก่ สมณพราหมณ์ผู้ระงับบาป ลอยบาปเสียแล้ว. บทว่า สมฺปนฺนจรเณ ความว่า และกราบไหว้พระฤาษี ผู้ถึงพร้อมด้วยจรณะ ด้วยสามารถแห่งสมาบัติ ๘ พร้อมทั้งศีล. อธิบาย ครั้นพระนางสัมพุลา กล่าววิงวอนอย่างนี้แล้ว เมื่อไม่พบพระราชโอรส จึงปริเทวนาการว่า ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่ง ถ้าท่านเห็นทราบสถานที่ ซึ่งพระสวามีของดิฉันนั่งอยู่ โปรดบอกด้วยเถิด. แม้ในคาถาที่เหลือทั้งหลาย ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๔๙๕–๕๑๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติงสตินิบาตชาดก · ๑๒๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

สมฺพุลาชาตกํ

กา เวธมานาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มลฺลิกํ เทวึ อารพฺภ กเถสิ ฯ

วตฺถุ กุมฺมาสปิณฺฑิกชาตเก วิตฺถาริตเมว ฯ สา ปน ตถาคตสฺส ติณฺณํ กุมฺมาสปิณฺฑิกานํ ทานานุภาเวน ตํ ทิวสํเยว รญฺโญ อคฺคมเหสิภาวํ ปตฺวา ปุพฺพุฏฺฐายิกาทีหิ ปญฺจหิ กลฺยาณธมฺเมหิ สมนฺนาคตา ญาณสมฺปนฺนา พุทฺธูปฏฺฐายิกา ปติเทวตา อโหสิ ฯ ตสฺสา ปติเทวตาภาโว สกลนคเร ปากโฏ อโหสิ ฯ อเถกทิวสํ ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส มลฺลิกา เทวี กิร วตฺตสมฺปนฺนา ปติเทวตาติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพเปสา ปติเทวตาเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺตสฺส รญฺโญ โสตฺถิเสโน นาม ปุตฺโต อโหสิ ฯ ตํ ราชา วยปฺปตฺตํ อุปรชฺเช ปติฏฺฐาเปสิ ฯ สมฺพุลา นามสฺส อคฺคมเหสี อโหสิ อุตฺตมรูปธรา สรีรปฺปภาสมฺปนฺนา นิวาเต ชลมานา ทีปสิขา วิย ขายติ ฯ อปรภาเค โสตฺถิเสนสฺส สรีเร กุฏฺฐํ อุปฺปชฺชติ ฯ เวชฺชา ติกิจฺฉิตุํ นาสกฺขึสุ ฯ โส ภิชฺชมาเน กุฏฺเฐ ปฏิกฺกูโล หุตฺวา วิปฺปฏิสารํ ปตฺวา โก เม รชฺเชนตฺโถ อรญฺเญ อนาถมรณํ มริสฺสามีติ รญฺโญ อาโรจาเปตฺวา อิตฺถาคารํ ฉฑฺเฑตฺวา นิกฺขมิ ฯ สมฺพุลา พหูหิ อุปาเยหิ นิวตฺติยมานาปิ อนิวตฺติตฺวาว อหํ ตํ สามิกํ อรญฺเญ ปฏิชคฺคิสฺสามีติ วตฺวา สทฺธึเยว นิกฺขมิ ฯ โส อรญฺญํ ปวิสิตฺวา สุลภมูลผลาผลฉายูทกสมฺปนฺเน ปเทเส ปณฺณสาลํ กตฺวา วาสํ กปฺเปสิ ฯ ราชธีตา ตํ ปฏิชคฺคิ ฯ กถํ ฯ สา หิ ปาโต วุฏฺฐาย อสฺสมปทํ สมฺมชฺชิตฺวา ปานียปริโภชนียํ อุปฏฺฐเปตฺวา ทนฺตกฏฺฐญฺจ มุขโธวนญฺจ อุปนาเมตฺวา มุเข โธเต นานาโอสธานิ ปึสิตฺวา ตสฺส วเณ มกฺเขตฺวา มธุมธุรานิ ผลาผลานิ ขาทาเปตฺวา มุขํ วิกฺขาเลตฺวา หตฺเถสุ โธเตสุ อปฺปมตฺโต โหหิ เทวาติ วตฺวา วนฺทิตฺวา ปจฺฉิขนิตฺติองฺกุสเก อาทาย ผลาผลตฺถาย อรญฺญํ ปวิสิตฺวา ผลาผลานิ อาหริตฺวา เอกมนฺเต ฐเปตฺวา ฆเฏน อุทกํ อาหริตฺวา นานาจุณฺเณหิ จ มตฺติกาหิ จ โสตฺถิเสนํ นหาเปตฺวา ปุน มธุรผลาผลานิ อุปนาเมสิ ฯ ปริโภคาวสาเน วาสิตปานียํ อุปนาเมตฺวา สยํ ผลาผลานิ ปริภุญฺชิตฺวา ปทรปตฺถรํ วิทหิตฺวา ตสฺมึ ตตฺถ นิปนฺเน ตสฺส ปาเท โธวิตฺวา สีสปริกมฺมปาทปริกมฺมานิ กตฺวา สยนปสฺสํ อุปคนฺตฺวา นิปชฺชิ เอเตนูปาเยน สามิกํ ปฏิชคฺคิ ฯ สา เอกทิวสํ อรญฺเญ ผลาผลานิ อาหรนฺตี เอกํ คิริกนฺทรํ ทิสฺวา สีสโต ปจฺฉึ โอตาเรตฺวา กนฺทรตีเร ฐเปตฺวา นหายิสฺสามีติ โอตริตฺวา หลิทฺทาย สรีรํ อุพฺพฏฺเฏตฺวา นหาตฺวา สุโธตสรีรา อุตฺตริตฺวา วากจีรํ นิวาเสตฺวา กนฺทรตีเร อฏฺฐาสิ ฯ อถสฺสา สรีรปฺปภาย วนํ เอโกภาสํ อโหสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ เอโก ทานโว โคจรตฺถาย จรนฺโต ตํ ทิสฺวา ปฏิพทฺธจิตฺโต หุตฺวา คาถาทฺวยมาห

กา เวธมานา คิริกนฺทราย

เอกา ตุวํ ติฏฺฐสิ สญฺญตูรุ

ปุฏฺฐาสิ เม ปาณิปเมยฺยมชฺเฌ

อกฺขาสิ เม นามญฺจ พนฺธเว จ ฯ

โอภาสยํ วนํ รมฺมํ สีหพฺยคฺฆนิเสวิตํ

กา วา ตฺวมสิ กลฺยาณี กตฺวา ตฺวํ สุมชฺฌิเม

อภิวาเทมิ ตํ ภทฺเท ทานวาหํ นมตฺถุ เตติ ฯ

ตตฺถ กา เวธมานาติ นหานมตฺตตาย สีตภาเวน กมฺปมานา ฯ สญฺญตูรูติ สํปิณฺฑิตอูรุลกฺขเณ ฯ ปาณิปเมยฺยมชฺเฌติ หตฺเถน มินิตพฺพมชฺเฌ ฯ กา วา ตฺวนฺติ กา วา เร ตฺวํ ฯ อภิวาเทมีติ วนฺทามิ ฯ ทานวาหนฺติ อหํ เอโก ทานโว อยํ นมกาโร เต ตว อตฺถุ อญฺชลึ เต ปคฺคณฺหามีติ อวจ ฯ

สา ตสฺส วจนํ สุตฺวา ติสฺโส คาถา อภาสิ

โย ปุตฺโต กาสิกราชสฺส โสตฺถิเสโนติ นํ วิทู

ตสฺสาหํ สมฺพุลา ภริยา เอวํ ชานาหิ ทานว

อภิวาเทมิ ภทฺทนฺเต สมฺพุลาหํ นมตฺถุ เต ฯ

เวเทหปุตฺโต ภทฺทนฺเต วเน วสติ อาตุโร

ตมหํ โรคสมฺมตฺตํ เอกา เอกํ อุปฏฺฐหึ ฯ

อหญฺจ วนมุญฺฉาย มธุมํสํ มิคาวิลํ

ยทาหรามิ ตํภกฺโข ตสฺส นูนชฺช นาธตีติ ฯ

ตตฺถ เวเทหปุตฺโตติ เวเทหราชปิยปุตฺโต ฯ โรคสมฺมตฺตนฺติ โรคปีฬิตํ ฯ อุปฏฺฐหินฺติ อุปฏฺฐหามิ ปฏิชคฺคามิ ฯ อุปฏฺฐิตาติปิ ปาโฐ ฯ วนมุญฺฉายาติ วนํ อุจฺจินิตฺวา อุญฺฉาจริยํ จริตฺวา ฯ มธุมํสนฺติ นิมฺมกฺขิกํ มธุญฺจ มิคาวิลํ มํสญฺจ สีหพฺยคฺฆมิเคหิ ขาทิตมํสโต อติริตฺตโกฏฺฐาสํ ฯ ตํภกฺโขติ ยํ อหํ อาหรามิ ตํภกฺโขว โส มม สามิโก ฯ ตสฺส นูนชฺชาติ ตสฺส มญฺเญว อชฺช อาหารํ อลภมานสฺส สรีรํ อาตเป ปกฺขิตฺตปทุมํ วิย ฯ นาธตีติ อุปตปฺปติ มิลายติ ฯ

ตโต ปรํ ทานวสฺส จ ตสฺสา จ วจนปฏิวจนคาถาโย โหนฺติ

กึ วเน ราชปุตฺเตน อาตุเรน กริสฺสสิ

สมฺพุเล ปริจิณฺเณน อหํ ภตฺตา ภวามิ เต ฯ

โสกฏฺฏาย ทุรตฺตาย กึ รูปํ วิชฺชเต มม

อญฺญํ ปริเยส ภทฺทนฺเต อภิรูปตรํ มยา ฯ

เอหิมํ คิริมารุยฺห ภริยา มยฺหํ จตูสตา

ตาสํ ตฺวํ ปวรา โหหิ สพฺพกามสมิทฺธินี ฯ

นูน ตารกวณฺณาเภ ยํ กิญฺจิ ปน ลจฺฉสิ

สพฺพนฺตํ ปจุรํ มยฺหํ รมสฺสุชฺช มยา สห ฯ

โน เจ ตุวํ มเหเสยฺยํ สมฺพุเล การยิสฺสสิ

อลํ ตฺวํ ปาตราสาย มญฺเญ ภกฺขา ภวิสฺสสิ ฯ

ตญฺจ สตฺตชโฏ ลุทฺโท กฬาโร ปุริสาทโก

วเน นาถํ อปสฺสนฺตึ สมฺพุลํ อคฺคหี ภุเช ฯ

อธิปนฺนา ปิสาเจน ลุทฺเทนามิสจกฺขุนา

สา จ สตฺตุวสมฺปตฺตา ปติเมวานุโสจติ ฯ

น เม อิทํ ตถา ทุกฺขํ ยํ มํ ขาเทยฺย รกฺขโส

ยญฺจ เม อยฺยปุตฺตสฺส มโน เหสฺสติ อญฺญถา ฯ

น สนฺติ เทวา ปวสนฺติ นูน

น หิ นูน สนฺติ อิธ โลกปาลา

สหสา กโรนฺตานํ อสญฺญตานํ

น หิ นูน สนฺติ ปฏิเสธิตาโรติ ฯ

ตตฺถ ปริจิณฺเณนาติ เตน อาตุเรน ปริจิณฺเณน กึ กริสฺสสิ ฯ โสกฏฺฏายาติ โสกาตุราย ฯ โสกฏฺฐายาติปิ ปาโฐ ฯ โสเก ฐิตายาติ อตฺโถ ฯ ทุรตฺตายาติ ทุคฺคตกปณภาวปฺปตฺตาย อตฺตภาวาย ฯ เอหิมนฺติ มา ตฺวํ ทุรตฺตมฺหีติ จินฺตยิ เอตํ มม คิริมฺหิ ทิพฺพวิมานํ เอหิ อิมํ คิรึ อภิรุห ฯ จตูสตาติ ตสฺมึ เม วิมาเน อปราปิ จตุสตา ภริยาโย อตฺถิ ฯ สพฺพนฺตนฺติ ยํ กิญฺจิ อุปโภคปริโภค- วตฺถาภรณาทิกํ อิจฺฉสิ สพฺพนฺตํ นูน มยฺหํ ปจุรํ พหุํ สุลภํ ตสฺมา กปโณมฺหีติ มา จินฺตยิ เอหิ มยา สห รมสฺสูติ วทติ ฯ มเหเสยฺยนฺติ ภทฺเท สมฺพุเล โน เจ เม ตฺวํ มเหสิภาวํ การยิสฺสสิ ปริยตฺตา ตฺวํ มม ปาตราสาย เตน ตํ พลกฺกาเรน วิมานํ เนสฺสามิ ตตฺร มํ อสงฺคณฺหนฺตี มม เสฺว ปาโตว ภกฺขา ภวิสฺสสีติ ฯ ตญฺจาติ เอวํ วตฺวา โส สตฺตหิ ชฏาหิ สมนฺนาคโต ทารุโณ นิกฺขนฺตทนฺโต ตํ ตสฺมึ วเน กิญฺจิ อตฺตโน นาถํ อปสฺสนฺตึ สมฺพุลํ ภุเช อคฺคเหสิ ฯ อธิปนฺนาติ อชฺโฌตฺถตา ฯ อามิสจกฺขุนาติ กิเลสโลเลน ฯ ปติเมวาติ อตฺตโน อจินฺเตตฺวา ปติเมว อนุโสจติ ฯ มโน เหสฺสตีติ มํ จิรายนฺตํ วิทิตฺวา อญฺญถา จิตฺตํ ภวิสฺสติ ฯ น สนฺติ เทวาติ อิทํ สา ทานเวน ภุเช คหิตา เทวตุชฺฌาปนํ กโรนฺตี อาห ฯ โลกปาลาติ เอวรูปานํ สีลวนฺตีนํ เทวตานํ ปาลกา โลกปาลา นูน อิธ โลเก น สนฺตีติ ปริเทวติ ฯ

อถสฺสา สีลเตเชน สกฺกสฺส ภวนํ กมฺปิ ปณฺฑุกมฺพลสิลาสนํ อุณฺหาการํ ทสฺเสสิ ฯ สกฺโก อาวชฺเชนฺโต ตํ การณํ ญตฺวา วชิรํ อาทาย เวเคนาคนฺตฺวา ทานวยกฺขสฺส มตฺถเก ฐตฺวา อิตรํ คาถมาห

อิตฺถีนเมสา ปวรา ยสสฺสินี

สนฺตา สมา อคฺคิริวุคฺคเตชา

ตญฺเจ ตุวํ รกฺขสาเทสิ กญฺญํ

มุทฺธา จ หิ สตฺตธา เต ผเลยฺย

มา ตฺวํ ทหิ มุญฺจ ปติพฺพตา สาติ ฯ

ตตฺถ สนฺตาติ อุปสนฺตา อถวา ปณฺฑิตา ญาณสมฺปนฺนา ฯ สมาติ กายวิสมาทิวิรหิตา ฯ อเทสีติ ขาทสิ ฯ ผเลยฺยาติ อิมินา เม อินฺทวชิเรน ปหตํ ภิชฺเชถ ฯ มา ตฺวํ ทหีติ อิมํ ปติพฺพตํ มา ตาเปยฺย ฯ

ตํ สุตฺวา ทานโว สมฺพุลํ วิสชฺเชสิ ฯ สกฺโก ปุนปิ เอส เอวรูปํ กเรยฺยาติ จินฺเตตฺวา ทานวํ เทวสงฺขลิกาย พนฺธิตฺวา ปุนปิ อนาคมนาย ตติเย ปพฺพตนฺตเร วิสชฺเชสิ ฯ ราชธีตรํ อปฺปมาเทน โอวทิตฺวา สกฏฺฐานเมว คโต ฯ ราชธีตาปิ อตฺถงฺคมิเต สุริเย จนฺทาโลเกน อสฺสมํ ปาปุณิ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต อฏฺฐ คาถา อภาสิ

สา จ อสฺสมมาคญฺฉิ ปมุตฺตา ปุริสาทกา

นิฑฺฑํ ผลินสกุณีว คตสิงฺคํว อาลยํ ฯ

สา ตตฺถ ปริเทเวสิ ราชปุตฺตี ยสสฺสินี

สมฺพุลา อุตุมตฺตกฺขา วเน นาถํ อปสฺสนฺตี ฯ

สมเณ พฺราหฺมเณ วนฺเท สมฺปนฺนจรเณ อิเส

ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตา ฯ

วนฺเท สีเห จ พฺยคฺเฆ จ เย จ อญฺเญ วเน มิคา

ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตา ฯ

ติณาลตานิ โอสโธฺย ปพฺพตานิ วนานิ จ

ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตา ฯ

วนฺเท อินฺทิวรีสามํ รตฺตินกฺขตฺตมาลินึ

ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตา ฯ

วนฺเท ภคิรสึ คงฺคํ วสนฺตีนํ ปฏิคฺคหํ

ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตา ฯ

วนฺเท อหํ ปพฺพตราช- เสฏฺฐํ หิมวนฺตํ สิลุจฺจยํ

ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตาติ ฯ

ตตฺถ นิฑฺฑํ ผลินสกุณีวาติ ยถา สกุณิกา มุขตุณฺฑเกน โคจรํ คเหตฺวา เกนจิ อุปทฺทเวน สกุณโปตกานํ ผลินตฺตา ผลินสกุณี นิฑฺฑํ อาคจฺเฉยฺย ยถา วา คตสิงฺคํ นิกฺขนฺตวจฺฉิกํ อาลยํ สุญฺญํ วจฺฉกสาลํ วจฺฉคิทฺธินี เธนุ อาคจฺเฉยฺย เอวํ สุญฺญํ อสฺสมํ อาคญฺฉีติ อตฺโถ ฯ ตทา หิ โสตฺถิเสโน สมฺพุลาย จิรายมานาย อิตฺถิโย นาม โลลา ปจฺจามิตฺตํปิ เม อาทาย อาคจฺเฉยฺยาติ ปริสงฺกนฺโต ปณฺณสาลโต นิกฺขมิตฺวา คจฺฉนฺตรํ ปวิสิตฺวา นิสีทิ ฯ เตเนตํ วุตฺตํ อุตุมตฺตกฺขาติ โสกเวคสญฺชาเตน อุณฺเหน อุตุนา มนฺทโลจนา ฯ อปสฺสนฺตีติ ตสฺมึ วเน นาถํ อตฺตโน ปตึ อปสฺสนฺตี อิโตจีโตจ สนฺธาวมานา ปริเทวติ ฯ ตตฺถ สมเณ พฺราหฺมเณติ สมิตปาปพาหิตปาเป สมเณ พฺราหฺมเณ ฯ สมฺปนฺนจรเณติ สห สีเลน อฏฺฐนฺนํ สมาปตฺตีนํ วเสน สมฺปนฺนจรเณ อิเส จ วนฺเทติ ฯ เอวํ วตฺวา ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหากํ สรณํ คตมฺหิ สเจ เม สามิกสฺส นิสินฺนฏฺฐานํ ทิสฺวา ชานาถ อาจิกฺขถาติ ปริเทเวสีติ อตฺโถ ฯ เสสคาถาสุปิ เอเสว นโย ฯ ติณาลตานิ โอสโธฺยติ อนฺโตเผคฺคุพหิสารติณานิ จ ลตานิ จ อนฺโตสารโอสธิโย จ ฯ อิมํ คาถํ ติณาทีสุ นิพฺพตฺตา เทวตา สนฺธายาห ฯ อินฺทิวรีสามนฺติ อินฺทิวรีปุปฺผสมานวณฺณํ ฯ ตุมฺหมฺหีติ รตฺตึ สนฺธาย ตํปิ อมฺหีติ อาห ฯ ภคิรสินฺติ เอวํ ปริยายนามิกํ คงฺคํ ฯ วสนฺตีนนฺติ อญฺเญสํ พหูนํ นทีนํ ปฏิคฺคหิตคงฺคาย นิพฺพตฺตํ เทวตํ สนฺธาเยวมาห ฯ หิมวนฺเตปิ เอเสว นโย ฯ

ตํ เอวํ ปริเทวมานํ ทิสฺวา โสตฺถิเสโน จินฺเตสิ อยํ อติวิย ปริเทวติ น โข ปนสฺสา ภาวํ ชานามิ สเจ มยิ สิเนเหน เอวํ กโรติ หทยมฺปิสฺสา ผเลยฺย ปริคฺคณฺหิสฺสามิ ตาว นนฺติ คนฺตฺวา ปณฺณสาลทฺวาเร นิสีทิ ฯ สา ปริเทวมานา ปณฺณสาลทฺวารํ คนฺตฺวา ตสฺส ปาเท วนฺทิตฺวา กุหึ คโตสิ เทวาติ อาห ฯ อถ นํ โส ภทฺเท ตฺวํ อญฺเญสุ ทิวเสสุ อิมาย เวลาย น อาคจฺฉสิ อชฺช อติสายํ อาคตาสีติ ปุจฺฉนฺโต คาถมาห

อติสายํ วตาคญฺฉิ ราชปุตฺตี ยสสฺสินี

เกน นุชฺช สมาคญฺฉิ โก เต ปิยตโร มยาติ ฯ

อถ นํ สา อหํ อยฺยปุตฺต ผลาผลานิ อาทาย อาคจฺฉนฺตี เอกํ ทานวํ ปสฺสึ โส มยิ ปฏิพทฺธจิตฺโต หุตฺวา มํ หตฺเถ คเหตฺวา สเจ เม วจนํ น กโรสิ ขาทิสฺสามิ ตนฺติ อาห อหํ ตาย เวลาย ตญฺเญว อนุโสจนฺตี เอวํ ปริเทวินฺติ วตฺวา คาถมาห

อิทํ โขหํ ตทโวจํ คหิตา เตน สตฺตุนา

น เม อิทํ ตถา ทุกฺขํ ยํ มํ ขาเทยฺย รกฺขโส

ยญฺจ เม อยฺยปุตฺตสฺส มโน เหสฺสติ อญฺญถาติ ฯ อถ เสสํปิ ปวุตฺตึ อาโรเจนฺตี เตน ปนาหํ เทว ทานเวน คหิตา อตฺตานํ วิสชฺชาเปตุํ อสกฺโกนฺตี เทวตุชฺฌาปนกมฺมํ อกาสึ อถ สกฺโก วชิรหตฺโถ อาคนฺตฺวา อากาเส ฐิโต ทานวํ สนฺตชฺเชตฺวา มํ วิสชฺชาเปตฺวา ตํ เทวสงฺขลิกาย พนฺธิตฺวา ตติเย ปพฺพตนฺตเร ขิปิตฺวา ปกฺกามิ เอวาหํ สกฺกํ นิสฺสาย ชีวิตํ ลภินฺติ อาห ฯ

ตํ สุตฺวา โสตฺถิเสโน ภทฺเท โหตุ มาตุคามสฺส อนฺตเร สจฺจํ นาม ทุลฺลภํ หิมวนฺเต หิ พหู วนจรกตาปสวิชฺชาธราทโย สนฺติ โก ตุยฺหํ สทฺทหิสฺสตีติ วตฺวา คาถมาห

โจรีนํ พหุพุทฺธีนํ ยาสุ สจฺจํ สุทุลฺลภํ

ถีนํ ภาโว ทุราชาโน มจฺฉสฺเสโวทเก คตนฺติ ฯ

สา ตสฺส วจนํ สุตฺวา อยฺยปุตฺต อหํ ตํ อสทฺทหนฺตํ มม สจฺจพเลเนว ติกิจฺฉิสฺสามีติ อุทกกลลํ ปูเรตฺวา สจฺจกิริยํ กตฺวา ตสฺส สีเส อุทกํ อาสิญฺจนฺตี คาถมาห

ตถา มํ สจฺจํ ปาเลตุ ปาลยิสฺสติ เจ มม

ยถาหํ นาภิชานามิ อญฺญํ ปิยตรํ ตยา

เอเตน สจฺจวชฺเชน พฺยาธิ เต วูปสมฺมตูติ ฯ

ตตฺถ ตถาสทฺโท เจ มมาติ อิมินา สทฺธึ โยเชตพฺโพ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยถาหํ วทามิ ตถา เจ มม สจฺจํ อถ มํ อิทานิปิ ปาเลตุ อายตึปิ ปาเลตุ อายตึปิ ปาเลสฺสติ อิทานิ เม วจนํ สุณาถ ฯ ยถาหํ นาภิชานามีติ โปตฺถเกสุ ปน ตถา มํ สจฺจํ ปาเลมีติ ลิขิตํ ตํ อฏฺฐกถายํ นตฺถิ ฯ

เอวํ ตาย สจฺจกิริยํ กตฺวา อุทเก อาสิตฺตมตฺเตเยว โสตฺถิเสนสฺส กุฏฺฐํ อมฺพิลโธตํ วิย ตมฺพมลํ ตาวเทว อปคญฺฉิ ฯ เต กติปาหํ ตตฺเถว วสิตฺวา อรญฺญา นิกฺขมฺม พาราณสึ ปตฺวา อุยฺยานํ ปวิสึสุ ฯ ราชา เตสํ อาคตภาวํ ญตฺวา อุยฺยานํ คนฺตฺวา ตตฺเถว โสตฺถิเสนสฺส ฉตฺตํ อุสฺสาเปตฺวา สมฺพุลํ อคฺคมเหสิฏฺฐาเน อภิสิญฺจาเปตฺวา นครํ ปเวเสตฺวา สยํ อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อุยฺยาเน วาสํ กปฺเปสิ ฯ ราชนิเวสเนเยว จ นิพทฺธํ ภุญฺชิ ฯ โสตฺถิเสโนปิ สมฺพุลาย อคฺคมเหสิฏฺฐานมตฺตเมว อทาสิ น ปุน โกจิ สกฺกาโร อโหสิ อตฺถิภาวํปิสฺสา น อญฺญาสิ อญฺญาเหว อิตฺถีหิ สทฺธึ อภิรมิ ฯ สมฺพุลา สปตฺติโรเสน กีสา อโหสิ อุปณฺฑูปณฺฑกชาตา ธมนิสนฺถตคตฺตา ฯ สา เอกทิวสํ โสกวิโนทนตฺถํ ภุญฺชิตุํ อาคตสฺส สสฺสุรตาปสสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ตํ กตภตฺตกิจฺจํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ

โส ตํ มิลาตินฺทฺริยํ ทิสฺวา คาถมาห

เย กุญฺชรา สตฺตสตา อุฬารา

รกฺขนฺติ รตฺตินฺทิวํ อุยฺยุตาวุธา

ธนุคฺคหานญฺจ สตานิ โสฬส

กถํวิเธ ปสฺสสิ ภทฺเท สตฺตโวติ ฯ

ตสฺสตฺโถ ภทฺเท สมฺพุเล เย อมฺหากํ สตฺตสตา กุญฺชรา เตสญฺจ ขนฺธคตานํ โยธานํ วเสน อุยฺยุตาวุธา อปรานิ จ โสฬสธนุคฺคหสตานิ รตฺตินฺทิวํ พาราณสึ รกฺขนฺติ เอวํ สุรกฺขิเต นคเร กถํวิเธ ตฺวํ สตฺตโว ปสฺสสิ ภทฺเท ยสฺสา ตว สาสงฺกา สปฺปฏิภยา อรญฺญา อาคตกาเล ปภาสมฺปนฺนํ สรีรํ อิทานิ ปน มิลาตา ปณฺฑุปลาสวณฺณา อติวิย กิลนฺตินฺทฺริยาสิ กสฺส นาม ตฺวํ ภายสีติ ปุจฺฉิ ฯ

สา ตสฺส วจนํ สุตฺวา ปุตฺโต เต เทว มยิ น ปุริมสทิโสติ วตฺวา ปญฺจ คาถา อภาสิ

อลงฺกตาโย ปทุมุตฺตรตฺตจา

วิราคิตา ปสฺสติ หํสคคฺครา

ตาสํ สุณิตฺวา มิตคีตวาทิตํ

นทานิ เม ตาต ตถา ยถา ปุเร ฯ

สุวณฺณสงฺกจฺจธรา สุวิคฺคหา

อลงฺกตา มานุสิยจฺฉรูปมา

เสโนปิยา ตาต อนินฺทิตงฺคิโย

ขตฺติยกญฺญา ปฏิโลภยนฺติ นํ ฯ

สเจ อหํ ตาต ตถา ยถา ปุเร

ปติ ตํ อุญฺฉาย ปุนา วเน ภเร

สมฺมานเย มํ น จ มํ วิมานเย

อิโตปิ เม ตาต ตโต วรํ สิยา ฯ

ยมนฺนปาเน วิปุลสฺมิ โอหิเต

นารี วิมฏฺฐาภรณา อลงฺกตา

สพฺพงฺคุเปตา ปติโน จ อปฺปิยา

อวชฺฌ ตสฺสา มรณํ ตโต วรํ ฯ

อปิ เจ ทลิทฺทา กปณา อนาฬิยา

กฏาทุติยา ปติโน จ สา ปิยา

สพฺพงฺคุเปตายปิ อปฺปิยาย

อยเมว เสยฺยา กปณาปิ ยา ปิยาติ ฯ

ตตฺถ ปทุมุตฺตรตฺตจาติ ปทุมคพฺภสทิสอุตฺตรตฺตจา สพฺพาสํ สรีรโต สุวณฺณาภา นิจฺฉรนฺตีติ ทีเปติ ฯ วิราคิตาติ วิลคฺคสรีรา ตนุมชฺฌาติ อตฺโถ ฯ หํสคคฺคราติ เอวรูปา หํสา วิย มธุรสฺสรา นาริโย ปสฺสติ ฯ ตาสนฺติ โส ตว ปุตฺโต ตาสํ นารีนํ มิตคีตวาทิตาทีนิ สุตฺวา อิทานิ เม ตาต ยถา ปุเร ตถา น วตฺตตีติ วทติ ฯ สุวณฺณสงฺกจฺจธราติ สุวณฺณมยสงฺกจฺจาลงฺการธรา ฯ อลงฺกตาติ นานาลงฺการปฏิมณฺฑิตา ฯ มานุสิยจฺฉรูปมาติ มานุสิโย อจฺฉรูปมา ฯ เสโนปิยาติ โสตฺถิเสนสฺส ปิยา ฯ ปฏิโลภยนฺติ นนฺติ ตว ปุตฺตํ ปฏิโลภยนฺติ ฯ สเจ อหนฺติ ตาต ยถา ปุเร สเจ อหํ ปุนปิ ตํ ปตึ ตเถว กุฏฺฐโรเคน วนํ ปวิฏฺฐํ อุญฺฉาย ตสฺมึ วเน จ ภเรยฺยํ ปุนปิ มํ โส สมฺมาเนยฺย น วิมาเนยฺย ตโต เม อิโต พาราณสิรชฺชโต ตํ อรญฺญเมว วรํ สิยาติ สปตฺติโรเสน สุสฺสนฺติยาติ ทีเปติ ฯ ยมนฺนปาเนติ ยํ อนฺนปาเน ฯ โอหิเตติ ฐปิเต ปฏิยตฺเต อิมินา พหุนฺนปานํ ฆรํ ทสฺเสติ ฯ อยํ กิรสฺสา อธิปฺปาโย ยา นารี วิปุลนฺนปาเนปิ ฆเร เอกิกาว อปุตฺติกา สมานา วิมฏฺฐาภรณา นานาลงฺกาเรหิ อลงฺกตา สพฺเพหิ คุณงฺเคหิ อุเปตา ปติโน จ อปฺปิยา โหติ อวชฺฌ คีวาย วลฺลิยา วา รชฺชุยา วา พนฺธิตฺวา ตสฺสา ตโต ฆราวาสโต มรณเมว วรนฺติ ฯ อนาฬิยาติ อนฬา ฯ กฏาทุติยาติ นิปชฺชนกฏสารกทุติยา ฯ เสยฺยาติกปณาปิ สมานา สา ปติโน ปิยา อยเมว อุตฺตมาติ ฯ

เอวํ ตาย อตฺตโน ปริสุสฺสนการเณ ตาปสสฺส กถิเต ตาปโส ราชานํ ปกฺโกสาเปตฺวา ตาต โสตฺถิเสน ตยิ กุฏฺฐโรคาภิภูเต อรญฺญํ ปวิสนฺเต ตยา สทฺธึ ปวิสิตฺวา อุปฏฺฐหนฺตี อตฺตโน สจฺจพเลน โรคํ วูปสมิตฺวา ยา เต รชฺเช ปติฏฺฐานการณํ อกาสิ ตสฺสา นาม ตฺวํ เนว ฐิตฏฺฐานํ น นิสินฺนฏฺฐานํ ชานาสิ อยุตฺตํ เต กตํ มิตฺตทุพฺภิกมฺมนฺนาเมตํ ปาปกนฺติ วตฺวา ปุตฺตํ โอวทนฺโต คาถมาห

สุทุลฺลภิตฺถี ปุริสสฺส ยา หิตา

ภตฺติตฺถิยา ทุลฺลโภ โย หิโต จ

หิตา จ เต สีลวตี จ ภริยา

ชนินฺท ธมฺมํ จร สมฺพุลายาติ ฯ

ตสฺสตฺโถ ตาต ยา ปุริสสฺส หิตา มุทุจิตฺตา อนุกมฺปิกา อิตฺถี โย จ ภตฺตา อิตฺถิยา หิโต กตคุณํ ชานาติ อุโภเปเต สุทุลฺลภา อยญฺจ สมฺพุลา ตุยฺหํ หิตา เจว สีลสมฺปนฺนา จ ตสฺมา เอติสฺสา ธมฺมํ จร กตคุณํ ชานิตฺวา มุทุจิตฺโต โหหิ จิตฺตมสฺสา ปริโตเสหีติ ฯ

เอวํ โส ปุตฺตสฺส โอวาทํ ทตฺวา อุฏฺฐาย ปกฺกามิ ฯ ราชา ปิตริ คเต สมฺพุลํ ปกฺโกสาเปตฺวา ภทฺเท เอตฺตกํ กาลํ มยา กตํ โทสํ ขมถ อิโต ปฏฺฐาย สพฺพิสฺสริยํ ตุยฺหเมว ทมฺมีติ วตฺวา โอสานคาถมาห

สเจ ตุวํ วิปุเล ลทฺธโภเค

อิสฺสาวติณฺณา มรณํ อุเปสิ

อหญฺจ เต ภทฺเท อิมา ราชกญฺญา

สพฺเพว เต วจนกรา ภวามาติ ฯ

ตสฺสตฺโถ ภทฺเท สมฺพุเล สเจ ตฺวํ รตนราสิมฺหิ ฐเปตฺวา อภิสิตฺตา อคฺคมเหสิฏฺฐานวเสน วิปุเล โภเค ลภิตฺวาปิ อิสฺสาย โอติณฺณา มรณํ อุเปสิ. อหญฺจ อิมา จ ราชกญฺญา สพฺเพ ตว วจนกรา ภวาม ตฺวํ ยถาธิปฺปายํ อิมํ รชฺชํ วิจาเรหีติ สพฺพิสฺสริยํ ตสฺสา อทาสิ ฯ

ตโต ปฏฺฐาย อุโภ สมคฺคสํวาสํ วสนฺตา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กริตฺวา ยถากมฺมํ คมึสุ ฯ ตาปโส ฌานาภิญฺญา นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกูปโค อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ มลฺลิกา ปติเทวตาเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา สมฺพุลา มลฺลิกา อโหสิ โสตฺถิเสโน โกสลราชา อโหสิ ปิตา ตาปโส อหเมวาติ ฯ

สมฺพุลาชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

นวมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๑๘. ปัณฑรกชาดกชาดกถัดไป๕๒๐. ภัณฑุติณฑุกชาดก