สัมพุลาชาดก
ว่าด้วยความซื่อสัตย์ของนางสัมพุลา
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๐๖ · บรรทัด ๙๘๙๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
บทว่า ติณาลตานิ โอสโธฺย ความว่า พระนางก็ไหว้วอนเทพยเจ้าอันเนาสถิต ณ กอหญ้าอันมีกระพี้ภายใน มีแก่นในภายนอก ไหว้วอนเทพยเจ้าอันเนาสถิต ณ ลดาชาติ และดวงดาวในอากาศ. พระนางสัมพุลากล่าวคาถานี้ หมายถึงเทพยดาทั้งหลาย ผู้บังเกิดแล้วในลดาชาติเป็นต้น. บทว่า อินฺทิวรีสามํ ได้แก่ เทพยเจ้าผู้มีวรรณะทัดเทียมกับดอกราชพฤกษ์. บทว่า ตุมฺหมฺหิ ความว่า พระนางสัมพุลากล่าวว่า ตํปิ อมฺหิ (ดิฉันขอถึงแม้ท่านว่าเป็นที่พึ่ง) ดังนี้ หมายถึง (ดวงดาว) ยามราตรีแม้นั้น. บทว่า ภคิรสึได้แก่ แม่น้ำคงคาอันมีนามโดยปริยายอย่างนี้. บทว่า วสนฺตีนํ ความว่าพระนางสัมพุลากล่าวไว้ หมายถึงเทพยเจ้าผู้บังเกิด ณ แม่น้ำคงคา อันเป็นที่รับรองแม่น้ำทั้งหลายเหล่าอื่น เป็นอันมากนั่นเอง. แม้ในเทพยเจ้าผู้เนาสถิตณ ป่าหิมพานต์ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
โสตถิเสนกุมาร ผู้พระสวามีทอดพระเนตรเห็นพระนางปริเทวนาการอยู่อย่างนี้ จึงทรงดำริว่า นางนี้ร่ำไรรำพันยิ่งนัก แต่ว่าเรายังไม่รู้ความเป็นไปของนาง ถ้านางทำเช่นนี้เพราะสิเนหาอาลัยในเราแล้ว น่าที่ดวงหทัยของนางจะแตกทำลาย เราจักทดลองนางดูก่อน แล้วเสด็จไปประทับนั่งที่ประตูบรรณศาลา. พระนางสัมพุลาก็ร่ำไห้ดำเนินไปยังประตูบรรณศาลาไหว้พระบาทแห่งพระสวามีแล้วทูลว่า ข้าแต่พระสวามีผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระองค์เสด็จไปไหนมาเพค่ะ ?
ลำดับนั้น โสตถิเสนกุมารจึงรับสั่งกะพระนางว่า ดูก่อนนางผู้เจริญในวันอื่น ๆ เจ้าไม่เคยมาในเวลานี้เลย วันนี้เจ้ามาจนค่ำคืน เมื่อจะดำรัสถามจึงตรัสคาถา ความว่า
ดูก่อนพระราชบุตรีผู้มียศ เธอมาเสียจนค่ำ ทีเดียวหนอ วันนี้เธอมากับใครเล่า ใครหนอเป็นที่รัก ของเธอยิ่งกว่าเรา.
ลำดับนั้น พระนางสัมพุลาจึงกราบทูลพระสวามีว่า ทูลกระหม่อมเอยเมื่อกระหม่อมฉันเก็บผลไม้เสร็จแล้ว เดินมาพบอสูรตนหนึ่ง มันมีจิตรักใคร่ในหม่อมฉัน ยึดแขนไว้แล้วพูดว่า ถ้าเจ้าไม่ยอมทำตามคำของเรา เราจักกินเจ้าเป็นอาหาร เวลานั้นหม่อมฉันเศร้าโศกถึงทูลกระหม่อมแต่ผู้เดียว จึงได้ร่ำไรรำพันอย่างนี้ แล้วกล่าวคาถา ความว่า
หม่อมฉันถูกศัตรูมันจับไว้ ได้กล่าวคำนี้ว่า ถึง ยักษ์จะกินเราเสีย เราก็ไม่มีความทุกข์ ทุกข์อยู่แต่ว่า พระหฤทัยของทูลกระหม่อมของเรา จะเคลือบแคลง เป็นอย่างอื่นไป.
เมื่อพระนางจะทูลพฤติการณ์ที่เหลือต่อไป จึงทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม หม่อมฉันถูกอสูรตนนั้นจับไว้แล้ว เมื่อไม่สามารถจะให้มันปล่อยตัวได้ จึงทำการร่ำร้องฟ้องเทวดาขึ้น ทันใดนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงวชิราวุธเสด็จมาประทับยืนบนอากาศ ตวาดขู่อสูรให้มันปล่อยหม่อมฉัน แล้วจองจำมันไว้ด้วยตรวนทิพย์ เหวี่ยงไปในระหว่างภูเขาลูกที่สาม แล้วเสด็จหลีกไปหม่อมฉันอาศัยท้าวสักกเทวราช รอดชีวิตมาได้ ดังทูลมาอย่างนี้.
โสตถิเสนราชกุมาร ทรงสดับเรื่องราวนั้นแล้ว จึงแสร้งตรัสว่าแน่ะนางผู้เจริญ ข้ออ้างนั้นจงยกไว้ ขึ้นชื่อว่า ดวงใจของมาตุคามยากที่จะหาความสัตย์ได้ ก็ในป่าหิมพานต์มีพวกพรานไพร ดาบส วิชาธรเป็นต้นมากมาย ใครจะเชื่อใจเจ้าได้ แล้วตรัสคาถา ความว่า
ความสัตย์ ยากที่จะหาได้ในหญิงโจร ผู้มีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย ความเป็นไปของหญิงทั้งหลายรู้ได้ยาก เหมือนความเป็นไปของปลาในน้ำ ฉะนั้น.
พระนางสัมพุลาได้ยินพระดำรัสของพระสวามี จึงทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม หม่อมฉันจักเยียวยาทูลกระหม่อม ผู้ไม่ทรงเชื่อ ด้วยกำลังความสัตย์ของหม่อมฉันนั่นเทียว แล้วตักน้ำมาเต็มกระออม ทำสัจจกิริยารดน้ำลงเหนือพระเศียรพระสวามี แล้วกล่าวคาถา ความว่า
ขอความสัตย์ ที่หม่อมฉันมิได้เคยรักบุรุษอื่น ยิ่งกว่าทูลกระหม่อมเป็นความจริง ด้วยอำนาจสัจจ วาจานี้ ขอพยาธิของทูลกระหม่อมจงระงับดับหาย.
บรรดาบทเหล่านั้น ตถาศัพท์ บัณฑิตพึงประกอบเข้ากับบทนี้ว่าเจ มม. มีอธิบายว่า หม่อมฉันทูลอย่างใด ถ้าเป็นความจริงของหม่อมฉันอย่างนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ขอความจริงจงช่วยพิทักษ์รักษาหม่อมฉัน แม้ในบัดนี้แม้ในกาลต่อไป จักช่วยพิทักษ์รักษาแม้ในกาลอนาคต บัดนี้ขอเชิญพระองค์จงสดับถ้อยคำของหม่อมฉันเถิด. บทว่า ยถาหํ นาภิชานามิ ความว่าก็ในพระคัมภีร์ทั้งหลายท่านเขียนไว้ว่า " ตถา มํ สจฺจํ ปาเลมิ " คำนั้นไม่มีในอรรถกถา.
เมื่อพระนางสัมพุลา กระทำสัจจกิริยาอย่างนี้ แล้วรดน้ำถวายเท่านั้นโรคเรื้อนของโสตถิเสนราชกุมาร ก็ระงับหายทันที ดุจสนิมทองแดงถูกล้างด้วยน้ำส้มฉะนั้น. ทั้งสองพระองค์เสด็จอยู่ในอาศรมนั้น สอง-สามราตรีก็ออกจากป่า ดำเนินไปถึงเมืองพาราณสี เข้าไปยังพระอุทยาน.
พระราชาทรงทราบว่า พระราชโอรสกับพระสุณิสา กลับมาจึงเสด็จไปยังพระอุทยาน ตรัสสั่งให้ยกเศวตฉัตรถวายโสตถิเสนราชโอรส และให้อภิเษกพระนางสัมพุลาไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี ในพระอุทยานนั้นเอง แล้วเชิญเสด็จสู่พระนคร ส่วนพระองค์เองทรงผนวชเป็นฤาษี เสด็จอยู่ ณ พระราชอุทยานนั้น และเสด็จไปเสวยในพระราชนิเวศน์นั้นแหละเป็นประจำ. ฝ่ายพระเจ้าโสตถิเสน ได้พระราชทานเพียงตำแหน่งพระอัครมเหสี แก่พระนางสัมพุลาอย่างเดียว หาได้มีราชสักการะอะไร ๆ อีกไม่ มิได้สนพระทัยถึงว่าพระนางสัมพุลานั้นมีตัวอยู่ มัวแต่อภิรมย์กับสนมอื่น ๆ เท่านั้น. ด้วยความแค้นต่อหญิงผู้ร่วมพระราชสวามี พระนางสัมพุลาได้มีพระวรกายซูบผอมเป็นโรคผอมเหลือง มีพระวรกายสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น. วันหนึ่งพระนางได้ไปยังสำนักพระสัสสุรดาบส ผู้เสด็จมาเสวยในพระราชวัง เพื่อต้องการจะบรรเทาโศกาดูร ถวายบังคมพระดาบสผู้เสวยเสร็จแล้ว ประทับ ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง.
พระสัสสุรดาบสนั้น ครั้นทอดพระเนตรเห็นพระนาง มีพระอินทรีย์เศร้าหมอง จึงตรัสพระคาถา ความว่า
แน่ะนางผู้เจริญ กุญชรสูงใหญ่ มีมากมายถึง ๗๐๐ มีพลโยธาถืออาวุธขี่ประจำ คอยพิทักษ์รักษาอยู่ ทั้งกลางวันและกลางคืน และพลโยธาที่ถือธนู ก็มีถึง ๑,๖๐๐ พิทักษ์รักษาอยู่ เธอเห็นศัตรูชนิดไหน.
พระคาถานั้นมีอธิบายว่า พระสัสสุรดาบสดำรัสถามว่า แน่ะนางสัมพุลาผู้เจริญ กุญชรของเรา ๗๐๐ ประกอบไปด้วยอาวุธพร้อมสรรพ์ โดยมีทหารขึ้นขี่คอช้างเหล่านั้นซุ่มอยู่ ทั้งทหารธนู ๑,๖๐๐ คนอื่น ๆ อีก ก็พากันพิทักษ์รักษาพระนครพาราณสี อยู่ตลอดคืนตลอดวัน เมื่อพระนครมีอารักขาดีอย่างนี้ เจ้ายังจะเห็นศัตรูชนิดไรอยู่หรือ แน่ะนางผู้เจริญ ในเวลาที่เจ้ามาจากป่าอันน่ารังเกียจ มีภัยรอบด้าน ดูมีสรีระเปล่งปลั่งสมบูรณ์ แต่บัดนี้ดูเจ้าซูบซีดผิวพรรณดังเป็นโรคผอมเหลือง อินทรีย์เศร้าหมองเหลือเกินเจ้าเกรงสิ่งใดเล่า ?
พระนางสัมพุลาได้สดับพระดำรัส ของพระสัสสุรดาบส แล้วทูลว่าข้าแต่สมมติเทพ เพราะพระราชโอรสของพระทูลกระหม่อม ไม่ทรงกรุณากระหม่อมฉัน ดังในกาลก่อน แล้วตรัสคาถา ๕ คาถา ความว่า
ข้าแต่พระราชบิดา เมื่อก่อนพระลูกเจ้า ทรง ประพฤติแก่หม่อมฉันอย่างไร เดี๋ยวนี้หาเป็นอย่างนั้น ไม่ เพราะได้ทรงเห็นสนมนารี ผู้ประดับตกแต่ง มี ผิวพรรณดุจเกสรบัวรุ่นกำดัด เสียงไพเราะดังเสียง หงส์. ข้าแต่พระราชบิดา สนมนารีเหล่านั้น ทรง เครื่องประดับล้วนทองคำ มีเรือนร่างเฉิดโฉม ประดับด้วยเครื่องอลังการนานาชนิด เพริศพริ้งดัง สาวสวรรค์ เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าโสตถิเสน ล้วนมีทรวดทรงหาติมิได้ เป็นขัตติยกกัญญา พากัน ปรนปรือพระโอรสราชเจ้านั้นอยู่. ข้าแต่พระราชบิดา ถ้าหากพระโอรสราชเจ้า ทรงยกย่องหม่อมฉัน ดังที่หม่อมฉันเคยเที่ยวแสวงหา ผลาผลในป่า มาเลี้ยงดูพระราชสวามี ในกาลก่อนอีก และไม่ทรงดูหมิ่นหม่อมฉันไซร้ จะประเสริฐกว่าราช สมบัติ ในพระนครพาราณสีนี้. หญิงใดอยู่ในเรือน อันมีข้าวน้ำไพบูลย์ ตกแต่ง ไว้เรียบร้อย มีเครื่องอาภรณ์อันวิจิตรประดับประดา แม้จะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกอย่าง แต่ไม่เป็น ที่รักของสามี คอยแต่ประหัตประหาร ความตายของ หญิงนั้นประเสริฐกว่า การอยู่ครองเรือน. ถ้าแม้หญิงใด เป็นหญิงเข็ญใจไร้เครื่องประดับ มีเสื่อลำแพนเป็นที่นอน แต่เป็นที่รักของสามี หญิงนั้น ประเสริฐเสียกว่าหญิงผู้เพรียบพร้อมด้วยคุณสมบัติ ทุกอย่าง แต่ไม่เป็นที่รักของสามี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปทุมุตฺตรตฺตจา ความว่า พระลูกเจ้าทอดพระเนตรเห็นสตรีมีผิวกายงดงาม คล้ายกลีบดอกปทุม แสดงว่า มีรัศมีสีทองเปล่งออกจากสรีรกายของทุกนาง. บทว่า วิราคิตา แปลว่า มีรูปร่างอ้อนแอ้น อธิบายว่า มีเรือนร่างระหง. บทว่า หํสคคฺครา ความว่า ทรงเห็นเหล่าสนมนารี มีเสียงไพเราะอ่อนหวานคล้ายเสียงหงส์. บทว่า ตาสํ ความว่า เพราะทรงสดับเสียงแย้มหัวขับกล่อมเป็นต้น ของสนมนารีเหล่านั้นบัดนี้พระโอรสราชเจ้าของพระทูลกระหม่อม จึงไม่ประพฤติต่อหม่อมฉันดังเช่นก่อน. บทว่า สุวณฺณสงฺกจฺจธรา ความว่า ทรงเครื่องประดับ ซึ่งล้วนทองคำ. บุทว่า อลงฺกตา ความว่า ประดับด้วยเครื่องอลังการนานาชนิด. บทว่า มานุสิยจฺฉรูปมา ความว่า เพริศพริ้งดังสาวสวรรค์ในหมู่มนุษย์.
บทว่า เสโนปิยา ความว่า เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าโสตถิเสน. บทว่า ปฏิโลภยนฺติ นํ ความว่า พากันปรนปรือพระโอรสราชเจ้านั้นอยู่. บทว่า สเจ อหํ ความว่า พระนางสัมพุลาผู้ทรงซูบผอม เพราะแค้นใจหญิงผู้ร่วมพระราชสวามี กราบทูลว่า ข้าแต่พระราชบิดา ถ้าพระราชโอรสเจ้าทรงนับถือหม่อมฉันอีกเหมือนในกาลก่อน ที่หม่อมฉันเคยได้ปฏิบัติบำรุงเธอผู้เป็นพระสวามี ผู้เสด็จไปอยู่ป่าเพราะโรคเรื้อน ด้วยการแสวงหาผลาผลและไม่ทรงดูหมิ่นหม่อมฉันไซร้ ป่าแห่งเดียวเท่านั้น ประเสริฐสำหรับหม่อมฉัน ยิ่งกว่าราชสมบัติในพระนครพาราณสีนี้. บทว่า ยมนฺนปาเน ตัดบทเป็น ยํ อนฺนปาเน. บทว่า โอหิเต ความว่า จัดแจงแต่งตั้งไว้แล้ว. พระนางสัมพุลาแสดงถึงเรือน อันมีข้าวและน้ำมากมายไว้ด้วยบทนี้.
นัยว่า พระนางสัมพุลานั้นมีความมุ่งหมายดังนี้ว่า นารีใดเป็นผู้ไม่มีบุตร อยู่คนเดียวในเรือน แม้มีข้าวน้ำไพบูลย์ มีเครื่องอาภรณ์เกลี้ยงเกลาประดับตกแต่งด้วยนานาลังการ เพรียบพร้อมด้วยองค์คุณทุกอย่าง แต่ไม่เป็นที่รักของสามี คอยแต่จะเบียดเบียน การที่หญิงนั้นเอาเถาวัลย์หรือเชือกผูกคอตายเสียดีกว่า จะอยู่ครอบครองเรือนนั้น.
บทว่า อนาฬิยา แปลว่า ไม่มีเครื่องประดับ. บทว่า กฏาทุติยาได้แก่ มีแต่เสื่อลำแพนเป็นที่นอน. บทว่า เสยฺยา ความว่า แม้นางจะเป็นหญิงกำพร้า แต่เป็นที่รักใคร่ของสามี นางนี้แหละเป็นเยี่ยม. เมื่อพระนางสัมพุลา ทูลเหตุที่ตนซูบผอม แก่พระสัสสุรดาบสอย่างนี้แล้ว พระสัสสุรดาบสจึงรับสั่งให้เชิญเสด็จพระราชามาตรัสว่า ดูก่อนพ่อโสตถิเสน เมื่อเจ้าเป็นโรคเรื้อนเข้าไปอยู่ป่า นางสัมพุลาไปกับเจ้าเฝ้าปฏิบัติบำรุง จนยังโรคของเจ้าให้หาย ด้วยกำลังแห่งความสัตย์ของตน ได้ช่วยกระทำให้เจ้าดำรงอยู่ในราชสมบัติ แต่เจ้ามิได้ใส่ใจถึงสถานที่ยืนที่นั่งของนางเลยเจ้าทำไม่เหมาะไม่ควร ขึ้นชื่อว่าการประทุษร้ายมิตรนั้น เป็นบาป เมื่อจะพระราชทานโอวาท แก่พระราชโอรส จึงตรัสพระคาถา ความว่า
ภรรยาผู้เกื้อกูลต่อสามี เป็นหญิงหาได้แสนยาก สามีผู้เกื้อกูลต่อภรรยา ก็หาได้แสนยาก ดูก่อนเจ้า ผู้จอมชน มเหสีของเจ้าเป็นผู้เกื้อกูลเจ้าด้วย มีศีลด้วย เพราะฉะนั้น เจ้าจงประพฤติธรรมต่อนางสัมพุลา.
พระคาถานั้น มีอรรถาธิบายว่า หญิงผู้มีความเกื้อกูล มีจิตอ่อนโยนความเอื้อเอ็นดูต่อชายผู้สามีก็ดี ชายผู้สามีมีความเกื้อกูล รู้คุณความดีที่หญิงผู้ภรรยากระทำแล้วก็ดี ทั้งสองจำพวกนี้หาได้ยากนัก ก็นางสัมพุลานี้ มีความเกื้อกูลต่อเจ้าด้วย ถึงพร้อมด้วยศีลด้วย เพราะฉะนั้น เจ้าต้องประพฤติธรรมต่อนาง ต้องสำนึกถึงบุญคุณของนาง แล้วจงมีจิตอ่อนโยน จงยังจิตของนางให้สดชื่นเบิกบานเถิด.
พระราชฤาษีทรงประทานโอวาท แก่พระโอรสอย่างนี้แล้ว เสด็จลุกขึ้นหลีกไปยังพระราชอุทยาน. ครั้นพระราชฤๅษีผู้พระชนกเสด็จหลีกไปแล้วพระเจ้าโสตถิเสน ตรัสสั่งให้พระนางสัมพุลามาเฝ้า แล้วตรัสว่า แน่ะนางผู้เจริญเจ้าจงอดโทษที่เราทำผิดมาตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ตั้งแต่นี้ไป เราจักมอบอิสริยยศแก่เจ้าทั้งสิ้น แล้วตรัสพระคาถาสุดท้าย ความว่า
ดูก่อนแม่นางสัมพุลาผู้เจริญ ถ้าเจ้าได้โภคสมบัติ อันไพบูลย์แล้ว แต่มีความหึงหวงครอบงำ จนจะถึง ซึ่งมรณะไซร้ พี่และนางราชกัญญาเหล่านี้ทั้งหมด จะทำตามถ้อยคำของเจ้า.
พระคาถานั้น มีอรรถาธิบายว่า แน่พระนางสัมพุลาผู้เจริญ ถ้าเจ้าได้โภคสมบัติอันไพบูลย์ โดยได้รับแต่งตั้งเป็นพระอัครมเหสี เพราะทีอภิเษกสถาปนาไว้ในกองรัตนะแล้ว ยังหยั่งลงในความฤษยา จะถึงซึ่งความตายไซร้เราและนางราชกัญญาเหล่านั้นทั้งหมด จักเป็นผู้กระทำตามถ้อยคำของเจ้า เจ้าจงจัดแจงราชสมบัติ ตามความประสงค์เถิด แล้วพระราชทานความเป็นใหญ่ทั้งสิ้น แก่พระอัครมเหสี.
นับแต่นั้นมา ทั้งสองพระองค์ก็อยู่อย่างสามัคคีปรองดองกัน บำเพ็ญบุญกุศลมีทานเป็นต้น แล้วเสด็จไปตามยถากรรม. พระราชดาบสทำฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว ก็เป็นผู้เข้าถึงซึ่งพรหมโลก.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระนางมัลลิกาก็เคารพต่อสามีดุจเทพยดาเหมือนกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระนางสัมพุลาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระนางมัลลิกา พระเจ้าโสตถิเสนได้มาเป็นพระเจ้ากรุงโกศล พระดาบสผู้ราชบิดา ได้มา เป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาสัมพุลาชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๔๙๕–๕๑๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติงสตินิบาตชาดก ๑๒๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
สมฺพุลาชาตกํ
กา เวธมานาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มลฺลิกํ เทวึ อารพฺภ กเถสิ ฯ
วตฺถุ กุมฺมาสปิณฺฑิกชาตเก วิตฺถาริตเมว ฯ สา ปน ตถาคตสฺส ติณฺณํ กุมฺมาสปิณฺฑิกานํ ทานานุภาเวน ตํ ทิวสํเยว รญฺโญ อคฺคมเหสิภาวํ ปตฺวา ปุพฺพุฏฺฐายิกาทีหิ ปญฺจหิ กลฺยาณธมฺเมหิ สมนฺนาคตา ญาณสมฺปนฺนา พุทฺธูปฏฺฐายิกา ปติเทวตา อโหสิ ฯ ตสฺสา ปติเทวตาภาโว สกลนคเร ปากโฏ อโหสิ ฯ อเถกทิวสํ ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส มลฺลิกา เทวี กิร วตฺตสมฺปนฺนา ปติเทวตาติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพเปสา ปติเทวตาเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺตสฺส รญฺโญ โสตฺถิเสโน นาม ปุตฺโต อโหสิ ฯ ตํ ราชา วยปฺปตฺตํ อุปรชฺเช ปติฏฺฐาเปสิ ฯ สมฺพุลา นามสฺส อคฺคมเหสี อโหสิ อุตฺตมรูปธรา สรีรปฺปภาสมฺปนฺนา นิวาเต ชลมานา ทีปสิขา วิย ขายติ ฯ อปรภาเค โสตฺถิเสนสฺส สรีเร กุฏฺฐํ อุปฺปชฺชติ ฯ เวชฺชา ติกิจฺฉิตุํ นาสกฺขึสุ ฯ โส ภิชฺชมาเน กุฏฺเฐ ปฏิกฺกูโล หุตฺวา วิปฺปฏิสารํ ปตฺวา โก เม รชฺเชนตฺโถ อรญฺเญ อนาถมรณํ มริสฺสามีติ รญฺโญ อาโรจาเปตฺวา อิตฺถาคารํ ฉฑฺเฑตฺวา นิกฺขมิ ฯ สมฺพุลา พหูหิ อุปาเยหิ นิวตฺติยมานาปิ อนิวตฺติตฺวาว อหํ ตํ สามิกํ อรญฺเญ ปฏิชคฺคิสฺสามีติ วตฺวา สทฺธึเยว นิกฺขมิ ฯ โส อรญฺญํ ปวิสิตฺวา สุลภมูลผลาผลฉายูทกสมฺปนฺเน ปเทเส ปณฺณสาลํ กตฺวา วาสํ กปฺเปสิ ฯ ราชธีตา ตํ ปฏิชคฺคิ ฯ กถํ ฯ สา หิ ปาโต วุฏฺฐาย อสฺสมปทํ สมฺมชฺชิตฺวา ปานียปริโภชนียํ อุปฏฺฐเปตฺวา ทนฺตกฏฺฐญฺจ มุขโธวนญฺจ อุปนาเมตฺวา มุเข โธเต นานาโอสธานิ ปึสิตฺวา ตสฺส วเณ มกฺเขตฺวา มธุมธุรานิ ผลาผลานิ ขาทาเปตฺวา มุขํ วิกฺขาเลตฺวา หตฺเถสุ โธเตสุ อปฺปมตฺโต โหหิ เทวาติ วตฺวา วนฺทิตฺวา ปจฺฉิขนิตฺติองฺกุสเก อาทาย ผลาผลตฺถาย อรญฺญํ ปวิสิตฺวา ผลาผลานิ อาหริตฺวา เอกมนฺเต ฐเปตฺวา ฆเฏน อุทกํ อาหริตฺวา นานาจุณฺเณหิ จ มตฺติกาหิ จ โสตฺถิเสนํ นหาเปตฺวา ปุน มธุรผลาผลานิ อุปนาเมสิ ฯ ปริโภคาวสาเน วาสิตปานียํ อุปนาเมตฺวา สยํ ผลาผลานิ ปริภุญฺชิตฺวา ปทรปตฺถรํ วิทหิตฺวา ตสฺมึ ตตฺถ นิปนฺเน ตสฺส ปาเท โธวิตฺวา สีสปริกมฺมปาทปริกมฺมานิ กตฺวา สยนปสฺสํ อุปคนฺตฺวา นิปชฺชิ เอเตนูปาเยน สามิกํ ปฏิชคฺคิ ฯ สา เอกทิวสํ อรญฺเญ ผลาผลานิ อาหรนฺตี เอกํ คิริกนฺทรํ ทิสฺวา สีสโต ปจฺฉึ โอตาเรตฺวา กนฺทรตีเร ฐเปตฺวา นหายิสฺสามีติ โอตริตฺวา หลิทฺทาย สรีรํ อุพฺพฏฺเฏตฺวา นหาตฺวา สุโธตสรีรา อุตฺตริตฺวา วากจีรํ นิวาเสตฺวา กนฺทรตีเร อฏฺฐาสิ ฯ อถสฺสา สรีรปฺปภาย วนํ เอโกภาสํ อโหสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ เอโก ทานโว โคจรตฺถาย จรนฺโต ตํ ทิสฺวา ปฏิพทฺธจิตฺโต หุตฺวา คาถาทฺวยมาห
กา เวธมานา คิริกนฺทราย
เอกา ตุวํ ติฏฺฐสิ สญฺญตูรุ
ปุฏฺฐาสิ เม ปาณิปเมยฺยมชฺเฌ
อกฺขาสิ เม นามญฺจ พนฺธเว จ ฯ
โอภาสยํ วนํ รมฺมํ สีหพฺยคฺฆนิเสวิตํ
กา วา ตฺวมสิ กลฺยาณี กตฺวา ตฺวํ สุมชฺฌิเม
อภิวาเทมิ ตํ ภทฺเท ทานวาหํ นมตฺถุ เตติ ฯ
ตตฺถ กา เวธมานาติ นหานมตฺตตาย สีตภาเวน กมฺปมานา ฯ สญฺญตูรูติ สํปิณฺฑิตอูรุลกฺขเณ ฯ ปาณิปเมยฺยมชฺเฌติ หตฺเถน มินิตพฺพมชฺเฌ ฯ กา วา ตฺวนฺติ กา วา เร ตฺวํ ฯ อภิวาเทมีติ วนฺทามิ ฯ ทานวาหนฺติ อหํ เอโก ทานโว อยํ นมกาโร เต ตว อตฺถุ อญฺชลึ เต ปคฺคณฺหามีติ อวจ ฯ
สา ตสฺส วจนํ สุตฺวา ติสฺโส คาถา อภาสิ
โย ปุตฺโต กาสิกราชสฺส โสตฺถิเสโนติ นํ วิทู
ตสฺสาหํ สมฺพุลา ภริยา เอวํ ชานาหิ ทานว
อภิวาเทมิ ภทฺทนฺเต สมฺพุลาหํ นมตฺถุ เต ฯ
เวเทหปุตฺโต ภทฺทนฺเต วเน วสติ อาตุโร
ตมหํ โรคสมฺมตฺตํ เอกา เอกํ อุปฏฺฐหึ ฯ
อหญฺจ วนมุญฺฉาย มธุมํสํ มิคาวิลํ
ยทาหรามิ ตํภกฺโข ตสฺส นูนชฺช นาธตีติ ฯ
ตตฺถ เวเทหปุตฺโตติ เวเทหราชปิยปุตฺโต ฯ โรคสมฺมตฺตนฺติ โรคปีฬิตํ ฯ อุปฏฺฐหินฺติ อุปฏฺฐหามิ ปฏิชคฺคามิ ฯ อุปฏฺฐิตาติปิ ปาโฐ ฯ วนมุญฺฉายาติ วนํ อุจฺจินิตฺวา อุญฺฉาจริยํ จริตฺวา ฯ มธุมํสนฺติ นิมฺมกฺขิกํ มธุญฺจ มิคาวิลํ มํสญฺจ สีหพฺยคฺฆมิเคหิ ขาทิตมํสโต อติริตฺตโกฏฺฐาสํ ฯ ตํภกฺโขติ ยํ อหํ อาหรามิ ตํภกฺโขว โส มม สามิโก ฯ ตสฺส นูนชฺชาติ ตสฺส มญฺเญว อชฺช อาหารํ อลภมานสฺส สรีรํ อาตเป ปกฺขิตฺตปทุมํ วิย ฯ นาธตีติ อุปตปฺปติ มิลายติ ฯ
ตโต ปรํ ทานวสฺส จ ตสฺสา จ วจนปฏิวจนคาถาโย โหนฺติ
กึ วเน ราชปุตฺเตน อาตุเรน กริสฺสสิ
สมฺพุเล ปริจิณฺเณน อหํ ภตฺตา ภวามิ เต ฯ
โสกฏฺฏาย ทุรตฺตาย กึ รูปํ วิชฺชเต มม
อญฺญํ ปริเยส ภทฺทนฺเต อภิรูปตรํ มยา ฯ
เอหิมํ คิริมารุยฺห ภริยา มยฺหํ จตูสตา
ตาสํ ตฺวํ ปวรา โหหิ สพฺพกามสมิทฺธินี ฯ
นูน ตารกวณฺณาเภ ยํ กิญฺจิ ปน ลจฺฉสิ
สพฺพนฺตํ ปจุรํ มยฺหํ รมสฺสุชฺช มยา สห ฯ
โน เจ ตุวํ มเหเสยฺยํ สมฺพุเล การยิสฺสสิ
อลํ ตฺวํ ปาตราสาย มญฺเญ ภกฺขา ภวิสฺสสิ ฯ
ตญฺจ สตฺตชโฏ ลุทฺโท กฬาโร ปุริสาทโก
วเน นาถํ อปสฺสนฺตึ สมฺพุลํ อคฺคหี ภุเช ฯ
อธิปนฺนา ปิสาเจน ลุทฺเทนามิสจกฺขุนา
สา จ สตฺตุวสมฺปตฺตา ปติเมวานุโสจติ ฯ
น เม อิทํ ตถา ทุกฺขํ ยํ มํ ขาเทยฺย รกฺขโส
ยญฺจ เม อยฺยปุตฺตสฺส มโน เหสฺสติ อญฺญถา ฯ
น สนฺติ เทวา ปวสนฺติ นูน
น หิ นูน สนฺติ อิธ โลกปาลา
สหสา กโรนฺตานํ อสญฺญตานํ
น หิ นูน สนฺติ ปฏิเสธิตาโรติ ฯ
ตตฺถ ปริจิณฺเณนาติ เตน อาตุเรน ปริจิณฺเณน กึ กริสฺสสิ ฯ โสกฏฺฏายาติ โสกาตุราย ฯ โสกฏฺฐายาติปิ ปาโฐ ฯ โสเก ฐิตายาติ อตฺโถ ฯ ทุรตฺตายาติ ทุคฺคตกปณภาวปฺปตฺตาย อตฺตภาวาย ฯ เอหิมนฺติ มา ตฺวํ ทุรตฺตมฺหีติ จินฺตยิ เอตํ มม คิริมฺหิ ทิพฺพวิมานํ เอหิ อิมํ คิรึ อภิรุห ฯ จตูสตาติ ตสฺมึ เม วิมาเน อปราปิ จตุสตา ภริยาโย อตฺถิ ฯ สพฺพนฺตนฺติ ยํ กิญฺจิ อุปโภคปริโภค- วตฺถาภรณาทิกํ อิจฺฉสิ สพฺพนฺตํ นูน มยฺหํ ปจุรํ พหุํ สุลภํ ตสฺมา กปโณมฺหีติ มา จินฺตยิ เอหิ มยา สห รมสฺสูติ วทติ ฯ มเหเสยฺยนฺติ ภทฺเท สมฺพุเล โน เจ เม ตฺวํ มเหสิภาวํ การยิสฺสสิ ปริยตฺตา ตฺวํ มม ปาตราสาย เตน ตํ พลกฺกาเรน วิมานํ เนสฺสามิ ตตฺร มํ อสงฺคณฺหนฺตี มม เสฺว ปาโตว ภกฺขา ภวิสฺสสีติ ฯ ตญฺจาติ เอวํ วตฺวา โส สตฺตหิ ชฏาหิ สมนฺนาคโต ทารุโณ นิกฺขนฺตทนฺโต ตํ ตสฺมึ วเน กิญฺจิ อตฺตโน นาถํ อปสฺสนฺตึ สมฺพุลํ ภุเช อคฺคเหสิ ฯ อธิปนฺนาติ อชฺโฌตฺถตา ฯ อามิสจกฺขุนาติ กิเลสโลเลน ฯ ปติเมวาติ อตฺตโน อจินฺเตตฺวา ปติเมว อนุโสจติ ฯ มโน เหสฺสตีติ มํ จิรายนฺตํ วิทิตฺวา อญฺญถา จิตฺตํ ภวิสฺสติ ฯ น สนฺติ เทวาติ อิทํ สา ทานเวน ภุเช คหิตา เทวตุชฺฌาปนํ กโรนฺตี อาห ฯ โลกปาลาติ เอวรูปานํ สีลวนฺตีนํ เทวตานํ ปาลกา โลกปาลา นูน อิธ โลเก น สนฺตีติ ปริเทวติ ฯ
อถสฺสา สีลเตเชน สกฺกสฺส ภวนํ กมฺปิ ปณฺฑุกมฺพลสิลาสนํ อุณฺหาการํ ทสฺเสสิ ฯ สกฺโก อาวชฺเชนฺโต ตํ การณํ ญตฺวา วชิรํ อาทาย เวเคนาคนฺตฺวา ทานวยกฺขสฺส มตฺถเก ฐตฺวา อิตรํ คาถมาห
อิตฺถีนเมสา ปวรา ยสสฺสินี
สนฺตา สมา อคฺคิริวุคฺคเตชา
ตญฺเจ ตุวํ รกฺขสาเทสิ กญฺญํ
มุทฺธา จ หิ สตฺตธา เต ผเลยฺย
มา ตฺวํ ทหิ มุญฺจ ปติพฺพตา สาติ ฯ
ตตฺถ สนฺตาติ อุปสนฺตา อถวา ปณฺฑิตา ญาณสมฺปนฺนา ฯ สมาติ กายวิสมาทิวิรหิตา ฯ อเทสีติ ขาทสิ ฯ ผเลยฺยาติ อิมินา เม อินฺทวชิเรน ปหตํ ภิชฺเชถ ฯ มา ตฺวํ ทหีติ อิมํ ปติพฺพตํ มา ตาเปยฺย ฯ
ตํ สุตฺวา ทานโว สมฺพุลํ วิสชฺเชสิ ฯ สกฺโก ปุนปิ เอส เอวรูปํ กเรยฺยาติ จินฺเตตฺวา ทานวํ เทวสงฺขลิกาย พนฺธิตฺวา ปุนปิ อนาคมนาย ตติเย ปพฺพตนฺตเร วิสชฺเชสิ ฯ ราชธีตรํ อปฺปมาเทน โอวทิตฺวา สกฏฺฐานเมว คโต ฯ ราชธีตาปิ อตฺถงฺคมิเต สุริเย จนฺทาโลเกน อสฺสมํ ปาปุณิ ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต อฏฺฐ คาถา อภาสิ
สา จ อสฺสมมาคญฺฉิ ปมุตฺตา ปุริสาทกา
นิฑฺฑํ ผลินสกุณีว คตสิงฺคํว อาลยํ ฯ
สา ตตฺถ ปริเทเวสิ ราชปุตฺตี ยสสฺสินี
สมฺพุลา อุตุมตฺตกฺขา วเน นาถํ อปสฺสนฺตี ฯ
สมเณ พฺราหฺมเณ วนฺเท สมฺปนฺนจรเณ อิเส
ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตา ฯ
วนฺเท สีเห จ พฺยคฺเฆ จ เย จ อญฺเญ วเน มิคา
ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตา ฯ
ติณาลตานิ โอสโธฺย ปพฺพตานิ วนานิ จ
ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตา ฯ
วนฺเท อินฺทิวรีสามํ รตฺตินกฺขตฺตมาลินึ
ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตา ฯ
วนฺเท ภคิรสึ คงฺคํ วสนฺตีนํ ปฏิคฺคหํ
ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตา ฯ
วนฺเท อหํ ปพฺพตราช- เสฏฺฐํ หิมวนฺตํ สิลุจฺจยํ
ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหมฺหิ สรณํ คตาติ ฯ
ตตฺถ นิฑฺฑํ ผลินสกุณีวาติ ยถา สกุณิกา มุขตุณฺฑเกน โคจรํ คเหตฺวา เกนจิ อุปทฺทเวน สกุณโปตกานํ ผลินตฺตา ผลินสกุณี นิฑฺฑํ อาคจฺเฉยฺย ยถา วา คตสิงฺคํ นิกฺขนฺตวจฺฉิกํ อาลยํ สุญฺญํ วจฺฉกสาลํ วจฺฉคิทฺธินี เธนุ อาคจฺเฉยฺย เอวํ สุญฺญํ อสฺสมํ อาคญฺฉีติ อตฺโถ ฯ ตทา หิ โสตฺถิเสโน สมฺพุลาย จิรายมานาย อิตฺถิโย นาม โลลา ปจฺจามิตฺตํปิ เม อาทาย อาคจฺเฉยฺยาติ ปริสงฺกนฺโต ปณฺณสาลโต นิกฺขมิตฺวา คจฺฉนฺตรํ ปวิสิตฺวา นิสีทิ ฯ เตเนตํ วุตฺตํ อุตุมตฺตกฺขาติ โสกเวคสญฺชาเตน อุณฺเหน อุตุนา มนฺทโลจนา ฯ อปสฺสนฺตีติ ตสฺมึ วเน นาถํ อตฺตโน ปตึ อปสฺสนฺตี อิโตจีโตจ สนฺธาวมานา ปริเทวติ ฯ ตตฺถ สมเณ พฺราหฺมเณติ สมิตปาปพาหิตปาเป สมเณ พฺราหฺมเณ ฯ สมฺปนฺนจรเณติ สห สีเลน อฏฺฐนฺนํ สมาปตฺตีนํ วเสน สมฺปนฺนจรเณ อิเส จ วนฺเทติ ฯ เอวํ วตฺวา ราชปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ตุมฺหากํ สรณํ คตมฺหิ สเจ เม สามิกสฺส นิสินฺนฏฺฐานํ ทิสฺวา ชานาถ อาจิกฺขถาติ ปริเทเวสีติ อตฺโถ ฯ เสสคาถาสุปิ เอเสว นโย ฯ ติณาลตานิ โอสโธฺยติ อนฺโตเผคฺคุพหิสารติณานิ จ ลตานิ จ อนฺโตสารโอสธิโย จ ฯ อิมํ คาถํ ติณาทีสุ นิพฺพตฺตา เทวตา สนฺธายาห ฯ อินฺทิวรีสามนฺติ อินฺทิวรีปุปฺผสมานวณฺณํ ฯ ตุมฺหมฺหีติ รตฺตึ สนฺธาย ตํปิ อมฺหีติ อาห ฯ ภคิรสินฺติ เอวํ ปริยายนามิกํ คงฺคํ ฯ วสนฺตีนนฺติ อญฺเญสํ พหูนํ นทีนํ ปฏิคฺคหิตคงฺคาย นิพฺพตฺตํ เทวตํ สนฺธาเยวมาห ฯ หิมวนฺเตปิ เอเสว นโย ฯ
ตํ เอวํ ปริเทวมานํ ทิสฺวา โสตฺถิเสโน จินฺเตสิ อยํ อติวิย ปริเทวติ น โข ปนสฺสา ภาวํ ชานามิ สเจ มยิ สิเนเหน เอวํ กโรติ หทยมฺปิสฺสา ผเลยฺย ปริคฺคณฺหิสฺสามิ ตาว นนฺติ คนฺตฺวา ปณฺณสาลทฺวาเร นิสีทิ ฯ สา ปริเทวมานา ปณฺณสาลทฺวารํ คนฺตฺวา ตสฺส ปาเท วนฺทิตฺวา กุหึ คโตสิ เทวาติ อาห ฯ อถ นํ โส ภทฺเท ตฺวํ อญฺเญสุ ทิวเสสุ อิมาย เวลาย น อาคจฺฉสิ อชฺช อติสายํ อาคตาสีติ ปุจฺฉนฺโต คาถมาห
อติสายํ วตาคญฺฉิ ราชปุตฺตี ยสสฺสินี
เกน นุชฺช สมาคญฺฉิ โก เต ปิยตโร มยาติ ฯ
อถ นํ สา อหํ อยฺยปุตฺต ผลาผลานิ อาทาย อาคจฺฉนฺตี เอกํ ทานวํ ปสฺสึ โส มยิ ปฏิพทฺธจิตฺโต หุตฺวา มํ หตฺเถ คเหตฺวา สเจ เม วจนํ น กโรสิ ขาทิสฺสามิ ตนฺติ อาห อหํ ตาย เวลาย ตญฺเญว อนุโสจนฺตี เอวํ ปริเทวินฺติ วตฺวา คาถมาห
อิทํ โขหํ ตทโวจํ คหิตา เตน สตฺตุนา
น เม อิทํ ตถา ทุกฺขํ ยํ มํ ขาเทยฺย รกฺขโส
ยญฺจ เม อยฺยปุตฺตสฺส มโน เหสฺสติ อญฺญถาติ ฯ อถ เสสํปิ ปวุตฺตึ อาโรเจนฺตี เตน ปนาหํ เทว ทานเวน คหิตา อตฺตานํ วิสชฺชาเปตุํ อสกฺโกนฺตี เทวตุชฺฌาปนกมฺมํ อกาสึ อถ สกฺโก วชิรหตฺโถ อาคนฺตฺวา อากาเส ฐิโต ทานวํ สนฺตชฺเชตฺวา มํ วิสชฺชาเปตฺวา ตํ เทวสงฺขลิกาย พนฺธิตฺวา ตติเย ปพฺพตนฺตเร ขิปิตฺวา ปกฺกามิ เอวาหํ สกฺกํ นิสฺสาย ชีวิตํ ลภินฺติ อาห ฯ
ตํ สุตฺวา โสตฺถิเสโน ภทฺเท โหตุ มาตุคามสฺส อนฺตเร สจฺจํ นาม ทุลฺลภํ หิมวนฺเต หิ พหู วนจรกตาปสวิชฺชาธราทโย สนฺติ โก ตุยฺหํ สทฺทหิสฺสตีติ วตฺวา คาถมาห
โจรีนํ พหุพุทฺธีนํ ยาสุ สจฺจํ สุทุลฺลภํ
ถีนํ ภาโว ทุราชาโน มจฺฉสฺเสโวทเก คตนฺติ ฯ
สา ตสฺส วจนํ สุตฺวา อยฺยปุตฺต อหํ ตํ อสทฺทหนฺตํ มม สจฺจพเลเนว ติกิจฺฉิสฺสามีติ อุทกกลลํ ปูเรตฺวา สจฺจกิริยํ กตฺวา ตสฺส สีเส อุทกํ อาสิญฺจนฺตี คาถมาห
ตถา มํ สจฺจํ ปาเลตุ ปาลยิสฺสติ เจ มม
ยถาหํ นาภิชานามิ อญฺญํ ปิยตรํ ตยา
เอเตน สจฺจวชฺเชน พฺยาธิ เต วูปสมฺมตูติ ฯ
ตตฺถ ตถาสทฺโท เจ มมาติ อิมินา สทฺธึ โยเชตพฺโพ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยถาหํ วทามิ ตถา เจ มม สจฺจํ อถ มํ อิทานิปิ ปาเลตุ อายตึปิ ปาเลตุ อายตึปิ ปาเลสฺสติ อิทานิ เม วจนํ สุณาถ ฯ ยถาหํ นาภิชานามีติ โปตฺถเกสุ ปน ตถา มํ สจฺจํ ปาเลมีติ ลิขิตํ ตํ อฏฺฐกถายํ นตฺถิ ฯ
เอวํ ตาย สจฺจกิริยํ กตฺวา อุทเก อาสิตฺตมตฺเตเยว โสตฺถิเสนสฺส กุฏฺฐํ อมฺพิลโธตํ วิย ตมฺพมลํ ตาวเทว อปคญฺฉิ ฯ เต กติปาหํ ตตฺเถว วสิตฺวา อรญฺญา นิกฺขมฺม พาราณสึ ปตฺวา อุยฺยานํ ปวิสึสุ ฯ ราชา เตสํ อาคตภาวํ ญตฺวา อุยฺยานํ คนฺตฺวา ตตฺเถว โสตฺถิเสนสฺส ฉตฺตํ อุสฺสาเปตฺวา สมฺพุลํ อคฺคมเหสิฏฺฐาเน อภิสิญฺจาเปตฺวา นครํ ปเวเสตฺวา สยํ อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อุยฺยาเน วาสํ กปฺเปสิ ฯ ราชนิเวสเนเยว จ นิพทฺธํ ภุญฺชิ ฯ โสตฺถิเสโนปิ สมฺพุลาย อคฺคมเหสิฏฺฐานมตฺตเมว อทาสิ น ปุน โกจิ สกฺกาโร อโหสิ อตฺถิภาวํปิสฺสา น อญฺญาสิ อญฺญาเหว อิตฺถีหิ สทฺธึ อภิรมิ ฯ สมฺพุลา สปตฺติโรเสน กีสา อโหสิ อุปณฺฑูปณฺฑกชาตา ธมนิสนฺถตคตฺตา ฯ สา เอกทิวสํ โสกวิโนทนตฺถํ ภุญฺชิตุํ อาคตสฺส สสฺสุรตาปสสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ตํ กตภตฺตกิจฺจํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ
โส ตํ มิลาตินฺทฺริยํ ทิสฺวา คาถมาห
เย กุญฺชรา สตฺตสตา อุฬารา
รกฺขนฺติ รตฺตินฺทิวํ อุยฺยุตาวุธา
ธนุคฺคหานญฺจ สตานิ โสฬส
กถํวิเธ ปสฺสสิ ภทฺเท สตฺตโวติ ฯ
ตสฺสตฺโถ ภทฺเท สมฺพุเล เย อมฺหากํ สตฺตสตา กุญฺชรา เตสญฺจ ขนฺธคตานํ โยธานํ วเสน อุยฺยุตาวุธา อปรานิ จ โสฬสธนุคฺคหสตานิ รตฺตินฺทิวํ พาราณสึ รกฺขนฺติ เอวํ สุรกฺขิเต นคเร กถํวิเธ ตฺวํ สตฺตโว ปสฺสสิ ภทฺเท ยสฺสา ตว สาสงฺกา สปฺปฏิภยา อรญฺญา อาคตกาเล ปภาสมฺปนฺนํ สรีรํ อิทานิ ปน มิลาตา ปณฺฑุปลาสวณฺณา อติวิย กิลนฺตินฺทฺริยาสิ กสฺส นาม ตฺวํ ภายสีติ ปุจฺฉิ ฯ
สา ตสฺส วจนํ สุตฺวา ปุตฺโต เต เทว มยิ น ปุริมสทิโสติ วตฺวา ปญฺจ คาถา อภาสิ
อลงฺกตาโย ปทุมุตฺตรตฺตจา
วิราคิตา ปสฺสติ หํสคคฺครา
ตาสํ สุณิตฺวา มิตคีตวาทิตํ
นทานิ เม ตาต ตถา ยถา ปุเร ฯ
สุวณฺณสงฺกจฺจธรา สุวิคฺคหา
อลงฺกตา มานุสิยจฺฉรูปมา
เสโนปิยา ตาต อนินฺทิตงฺคิโย
ขตฺติยกญฺญา ปฏิโลภยนฺติ นํ ฯ
สเจ อหํ ตาต ตถา ยถา ปุเร
ปติ ตํ อุญฺฉาย ปุนา วเน ภเร
สมฺมานเย มํ น จ มํ วิมานเย
อิโตปิ เม ตาต ตโต วรํ สิยา ฯ
ยมนฺนปาเน วิปุลสฺมิ โอหิเต
นารี วิมฏฺฐาภรณา อลงฺกตา
สพฺพงฺคุเปตา ปติโน จ อปฺปิยา
อวชฺฌ ตสฺสา มรณํ ตโต วรํ ฯ
อปิ เจ ทลิทฺทา กปณา อนาฬิยา
กฏาทุติยา ปติโน จ สา ปิยา
สพฺพงฺคุเปตายปิ อปฺปิยาย
อยเมว เสยฺยา กปณาปิ ยา ปิยาติ ฯ
ตตฺถ ปทุมุตฺตรตฺตจาติ ปทุมคพฺภสทิสอุตฺตรตฺตจา สพฺพาสํ สรีรโต สุวณฺณาภา นิจฺฉรนฺตีติ ทีเปติ ฯ วิราคิตาติ วิลคฺคสรีรา ตนุมชฺฌาติ อตฺโถ ฯ หํสคคฺคราติ เอวรูปา หํสา วิย มธุรสฺสรา นาริโย ปสฺสติ ฯ ตาสนฺติ โส ตว ปุตฺโต ตาสํ นารีนํ มิตคีตวาทิตาทีนิ สุตฺวา อิทานิ เม ตาต ยถา ปุเร ตถา น วตฺตตีติ วทติ ฯ สุวณฺณสงฺกจฺจธราติ สุวณฺณมยสงฺกจฺจาลงฺการธรา ฯ อลงฺกตาติ นานาลงฺการปฏิมณฺฑิตา ฯ มานุสิยจฺฉรูปมาติ มานุสิโย อจฺฉรูปมา ฯ เสโนปิยาติ โสตฺถิเสนสฺส ปิยา ฯ ปฏิโลภยนฺติ นนฺติ ตว ปุตฺตํ ปฏิโลภยนฺติ ฯ สเจ อหนฺติ ตาต ยถา ปุเร สเจ อหํ ปุนปิ ตํ ปตึ ตเถว กุฏฺฐโรเคน วนํ ปวิฏฺฐํ อุญฺฉาย ตสฺมึ วเน จ ภเรยฺยํ ปุนปิ มํ โส สมฺมาเนยฺย น วิมาเนยฺย ตโต เม อิโต พาราณสิรชฺชโต ตํ อรญฺญเมว วรํ สิยาติ สปตฺติโรเสน สุสฺสนฺติยาติ ทีเปติ ฯ ยมนฺนปาเนติ ยํ อนฺนปาเน ฯ โอหิเตติ ฐปิเต ปฏิยตฺเต อิมินา พหุนฺนปานํ ฆรํ ทสฺเสติ ฯ อยํ กิรสฺสา อธิปฺปาโย ยา นารี วิปุลนฺนปาเนปิ ฆเร เอกิกาว อปุตฺติกา สมานา วิมฏฺฐาภรณา นานาลงฺกาเรหิ อลงฺกตา สพฺเพหิ คุณงฺเคหิ อุเปตา ปติโน จ อปฺปิยา โหติ อวชฺฌ คีวาย วลฺลิยา วา รชฺชุยา วา พนฺธิตฺวา ตสฺสา ตโต ฆราวาสโต มรณเมว วรนฺติ ฯ อนาฬิยาติ อนฬา ฯ กฏาทุติยาติ นิปชฺชนกฏสารกทุติยา ฯ เสยฺยาติกปณาปิ สมานา สา ปติโน ปิยา อยเมว อุตฺตมาติ ฯ
เอวํ ตาย อตฺตโน ปริสุสฺสนการเณ ตาปสสฺส กถิเต ตาปโส ราชานํ ปกฺโกสาเปตฺวา ตาต โสตฺถิเสน ตยิ กุฏฺฐโรคาภิภูเต อรญฺญํ ปวิสนฺเต ตยา สทฺธึ ปวิสิตฺวา อุปฏฺฐหนฺตี อตฺตโน สจฺจพเลน โรคํ วูปสมิตฺวา ยา เต รชฺเช ปติฏฺฐานการณํ อกาสิ ตสฺสา นาม ตฺวํ เนว ฐิตฏฺฐานํ น นิสินฺนฏฺฐานํ ชานาสิ อยุตฺตํ เต กตํ มิตฺตทุพฺภิกมฺมนฺนาเมตํ ปาปกนฺติ วตฺวา ปุตฺตํ โอวทนฺโต คาถมาห
สุทุลฺลภิตฺถี ปุริสสฺส ยา หิตา
ภตฺติตฺถิยา ทุลฺลโภ โย หิโต จ
หิตา จ เต สีลวตี จ ภริยา
ชนินฺท ธมฺมํ จร สมฺพุลายาติ ฯ
ตสฺสตฺโถ ตาต ยา ปุริสสฺส หิตา มุทุจิตฺตา อนุกมฺปิกา อิตฺถี โย จ ภตฺตา อิตฺถิยา หิโต กตคุณํ ชานาติ อุโภเปเต สุทุลฺลภา อยญฺจ สมฺพุลา ตุยฺหํ หิตา เจว สีลสมฺปนฺนา จ ตสฺมา เอติสฺสา ธมฺมํ จร กตคุณํ ชานิตฺวา มุทุจิตฺโต โหหิ จิตฺตมสฺสา ปริโตเสหีติ ฯ
เอวํ โส ปุตฺตสฺส โอวาทํ ทตฺวา อุฏฺฐาย ปกฺกามิ ฯ ราชา ปิตริ คเต สมฺพุลํ ปกฺโกสาเปตฺวา ภทฺเท เอตฺตกํ กาลํ มยา กตํ โทสํ ขมถ อิโต ปฏฺฐาย สพฺพิสฺสริยํ ตุยฺหเมว ทมฺมีติ วตฺวา โอสานคาถมาห
สเจ ตุวํ วิปุเล ลทฺธโภเค
อิสฺสาวติณฺณา มรณํ อุเปสิ
อหญฺจ เต ภทฺเท อิมา ราชกญฺญา
สพฺเพว เต วจนกรา ภวามาติ ฯ
ตสฺสตฺโถ ภทฺเท สมฺพุเล สเจ ตฺวํ รตนราสิมฺหิ ฐเปตฺวา อภิสิตฺตา อคฺคมเหสิฏฺฐานวเสน วิปุเล โภเค ลภิตฺวาปิ อิสฺสาย โอติณฺณา มรณํ อุเปสิ. อหญฺจ อิมา จ ราชกญฺญา สพฺเพ ตว วจนกรา ภวาม ตฺวํ ยถาธิปฺปายํ อิมํ รชฺชํ วิจาเรหีติ สพฺพิสฺสริยํ ตสฺสา อทาสิ ฯ
ตโต ปฏฺฐาย อุโภ สมคฺคสํวาสํ วสนฺตา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กริตฺวา ยถากมฺมํ คมึสุ ฯ ตาปโส ฌานาภิญฺญา นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกูปโค อโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ มลฺลิกา ปติเทวตาเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา สมฺพุลา มลฺลิกา อโหสิ โสตฺถิเสโน โกสลราชา อโหสิ ปิตา ตาปโส อหเมวาติ ฯ
สมฺพุลาชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
นวมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗