มหาสีลวชาดก
ว่าด้วยความสำเร็จเกิดจากความพยายาม
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๑ · บรรทัด ๓๔๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้มีความเพียรย่อหย่อน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า "อาสึเสเถว ปุริโส" ดังนี้. มีเรื่องย่อว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ จริงหรือที่ว่า เธอเป็นผู้มีความเพียรย่อหย่อน ครั้นเธอรับว่าจริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอบรรพชาในพระศาสนาอันนำสัตว์ออกจากทุกข์ได้เห็นปานดังนี้แล้ว เหตุใดจึงย่อหย่อนความเพียรเสียเล่า ในกาลก่อนบัณฑิตทั้งหลาย แม้จะเสื่อมจากราชสมบัติ ก็ยังดำรงอยู่ในความเพียรของตนนั่นแล กลับทำยศแม้สลายไปแล้วให้เกิดขึ้นได้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เสด็จอุบัติในคัพโภทร แห่งอัครมเหสีของพระราชา ในวันเฉลิมพระนาม พระประยูรญาติทั้งหลายได้ทรงตั้งพระนามว่า สีลวกุมาร. พอมีพระชนม์ ๑๖ พรรษาก็ทรงศึกษาศิลปะสำเร็จเสร็จทุกอย่าง ภายหลังพระราชบิดาสวรรคต ก็ดำรงราชได้รับเฉลิมพระนามว่า "มหาสีลวราช" ทรงประพฤติธรรม ทรงเป็นพระธรรมราชา. พระองค์รับสั่งให้สร้างโรงทานไว้ ๖ โรง คือ ๔ โรงที่ประตูพระนครทั้ง ๔ ด้าน๑ โรงท่ามกลางพระนคร ๑ โรงที่ประตูพระราชวัง ทรงให้ทานแก่คนกำพร้า และคนเดินทาง ทรงรักษาศีล ถืออุโบสถ ทรงสมบูรณ์ด้วยพระขันติ พระเมตตาและพระกรุณา ทรงให้สรรพสัตว์แช่มชื่น ประดุจยังพระโอรสผู้ประทับนั่งเหนือพระเพลาให้แช่มชื่นฉะนั้น ทรงครองราชโดยธรรม. มีอำมาตย์ของพระราชาผู้หนึ่ง ละลาบละล้วงเข้าไปในเขตพระราชฐาน ภายหลังความปรากฏขึ้น อำมาตย์ทั้งหลายพากันกราบทูลให้ทรงทราบพระองค์ทรงคอยจับ ก็ทรงทราบโดยประจักษ์ด้วยพระองค์เองจึงรับสั่งให้อำมาตย์นั้นเข้ามาเฝ้าแล้ว ตรัสขับไล่ว่า แน่ะคนอันธพาล เจ้าทำกรรมไม่สมควรเลย ไม่ควรอยู่ในแว่นแคว้นของเรา จงขนเงินทอง และพาลูกเมียของตัวไปที่อื่น. อำมาตย์นั้นไปพ้นแคว้นกาสี ถึงแคว้นโกศล เข้ารับราชการกะพระเจ้าโกศล ได้เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยอย่างสนิทของพระราชาโดยลำดับ. วันหนึ่งอำมาตย์นั้น กราบทูลพระเจ้าโกศลว่า ขอเดชะ อันราชสมบัติในกรุงพาราณสี เปรียบเหมือนรวงผึ้งที่ปราศจากตัวผึ้ง พระราชาก็อ่อนแอ อาจยึดเอาได้ด้วยพลพาหนะมีประมาณน้อยเท่านั้น. พระราชาทรงสดับคำของเขาแล้ว ทรงพระดำริว่า ราชสมบัติในกรุงพาราณสีใหญ่โตแต่อำมาตย์ผู้นี้กล่าวว่า อาจยึดได้ด้วยพลพาหนะมีประมาณน้อยเท่านั้น อำมาตย์ผู้นี้ชะรอยจะเป็นคนสอดแนมหรืออย่างไรน่าสงสัยนัก แล้วมีพระดำรัสว่า ชะรอยเจ้าจะเป็นคนสอดแนมละซี. อำมาตย์นั้นกราบบังคมทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้ามิใช่เป็นคนสอดแนม ตามที่ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลเป็นความจริงทั้งนั้น แม้นพระองค์จะไม่ทรงเชื่อข้าพระพุทธเจ้า ก็โปรดส่งคนไปปล้นหมู่บ้านชายแดนดูเถิด พระเจ้าพาราณสีจับคนเหล่านั้นได้ ก็จักพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์แก่คนเหล่านั้น แล้วทรงปล่อย. พระเจ้าโกศลทรงพระดำริว่า อำมาตย์ผู้นี้พูดจาองอาจยิ่งนัก เราจักทดลองดูให้รู้แน่นอน แล้วก็ทรงส่งคนของพระองค์ไป ให้ปล้นหมู่บ้านชายแดนของพระเจ้าพาราณสี. ราชบุรุษจับโจรเหล่านั้นได้ คุมตัวไปถวายพระเจ้าพาราณสี. พระราชาทอดพระเนตรคนเหล่านั้นแล้ว รับสั่งถามว่า พ่อเอ๋ย เหตุไรจึงพากันปล้นชาวบ้าน ? คนเหล่านั้นกราบทูลว่า ขอเดชะพวกข้าพระพุทธเจ้าไม่มีจะกินจึงปล้น. พระราชารับสั่งว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุไรจึงไม่พากันมาหาเราเล่า ต่อแต่นี้ไปเบื้องหน้า พวกเจ้าอย่ากระทำเช่นนี้เลยนะ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ก็คนเหล่านั้น แล้วปล่อยตัวไป. คนเหล่านั้นพากันไปกราบทูล ประพฤติเหตุนั้นแด่พระเจ้าโกศล. แม้จะทรงทราบเรื่องถึงขนาดนี้ พระเจ้าโกศลก็มิอาจจะทรงยกกองทัพไป ทรงส่งคนไปให้ยื้อแย่งในท้องถนนอีก. แม้พระเจ้าพาราณสี ก็คงยังทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ แก่คนเหล่านั้น แล้วทรงปล่อยตัวไปอยู่นั่นเอง. ที่นั้นพระเจ้าโกศลจึงทรงทราบว่า พระราชาเป็นตั้งอยู่ในธรรม ดีเกินเปรียบ จึงทรงยกพลพาหนะเสด็จออกไปด้วยหมายพระทัยว่าจักยึดราชสมบัติเมืองพาราณสี. ก็ในครั้งนั้น พระเจ้าพาราณสี มีนักรบผู้ยิ่งใหญ่อยู่ประมาณพันนาย ล้วนแต่กล้าหาญอย่างเยี่ยม ใคร ๆ ไม่อาจทำลายได้เลย แม้ถึงช้างที่ซับมันจะวิ่งมาตรงหน้า ทุกนายก็สู้ไม่ถอย แม้ถึงสายฟ้าจะฟาดลงมาที่ศีรษะ ทุกนายก็ไม่สะดุ้งหวาดเสียวล้วนแต่สามารถจะยึดราชสมบัติทั่วชมพูทวีปมาถวายได้ ในเมื่อพระเจ้าสีลวมหาราช ทรงพอพระราชหฤทัย. นักรบเหล่านั้นฟังข่าวว่า พระเจ้าโกศลยกทัพมา พากันเข้าเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ขอเดชะ ข่าวว่า พระเจ้าโกศลหมายพระทัยว่า จะยึดครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี ยกกองทัพมา ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายของพระราชทานพระบรมราชานุญาต ยกไปจับองค์โกศลราชเฆี่ยนเสีย มิให้รุกล้ำล่วงรัฐสีมา ของข้าพระพุทธเจ้าได้ทีเดียว. พระเจ้าพาราณสีทรงห้ามว่า พ่อทั้งหลาย ฉันไม่ต้องการให้คนอื่นลำบากเพราะฉันเลย เมื่อพระเจ้าโกศลอยากได้ราชสมบัติ ก็เชิญมายึดครองเถิด พวกท่านทั้งหลาย อย่าไปต่อสู้เลย. พระเจ้าโกศลกรีฑาพลล่วงรัฐสีมาเข้ามายังชนบทชั้นกลางพวกอำมาตย์สูรมหาโยธา ก็พากันเข้าเฝ้าพระราชา พร้อมกับกราบทูลเช่นนั้นอีกครั้งหนึ่ง. พระราชาก็ทรงห้ามไว้เหมือนครั้งแรกนั่นแล. พระเจ้าโกศลยกพลมาตั้งประชิดภายนอกพระนครทีเดียว พลางส่งพระราชสาสน์ มาถึงพระเจ้าสีลวมหาราชว่าจะยอมยกราชสมบัติให้หรือจักรบ. พระเจ้าสีลวมหาราช ส่งพระราชสาสน์ตอบไปว่า เราไม่รบกับท่าน เชิญยึดครองราชสมบัติเถิด. พวกอำมาตย์พร้อมกันเข้าเฝ้าพระราชาอีกครั้งหนึ่งกราบทูลว่า ขอเดชะ พวกข้าพระพุทธเจ้าจะไม่ยอมให้ พระเจ้าโกศลเข้าเมืองได้ จะพร้อมกันจับเฆี่ยนเสีย ที่นอกพระนครนั่นแหละ. พระราชาก็ทรงตรัสห้ามเสียเหมือนครั้งก่อน มีพระกระแสรับสั่งให้เปิดประตูเมืองทุกด้านแล้ว ก็ประทับเหนือพระราชบัลลังก์ในท้องพระโรง พร้อมด้วยอำมาตย์พันนาย. พระเจ้าโกศลเสด็จเข้าสู่กรุงพาราณสีพร้อมด้วยพลและพาหนะมากมาย. มิได้ทอดพระเนตรเห็นที่จะเป็นศัตรูตอบโต้แม้สักคนเดียว ก็เสด็จสู่ทวารพระราชวัง แวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ เสด็จขึ้นสู่ท้องพระโรง อันประดับตกแต่งแล้ว ในพระราชวังอันมีทวารเปิดไว้แล้ว มีพระกระแสรับสั่งให้จับพระเจ้าสีลวมหาราช ผู้ปราศจากความผิด ซึ่งประทับนั่งอยู่นั้นพร้อมด้วยอำมาตย์ทั้งพันพลางตรัสว่า พวกเจ้าจงไป มัดพระราชานี้กับพวกอำมาตย์ เอามือไพล่หลัง มัดให้แน่น แล้วนำไปสู่ป่าช้าผีดิบ ขุดหลุมให้ลึกเพียงคอ เอาคนเหล่านี้ฝังลงไปแค่คอ กลบเสียไม่ให้ยกมือขึ้นได้สักคนเดียว ในเวลากลางคืนพวกหมาจิ้งจอกมันพากันมาแล้วจักช่วยกันกระทำกิจที่ควรทำแก่คนเหล่านี้เอง. พวกมนุษย์ทั้งหลาย ฟังคำอาญาสิทธิ์ของโจรราชแล้ว ก็ช่วยกันมัดพระราชาและหมู่อำมาตย์ ไพล่หลังอย่างแน่นหนา พาออกไป. แม้ในกาลนั้น พระเจ้าสีลวมหาราช ก็มิใช่ทรงอาฆาตก็โจรราช แม้แต่น้อยเลย ถึงบรรดาอำมาตย์แม้เหล่านั้น ที่ถูกจับมัดจูงไปทำนองเดียวกัน ก็มิได้มีสักคนเดียวที่จะชื่อว่าบังอาจทำลายพระดำรัสของเจ้านายตน. ได้ยินว่า บริษัทของพระเจ้าสีลวมหาราชนั้น มีวินัยดีอย่างนี้. ครั้งนั้นราชบุรุษของโจรราชพวกนั้น ครั้นพาพระเจ้าสีลวมหาราช พร้อมด้วยอำมาตย์ไปถึงป่าช้าผีดิบแล้ว ก็ช่วยกันขุดหลุมลึกเพียงคอ จักพระเจ้าสีลวมหาราชลงหลุมอยู่ตรงกลาง จับพวกอำมาตย์ที่เหลือแม้ทุกคนใส่ในหลุมสองข้าง เอาดินร่วน ๆ ใส่ทุบจนแน่น แล้วพากันมา. พระเจ้าสีลวมหาราช ตรัสเรียกพวกอำมาตย์ พระราชทานโอวาทว่า พ่อคุณเอ๋ย พวกเจ้าทุกคน จงเจริญเมตตาอย่างเดียว อย่าทำความขุ่นเคืองในโจรราช. ครั้นถึงเวลาเที่ยงคืน ฝูงหมาจิ้งจอก ต่างก็คิดมุ่งจะกัดกินเนื้อมนุษย์ พากันวิ่งมา พระราชาและหมู่อำมาตย์เห็นฝูงหมาจิ้งจอกนั้นแล้ว ก็เปล่งเสียงเป็นเสียงเดียวกันทีเดียว. ฝูงหมาจิ้งจอกต่างกลัว พากันหนีไป. ครั้นมันเหลียวกลับมาดู ไม่เห็นมีใครตามหลังมา ก็พากันกลับมาใหม่. พระราชาและหมู่อำมาตย์ก็ตะเพิดมันด้วยวิธีนั้น. พวกมันพากันหนีไปถึง ๓ ครั้ง หันมาดูอีก รู้อาการที่คนเหล่านั้นแม้แต่คนเดียวก็ตามมาไม่ได้ จึงสันนิษฐานว่า คนเหล่านี้จักต้องถูกฆ่าแล้ว จึงกล้าย้อนกลับไปถึงคนเหล่านั้น จะทำเสียงเอะอะอีก ก็ไม่หนีไป. จิ้งจอกตัวจ่าฝูงรี่เข้าหาพระราชา ตัวที่เหลือก็พากันไปใกล้พวกอำมาตย์ พระราชาทรงฉลาดในอุบาย ทรงทราบอาการที่หมาจิ้งจอกนั้นมาใกล้พระองค์ ก็ทรงเงยพระศอขึ้น เหมือนกับให้ช่องที่มันจะกัดได้ พอมันจะงับพระศอ ก็ทรงกดไว้ด้วยพระหนุอย่างแน่นหนาประดุจทับไว้ด้วยหีบยนต์ หมาจิ้งจอกถูกพระราชาผู้ทรงพระกำลังดุจช้างสาร กดที่คอด้วยพระหนุอย่างแน่นหนา ไม่สามารถจะดิ้นหลุดได้ ก็กลัวตาย จึงร้องดังโหยหวน. ฝูงหมาจิ้งจอกบริวารได้ยินเสียงนายของตนแล้ว พากันคิดว่า ชะรอยจิ้งจอกผู้เป็นนายจักถูกชายผู้นั้นจับไว้ได้ จึงไม่อาจเข้าใกล้หมู่อำมาตย์ต่างก็กลัวตาย พากันหนีไปหมด. เมื่อหมาจิ้งจอกถูกพระราชากดไว้แน่นหนาด้วยพระหนุ เหมือนกับไว้ด้วยหีบยนต์ ดิ้นรนไปมาทำให้ดินร่วนที่ทุบไว้แน่น ๆ หลวมตัวได้ ทั้งมันเองก็กลัวตาย จึงเอาเท้าทั้ง ๔ ตะกุยดินที่กลบพระราชาไว้. พระองค์ทรงทราบอาการที่ดินหลวมตัวแล้ว ก็ทรงปล่อยหมาจิ้งจอกไป. พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยกำลังกายดังช้างสาร สมบูรณ์ด้วยกำลังใจ โคลงพระองค์ไปมา ก็ยกพระหัตถ์ทั้งสองขึ้นมาได้ทรงเหนี่ยวปากหลุมถอนพระองค์ขึ้นได้ เหมือนวลาหกต้องกระจายด้วยแรงลมฉะนั้น ดำรงพระองค์ได้แล้ว ก็ทรงปลอบหมู่อำมาตย์ทรงคุ้ยดิน ช่วยให้ขึ้นจากหลุมได้ทั่วกัน พระองค์มีหมู่อำมาตย์แวดล้อม ประทับอยู่ในป่าช้าผีดิบนั่นเอง. สมัยนั้น พวกมนุษย์เอาศพไปทิ้งที่ป่าช้าผีดิบ แต่ทิ้งตรงที่คาบเกี่ยว แดนยักษ์ ๒ ตน. ยักษ์ทั้ง ๒ ตนนั้น ไม่อาจแบ่งมนุษย์ที่ตายแล้วนั้นได้ เกิดวิวาทกันแล้วพูดกันว่า เราทั้งสองไม่สามารถแบ่งกันได้ พระเจ้าสีลวมหาราชพระองค์นี้เป็นผู้ทรงธรรมพระองค์นี้ จักทรงแบ่งพระราชทานแก่เราได้ พวกเราจงไปสู่สำนักของพระองค์ แล้วก็จับมนุษย์ผู้ตายแล้วนั้นที่เท้าคนละข้าง ลากไปถึงสำนักของพระราชา แล้วกราบทูลว่าข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์จงทรงแบ่งร่างมนุษย์ผู้ตายนี้ แก่ข้าพระองค์ทั้งสองด้วยเถิด. พระเจ้าสีลวมหาราชรับสั่งว่า ดูก่อนยักษ์ผู้เจริญ เราจะช่วยแบ่งร่างมนุษย์นี้ให้ท่านทั้งสอง แต่เรายังมีร่างกายไม่สะอาด ต้องอาบน้ำก่อน. ยักษ์ทั้งสองก็ไปเอาน้ำที่อบไว้สำหรับโจรราช มาด้วยอานุภาพของตน ถวายให้พระเจ้าสีลวมหาราชสรง แล้วไปเอาผ้าสาฎกของโจรราช ที่พันเก็บไว้เป็นผ้าทรงของท้าวเธอ มาถวายให้ทรง แล้วไปนำเอาผอบพระสุคนธ์ อันปรุงด้วยคันธชาต ๔ ชนิด มาถวายให้ทรงชะโลมองค์แล้วไปเอาดอกไม้ต่าง ๆ ที่เก็บไว้ในผอบทองและผอบแก้ว มาถวายให้ทรงประดับ ครั้นพระเจ้าสีลวมหาราชทรงประดับดอกไม้แล้วประทับยืน ยักษ์ทั้งสองก็กราบทูลถามว่า ข้าพระองค์ต้องทำอะไรอีกพระเจ้าข้า. พระเจ้าสีลวมหาราช ทรงแสดงพระอาการว่า พระองค์หิว. ยักษ์ทั้งสองก็ไปนำโภชนาหารที่เลิศรส นานาชนิด ที่เขาจัดเตรียมไว้สำหรับโจรราชมาถวาย. พระเจ้าสีลวมหาราช ทรงสนานพระกาย แต่งพระองค์ ทรงเครื่องเรียบร้อยแล้ว ก็เสวยพระกระยาหาร ยักษ์ทั้งสองก็ไปนำน้ำดื่มที่อบแล้ว กับพระเต้าทองพร้อมทั้งขันทอง ที่เขาจัดไว้สำหรับโจรราช มาถวายให้ทรงดื่ม ครั้นทรงดื่ม บ้วนพระโอษฐ์และชำระพระหัตถ์แล้ว ก็พากันไปนำพระศรี (ใบพลู) อันปรุงด้วยคันธชาต ๕ ประการ ที่จัดไว้สำหรับโจรราชมาถวายให้ทรงเคี้ยว เสร็จแล้วก็ทูลถามว่า จะให้ข้าพระองค์ทั้งสองกระทำอะไรอีกพระเจ้าข้า รับสั่งว่า จงไปนำพระขรรค์อันเป็นมงคลที่เก็บไว้บนหัวนอนของโจรราชมา ยักษ์ทั้งสองก็ไปนำมาถวายพระเจ้าสีลวมหาราช ทรงรับพระขรรค์ ทรงตั้งซากศพนั้นให้ตรง ทรงฟันกลางกระหม่อม ผ่าแบ่งเป็นสองซีก พระราชทานแก่ยักษ์ทั้งสองคนละเท่า ๆ กัน ครั้นแล้วทรงชำระพระขรรค์เหน็บไว้ที่พระองค์. ฝ่ายยักษ์ทั้งสองกินเนื้อมนุษย์แล้ว ก็อิ่มเอิบดีใจ พากันทูลถามว่า ข้าพระองค์ทั้งสองต้องทำอะไรถวายอีก. พระเจ้าสีลวมหาราช ทรงรับสั่งว่า ถ้าอย่างนั้น เจ้าทั้งสองจงแสดงอานุภาพ พาเราไปไว้ในห้องสิริไสยาศน์ ของโจรราชและพาหมู่อำมาตย์เหล่านี้ไปไว้ที่เรือนของตน ๆ เถิด. ยักษ์ทั้งสองรับกระแสพระดำรัส แล้วพากันปฏิบัติตามนั้น. ครั้งนั้น โจรราชบรรทมหลับเหนือพระแท่นสิริไสยาศน์ในห้องอันทรงสิริงดงาม พระเจ้าสีลวมหาราช ก็ทรงเอาแผ่นพระขรรค์ประหารพระอุทรโจรราช ผู้กำลังหลับอย่างลืมตัว. ท้าวเธอตกใจตื่นบรรทม ทรงจำพระเจ้าสีลวมหาราชได้ด้วยแสงประทีป เสด็จลุกจากพระยี่ภู่ ดำรงพระสติมั่น ตรัสกับพระเจ้าสีลวมหาราชว่า มหาราชะ ยามราตรีเช่นนี้ ในวังปิดประตู มีผู้รักษากวดขัน ทุกแห่งไม่มีว่างเว้นจากเวรยาม พระองค์เสด็จมาถึงที่นอนนี้ได้อย่างไรกัน ? พระเจ้าสีลวมหาราช ตรัสเล่าถึงการเสด็จมาของพระองค์ ให้ฟังทั้งหมดโดยพิสดาร โจรราชสดับเรื่องนั้นแล้วสลดพระทัยนัก ตรัสว่า มหาราชะ ถึงหม่อมฉันจะเป็นมนุษย์ ก็มิได้ทราบซึ้งพระคุณสมบัติของพระองค์เลยแต่พวกยักษ์อันกินเลือดเนื้อของคนอื่น หยาบคายร้ายกาจ ยังรู้ถึงพระคุณสมบัติของพระองค์ ข้าแต่พระจอมคน คราวนี้ หม่อมฉันจะไม่คิดประทุษร้ายในพระองค์ผู้สมบูรณ์ด้วยศีลเช่นนี้อีก พลางทรงจับพระขรรค์ ทำการสบถ กราบทูลขอขมากับพระเจ้าสีลวมหาราช เชิญให้เสด็จบรรทมเหนือพระยี่ภู่ใหญ่ พระองค์เองบรรทมเหนือพระแท่นน้อย ครั้นสว่างแล้ว ดวงอาทิตย์อุทัยแล้ว ก็ให้คนนำกลองไปเที่ยวตีประกาศ ให้บรรดาเสนาทุกหมู่เหล่า และอำมาตย์ พราหมณ์ คฤหบดี ประชุมกัน ตรัสสรรเสริญพระคุณของพระเจ้าสีลวะ เปรียบเหมือนทรงชูดวงจันทร์เพ็ญในอากาศขึ้นข้างหน้าของคนเหล่านั้น ทรงขอขมาพระเจ้าสีลวะท่ามกลางบริษัทนั้นอีกครั้งหนึ่ง ทรงเวนคืนราชสมบัติตรัสว่าตั้งแต่บัดนี้ไป อุปัทวันตรายที่เกิดแต่โจรผู้ร้าย อันจะบังเกิดแก่พระองค์ หม่อมฉันขอรับภาระกำจัด ขอพระองค์ทรงเสวยราชย์โดยมีหม่อมฉันเป็นผู้อารักขาเถิด แล้วทรงลงอาญาแก่อำมาตย์ผู้ส่อเสียด รวบรวมพลพาหนะ เสด็จไปสู่แว่นแคว้นของพระองค์. ฝ่ายพระเจ้าสีลวมหาราช ทรงประดับด้วยราชอลังการประทับนั่งเหนือกาญจนบัลลังก์ มีเท้ารองด้วยหนังชะมด ภายใต้พระเศวตฉัตร์ ทอดพระเนตรดูราชสมบัติของพระองค์ ทรงพระดำริว่า สมบัติอันโอฬารปานนี้ และการกลับได้คืนชีวิตของอำมาตย์ ทั้งพันคน แม้นเราไม่กระทำความเพียร จักไม่มีเลยสักอย่างเดียว แต่ด้วยกำลังของความเพียร เราจึงได้คืนยศนี้ซึ่งเสื่อมไปแล้ว และได้ให้ชีวิตทานแก่อำมาตย์หนึ่งพัน บุคคลไม่ควรสิ้นหวังเสียเลย ควรกระทำความเพียรถ่ายเดียว เพราะผู้ที่กระทำความเพียรแล้ว ย่อมสำเร็จผลอย่างนี้ แล้วตรัสคาถานี้ด้วยสามารถแห่งอุทาน ความว่า :"บุรุษผู้เป็นบัณฑิต พึงหวังอยู่ร่ำไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราประจักษ์ด้วยตนเอง ว่าปรารถนาอย่างใด ก็ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว" ดังนี้.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๖๐–๗๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๖. อาสึสวคฺควณฺณนา
๑. มหาสีลวชาตกํ
อาสึเสเถว ปุริโสติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต โอสฺสฏฺฐวิริยํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตํ หิ สตฺถา สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ โอสฺสฏฺฐวิริโยติ ปุจฺฉิตฺวา อาม ภนฺเตติ วุตฺเต กสฺมา ตฺวํ ภิกฺขุ เอวรูเป นิยฺยานิกสาสเน ปพฺพชิตฺวา วิริยํ โอสฺสชฺชิ ปุพฺเพ ปณฺฑิตา รชฺชา ปริหายิตฺวาปิ อตฺตโน วิริเย ฐตฺวาว นฏฺฐมฺปิ ยสํ ปุน อุปฺปาทยึสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต รญฺโญ อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺโต ฯ ตสฺส นามคหณทิวเส สีลวกุมาโรติ นามํ อกํสุ ฯ โส โสฬสวสฺสุทฺเทสิโก สพฺพสิปฺเปสุ นิปฺผตฺตึ ปตฺวา อปรภาเค ปิตุ อจฺจเยน รชฺเช ปติฏฺฐิโต มหาสีลวราชา นาม อโหสิ ธมฺมิโก ธมฺมราชา ฯ โส นครสฺส จตูสุ ทฺวาเรสุ จตสฺโส มชฺเฌ เอกํ นิเวสนทฺวาเร เอกนฺติ ฉ ทานสาลาโย กาเรตฺวา กปณทฺธิกานํ ทานํ เทติ สีลํ รกฺขติ อุโปสถกมฺมํ กโรติ ขนฺติเมตฺตานุทฺทยสมฺปนฺโน องฺเก นิสินฺนํ ปุตฺตํ ปริโตสยมาโน วิย สพฺพสตฺเต ปริโตสยมาโน ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตสฺเสโก อมจฺโจ อนฺเตปุเร ปทุสฺสิตฺวา อปรภาเค ปากโฏ ชาโต ฯ อมจฺจา รญฺโญ อาโรเจสุํ ฯ ราชา ปริคฺคณฺหนฺโต อตฺตนา ปจฺจกฺขโต ญตฺวา ตํ อมจฺจํ ปกฺโกสาเปตฺวา อนฺธพาล อยุตฺตนฺเต กตํ น ตฺวํ มม วิชิเต วสิตุํ อรหสิ อตฺตโน ธนญฺจ ปุตฺตทารญฺจ คเหตฺวา อญฺญตฺถ ยาหีติ รฏฺฐา ปพฺพาเชสิ ฯ
โส กาสีรฏฺฐํ อติกฺกมฺม โกสลชนปทํ คนฺตฺวา โกสลราชานํ อุปฏฺฐหนฺโต อนุกฺกเมน รญฺโญ อพฺภนฺตเร วิสฺสาสิโก ชาโต ฯ โส เอกทิวสํ โกสลราชานํ อาห เทว พาราณสีรชฺชํ นาม นิมฺมกฺขิกมธุปฏลสทิสํ ราชา อติมุทุโก อปฺเปเนว พลวาหเนน สกฺกา พาราณสีรชฺชํ คณฺหิตุนฺติ ฯ ราชา ตสฺส วจนํ สุตฺวา พาราณสีรชฺชํ นาม มหา อยญฺจ อปฺเปเนว พลวาหเนน สกฺกา พาราณสีรชฺชํ คณฺหิตุนฺติ อาห กึ นุ โข ปยุตฺตกโจโร สิยาติ จินฺเตตฺวา ปยุตฺตโกสิ มญฺเญติ อาห ฯ นาหํ เทว ปยุตฺตโก สจฺจเมว วทามิ สเจ เม น สทฺทหถ มนุสฺเส เปเสตฺวา ปจฺจนฺตคามํ หนาเปถ เต มนุสฺเส คเหตฺวา อตฺตโน สนฺตกํ โจรานํ ธนํ ทตฺวา วิสฺสชฺเชสฺสตีติ ฯ ราชา อยํ อติวิย สูโร หุตฺวา กเถสิ วีมํสิสฺสามิ ตาว นนฺติ อตฺตโน ปุริเส เปเสตฺวา พาราณสีรญฺโญ ปจฺจนฺตคามํ หนาเปสิ ฯ เต โจเร คเหตฺวา พาราณสีรญฺโญ ทสฺเสสุํ ฯ ราชา เต ทิสฺวา ตาตา กสฺมา คามํ หนถาติ ปุจฺฉิ ฯ ชีวิตุํ อสกฺโกนฺตา เทวาติ ฯ อถ กสฺมา มม สนฺติกํ น อาคมิตฺถ อิโตทานิ ปฏฺฐาย เอวรูปํ มา กริตฺถาติ เตสํ ธนํ ทตฺวา วิสฺสชฺเชสิ ฯ เต คนฺตฺวา โกสลรญฺโญ ตํ ปวุตฺตึ อาโรเจสุํ ฯ โส เอตฺตเกนาปิ คนฺตุํ อวิสหนฺโต ปุน มชฺเฌ ชนปทํ หนาเปสิ ฯ เตปิ โจเร ราชา ตเถว ธนํ ทตฺวา วิสฺสชฺเชสิ ฯ โส เอตฺตเกนปิ อคนฺตฺวา ปุน เปเสตฺวา อนฺตรวีถึ วิลุมฺปาเปสิ ฯ ราชาปิ เตสํ โจรานํ ธนํ ทตฺวา วิสฺสชฺเชสิเยว ฯ ตทา โกสลราชา อติวิย ธมฺมิโก ราชาติ ญตฺวา พาราณสีรชฺชํ คเหสฺสามีติ พลวาหนํ อาทาย นิยฺยาสิ ฯ
ตทา ปน พาราณสีรญฺโญ มตฺตวารเณปิ อภิมุขํ อาคจฺฉนฺเต อนิวตฺตนธมฺมา อสุนิยาปิ สีเส ปตนฺติยา อสนฺตาสนสภาวา สีลวมหาราชสฺส รุจิยา สติ สกลชมฺพูทีเป รชฺชํ คเหตุํ สมตฺถา สหสฺสมตฺตา อเภชฺชวรสูรา มหาโยธา โหนฺติ ฯ เต โกสลราชา คจฺฉตีติ สุตฺวา ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา เทว โกสลราชา กิร พาราณสีรชฺชํ คณฺหิสฺสามีติ อาคจฺฉติ คจฺฉาม มยํ อมฺหากํ รชฺชสีมํ อโนกฺกนฺตเมว นํ โปเถตฺวา คณฺหามาติ วทึสุ ฯ ราชา ตาตา มํ นิสฺสาย อญฺเญสํ กิลมนกิจฺจํ นตฺถิ รชฺชตฺถิโก รชฺชํ คณฺหตุ มา คมิตฺถาติ นิวาเรสิ ฯ โกสลราชา รชฺชสีมํ อติกฺกมิตฺวา ชนปทมชฺฌํ ปาวิสิ ฯ อมจฺจา ปุนปิ ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา ตเถว วทึสุ ฯ ราชา ปุริมนเยเนว นิวาเรสิ ฯ โกสลราชา พหินคเรเยว ฐตฺวา รชฺชํ วา เทตุ ยุทฺธํ วาติ สีลวมหาราชสฺส สาสนํ เปเสสิ ฯ ราชา ตํ สุตฺวา นตฺถิ ตยา สทฺธึ ยุทฺธํ รชฺชํ คณฺหตูติ ปฏิสาสนํ เปเสสิ ฯ ปุนปิ อมจฺจา ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา เทว น มยํ โกสลรญฺโญ นครํ ปวิสิตุํ เทม พหินคเรเยว โปเถตฺวา คณฺหามาติ อาหํสุ ฯ ราชา ปุริมนเยเนว นิวาเรตฺวา นครทฺวารานิ อวาปุราเปตฺวา สทฺธึ อมจฺจสหสฺเสน มหาตเล ปลฺลงฺกมชฺเฌ นิสีทิ ฯ โกสลราชา มหนฺเตน พลวาหเนน พาราณสึ ปาวิสิ ฯ โส เอกํปิ ปฏิสตฺตุํ อปสฺสนฺโต รญฺโญ นิเวสนทฺวารํ คนฺตฺวา อมจฺจคณปริวุโต อปารุตทฺวาเร นิเวสเน อลงฺกตปฏิยตฺตํ มหาตลํ อารุยฺห นิสินฺนํ นิรปราธํ สีลวมหาราชานํ สทฺธึ อมจฺจสหสฺเสน คณฺหาเปตฺวา คจฺฉถ อิมํ ราชานํ สทฺธึ อมจฺเจหิ ปจฺฉาพาหุํ คาฬฺหพนฺธนํ พนฺธิตฺวา อามกสุสานํ เนตฺวา คลปฺปมาเณ อาวาเฏ ขณิตฺวา ยถา เอโกปิ หตฺถํ อุกฺขิปิตุํ น สกฺโกติ เอวํ ปํสุํ ปกฺขิปิตฺวา นิกฺขณถ รตฺตึ สิคาลา อาคนฺตฺวา เอเตสํ กตฺตพฺพยุตฺตกํ กริสฺสนฺตีติ อาห ฯ มนุสฺสา โจรรญฺโญ อาณํ สุตฺวา ราชานํ สทฺธึ อมจฺเจหิ ปจฺฉาพาหุํ คาฬฺหพนฺธนํ พนฺธิตฺวา นิกฺขมึสุ ฯ
ตสฺมึปิ กาเล สีลวมหาราชา โจรรญฺโญ อาฆาตมตฺตมฺปิ นากาสิ ฯ เตสุปิ อมจฺเจสุ เอวํ พนฺธิตฺวา นียมาเนสุ เอโกปิ รญฺโญ วจนํ ภินฺทิตุํ สมตฺโถ นาม นาโหสิ ฯ เอวํ สุวินีตา กิรสฺส ปริสา ฯ อถ เต ราชปุริสา สามจฺจํ สีลวมหาราชานํ อามกสุสานํ เนตฺวา คลปฺปมาเณ อาวาเฏ ขณิตฺวา สีลวมหาราชานํ มชฺเฌ อุโภสุ ปสฺเสสุ เสสอมจฺเจ สพฺเพปิ อาวาเฏสุ โอตาเรตฺวา ปํสุํ อากิริตฺวา ฆนํ อาโกเฏตฺวา อาคมึสุ ฯ สีลวมหาราชา อมจฺเจ อามนฺเตตฺวา โจรรญฺโญ อุปริ โกปํ อกตฺวา เมตฺตเมว ภาเวถ ตาตาติ โอวทิ ฯ
อถ อฑฺฒรตฺติกสมเย มนุสฺสมํสํ ขาทิสฺสามาติ สิคาลา อาคมึสุ ฯ เต ทิสฺวา ราชา จ อมจฺจา จ เอกปฺปหาเรเนว สทฺทมกํสุ ฯ สิงฺคาลา ภีตา ปลายึสุ ฯ เต นิวตฺติตฺวา โอโลเกนฺตา ปจฺฉโต กสฺสจิ อนาคมนภาวํ ญตฺวา ปุน ปจฺจาคมึสุ ฯ อิตเรปิ ตเถว สทฺทมกํสุ ฯ เอวํ ยาวตติยํ ปลายิตฺวา ปุน โอโลเกนฺตา เตสุ เอกสฺสาปิ อนาคมนภาวํ ญตฺวา วชฺฌปฺปตฺตา เอเต ภวิสฺสนฺตีติ สูรา หุตฺวา นิวตฺติตฺวา ปุน เตสุ สทฺทํ กโรนฺเตสุปิ น ปลายึสุ ฯ เชฏฺฐกสิคาโล ราชานํ อุปคจฺฉิ ฯ เสสา เสสานํ สนฺติกํ อคมํสุ ฯ อุปายกุสโล ราชา ตสฺส อตฺตโน สนฺติกํ อาคตภาวํ ญตฺวา ฑํสิตุํ โอกาสํ เทนฺโต วิย คีวํ อุกฺขิปิตฺวา ตํ คีวายํ ฑํสมานํ หนุกฏฺฐิเกน อากฑฺฒิตฺวา ยนฺเตน ปกฺขิปิตฺวา วิย คาฬฺหํ คณฺหิ ฯ นาคพเลน รญฺญา หนุกฏฺฐิเกน อากฑฺฒิตฺวา คีวายํ ทฬฺหคหิตสิงฺคาโล อตฺตานํ โมเจตุํ อสกฺโกนฺโต มรณภยตชฺชิโต มหาวิรวํ วิรวิ ฯ อวเสสา สิคาลา ตสฺส ตํ สทฺทํ สุตฺวา เอเตน ปุริเสเนส คหิโต ภวิสฺสตีติ อมจฺเจ อุปสงฺกมิตุํ อสกฺโกนฺตา มรณภยตชฺชิตา สพฺเพ ปลายึสุ ฯ รญฺโญ หนุกฏฺฐิเกน ยนฺเตน ปกฺขิปิตฺวา วิย ทฬฺหํ กตฺวา คหิตสิคาเล อปราปรํ สญฺจรนฺเต ปํสุ สิถิลา อโหสิ ฯ โสปิ สิงฺคาโล มรณภยภีโต จตูหิ ปาเทหิ รญฺโญ อุปริภาเค ปํสุํ อปพฺยูหติ ฯ ราชา ปํสูนํ สิถิลภาวํ ญตฺวา สิคาลํ วิสฺสชฺเชตฺวา นาคพโล ถามสมฺปนฺโน อปราปรํ สญฺจาเลนฺโต อุโภ หตฺเถ อุกฺขิปิตฺวา อาวาฏมุขวฏฺฏิยํ โอลุพฺภ วาตจฺฉินฺนวลาหโก วิย นิกฺขมิตฺวา ฐิโต อมจฺเจ อสฺสาเสตฺวา ปํสุํ วิยูหิตฺวา เต สพฺเพ อุทฺธริตฺวา อมจฺจปริวุโต อามกสุสาเน อฏฺฐาสิ ฯ
ตสฺมึ สมเย มนุสฺสา เอกํ มตมนุสฺสํ อามกสุสาเน ฉฑฺเฑนฺตา ทฺวินฺนํ ยกฺขานํ สีมนฺตริกาย ฉฑฺเฑสุํ ฯ เต ยกฺขา ตํ มนุสฺสํ ภาเชตุํ อสกฺโกนฺตา วิวาทมกํสุ มยํ อิมํ ภาเชตุํ น สกฺโกม อยํ สีลวมหาราชา ธมฺมิโก เอส โน ภาเชตฺวา ทสฺสติ เอตสฺส สนฺติกํ คจฺฉามาติ ตํ มตมนุสฺสํ ปาเท คเหตฺวา กฑฺฒนฺตา รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา เทว อมฺหากํ อิมํ ภาเชตฺวา เทหีติ อาหํสุ ฯ โภ ยกฺขา อหํ อิมํ ตุมฺหากํ ภาเชตฺวา ทเทยฺยํ อปริสุทฺธสรีโร ปนมฺหิ นฺหายิสฺสามิ ตาวาติ ฯ ยกฺขา โจรรญฺโญ ฐปิตํ วาสิตอุทกํ อตฺตโน อานุภาเวน อาหริตฺวา รญฺโญ นฺหาปนตฺถาย อทํสุ ฯ นฺหาตฺวา ฐิตสฺส จสฺส สํหริตฺวา ฐปิเต โจรรญฺโญ สาฏเก อาหริตฺวา อทํสุ ฯ เต นิวาเสตฺวา ฐิตสฺส จตุชฺชาติยคนฺธสมุคฺคํ อาหริตฺวา อทํสุ ฯ คนฺเธ วิลิมฺปิตฺวา ฐิตสฺส สุวณฺณสมุคฺเค มณิตาลวณฺเฏสุ ฐปิตานิ นานาปุปฺผานิ อาหริตฺวา อทํสุ ฯ ปุปฺผานิ ปิลนฺธิตฺวา ฐิตกาเล อญฺญํ กึ กโรมาติ ปุจฺฉึสุ ฯ ราชา อตฺตโน ฉาตกาการํ ทสฺเสสิ ฯ เต ยกฺขา คนฺตฺวา โจรรญฺโญ สมฺปาทิตํ นานคฺครสโภชนํ อาหริตฺวา อทํสุ ฯ ราชา นฺหานานุลิตฺโต สุมณฺฑิตปฺปสาธิโต นานคฺครสโภชนํ ภุญฺชิ ฯ ยกฺขา โจรรญฺโญ ฐปิตํ วาสิตปานียํ สุวณฺณภิงฺคาเรเนว สุวณฺณสรเกนปิ สทฺธึ อาหริตฺวา อทํสุ ฯ อถสฺส ปานียํ ปิวิตฺวา มุขํ วิกฺขาเลตฺวา หตฺเถ โธวิตฺวา ฐิตกาเล โจรรญฺโญ สมฺปาทิตํ ปญฺจสุคนฺธิกปริวารํ ตมฺพูลํ อาหริตฺวา อทํสุ ฯ ตํ ขาทิตฺวา ฐิตกาเล อญฺญํ กึ กโรมาติ ปุจฺฉึสุ ฯ คนฺตฺวา โจรรญฺโญ อุสฺสีสเก นิกฺขิตฺตํ มงฺคลขคฺคํ อาหรถาติ ฯ เต ตมฺปิ คนฺตฺวา อาหรึสุ ฯ ราชา ขคฺคํ คเหตฺวา ตํ มตมนุสฺสํ อุชุกํ ฐเปตฺวา มตฺถกมชฺเฌ อสินา ปหริตฺวา เทฺว โกฏฺฐาเส กตฺวา ทฺวินฺนํ ยกฺขานํ สมวิภตฺตเมว วิภชิตฺวา อทาสิ ทตฺวา จ ปน ขคฺคํ โธวิตฺวา สนฺนยฺหิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ อถ เต ยกฺขา มนุสฺสมํสํ ขาทิตฺวา สุหิตา หุตฺวา ตุฏฺฐจิตฺตา อญฺญํ เต มหาราช กึ กโรมาติ ปุจฺฉึสุ ฯ เตนหิ ตุมฺเห อตฺตโน อานุภาเวน มํ โจรรญฺโญ สิริคพฺเภ โอตาเรถ อิเม จ อมจฺเจ อตฺตโน เคเห ปติฏฺฐาเปถาติ ฯ เต สาธุ เทวาติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตถา อกํสุ ฯ
ตสฺมึ สมเย โจรราชา อลงฺกตสิริคพฺเภ สิริสยนปิฏฺเฐ นิปนฺโน นิทฺทายติ ฯ ราชา ตสฺส ปมตฺตสฺส นิทฺทายนฺตสฺส ขคฺคตเลน อุทรํ ปหริ ฯ โส ภีโต ปพุชฺฌิตฺวา ทีปาโลเกน สีลวมหาราชานํ สญฺชานิตฺวา สยนโต อุฏฺฐาย สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา ฐิโต ราชานํ อาห มหาราช เอวรูปาย รตฺติยา คหิตารกฺเข ปิหิตทฺวาเร ภวเน อารกฺขมนุสฺเสหิ นิโรกาเส ฐาเน ขคคํ สนฺนยฺหิตฺวา อลงฺกตปฏิยตฺโต กถนฺนาม ตฺวํ อิมํ สยนปิฏฺฐํ อาคโตติ ฯ ราชา อตฺตโน อาคมนการณํ สพฺพํ วิตฺถารโต กเถสิ ฯ ตํ สุตฺวา โจรราชา สํวิคฺคมานโส มหาราช อหํ มนุสฺสภูโตปิ สมาโน ตุมฺหากํ คุเณ น ชานามิ ปเรสํ โลหิตมํสํ ขาทเกหิ ปน กกฺขเฬหิ ผรุเสหิ ยกฺเขหิ ตว คุณา ญาตา น อิทานาหํ นรินฺท เอวรูเป สีลสมฺปนฺเน ตยิ ทุพฺภิสฺสามีติ ขคฺคํ อาทาย สปถํ กตฺวา ราชานํ ขมาเปตฺวา มหาสยเน นิปชฺชาเปตฺวา อตฺตโน ขุทฺทกมญฺจเก นิปชฺชิตฺวา ปภาตาย รตฺติยา อุฏฺฐิเต สุริเย เภริญฺจาราเปตฺวา สพฺพเสนิโย จ อมจฺจพฺราหฺมณคหปติเก จ สนฺนิปาตาเปตฺวา เตสํ ปุรโต อากาเส ปุณฺณจนฺทํ อุกฺขิปนฺโต วิย สีลวรญฺโญ คุเณ กเถตฺวา ปริสมชฺเฌเยว ปุน ราชานํ ขมาเปตฺวา รชฺชํ ปฏิจฺฉาเปตฺวา อิโต ปฏฺฐาย ตุมฺหากํ อุปฺปนฺโน โจรุปทฺทโว มยฺหํ ภาโร มยา คหิตารกฺขา ตุมฺเห รชฺชํ กาเรถาติ วตฺวา เปสุญฺญการกสฺส อาณํ กตฺวา อตฺตโน พลวาหนํ อาทาย สกรฏฺฐเมว คโต ฯ
สีลวมหาราชาปิ โข อลงฺกตปฏิยตฺโต เสตจฺฉตฺตสฺส เหฏฺฐา สรภปาทเก กาญฺจนปลฺลงฺเก นิสินฺโน อตฺตโน สมฺปตฺตึ โอโลเกตฺวา อยญฺจ เอวรูปา สมฺปตฺติ อมจฺจสหสฺสสฺส จ ชีวิตปฏิลาโภ มยิ วิริยํ อกโรนฺเต กิญฺจิ น อภวิสฺส วิริยพเลน ปนาหํ นฏฺฐญฺจ อิมํ ยสญฺจ ปฏิลภึ อมจฺจสหสฺสสฺส จ ชีวิตทานํ อทาสึ อาสจฺเฉทํ วต อกตฺวา วิริยเมว กตฺตพฺพํ กตวิริยสฺส หิ ผลํ นาม เอวํ สมิชฺฌตีติ จินฺเตตฺวา อุทานวเสน อิมํ คาถมาห
อาสึเสเถว ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต
ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ ยถา อิจฺฉึ ตถา อหูติ ฯ
ตตฺถ อาสึเสเถวาติ เอวาหํ วิริยํ อารภนฺโต อิมมฺหา ทุกฺขา มุจฺจิสฺสามีติ อตฺตโน วิริยพเลน อาสํ กโรเถว ฯ น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโตติ อุปายกุสโล ยุตฺตปฺปยุตฺตฏฺฐาเน วิริยํ กโรนฺโต อหํ อิมสฺส วิริยสฺส ผลํ น ลภิสฺสามีติ น อุกฺกณฺเฐยฺย อาสาจฺเฉทกมฺมํ น กเรยฺยาติ อตฺโถ ฯ ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานนฺติ เอตฺถ โวติ นิปาตมตฺตํ อหํ อชฺช อตฺตานํ ปสฺสามิ ฯ ยถา อิจฺฉึ ตถา อหูติ อหํ หิ อาวาเฏ นิกฺขาโต ตมฺหา ทุกฺขา มุจฺจิตฺวา ปุน อตฺตโน รชฺชสมฺปตฺตึ อิจฺฉึ โสหํ อิมํ สมฺปตฺตึ ปตฺตํ อตฺตานํ ปสฺสามิ ยเถวาหํ ปุพฺเพ อิจฺฉึ ตเถว เม อตฺตา ชาโตติ ฯ
เอวํ โพธิสตฺโต อโห วต โภ สีลสมฺปนฺนานํ วิริยผลํ นาม สมิชฺฌตีติ อิมาย คาถาย อุทานํ อุทาเนตฺวา ยาวชีวํ ปุญฺญานิ กริตฺวา ยถากมฺมงฺคโต ฯ
สตฺถาปิ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน โอสฺสฏฺฐวิริโย ภิกฺขุ อรหตฺเต ปติฏฺฐาสิ ฯ สตฺถา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ทุฏฺฐามจฺโจ เทวทตฺโต อโหสิ อมจฺจสหสฺสา พุทฺธปริสา สีลวมหาราชา ปน อหเมวาติ ฯ
มหาสีลวชาตกํ ปฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗