ภัณฑุติณฑุกชาดก
ว่าด้วยพระราชาทรงออกสดับฟังข่าวชาวเมือง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๑๙ · บรรทัด ๙๙๘๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภราโชวาท ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อปฺปมาโท ดังนี้. ราโชวาทมีพิสดารแล้วในหนหลัง.
ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่าปัญจาละ ดำรงอยู่ในอคติทรงประมาทเสวยราชสมบัติโดยอธรรม อยู่ในอุตตรปัญจาลนคร แคว้นกปิละ. ครั้งนั้น อำมาตย์เป็นต้นของพระองค์ ก็เกิดเป็นคนอาธรรม์เสียทั้งหมด. ชาวแว่นแคว้น ถูกบีบคั้นด้วยภาษีอากร ต้องพาลลูกเมียเที่ยวหลบหนี หลีกไปในป่า คล้ายฝูงมฤค. ในที่ที่เคยมีบ้าน ก็กลายเป็นที่มีบ้านร้าง. กลางวันผู้คนไม่อาจอยู่บ้านเรือนได้ เพราะเกรงกลัวเจ้าหน้าที่บ้านเมือง พากันเอากิ่งหนามเป็นต้นล้อมเรือนไว้ เมื่ออรุณขึ้นก็หลบเข้าป่าไป. กลางวันเจ้าหน้าที่ก็ริบยื้อแย่ง กลางคืนพวกโจรก็ปล้นก็ชิง.
คราวนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดา อยู่ที่ี่ภัณฑุติณฑุกพฤกษ์ภายนอกพระนคร. ทุกๆ ปีได้รับพลีกรรม มีราคาหนึ่งพันจากราชสำนัก. รุกขเทวดาคิดว่า พระราชานี้ทรงประมาท เสวยราชสมบัติ สกลรัฐจักฉิบหายเว้นเราเสียแล้วไม่มีใครสามารถจะชักจูงให้พระราชาดำรงพระองค์ ในทางที่ถูกต้องได้ อนึ่ง พระองค์ก็ทรงมีอุปการะแก่เรา บูชาด้วยพลีกรรมพันหนึ่งทุกปีมาเราจักถวายโอวาทพระองค์ท่าน. ในเวลากลางคืน รุกขเทวดาเข้าไปยังห้องพระบรรทมของพระราชา ยืนอยู่ข้างพระเศียร เปล่งรัศมียืนอยู่บนอากาศ. พระราชาทอดพระเนตรเห็นเทวดารุ่งเรืองอยู่ คล้ายดวงอาทิตย์อ่อน ๆ จึงตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร มาที่นี่เพราะเหตุอะไร ? รุกขเทวดาได้ยินพระราชดำรัสแล้วทูลว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ข้าพเจ้าคือภัณฑุติณฑุกเทพ คิดว่าจักถวายโอวาทแด่พระองค์ จึงมาเฝ้า. พระราชาตรัสถามว่า ท่านจักให้โอวาทอะไรหรือ ? เมื่อพระราชาตรัสถามอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์จึงทูลว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า พระองค์เป็นผู้ประมาทเสวยราชสมบัติ เพราะฉะนั้น แว่นแคว้นทั้งสิ้นของพระองค์ จะพินาศเหมือนถูกกำจัดยื้อแย่ง ธรรมดาพระราชาเมื่อเสวยราชสมบัติด้วยความประมาท หาใช่เป็นเจ้าของแห่งแว่นแคว้นทั้งสิ้นไม่ถึงความพินาศในปัจจุบันแล้ว ในภพหน้าจักต้องเกิดในมหานรกอีก อนึ่งเมื่อพระราชาถึงความประมาทแล้ว แม้ชนในราชสำนัก นอกราชสำนัก ย่อมจะพากันประมาท ด้วยเหตุนั้น พระราชาไม่ควรประมาทอย่างยิ่ง ดังนี้แล้วเมื่อจะเริ่มตั้งธรรมเทศนา จึงกล่าวคาถา ความว่า
ความไม่ประมาท เป็นทางไม่ตาย ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย คน ประมาทเป็นเหมือนคนตายแล้ว. เพราะมัวเมาจึงเกิดความประมาท เพราะประมาท จึงเกิดความเสื่อม และเพราะความเสื่อมจึงเกิดโทษ ดูก่อนท่านผู้มีภาระครอบครองรัฐ อย่าประมาทเลย. เพราะกษัตริย์เป็นอันมาก หากมีความประมาท ต้องเสื่อมประโยชน์ของแว่นแคว้น เสื่อมทั้งแว่นแคว้น อนึ่ง ชาวบ้านประมาท ก็เสื่อมจากบ้าน บรรพชิต ประมาท ก็เสื่อมจากอนาคาริยวิสัย. ดูก่อนพระองค์ผู้เป็นมิ่งขวัญของรัฐ โภคสมบัติ ทุกอย่างในแว่นแคว้น ของกษัตริย์ผู้ประมาทแล้ว ย่อมพินาศหมด ข้อนั้นท่านกล่าวว่า เป็นความทุกข์ ของพระราชา. ดูก่อนพระมหาราชเจ้า ความประมาทนี้ไม่เป็น ธรรมของโบราณกษัตริย์ โจรทั้งหลายย่อมกำจัดชนบท อันมั่งคั่งไพบูลย์ ของพระราชาผู้ประมาทเกินขอบเขต. ราชโอรสสืบสันตติวงศ์ ของพระราชานั้นจัก ไม่มี เงินทองทรัพย์สินก็จักไม่มีเหมือนกัน เมื่อ แว่นแคว้นถูกปล้น พระราชาผู้ประมาท ย่อมเสื่อม จากโภคะทั้งปวง. ญาติมิตรและสหาย ย่อมไม่นับถือขัตติยราชผู้ เสื่อมจากสรรพโภคสมบัติ ในความคิดอ่าน. พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า ผู้พึ่ง พระโพธิสมภารเป็นอยู่ ย่อมไม่นับถือพระราชานั้น ในความคิดอ่าน. ศรีคือมิ่งขวัญ ย่อมละพระราชาผู้ไม่จัดแจง การงาน โง่เขลา มีความคิดอ่านเลวทราม ไร้ปัญญา เหมือนงูลอกคราบอันคร่ำคร่า ฉะนั้น. พระราชาผู้ทรงจัดแจงการงานดี หมั่นขยันตาม กาล ไม่เกียจคร้าน โภคสมบัติทั้งปวง ย่อมเจริญยิ่งขึ้น เหมือนฝูงโคที่มีโคผู้ ฉะนั้น. ดูก่อนมหาราชเจ้า พระองค์จงเสด็จเที่ยวฟัง เหตุการณ์ในแว่นแคว้น และในชนบท ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็น และได้ทรงสดับแล้ว แต่นั้นก็ปฏิบัติ สิ่งนั้น ๆ เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมาโท ได้แก่ ความไม่อยู่ปราศแห่งสติ. บทว่า อมตํ ปทํ ความว่า เป็นทางคือเป็นเหตุแห่งอมตนิพพาน. บทว่า มจฺจุโน ปทํ ความว่า ความประมาทเป็นเหตุแห่งความตาย. เพราะคนประมาทแล้ว เจริญวิปัสสนา เมื่อไม่อาจบรรลุอัปปฏิสนธิกภาพได้ ย่อมเกิดย่อมตายในสงสารบ่อย ๆ เหตุนั้น ความประมาทจึงชื่อว่า เป็นทางแห่งความตาย บทว่า น มียนฺติ ความว่า คนผู้ไม่ประมาทเจริญวิปัสสนา บรรลุอัปปฏิสนธิกภาพแล้ว ชื่อว่าย่อมไม่ตาย เพราะไม่เกิดในสงสารอีก. บทว่าเย ปมตฺตา ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า บุคคลเหล่าใดประมาทแล้ว บุคคลเหล่านั้นควรเห็นเหมือนคนตายแล้ว. เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุที่ยังกิจให้สำเร็จไม่ได้. แท้จริง สำหรับคนที่ตายแล้ว ย่อมไม่มีความคำนึง ความปรารถนา หรือความขวนขวายว่า เราจักให้ทาน จักรักษาศีล จักทำอุโบสถกรรม จักบำเพ็ญคุณงามความดี เพราะเป็นผู้ปราศจากวิญญาณ. สำหรับคนประมาทก็ไม่มี เพราะขาดความไม่ประมาท ฉะนั้น คนตายกับคนประมาททั้งสองนี้ จึงเสมอเหมือนเป็นบุคคลประเภทเดียวกัน.
บทว่า มทา ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ขึ้นชื่อว่า ความประมาทย่อมเกิดเพราะความเมา ๓ ประการ คือ เมาในความไม่มีโรค เมาในวัยและเมาในชีวิต. คนเรานั้นพอเมาแล้ว ก็ถึงความประมาท กระทำบาปกรรมเช่นปาณาติบาตเป็นต้นได้. ทีนั้น พระราชาย่อมตรัสสั่งให้ตัดตีนตัดมือ ให้ประหารชีวิต หรือให้ริบทรัพย์ของผู้นั้นทั้งหมด เพราะความประมาทของเขาจึงเกิดความสิ้นญาติ สิ้นทรัพย์ สิ้นชีวิตอย่างนี้. เขาถึงความสิ้นทรัพย์หรือสิ้นยศแล้ว เมื่อไม่สามารถเลี้ยงชีวิตได้อีก ก็ต้องทำกายทุจริตเป็นต้น เพื่อเลี้ยงชีพต่อไป และเพราะความสิ้นเนื้อสิ้นตัวของเขาอย่างนี้ จึงเกิดโทษผิดขึ้นข้าพเจ้าจึงต้องทูลเตือนพระองค์. บทว่า มา มโท ภรตูสภ ความว่าดูก่อนพระองค์ผู้มีภาระเป็นใหญ่ในแว่นแคว้น พระองค์อย่าทรงมัวเมาอธิบายว่า อย่าทรงประมาท.
บทว่า อตฺถํ รฏฺํ ความว่า กษัตริย์เป็นอันมาก (หาก) ทรงประมาทความเจริญของชาวชนบท และแว่นแคว้นทั้งสิ้น ก็เสื่อมโทรมลง. เพื่อความแจ่มแจ้งแห่งความข้อนั้น ๆ บัณฑิตควรแสดง ขันติวาทีชาดก มาตังคชาดกคุรุกชาดก สรภังคชาดก และเจติยชาดก. บทว่า คามิโน ความว่า แม้นายบ้านต้องพลัดพราก เสื่อมโทรม ฉิบหายจากบ้าน ก็เพราะโทษคือความประมาทมาก. บทว่า อนาคารา อคาริโน ความว่า รุกขเทวดากล่าวว่าบรรพชิตเสื่อมจากข้อปฏิบัติของบรรพชิต ก็เพราะโทษคือประมาทมาก แม้คฤหัสถ์ พลัดพราก เสื่อมโทรม จากการครองเรือน และธัญญาหารเป็นต้นมากมาย ก็เพราะโทษคือประมาทมาก. บทว่า ตํ วุจฺจเต อยํ ความว่าดูก่อนมหาราชเจ้า ชื่อว่า ความเสื่อมยศและโภคสมบัติ ท่านกล่าวว่า นั่นเป็นทุกข์ของพระราชา เพราะไม่มีโภคสมบัติ ยศของพระราชาผู้ไร้ทรัพย์ย่อมเสื่อม พระราชาผู้เสื่อมยศ ย่อมได้รับทุกข์อย่างมหันต์.
บทว่า เนส ธมฺโม ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ความประมาทนี้ไม่ใช่ธรรมของโบราณกษัตริย์. บทว่า อิทฺธํ ผีตํ ความว่า (โจรทั้งหลายย่อมยื้อแย่ง) ชนบทอันมั่งคั่งด้วยข้าวน้ำเป็นต้น ไพบูลย์ด้วยเงินและทองเป็นต้น. บทว่า น เต ปุตฺตา ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ราชโอรสผู้สืบสันตติวงศ์ ของพระราชาผู้ประมาทจักไม่มี. เพราะชาวแว่นแคว้นทั้งหลายย่อมไม่ถวายเศวตฉัตร ด้วยคิดว่า พระโอรสของพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมนี้จักทำความเจริญอะไรแก่พวกเราได้ พวกเราจักไม่ถวายเศวตฉัตรแก่พระโอรสนั้น พระโอรสต้องพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าไม่มี ด้วยอาการอย่างนี้. บทว่า ปริชิณฺณํ แปลว่า เสื่อมรอบแล้ว. บทว่า ราชา นํ วาปิความว่า แม้ถึงพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมนั้น จะเป็นพระราชา เมื่อเป็นเช่นนั้น.
บทว่า มนฺติยํ ความว่า ญาติ มิตรสหายย่อมไม่สำคัญที่จะทำอาการนับถือด้วยจิตเคารพว่า ผู้นี้คือพระราชา. บทว่า อุปชีวนฺตา ความว่าชนทั้งหลายแม้ที่เข้าไปพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ก็ย่อมไม่สำคัญอาการที่ตนควรสำคัญด้วยจิตเคารพ. เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุที่พระราชาไม่ทรงตั้งอยู่ในธรรม. บทว่า สิรี ได้แก่ ยศและโภคสมบัติ. บทว่า ตจํ ความว่า เมื่องูรังเกียจคราบเก่าย่อมละเสีย ไม่เหลียวแลดูอีกฉันใด สิริคือยศและโภคสมบัติย่อมละพระราชา ผู้เช่นนั้น ฉันนั้น. บทว่า สุสํวิหิตกมฺมนฺตํ ความว่าผู้ไม่กระทำบาปกรรมด้วยกายทวารเป็นต้น. บทว่า อภิวฑฺฒนฺติ ความว่าย่อมเจริญก้าวหน้า. บทว่า สอุสภามิว ความว่า ดุจฝูงโค มีโคผู้เป็นหัวหน้าฝูง. แท้จริง โภคสมบัติทั้งหลายย่อมเจริญแก่พระราชาผู้ไม่ประมาทแล้ว ดุจฝูงโค มีโคผู้เป็นหัวหน้าฝูงฉะนั้น.
บทว่า อุปสฺสุตึ ความว่า พระองค์จงเสด็จจาริกไปในสกลรัฐและชนบทของพระองค์. บทว่า ตตฺถ ความว่า เมื่อพระองค์เสด็จไปในแว่นแคว้นนั้น จะได้ทอดพระเนตรสิ่งที่ควรทอดพระเนตร จะได้ทรงสดับสิ่งที่ควรสดับ กระทำคุณานุคุณส่วนพระองค์ให้ประจักษ์แล้ว จักได้ทรงปฏิบัติข้อปฏิบัติอันเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่พระองค์.
พระมหาสัตว์ถวายโอวาทพระราชาด้วยคาถา ๑๑ คาถา ด้วยประการฉะนี้แล้ว ทูลว่า พระองค์จงรีบไปสอดส่องอย่าชักช้า อย่าให้แว่นแคว้นฉิบหายเสียเลย ดังนี้แล้ว กลับไปยังสถานที่อยู่ของตน. ฝ่ายพระราชาทรงสดับถ้อยคำของเทวดาแล้ว สลดพระทัย รุ่งขึ้นโปรดให้อำมาตย์ดูแลราชสมบัติแล้วพร้อมด้วยราชปุโรหิต เสด็จออกจากพระนคร ทางพระทวารด้านทิศปราจีน เสด็จพระราชดำเนินไป สิ้นทางประมาณหนึ่งโยชน์ ณ สถานที่นั้น ชายแก่ชาวบ้านผู้หนึ่ง นำกิ่งหนามมาจากดง ล้อมกั้นปิดประตูเรือนไว้ พาบุตรภรรยาเข้าป่าไปเวลาเย็นเมื่อพวกราชบุตรหลีกไปแล้วก็กลับมาเรือนตน ถูกหนามยอกเท้าที่ประตูเรือน จึงนั่งกระโหย่ง บ่งหนาม พลางด่าพระราชาด้วยคาถานี้ ความว่า
ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช จึงถูกลูกศรเสียบใน สงคราม เสวยทุกขเวทนา เหมือนเราถูกหนามแทง แล้ว เสวยทุกขเวทนาอยู่ในวันนี้.
ก็คำด่านั้นได้เป็นไปด้วยอานุภาพของพระโพธิสัตว์นั้นเอง. ควรทราบว่า ชายแก่นั้น ถูกพระโพธิสัตว์ดลใจจึงด่า. ในเวลานั้น พระราชากับราชปุโรหิต ปลอมเพศยืนอยู่ใกล้ ๆ ชายแก่นั้นเอง. พอราชปุโรหิตได้ยินคำของชายแก่ จึงกล่าวคาถา ความว่า
ท่านเป็นคนแก่ มีจักษุมืดมัว มองเห็นอะไร ไม่ถนัด หนามแทงท่านเอง ในเรื่องนี้ พระเจ้าพรหมทัต มีความผิดอะไรด้วย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มคฺเคยฺย แปลว่า ยอกเอา มีอธิบายว่าถ้าท่านถูกหนามยอกเอา เพราะความซุ่มซ่ามของตนเองไซร้ ในข้อนี้ทำไมจะเป็นความผิดของพระราชาด้วยเล่า ท่านด่าพระราชา เพราะเหตุที่ พระราชามีหน้าที่ตรวจตราหนามแล้วบอกให้ท่านทราบหรือ ?
ชายชราได้ฟังดังนั้น ได้กล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า
ดูก่อนพราหมณ์ เราถูกหนามแทง ในหนทางนี้ เป็นความผิดของพระเจ้าพรหมทัตมากมาย เพราะ ชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัต มิได้พิทักษ์รักษา ถูกพวกราชบุรุษกดขี่ด้วยภาษีอันไม่ชอบธรรม. กลางคืนถูกพวกโจรปล้น กลางวันถูกราชบุรุษ กดขี่ ในแว่นแคว้นของพระราชาโกง มีคนอาธรรม์ มากมาย. แน่ะพ่อคุณ เมื่อภัยเช่นนี้เกิดขึ้น ประชาชนพากัน อึดอัด เพราะกลัวพากันหาไม้มีหนาม ในป่ามาทำที่ ซุกซ่อน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พเหฺวตฺถ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ข้านั่งจมลงไปในทางที่มีหนาม ในเรื่องนี้พระเจ้าพรหมทัตมีความผิดมากเพราะความผิดของพระราชา ตลอดเวลาเท่านี้ เจ้าไม่รู้เลยว่า เราต้องดั้นด้นไปในทางที่มีหนาม เพราะชนบทพระราชามิได้พิทักษ์รักษาจึงมีหนาม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขาทนฺติ ได้แก่ พวกโจรรุมกันปล้น. บทว่า ตุณฺฑิยา ความว่า กลางวัน พวกราชบุรุษเบียดเบียนด้วยการฆ่าการจองจำเป็นต้น เก็บภาษีอากรโดยไม่เป็นธรรม. บทว่า กูฏราชสฺส ความว่า ในแว่นแคว้นของพระราชาผู้ลามก. บทว่า อธมฺมิโก ความว่าคนทั้งหลายต้องมีการงานอันปกปิดเป็นอันมาก. คนแก่เรียกปุโรหิตว่า พ่อพราหมณ์. บทว่า มาณวา ได้แก่ มนุษย์ทั้งหลาย. บทว่า นิลฺเลนกานิ ได้แก่ สถานที่ซุ่มซ่อน. บทว่า วเน คเหตฺวา กณฺฏกํ ความว่า (ในเพราะภัยเช่นนี้) ประชาชนจึงนำเอาหนามมาปิดประตู ทิ้งเรือนพาลูกเมียเข้าป่าไป ทำสถานที่ซุ่มซ่อนของตน ๆ ในป่านั้น. อนึ่ง หนามชนิดใดมีในป่าเขาก็พากันเอาหนามชนิดนั้นมาล้อมเรือนไว้ เพราะความผิดของพระราชาอย่างนี้ เราจึงถูกหนามตำเอา ท่านอย่าเป็นผู้สนับสนุนพระราชาเช่นนี้เลย.
พระราชาทรงสดับเช่นนั้น จึงตรัสเรียกราชปุโรหิตมาตรัสสั่งว่า ท่านอาจารย์ ชายชราพูดถูก เป็นความผิดของเราแท้ ๆ มาเถิด เราจักกลับไปเสวยราชสมบัติโดยธรรม. เทวดาพระโพธิสัตว์ สิงในร่างของราชปุโรหิต ทูลว่าขอเดชะมหาราชเจ้า จงไปสอดแนมดูข้างหน้าต่อไปอีกก่อนเถิดพระเจ้าข้า. พระราชากับปุโรหิต จากบ้านนั้น ไปยังบ้านอื่น ได้ยินเสียงของหญิงชราคนหนึ่งในระหว่างทาง. นัยว่าหญิงนั้นเป็นหญิงเข็ญใจ พิทักษ์รักษาบุตรสาวสองคนซึ่งเจริญวัยแล้ว ไม่ยอมให้ลูกสาวไปป่า ตนเองเก็บผักหักฟืนมาจากป่าบำรุงรักษาลูกสาวทั้งสอง. วันนั้นนางขึ้นพุ่มไม้แห่งหนึ่ง กำลังเก็บผักอยู่พลัดตกลงมา เมื่อจะด่าพระราชา โดยแช่งให้ตาย กล่าวคาถา ความว่า
ในแคว้นของพระเจ้าพรหมทัต หญิงสาวหาผัว ไม่ได้ไปจนแก่ เมื่อไรพระเจ้าพรหมทัต จักสวรรคต เสียที.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปฏิกา แปลว่า หาสามีมิได้. อธิบายว่าถ้าเขามีสามีคงจะได้เลี้ยงดูเรา ในรัชกาลของพระราชาลามก เราได้รับความทุกข์เมื่อไรหนอ มันจักตายเสียที หญิงชราด่าพระราชาอย่างนี้ ก็ด้วยอานุภาพของพระโพธิสัตว์.
เมื่อราชปุโรหิตจะคัดค้านนาง จึงกล่าวคาถา ความว่า
เฮ้ย ! หญิงชั่วไม่รู้จักเหตุผล แกพูดไม่ดีเลย พระราชาเคยหาผัวให้นางกุมาริกา มีที่ไหนกัน. หญิงชราได้ยินดังนั้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า พราหมณ์เอย เราไม่ได้พูดชั่วเลย เรารู้เหตุผล ชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัต มิได้พิทักษ์รักษา ราษฎรถูกกดขี่ ด้วยภาษี อันไม่ชอบธรรม. กลางคืนถูกโจรปล้น กลางวันถูกเจ้าหน้าที่กดขี่ ด้วยภาษี อันไม่ชอบธรรม ในแคว้นของพระราชาโกง มีคนอาธรรม์มากมาย เมื่อการครองชีพลำบาก การเลี้ยงดูลูกเมียก็ลำบาก หญิงสาวจักมีผัวได้ที่ไหน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกวิทตฺถปทา ความว่า เราฉลาดรู้เท่าทันในเหตุในผล ท่านอย่าสรรเสริญพระราชาลามกอย่างนี้. บทว่า ทุชฺชีเว ความว่า เมื่อแว่นแคว้นมีการครองชีพลำบาก การเลี้ยงดูลูกเมียก็เกิดลำบากผู้คนทั้งกลัวทั้งหวาดเสียว ก็หลบไปอยู่ในป่า. บทว่า กุโต ภตฺตา กุมาริยาความว่า หญิงสาว ๆ จักหาผัวได้ที่ไหน.
พระราชากับราชปุโรหิตฟังคำของหญิงชราแล้ว คิดว่า แกพูดถูกต้องจึงพากันเดินทางต่อไปข้างหน้า ได้ยินเสียงของชาวนาคนหนึ่ง ได้ยินว่า เมื่อชาวนานั้นกำลังไถนา โคชื่อสาลิยะ ถูกผาลแทงจึงล้มลง. เมื่อชาวนาจะด่าพระราชาจึงกล่าวคาถา ความว่า
ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช จงถูกหอกแทง ต้อง นอนกลิ้งอยู่ในสงคราม เหมือนโคสาลิยะ ถูกผาลแทง นอนอยู่ดังคนกำพร้า ฉะนั้น.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๕๒๐–๕๓๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติงสตินิบาตชาดก ๑๒๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ภณฺฑุติณฺฑุกชาตกํ
อปฺปมาโทติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ราโชวาทํ อารพฺภ กเถสิ ฯ ราโชวาโท เหฏฺฐา วิตฺถาริโต ฯ
อตีเต ปน กปิลรฏฺเฐ อุตฺตรปญฺจาลนคเร ปญฺจาโล นาม ราชา อคติคมเน ฐิโต อธมฺเมน ปมตฺโต รชฺชํ กาเรสิ ฯ อถสฺส อมจฺจาทโย สพฺเพปิ อธมฺมิกาว ชาตา ฯ พลิปีฬิตา รฏฺฐวาสิโน ปุตฺตทาเร อาทาย อรญฺเญ มิคา วิย วิจรึสุ ฯ คามฏฺฐาเน คาโมปิ นาม นาโหสิ ฯ มนุสฺสา ราชปุริสภเยน ทิวา เคเห วสิตุํ น สกฺโกนฺติ เคหานิ กณฺฏกสาขาทีหิ ปริกฺขิปิตฺวา อรุเณ อุคฺคจฺฉนฺเตเยว อรญฺญํ ปวิสนฺติ ฯ ทิวา ราชปุริสา วิลุมฺปนฺติ รตฺตึ โจรา ขาทนฺติ ฯ
ตทา โพธิสตฺโต พหินคเร ภณฺฑุติณฺฑุกรุกฺขเทวตา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ อนุสํวจฺฉรํ รญฺโญ สนฺติกา สหสฺสคฺฆนิกํ พลิกมฺมํ ลภติ ฯ โส จินฺเตสิ อยํ ราชา ปมตฺโต รชฺชํ กาเรสิ สกลรฏฺฐํ วินสฺสติ ฐเปตฺวา มํ อญฺโญ ราชานํ ปฏิรูเป นิเวเสตุํ สมตฺโถ นาม นตฺถิ อุปการโก จาปิ เม อนุสํวจฺฉรํ สหสฺสพลินา ปูเชสิ โอวาทิสฺสามิ นนฺติ ฯ โส รตฺติภาเค รญฺโญ สิริคพฺภํ ปวิสิตฺวา อุสฺสีสกปสฺเส ฐตฺวา โอภาสํ วิสชฺเชตฺวา อากาเส อฏฺฐาสิ ฯ ราชา ตํ พาลสุริยํ วิย ชลมานํ ทิสฺวา โกสิ ตฺวํ เกน วา การเณน อิธาคโตติ ปุจฺฉิ ฯ โส ตสฺส วจนํ สุตฺวา มหาราช อหํ ภณฺฑุติณฺฑุกเทวตา ตุยฺหํ โอวาทํ ทสฺสามีติ อาคโตมฺหีติ ฯ กึ โอวาทํ นาม ทสฺสสีติ ฯ เอวํ วุตฺเต มหาสตฺโต มหาราช ตฺวํ ปมตฺโต หุตฺวา รชฺชํ กาเรสิ เตน เต สกลรฏฺฐํ หตํ วิลุตฺตํ วิย นฏฺฐํ ราชาโน นาม ปมาเทน รชฺชํ กาเรนฺตา สกลรฏฺฐสฺส สามิโน น โหนฺติ ทิฏฺฐธมฺเม วินาสํ ปตฺวา สมฺปราเย ปุน มหานิรเย นิพฺพตฺตนฺติ เตสุ จ ปมาทํ อาปนฺเนสุ อนฺโตชนา พหิชนาปิสฺส ปมตฺตาว โหนฺติ ตสฺมา รญฺญา อติเรเกน อปฺปมตฺเตน ภวิตพฺพนฺติ วตฺวา ธมฺมเทสนํ ปฏฺฐเปนฺโต อาห
อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ปมาโท มจฺจุโน ปทํ
อปฺปมตฺตา น มียนฺติ เย ปมตฺตา ยถา มตา ฯ
มทา ปมาโท ชาเยถ ปมาทา ชายเต ขโย
ขยา จ โทสา ชายนฺติ มา มโท ภรตูสภ ฯ
พหู หิ ขตฺติยา ชิณฺณา อตฺถํ รฏฺฐํ ปมาทิโน
อโถปิ คามิโน คามา อนาคารา อคาริโน ฯ
ขตฺติยสฺส ปมตฺตสฺส รฏฺฐสฺมึ รฏฺฐวฑฺฒน
สพฺเพ โภคา วินสฺสนฺติ รญฺโญ ตํ วุจฺจเต อฆํ ฯ
เนส ธมฺโม มหาราช อติเวลํ ปมชฺชสิ
อิทฺธํ ผีตํ ชนปทํ โจรา วิทฺธํสยนฺติ นํ ฯ
น เต ปุตฺตา ภวิสฺสนฺติ น หิรญฺญํ น ธานิยํ
รฏฺเฐ วิลุมฺปมานมฺหิ สพฺพโภเคหิ ชิยฺยสิ ฯ
สพฺพโภคปริชิณฺณํ ราชานํ วาปิ ขตฺติยํ
ญาติมิตฺตา สุหชฺชา จ น ตํ มญฺญนฺติ มนฺติยํ ฯ
หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา
ตเมวมุปชีวนฺตา น ตํ มญฺญนฺติ มนฺติยํ ฯ
อสํวิหิตกมฺมนฺตํ พาลํ ทุมฺมนฺติมนฺตินํ
สิรี ชหติ ทุมฺเมธํ ชิณฺณํว อุรโค ตจํ ฯ
สุสํวิหิตกมฺมนฺตํ กาลุฏฺฐายึ อตนฺทิตํ
สพฺเพ โภคาภิวฑฺฒนฺติ คาโว สอุสภามิว
อุปสฺสุตึ มหาราช รฏฺเฐ ชนปเท จร
ตตฺถ ทิสฺวา จ สุตฺวา จ ตโต ตํ ปฏิปชฺชสีติ ฯ
ตตฺถ อปฺปมาโทติ สติยา อวิปฺปวาโส ฯ อมตํ ปทนฺติ อมตสฺส นิพฺพานสฺส ปทํ อธิคมนการณํ ฯ มจฺจุโน ปทนฺติ มรณสฺส การณํ ฯ ปมตฺโต หิ วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา อปฺปฏิสนฺธิกภาวํ ปตฺตุํ อสกฺโกนฺโต ปุนปฺปุนํ สํสาเร ชายติ เจว มียติ จ ตสฺมา ปมาโท มจฺจุโน ปทํ นาม ฯ น มียนฺตีติ วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา อปฺปฏิสนฺธิกภาวํ ปตฺวา ปุน สํสาเร อนิพฺพตฺตตฺตา น มียนฺติ นาม ฯ เย ปมตฺตาติ มหาราช เย ปุคฺคลา ปมตฺตา เต ยถา มตา เต ตเถว ทฏฺฐพฺพา ฯ กสฺมา ฯ อกิจฺจสาธนตาย ฯ มตสฺสาปิ หิ อหํ ทานํ ทสฺสามิ สีลํ รกฺขิสฺสามิ อุโปสถกมฺมํ กริสฺสามิ กลฺยาณกมฺมํ ปูเรสฺสามีติ อาโภโค วา ปตฺถนา วา ปริยุฏฺฐานํ วา นตฺถิ อปคตวิญฺญาณตฺตา ปมตฺตสฺส หิ อปฺปมาทาภาวาติ ตสฺมา อุโภเปเต เอกสทิสาว ฯ มทาติ มหาราช อาโรคฺยโยพฺพนชีวิตมทสงฺขาตา ติวิธา มทา ปมาโท นาม ชายติ ฯ โส มทมตฺโต ปมาทาปนฺโน ปาณาติปาตาทีนิ ปาปกมฺมานิ กโรติ ฯ อถ นํ ราชาโน ฉินฺทาเปนฺติ วา หนาเปนฺติ วา สพฺพสฺส วา ธนสฺส หรนฺติ เอวมสฺส ปมาทา ญาติธนชีวิตกฺขโย ชายติ ปุน โส ธนกฺขยํ วา ยสกฺขยํ วา ปตฺโต ชีวิตุํ อสกฺโกนฺโต ชีวิตวุตฺตตฺถาย กายทุจฺจริตาทีนิ กโรติ อิจฺจสฺส ขยา จ โทสา ชายนฺติ เตน ตํ วทามิ ฯ มา มโท ภรตูสภาติ รฏฺฐภารกเชฏฺฐก ภรตูสภ มา ปมาท มา ปมชฺชีติ อตฺโถ ฯ อตฺถํ รฏฺฐนฺติ ชนปทวาสีนํ วุทฺธิญฺเจว สกลรฏฺฐญฺจ พหู ปมาทิโน ชิณฺณา ฯ เตสํ อาวิภาวตฺถาย ขนฺติวาทิชาตกมาตงฺคชาตกคุรุกชาตกสรภงฺคชาตกเจติยชาตกานิ กเถตพฺพานิ ฯ คามิโนติ คามโภชกาปิ เต คามาปิ พหุปมาทโทเสน ชิณฺณา ปริหีนา วินฏฺฐา ฯ อนาคารา อคาริโนติ ปพฺพชิตา ปพฺพชิตปฏิปตฺติโต คีหิปิ ฆราวาสโต เจว ธญฺญาทีหิ จ พหู ชิณฺณา ปริหีนาติ วทติ ฯ ตํ วุจฺจเต อฆนฺติ มหาราช ยสโภคปริหานิ นาม ตํ รญฺโญ ทุกฺขํ วุจฺจติ โภคาภาเวน หิ นิทฺธนสฺส ยโส หายติ หีนยโส มหนฺตํ ทุกฺขํ ปาปุณาติ ฯ เนส ธมฺโมติ มหาราช เอส โปราณกราชูนํ ธมฺโม น โหติ ฯ อิทฺธํ ผีตนฺติ อนฺนปานาทินา สมิทฺธํ หิรญฺญสุวณฺณาทินา ผีตํ ฯ น เต ปุตฺตาติ มหาราช ปเวณิปาลกา เต ปุตฺตา น ภวิสฺสนฺติ ฯ รฏฺฐวาสิโน หิ อธมฺมิกรญฺโญ เอส ปุตฺโต กึ อมฺหากํ วุฑฺฒึ กริสฺสติ นาสฺส ฉตฺตํ ทสฺสามาติ ฉตฺตํ น เทนฺติ เอวเมว เตสํ ปเวณิปาลกา ปุตฺตา น โหนฺติ นาม ฯ ปริชิณฺณนฺติ ปริหีนํ ฯ ราชา นํ วาปีติ สเจปิ โส ราชา โหติ อถ นํ ราชานํ สมานํปิ ฯ มนฺติยนฺติ อยํ ราชาติ คุรุจิตฺเตน สมาเนตพฺพํ กตฺวา น มญฺญนฺติ ฯ อุปชีวนฺตาติ อุปนิสฺสาย ชีวนฺตาปิ เอเต เอตฺตกา ชนา คุรุจิตฺเตน มญฺญิตพฺพํ น มญฺญนฺติ ฯ กึการณา ฯ อธมฺมิกภาเวน ฯ สิรีติ ยสวิภโว ฯ ตจนฺติ ยถา อุรโค ชิณฺณํ ตจํ ชิคุจฺฉนฺโต ชหติ น ปุน โอโลเกติ เอวํ ตาทิสํ ราชานํ สิรี ชหติ ฯ สุสํวิหิตกมฺมนฺตนฺติ กายทฺวาราทีหิ ปาปกมฺมํ อกโรนฺตํ ฯ อภิวฑฺฒนฺตีติ อภิมุขํ คจฺฉนฺตา วฑฺฒนฺติ ฯ สอุสภามิวาติ สอุสภา อิว ฯ อปฺปมตฺตสฺส หิ อุสภเชฏฺฐโก โคคโณ วิย โภคา วฑฺฒนฺติ ฯ อุปสฺสุตินฺติ ชนปทจาริตฺตสวนาย จาริกํ อตฺตโน สกลรฏฺเฐ จ ชนปเท จ จร ฯ ตตฺถาติ ตสฺมึ รฏฺเฐ จรนฺโต ทฏฺฐพฺพํ ทิสฺวา โสตพฺพํ สุตฺวา อตฺตโน คุณาคุณํ ปจฺจกฺขํ กตฺวา ตโต อตฺตโน หิตปฏิปตฺตึ ปฏิปชฺชิสฺสสิ ฯ
อิติ มหาสตฺโต เอกาทสหิ คาถาหิ ราชานํ โอวทิตฺวา คจฺฉ ปปญฺจํ อกตฺวา ปริคฺคณฺห รฏฺฐํ มา นาสยีติ วตฺวา สกฏฺฐานเมว คโต ฯ ราชาปิ ตสฺส วจนํ สุตฺวา สํเวคปฺปตฺโต ปุนทิวเส รชฺชํ อมจฺเจ ปฏิจฺฉาเปตฺวา ปุโรหิเตน สทฺธึ กาลสฺเสว ปาจีนทฺวาเรน นครา นิกฺขมิตฺวา โยชนมตฺตํ คโต ฯ ตตฺเถโก คามวาสิมหลฺลโก อฏวิโต กณฺฏกสาขํ อาหริตฺวา เคหทฺวารํ ปริกฺขิปิตฺวา ปิทหิตฺวา ปุตฺตทารํ อาทาย อรญฺญํ ปวิสิตฺวา สายํ ราชปุริเสสุ ปกฺกนฺเตสุ อตฺตโน ฆรํ อาคจฺฉนฺโต เคหทฺวาเร ปาเท กณฺฏเกน วิทฺโธ อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา กณฺฏกํ นีหรนฺโต
เอวํ เวเทตุ ปญฺจาโล สงฺคาเม สรมปฺปิโต
ยถาหมชฺช เวเทมิ กณฺฏเกน สมปฺปิโตติ อิมาย คาถาย ราชานํ อกฺโกสิ ฯ ตํ ปน อกฺโกสนํ โพธิสตฺตานุภาเวเนว อโหสิ ฯ โพธิสตฺเตน อธิคหิโตว โส อกฺโกสีติ เวทิตพฺโพ ฯ ตสฺมึ ปน สมเย ราชา จ ปุโรหิโต จ อญฺญาตกเวเสน ตสฺส สนฺติเกว อฏฺฐํสุ ฯ
อถสฺส วจนํ สุตฺวา ปุโรหิโต อิตรํ คาถมาห
ชิณฺโณ ทุพฺพลจกฺขูสิ น รูปํ สาธุ ปสฺสสิ
กึ ตตฺถ พฺรหฺมทตฺตสฺส ยํ ตํ มคฺเคยฺย กณฺฏโกติ ฯ
ตตฺถ มคฺเคยฺยาติ วิชฺเฌยฺย ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยทิ ตฺวํ อตฺตโน พฺยตฺตตาย กณฺฏเกน วิทฺโธ โก เอตฺถ รญฺโญ โทโส เยน ราชานํ อกฺโกสิ กึ เต รญฺญา กณฺฏโก โอโลเกตฺวา อาจิกฺขิตพฺโพติ ฯ
ตํ สุตฺวา มหลฺลโก ติสฺโส คาถา อภาสิ
พเหฺวตฺถ พฺรหฺมทตฺตสฺส โสหํ มคฺคสฺมิ พฺราหฺมณ
อรกฺขิตา ชานปทา อธมฺมพลินา หตา ฯ
รตฺติญฺจ โจรา ขาทนฺติ ทิวา ขาทนฺติ ตุณฺฑิยา
รฏฺฐสฺมึ กูฏราชสฺส พหุ อธมฺมิโก ชโน ฯ
เอตาทิเส ภเย ตาต ภยฏฺฏา ตาว มานวา
นิลฺเลนกานิ กุพฺพนฺติ วเน อาหตฺวา กณฺฏกนฺติ ฯ
ตตฺถ พเหฺวตฺถาติ พฺราหฺมณ โสหํ สกณฺฏเก มคฺเค ปติโต สนฺนิสินฺโน พหุ เอตฺถ พฺรหฺมทตฺตสฺส โทโส ตฺวํ เอตฺตกํ กาลํ รญฺโญ โทเสน มม สกณฺฏเก มคฺเค วิจรภาวํ น ชานาสิ ตสฺส หิ อรกฺขิตา ชนปทา กณฺฏกนฺติ ฯ ตตฺถ ขาทนฺตีติ วิลุมฺปนฺติ ฯ ตุณฺฑิยาติ วธพนฺธาทีหิ ปีเฬตฺวา อธมฺมพลิสาธกา ฯ กูฏราชสฺสาติ ปาปรญฺโญ ฯ อธมฺมิโกติ ปฏิจฺฉนฺนกมฺมนฺโต ฯ ตาตาติ ปุโรหิตํ อาลปติ ฯ มานวาติ มนุสฺสา ฯ นิลฺเลนกานีติ นิลียนฏฺฐานานิ ฯ วเน อาหตฺวา กณฺฏกนฺติ กณฺฏกํ อาหริตฺวา ทฺวารานิ ปิทหิตฺวา ฆรํ ฉฑฺเฑตฺวา ปุตฺตทารํ อาทาย วนํ ปวิสิตฺวา ตสฺมึ วเน อตฺตโน นิลียนฏฺฐานานิ กโรนฺติ ฯ อถวา วเน โย กณฺฏโก ตํ อาหริตฺวา ฆรานิ ปริกฺขิปนฺติ ฯ อิติ รญฺโญ โทเสเนวมฺหิ กณฺฏเกน วิทฺโธ มา เอวรูปสฺส รญฺโญ อุปตฺถมฺโภ โหหีติ ฯ
ตํ สุตฺวา ราชา ปุโรหิตํ อามนฺเตตฺวา อาจริย มหลฺลโก ยุตฺตํ ภณติ อมฺหากเมว โทโส เอหิ นิวตฺตาม ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสฺสามาติ อาห ฯ โพธิสตฺโต ปุโรหิตสฺส สรีเร อธิมุจฺจิตฺวา ปุรโต คนฺตฺวา ปริคณฺหาม ตาว มหาราชาติ อาห ฯ เต ตมฺหา คามา อญฺญํ คามํ คจฺฉนฺตา อนฺตรามคฺเค เอกิสฺสา มหลฺลิกาย สทฺทํ อสฺโสสุํ ฯ สา กิเรกา ทลิทฺทิตฺถี เทฺว ธีตโร วยปฺปตฺตา รกฺขมานา ตาสํ อรญฺญํ คนฺตุํ น เทติ สยํ อรญฺญโต ทารูนิ เจว สากญฺจ อาหริตฺวา ธีตโร ปฏิชคฺคติ ฯ สา ตํ ทิวสํ เอกํ คุมฺพํ อารุยฺห สากํ คณฺหนฺตี ปวตฺตมานา ภูมิยํ ปติตฺวา ราชานํ มรเณน อกฺโกสนฺตี คาถมาห
กทาสฺสุ นาม ยํ ราชา พฺรหฺมทตฺโต มริสฺสติ
ยสฺส รฏฺฐมฺหิ ชียนฺติ อปฺปติกา กุมารีกาติ ฯ
ตตฺถ อปฺปติกาติ อสฺสามิกา ฯ สเจ หิ ตาสํ สามิกา อสฺสุ มํ โปเสยฺยุํ ปาปรญฺโญ ปน รชฺเช อหํ ทุกฺขํ อนุโภมิ กทา นุโข เอส มริสฺสตีติ ฯ เอวํ โพธิสตฺตานุภาเวน นํ อกฺโกสิ ฯ
อถ นํ ปุโรหิโต ปฏิเสเธนฺโต คาถมาห
ทุพฺภาสิตญฺหิ เต ชมฺมิ อนตฺถปถโกวิเท
กุหึ ราชา กุมารีนํ ภตฺตารํ ปริเยสตีติ ฯ
ตํ สุตฺวา มหลฺลิกา เทฺว คาถา อภาสิ
น เม ทุพฺภาสิตํ พฺรเหฺม โกวิทตฺถปทา อหํ
อรกฺขิตา ชานปทา อธมฺมพลินา หตา ฯ
รตฺตึ จ โจรา ขาทนฺติ ทิวา ขาทนฺติ ตุณฺฑิยา
รฏฺฐสฺมึ กูฏราชสฺส พหุ อธมฺมิโก ชโน
ทุชฺชีเว ทุพฺภเร ทาเร กุโต ภตฺตา กุมาริยาติ ฯ
ตตฺถ โกวิทตฺถปทาติ อหํ อตฺถปเท การณปเท โกวิทา เฉกา มา ตฺวํ เอวํ ปาปราชานํ ปสํสิ ฯ ทุชฺชีเวติ ทุชฺชีเว รฏฺเฐ ทุพฺภรทาเร ชาเต มนุสฺเสสุ ภีตตสิเตสุ อรญฺเญ วสนฺเตสุ ฯ กุโต ภตฺตา กุมาริยาติ กุมาริโย ภตฺตารํ ลภิสฺสนฺตีติ อตฺโถ ฯ
เต ตสฺสา วจนํ สุตฺวา ยุตฺตํ กเถตีติ ปุรโต คจฺฉนฺตา เอกสฺส กสฺสกสฺส สทฺทํ อสฺโสสุํ ฯ ตสฺส กิร กสนฺตสฺส สาลิโย นาม พลิพทฺโท ผาเลน ปหโต สยิ ฯ โส ราชานํ อกฺโกสนฺโต คาถมาห
เอวํ สยตุ ปญฺจาโล สงฺคาเม สตฺติยา หโต
ยถายํ กปโณ เสติ หโต ผาเลน สาลิโยติ ฯ
ตตฺถ ยถาติ ยถา อยํ เวทนาปฺปตฺโต สาลิยพลิพทฺโท เสติ เอวํ สยตูติ อตฺโถ ฯ
อถ นํ ปุโรหิโต ปฏิเสเธนฺโต คาถมาห
อธมฺเมน ตุวํ ชมฺม พฺรหฺมทตฺตสฺส กุชฺฌสิ
โย ตฺวํ สปสิ ราชานํ อปรชฺฌิตฺวาน อตฺตโนติ ฯ
ตตฺถ อธมฺเมนาติ อการเณน อสภาเวน ฯ
ตํ สุตฺวา โส ติสฺโส คาถา อภาสิ
ธมฺเมน พฺรหฺมทตฺตสฺส อหํ กุชฺฌามิ พฺราหฺมณ
อรกฺขิตา ชานปทา อธมฺมพลินา หตา ฯ
รตฺติญฺจ โจรา ขาทนฺติ ทิวา ขาทนฺติ ตุณฺฑิยา
รฏฺฐสฺมึ กูฏราชสฺส พหุ อธมฺมิโก ชโน ฯ
สา นูน ปุน เร ปกฺกา วิกาเล ภตฺตมาหริ
ภตฺตหารึ อเวกฺขนฺโต หโต ผาเลน สาลิโยติ ฯ
ตตฺถ ธมฺเมนาติ การเณน น จ อการเณน อกฺโกสตีติ สญฺญํ มา กริ ฯ สา นูน ปุน เร ปกฺกา วิกาเล ภตฺตมาหรีติ พฺราหฺมณ มม ภตฺตหาริกา อิตฺถี ปาโตว มม ภตฺตํ ปจิตฺวา อาหรนฺตี อธมฺมพลิสาสเกหิ พฺรหฺมทตฺตสฺส ทาเสหิ ปลิพุทฺธา ภวิสฺสติ เต ปริวิสิตฺวา ปุน มยฺหํ ภตฺตํ ปกฺกา ภวิสฺสติ เตน การเณน วิกาเล ภตฺตมาหริ อชฺช วิกาเล อาหรีติ จินฺเตตฺวา ฉาตชฺฌตฺโต อหํ ตํ ภตฺตหารึ โอโลเกนฺโต โคณํ อกฺขาเต อฏฺฐาเน ปโฏเทน วิชฺฌึ เตเนส ปาทํ อุกฺขิปิตฺวา ผาลํ ปหรนฺโต หโต ผาเลน สาลิโย ตสฺมา เอส มยา หโตติ สญฺญํ มา กริ ปาปรญฺญาเยว หโต นาเมส มา ตสฺส วณฺณํ ภณีติ ฯ
เต ปุรโต คนฺตฺวา เอกสฺมึ คาเม วสึสุ ฯ ปุนทิวเส ปาโตว เอกา กูฏเธนุ โคโทหกํ ปาเทน ปหริตฺวา สทฺธึ ขีเรน ปวตฺเตสิ ฯ โส พฺรหฺมทตฺตํ อกฺโกสนฺโต คาถมาห
เอวํ หญฺญตุ ปญฺจาโล สงฺคาเม อสินา หโต
ยถาหมชฺช ปหโต ขีรญฺจ เม ปวตฺติตนฺติ ฯ
ตํ สุตฺวา อาห
อยํ ปสุ ขีรํ ฉฑฺเฑสิ ปสุ ผาลญฺจ หึสติ
กึ ตตฺถ พฺรหฺมทตฺตสฺส ยํ โน ครหเต ภวนฺติ ฯ
พฺราหฺมเณน คาถาย วุตฺตาย ปุน โส ติสฺโส คาถา อภาสิ
คารยฺโห พฺรเหฺม ปญฺจาโล พฺรหฺมทตฺตสฺส ราชิโน
อรกฺขิตา ชานปทา อธมฺมพลินา หตา ฯ
รตฺตึ จ โจรา ขาทนฺติ ทิวา ขาทนฺติ ตุณฺฑิยา
รฏฺฐสฺมึ กูฏราชสฺส พหุ อธมฺมิโก ชโน ฯ
จณฺฑา อกตฺถนา คาวี ยํ ปุเร น ทุหามเส
ตํทานิ อชฺช โทหาม ขีรกาเมหุปทฺทุตาติ ฯ
ตตฺถ จณฺฑาติ ผรุสา ฯ อกตฺถนาติ ปลายนสีลา ฯ ขีรกาเมหีติ อธมฺมิกรญฺโญ ปุริเสหิ พหุขีรํ อาหราเปนฺเตหิ อุปทฺทุตา ทุหาม สเจ หิ โส ธมฺเมน รชฺชํ กาเรยฺย น โน เอวรูปํ ภยํ อาคจฺเฉยฺยาติ ฯ
เต ยุตฺตํ กเถตีติ ตมฺหา คามา นิกฺขมิตฺวา มหามคฺคํ อารุยฺห นคราภิมุขา คมึสุ ฯ เอกสฺมึ คาเม พลิสาธกา อสิโกสตฺถาย เอกํ ตรุณวจฺฉกํ มาเรตฺวา จมฺมํ คณฺหึสุ ฯ วจฺฉปหตา เธนุ ปุตฺตโสเกน ติณํ น ขาทติ ปานียํ น ปิวติ ปริเทวมานา อาหิณฺฑติ ฯ ตํ ทิสฺวา คามทารกา ราชานํ อกฺโกสนฺตา คาถมาหํสุ
เอวํ กนฺทตุ ปญฺจาโล วิมุตฺโต ปริธาวตุ
ยถายํ กปณา คาวี วิมุตฺตา ปริธาวตีติ ฯ
ตตฺถ ปริธาวตีติ ปริเทวมานา ธาวติ ฯ
ตโต ปุโรหิโต อิตรํ คาถมาห
ยํ ปสุ ปสุปาลสฺส ปพฺภเมยฺย รเวยฺย วา
โกนีธ อปราธตฺถิ พฺรหฺมทตฺตสฺส ราชิโนติ
ตตฺถ ปพฺภเมยฺย รเวยฺย วาติ ภเมยฺย วา วิรเวยฺย วา ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ตาต ปสุ นาม ปสุปาลสฺส รกฺขนฺตสฺเสว ธาวติ ติณํ น ขาทติ อิธ รญฺโญ โก นุ อปราโธติ ฯ
ตโต คามทารกา เทฺว คาถา อภาสึสุ
อปราโธ มหาพฺรเหฺม พฺรหฺมทตฺตสฺส ราชิโน
อรกฺขิตา ชานปทา อธมฺมพลินา หตา ฯ
รตฺตึ จ โจรา ขาทนฺติ ทิวา ขาทนฺติ ตุณฺฑิยา
รฏฺฐสฺมึ กูฏราชสฺส พหุ อธมฺมิโก ชโน
กถํ โน อสิโกสตฺถา ขีรปา หญฺญเต ปชาติ ฯ
ตตฺถ มหาพฺรเหฺมติ มหาพฺราหฺมณ ฯ ราชิโนติ รญฺโญ ฯ กถํ โนติ กถํ นุ เกน นาม การเณน ฯ ขีรปา หญฺญเต ปชาติ ปาปราชสฺส วเสน เตหิ ขีรปโก วจฺฉโก หญฺญติ อิทานิ สา เธนุ ปุตฺตโสเกน ปริเทวติ โสปิ ราชา เธนุ วิย ปริเทวตูติ ราชานํ อกฺโกสึสุเยว ฯ
เต สาธุ การณํ วทถาติ ปกฺกมึสุ ฯ อถนฺตรามคฺเค เอกิสฺสา สุกฺขโปกฺขรณิยา กากา ตุณฺเฑหิ วิชฺฌิตฺวา มณฺฑูเก ขาทนฺติ ฯ โพธิสตฺโต เตสุ ตํ ฐานํ สมฺปตฺเตสุ อตฺตโน อานุภาเวน มณฺฑูเก
เอวํ ขชฺชตุ ปญฺจาโล หโต ยุทฺเธ สปุตฺตโก
ยถาหมชฺช ขชฺชามิ คามิเกหิ อรญฺญโชติ ราชานํ อกฺโกสาเปสิ ฯ
ตตฺถ คามิเกหีติ คามวาสีหิ ฯ
ตํ สุตฺวา ปุโรหิโต มณฺฑูเกหิ สทฺธึ สลฺลปนฺโต คาถมาห
น สพฺพภูเตสุ วิเธนฺติ รกฺขํ
ราชาโน มณฺฑูก มนุสฺสโลเก
เนตฺตาวตา ราชา อธมฺมจารี
ยํ ตาทิสํ ชีวมเทยฺยุ ธงฺกาติ ฯ
ตตฺถ ชีวนฺติ ชีวนฺตํ ฯ อเทยฺยุนฺติ ขาเทยฺยุํ ฯ ธงฺกาติ กากา ฯ เอตฺตาวตา ราชา อธมฺมิโก นาม น โหติ กึ สกฺกา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา รญฺญา ตํ รกฺขนฺเตน จริตุนฺติ ฯ
ตํ สุตฺวา มณฺฑูโก เทฺว คาถา อภาสิ
อธมฺมรูโป วต พฺรหฺมจารี
อนุปฺปิยํ ภาสสิ ขตฺติยสฺส
วิลุมฺปมานาย ปุถุปฺปชาย
ปูเชสิ ราชํ ปรมปฺปวาทึ ฯ
สเจ อิทํ พฺรเหฺม สุรชฺชกํ สิยา
ผีตํ รฏฺฐํ มุทิตํ วิปฺปสนฺนํ
ภุตฺวา พลึ อคฺคปิณฺฑญฺจ กากา
น มาทิสํ ชีวมเทยฺยุ ธงฺกาติ ฯ
ตตฺถ พฺรหฺมจารีติ ปุโรหิตํ ครหนฺโต อาห ฯ ขตฺติยสฺสาติ เอวรูปสฺส ปาปรญฺโญ ฯ วิลุมฺปมานายาติ วิลุปฺปมานาย ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ ปุถุปฺปชายาติ วิปุลาย ปชาย วินาสิยมานาย ฯ ปูเชสีติ ปสํสิ ฯ สุรชฺชกนฺติ ฉนฺทาทิวเสน อคนฺตฺวา ทส ราชธมฺเม อโกเปนฺเตน รญฺญา รกฺขิยมานํ สเจ อิทํ สุรชฺชกํ ภเวยฺย ฯ ผีตนฺติ เทเวสุ สมฺมาธารํ อนุปฺปเวจฺฉนฺเตสุ สมฺปนฺนสสฺสํ ฯ น มาทิสนฺติ เอวํ สนฺเต มาทิสํ ชีวมานญฺเญว กากา น ขาเทยฺยุํ ฯ เอวํ ฉสุปิ ฐาเนสุ อกฺโกสนํ โพธิสตฺตสฺเสวานุภาเวน อโหสิ ฯ
ตํ สุตฺวา ราชา จ ปุโรหิโต จ อรญฺญวาสึ ติรจฺฉานคตํ มณฺฑูกํ อุปาทาย สพฺเพ อมฺเหเยว อกฺโกสนฺตีติ ตโตว นครํ คนฺตฺวา ธมฺเมน รชฺชํ กาเรตฺวา มหาสตฺตสฺโสวาเท ฐตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กรึสุ ฯ
สตฺถา โกสลรญฺโญ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา มหาราช รญฺญา นาม อคติคมนํ ปหาย ธมฺเมน รชฺชํ กาเรตพฺพนฺติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา ภณฺฑุติณฺฑุกเทวตา อหเมวาติ ฯ
ภณฺฑุติณฺฑุกชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
ทสมํ ฯ
อิติ ตึสตินิปาตวณฺณนา นิฏฺฐิตา ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗