สังขปาลชาดก
ว่าด้วยสังขปาลนาคราชบำเพ็ญตบะ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๙๕ · บรรทัด ๑๐๔๒๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๓
เรื่องเล่า
ดูก่อนมหาราช นาคราชนั้นครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เมื่อจะพรรณนานาคพิภพของตนให้ยิ่งขึ้นไป จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
นาคพิภพนั้น สมบูรณ์ด้วยภูมิภาค ภาคพื้นไม่มี กรวด อ่อนนุ่ม งดงาม มีหญ้าเตี้ย ๆ ไม่มีละอองธุลี นำมาซึ่งความเลื่อมใส ระงับความโศกของผู้ที่เข้าไป. ในนาคพิภพนั้น มีสระโบกขรณีอันไม่อากูล เขียวชอุ่มดังแก้วไพฑูรย์ มีต้นมะม่วง น่ารื่นรมย์ทั้ง ๔ ทิศ มีผลสุกกึ่งหนึ่ง ผลอ่อนกึ่งหนึ่ง เผล็ดผล เป็นนิตย์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสกฺขรา ความว่า ภูมิภาคในนาคพิภพนั้น ปราศจากหินและกรวด ภูมิภาคนั้นอ่อนนุ่ม งดงาม ล้วนแล้วไปด้วยทองเงินและแก้วมณี เกลื่อนกล่นไปด้วยทรายคือรัตนะเจ็ด. บทว่า นีจติณาความว่า ประกอบไปด้วยหญ้าอันต่ำ มีสีเช่นกับหลังแมลงค่อมทอง. บทว่า อปฺปรชา ความว่า ปราศจากฝุ่นละออง. บทว่า ยตฺถ ชหนฺติ โสกํ ความว่า เป็นภูมิภาคที่เข้าไปแล้วหายเศร้าโศก.
บทว่า อนาวกุลา ความว่า ไม่อากูล คือไม่มีตอ. อีกนัยหนึ่งหมายความว่า ข้างบนตั้งเรียบเสมอ ปราศจากความขรุขระ. บทว่า เวฬุริยูปนีลา ความว่า เขียวขจีด้วยแก้วไพฑูรย์. อธิบายว่า ในนาคพิภพนั้นมีสระโบกขรณี ล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ สมบูรณ์ด้วยน้ำ มีสีเขียว ดาดาษไปด้วยดอกบัว และอุบลหลากสี. บทว่า จตุทฺทิสํ ได้แก่ ในทิศทั้งสี่แห่งสระโบกขรณี. บทว่า ปกฺกา จ ความว่า ในสวนอัมพวันนั้น มีต้นมะม่วงที่มีผลสุกแล้วบ้าง สุกครึ่งผลบ้าง มีผลอ่อนบ้าง บานสะพรั่งอยู่ทีเดียว. บทว่า นิจฺโจตุกา ความว่า ประกอบไปด้วยดอกและผล อันเหมาะสมแก่ฤดูแม้ทั้ง ๖.
อาฬารดาบส ทูลพระเจ้าพาราณสีต่อไปว่า
ดูก่อนมหาบพิตรผู้ประเสริฐกว่านรชน ใน ท่ามกลางสวนเหล่านั้น มีนิเวศน์เลื่อมประภัสสร ล้วนแล้วไปด้วยทองคำ มีบานประตูแล้วไปด้วยเงิน งามรุ่งเรืองยิ่ง ประหนึ่งสายฟ้ารุ่งเรืองอยู่ในกลางหาว ฉะนั้น. ขอถวายพระพร ในท่ามกลางสวนเหล่านั้น เรือนยอดและห้อง แล้วไปด้วยแก้วมณี แล้วไปด้วย ทองคำโอฬารวิจิตร เป็นอเนกประการ เนรมิตด้วยดี ติดต่อกันเต็มไปด้วยนางนาคกัญญาทั้งหลาย ผู้ประดับ แล้ว ล้วนทรงสายสร้อยทองคำ. สังขปาลนาคราชนั้น มีผิวพรรณไม่ทราม ว่องไว ขึ้นสู่ปราสาท มีเสาประมาณพันต้น มีอานุภาพ ชั่งไม่ได้เป็นที่อยู่ของมเหสีแห่งสังขปาลนาคราชนั้น. นารีนางหนึ่งว่องไว ไม่ต้องเตือน ยกอาสนะ ล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ มีค่ามาก งดงาม สมบูรณ์ ด้วยแก้ว มีชาติดังแก้วมณีมาปูลาด. ลำดับนั้น นาคราชจูงมืออาตมาภาพให้นั่งบน อาสนะอันเป็นประธาน กล่าวว่า นี่อาสนะ เชิญท่าน นั่งบนอาสนะนี้ เพราะว่าท่านเป็นที่เคารพคนหนึ่ง ของข้าพเจ้า ในจำนวนท่านที่เคารพทั้งหลาย. ดูก่อนพระจอมประชานิกร นารีอีกนางหนึ่งก็ ว่องไว ตักเอาน้ำมาล้างเท้าของอาตมาภาพ ดุจภรรยา ล้างเท้าสามีที่รัก ฉะนั้น. มีนารีอีกนางหนึ่งว่องไว ประคองภาชนะทองคำ เต็มไปด้วยภัตตาหารน่าบริโภค มีสูปะหลายอย่าง มี พยัญชนะต่าง ๆ นำมาให้อาตมาภาพ. ขอถวายพระพร นารีเหล่านั้นรู้จักใจสามี พากัน บำรุงอาตมาภาพผู้บริโภคแล้ว ด้วยดนตรีทั้งหลาย นาคราชนั้นก็เข้ามาหาอาตมาภาพ พร้อมด้วยกามคุณ อันเป็นทิพย์มิใช่น้อย ใหญ่ยิ่งกว่าการฟ้อนรำนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิเวสนํ ได้แก่ ปราสาท. บทว่า ภสฺสรสนฺนิกาสํ แปลว่า ดูเลื่อมประภัสสร. บทว่า รชตคฺคฬํ ความว่ามีบานประตูหน้าต่างเป็นเงิน.
บทว่า มณิยา ความว่า เรือนยอด และห้องในสงบนั้นเห็นปานนี้. บทว่า ปริปูรา แปลว่า สมบูรณ์.
บทว่า โส สงฺขปาโล ความว่า ดูก่อนมหาราช เมื่อนาคราชนั้นสรรเสริญนาคพิภพนั้นอยู่อย่างนี้ อาตมาภาพใคร่จะดูนาคพิภพนั้น ลำดับนั้นสังขปาลนาคราชจึงนำอาตมาภาพไปในที่นั้น จับมือรีบด่วนขึ้นสู่ปราสาท มีเสาพันหนึ่ง ล้วนด้วยเสาแก้วไพฑูรย์ นำไปยังสถานที่ซึ่งมเหสีของเธออยู่.
บทว่า เอกา จ ความว่า เมื่ออาตมาขึ้นสู่ปราสาทแล้ว สตรีนางหนึ่งนำอาสนะแก้วไพฑูรย์อันงามเข้าถึงชาติแก้วมณีแม้อื่นๆ มาปูลาด โดยนาคราชนั้น ไม่ได้สั่งเลย. บทว่า อพฺภิหาสิ ความว่า แปลว่า นำมา อธิบายว่าปูลาดแล้ว.
บทว่า ปมุขอาสนสฺมึ แปลว่า บนอาสนะอันเป็นประมุข. อธิบายว่าเชื้อเชิญให้นั่งบนอาสนะอันสูงสุด. บทว่า ครูนํ ความว่า นาคราชนั้นกล่าวเชิญให้นั่งอย่างนี้ว่า ท่านเป็นเหมือนมารดาบิดาของเราคนใดคนหนึ่ง.
บทว่า วิวิธํ วิยญฺชนํ ได้แก่ กับข้าวมีอย่างต่าง ๆ. บทว่า ภตฺต มนญฺรูปํ ได้แก่ ภัตตาหารอันน่าบริโภค สังขปาลดาบสเรียกพระราชาว่า " ภารตะ ".
บทว่า ภุตฺตภตฺตํ แปลว่า บริโภคเสร็จแล้ว. บทว่า อุปฏฺหุํ ความว่า นารีทั้งหลาย ทำการฟ้อนรำ บำรุงอาตมาภาพผู้บริโภคเสร็จแล้วด้วยดนตรีร้อยเศษ. บทว่า ภตฺตุ มโน วิทิตฺวา ความว่า นารีทั้งหลายต่างรู้จิตใจแห่งภัสดาตน. บทว่า ตตุตฺตรึ ความว่า ยิ่งกว่าการฟ้อนรำนั้น. บทว่า มํ นิปติ ความว่า นาคราชนั้น เข้ามาหาอาตมาภาพ. บทว่า มหนฺตํ ทิพฺเพหิ ความว่า ด้วยกามอันเป็นทิพย์ มโหฬาร. บทว่า กาเมหิ ความว่าด้วยกามอันเป็นทิพย์เหล่านั้น มิใช่น้อย คือมิใช่นิดหน่อย.
ก็แลครั้นนาคราชนั้น เข้ามาหาอย่างนี้แล้วกล่าวคาถา ความว่า
ข้าแต่ท่านอาฬาระ ภรรยาของข้าพเจ้าทั้ง ๓๐๐ นี้ ล้วนมีเอวอ้อนแอ้น มีรัศมีรุ่งเรือง ดังกลีบปทุม นางเหล่านี้ จักเป็นผู้บำรุงบำเรอท่าน ข้าพเจ้าขอยก นางเหล่านี้ให้ท่าน ท่านจงให้นางเหล่านี้บำเรอท่าน เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพตฺตมชฺฌา ความว่า ภรรยาของข้าพเจ้าทั้งหมด มีรูปร่างอ้อนแอ้น อธิบายว่า เอวกลม ขนาดวัดได้ด้วยฝ่ามือ แต่บาลีในอรรถกถาว่า " สุมชฺณา ". บทว่า ปทุมุตฺราภา ได้แก่มีผิวผุดผาดดังสีแห่งดอกปทุม. อธิบายว่า มีฉวีวรรณดั่งกลีบปทุม. บทว่า ปริจารยสฺสุ ความว่า นาคราชนั้นกล่าวว่า ท่านจงทำนางเหล่านั้น ให้เป็นบาทบริจาริกาของตน แล้วมอบมหาสมบัติ พร้อมด้วยสตรี ๓๐๐ นางแก่อาตมาภาพ.
อาฬารดาบสนั้น ทูลต่อไปว่า
อาตมาภาพ ได้เสวยรสอันเป็นทิพย์อยู่ปีหนึ่ง คราวนั้นอาตมาภาพ ได้ไต่ถามถึงสมบัติอันยิ่งว่า ท่าน พญานาคได้สมบัตินี้ ด้วยอุบายอย่างไร ได้วิมานอัน ประเสริฐอย่างไร ได้โดยไม่มีเหตุ หรือเกิดเพราะใคร น้อมมาให้แก่ท่าน ท่านกระทำเอง หรือว่าเทวดาให้ ดูก่อนพญานาคราช ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนั้นกะ ท่าน ท่านได้วิมานอันประเสริฐอย่างไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิพฺพรสานุภุตฺวา ความว่า อาตมาภาพเสวยรสแห่งกามคุณอันเป็นทิพย์แล้ว. บทว่า ตทาสฺสุหํ ตัดบทเป็น ตทา อสฺสุ อหํ. บทว่า นาคสฺสิทํ ความว่า ข้าพเจ้าได้ถามนาคราชนั้น ดังนี้ว่า สมบัติอันเกิดแล้วนี้ ของท่านสังขปาลนาคราช ผู้มีพักตร์อันเจริญ ท่านทำกรรมชื่ออะไรจึงได้ ท่านได้ครอบครองวิมานอันประเสริฐนี้อย่างไรกัน ?
บทว่า อธิจฺจ ลทฺธํ ความว่า ท่านได้โดยหาเหตุมิได้. บทว่า ปริณามชนฺเต ความว่า หรือชื่อว่าเกิดแล้ว โดยการน้อมมา เพราะเป็นของที่ใคร ๆ น้อมมาเพื่อประโยชน์แก่ท่าน. บทว่า สยํ กตํ ความว่า สั่งให้เรียกช่างมา แล้วมอบรัตนะให้กระทำ.
ลำดับต่อไป เป็นคาถากล่าวโต้ตอบระหว่างชนทั้งสอง พึงทราบดังต่อไปนี้.
สังขปาลนาคราช ตอบว่า
ข้าพเจ้าได้วิมานนี้ มิใช่โดยไม่มีเหตุ และมิใช่ เกิดเพราะใคร น้อมมาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามิได้ทำเอง แม้เทวดาก็มิได้ให้ ข้าพเจ้าได้วิมานนี้ ด้วยบุญกรรม อันไม่เป็นบาปของตน. อาตมาภาพ ถามว่า พรตของท่านเป็นอย่างไร และพรหมจรรย์ของ ท่านเป็นไฉน นี้เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร ที่ท่าน ประพฤติดีแล้ว ดูก่อนพญานาคราช ขอท่านจงบอก เนื้อความนี้ แก่ข้าพเจ้า ท่านได้วิมานนี้มาอย่างไร หนอ ? พญานาคราช ตอบว่า ข้าพเจ้าได้เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ กว่าชนชาว มคธ มีนามว่า ทุยโยธนะ มีอานุภาพมาก ได้เห็น ชัดว่า ชีวิตเป็นของนิดหน่อยไม่เที่ยง มีความแปร ปรวนไปเป็นธรรมดา. จึงเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส ได้ให้ข้าวและน้ำเป็นทาน อันไพบูลย์โดยเคารพ วังของข้าพเจ้าในครั้งนั้น เป็น ดุจบ่อน้ำ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ก็อิ่มหนำสำราญ ในที่นั้น. ข้าพเจ้าได้ให้ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ประทีป ยวดยาน ที่พัก ผ้านุ่งห่ม ที่นอน และข้าว น้ำ เป็นทานโดยเคารพ ในที่นั้น. นั่นเป็นพรต และเป็นพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนั้น ที่ข้าพเจ้าประพฤติดีแล้ว ข้าพเจ้าได้วิมานอันมีภักษาหารเพียงพอ มีข้าวน้ำมาก มาย เพราะวัตร และพรหมจรรย์นั้นแล. วิมานนี้บริบูรณ์ ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ตั้งอยู่ ช้านาน แต่เป็นของไม่เที่ยง อาตมาภาพจึงถามว่า บุตรนายพรานทั้งหลาย ผู้มีอานุภาพน้อย ไม่มีเดช ไยจึงเบียดเบียนท่านผู้มีอานุภาพมาก มีเดชได้ ดู ก่อนท่านผู้มีเขี้ยวเป็นอาวุธ เพราะอาศัยอะไรหรือ ท่านจึงถึงความเศร้าหมอง ในสำนักของบุตรนาย พรานทั้งหลาย. ความกลัวใหญ่ ตามถึงท่าน หรือว่าพิษของท่าน ไม่แล่นไปยังรากเขี้ยว ดูก่อนท่านผู้มีเขี้ยวเป็นอาวุธ เพราะอาศัยอะไรหรือ ท่านจึงถึงความเศร้า ในสำนัก ของบุตรนายพรานทั้งหลาย. สังขปาลนาคราช ตอบว่า มหันตภัย มิได้ตามถึงข้าพเจ้าเลย ชนพวกนั้น ไม่อาจทำลายเดชของข้าพเจ้าได้ แต่ว่าธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย ท่านประกาศไว้ดีแล้ว ยากที่จะล่วงได้ เหมือนเขตแดนแห่งสมุทร ฉะนั้น. ข้าแต่ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้าเข้าจำอุโบสถ ในวัน จาตุททสี ปัณณรสีเป็นนิตย์ ต่อมาพวกบุตรนายพราน ๑๖ คน เป็นคนหยาบช้า ถือเอาเชือกและบ่วงอันมั่น คงมา. พรานทั้งหลาย ช่วยกันแทงจมูก เอาเชือกร้อย แล้วหามข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าอดทนต่อทุกข์เช่นนั้น ไม่ ทำอุโบสถให้กำเริบ. อาตมาภาพ ถามว่า บุตรนายพรานเหล่านั้น ได้พบท่านผู้สมบูรณ์ ด้วยกำลัง และผิวพรรณ ที่ทางเดินคนเดียว ดูก่อน ท่านนาคราช ท่านเป็นผู้เจริญด้วยสิริและปัญญา จะ บำเพ็ญตบะเพื่อประโยชน์อะไรอีกเล่า ? สังขปาลนาคราช ตอบว่า ข้าแต่ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้าบำเพ็ญตบะ มิใช่ เพราะเหตุแห่งทรัพย์ และมิใช่เพราะเหตุแห่งอายุ เพราะข้าพเจ้า ปรารถนากำเนิดมนุษย์ จึงบากบั่น บำเพ็ญตบะ. อาตมาภาพ ถามว่า ท่านเป็นผู้มีนัยน์ตาแดง มีรัศมีรุ่งเรือง ประดับ ตกแต่งแล้ว ปลงผมและหนวด ชโลมทาด้วยจุรณจันทน์แดง ส่องสว่างไปทั่วทิศ ดุจคนธรรพราชา ฉะนั้น. ท่านเป็นผู้ถึงแล้ว ซึ่งเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก พร้อมพรั่งไปด้วยกามารมย์ทั้งปวง ดูก่อนพญานาคราช ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กะท่าน เหตุไรมนุษยโลก จึงประเสริฐกว่านาคพิภพนี้. สังขปาลนาคราช ตอบว่า ข้าแต่ท่านอาฬาระ นอกจากมนุษยโลก ความ บริสุทธิ์ หรือความสำรวมย่อมไม่มี ถ้าข้าพเจ้าได้กำเนิดมนุษย์แล้ว จักกระทำที่สุดแห่งชาติและมรณะ. อาตมาภาพ กล่าวว่า ข้าพเจ้าอยู่ในสำนักของท่านปีหนึ่งแล้ว เป็นผู้ที่ ท่านบํารุงด้วยข้าวด้วยน้ำ ข้าพเจ้าขอลาท่าน ดูก่อน ท่านผู้เป็นจอมนาถะ ข้าพเจ้าจากมนุษยโลกมาเสียนาน. สังขปาลนาคราช ตอบว่า ข้าแต่ท่านอาฬาระ บุตร ภรรยาและชนบริวาร ข้าพเจ้าพร่ำสอนเป็นนิตย์ให้บำรุงท่าน ใครมิได้แช่ง ด่าท่านแลหรือ เพราะว่าการที่ได้พบท่าน นับว่าเป็น ที่พอใจของข้าพเจ้า. อาตมาภาพ ตอบว่า ดูก่อนพญานาคราช บุตรที่รักปฏิบัติบำรุงมารดา บิดาในเรือน เป็นผู้ประเสริฐแม้ด้วยประการใด ท่าน บำรุงข้าพเจ้าอยู่ในที่นี้ เป็นผู้ประเสริฐ แม้กว่าประการ นั้น เพราะว่าจิตของท่านเลื่อมใสข้าพเจ้า. สังขปาลนาคราช กล่าวว่า แก้วมณี อันจะนำทรัพย์มาได้ตามประสงค์ของ ข้าพเจ้ามีอยู่ ท่านจงถือเอามณีรัตน์อันโอฬารนั้นไป ยังที่อยู่ของตน ได้ทรัพย์แล้วจงเก็บแก้วมณีนั้นไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กินฺเต วตํ ความว่า อาตมาภาพถามว่าอะไรเป็นวัตรสมาทานของท่าน. บทว่า พฺรหฺมจริยํ ความว่า อะไรเป็นจรรยาอันประเสริฐของท่าน ?
บทว่า โอปานภูตํ ความว่า (นาคราชตอบว่า) คราวนั้นเรือนของข้าพเจ้า เป็นเหมือนสระโบกขรณี ที่ขุดไว้ในหนทางใหญ่ ๔ แพร่ง มีสมบัติอันสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม พึงบริโภคได้ ตามสบาย.
บทว่า น จ สสฺสตายํ ความว่า นาคราชนั้นกล่าวแก่อาตมาภาพว่าความจริง วิมานนี้ แม้จะเป็นของตั้งอยู่ได้นาน ก็มิใช่เป็นของเที่ยง. อาฬารดาบส กล่าวหมายถึงบุตรพรานไพรว่า ผู้มีอานุภาพน้อย. บทว่า หนฺติ ความว่า (อาฬาร กุฎุมพี ถามว่า) เพราะเหตุไร บุตรพรานไพรจึงเอาหลาวแทง เบียดเบียนได้ในที่ทั้งแปดแห่ง. บทว่า กึ ปฏิจฺจ ความว่า ท่านย่อมมาสู่เงื้อมมือ คือเข้าถึงอำนาจของเหล่าวณิพกในครั้งนั้น เพราะมุ่งหมายอะไร ? บทว่า วนิพฺพกานํ ความว่า บุตรพรานไพรทั้งหลาย ท่านเรียกว่าวณิพกในที่นี้.
บทว่า เตโช นุ เต อนฺวคตํ ทนฺตมูลํ ความว่า เดชของท่านเป็นอย่างไรหรือ เพราะเห็นพวกบุตรพรานในคราวนั้น ภัยใหญ่ไปตามท่านหรือว่าพิษอันมีเขี้ยวเป็นมูลไม่ไปตามท่าน. บทว่า กิเลสํ ได้แก่ ทุกข์. บทว่า วณิพฺพกานํ ความว่า เพราะอาศัยอะไร ท่านจึงถึงทุกข์ในสำนักของบุตรพรานทั้งหลาย คือ เพราะอาศัยพวกบุตรนายพราน.
บทว่า เตโช น สกฺกา มม เตภิ หนฺตุํ ความว่า นาคราชตอบว่า เดชคือพิษของเราไม่สามารถที่เบียดเบียนโดยเดชของผู้อื่น คือชนเหล่านั้นได้. บทว่า สตํ ได้แก่ สัตบุรุษทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น. บทว่า ธมฺมานิ ได้แก่ ธรรม กล่าวคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ขันติ ความเอ็นดูและเมตตาภาวนา. บทว่า สุกิตฺติตานิ ความว่า ท่านพรรณนาไว้ดีแล้วคือกล่าวไว้ดีแล้ว. บทว่า กึ ความว่า ท่านทำอย่างไร ?
บทว่า สมุทฺทเวลาว ทุรจฺจยานิ ความว่า สังขปาลนาคราชกล่าวว่าสัตบุรุษเหล่านั้น พรรณนาไว้ว่า บุคคลล่วงได้ยากแม้เพื่อชีวิต ดุจฝั่งมหาสมุทรอันล่วงได้ยากฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้ประกอบด้วยขันติ และเมตตา เพราะกลัวศีลจะขาด เมื่อข้าพเจ้าขุ่นเคือง ก็มิได้ให้เพื่อจะล่วงละเมิดที่สุดขอบเขตของศีล. ก็ด้วยธรรมเทศนาของสังขปาลนาคราชนี้ ย่อมได้บารมีครบ ๑๐ ทัศ คือ
๑. ความที่มหาสัตว์สละสรีระในคราวนั้นจัดเป็นทานบารมี.
๒. ความที่ศีลมิได้ทำลาย ด้วยเดชคือพิษเห็นปานนั้น จัดเป็นสีลบารมี.
๓. การออกจากนาคพิภพ บำเพ็ญสมณธรรม จัดเป็นเนกขัมมบารมี. ๔. การจัดแจงว่า ควรทำสิ่งนี้ ๆ จัดเป็นปัญญาบารมี. ๕. ความเพียรด้วยสามารถแห่งความอดกลั้น จัดเป็นวิริยบารมี. ๖. ความอดทน ด้วยสามารถแห่งความอดกลั้น จัดเป็นขันติบารมี. ๗. การสมาทานความสัตย์ จัดเป็นสัจจบารมี.
๘. การอธิษฐานในใจว่า เราจักไม่ทำลายศีลของเรา จัดเป็นอธิฏฐานบารมี.
๙. ความเป็นผู้มีความเอ็นดู จัดเป็นเมตตาบารมี. ๑๐. ความเป็นผู้วางตนเป็นกลางในเวทนา จัดเป็นอุเบกขาบารมี.
บทว่า อลาคมุํ ความว่า ดูก่อนท่านอาฬาระ วันหนึ่ง บุตรพรานไพร๑๖ คน เห็นข้าพเจ้านอนอยู่บนยอดจอมปลวก พากันถือเชือกแข็ง บ่วงอันเหนียว และหลาว มายังสำนักของข้าพเจ้า.
บทว่า เภตฺวาน ความว่า เขาเหล่านั้นแทงสรีระของข้าพเจ้า ในที่ทั้งแปด แล้วสอดหวายหนามเข้าไป. บทว่า นาสํ อติกสฺส รชฺชุํ ความว่าเดินไปได้หน่อยหนึ่ง เห็นศีรษะของข้าพเจ้าห้อยลง จึงได้ให้นอน ณ หนทางใหญ่ แล้วแทงจมูกของข้าพเจ้าอีก ร้อยเชือกเกลียวคล้องที่ปลายคาง ควบคุมรอบข้าง นำข้าพเจ้าไป.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๖๖๙–๖๙๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จัตตาฬีสนิบาตชาดก ๒๓๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๓๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
สงฺขปาลชาตกํ
อริยาวกาโสสีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อุโปสถกมฺมํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตทา หิ สตฺถา อุโปสถิเก อุปาสเก สมฺปหํเสตฺวา โปราณกปณฺฑิตา มหตึ นาคสมปตฺตึ ปหาย อุโปสถํ อุปวสึสุเยวาติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต ราชคเห มคธราชา นาม รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต ตสฺส รญฺโญ อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติ ฯ ทุยฺโยธโนติสฺส นามํ กรึสุ ฯ โส วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา อาคนฺตฺวา ปิตุ สิปฺปํ ทสฺเสสิ ฯ อถ นํ ปิตา รชฺเช อภิสิญฺจิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อุยฺยาเน วสิ ฯ โพธิสตฺโต ทิวสสฺส ติกฺขตฺตุํ ปิตุ สนฺติกํ อคมาสิ ฯ มหาลาภสกฺกาโร อุทปาทิ ฯ โส เตน ปลิโพเธน กสิณปริกมฺมมตฺตํปิ กาตุํ อสกฺโกนฺโต จินฺเตสิ มหา เม ลาภสกฺกาโร น สกฺกา มยา อิธ วสนฺเตน อิมํ ชฏํ ฉินฺทิตุํ ปุตฺตสฺส อนาโรเจตฺวาว อญฺญตฺถ คมิสฺสามีติ ฯ โส กญฺจิ อชานาเปตฺวา อุยฺยานา นิกฺขมฺม มคธรฏฺฐํ อติกฺกมิตฺวา มหิสกรฏฺเฐ สงฺขปาลทหโต นาม นิกฺขนฺตาย กณฺณเวณฺณาย นทิยา นิวตฺตเน จนฺทกปพฺพตํ อุปนิสฺสาย ปณฺณสาลํ กตฺวา ตตฺถ วสนฺโต กสิณปริกมฺมํ กตฺวา ฌานาภิญฺญา นิพฺพตฺเตตฺวา อุญฺฉาจริยาย ยาเปสิ ฯ ตเมนํ สงฺขปาโล นาม นาคราชา มหนฺเตน ปริวาเรน กณฺณเวณฺณนทิโต นิกฺขมิตฺวา อนฺตรนฺตรา อุปสงฺกมติ ฯ โส ตสฺส ธมฺมํ เทเสสิ ฯ อถสฺส ปุตฺโต ปิตรํ ทฏฺฐุกาโม คตฏฺฐานํ อชานนฺโต อนุวิจราเปตฺวา อสุกฏฺฐาเน นาม วสตีติ ญตฺวา ตสฺส ทสฺสนตฺถาย มหนฺเตน ปริวาเรน ตตฺถ คนฺตฺวา เอกมนฺเต ขนฺธาวารํ นิวาสาเปตฺวา กติปเยหิ อมจฺเจหิ สทฺธึ อสฺสมปทาภิมุโข ปายาสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ สงฺขปาโล มหนฺเตน ปริวาเรน ธมฺมํ สุณนฺโต นิสีทิ ฯ โส ตํ ราชานํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา อิสึ วนฺทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกามิ ฯ ราชา ปิตรํ วนฺทิตฺวา ปฏิสนฺถารํ กตฺวา นิสีทิตฺวา ปุจฺฉิ ภนฺเต กตรราชา นาเมส ตุมฺหากํ สนฺติกํ อาคโตติ ฯ ตาต สงฺขปาลนาคราชา นาเมโสติ ฯ โส ตสฺส สมฺปตฺตึ นิสฺสาย นาคภวเน โลภํ กตฺวา กติปาหํ วสิตฺวา ปิตุ ภิกฺขาหารํ นิพทฺธาเปตฺวา อตฺตโน นครเมว คนฺตฺวา จตูสุ ทานสาลาโย กาเรตฺวา สกลชมฺพูทีปํ สงฺโขเภตฺวา ทานํ ทตฺวา สีลํ รกฺขิตฺวา อุโปสถวาสกมฺมํ กตฺวา นาคภวนํ ปตฺเถตฺวา อายูหปริโยสาเน นาคภวเน นิพฺพตฺติตฺวา สงฺขปาลนาคราชา หุตฺวา อโหสิ ฯ โส คจฺฉนฺเต คจฺฉนฺเต กาเล ตาย สมฺปตฺติยา วิปฺปฏิสารี หุตฺวา ตโต ปฏฺฐาย มนุสฺสโยนึ ปตฺเถนฺโต อุโปสถวาสํ วสิ ฯ อถสฺส นาคภวเน วสนฺตสฺส อุโปสถวาโส น สมฺปชฺชติ สีลวินาสํ ปาปุณาติ ฯ โส ตโต ปฏฺฐาย นาคภวนา นิกฺขมิตฺวา กณฺณเวณฺณาย อวิทูเร มหามคฺคสฺส จ เอกปทิกมคฺคสฺส จ อนฺตเร เอกํ วมฺมิกํ ปริกฺขิปิตฺวา อุโปสถํ อธิฏฺฐาย สมาทินฺนสีโล มม จมฺมมํสาทีหิ อตฺถิกา จมฺมมํสาทีนิ หรนฺตูติ อตฺตานํ ทานมุเข วิสชฺเชตฺวา วมฺมิกมตฺถเก นิปนฺโน สมณธมฺมํ กโรนฺโต จาตุทฺทเส ปณฺณรเส วสิตฺวา ปาฏิปเท นาคภวนํ คจฺฉติ ฯ
ตสฺมึ เอกทิวสํ เอวํ สีลํ สมาทยิตฺวา นิปนฺเน ปจฺจนฺตคามวาสิโน โสฬส ชนา มํสํ อาหริสฺสามาติ อาวุธหตฺถา อรญฺเญ วิจรนฺตา กิญฺจิ อลภิตฺวา นิกฺขมนฺตา ตํ วมฺมิกมตฺถเก นิปนฺนํ ทิสฺวา มยํ อชฺช โคธโปตกํปิ น ลภิมฺหา อิมํ นาคราชานํ วธิตฺวา ขาทิสฺสามาติ จินฺเตตฺวา มหา โข ปเนส คยฺหมาโน ปลาเปยฺยาติ ยถานิปนฺนเมว ตํ โภเคสุ สูเลหิ วิชฺฌิตฺวา ทุพฺพลํ กตฺวา คณฺหิสฺสามาติ สูลาทีนิ อาทาย อุปสงฺกมึสุ ฯ โพธิสตฺตสฺสปิ สรีรํ มหนฺตํ เอกโทณิกนาวปฺปมาณํ วฏฺเฏตฺวา ฐปิตสุมนปุปฺผทามํ วิย ชิญฺชุกผลสนฺนิเภหิ อกฺขีหิ ชยสุมนปุปฺผสทิเสน สีเสน สมนฺนาคโต อติวิย โสภติ ฯ โส เตสํ โสฬสนฺนํ ชนานํ ปทสทฺเทน โภคนฺตรโต สีสํ นีหริตฺวา รตฺตกฺขีนิ อุมฺมิเลตฺวา เต สูลหตฺเถ อาคจฺฉนฺเต ทิสฺวา จินฺเตสิ อชฺช มยฺหํ มโนรโถ มตฺถกํ ปาปุณิสฺสติ อหํ อตฺตานํ ทานมุเข นิยฺยาเทตฺวา วิริยํ อธิฏฺฐหิตฺวา นิปนฺโน อิเม มม สรีรํ สตฺตีหิ โกฏฺเฏตฺวา ฉิทฺทาวฉิทฺทํ กโรนฺเต โกธวเสน อกฺขีนิ อุมฺมิเลตฺวา น โอโลเกสฺสามีติ ฯ อตฺตโน สีลเภทภเยน ทฬฺหํ อธิฏฺฐาย สีสํ โภคนฺตเรเยว ปเวเสตฺวา นิปชฺชิ ฯ อถ นํ เต อุปคนฺตฺวา นงฺคุฏฺเฐ คเหตฺวา กฑฺฒนฺตา ภูมิยํ ปาเตตฺวา ติขิณสูเลหิ อฏฺฐสุ ฐาเนสุ วิชฺฌิตฺวา สกณฺฏกกาฬเวตฺตยฏฺฐิโย ปหารมุเขหิ ปเวเสตฺวา อฏฺฐสุ ฐาเนสุ กาเชนาทาย มหามคฺคํ ปฏิปชฺชึสุ ฯ มหาสตฺโต สูเลหิ วิชฺฌนโต ปฏฺฐาย เอกฏฺฐาเนปิ โกธวเสน อกฺขีนิ อุมฺมิเลตฺวา เต น โอโลเกสิ ฯ ตสฺส อฏฺฐหิ กาเชหิ อาทาย นียมานสฺส สีสํ โอลมฺพิตฺวา ภูมิยํ ปหริ ฯ อถ นํ สีสมสฺส โอลมฺพตีติ มหามคฺเค นิปชฺชาเปตฺวา ตรุณสูเลน นาสปูเฏ วิชฺฌิตฺวา รชฺชุกํ ปเวเสตฺวา สีสํ อุกฺขิปิตฺวา กาชโกฏิยํ ลคฺคิตฺวา ปุนปิ อุกฺขิปิตฺวา มคฺคํ ปฏิปชฺชึสุ ฯ
ตสฺมึ ขเณ วิเทหรฏฺเฐ มิถิลนครวาสี อาฬาโร นาม กุฏุมฺพิโก ปญฺจ สกฏสตานิ อาทาย สุขยานเก นิสีทิตฺวา คจฺฉนฺโต เต โภชปุตฺเต โพธิสตฺตํ ตถา คณฺหิตฺวา คจฺฉนฺเต ทิสฺวา เตสํ โสฬสนฺนํปิ โสฬสหิ วาหโคเณหิ สทฺธึ ปสตํ ปสตํ สุวณฺณมาสเก สพฺเพสํปิ นิวาสนปารุปนานิ เตสํ ภริยานํปิ วตฺถาภรณานิ ทตฺวา วิสชฺชาเปสิ ฯ โส นาคภวนํ คนฺตฺวา ตตฺถ ปปญฺจํ อกตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน นิกฺขมิตฺวา อาฬารํ อุปสงฺกมิตฺวา นาคภวนสฺส วณฺณํ กเถตฺวา ตํ อาทาย นาคภวนํ คนฺตฺวา ตีหิ นาคกญฺญาสเตหิ สทฺธึ มหนฺตมสฺส ยสํ ทตฺวา ทิพฺเพหิ กาเมหิ สนฺตปฺเปสิ ฯ อาฬาโร นาคภวเน เอกวสฺสํ วสิตฺวา ทิพฺพกาเม ปริภุญฺชิตฺวา อิจฺฉามหํ สมฺม ปพฺพชิตุนฺติ นาคราชสฺส กเถตฺวา ปพฺพชิตปริกฺขาเร คเหตฺวา นาคภวนโต หิมวนฺตปฺปเทสํ คนฺตฺวา ปพฺพชิตฺวา ตตฺเถว จิรํ วสิตฺวา อปรภาเค จาริกํ จรนฺโต พาราณสึ ปตฺวา ราชุยฺยาเน วสิตฺวา ปุนทิวเส ภิกฺขาย นครํ ปวิสิตฺวา ราชทฺวารํ อคมาสิ ฯ อถ นํ พาราณสิราชา ทิสฺวา อิริยาปเถ ปสีทิตฺวา ปกฺโกสาเปตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสีทาเปตฺวา นานคฺครสโภชนํ โภเชตฺวา อญฺญตรสฺมึ นีเจ อาสเน นิสินฺโน วนฺทิตฺวา เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ปฐมํ คาถมาห
อริยาวกาโสสิ ปสนฺนเนตฺโต
มญฺเญ ภวํ ปพฺพชิโต กุลมฺหา
กถํ นุ วิตฺตานิ ปหาย โภเค
ปพฺพชิ นิกฺขมฺม ฆรา สปญฺโญติ ฯ
ตตฺถ อริยาวกาโสสีติ นิทฺโทสสุนฺทรสรีราวกาโสสิ อภิรูโปสีติ อตฺโถ ฯ ปสนฺนเนตฺโตติ ปญฺจหิ ปสาเทหิ ยุตฺตเนตฺโต ฯ กุลมฺหาติ ขตฺติยพฺราหฺมณกุลา วา เสฏฺฐิกุลา วา ปพฺพชิโตสีติ มญฺญามิ ฯ กถํ นูติ เกน การเณน กึ อารมฺมณํ กตฺวา ธนญฺจ โภเค จ ปหาย ฆรา นิกฺขมิตฺวา ปพฺพชิโตสิ ฯ สปญฺโญติ ปณฺฑิตปุริโสติ ปุจฺฉิ ฯ
ตโต ปรํ ตาปสสฺส จ รญฺโญ จ วจนปฏิวจนวเสน คาถานํ สมฺพนฺโธ เวทิตพฺโพ ฯ
สยํ วิมานํ นรเทว ทิสฺวา
มหานุภาวสฺส มโหรคสฺส
ทิสฺวาน ปุญฺญาน มหาวิปากํ
สทฺธายหํ ปพฺพชิโตมฺหิ ราช ฯ
น กามกามา น ภยา น โทสา
วาจํ มุสา ปพฺพชิตา ภณนฺติ
อกฺขาหิ เม ปุจฺฉิโต เอตมตฺถํ
สุตฺวาน เม ชายิหิติปฺปสาโท ฯ
วาณิชฺช รฏฺฐาธิป คจฺฉมาโน
ปเถ อทฺทสาสิมฺหิ โภชปุตฺเต
ปวฑฺฒกายํ อุรคํ มหนฺตํ
อาทาย คจฺฉนฺเต ปโมทมาเน ฯ
โสหํ สมาคญฺฉิ ชนินฺท เตหิ
ปหฏฺฐโลโม อวจสฺมิ ภีโต
กุหึ อยํ นียติ ภีมกาโย
นาเคน กึ กาหถ โภชปุตฺตา ฯ
นาโค อยํ นียติ โภชนตฺถํ
ปวฑฺฒกาโย อุรโค มหนฺโต
สาธุญฺจ ถูลญฺจ มุทุญฺจ มํสํ
น ตฺวํ รสญฺญาสิ วิเทหปุตฺต ฯ
อิโต มยํ คนฺตฺวา สกํ นิเกตํ
อาทาย สตฺถานิ วิโกฏยิตฺวา
มํสานิ ภกฺขาม ปโมทมานา
มยํ หิ โว สตฺตโว ปนฺนคานํ ฯ
สเจ อยํ นียติ โภชนตฺถํ
ปวฑฺฒกาโย อุรโค มหนฺโต
ททามิ โว พลิพทฺทานิ โสฬส
นาคํ อิมํ มุญฺจถ พนฺธนสฺมา ฯ
อทฺธา หิ โน ภกฺโข อยํ มนาโป
พหู จ โน โอรคา ภุตฺตปุพฺพา
กโรม เต ตํ วจนํ อาฬาร
มิตฺตญฺจ โน โหหิ วิเทหปุตฺต ฯ
ตทสฺสุ เต พนฺธนา โมจยึสุ
ยํ นตฺถุโต ปฏิโมกฺขสฺส ปาเส
มุตฺโต จ โส พนฺธนา นาคราชา
ปกฺกามิ ปาจีนมุโข มุหุตฺตํ ฯ
คนฺตฺวาน ปาจีนมุโข มุหุตฺตํ
ปุณฺเณหิ เนตฺเตหิ ปโลกยี มํ
ตทสฺสาหํ ปิฏฺฐิโต อนฺวาคญฺฉิ
ทสงฺคุลี อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา ฯ
คจฺเฉว โข ตฺวํ ตรมานรูโป
มา ตํ อมิตฺตา ปุน อคฺคเหสุํ
ทุกฺโข หิ ลุทฺเทหิ ปุนา สมาคโม
อทสฺสนํ โภชปุตฺตาน คจฺฉ ฯ
อคมาสิ โส รหทํ วิปฺปสนฺนํ
นีโลภาสํ รมณียํ สุติตฺถํ
สมฺโมนตํ ชมฺพุหิ เวทิสาหิ
ปาเวกฺขิ นิตฺติณฺณภโย ปตีโต ฯ
โส ตํ ปวิสฺส น จิรสฺส นาโค
ทิพฺเพน เม ปาตุรหู ชนินฺท
อุปฏฺฐหี มํ ปิตรํว ปุตฺโต
หทยงฺคมํ กณฺณสุขํ ภณนฺโต ฯ
ตฺวํ เมสิ มาตา จ ปิตา อาฬาร
อพฺภนฺตโร ปาณทโท สหาโย
สกญฺจ อิทฺธึ ปฏิลาภโกสฺมิ
อาฬาร ปสฺส เม นิเวสนานิ
ปหูตภกฺขํ พหุอนฺนปานํ
มสกฺกสารํ วิย วาสวสฺสาติ ฯ
ตตฺถ วิมานนฺติ สงฺขปาลนาครญฺโญ อเนกสตนาฏกิตฺถีสมฺปตฺติสมฺปนฺนํ กาญฺจนมณิวิมานํ ฯ ปุญฺญานนฺติ เตน กตปุญฺญานํ มหนฺตํ วิปากํ ทิสฺวา กมฺมญฺจ ผลญฺจ ปรโลกญฺจ สทฺทหิตฺวา ปวตฺตาย สทฺธาย อหํ ปพฺพชิโต ฯ น กามกามาติ น วตฺถุกาเมนปิ ภเยนปิ โทเสนปิ มุสา ภณนฺติ ฯ ชายิหิตีติ ภนฺเต ตุมฺหากํ วจนํ สุตฺวา มยฺหํปิ ปสาโท โสมนสฺสํ ชายิสฺสติ ฯ วาณิชฺชนฺติ วาณิชฺชกมฺมํ กริสฺสามีติ คจฺฉนฺโต ฯ ปเถ อทฺทสาสิมฺหีติ ปญฺจนฺนํ สกฏสตานํ ปุรโต สุขยานเก นิสีทิตฺวา คจฺฉนฺโต มหามคฺเค ชนปทมนุสฺเส อทฺทสํ ฯ ปวฑฺฒกายนฺติ วฑฺฒิตกายํ ฯ อาทายาติ อฏฺฐหิ กาเชหิ คเหตฺวา ฯ อวจสฺมีติ อภาสึ ฯ ภีมกาโยติ ภยชนนกาโย ฯ โภชปุตฺตาติ ลุทฺทปุตฺเต ปิยสมุทาจาเรนาลปติ ฯ วิเทหปุตฺตาติ วิเทหรฏฺฐวาสิตาย อาฬารํ อาลปึสุ ฯ วิโกฏยิตฺวาติ ฉินฺทิตฺวา ฯ มยญฺหิ โว สตฺตโวติ มยํ ปน นาคานํ เวริโน นาม ฯ โภชนตฺถนฺติ โภชนตฺถาย ฯ มิตฺตญฺจ โน โหหีติ ตฺวํ อมฺหากํ มิตฺโต โหหิ กตคุณํ ชาน ฯ ตทสฺสุ เตติ มหาราช เตหิ โภชปุตฺเตหิ เอวํ วุตฺเต อหํ เตสํ โสฬส วาหโคเณ นิวาสนปารุปนานิ ปสตํ ปสตํ สุวณฺณมาสเก ภริยานญฺจ เนสํ วตฺถาลงฺการํ อทาสึ อถ เต สงฺขปาลนาคราชานํ ภูมิยํ นิปชฺชาเปตฺวา อตฺตโน กกฺขลตาย กณฺฏกาจิตา กาฬเวตฺตลตา โกฏิยํ คเหตฺวา อากฑฺฒิตุํ อารภึสุ อถาหํ นาคราชานํ กิลมนฺตํ ทิสฺวา อกิลมนฺโตว อสินา ตา ลตา ฉินฺทิตฺวา ทารกานํ กณฺณเวฐโต วฏฺฏิหรณนิยาเมน อทุกฺขาเปนฺโต สนิกํ นีหรึ ตสฺมึ กาเล เต โภชปุตฺตา ยํ พนฺธนํ อสฺส นตฺถุโต ปเวเสตฺวา ปาเส ปฏิโมกฺขํ ตสฺมา พนฺธนา ตํ อุรคํ โมจยึสุ ฯ ตสฺส นาสโต สห ปาเสน ตํ รชฺชุกํ นีหรึสูติ ทีเปติ ฯ อิติ เต อุรคํ วิสชฺเชตฺวา โถกํ คนฺตฺวา อยํ อุรโค ทุพฺพโล มตกาเล นํ คเหตฺวาว คจฺฉิสฺสามีติ นิลียึสุ ฯ ปุณฺเณหีติ โสปิ มุหุตฺตํ ปาจีนมุโข คนฺตฺวา อสฺสุปุณฺเณหิ เนตฺเตหิ มํ ปโลกยิ ฯ ตทสฺสาหนฺติ ตทา อสฺส อหํ ฯ คจฺเฉวาติ เอวนฺตํ อวจนฺติ วทติ ฯ รหทนฺติ กณฺณเวณฺณรหทํ ฯ สมฺโมนตนฺติ อุภยตีเรสุ ชุมฺพูรุกฺขเวทิสารุกฺเขหิ โอนตํ วินตํ ฯ นิตฺติณฺณภโย ปตีโตติ โส กิร ตํ รหทํ ปสฺสนฺโต อาฬารสฺส นิปจฺจการํ ทสฺเสตฺวา ยาว นงฺคุฏฺฐา โอตฺตริ ฯ อุทเก ปวิฏฺฐปวิฏฺฐฏฺฐานเมวสฺส นิพฺภยํ อโหสิ ฯ ตสฺมา นิตฺติณฺณภโย ปตีโต หตฺถตุฏฺโฐ ปาเวกฺขีติ ฯ ปวิสฺสาติ ปเวเสตฺวา ฯ ทิพฺเพน เมติ นาคภวเน ปมาทํ อนาปชฺชิตฺวา มยิ กณฺณเวณฺณนทีตีรํ อนติกฺกนฺเตเยว ทิพฺเพน ปริวาเรน มม ปุรโต ปาตุรโหสิ ฯ อุปฏฺฐหีติ อุปาคมิ ฯ อพฺภนฺตโรติ หทยมํสสทิโส ฯ ตฺวํ มม พหูปกาโร สกฺการํ เต กริสฺสามิ ฯ ปสฺส เม นิเวสนานีติ มม นาคภวนํ ปสฺส ฯ มสกฺกสารํ วิยาติ มสกฺกสาโร วุจฺจติ โอสกฺกนปริสกฺกนาภาเวน ฆนสารตาย จ สิเนรุปพฺพตราชา อยํ ตตฺถ มาปิตตาวตึสภวนํ สนฺธาเยวมาห ฯ
มหาราช เอวํ วตฺวา โส นาคราชา อุตฺตรึ อตฺตโน นาคภวนํ วณฺเณนฺโต คาถาทฺวยมาห
ตํ ภูมิภาเคหิ อุเปตรูปํ
อสกฺขรา เจว มุทู สุภา จ
นีจาติณา อปฺปรชา จ ภูมิ
ปาสาทิกา ยตฺถ ชหนฺติ โสกํ ฯ
อนาวกุลา เวฬุริยูปนีลา
จตุทฺทิสํ อมฺพวนํ สุรมฺมํ
ปกฺกา จ เปสี สผลา สุผุลฺลา
นิจฺโจตุกา ธารยนฺติ ผลานีติ ฯ
ตตฺถ อสกฺขราติ ยา ตตฺถ ภูมิ ปาสาณสกฺขรรหิตา มุทุ สุภา กาญฺจนรชฏมณิมยา สตฺตรตนวาลุกากิณฺณา ฯ นีจาติณาติ อินฺทโคปกปิฏฺฐิสทิสวณฺเณหิ นีจติเณหิ สมนฺนาคตา ฯ อปฺปรชาติ ปํสุรหิตา ฯ ยตฺถ ชหนฺติ โสกนฺติ ยตฺถ ปวิฏฺฐมตฺตาว นิสฺโสกา โหนฺติ ฯ อนาวกุลาติ น อวกุลา อขนิมา อุปริ อุกฺกุลวิกุลภาวรหิตา วา สมสณฺฐิตา ฯ เวฬุริยูปนีลาติ เวฬุริเยน อุปนีลา ตตฺถ นาคภวเน เวฬุริยมยา ปสนฺนสลิลา นีโลภาสา อเนกวณฺณกมลุปฺปลสญฺฉนฺนา โปกฺขรณีติ อตฺโถ ฯ จตุทฺทิสนฺติ โปกฺขรณิยา จตูสุ ทิสาสุ ฯ ปกฺกา จาติ ตสฺมึ อมฺพวเน อมฺพรุกฺขา ปกฺกผลา จ อฑฺฒปกฺกผลา จ ตรุณผลา จ ผุลฺลิตาเยวาติ อตฺโถ ฯ นิจฺโจตุกาติ ฉนฺนมฺปิ อุตูนํ อนุรูเปหิ ปุปฺผผเลหิ สมนฺนาคตาติ ฯ
เตสํ วนานํ นรเทว มชฺเฌ
นิเวสนํ ภสฺสรสนฺนิกาสํ
รชฏคฺคฬํ โสวณฺณมยํ อุฬารํ
ปภาสติ วิชฺชุริวนฺตลิกฺเข ฯ
มณิมยา โสวณฺณมยา อุฬารา
อเนกจิตฺตา สสตํ สุนิมฺมิตา
ปริปูรา กญฺญาหิ อลงฺกตาหิ
โสวณฺณกายูรธราหิ ราช ฯ
โส สงฺขปาโล ตรมานรูโป
ปาสาทมารุยฺห อโนมวณฺโณ
สหสฺสถมฺภํ อตุลานุภาวํ
ยตฺถสฺส ภริยา มเหสี อโหสิ ฯ
เอกา จ นารี ตรมานรูปา
อาทาย เวฬุริยมยํ มหคฺฆํ
สุภํ มณึ ชาติมนฺตูปปนฺนํ
อโจทิตา อาสนมพฺภิหาสิ ฯ
ตโต มํ อุรโค หตฺเถ คเหตฺวา
นิสีทยี ปมุขอาสนสฺมึ
อิทมาสนํ อตฺร ภวํ นิสีทตุ
ภวญฺหิ เม อญฺญตโร ครูนํ ฯ
อญฺญา จ นารี ตรมานรูปา
อาทาย วารึ อุปสงฺกมิตฺวา
ปาทานิ ปกฺขาลยิ เม ชนินฺท
ภริยาว ภตฺตู ปติโน ปิยสฺส ฯ
อปรา จ นารี ตรมานรูปา
ปคฺคยฺห โสวณฺณมยาย จาฏิยา
อเนกสูปํ วิวิธํ วิยญฺชนํ
อุปนามยี ภตฺต มนุญฺญรูปํ ฯ
ตุริเยหิ มํ ภารต ภุตฺตภตฺตํ
อุปฏฺฐหุํ ภตฺตุ มโน วิทิตฺวา
ตตุตฺตรึ มํ นิปติ มหนฺตํ
ทิพฺเพหิ กาเมหิ อนปฺปเกหีติ ฯ
ตตฺถ นิเวสนนฺติ ปาสาโท ฯ ภสฺสรสนฺนิกาสนฺติ ปภสฺสรทสฺสนํ ฯ รชฏคฺคฬนฺติ รชฏทฺวารกวาตํ ฯ มณิมยาติ เอวรูปา ตตฺถ กูฏาคารา จ คพฺภา จ ฯ ปริปูราติ สํปุณฺณา ฯ โส สงฺขปาโลติ มหาราช อหํ เอวํ ตสฺมึ นาคภวนํ วณฺเณนฺเต ตํ ทฏฺฐุกาโม อโหสึ อถ มํ ตตฺถ เนตฺวา โส สงฺขปาโล หตฺเถ คเหตฺวา ตรมาโน เวฬุริยถมฺเภหิ สหสฺสถมฺภํ ปาสาทํ อารุยฺห ยสฺมึ ฐาเน อสฺส มเหสี อโหสิ ตํ ฐานํ เนตีติ ทีเปติ ฯ เอกา จาติ มยิ ปาสาทํ อภิรุฬฺเห เอกา อิตฺถี อญฺเญหิปิ มณีหิ ชาติมนฺเตหิ อุเปตํ สุภํ เวฬุริยาสนํ เตน นาคราเชน อวุตฺตาว ฯ อพฺภิหาสีติ อภิหริ อตฺถรีติ วุตฺตํ โหติ ฯ ปมุขอาสนสฺมินฺติ ปมุขาสนสฺมึ ฯ อุตฺตมาสเน นิสีทาเปสีติ อตฺโถ ฯ ครูนนฺติ มาตาปิตูนํ เม ตฺวํ อญฺญตโรติ เอวํ วตฺวา นิสีทาเปสิ ฯ วิวิธํ วิยญฺชนนฺติ วิวิธํ พฺยญฺชนํ ฯ ภตฺต มนุญฺญรูปนฺติ ภตฺตํ มนุญฺญรูปํ ฯ ภารตาติ ราชานํ อาลปติ ฯ ภุตฺตภตฺตนฺติ กตภตฺตกิจฺจํ ฯ อุปฏฺฐหุนฺติ อเนกสเตหิ ตุริเยหิ คนฺธพฺพํ กุรุมานา อุปฏฺฐหึสุ ฯ ภตฺตุ มโน วิทิตฺวาติ อตฺตโน ปติโน จิตฺตํ ชานิตฺวา ฯ ตตุตฺตรินฺติ ตโต คนฺธพฺพกรณโต อุตฺตรึ ฯ มํ นิปตีติ โส นาคราชา มํ อุปสงฺกมิ ฯ มหนฺตํ ทิพฺเพหีติ มหนฺเตหิ อุฬาเรหิ ทิพฺเพหิ ฯ กาเมหีติ เตหิ จ น อปฺปเกหิ อนปฺปเกหิ ฯ
เอวํ อุปสงฺกมิตฺวา จ ปน คาถมาห
ภริยา มเมตา ติสตา อาฬาร
สพฺพตฺตมชฺฌา ปทุมุตฺตราภา
อาฬาร เอตาสุ เต กามกาโร
ททามิ เต ตา ปริจารยสฺสูติ ฯ
ตตฺถ สพฺพตฺตมชฺฌาติ สพฺพา อตฺตมชฺฌา ปาณินา คหิตปฺปมาณมชฺฌาติ อตฺโถ ฯ อฏฺฐกถายํ ปน สุมชฺฌาติ ปาโฐ ฯ ปทุมุตฺตราภาติ ปทุมวณฺณอุตฺตราภา ฯ ปทุมวณฺณจฺฉวิโยติ อตฺโถ ฯ ปริจารยสฺสูติ ตา อตฺตโน ปาทปริจาริกา กโรหีติ วตฺวา ตีหิ อิตฺถีสเตหิ สทฺธึ มหาสมฺปตฺตึ มยฺหํ อทาสิ ฯ
โสหํ
สํวจฺฉรํ ทิพฺพรสานุภุตฺวา
ตทาสฺสุหํ อุตฺตริ ปจฺจภาสึ
นาคสฺสิทํ กินฺติ กถญฺจ ลทฺธํ
กถชฺฌคมาสิ วิมานเสฏฺฐํ ฯ
อธิจฺจ ลทฺธํ ปริณามชนฺเต
สยํ กตํ อุทาหุ เทเวหิ ทินฺนํ
ปุจฺฉามิ ตํ นาคราเช ตมตฺถํ
กถชฺฌคมาสิ วิมานเสฏฺฐนฺติ ฯ
ตตฺถ ทิพฺพรสานุภุตฺวาติ ทิพฺเพ กามคุณรเส อนุภวิตฺวา ฯ ตทาสฺสุหนฺติ ตทา อสฺสุ อหํ ฯ นาคสฺสิทนฺติ ภทฺทมุขสฺส สงฺขปาลนาคราชสฺส อิทํ สมฺปตฺติชาตํ ฯ กินฺติ กึ นาม กมฺมํ กตฺวา ลทฺธํ กถเมตํ วิมานเสฏฺฐํ ตฺวํ อชฺฌคมาสีติ อิติ นํ อหํ ปุจฺฉึ ฯ อธิจฺจ ลทฺธนฺติ อเหตุนา ลทฺธํ ฯ ปริณามชนฺเตติ เกนจิ ตว อตฺถาย ปริณามิตตฺตา ปริณามโต ชาตํ ฯ สยํ กตนฺติ การเก ปกฺโกสาเปตฺวา รตนานิ ทตฺวา การิตนฺติ ฯ
ตโต ปรา ทฺวินฺนํปิ วจนปฏิวจนคาถา จ
นาธิจฺจ ลทฺธํ น ปริณามชมฺเม
น สยํ กตํ นปิ เทเวหิ ทินฺนํ
สเกหิ กมฺเมหิ อปาปเกหิ
ปุญฺเญหิ เม ลทฺธมิทํ วิมานํ ฯ
กินฺเต วตํ กึ ปน พฺรหฺมจริยํ
กสฺส สุจิณฺณสฺส อยํ วิปาโก
อกฺขาหิ เม นาคราเช ตมตฺถํ
กถํ นุ เต ลทฺธมิทํ วิมานํ ฯ
ราชา อโหสึ มคธานมิสฺสโร
ทุยฺโยธโน นาม มหานุภาโว
โส อิตรํ ชีวิตํ สํวิทิตฺวา
อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมํ ฯ
อนฺนญฺจ ปานญฺจ ปสนฺนจิตฺโต
สกฺกจฺจ ทานํ วิปุลํ อทาสึ
โอปานภูตํ เม ฆรํ ตทาสิ
สนฺตปฺปิตา สมณพฺราหฺมณา จ ฯ
มาลญฺจ คนฺธญฺจ วิเลปนญฺจ
ปทีปยํ ยานมุปสฺสยญฺจ
อจฺฉาทนํ สยนมถนฺนปานํ
สกฺกจฺจ ทานานิ อทมฺห ตตฺถ ฯ
ตํ เม วตํ ตํ ปน พฺรหฺมจริยํ
ตสฺส สุจิณฺณสฺส อยํ วิปาโก
เตเนว เม ลทฺธมิทํ วิมานํ
ปหูตภกฺขํ พหุอนฺนปานํ ฯ
นจฺเจหิ คีเตหิ จุเปตรูปํ
จิรฏฺฐิติกํ น จ สสฺสตายํ
อปฺปานุภาวา ตํ มหานุภาวํ
เตชสฺสินํ หนฺติ อเตชวนฺโต
กิเมว ทาฐาวุธ กึ ปฏิจฺจ
หตฺถตฺถมาคญฺฉิ วนิพฺพกานํ ฯ
ภยํ นุ เต อนฺวคตํ มหนฺตํ
เตโช นุ เต อนฺวคตํ ทนฺตมูลํ
กิเมว ทาฐาวุธ กึ ปฏิจฺจ
กิเลสมาปชฺชิ วนิพฺพกานํ ฯ
น เม ภยํ อนฺวคตํ มหนฺตํ
เตโช น สกฺกา มม เตภิ หนฺตุํ
สตญฺจ ธมฺมานิ สุกิตฺติตานิ
สมุทฺทเวลาว ทุรจฺจยานิ ฯ
จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ อาฬาร
อุโปสถํ นิจฺจมุปาวสามิ
อถาคมุํ โสฬส โภชปุตฺตา
รชฺชุํ คเหตฺวาน ทฬฺหญฺจ ปาสํ ฯ
เภตฺวาน นาสํ อติกสฺส รชฺชุํ
นยึสุ มํ สมฺปริคยฺห ลุทฺทา
เอตาทิสํ ทุกฺขมหํ ติติกฺขํ
อุโปสถํ อปฺปฏิโกปยนฺโต ฯ
เอกายเน ตํ ปเถ อทฺทสํสุ
พเลน วณฺเณน จุเปตรูปํ
สิริยา ปญฺญาย จ ภาวิโตสิ
กิมตฺถิยํ นาค ตโป กโรสิ ฯ
น ปุตฺตเหตุ น ธนสฺส เหตุ
น อายุโน จาปิ อาฬาร เหตุ
มนุสฺสโยนึ อภิปตฺถยาโน
ตสฺมา ปรกฺกมฺม ตโป กโรมิ ฯ
ตฺวํ โลหิตกฺโข วิหตนฺตรํโส
อลงฺกโต กปฺปิตเกสมสฺสุ
สุโรสิโต โลหิตจนฺทเนน
คนฺธพฺพราชาว ทิสา ปภาสสิ ฯ
เทวิทฺธิปตฺโตสิ มหานุภาโว
สพฺเพหิ กาเมหิ สมงฺคิภูโต
ปุจฺฉามิ ตํ นาคราเช ตมตฺถํ
เสยฺโย อิโต เกน มนุสฺสโลโก ฯ
อาฬาร นาญฺญตฺร มนุสฺสโลกา
สุทฺธิ วา สํวิชฺชติ สํยโม วา
อหญฺจ ลทฺธาน มนุสฺสโยนึ
กาหามิ ชาติมรณสฺส อนฺตํ ฯ
สํวจฺฉโร เม วุสิโต ตวนฺติเก
อนฺเนน ปาเนน อุปฏฺฐิโตสฺมิ
อามนฺตยิตฺวาน ปเลมิ นาค
จิรปฺปวุฏฺโฐสฺมิ อหํ ชนินฺท ฯ
ปุตฺตา จ ทารา จ อนุชีวิโน จ
นิจฺจานุสิฏฺฐา อุปติฏฺฐเต ตํ
กจฺจินุ เต นาภิสํสิตฺถ โกจิ
ปิยญฺหิ เม ทสฺสนํ ตุยฺห อาฬาร ฯ
ยถาปิ มาตุ จ ปิตุ อคาเร
ปุตฺโต ปิโย ปฏิวิหิโตว เสยฺย
ตโตปิ มยฺหํ อิธเมว เสยฺโย
จิตฺตญฺหิ เต นาค มยิ ปสนฺนํ ฯ
มณิ มมํ วิชฺชติ โลหิตงฺโค
ธนาหโร มณิรตนํ อุฬารํ
อาทาย ตํ คจฺฉ สกํ นิเกตํ
ลทฺธา ธนนฺตํ มณิโมสฺสชสฺสูติ ฯ
ตตฺถ กินฺเต วตนฺติ กึ ตว วตสมาทานํ ฯ พฺรหฺมจริยนฺติ เสฏฺฐจริยํ ฯ โอปานภูตนฺติ จตุมหาปเถ ขตโปกฺขรณี วิย ธมฺมิกสมณพฺราหฺมณานํ ยถาสุขํ ปริภุญฺชิตพฺพวิภวํ ฯ น จ สสฺสตายนฺติ จิรฏฺฐิติกํ สมานํปิ เจตํ มยฺหํ สสฺสตํ น โหตีติ เม กเถติ ฯ อปฺปานุภาวาติ โภชปุตฺเต สนฺธายาห ฯ หนฺตีติ อฏฺฐสุ ฐาเนสุ สูเลหิ วิชฺฌนฺตา กึการณา หนึสุ ฯ กึ ปฏิจฺจาติ กํ สนฺธาย ตฺวํ ตทา เตสํ หตฺถตฺถํ อาคญฺฉิ วสํ อุปคโต ฯ วนิพฺพกานนฺติ โภชปุตฺตา อิธ วนิพฺพกาติ วุตฺตา ฯ เตโช นุ เต อนฺวคตํ ทนฺตมูลนฺติ กึ นุ ตว เตโช โภชปุตฺเต ทิสฺวา ตทา ภยํ มหนฺตํ อนฺวคตํ อุทาหุ วิสํ ทนฺตมูลํ อนฺวคตํ ฯ กิเลสนฺติ ทุกฺขํ ฯ วนิพฺพกานนฺติ โภชปุตฺตานํ สนฺติเก โภชปุตฺเต นิสฺสายาติ อตฺโถ ฯ เตโช น สกฺกา มม เตภิ หนฺตุนฺติ มม วิสเตโช อญฺญสฺส เตเชน อภิหนฺตุํปิ น สกฺกา เตสํ ฯ สตนฺติ พุทฺธาทีนํ ฯ ธมฺมานีติ สีลสมาธิปญฺญาขนฺติ- อนุทฺทยาเมตฺตาภาวนาสงฺขาตานิ ธมฺมานิ ฯ สุกิตฺติตานีติ สุวณฺณิตานิ สุกถิตานิ ฯ กินฺติ กตฺวา ฯ สมุทฺทเวลาว ทุรจฺจยานีติ เตหิ สมุทฺทเวลา วิย สปฺปุริเสหิ ชีวิตตฺถํปิ ทุรจฺจยานีติ วณฺณิตานิ ตสฺมา อหํ สีลเภทภเยน ขนฺติเมตฺตาสมนฺนาคโต หุตฺวา มม โกปสฺส สีลเวลนฺตํ อติกฺกมิตุํ น อทาสินฺติ อาห ฯ อิมิสฺสา ปน สงฺขปาลธมฺมเทสนาย ทสปิ ปารมิโย ลพฺภนฺติ ฯ ตทา หิ มหาสตฺเตน สรีรสฺส ปริจฺจตฺตภาโว ทานปารมี นาม โหติ ฯ ตถารูเปนปิ วิสเตเชน สีลสฺส อภินฺนตา สีลปารมี ฯ นาคภวนโต นิกฺขมิตฺวา สมณธมฺมกรณํ เนกฺขมฺมปารมี ฯ อิทญฺจีทญฺจ กาตุํ วฏฺฏตีติ สํวิทหนํ ปญฺญาปารมี ฯ อธิวาสนวิริยํ วิริยปารมี ฯ อธิวาสนขนฺติ ขนฺติปารมี ฯ สจฺจสมาทานํ สจฺจปารมี ฯ มม สีลํ น ภินฺทิสฺสามีติ อธิฏฺฐานํ อธิฏฺฐานปารมี ฯ อนุทฺทยภาโว เมตฺตาปารมี ฯ เวทนาย มชฺฌตฺตภาโว อุเปกฺขาปารมี ฯ อถาคมุนฺติ อเถกทิวสํ วมฺมิกมตฺถเก นิปนฺนํ ทิสฺวา โสฬส โภชปุตฺตา ขรรชฺชุญฺจ ทฬฺหปาสญฺจ สูลานิ จ คเหตฺวา มม สนฺติกํ อาคตา ฯ เภตฺวานาติ มม สรีรํ อฏฺฐสุ ฐาเนสุ ภินฺทิตฺวา กณฺฏกลตา ปเวเสตฺวา ฯ นาสํ อติกสฺส รชฺชุนฺติ โถกํ คนฺตฺวา สีสํ เม โอลมฺพนฺตํ ทิสฺวา มหามคฺเค นิปชฺชาเปตฺวา ปุน นาสํปิ เม ภินฺทิตฺวา วิวฏฺฏรชฺชุํ อติกสฺส กาชโกฏิยํ ลคฺเคตฺวา สมนฺตโต ปริคฺคเหตฺวา มํ นยึสุ ฯ อทฺทสํสูติ สมฺม สงฺขปาล เต โภชปุตฺตา เอกายเน เอกคมเน ชงฺฆปทิกมคฺเค ตํ พเลน วณฺเณน จ อุเปตรูปํ ปสฺสึสุ ตฺวํ ปน อิสฺสริยโสภคฺคสิริยา จ ปญฺญาย จ ภาวิโต วฑฺฒิโต โส ตฺวํ เอวรูโป สมาโน กิมตฺถํ ตปํ กโรสิ กึ อิจฺฉนฺโต อุโปสถวาสํ อุปวสสิ สีลํ รกฺขสิ ฯ อทฺทสาสินฺติปิ ปาโฐ ฯ อหํ เอกายเน มหามคฺเค ตํ อทฺทสินฺติ อตฺโถ ฯ อภิปตฺถยาโนติ ปตฺเถนฺโต ฯ ตสฺมาติ ยสฺมา มนุสฺสโยนึ ปตฺเถมิ ตสฺมา วิริเยน ปรกฺกมิตฺวา ตโปกมฺมํ กโรมีติ ฯ สุโรสิโตติ สุอนุลิตฺโต ฯ อิโตติ อิมมฺหา นาคภวนา มนุสฺสโลโก เกน อุตฺตริตโร ฯ สุทฺธีติ มคฺคผลนิพฺพานสงฺขาตา วิสุทฺธิ ฯ สํยโมติ สีลํ ฯ อิทํ โส มนุสฺสโลเกเยว พุทฺธปจฺเจกพุทฺธานํ อุปฺปตฺตึ สนฺธายาห ฯ กาหามีติ อตฺตโน อปฺปฏิสนฺธิกภาวํ กโรนฺโต ชาติชรามรณสฺส อนฺตํ กริสฺสามีติ ฯ เอวํ มหาราช โส สงฺขปาโล มนุสฺสโลกํ วณฺเณสีติ ฯ สํวจฺฉโร เมติ เอวํ มหาราช ตสฺมึ มนุสฺสโลกํ วณฺเณนฺเต อหํ ปพฺพชฺชาย สิเนหํ กตฺวา เอตทโวจํ ฯ ตตฺถ อุปฏฺฐิโตสฺมีติ อนฺนปาเนน เจว ทิพฺเพหิ จ กามคุเณหิ ปริจิณฺโณ มานิโต ฯ ปเลมีติ สเรมิ คจฺฉามิ ฯ จิรปฺปวุฏฺโฐสฺมีติ อหํ มนุสฺสโลกโต จิรปฺปวุฏฺโฐ ฯ นาภิสํสิตฺถาติ กจฺจิ นุโข มม ปุตฺตาทีสุ โกจิ ตํ น อกฺโกสิ น ปริภาสสีติ ปุจฺฉติ ฯ นาภิสชฺเชถาติปิ ปาโฐ ฯ น โกเปสีติ อตฺโถ ฯ ปฏิวิหิโตติ ปฏิชคฺคิโต ฯ มณิ มมนฺติ สเจ สมฺม อาฬาร คจฺฉสิเยว เอวํ สนฺเต มม โลหิตงฺโค ธนาหรโณ สพฺพกามทโท มณิ สํวิชฺชติ ตํ อาฬาร มณิรตนํ อาทาย ตว เคหํ คจฺฉ ตตฺถ อิมสฺสานุภาเวน ยาวทิจฺฉกํ ธนํ ลทฺธา ปุน อิมํ มณิรตนํ โอสฺสชสฺสุ โอสฺสชนฺโต จ อญฺญตฺถ อโนสฺสชิตฺวา อตฺตโน อุทกจาฏิยํ โอสฺสเชยฺยาสีติ วตฺวา มยฺหํ มณิรตนํ อุปเนสีติ วทติ ฯ
เอวํ วตฺวา อถาหํ มหาราช นาคราชานํ เอตทโวจํ สมฺม นาหํ ธเนนตฺถิโก ปพฺพชิตุํ ปน อิจฺฉามีติ ปพฺพชิตปริกฺขารํ ยาจิตฺวา เตเนว สทฺธึ นาคภวนโต นิกฺขมิตฺวา ตํ นิวตฺเตตฺวา หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา ปพฺพชิโตติ วตฺวา รญฺโญ ธมฺมกถํ กเถนฺโต คาถาทฺวยมาห
ทิฏฺฐา มยา มานุสิกาปิ กามา
อสสฺสตา วิปริณามธมฺมา
อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา
สทฺธายหํ ปพฺพชิโตมฺหิ ราช ฯ
ทุมปฺผลาเนว ปตนฺติ มานวา
ทหรา จ วุฑฺฒา จ สรีรเภทา
เอตํปิ ทิสฺวา ปพฺพชิโตมฺหิ ราช
อปณฺณกํ สามญฺญเมว เสยฺโยติ ฯ
ตตฺถ สทฺธายาติ กมฺมญฺจ ผลญฺจ นิพฺพานญฺจ สทฺทหิตฺวา ฯ ทุมปฺผลาเนวาติ ยถา รุกฺขผลานิ ปกฺกานิปิ อปกฺกานิปิ ปตนฺติ ตถาปิ ทหรา จ วุฑฺฒา ปตนฺติ ฯ อปณฺณกนฺติ อวิรุทฺธํ นิยฺยานิกํ ฯ สามญฺญเมว เสยฺโยติ ปพฺพชฺชาว อุตฺตมาติ ปพฺพชฺชาย คุณํ ทิสฺวา ปพฺพชิโตมฺหิ มหาราชาติ ฯ
ตํ สุตฺวา ราชา อนนฺตรํ คาถมาห
อทฺธา หเว เสวิตพฺพา สปญฺญา
พหุสฺสุตา เย พหุฐานจินฺติโน
นาคญฺจ สุตฺวาน ตุวญฺจ อาฬาร
กาหามิ ปุญฺญานิ อนปฺปกานีติ ฯ
ตตฺถ เย พหุฐานจินฺติโนติ เย พหูนิ การณานิ ชานนฺติ ฯ นาคญฺจาติ ตถา อปฺปมาทวิหารีนํ นาคราชานญฺจ ตฺวญฺจ วจนํ สุตฺวา ฯ
อถสฺส อุสฺสาหํ ชเนนฺโต ตาปโส โอสานคาถมาห
อทฺธา หเว เสวิตพฺพา สปญฺญา
พหุสฺสุตา เย พหุฐานจินฺติโน
นาคญฺจ สุตฺวาน มมญฺจ ราช
กโรหิ ปุญฺญานิ อนปฺปกานีติ ฯ
เอวํ โส รญฺโญ ธมฺมํ เทเสตฺวา ตตฺเถว จตฺตาโร วสฺสานมาเส วสิตฺวา ปุน หิมวนฺตํ คนฺตฺวา ยาวชีวํ จตฺตาโร พฺรหฺมวิหาเร ภาเวตฺวา พฺรหฺมโลกูปคโต อโหสิ ฯ สงฺขปาโลปิ ยาวชีวํ อุโปสถวาสํ วสิตฺวา ราชา จ ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ โปราณกปณฺฑิตา นาคสมฺปตฺตึ ปหาย อุโปสถวาสํ วสึสูติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ปิตา ตาปโส กสฺสโป อโหสิ พาราณสิราชา อานนฺโท อาฬาโร สารีปุตฺโต สงฺขปาโล ปน อหเมว สมฺมาสมฺพุทฺโธติ ฯ
สงฺขปาลชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
จตุตฺถํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗